ข่าว
100 year

เส้นทางที่เชื่อม "เรา" เข้าด้วยกัน

ทีมงาน ต่วย'ตูน20 มิ.ย. 2553 05:00 น.
SHARE

ย้อนกลับไปเมื่อ 100 ปีที่แล้ว รถยนต์คันแรกเข้ามาวิ่งในแผ่นดินสยาม ถือเป็นสิ่งแปลกใหม่ บนท้องถนน คนยุคนั้นคงนึกไม่ถึงว่ามันจะเป็นพาหนะสำคัญ จนเป็นปัจจัยที่ 5 ของผู้คนในยุคปัจจุบัน ในปี 2406 รัชกาลที่ 4 ทรงโปรดให้ตัดถนนสายแรกในมหานครขึ้น คือถนนเจริญกรุง ตั้งต้น ที่กำแพงพระบรมมหาราชวังเลียบฝั่งเจ้าพระยาไปสิ้นสุดที่บางคอแหลม หรือถนนตกในปัจจุบัน ในยุคนั้นมีเพียงรถลากและรถม้าเป็นเจ้าครองถนนสายแรกที่มีความยาว 6.5 กม. และในช่วง 30 ปี ต่อมาก็มีการตัดถนนเพิ่มเพียงไม่กี่สายในปี 2435 ในยุคของรัชกาลที่ 5 ถนนในเมืองบางกอกรวมกันแล้วมีความยาวเพียง 12 กม. แม้ถนนบางสายจะมีความกว้างถึง 20 เมตรก็ตาม



รถยนต์คันแรกสามารถปลุกเร้าความสนใจของคนไทยและคนต่างชาติได้เป็นอย่างดี เมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อปี 2411 พระองค์ทรงสนพระทัย เรื่องรถยนต์เป็นอย่างมาก และพระราชวงศ์ หลายพระองค์ก็มีบทบาทสำคัญในการปฏิวัติยานยนต์ของไทย จนมาถึงยุคปัจจุบันนี้ที่คนไทยทั่วทุกพื้นที่ต่างก็มีรถยนต์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิต และมีเส้นทางต่างๆที่ตัดขึ้นมากมายเพื่อเชื่อมวิถีชีวิตของผู้คนที่แตกต่างกันให้เข้ามาใกล้กันยิ่งขึ้น

 

ว่าด้วยเรื่องของรถยนต์แล้วก็คงต้องว่าด้วยเรื่องของเส้นทางควบคู่กันไปด้วย เพราะเมื่อไม่ กี่วันนี้ได้ชมภาพยนตร์รอบเพรสเรื่อง "เรา สองสาม คน" เป็นภาพยนตร์ที่ว่าด้วยการเดินทางท่องเที่ยวโดยรถยนต์ออฟโรด แบบกองคาราวานเข้าไปในเส้นทางที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า East-West Economic Corridor (EWEC) ซึ่งถ้าแปลเป็นไทยก็คือ ระเบียงเศรษฐกิจ ระหว่างตะวันออกกับตะวันตก เป็นเส้นทางที่เริ่มต้นที่ชายฝั่งพม่าที่เมืองมะละแหม่ง และพุ่งเข้าสู่ ไทยผ่านจังหวัดตาก สุโขทัย พิษณุโลก ขอนแก่น กาฬสินธุ์ และมุกดาหาร เข้าสู่ประเทศลาว จากลาวเส้นทางนี้ ผ่านแขวงสะหวันนะเขตและเข้าสู่เวียดนาม ผ่านเมืองชายแดนที่มีชื่อว่า ลาวบาว เชื่อมไปยังเมืองดองฮา และกวางจิ ผ่านเมืองเว้และไปสิ้นสุดที่ชายฝั่งเวียดนามที่เมืองดานัง ซึ่งถือเป็นเส้นทางที่เชื่อม "เรา" เข้าไว้ด้วยกัน

เมืองเก่าฮอยอัน.

 

อันที่จริงถนนหนทางที่เชื่อมระหว่างไทย ลาว เวียดนาม มีมานานแล้ว ตามบันทึกก็ว่ากันเป็นร้อยปี แต่สำหรับไทยเรา การที่จะขับรถข้ามแดนเข้าไปตามเส้นทางหมายเลข 9 จนถึงภาคกลางของ เวียดนาม (เว้-ดานัง) ก็เพิ่งจะได้รับอนุญาตให้ พวงมาลัยขวาเข้าไปได้เมื่อปีที่ผ่านมานี้เอง ประวัติของถนนเส้นนี้ในช่วงที่เกิดสงคราม หรือปัญหาภายในในเวียด-นาม ถนนเส้น นี้ถูกใช้เป็นเส้นทางหลบหนีสู่ลาวและไทย ทำให้ ถนนหมายเลข 9 เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ และความรัก ความผูกพันระหว่างเพื่อนบ้าน แต่ กาลเวลาที่ผ่านเลย ทำให้ เส้นทางนี้ทรุดโทรมไปเรื่อยๆจนมีการบูรณะใหม่ กลายเป็นถนนสองเลนที่ นำการท่องเที่ยวที่น่าสนใจ มาสู่เราในภูมิภาคนี้

