
14:51 น.
“The Artist”
โปรดิวเซอร์: Thomas Langmann
“The Descendants”
โปรดิวเซอร์: Jim Burke, Alexander Payne
และ Jim Taylor
“Extremely Loud & Incredibly Close”
โปรดิวเซอร์: Scott Rudin
“The Help”
โปรดิวเซอร์: Brunson Green, Chris Columbus
และ Michael Barnathan
“Hugo”
โปรดิวเซอร์: Graham King
และ Martin Scorsese
“Midnight in Paris”
โปรดิวเซอร์: Letty Aronson
และ Stephen Tenenbaum
“Moneyball”
โปรดิวเซอร์: Michael De Luca,
Rachael Horovitz และ Brad Pitt
“The Tree of Life”
โปรดิวเซอร์: Sarah Green, Bill Pohlad,
Dede Gardner และ Grant Hill
“War Horse”
โปรดิวเซอร์: Steven Spielberg
และ Kathleen Kennedy
และแล้วก็มาถึงรางวัลสุดท้าย แต่เป็นรางวัลที่ได้รับความสนใจมากที่สุด
รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ที่ปีนี้มีผู้เข้าชิงถึง 9 เรื่องด้วยกัน
แต่ละเรื่องก็มีจุดเด่นแตกต่างกันไป
โดยเรื่องที่ได้รับการเสนอชื่อมากที่สุดก็คือ “Hugo”
โดยได้รับการเสนอชื่อถึง 11 สาขา ส่วนเรื่องที่ตามมาติดๆ ก็คือ “The Artist”
ที่เข้าชิงถึง 10 รางวัล และถือเป็นภาพยนตร์
ที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงอย่างมากมายในปีนี้ จากหลายสถาบัน
เพราะนอกจากจะเป็นทีมโปรดักชั้นหน้าใหม่ยกทีมแล้ว
แนวของเรื่องยังแหวกแนวไม่เหมือนชาวบ้านเค้าอีก
ก็ต้องลองลุ้นกันดู ว่าจะได้แจ้งเกิดยกเซตรึเปล่า
อย่างไรก็ดี การเข้าชิงมากรางวัลไม่ได้หมายความว่าเรื่องนั้นๆ
จะได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม แต่ภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อ
เพียง 2-3 รางวัลแต่ว่าโดยรวมแล้วทุกอย่างออกมาลงตัว
ก็อาจจะมีเกณฑ์ได้รับรางวัลแห่งเกียรติยศนี้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น
“The Help”
“The Tree of Life”
และ “Extremely Close & Incredibly Loud” เป็นต้น
แล้วคุณล่ะ เชียร์เรื่องไหนกันอยู่?
14:31 น.
และแล้วก็มาถึงอีกรางวัลสำคัญ “รางวัลดารานำชายยอดเยี่ยม”
ปีนี้ถ้าไม่นับอายุและจำนวนภาพยนตร์ที่เคยแสดง
ก็ถือว่าต้นทุนด้านรางวัลพอๆ กัน
เพราะบางนายก็เพิ่งได้รับการเสนอชื่อเป็นครั้งแรก
อย่าง Demian Bichir จากเรื่อง “A Better Life”
Jean Dujardin จากเรื่อง “The Artist”
และ Gary Oldman จากเรื่อง “Tinker Tailor Soldier Spy”
อีก 2 นายที่เหลือก็คือ George Clooney และ Brad Pitt
ก็เป็นที่รู้จักกันดีในวงการภาพยนตร์ แม้จะไม่ค่อยได้รับการเสนอชื่อมากครั้ง
แต่แฟนๆ ก็ไม่เคยลืมหน้า เพราะพวกเขาทั้งสองมีผลงาน
ทั้งหนังฟอร์มใหญ่ๆ และนักอินดี้แนวๆ มาฝากกันอยู่ทุกปี
เรื่องฝีมือก็วางใจกันได้ เพราะถึงแม้บางเรื่องจะไม่ได้เข้าชิงรางวัล
แต่ก็คว้าใจแฟนๆ หนังทั่วโลกไปได้อย่างเหลือเฟือ ไม่ขาดไม่เกิน
ก็ต้องมาลองลุ้นกันว่าปีนี้ใครจะได้รางวัลในสาขานี้ไปครอง...
14:09 น.
และแล้วก็มาถึงรางวัลที่หลายๆ คนรอคอย “รางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม”
อย่างที่รู้ๆ กัน รางวัลในสาขานี้มีการแข่งขันประชันกันในอัตราที่สูงมาก
เพราะใครก็ตามที่ได้รับแม้การเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล
ก็ถือว่าฝีมือทางการแสดงเป็นที่ยอมรับในระดับหนึ่งแล้ว
อะไรหลายๆ อย่าง ทั้งเกียรติยศ ความสนใจ ค่าตัวที่มากขึ้น
รวมทั้งรายได้จำนวนมหาศาลจากการเป็นพรีเซนเตอร์สินค้าต่างๆ
ก็จะตามมาอย่างไม่ต้องสงสัย ใครล่ะที่จะไม่อยากดัง...
มาที่ผู้เข้าประกวดปีนี้ เลือกยากจริงๆ
เพราะแม้แต่หน้าใหม่ๆ บนเวทีออสการ์อย่าง Rooney Mara
จากเรื่อง “The Girl with the Dragon Tattoo”
ก็ตีบทนักสืบสาวไบเซ็กชวล (Bisexual) สุดลึกลับได้อย่างน่าดูชม
ที่มาแบบคล้ายๆ กันก็คือ Glenn Close
ที่ต้องเล่นเป็นผู้หญิงในร่างชายเพื่อจะได้ทำงาน ซึ่งก็ท้าทาย
เพราะในเรื่องเธอต้องปกปิดทุกคนและทำให้ทุกคนเชื่อหมดใจ
ว่าเธอเป็นผู้ชายอกสามศอก
คนถัดมาที่น่าสนใจก็คือ Viola Davis จากเรื่อง “The Help”
ปีนี้นับเป็นปีทองของทีมนักแสดงจากเรื่องนี้จริงๆ
เพราะได้รับการเสนอชื่อกันถ้วนหน้า ซึ่งบทบาทสาวใช้ผิวสีเก็บกด
ที่ต้องอดกลั้นและฝืนความรู้สึกของตัวเองอยู่ตลอดเวลา
เพราะไม่มีทางเลือก เธอก็สื่อออกมาได้ดีทีเดียว
อีก 2 อนงค์ที่เหลือต้องเล่นเป็นบุคคลที่มีชีวิตอยู่จริงในประวัติศาสตร์
มาที่คนแรกกันก่อน Meryl Streep เธอสวมบทบาทนายกหญิง
คนสำคัญของประเทศอังกฤษ นางมากาเร็ต แทดเชอร์ (Margaret Thatcher)
ใน “The Iron Lady”
และอีกคนคือ Michelle Williams ที่ต้องสวมบทบาท
ซุปเปอร์สตาร์ค้างฟ้าคนสำคัญของโลกอย่าง
มาริลีน มอนโล (Marilyn Monroe) ใน “My Week with Marilyn”
นี่ก็ท้าทายไม่หยอก เพราะการเล่นเป็นบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริง
มักจะทำให้เกิดการเปรียบเทียบมากมาย
ก็นับว่าฝีมือของทั้ง 2 นางนั้นก็ไม่ธรรมดาทีเดียว
ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลจากหลายสถาบัน
รวมทั้งรางวัลลูกโลกทองคำที่ผ่านมา จากภาพยนตร์เรื่องเดียวกันนี้
ก็ต้องมาตามลุ้นกันว่าใครจะคว้าตุ๊กตาออสการ์ไปครอง...
13:30 น.
