วังนางโหง ตอนที่ 7 นิยายไทยรัฐ
วันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

advertisement

วังนางโหง ตอนที่ 7


16 ธ.ค. 2560 07:40
135,430 ครั้ง

ละคร นิยาย วังนางโหง

วังนางโหง ตอนที่ 7

อ่านเรื่องย่อ

วังนางโหง

แนว:

พีเรียด-ดราม่า-สยองขวัญ

บทประพันธ์โดย:

เตมัน

บทโทรทัศน์โดย:

ฤกษ์ราตรี

กำกับการแสดงโดย:

เอกภพ ตันหยงมาศกุล

ผลิตโดย:

บริษัท กันตนา มูฟวี่ ทาวน์ (2002) จำกัด

วัน-เวลาออกอากาศ: ทุกวันพุธ - พฤหัสบดี เวลา 20.15 น.

ช่องออกอากาศ:

สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

นักแสดงนำ:

ศิวัฒน์ โชติชัยชรินทร์,ทัศนียา การสมนุช

เมื่อกินข้าวเย็นเรียบร้อย พรรวีกับจิรวัฒน์ขอตัวกลับ ทั้งคู่เดินมาหน้าบ้านธนารักษ์เพื่อขึ้นรถที่จอดไว้พลางคุยกันเรื่องครอบครัวของดานุ

“ตอนที่นุเล่าให้จินฟังเรื่องคุณน้าดาเรศ จินยังไม่คิดว่าจะเพี้ยนขนาดนี้”

พรรวีค้านด้วยความรู้สึกผู้หญิง “แต่เราไม่ได้คิดว่าเขาป่วยทางจิตนะ เราคิดว่าเขาตั้งใจแกล้งเรามากกว่า เห็นชัดๆว่าเขาไม่ชอบเรา”

“คงไม่มั้ง เพราะไอ้นุมันถึงกับไปปรึกษาจิตแพทย์เลยนะ”

“แต่ก็ยังไม่ได้พาไปตรวจเป็นจริงเป็นจัง แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าป่วยจริงไหม ไม่เข้าใจจริงๆว่าทำไมทุกคน แม้แต่คุณแม่ของนุถึงเชื่อผู้หญิงที่ชื่อหมอพิกุลนั่นนัก ดูแล้วไม่น่าจะมีความรู้อะไรเลย คนไทยนี่งมงายหลอกง่ายกันจริงๆ”

ทั้งคู่เดินมาถึงที่จอดรถแต่มองหารถไม่เจอ จิรวัฒน์ตกใจมากเพราะกุญแจยังอยู่ในมือ ตัดสินใจเข้าบ้านไปถามยง ทิ้งพรรวียืนหงุดหงิดคนเดียว เธอจึงโทรศัพท์หาดานุ แต่โทร.เท่าไหร่ก็ไม่รับสาย...เขาฟุบหลับอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กที่เปิดค้างไว้

พรรวีวางสายอย่างเซ็งจัด พอเงยหน้าเห็นพิกุลยืนยิ้มถามว่าทำไมถึงยังไม่กลับ พรรวีตอบว่าหารถไม่เจอเพราะจิรวัฒน์คงเลื่อนรถไปจอดที่อื่นแล้วจำไม่ได้

พิกุลพูดจาซ่อนความนัย “ของบางอย่างมันยังอยู่ในที่ของมันแต่เรามองไม่เห็น...คุณก็เป็นอีกคนที่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองเห็นเท่านั้น จริงไหมคะ”

พรรวีโต้อย่างเผ็ดร้อนเพราะรู้สึกว่าถูกกวน

“ถึงไม่เห็นก็ต้องมีข้อพิสูจน์ได้ว่าทำไมถึงมองไม่เห็น”

สองสาวเชือดเฉือนกันด้วยวาจา จนกระทั่งพิกุลจะไปเอาเรือ พรรวีจึงเรียกไว้แล้วพรั่งพรูสิ่งที่อยู่ในใจ