ไทยรัฐซันเดย์ สเปเชียล โดยทีมงานต่วย'ตูน ก็เลยอดไม่ได้ที่จะนำท่านผู้อ่านเดินทางผ่านถนนหมายเลข 9 เข้าสู่เวียดนามทางด่านลาว- บาว เมืองชายแดนของเวียดนาม ซึ่งจากนี้สามารถขับรถต่อไปได้เรื่อยๆถึงดงฮา ประตูที่เปิดไปสู่เมือง อื่นๆ เช่น เว้ ซึ่งก็มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ มากมาย เช่น พระราชวังเว้ ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของจักรพรรดิ 13 พระองค์ ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากพระราชวังต้องห้ามของปักกิ่ง ทะเลสาบนํ้าจืด "หลับ-อาน" อ่าวลังโก จังหวัดเทือ เทียน เว้ ที่เชื่อมกับทะเลจีนใต้, ภูเขาไห่วาน (ภูเขาทะเลหมอก), ป้อมของทหารอเมริกัน ซึ่งสร้างในสมัยสงครามเวียดนาม ต่อไปยัง เมืองดานัง มุ่งสู่ฮอยอัน โดยระหว่างทางผ่านสะพานดิสโก้ (สะพานแขวนที่เปิดไฟกะพริบเปลี่ยนสีเหมือนไปดิสโก้) หลังลงสะพานแล้วถ้าวิ่งเลียบริมทะเล ไปเรื่อยๆจะสังเกตว่าตรงนี้มีความเจริญกว่าเมืองเว้ที่ผ่านมา ถนนก็ใหญ่กว่า แถมตลอดชายฝั่ง ที่ขับผ่านเริ่มมีการกั้นพื้นที่เพื่อสร้างโรงแรม ดูป้ายชื่อแล้วล้วนเป็นโรงแรมหรูชื่อดังระดับโลกทั้งนั้น ซึ่งมีเรื่องเล่าว่าเมื่อก่อนที่ดินชายฝั่งแถบนี้ เป็นฮวงซุ้ยทั้งหมด แต่พอรัฐบาลมีนโยบายขยายเศรษฐกิจของเมืองดานัง จึงสั่งให้รื้อถอนฮวงซุ้ยออกไป ซึ่งถ้าใครฝ่าฝืนจะถือว่าทำผิดกฎหมาย โทษฐานถ่วงความเจริญของชาติเลยทีเดียว

เส้นทางบนภูเขาไห่วาน.

 

แต่สถานที่ที่อยากแนะนำมากที่สุดเมื่อมาถึงเวียดนามก็คือสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนา แต่น่าจะเป็นอีกอารมณ์หนึ่งที่แตกต่างนั่นคือ การไปเยือนวัดเทียนมู่ เพื่อชมรถเก๋งออสตินคันหนึ่ง และสักการะ "หัวใจ" อันยิ่งใหญ่หนึ่งดวง!

นั่นแน่...ถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านอาจจะงงๆแล้วว่าทำไมต้องไปดูรถเก๋งในวัด นั่นก็เป็นเพราะว่า รถคันนี้มีที่มาที่สำคัญอย่าง มากในหน้าประวัติศาสตร์ของเวียดนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวพันกับศาสนาพุทธ ซึ่งเรื่องนี้ต้องย้อนไปในยุคที่โง ดินห์ เดียม เป็นประธานาธิบดีของเวียดนาม หลังจากที่ฝรั่งเศสถอนตัวออกไป ผู้นำคนนี้เป็น คาทอลิกที่ลุแก่อำนาจ บังคับให้พลเมืองที่ส่วนใหญ่ ประมาณ 90% นับถือพุทธศาสนาเปลี่ยนไปเป็นคาทอลิก แถมยังดำเนินการด้วยความโหดร้าย เช่น ในคราวหนึ่งที่เหล่าพระสงฆ์ชุมนุมต่อต้านอยู่นั้นก็ได้มีคำสั่งให้ตำรวจขับรถฝ่าเข้าไปกลางที่ชุมนุม ทำให้พระสงฆ์ 70 รูปมรณภาพ ก่อให้เกิดความพยายามตอบโต้ท่านผู้นำกันในหลากหลายรูปแบบ และเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ.2506 พระภิกษุทิธ กวาง ดึ๊ก จากวัดเทียนมู่ เมืองเว้ ก็ได้ยืมรถเก๋งยี่ห้อออสตินของเพื่อนขับเข้ามาจอดที่วงเวียนกลางเมืองโฮจิมินห์ ท่ามกลางฝูงชนนับพัน

เวียดนามก็มีทะเลทราย.