มาที่สาขารางวัลนักแสดงสมทบชายกันบ้าง
นอกจาก Jonah Hill จากเรื่อง “Moneyball”
ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นครั้งแรกแล้ว ที่เหลืออีก 4 นายก็รุ่นเดอะกันทั้งนั้น
ฝีมือการแสดงก็ไว้ใจกันได้ เพราะแต่ละคนก็เคยได้รับการเสนอชื่อ
เข้าชิงรางวัลทั้งบนเวทีออสการ์และจากสถาบันอื่นๆ มากมาย
ปีนี้ที่มาแรงก็คงจะเป็น Christopher Plummer
จากเรื่อง “Beginners” ที่ตีบทเกย์เฒ่าได้ฮือฮา
จนไปคว้ารางวัลในสาขาเดียวกันนี้บนเวทีลูกโลกทองคำมาแล้ว
ก็ต้องมาลองลุ้นกันดูว่าฝีมือการแสดงของเขาจะถูกใจคณะกรรมการ
บนเวทีออสการ์ด้วยหรือไม่?
13:15 น.
ผู้เข้าชิงรางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมในปีนี้เข้มข้นทีเดียว
โดยเฉพาะผู้ได้รับการเสนอชื่อจากภาพยนตร์เรื่อง “The Help”
ที่มาพร้อมกันถึง 2 คนเลยทีเดียว
โดยที่หนึ่งในสองได้แก่ Octavia Spencer นั้น
ได้คว้ารางวัลลูกโลกทองคำมาแล้วในสาขาเดียวกันนี้
ก็ต้องมาลองลุ้นกันว่าเธอจะได้ก้าวขึ้นไปบนเวทีแห่งเกียรติยศอีกครั้งหรือไม่...
11:50 น.
แฟนๆ ภาพยนตร์แอนิเมชั่นมีเรื่องไหนในดวงใจหรือยังเอ่ย?
คอหนังชาวไทยส่วนใหญ่คงคุ้นเคยกับผลงานจากฮอลลีวูดกันแล้ว
วันนี้มีตัวอย่างผู้เข้าชิงจากแถวๆ ยุโรปมาให้ดูกันบ้าง
เปลี่ยนบรรยากาศ
ตัวอย่างเรื่อง “A Cat in Paris”
“A Cat in Paris”
โดย Alain Gagnol และ Jean-Loup Felicioli
“Chico & Rita”
โดย Fernando Trueba และ Javier Mariscal
“Kung Fu Panda 2”
โดย Jennifer Yuh Nelson
“Puss in Boots”
โดย Chris Miller
“Rango”
โดย Gore Verbinski
10:51 น.
การเล่าเรื่องด้วยภาพ นอกจากจะใช้มุมกล้องและแสงสื่อถึงเนื้อหาและอารมณ์ของเรื่องแล้ว การตกแต่งฉาก และอุปกรณ์ประกอบฉากอื่นๆ ก็มีส่วนสำคัญในการเล่าเรื่องเช่นกัน
โดยทั่วไปนั้น หน้าที่การออกแบบฉาก และองค์ประกอบศิลป์ (Art Direction) จะเป็นหน้าที่ของ Production Design หรือบางครั้งก็เรียกว่า Art Director โดยเขาหรือเธอเหล่านั้นจะต้องออกแบบฉากและอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในฉากเพื่อเล่าเรื่องให้สัมพันธ์กับทิศทางที่ผู้กำกับกำหนด เพื่อให้ภาพที่ออกมานั้นสมจริงและสามารถเล่าเรื่องให้ได้อารมณ์มากที่สุด
และเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น วันนี้เรามีรูปและคลิปตัวอย่างฉากและองค์ประกอบศิลป์จากภาพยนตร์ในอดีตจนถึงปัจจุบันที่ได้รับการยอมรับจากหลายๆ สถาบัน รวมทั้งบนเวทีออสการ์ว่า “ขั้นเทพ” มาฝากกัน อย่างคลิปตัวอย่างข้างล่างนี้มาจากภาพยนตร์ฟอร์มบิ๊กจากเอเชีย Hero (2002) เป็นฉากการต่อสู้ระหว่างสองตัวละครหลัก จุดเด่นอยู่ที่สีสันของฉาก และเสื้อผ้าหน้าผมของนักแสดง รวมไปถึงบรรยากาศโดยรวมของฉาก ที่ตั้งใจออกแบบมาเพื่อสื่อถึงอารมณ์โกรธแค้น ความมุทะลุดุดันของหนึ่งตัวละคร ขัดแย้งกับความเยือกเย็นของอีกตัวละคร เพื่อให้ผู้ชมเข้าถึงเรื่องราวและความคิดของตัวละครให้มากที่สุด
ฉากต่อสู้จากเรื่อง Hero
นอกจากตัวอย่างข้างต้นแล้ว ยังมีเรื่องอื่นๆ ที่น่าจะลองหาดูกันถ้าสนใจเรื่องสวยๆ งามๆ เช่น Hamlet (1948), North by Northwest (1959), Some Like It Hot (1959), The Godfather II (1974), Amadeus (1984), Out of Africa (1985), The English Patient (1996) และ Moulin Rouge (2001) เป็นต้น
สำหรับรางวัลออสการ์ปีนี้ เป็นการท้าชิงระหว่างแชมป์เก่าอย่างทีมจากเรื่อง “Harry Potter and the Deathly Hallows Part 2” ซึ่งเคยได้รับรางวัลนี้มาแล้วจากเรื่อง The English Patient (1996) ทีมจากเรื่อง “Hugo” ที่เคยฝากผลงานไว้จากเรื่อง The Aviator (2004) และ Sweeney Todd the Demon Barber of Fleet Street (2007) และทีมจากเรื่อง “War Horse” ที่เคยคว้ารางวัลนี้จากภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อย่าง Avatar (2009) ถือว่าแต่ละทีมก็มีต้นทุนสูสีกันทีเดียว
อย่างไรก็ดี เราก็ไม่สามารถมองข้ามทีมหน้าใหม่จากเรื่อง “The Artist” และ “Midnight in Paris” ไปได้เพราะถึงจะมือใหม่ แต่ฝีมือก็ไม่ธรรมดาทีเดียว แล้วคุณๆ ล่ะ ชอบเรื่องไหนเชียร์ทีมไหน?
10:49 น.
“The Artist”
Production Design: Laurence Bennett
Set Decoration: Robert Gould
“Harry Potter and the Deathly Hallow Part 2”
Production Design: Stuart Craig
Set Decoration: Stephanie McMillan (Set Decoration)
“Hugo”
Production Design: Dante Ferretti
Set Decoration: Francesca Lo Schiavo
“Midnight in Paris”
Production Design: Anne Seibel
Set Decoration: Helene Dubreuil
“War Horse”
Production Design: Rick Carter
Set Decoration: Lee Sandales
18:13 น.