“ฉันไม่ทราบว่าคุณมาพูดกับฉันแบบนี้ คุณมีจุดประสงค์อะไร แต่ฉันอยากจะบอกว่า...คนในครอบครัว ของนุก็เหมือนคนในครอบครัวของฉัน...และฉันจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายพวกเขาได้”

“ถ้าคุณไม่เคยสร้างบุญสร้างกรรมร่วมกับพวกเขามา คุณก็ไม่มีสิทธิ์ปกป้องพวกเขาหรอกค่ะ เชื่อฉันเถอะ มันไม่คุ้มจริงๆ” พิกุลตอบเสียงเย็นแล้วเดินไป

ประโยคทิ้งท้ายของพิกุลทำให้ให้พรรวีหงุดหงิดมากขึ้น แต่พอหันกลับไปตรงที่รถจอดพบว่ารถอยู่ที่เดิม คำที่มาช่วยหาก็เห็นรถจอดไม่ได้หายไปไหน จิรวัฒน์งงหนัก ทุกคนพยายามคิดหาสาเหตุ พรรวีเล่าว่าเมื่อสักครู่ตอนคุยกับพิกุลยังไม่เห็นรถ ส่วนคำบอกว่ายงอยู่ที่ท่าน้ำ ไม่ได้ขับรถไปไหนแน่นอนและเชื่อว่าเป็นฝีมือผี

หลังจากผีไอ้ทองแกล้งพรรวีด้วยการบังตารถจนสำเร็จ มันหายตัวกลับไปรายงานพิกุลที่ท่าน้ำบ้านเรือนไทยที่ระยองทันที แต่ผีร้ายไม่วายสงสัยทำไมหญิงสาวถึงไม่ให้ฆ่าพรรวี

“หากมันยังไม่ถึงคราวสิ้นอายุขัย เอ็งก็ทำอะไรมันไม่ได้หรอก”

“ข้าก็ยังหนุ่มแน่น แต่ข้ากลับต้องตายโหงสังเวยความเลือดเย็นของไอ้พวกบ้านธนารักษ์ ทั้งๆที่ข้ายังไม่ถึงที่ตาย...มันไม่ยุติธรรม”

“ข้ากำลังเรียกร้องความยุติธรรมให้เอ็งอยู่นี่ไงไอ้ทอง พวกมันจะต้องใช้ชีวิตของคนที่มันรักสังเวยแค้นให้กับเรา...เมื่อความรัก ความแค้นเกิดขึ้นที่นี่ มันก็ต้องจบที่นี่ ที่วังนางโหงแห่งนี้”

พิกุลพูดเสียงเย็นแต่ข้างในร้อนรุ่มราวถูกไฟเผา

ooooooo

ดานุหลับฝันถึงอดีตว่าเขาคือพระยาธนารักษ์ราชภักดี ซึ่งตอนนั้นมีศักดินาเพียงหลวงธนารักษ์ราชภักดีพ่อค้าผู้ร่ำรวย เขาจัดพิธีขึ้นบ้านใหม่เป็นเรือนไทยริมแม่น้ำระยองอย่างใหญ่โต ข้าราชการชั้นสูง คหบดีทั้งไทยและจีนมาร่วมหลายคน...ปัจจุบันบ้านหลังนี้คือเรือนไทยร้างตระกูลธนารักษ์

ส่วนพิกุลเป็นสาวชาวบ้านธรรมดา ซ้ำโดนดูถูกเพราะเป็นลูกตาชดสัปเหร่อ อาชีพที่ผู้คนรังเกียจว่าต่ำต้อย สาวน้อยฝันอยากเป็นนางรำของคณะละครหมู่บ้านวังลุ่มเพื่อหารายได้จุนเจือครอบครัว ในวันพิธีขึ้นบ้านใหม่ หลวงธนารักษ์ฯจ้างคณะละครมาแสดง พิกุลจึงลอบเข้ามา หวังได้รำละคร

ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายของพิกุล พิศนางรำตัวเอกของคณะละครแพ้ท้องกะทันหัน แม่ครูหัวหน้าคณะไม่มีทางเลือกจึงให้พิกุลช่วยงาน หน้าตาสวยงามและกระบวนรำอ่อนช้อยของหญิงสาวสะดุดตาและใจหลวงธนารักษ์ฯเข้าอย่างจัง เมื่อรำจบ เธอจึงได้รางวัลอย่างงาม

“ฉันให้เธอเป็นรางวัลพิเศษ เธอรำได้งามมาก” หลวงธนารักษ์ฯยื่นถุงผ้าให้พิกุลกับมือพิกุลเปิดปากถุงเห็นเงินจำนวนมากก็ดีใจจนเผลอหลุดปาก “โห...เผากี่ศพๆก็ยังไม่ได้อัฐมากเท่านี้เลย”

หลวงธนารักษ์ฯได้ยินคำพูดของพิกุลก็แปลกใจ ถามหัวหน้าคณะจนรู้จักชื่อและรู้ว่าเป็นลูกสัปเหร่อ อาศัยอยู่หลังวัดวังลุ่ม...ชายหนุ่มตกหลุมรักหญิงสาวผู้นี้เข้าแล้ว

รุ่งขึ้นหลวงธนารักษ์ฯปลอมตัวเป็นชาวบ้านเพื่อหาบ้านพิกุล เขาไปที่วัดวังลุ่ม เดินตามเสียงดนตรีไทยไปถึงโบสถ์ เจอชาวบ้านกลุ่มใหญ่กำลังทำพิธีบูชาเจ้าแม่วารีที่ศาลหน้าต้นไทรใหญ่ หลวงธนารักษ์ฯไปรวมกลุ่มชาวบ้านดูการรำบูชาเจ้าแม่วารี และได้พบชม นักเลงหัวไม้แห่งบ้านวังลุ่ม ซึ่งไม่ถูกชะตาหลวงธนารักษ์ฯแต่แรกเพราะแสดงท่าทีชื่นชอบหญิงสาวที่เขาหลงรัก

พิกุลรำบูชาเจ้าแม่วารี ท่วงทีอ่อนช้อยและสายตาหวานของหญิงสาวที่ส่งมาทำให้ชายหนุ่มยิ่งจมลึกในห้วงรัก เมื่อเธอรำจบก็อ้อมกลับไปหลังต้นไทรใหญ่ หลวงธนารักษ์ฯจึงถามชมที่ยืนใกล้ๆว่ารู้จักบ้านพิกุลไหม ชมโมโหหึงไม่บอกและเดินตามพิกุลไป

ชมเดินเข้าป่าช้าหลังวัด หลวงธนารักษ์ฯตามมา เรียกให้คอยแต่ชมกลับหายไป แล้วจู่ๆก็โผล่มาด้านหลังเอาท่อนไม้ฟาด ชายหนุ่มเบี่ยงตัวหลบแต่โดนที่หัวไหล่อย่างแรงจนล้ม ทั้งคู่ต่อสู้กันจนหลวงธนารักษ์ฯเสียท่าล้มหัวฟาด ชมควักมีดดุ่มเข้าหาหมายจะแทง แต่พิกุลเข้ามาช่วย เอาไม้ฟาดข้อมือจนมีดหลุดและขู่จะตีซ้ำ ชมได้แต่ฝากความอาฆาตขุนนางหนุ่มและ ถอยไป ส่วนหลวงธนารักษ์ฯเจ็บแผลจนสลบคาตักพิกุล