หลวงพ่อชราวัย 73 พรรษา คว้านํ้ามันออกมาจากรถ ราดตัวเองจนชุ่มโชก ก่อนจะนั่งลงแล้วจุดไฟเผา และขณะที่พระเพลิงลุกโหมท่วมร่างของท่าน หลวงพ่อก็ยังคงนั่งนิ่งด้วยสมาธิที่แกร่งกล้า กระทั่งร่างกายไม่สามารถทนพิษร้อนได้อีกจึงค่อยๆทรุดลง

 

ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นหลังจากนั้น เมื่อมีการนำร่างของท่านไปฌาปนกิจ ทุกส่วนไหม้ไฟจนหมดยกเว้น "หัวใจ" ที่เปลวเพลิงไม่อาจเผาผลาญ สานุศิษย์จึงนำกลับไปตั้งไว้บูชาที่วัดตราบวันนี้

ผลจากการต่อสู้ของหลวงพ่อ ทำให้มีพระสงฆ์ แม่ชี และคนพุทธเผาตัวตายตามอีกนับสิบคน กระทั่ง ทหารพุทธสุดจะทนไหว วันที่ 1 พฤศจิกายนปีเดียว กันนั้นก็เกิดการปฏิวัติยึดอำนาจ โง ดินห์ เดียม ถูกกระสุนสังหารตายในโบสถ์คาทอลิก

วัดเทียนมู่จึงเป็นสถานที่สำคัญที่เราจะได้ใช้เวลาเพื่อระลึกถึงความกล้าหาญ และจิตใจอันแข็งแกร่งของหลวงพ่อทิธ กวาง ดึ๊ก ซึ่งได้รับการยกย่องจากนิตยสารไทม์สว่า เป็นการประท้วงเชิง สัญลักษณ์อันก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีผลมหาศาลต่อมาติดอันดับ 1 ใน 3 ของโลก

พระราชวังต้องห้าม.

 

นอกจากนี้ ยังมีไฮไลต์ของเวียดนามที่คนทั่วไปรู้จักกันดีก็คือ "เมืองดาลัต" เมืองนี้มีความสำคัญไม่ใช่เล่น ด้วยความสวยงามของสถาปัตย-กรรม และวัฒนธรรมที่ฝรั่งเศสถ่ายทอดเอาไว้ จนหลายคนขนานนามเมืองแห่งนี้ว่าเป็นปารีสตะวันออก หรือปารีสน้อย ในขณะที่ทิวเขาสวยงามมากมายก็ทำให้บางคนกล่าวขานว่า ดาลัตเป็นสวิตเซอร์-แลนด์แห่งเอเชีย แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ทำให้เราได้ เห็นภาพชัดเจนว่า ดาลัตเป็นเมืองตากอากาศที่สวยที่สุดของเวียดนาม และด้วยเสน่ห์แบบ "ปารีเซียง" ก็ทำให้ดาลัตเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของความโรแมนติกด้วย นอกจากนักท่องเที่ยวที่มาเยือนกันมากในแต่ละปีแล้ว บรรดาคู่รัก คู่หวาน คู่ แต่งงาน ก็มักจะเลือกปารีสน้อยแห่งนี้เป็นที่เพิ่มความหวานในหัวใจกันเสมอ

เหตุผลที่ดาลัตมีทุกอย่างที่ว่ามานี้ คงต้องขอบคุณชาวเมืองนํ้าหอมที่เมื่อก่อนนี้ได้มาช่วยกัน เนรมิตให้ดาลัตเป็นเมืองตากอากาศ ด้วยอาคาร บ้านเรือน และวิลล่าต่างๆในสไตล์ฝรั่งเศส การ ที่ดาลัตถูกเลือกก็น่าจะเป็นเพราะภูมิอากาศที่บริเวณนี้เย็นสบายตลอดปี ชาวตะวันตกเลยชอบมาอยู่กันให้เย็นใจ และอากาศแบบนี้ก็ทำให้มี

ดอกไม้เมืองหนาวงามๆให้ได้ยลกันแทบทุกฤดูกาลอีกด้วย

และอีกไฮไลต์ซึ่งอาจจะมีน้อยคนนักที่ทราบก็คือว่า เวียดนามมีทะเลทราย (มุยเน่) อีกด้วย และยังมีเรื่องราวอีกมากมายผันผ่านบนเส้นทางหมายเลข 9 ถนนที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ และความยิ่งใหญ่ของพุทธศาสนา และที่สำคัญมันคือถนนที่เชื่อม "ความรักระหว่างคนหลายประเทศ" เข้าไว้ด้วยกัน ที่แม้จะต่างเชื้อชาติ สัญชาติ แต่เราก็เป็นหนึ่งเดียว.

ทีมงาน ต่วย'ตูน

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เส้นทางที่เชื่อมเราเข้าด้วยกันทีมงาน ต่วยตูนฮอยอันสะพานดิสโก้ภูเขาไห่วานเวียดนามทะเลทราย

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้