การเล่าเรื่องในภาพยนตร์คือการผสมผสานศิลปะในหลายแขนง นอกจากจะเล่าด้วย บทสนทนาของตัวละคร (Dialogue) การแสดงของนักแสดง (Acting) แล้ว องค์ประกอบศิลป์อย่างมุมกล้อง ความเข้มของแสง ฉาก เสื้อผ้า หน้าผมต่างๆ ก็มีส่วนสำคัญในการเล่าเรื่องทั้งสิ้น
ในส่วนของการผลิตภาพยนตร์ (Production) นอกจากผู้กำกับที่มีหน้าที่ดูแลงานในส่วนต่างๆ รวมทั้งกำหนดทิศทางหลักแล้ว ยังมีส่วนงานของการกำกับภาพ ซึ่งควบคุมโดย “ผู้กำกับภาพ” (Director of Photography หรือที่ในกองเรียกกันสั้นๆ ว่า DP)
ศิลปะการกำกับภาพในภาพยนตร์นั้น ไม่ได้เป็นแค่เพียงการกดชัตเตอร์ถ่ายภาพนิ่งเท่านั้น แต่เป็นการออกแบบและกำหนดทิศทางการถ่ายภาพเคลื่อนไหว (Movement) มุมกล้อง รวมไปถึงการควบคุมและออกแบบแสงที่ใช้ในการถ่ายทำแต่ละฉาก เพื่อให้การเล่าเรื่องได้อารมณ์ และผู้ชมสามารถเข้าถึงหรือเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างที่ผู้กำกับต้องการ
ผู้กำกับภาพแต่ละคนก็มักจะมีสไตล์เป็นของตัวเอง เพราะฉะนั้นโปรดิวเซอร์หรือผู้กำกับต้องพิจารณาให้ดีว่า ผู้กำกับภาพคนไหน เหมาะกับภาพยนตร์แนวไหน... ทั้งนี้ทั้งนั้น สไตล์การออกแบบมุมกล้องและแสงนั้นมีผลกับภาพรวมของภาพยนตร์ทั้งเรื่องเลยทีเดียว
หลายคนคงจะสงสัยว่า แล้วอะไรจะสามารถใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินความสวยงามและความเหมาะสมของศิลปะการกำกับภาพ คำตอบคงจะเป็นได้มากมาย แล้วแต่ความชอบของแต่ละคน
วันนี้ไม่ได้มีคำตอบที่แน่นอนให้ แต่ว่ามีภาพยนตร์ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ขั้นเทพ” ของการถ่ายภาพ
Touch of Evil (1958)
เรื่องแรก Touch of Evil (1958) กำกับภาพยนตร์โดย Orson Welles ผู้กำกับคนดังของฮอลลีวูดในยุค 40-50 ความเทพของเรื่องนี้ ว่ากันว่าอยู่ที่ฉากเปิด (Opening Scene) ของเรื่องที่มีความยาวถึง 8 นาที ผู้กำกับถ่ายทำฉากเปิดนี้โดยไม่มีการหยุดเพื่อเปลี่ยนมุมกล้อง ซึ่งการถ่ายภาพแบบต่อเนื่องนี้ ผู้กำกับภาพจะต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะให้ภาพออกมาต่อเนื่องกัน โดยที่ทุกองค์ประกอบในภาพต้องอยู่ครบ และไม่พึงการตัดต่อ... ลองคลิกเข้าไปดูว่าเทพจริงรึเปล่า?
House of Flying Daggers (2004)
เรื่องถัดมามาจากเอเชีย House of Flying Daggers โดยผู้กำกับชื่อดังอย่าง Zhang Yimou ฉากที่ยกมาให้ดูกันเป็นฉากการเล่นเกมส์เดาเสียง (Echo Game) ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ตัวละครเล่นเกมส์อะไร แต่ว่ามุมกล้องที่ใช้ถ่ายทอดการเล่าเรื่องในฉากนี้ เป็นการใช้มุมกล้องกว้างแบบพาโนรามา (Panorama) ภาพที่ได้ทำให้เห็นองค์ประกอบศิลป์ต่างๆ ทั้งอุปกรณ์ประกอบฉาก เสื้อผ้า รวมไปถึงการแสดงของตัวละครได้อย่างอารมณ์มากขึ้น ลองเข้าไปดูว่าสวยงามอย่างว่าหรือเปล่า?
นอกจากนี้ยังมีภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ที่ผู้คนในวงการภาพยนตร์ยกย่องให้เป็นเลิศทางด้านการถ่ายภาพ อาทิเช่น Citizen Kane (1941)
Seven Samurai (1954)
2001: A Space Odyssey (1968)
Vertigo (1958)
Apocalypse Now (1979) เป็นต้น
สำหรับปีนี้ ผู้ได้รับการเสนอชื่อ โดยมากก็เป็นผู้ผ่านเวทีออสการ์มาแล้วทั้งสิ้น โดยเฉพาะ Robert Richardson จาก “Hugo” และ Janusz Kaminski จาก “War Horse” นั้นมีผลงานกำกับภาพที่ได้รับการยอมรับจากหลายสถาบัน อาทิเช่น The Aviator (2004) และ Saving Private Ryan (1998) ก็ต้องมาลองลุ้นกันว่าผู้กำกับภาพท่านใดจะคว้าตุ๊กตาออสการ์ไปได้ในปีนี้
18:12 น.
“The Artist”
โดย Guillaume Schiffman
“The Girl with the Dragon Tattoo”
โดย Jeff Cronenweth
“Hugo”
โดย Robert Richardson
“The Tree of Life
”
โดย Emmanuel Lubezki
“War Horse”
โดย Janusz Kaminski
10:31 น.
จอมบงการที่มีอิทธิพลสูงสุดในกองถ่ายภาพยนตร์จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก “ผู้กำกับ” เรียกตำแหน่งนี้กันมานานนม แล้วทราบหรือไม่ว่า นอกจากจะเดินชี้โน่นนี่นั่นในกองแล้ว เขาเหล่านั้นจะต้องมีหน้าที่พื้นๆ อะไรกันบ้าง?...
ผู้กำกับ คือผู้ที่คอยดูแลภาพรวม รวมไปถึงดูแลองค์ประกอบต่างๆ ให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน พูดให้เยอะก็คือ นอกจากจะกำกับการแสดงโดยทั่วไปแล้ว ยังต้องกำกับทั้งแสง สี เสียง อารมณ์ของทั้งนักแสดง ทีมงาน ฉาก มุมกล้อง เสื้อผ้า หน้า-ผม และอีกมากมายก่ายกอง
ฟังดูเยอะ แต่จริงๆ แล้วในแต่ละส่วนงานก็มีผู้รับผิดชอบที่ต้องทำการบ้านกันมาบ้างในส่วนงานของตน และผู้กำกับจะนำทุกสิ่งมารวมกันให้ได้ผลงานที่น่าชื่นชมที่สุด...อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะมีหน้าที่รับผิดชอบใหญ่หลวง แต่ผู้กำกับก็ยังเป็นปุถุชนธรรมดา เพียงแต่ว่าได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากทีมงานให้มิกซ์แอนด์แมทช์งานส่วนต่างๆ เข้าด้วยกัน
นอกจากหน้าที่พื้นฐานแล้ว ผู้กำกับยังต้องมีคุณสมบัติพื้นๆ (โดยทั่วไปนะ ไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าต้องมี) เช่น มีจินตนาการกว้างไกลและมองหาสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ เข้าอกเข้าใจผู้อื่นบ้าง เพราะการทำงานกับอาร์ทติสตัวพ่อตัวแม่ในแต่ละสายงานนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย “อีโก้” หรือความเป็นตัวของตัวเองนั้นก็อย่าเยอะมาก เพราะจะทำให้คนอื่นๆ เหนื่อยที่จะทำงานด้วย และอาจจะส่งผลให้งานออกมาไม่ดีเท่าที่ควร แต่ก็ใช่ว่าเขาหรือเธอจะต้องอ่อนต่อโลก เชื่อทุกอย่างที่เห็นตลอดเวลา อย่างนั้นก็จะลำบาก เพราะหาทิศทางหลักไม่เจอ... เอาเป็นว่าดื้อแต่พองามก็พอ
จะเห็นได้ว่างานของผู้กำกับนั้น ไม่ใช่เล่นๆเลย รายละเอียดจิปาถะ และปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นจากการสร้างสรรค์ผลงานจากองค์ประกอบภาพยนตร์ต่างๆ เรียงหน้ากันมาให้แก้ ให้ปรับกันตลอดเวลาการถ่ายทำ รางวัลเกียรติยศต่างๆ ก็กลายเป็นเหมือนกำลังใจ ให้มีแรงกลับมาผลิตผลงานดีๆ กันต่อไป
เรามาดูผู้กำกับที่ได้รับการเสนอชื่อในปีนี้กันดีกว่า นอกจาก Michel Hazanavicius ผู้กำกับสัญชาติฝรั่งเศสที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงเป็นครั้งแรกจากภาพยนตร์เรื่อง “The Artist” ซึ่งก่อนหน้าที่จะมากำกับภาพยนตร์ เขาเคยทำงานในแวดวงทีวี และกำกับภาพยนตร์โฆษณามาก่อน อีก 4 คนที่เหลือก็คว่ำหวอดในวงการภาพยนตร์กันมานาน ส่วนมากก็จะเคยทำกันมาแล้วทั้ง ผู้กำกับ เขียนบท โปรดิวเซอร์...