พิกุลพาหลวงธนารักษ์ฯมาที่บ้านไม้เก่าๆของเธอที่มีแต่เครื่องรางของขลังเต็มไปหมด ชายหนุ่มพยายามลุกนั่งแต่ยังมึนหัว พิกุลเห็นรีบเข้าประคองแล้วเอาลูกประคบคลึงที่รอยช้ำบนร่างกายชายหนุ่ม

“ขอบใจที่ช่วยฉัน ไม่คิดว่าเธอจะเก่งอย่างนี้” หลวงธนารักษ์ฯปากหวานจนพิกุลอายแกล้งประคบแผลแรงขึ้นจนชายหนุ่มร้องด้วยความเจ็บจริงๆ

“อูย...แล้วไอ้หนุ่มที่ทำร้ายฉันเป็นใคร คู่รักของเธอเหรอ”

“ไอ้บ้าชมน่ะเหรอ มันไม่มีวันได้เห็นขาอ่อน ข้าหรอก”

หลวงธนารักษ์ฯปากตอบค่อยยังชั่ว แต่สายตา ที่มองพิกุลช่างพราวพรายจนหญิงสาวเขินจัดแสร้งขว้างลูกประคบใส่แล้วลุกหนี ชายหนุ่มลุกตามแกล้งร้องเจ็บ หญิงสาวตกใจวิ่งกลับมาประคองเลยโดนรวบกอดจนล้มไปด้วยกัน

ตาชดสัปเหร่อกับยายแสผู้เป็นพ่อกับแม่ของพิกุล...ซึ่งปัจจุบันคือคุณทับกับคุณดวง กลับมาเห็นก็โกรธจัด ตาชดถือพร้ากระชากหลวงธนารักษ์ฯลากไปที่บันไดหน้าเรือน พิกุลตามไปช่วยแต่ถูกยายแสดึงไว้ ทุกคนเสียงดังจนนางสายพี่สาวของพิกุล... ดาริกาในชาติที่แล้ว กลับมาถึงจึงร้องถาม

“เอะอะอะไรกัน แล้วไอ้หมอนี่เป็นใคร”

พิกุลรีบฟ้อง “ก็พ่อน่ะสิ เอาแต่โมโหโทโสไม่ฟังอีร้าค่าอีรม รู้ไหมเขาเป็นใคร ถ้าเขาไปแจ้งโปลิศ จะทำอย่างไรกัน”

ตาชดโมโหจนไม่ฟังใคร “แล้วมันเป็นใครวะ”

“ใช่ ฉันคือหลวงธนารักษ์...” ชายหนุ่มพูดไม่ทันจบประโยค ขั้นบันไดไม้ที่เขาก้าวขึ้นเหยียบก็หักผลัวะ ล้มหงายทันที

ooooooo

ดานุสะดุ้งตื่นเพราะถูกเขย่าตัว...เพลินนั่นเอง เขาประหลาดใจมากที่มาตื่นบนลานดินหลังโบสถ์วัดวังลุ่ม เพราะจำได้ว่าเมื่อคืนฟุบหลับที่โต๊ะในโรงแรม เพลินบอกว่าป้าพรซึ่งเป็นเพื่อนบ้าน เห็นดานุหลับตรงนี้ ปลุกเท่าไรก็ไม่ตื่น แต่จำได้ว่าเมื่อวานเขาอยู่กับเธอเลยโทร.ตาม

ดานุไม่มีทีท่าจำได้ว่ามาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร ทำให้ เพลินหงุดหงิดแดกดันว่าชายหนุ่มเป็นอัลไซเมอร์หรือไม่ก็เมายา แต่เขาไม่สนใจเพราะยังคิดเรื่องความฝันถามป้าพรซึ่งเป็นคนเก่าแก่ว่าเคยมีบ้านไม้เก่าๆแถวนี้หรือไม่

“มี เป็นบ้านของสัปเหร่อ เก่าแก่ตั้งแต่สมัยในหลวงรัชกาลที่ห้านั่น แต่รื้อทิ้งไปตั้งแต่ฉันยังเด็กแล้ว ถามทำไม จะมาหาซื้อไม้เก่าเหรอ” ป้าพรตอบตามตรง