เริ่มกันที่ Alexander Payne ครั้งนี้ได้รับการเสนอชื่อเป็นครั้งที่ 6 หลังจากที่เคยได้สร้างชื่อบนเวทีออสการ์มาแล้วจากภาพยนตร์อินดี้เรื่ิอง Sideways (2004) ปีนี้ก็ยังคงเป็นหนังแนวเดิม “The Descendants” เรื่องราวของคนที่ต้องมีชีวิตอยู่ หลังการสูญเสียคนที่รัก หรือสิ่งที่ตั้งใจไว้
ถัดมาคือ Martin Scorsese รายนี้เป็นที่รู้จักกันดีของคอหนังเท่ๆ ปีนี้เป็นครั้งที่ 10 แล้วที่เขาได้รับการเสนอชื่อบนเวทีออสการ์ กับภาพยนตร์แอนิเมชั่นฟอร์มยักษ์อย่าง “Hugo” ซึ่งก่อนหน้านี้เขาเคยคว้ารางวัลนี้มาแล้วจากเรื่อง The Departed (2006) The Aviator (2004) และ Gangs of New York (2002) แต่เรื่องที่โ่ด่งดังไปทั่วโลก หลายคนน่าจะเคยได้ยินชื่อหรือรู้จักเขามาแล้วจากเรื่อง Taxi Driver (1976) ก็ลองไปหาดูกัน
ต่อมาก็ Woody Allen นี่ก็เจ้าพ่อหนังแนว (แนวของตัวเองมากๆ) เคยพูดถึงเขามาแล้วว่าครั้งนี้เป็นครั้งที่ 23 ที่เขาได้รับการเสนอชื่อ ก็ลองมาดูกันว่า “Midnight in Paris” จะสร้างชื่อให้เขาอีกครั้งหรือไม่
คนสุดท้ายก็คือ Terrance Malick ปีนี้เป็นการได้รับการเสนอชื่อเป็นครั้งที่ 3 หลังจากเรื่อง The Thin Red Line (1998) ห่างหายจากเวทีออสการ์มาเป็น 10 ปี ต้องมาตามลุ้นกันว่า “The Tree of Life” ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงหลายรางวัลในปีนี้ จะสร้างที่บนเวทีให้เขาอีกครั้งหรือไม่?
10:23 น.
Michel Hazanavicius จากเรื่อง “The Artist”
Alexander Payne จากเรื่อง “The Descendants”
Martin Scorsese จากเรื่อง “Hugo”
Woody Allen จากเรื่อง “Midnight in Paris”
Terrance Malick จากเรื่อง “The Tree of Life”
17:06 น.
การลำดับภาพ (Film Editing) หรือที่คนทั่วไปเรียกง่ายๆ ว่า การตัดต่อภาพ ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งของการผลิตภาพยนตร์ โดยเริ่มพัฒนามาตั้งแต่ยุคปี 1900... ศิลปะการตัดต่อ เป็นเรื่องของการนำภาพ หรือซีนที่ถ่ายทำในหลากหลายมุมมอง มาเรียงลำดับกันเพื่อให้ผู้ชมได้รับอรรถรสจากการชมมากที่สุด...
ประเภทของการตัดต่อก็มีอยู่หลายแบบ ซึ่งแต่ละแบบก็จะเลือกใช้ให้เหมาะสมกับสไตล์การเล่าเรื่องในแต่ละเรื่อง... เชื่อหรือไม่ว่าการตัดต่อที่แตกต่างกัน อาจทำให้เนื้อเรื่องและอารมณ์ของเรื่องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงทีเดียว...
พูดแล้วจะหาว่าโม้... วันนี้จะขอยกตัวอย่างฉากในภาพยนตร์ที่ได้รับการอ้างอิงถึง จนปัจจุบันว่าเป็น masterpiece หรือสุดยอดของการตัดต่อ เริ่มกันที่ภาพยนตร์เรื่องดังโดย Sam Spiegel และ David Lean เรื่อง Lawrence of Arabia (1962) ที่ได้รับการอ้างอิงถึงอยู่บ่อยครั้ง ถ้าพูดถึงเรื่องการลำดับภาพ... ต่อมาคงหนีไม่พ้นคอลเลคชั่นของ Alfred Hitchcock เจ้าพ่อหนังในยุค 50-60s ผลงานของเขาได้รับการกล่าวขวัญถึงหลายเรื่องทีเดียว... ไม่ว่าจะเป็นฉากไล่ล่ากันในทุ่งข้าวโพด จากเรื่อง North by Northwest (1959) ฉากฆาตกรรมในห้องอาบน้ำอันเลื่องชื่อ จากเรื่อง Psycho (1960) ฉากจู่โจมของนก จากเรื่อง The Birds (1963)...
ฉากอาบน้ำในภาพยนตร์เรื่อง Psycho (1960)
โดย Alfred Hitchcock
สมัยใหม่ขึ้นมาหน่อยก็คือ ฉากต่อสู้กันของเหล่าอัศวินใน Star Wars (1977) ฉากซ้อมตอนพระอาทิตย์ขึ้น จากเรื่อง Rocky (1976) และที่พลาดไม่ได้เลยคงเป็นฉากหินกลิ้งในภาพยนตร์สุดคลาสสิคเรื่อง Raiders of the Lost Ark (1981)...
เหล่านี้เป็นฉากที่โด่งดังในเรื่องของการลำดับภาพที่สร้างอรรถรสในการเล่าเรื่องได้โดนใจคอหนังมายาวนาน หลายยุคหลายสมัย...ลองไปหาดูกันได้ ว่าเทพอย่างที่เค้าว่ากันรึเปล่า...
ที่นี่ก็มาถึงปีนี้... ผู้เข้าชิงรางวัลในสาขานี้เป็นชื่อใหม่ถึง 3 เรื่อง ที่มีประสบการณ์มาบ้างก็เป็นทีมจาก “The Girl with the Dragon Tattoo” ที่เคยได้รางวัลมาแล้วจากเรื่อง The Social Network (2010) และทีมจากเรื่อง “Hugo” โดย Thelma Schoonmaker ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งที่ 7 แล้วที่เธอได้รับการเสนอชื่อ หลังจากที่เธอเคยคว้ารางวัลในสาขานี้มาแล้วจากเรื่อง The Departed (2006) และ The Aviator (2004)... ก็ต้องมาตามลุ้นกันว่าใครจะคว้ารางวัลในปีนี้....
17:04 น.
“The Artist”
โดย Anne-Sophie Bion และ Michel Hazanavicius
“The Descendants”
โดย Kevin Tent
“The Girl with the Dragon Tattoo”
โดย Kirk Baxter และ Angus Wall
“Hugo”
โดย Thelma Schoonmaker
“Moneyball”
โดย Christopher Tellefsen
15:16 น.
คราวนี้มาถึงตาภาพยนตร์สารคดีขนาดสั้นมั้งละ
ปีนี้มีผู้ท้าชิง 5 เรื่องเช่นกัน ที่น่าสนใจก็มาจากประเทศญี่ปุ่น
เหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างสึนามิ
ได้สร้างความสะเทือนใจให้กับคนทั้งโลก ไม่เฉพาะแต่ชาวญี่ปุ่น
ความสูญเสียที่เกิดขึ้น ชาวญี่ปุ่นจะรับมือกับมันอย่างไร?
บางที... ความตายก็อาจจะไม่ได้เป็นเรื่องเศร้าเสมอไป...
อีกเรื่องที่หาตัวอย่างมาให้ชมกัน ส่งตรงมาจากปากีสถาน
เรื่องราวของความโชคร้ายของสตรีพื้นเมืองที่ถูกทำร้าย
โดยใช้น้ำกรดสาด สร้างความปวดร้าว ไม่เฉพาะที่แผลเป็นที่ใบหน้า
แต่ยังความเจ็บปวดฝังลึกในใจไปตลอดชีวิต...
อีก 3 เรื่องที่เหลือเป็นสารคดีสัญชาติอเมริกัน
เป็นเรื่องของสงครามในตะวันออกกลาง และเรื่องของ
สิทธิเสรีภาพของชาวผิวสี ในมลรัฐทางใต้ของอเมริกาเหนือ
“The Tsunami and the Cherry Blossom”
สารคดีจากประเทศญี่ปุ่น
“The Tsunami and the Cherry Blossom”
โดย Lucy Walker และ Kira Carstensen
สารคดีเกี่ยวกับการสูญเสีย หรือความตายในทัศนคติของคนญี่ปุ่น
โดยเปรียบเทียบกับ ดอกซากุระ ดอกไม้ประจำชาติของพวกเขา
“The Barber of Birmingham:
Foot Soldier of the Civil Rights Movement”
โดย Robin Fryday และ Gail Dolgin
เรื่องราวเกี่ยวกับข้อเรียกร้องประเด็นของประชาธิปไตย
สิทธิและเสรีภาพของชาวผิวสีในอลาบามา
ผ่านมุมมองของช่างตัดผมเชื้อชาติอัฟริกัน วัย 85 ปี
“Incident in New Baghdad”
โดย James Spione
เรื่องราวทหารอเมริกันผ่านสงครามในอิรัก
อีธาน แมคคอร์ด จะมาเล่าเรื่องชีวิตที่เปลี่ยนไปของเขาหลังสงคราม
“Saving Face” สารคดีจากปากีสถาน
“Saving Face”
โดย Daniel Junge และ Sharmeen Obaid-Chinoy
เรื่องราวของหญิงผู้เคราะห์ร้ายในปากีสถาน
พวกเธอถูกทำร้ายด้วยน้ำกรด
สารคดีนี้จะเปิดเผยประสบการณ์ที่โหดร้ายของพวกเธอ
และความรู้สึกของหมอศัลยแพทย์ที่กลับมาบ้านเกิด
เพื่ออุทิศชีวิตให้กลับการรักษาผู้เคราะห์ร้ายเหล่านี้
“God is the Biggest Elvis”
โดย Rebecca Cammisa และ Julie Anderson
11:56 น.
“Hell and Black Again”
โดย Danfung และ Mike Lerner
เรื่องจริงเกี่ยวกับชีวิตของทหารผ่านสงครามในอัฟกานิสถาน
พวกเขาและครอบครัวต้องเจอกับอะไรบ้าง?
“If a Tree Falls: A Story of the Earth Liberation Front”
โดย Marshall Curry และ Sam Cullman
สารคดีถ่ายทอดเรื่องจริงเกี่ยวกับขบวนการก่อการร้ายในสหรัฐอเมริกา
“Paradise Lost 3: Purgatory”
โดย Joe Berlinger และ Bruce Sinofsky
จะเป็นอย่างไรเมื่อวัยรุ่น 3 คนที่ถูกจับกุมและรับโทษจำคุกถึง 20 ปี
ด้วยข้อหาฆาตกรรมเด็กชาย 3 คนในอาคันซัส ได้รับการตรวจดีเอ็นเออีกครั้งแล้วพบว่าพวกเขาอาจบริสุทธิ์
“Pina”
โดย Wim Wenders และ Gian-Piero Ringel
สารคดีที่ทำขึ้นเพื่อระลึกถึงนักออกแบบท่าเต้น Pina Bausch
“Undefeated”
โดย T.J. Martin, Dan Lindsay และ Richard Middlemas
เรื่องราวของทีมอเมริกันฟุตบอลม้ามืด
ที่เปลี่ยนวิกฤตของทีมเป็นอนาคตที่สดใส
ตััวอย่าง “Paradise Lost 3: Purgatory”
ภาพยนตร์สารคดี... ได้ยินคำนี้หลายคนอาจจะงงๆ... จริงๆ แล้วความยาวก็พอๆ กับภาพยนตร์ทั่วไป อาจจะสั้นกว่านิดหน่อย แต่ว่าที่เห็นความแตกต่างชัดเจนคงเป็นเรื่องของเนื้อหา ที่จะถ่ายทอดจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้น โดยอาจจะใช้กลวิธีเล่าเรื่อง สัมภาษณ์ ถ่ายทำเหตุการณ์จำลอง หรือแม้กระทั่ง แอบถ่าย แล้วนำมาร้อยต่อกัน ซึ่งโดยมากก็จะมีอารมณ์ของดราม่าสอดแทรกอยู่ไม่น้อย เหมือนบุคคลที่ถ่ายทอดเรื่องราวเป็นตัวละครเอกตัวหนึ่งเลยทีเดียว...
ตัวอย่าง “Pina”
ปีนี้ก็มาในหลากหลายรูปแบบ ที่มาแรงคงเป็นแนวสืบสวนสอบสวน อย่างเรื่อง “Paradise Lost 3: Purgatory” ซึ่งส่งเข้าประกวดโดยค่ายใหญ่อย่างเอชบีโอ (HBO) เรื่องลึกลับ ความรุนแรง และการฆาตกรรม มักจะเป็นปัจจัยเร้า (Drive) ให้ผู้ชมสนใจเสมอ...แนวอื่นๆ ที่น่าสนใจก็มี อย่างเรื่อง “Pina” ที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงนักออกแบบท่าเต้นอย่าง Pina Bausch... ประเภทนี้ก็สร้างแรงบันดาลใจไม่น้อย...แล้วคุณล่ะ อยากดูสารคดีแบบไหน?...
10:29 น.
"ลูกสาวคุณสวยนะคะ ระวังอย่าให้ไปเป็นเมียน้อยใคร เดี๋ยวจะโดนต่อราคาเหมือนที่พ่อเค้าต่อราคาชั้นอยู่"
ยังจำประโยคเด็ดจากละครร้อนแรงแห่งปีเมื่อปีที่แล้วได้หรือไม่...ให้เวลานึก 1 นาที ว่าเป็นบทพูดของใคร ใช่แล้วคำตอบก็คือ เรยา...แล้วคุณทราบหรือไม่ว่าจริงๆ แล้วที่มาของตัวละครเรยามาจากไหน?
ใบ้ให้ง่ายๆ ว่าต้นแบบเค้าก็มาจากประเทศไม่ใกล้ไม่ไกลจากเรานี่แหละ... นำแสดงโดย กงลี่ (Gong Li) นักแสดงหญิงชาวจีนฮ่องกงที่เรารู้จักกันดี และกำกับโดยผู้กำกับคนดังอย่าง อั้งลี่ (Ang Lee)...ถ้าใครยังนึกไม่ออก เขาก็คือผู้กำกับเรื่องเดียวกันกับ Brokeback Mountain (2005) ภาพยนตร์ฉาวแห่งยุค...
ใช่แล้ว... เรากำลังพูดถึงภาพยนตร์เรื่อง Raise the Red Lantern (1991)... จริงๆ แล้วเรื่องนี้เป็นต้นฉบับของละครเรื่อง มงกุฎดอกส้ม ภาคแรกของ ดอกส้มสีทอง ที่เรยาเป็นตัวเอก... แต่การแก่งแย่งชิงดีของตัวละครหญิงในเรื่องก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย โดยในเรื่องต้นฉบับนี้ เล่าเรื่องถึงประเทศจีนในปี 1920 ที่ชายมีฐานะนิยมมีภรรยาหลายคน โดย กงลี่ สวมบทเป็นเมียคนที่ 4 (ที่ในมงกุฎดอกส้มเวอร์ชั่นล่าสุด แสดงโดย กิ๊บซี่ วงเกิร์ลลี่เบอรี่) ความขัดแย้ง ความสงสัย จุดชนวนให้เกิดโศกนาฏกรรมในตอนท้ายอย่างที่หลายคนทราบกันดี... การบีบเค้นทางอารมณ์ และองค์ประกอบต่างๆ ที่สร้างสรรค์ได้อย่างลงตัวทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ไม่กี่เรื่องจากเอเชีย ที่คว้ารางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศ ไว้ได้ในปี 1991 หลังจากที่ Rashomon จากประเทศญี่ปุ่น (หรือที่หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ นำมาดัดแปลงเป็นบทประพันธ์เรื่อง ราโชมอน ที่ล่าสุดหม่อมน้อยได้นำกลับมาทำเป็นภาพยนตร์เรื่อง อุโมงค์ผาเมือง เมื่อปีที่แล้ว) คว้าไปได้ในปี 1951...