“เปล่าครับ ป้าพอจะรู้จักผู้หญิงที่ชื่อพิกุลไหมครับ ที่เป็นหมอแผนโบราณ อายุประมาณยี่สิบสามถึงยี่สิบสี่ ผมยาว ผิวคล้ำๆ”

“คนสมัยนี้ไม่มีใครชื่อพิกุลกันแล้ว ถ้ามีก็ต้องหกสิบเจ็ดสิบขึ้นล่ะ”

“ตกลงไม่เป็นอะไรแล้วใช่ไหม ฉันจะได้ไป” เพลินขัดขึ้นเพราะโมโหที่ดานุพูดเรื่อยเปื่อยและอยากกลับบ้านดูแลน้าเจิม พอพูดจบหันกลับ แต่ต้องชะงักเพราะป้าพรเรียกให้ไปส่งดานุด้วย

เพลินนำดานุมาที่รถจักรยานยนต์ ชายหนุ่มขอไปคุยกับเจ้าอาวาสเพราะยังติดใจความฝัน เพลินหงุดหงิดบอกท่านไม่อยู่ไปทำธุระที่กรุงเทพฯ เขาเสียดายแต่ยังไม่ลืมความเป็นสุภาพบุรุษ อาสาขี่รถให้เธอซ้อน เพลินอิดออดเพราะทิฐิแต่สุดท้ายก็ยอม ดานุหมั่นไส้แกล้งออกรถแรงให้เพลินเกาะหลังแน่น...คล้อยหลังหนุ่มสาว พิกุลยืนมองด้วยความโกรธ ใบหน้าที่งดงามค่อยๆเละกลายเป็นหน้าผี

ดานุถึงโรงแรมรีบกลับห้อง เขามองรองเท้าที่เปื้อนโคลนแล้วรำพึงด้วยความสับสนว่าตนเดินไปวัดวังลุ่มจริงหรือ ชายหนุ่มอาบน้ำให้สบายใจสบายตัว แต่ระหว่างแช่น้ำในอ่าง เขากลับเห็นภาพอดีตตอนเป็นหลวงธนารักษ์ฯตามจีบพิกุลด้วยการแกล้งจมน้ำซ้อนทับขึ้นมา ดานุเครียดและสับสนยิ่งกว่าเดิม

ooooooo

เมี้ยนตามมาทวงค่าจ้างปราบผีกับดาราถึงโรงเรียน เมียหมอผีขู่จะเปิดโปงถ้าไม่ได้เงิน ดารากลัวคนอื่นรู้จึงพาไปคุยที่หลังอาคารเรียน ครูสาวถามว่าหายไปไหนเพราะไปหาที่ตำหนักไม่เจอ เมี้ยนตอบว่าหนีตำรวจ

ดาราได้ยินคำว่าตำรวจเกือบท้วงว่าไม่ได้แจ้งความ แต่คิดว่าเก็บเป็นความลับจะได้ประโยชน์มากกว่าจึงปล่อยให้เมี้ยนเข้าใจผิดและขู่ซ้ำ เมียหมอผีไม่กลัวทวงเงินยิกๆ แต่ดาราต่อรองขอพบหมอเวกก่อน

เมี้ยนพาดารากับพัวมาหาหมอเวกที่หลบในวัดแห่งหนึ่ง พอหมอผีเห็นดาราเลยแอบย่องหนี แต่เมี้ยนตาไววิ่งไปดึงตัวไว้ทัน ตะคอกถามจะไปไหน หมอเวกยืนยันคำเดิมไม่ยุ่งกับคนบ้านธนารักษ์

ดาราเยาะหยัน “ไหนว่าพ่อปู่เก่งนักเก่งหนา แค่หมอผีผู้หญิงคนเดียวก็หนีหัวซุกหัวซุน ไม่ตาขาวไปหน่อยเหรอ”