Raise the Red Lantern (1991) โดย Ang Lee
ภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศเรื่องอื่นๆจากเอเชียที่ไปคว้ารางวัลถึงอีกซีกโลกอย่างออสการ์ก็ยังมีตามมาอีกหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น Crouching Tiger, Hidden Dragon (2000) โดย อั่งลี่ คนเดิม ที่กลายเป็นภาพยนตร์สร้างกระแสศิลปะการป้องกันตัวจากเอเชีย (Martial Art) ให้กลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง หลังจากที่ซากันไปหลังยุคของ บรูซ ลี (ฺBruce Lee)... นอกจากนี้ยังมีเรื่อง Hero (2002) โดยผู้กำกับคนดังจากไต้หวัน Zhang Yimou ที่ได้รับการเสนอชื่อในงานภาพยนตร์ระดับโลก จากหลายสถาบัน อย่างท่วมท้นในปีต่อๆมา...
นอกจากภาพยนตร์จากเอเชียแล้ว ยังมีผู้กำกับที่ไม่ใช่คนอเมริกันแจ้งเกิดจากเวทีนี้กันอีกหลายคน อาทิเช่น Roberto Benigni จากเรื่อง Life is Beautiful (1998) Jean-Pierre Jeunet จากเรื่อง Amelie (2001) หรือ Alejandro Gonzalez Inarritu จากเรื่อง Biutiful (2010)...
ในปีนี้มีผู้ได้รับการเสนอชื่อ 5 เรื่องเหมือนเคย...ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามาแรงก็คือ “A Separation” จากประเทศอิหร่าน ที่คว้ารางวัลในสาขานี้ บนเวทีลูกโลกทองคำมาแล้ว...แต่ก็ใช่ว่าเรื่องอื่นๆ จะหมดหวัง เพราะแต่ละเรื่องก็ไปสร้างชื่อกันมาในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาต ิทั้งที่เมืองคานส์ (Cannes) เบอลิน (Berlin) หรือ เทศกาลหนังซันแดนซ์ (Sundance) ...สนใจเรื่องไหนก็ลองไปหาดูกันได้ แล้วไปลุ้นกัน อีกไม่กี่วันแล้ว...
18:34 น.
“Bullhead” (เบลเยี่ยม)
“Footnote” (อิสราเอล)
“In Darkness” (โปแลนด์)
“A Separation” (อิหร่าน)
“Monsieur Lazhar” (แคนาดา)
ตัวอย่างภาพยนตร์เรื่อง “Monsieur Lazhar”
16:42 น.
ที่มาของรางวัลในสาขานี้เริ่มต้นขึ้นในงานประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งที่ 21 ในปี 1948 โดยเริ่มแรกทีเดียวได้แบ่งรางวัลในสาขานี้ออกเป็น 2 รางวัลก็คือ เครื่องแต่งกายในภาพยนตร์ขาว-ดำ และเครื่องแต่งกายในภาพยนตร์สี ทั้ง 2 รางวัลได้ถูกนำมารวมกันเป็นรางวัลเดียวในปี 1957
องค์ประกอบในเรื่องของเสื้อผ้านั้น สำคัญอย่างไร?... เสื้อผ้า หน้า ผม ถือเป็นส่วนผสมสำคัญสำหรับการผลิตภาพยนตร์เรื่องหนึ่งๆ ทีเดียว เพราะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ภาพยนตร์นั้นมีความสมจริงมากขึ้น... นอกจากนี้การออกแบบเครื่องแต่งกายที่เหมาะสม จะสามารถทำให้ผู้ชมเข้าถึงเรื่องราว ตัวละคร และความรู้สึกต่างๆ ที่ทางผู้สร้างต้องการนำเสนอได้มากขึ้น...
สำคัญหรือไม่ ผู้นำด้านแฟชั่น หรือ Fashion Icon หลายต่อหลายคนก็ถือกำเนิดขึ้นในวงการภาพยนตร์นี้...
ใช่แล้ว... เรากำลังพูดถึงตัวแม่อย่าง Audrey Hepburn (จากเรื่อง Breakfast at Tiffany’s) Grace Kelly (จากเรื่อง Rear Window) Marilyn Monroe (จากเรื่อง The Seven Year Itch) และ Faye Dunaway (จากเรื่อง Bonnie and Clyde) เป็นต้น...ตัวแม่ที่กล่าวถึงนี้ แจ่มจรัสในวงการแฟชั่นและภาพยนตร์มากในช่วงปี 50s และ 60s สไตล์การแต่งกายของพวกเธอได้รับการกล่าวถึงและเป็นแรงบันดาลใจให้ สาวๆผู้คลั่งไคล้แฟชั่น (หรือที่สมัยนี้เขานิยมเรียกกันเก๋ๆ ว่า Fashionista)...หลายคนในยุคต่อมาจนถึงปัจจุบัน...
ปัจจุบันรางวัลในสาขาออกแบบเครื่องแต่งกายได้ทวีความเข้มข้นมากขึ้น เพราะความก้าวหน้าทางด้านผลิตภัณฑ์ความงาม และบุคลากรทางด้านนี้ก็มากขึ้นเรื่อยๆ บวกกับการแข่งขันของทีมผู้สร้างภาพยนตร์ที่ต้องการให้ภาพยนตร์ของตนนั้นสมจริงให้มากที่สุด เกณฑ์การตัดสินอาจจะไม่ได้มาจากความสวยงาม หรือความมีสไตล์เพียงอย่างเดียว แต่เครื่องแต่งกายที่ได้รับการเสนอชื่อนั้นจะต้องมีความเหมาะสมกับคาแรกเตอร์ในภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ ด้วย ...
ถ้าเราสังเกตดีๆ ภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน นับตั้งแต่มีรางวัลในสาขานี้ขึ้นมา มักจะเป็นภาพยนตร์ประเภทย้อนยุค อิงประวัติศาสตร์ แอนิเมชั่น หรือว่าเป็นภาพยนตร์ต่างประเทศ ยกตัวอย่างภาพยนตร์ที่ได้รางวัลในปีก่อนๆ อย่าง Out of Africa (1985) The Last Emperor (1987) Shakespeare in Love (1998) The Duchess (2008) หรือว่าปีล่าสุด Alice in Wonderland (2011)... อาจจะเป็นเพราะเครื่องแต่งกายในภาพยนตร์แนวนี้ ผู้ออกแบบต้องทุ่มเทเวลาให้กับการวิจัย และออกแบบให้เหมือนจริงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และแต่งออกมาแล้วก็มักจะทำให้คนดูตื่นตาตื่นใจอยู่เสมอ...
สำหรับปีล่าสุด มีผู้เข้าชิงจำนวน 5 เรื่อง ประกอบไปด้วยผู้มากประสบการณ์เพราะเข้าชิงเป็นครั้งที่ 10 อย่าง Sandy Powell จาก “Hugo” และอีกหนึ่งอย่าง Michael O’Connor จากเรื่อง The Duchess (2008) ที่ได้รับการเสนอชื่ออีกครั้งในปีนี้จากเรื่อง “Jane Eyre” รุ่นเก๋าก็อย่าเพิ่งชะล่าใจไป เพราะหน้าใหม่ๆ จาก “Anonymous” และ “The Artist” ก็ใช่ว่าจะน่าไว้ใจ โดยเฉพาะทีมจากเรื่อง “The Artist” ที่ได้รับการเสนอชื่อถึง 10 สาขา .... ปีนี้อาจจะมีดาวดวงใหม่เจิดขึ้นมาก็ได้ ใครจะรู้...
16:41 น.
“Anonymous” โดย Lisy Christl
“The Artist” โดย Mark Bridges
“Hugo” โดย Sandy Powell
“Jane Eyre” โดย Michael O’Connor
“W.E.” โดย Arianne Phillips
16:39 น.
“Albert Nobbs”
โดย Martial Corneville, Lynn Johnston
และ Matthew W.Mungle
“Harry Potter and the Deathly Hallows Part 2”
โดย Nick Dudman, Amanda Knight และ Lisa Tomblin
“The Iron Lady”
โดย Mark Coulier และ J. Roy Helland
18:17 น.