“พ่อปู่ไม่ลงประทับฉันนานแล้ว เพราะนังเมี้ยนมันเห็นแก่ได้ เรียกเงินค่ายกครูเกินกว่าเหตุ”

เมี้ยนโมโหผัวตัวดี โต้เถียงกันจนความแตก “อ้าวไอ้นี่ อยู่ดีๆมาโทษกัน แล้วเงินนั่นแกไม่ได้ใช้ด้วยรึไง”

ดาราเข้าใจมากขึ้น “หมายความว่าแกไม่ได้มีฤทธิ์มีเดชอะไรเลย ที่แล้วมาแกหลอกเอาเงินฉันไปฟรีๆ”

“วิชาฉันมีพอตัว คาถาอาคมก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนกว่าใคร...ถ้านังพิกุลมันเป็นแค่หมอผี ฉันก็ปราบมันได้สบายๆ แต่นี่มันไม่ใช่...”

หมอเวกพูดแปลกๆ ดาราจึงซักหนักขึ้นแต่ไม่ได้คำตอบ เมี้ยนคันปากอยากพูดแต่ผัวห้ามไว้ ทำให้ดาราสงสัยพิกุลมาก

เวลาเดียวกันที่บ้านเพลินจังหวัดระยอง เจิมหลับบนเตียง จู่ๆมีน้ำหยดใส่หน้า จึงลืมตาเห็นผีสาวตนหนึ่ง... พิกุลก้มหน้าผมเปียกโชกจ้อง เธอตกใจคลานหนีไปถึงชานบ้านริมน้ำ แต่แล้วพิกุลโผล่มาด้านหลังจ้องหน้าขู่ไม่ให้ยุ่งกับดานุ เจิมเห็นกรีดร้องจนหงายหลังตกน้ำ เธอพยายามตะกายขึ้นจากน้ำแต่ถูกพิกุลกดลงไป

ooooooo

ดาริการู้ว่าเกลียวกมลเป็นคนจ้างนักเลงมา ทำร้าย แต่ไม่แจ้งความเพราะจะใช้อำนาจนางโหงแก้แค้น ม่ายสาวไฮโซโทร.นัดเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดมาเลี้ยงฉลองความสำเร็จ เกลียวกมลระแวงแต่ก็รับนัดเพราะมั่นใจว่ามีของดีคุ้มครองเช่นกัน

เกลียวกมลมาตามนัดดาริกาที่ห้องอาหารในโรงแรมที่เคยนัดเซ็นสัญญาซื้อขายที่ดินกับปีเตอร์และธีระ ม่ายสาวไฮโซสวดคาถาบูชานางโหงให้ผีอีแก้ว แสดงอิทธิฤทธิ์สั่งสอนศัตรูของเจ้านาย จนเกลียวกมลกลัว ต้องยอมแพ้ดาริกาอย่างราบคาบแม้จะแค้นใจ ซ้ำยังถูกหยามเพราะดาริกาเชิญธีระมาเซ็นสัญญาซื้อขายที่ดินโดยให้เธอเป็นพยาน

ดานุสับสนเรื่องพิกุล ความฝันประหลาดที่เห็นตนเองเป็นบรรพบุรุษ และอาการละเมอที่หนักขึ้นจนต้องโทร.ปรึกษาจิตแพทย์ที่กำลังหาหนังสือในตู้เพื่อตอบคำถามเขา

“ใช่ครับ ผมไปที่วัดวังลุ่มโดยไม่รู้ตัวเลย ระยะทางก็ไม่ใช่ใกล้ๆ พนักงานโรงแรมบอกว่าเห็นผมเดินออกไปตอนดึกๆ เขาเรียกผม ผมก็ไม่ได้ยิน คนเราจะละเมอได้ขนาดนี้เลยเหรอครับ”

“ถ้าเป็นอาการเดินละเมอจริงๆ คุณก็จะเห็นเฉพาะสิ่งที่ต้องการเห็น แต่ไม่ตอบสนองต่อเสียงเรียก แน่ใจนะครับว่าคุณไม่ได้กินยากล่อมประสาทหรือยาอะไรก่อนนอน”

“แน่ใจครับ คือก่อนจะเผลอหลับไป ผมกำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับวัดวังลุ่ม ในฝัน ผมไปที่วัดแต่ผมกลายเป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่ใช่ตัวผม พูดในสิ่งที่ผมไม่น่าจะพูด แล้วก็ทำในสิ่งที่ผมไม่น่าจะทำ ที่สำคัญเหตุการณ์ในฝันมันชัดเจนเหมือนจริงมากๆ ชาวบ้านแถวนั้นยังบอกด้วยว่าตรงที่ผมนอนเคยมีบ้านเก่าของสัปเหร่อในความฝันอยู่จริงๆ”

ดานุพูดรัวอย่างตื่นเต้นจนจิตแพทย์ต้องบอก ให้เล่าช้าๆ ชายหนุ่มเล่าต่อว่าเจอคุณตาคุณยายและคุณแม่ในฝัน...รวมถึงพิกุล จิตแพทย์ย้ำว่าพิกุลคือผู้หญิงที่ดานุฝันถึงบ่อยๆใช่หรือไม่ และพูดทีเล่นทีจริงว่าอยากเจอบ้าง จู่ๆมีคนยื่นมือมาดึงหนังสือในตู้ เขาหันมองเห็นเป็นสาวสวยคนหนึ่งยืนยิ้มถือหนังสือ ...พิกุลนั่นเอง

จิตแพทย์ขอวางสายดานุเพราะคิดว่ามีคนไข้ มาพบ เขามองพิกุลงงๆก่อนถามตามมารยาทว่าหมอนัดไว้วันนี้หรือ หญิงสาวตอบไม่ใช่ แต่เธอมาเพราะหมอต้องการพบ และแนะนำตัวว่าชื่อพิกุล จิตแพทย์ได้ยินแล้วประหลาดใจมากเพราะเพิ่งพูดว่าอยากเจอคนที่ชื่อพิกุล...ผู้หญิงที่ดานุ คนไข้ของเขาฝันถึงบ่อยๆ

ooooooo

ดานุวางสายจากจิตแพทย์ จิรวัฒน์มาหาพอดี ทั้งคู่จึงลงไปนั่งคุยที่ล็อบบี้เลานจ์ของโรงแรม นักธุรกิจหนุ่มเล่าให้เพื่อนสนิทฟังว่า พรรวีไม่ยอมมาด้วยเพราะโกรธที่ถูกดาเรศกลั่นแกล้งอย่างหนัก

ดานุไม่เชื่อเด็ดขาดเพราะรู้จักนิสัยคนในครอบครัวดี

จิรวัฒน์ยังไม่ทันได้รู้ว่าใครน่าจะแกล้งพรรวี โทรศัพท์ของดานุก็ดังขึ้น...โค้ชเปี๊ยกของเพลินโทร.มาแจ้งข่าวเจิมเสียชีวิต ดานุตกใจมากรีบพาจิรวัฒน์ไปวัดวังลุ่มทันที

ดานุพาจิรวัฒน์ไปถึงศาลาวัด เห็นร่างของเจิมนอนคลุมผ้าบนเตียง มีเพลินนั่งเหม่อบนพื้นข้างๆ โค้ชเดินมาทักทาย จิรวัฒน์ถือโอกาสแนะนำตัว

ดานุถามถึงสาเหตุการเสียชีวิตจากโค้ช “น้าเจิมจมน้ำอย่างไรครับ แกเป็นคนป่วยนอนติดเตียงอยู่”