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าดนตรีและเพลงประกอบ ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของภาพยนตร์ เพราะเสียงดนตรีทำให้อรรถรสของการชมภาพยนตร์มีสีสันมากขึ้น... ในหนังรัก ก็ทำให้หลายคนน้ำตาไหลพราก ในหนังสยองขวัญก็ทำให้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกายกระตุกได้เลยทีเดียว
ในแวดวงภาพยนตร์เราแบ่งรางวัลเกี่ยวกับดนตรีออกเป็น 2 สาขา ก็คือ เพลงประกอบ (Original Song) หรือที่เรารู้จักกันดีว่า Original Soundtrack ยกตัวอย่างก็เช่น “My Heart Will Go On” จากภาพยนตร์เรื่อง Titanic (1997) ส่วนดนตรีประกอบ (Original Score) อันนี้อาจจะสร้างความสับสนสักหน่อย จริงๆ แล้วมันก็คือเสียงดนตรีประกอบฉากทั้งหลายในภาพยนตร์ ซึ่งโดยทั่วไปก็จะเป็นทำนองไม่มีเนื้อร้อง แต่บางครั้งก็อาจจะมีบทพูด (Dialogue) และ เสียงเทคนิคพิเศษ (Sound Effects) ผสมอยู่ด้วย หลายๆคนเรียกเสียงประกอบชนิดนี้ให้เข้าใจง่ายๆว่า Background Music
ในปีนี้ ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลในสาขาทั้งสองนี้ ค่อนข้างจะมีศักดิ์ศรีพอๆกัน เพราะโดยมากจะได้รับการเสนอชื่อเป็นครั้งแรก หรืออย่างมากก็เป็นครั้งที่ 2...อย่างไรก็ดี ใช่ว่าเราจะไม่มีตัวเต็งในสาขานี้ โดยเฉพาะสาขาดนตรีประกอบยอดเยี่ยม
ใช่แล้ว...เรากำลังพูดถึง John Williams ที่เรียกได้ว่าคว่ำหวอดในวงการดนตรีประกอบภาพยนตร์มานาน แน่ไม่แน่ก็ขอให้วัดกันจากที่ครั้งนี้จะเป็นครั้งที่ 47 ที่เขาได้รับการเสนอเข้าชิงรางวัลในสาขานี้ หลังจากที่เขาได้รับการเสนอชื่อจากภาพยนตร์ระดับตำนานหลายเรื่อง อาทิเช่น Harry Potter ภาค 3 (2004) และ ภาคแรก (2001), Schindler’s List (1993), Home Alone (1990), E.T. The Extra-terrestrial (1982) เป็นต้น ถ้ายังนึกไม่ออกลองนึกถึงดนตรีประกอบภาพยนตร์กระตุกขวัญแห่งยุคที่ทุกคนรู้จักกันดีอย่าง Jaws (1975)...เขาผู้นี้แหละเป็นผู้ประพันธ์ดนตรีประกอบชวนกระตุกขวัญทุกครั้งที่ลงทะเล...
ดนตรีประกอบจากภาพยนตร์เรื่อง “Jaws” (1975)
ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็ใช่ว่าจะไร้โอกาส ผู้ได้รับการเสนอชื่อจากเรื่อง “Hugo”... Howard Shore ครั้งนี้จะเป็นครั้งที่ 4 ที่ได้รับการเสนอชื่อ หลังจากที่สามครั้งแรกที่ได้รับการเสนอชื่อ จากภาพยนตร์เรื่อง Lord of the Rings ภาค 1 (2001) และ ภาค 2 (2003) เขาสามารถกวาดรางวัลมาได้ทั้ง 3 ครั้ง เรามาตามลุ้นว่าครั้งนี้เขาจะคว้ารางวัลมาได้เป็นครั้งที่ 4 หรือไม่...
18:15 น.
“The Adventure of Tintin” โดย John Williams
“The Artist” โดย Ludovic Bource
“Hugo” โดย Howard Shore
“Tinker Tailor Soldier Spy” โดย Alberto Iglesias
“War Horse” โดย John Williams
John Williams ผู้ประพันธ์ดนตรี
“The Adventure of Tintin” และ “War Horse”
18:14 น.
Man or Muppet
เนื้อร้องและทำนองโดย Bret McKenzie
จากภาพยนตร์เรื่อง “The Muppets”
Real in Rio
ทำนองโดย Sergio Mendes และ Carlinhos Brown
เนื้อร้องโดย Siedah Garrett
จากภาพยนตร์เรื่อง “Rio”
15:52 น.
หลายๆ คนคงเคยได้ยินคนพูดถึง “หนังสั้น” บ่อยๆ แต่ทราบหรือไม่ว่า...หนังสั้นแตกต่างจากภาพยนตร์ปกติอย่างไร?
หนังสั้น หรือ ภาพยนตร์ขนาดสั้น หรือ Short Film คือภาพยนตร์สั้น (สมชื่อ) เล่าเรื่องด้วยภาพและเสียงเฉกเช่นภาพยนตร์ความยาวปกติ เพียงแต่ว่าเป็นการเล่าเรื่องประเด็นสั้นๆ หรือประเด็นเดียวให้ได้ใจความ
แล้วทราบหรือไม่ว่าภาพยนตร์สั้นเกี่ยวกับคนไทยเรื่องแรกเกิดขึ้นเมื่อไหร่?...
หนังสั้นเรื่องแรกเกี่ยวกับคนไทยเกิดขึ้นเมื่อ 100 กว่าปีก่อน โดยเป็นเรื่องราวของล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งเสด็จประพาสยุโรป ความยาว 1 นาทีโดยช่างภาพของบริษัทลูมิแอร์ (Lumiere) ผู้ผลิตและพัฒนากล้องถ่ายภาพยนตร์สำคัญรายหนึ่งของโลก
ปัจจุบันหนังสั้นเริ่มเป็นที่สนใจของคอหนังทั่วโลกมากขึ้น ในประเทศไทยหลังเหตุการณ์วิกฤตน้ำท่วม กระแสหนังสั้นก็เริ่มตื่นตัว โดยที่มีหลายองค์กรออกมาจัดการประกวดทำหนังสั้น ทำให้หนังสั้นเริ่มเป็นที่รู้จักในหมู่คนไทยมากขึ้น
สำหรับงานประกาศรางวัลออสการ์ปีนี้นับเป็นครั้งที่ 80 นับตั้งแต่ครั้งแรกในปีพ.ศ. 2474 ที่มีการมอบรางวัลให้กับคนทำหนังสั้น และดูจากผลงานที่ผ่านๆมา ก็ทำให้การแข่งขันในแต่ละปีเพิ่มความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ รางวัลในสาขาภาพยนตร์ขนาดสั้นนั้นแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทเหตุการณ์สั้น (Live Action) และแอนิเมชั่นสั้น (Animated)
ปีนี้ผู้ได้รับการเสนอชื่อ ส่วนมากได้รับการเสนอชื่อเป็นครั้งแรก ก็ถือว่ามีต้นทุนกล่องพอๆ กัน จะมีก็แต่ Terry George จากเรื่อง “The Shore” ที่ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 3 หลังจากที่เคยถูกเสนอชื่อไปแล้วจากเรื่อง Hotel Rwanda (2004) สาขาบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และ In the Name of the Father (1993) ในสาขาบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม กระแสตอบรับหนังสั้นของเขาปีนี้ค่อนข้างดี ก็มาลองลุ้นกันว่าเขาจะไปถึงดวงดาวหรือไม่...
“The Shore” โดย Terry George
ส่วนเรื่องอื่นๆ เรื่องไหนจะมา เรื่องไหนจะไป ลองไปหาดูกันได้ วันนี้เอาตัวอย่างมาฝากกัน 2-3 เรื่องพอหอมปากหอมคอ ...ชอบเรื่องไหน สนใจเรื่องไหนไปหาดูกันได้ รับรองว่าคุณภาพไม่ได้น้อยไปกว่าภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่หลายๆ เรื่องเลย
15:49 น.
“The Fantastic Flying Books of Mr. Morris Lessmore”
“Dimanche/Sunday” โดย Patrick Doyon
สัญชาติ: แคนาดา
เรื่องราวการผจญภัยของเด็กชายในวันอาทิตย์ที่แสนน่าเบื่อ...
“The Fantastic Flying Books of Mr. Morris Lessmore”
โดย William Joyce and Brandon Oldenburg
สัญชาติ: สหรัฐอเมริกา
จะเป็นอย่างไรเมื่อต้องหลุดเข้าไปในหนังสือ...
“La Luna” โดย Enrico Casarosa
สัญชาติ: สหรัฐอเมริกา
เรื่องราวของเด็กชายที่ตามพ่อและตาไปทำงาน...งานอันแปลกประหลาดของทั้งสองคนจะทำให้ชีวิตของเด็กน้อยเปลี่ยนไปอย่างไร...
“A Morning Stroll” โดย Grant Orchard และ Sue Goffe
สัญชาติ: อังกฤษ
ตามไปดูเรื่องราวชีวิตคนเมืองในนิวยอร์คซิตี้...
“Wild Life” โดย Amanda Forbis และ Wendy Tilby
สัญชาติ: แคนาดา
เรื่องราวของหนุ่มอังกฤษที่ย้ายไปแคนาดาเพื่อไปเป็นชาวนา...
15:46 น.
“Raju” โดย Max Zahle
“Pentecost”
โดย Peter Mcdonald และ Eimear O’Kane
สัญชาติ: ไอซ์แลนด์
เรื่องราวของเด็กชายวัย 11 ขวบ ที่อาศัยอยู่ในชุมชนเล็กๆ ในไอซ์แลนด์ เขาจะทำอย่างไรเมื่อต้องเลือกระหว่างสิ่งที่เขาอยากทำ กับสิ่งที่เขาต้องทำเพื่อครอบครัว
“The Shore”
โดย Terry George และ Oorlagh George
สัญชาติ: อังกฤษ
จะเป็นอย่างไร เมื่อเพื่อนรักที่ไม่ได้เจอกันมา 25 ปีก่อน หมุนเวียนมาเจอกันอีกครั้ง
“Raju”
โดย Max Zahle และ Stefan Gieren
สัญชาติ: เยอรมัน
เรื่องราวของคู่สามีภรรยาชาวเยอรมันที่รับอุปการะเด็กชาวอินเดีย พวกเขาจะทำอย่างไรเมื่อเด็กในอุปการะหายตัวไป
“Time Freak”
โดย Andrew Bowler และ Gigi Causey
สัญชาติ: สหรัฐอเมริกา
เรื่องราวของนักประดิษฐ์สติเฟื่องที่อยากจะแก้ไขอดีต เขาจึงคิดค้นเครื่องย้อนเวลา
“Tuba Atlantic”
โดย Hallvar Witzo
สัญชาติ: นอร์เวย์
เรื่องราวของออสการ์ ชายวัย 70 ปี ที่มีเวลาเหลือ 6 วันก่อนเขาจะตาย เขาอยากจะใช้เวลาที่เหลืออยู่แก้ตัวกับน้องชาย
11:28 น.
ในงานประกาศรางวัลออสการ์นั้น มีการมอบรางวัลในเรื่องของเสียงประกอบภาพยนตร์อยู่ 2 รางวัล ก็คือ สาขาบันทึกเสียง (Sound Mixing) และ สาขาลำดับเสียง (Sound Editing) หลายๆ คนคงจะไม่ทราบว่าสองรางวัลนี้ต่างกันอย่างไร? และทำไมต้องแยกให้รางวัลกัน?
การบันทึกเสียง ก็คือการนำเอาเสียงที่ทำขึ้นมาหรือว่าอัดมาจากสถานที่ต่างๆ มารวมให้เป็น track เดียวกัน โดยจะออกแบบเสียง (Mastering) ในแต่ละฉากว่าควรจะมี ความแหลม (Equalization) เสียงดัง/เบา (Compression) และมีมิติของเสียง (Reverberation) อย่างไร
ส่วนการลำดับเสียง ก็คือการตัดต่อ แก้ไข และอาจจะมีการเพิ่มเทคนิคพิเศษ (Sound Effects) เพื่อสร้างความต่อเนื่องของเสียง
เอาง่ายๆ เลย ภาพยนตร์เรื่องหนึ่งนั้นประกอบไปด้วยหลายฉาก ให้เปรียบฉากฉากหนึ่งเป็น track การบันทึกเสียงก็คือการดูแลและร้อยเสียงในแต่ละ track ส่วนการลำดับเสียง ก็คือการเอาหลายๆ track ที่ได้รับการเรียบเรียงแล้วมาร้อยต่อกัน และปรับแต่งให้ทุก track มีความต่อเนื่องกัน
จะเห็นได้ว่าในงานออสการ์ปีนี้ รางวัลทั้ง 2 สาขา มีภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อแทบจะเป็นชุดเดียวกัน ต่างกันที่ภาพยนตร์เรื่อง “Drive” ที่ได้รับการเสนอชื่อเฉพาะในสาขาลำดับภาพ และ “Moneyball” เฉพาะในสาขาบันทึกเสียง สาเหตุก็น่าจะเป็นเพราะทั้งทีมงานในทั้งสองสาขานั้น จะต้องทำงานเกี่ยวเนื่อง และต่อเนื่องกันจนจบเรื่อง ซึ่งถ้าสังเกตดีๆ ทีมงานของบางเรื่องก็จะมี Sound Engineer ที่ทำหน้าที่ทั้งสองอย่าง เป็นทีมเดียวกัน เช่น ทีมจาก “The Girl with the dragon Tattoo” และ ทีมจาก “War Horse”
ส่วนทีมไหนจะมีภาษีมากกว่า และใครน่าจะได้รับรางวัล คงต้องตามลุ้นกัน เพราะแต่ละทีมนั้นก็มีตำนานสร้างชื่อมายาวนาน ไม่ว่าจะเป็นทีมจาก “Transformers: Dark of the Moon” ที่นำทีมโดย Greg Russell โดยครั้งนี้จะเป็นถูกเสนอชื่อครั้งที่ 15 ของเขา และ Gary Summer ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นครั้งที่ 16 หลังจากที่เคยได้รับรางวัลในสาขานี้มาแล้วถึง 4 ครั้ง จากเรื่อง Saving Private Ryan (1998) Titanic (1997) Jurassic Park (1993) และ Terminator 2: Judgment Day (1991) หรือทีมจากเรื่อง “Hugo” ที่นำทีมโดย Tom Fleischman ที่เคยได้รับการเสนอชื่อจากเรื่อง The Aviator (2004) The Silent of the Lambs (1991) และ John Midgley จากเรื่อง The King’s Speech (2010) เป็นต้น
11:24 น.
Lon Bender and Victor Ray Ennis
จากเรื่อง “Drive”
Ren Klyce
จากเรื่อง “The Girl with the Dragon Tattoo”
Philip Stockton and Eugene Gearty
จากเรื่อง “Hugo”
Ethan Van der Ryn and Erik Aadahi
จากเรื่อง “Transformer: Dark of the Moon”
Richard Hymns and Gary Rydstrom
จากเรื่อง “War House”
11:23 น.
David Parker, Michael Semanick, Ren Klyce, และ Bo Persson
จากเรื่อง “The Girl with the Dragon Tattoo”
Tom Fleischman และ John Midgley
จากเรื่อง “Hugo”
Deb Adair, Ron Bochar, David Giammarco, and Ed Novick
จากเรื่อง “Moneyball”
Greg P. Russell, Gary Summers, Jeffrey J. Haboush, and Peter J. Devlin
จากเรื่อง “Transformer: Dark of the Moon”
Gary Rydstrom, Andy Nelson, Tom Johnson, and Stuart Wilson
จากเรื่อง “War House”














หน้าหลัก l การเมือง l กีฬา l ไลฟ์สไตล์ l วิทยาการ l เศรษฐกิจ l การศึกษา l ต่างประเทศ l ข่าวทั่วไทย
ศาสนาและความเชื่อ l การเกษตร l ข้าราชการ l ข่าวประชาสัมพันธ์
คอลัมน์ l ภาพ l บุคคล l ค้นหา