“ไม่ทราบเหมือนกัน เพลินกลับไปถึงบ้านไม่เห็นก็เลยช่วยกันงมหากับพวกชาวบ้าน ถึงได้เจอ”

ดานุเข้าไปแสดงความเสียใจกับเพลิน แต่ถูกสาวน้อยตวาด

“เพราะคุณ ถ้าฉันไม่มัวไปเสียเวลากับคุณ น้าฉันก็ไม่ตาย”

ดานุรู้สึกผิดกล่าวขอโทษเสียงเครือ จิรวัฒน์รับปากจะดูแลงานศพเจิม แต่ด้วยนิสัยนักธุรกิจไม่วายพูดถึงการเซ็นสัญญา ทำให้เพลินที่หงุดหงิดอยู่แล้วโกรธจัดตะคอกว่าไม่มีวันเซ็นแล้วลุกหนี โค้ชบอกชายหนุ่มทั้งสองว่าจะช่วยคุยกับเธอให้

จิรวัฒน์เครียดคิดว่าเพลินโกรธที่ตนพูดไม่เข้าหู แต่ดานุบอกเป็นความผิดของเขาที่ทำให้เธอเสียเวลาไปดูแลแทนที่จะอยู่กับน้า นักธุรกิจหนุ่มได้ยินแล้วงง แต่ไม่ทันคุยต่อ มัคนายกก็มาถามหาเพลิน

ดานุจึงสบโอกาสถามเรื่องศาลเจ้าแม่วารี

มัคนายกพาดานุและจิรวัฒน์ไปลานดินหน้าต้นไทรใหญ่ บอกว่าตรงนี้เคยมีศาลเจ้าแม่วารี แต่ถูกรื้อไปเกือบร้อยปีเพราะตอนนั้นนางโหงอาละวาดหนักจนชาวบ้านหวาดกลัว

มัคนายกเล่าเรื่องชาวบ้านที่ถูกผีนางโหงหลอก ไม่ว่าจะเป็นผีสาวแสนสวยที่คอยหลอกชาวบ้านที่มาไหว้ศาลเจ้าแม่วารี ผีสาวที่พายเรือหลอกผู้คนหลังพระอาทิตย์ตกดิน และผีผู้ชายที่เดินลากโซ่แกรกๆหลอกเด็กวัดบนศาลา

ดานุสงสัยถามว่านางโหงเกี่ยวอะไรกับศาลเจ้าแม่วารี

มัคนายกเล่าว่าช่วงแรกศาลนี้เป็นศาลเจ้าแม่วารี แต่ต่อมานางโหงอาละวาดหนักเลยกลายเป็นศาลของนางโหงเพราะไม่มีใครกล้ามาบูชาเจ้าแม่ที่นี่อีก จนกระทั่งมีพระธุดงค์องค์หนึ่งชื่อพระยัน สั่งให้ชาวบ้านช่วยกันรื้อศาล นางโหงถึงหายไป แล้วเตือนให้ชาวบ้านอยู่ห่างจากน้ำ ให้ระวังนางโหง

ดานุอยากรู้ว่าใครเป็นคนสร้างศาลเจ้าแม่วารี และคำตอบก็คือเจ้าสัวต้นตระกูลธนารักษ์ราชภักดี บรรพบุรุษของเขาเอง

ooooooo

ช่วงเวลาเดียวกันที่บ้านธนารักษ์ คุณทับกำลังไหว้นางโหง ยงมองแปลกใจจนประมุขของบ้านจับสังเกตได้ ถามว่ามีอะไร

“ผมจำได้ว่าหลวงพี่เคยบอกไม่ให้เราเซ่นไหว้ภูตผี แม้แต่เจ้าแม่วารี ท่านก็ห้าม แล้วเรามาบูชานางโหงนี่มันจะไม่ผิดเหรอครับ”

“นายยงก็เห็นว่าฉันไม่มีทางเลือก แล้วตั้งแต่เราบูชานางโหง ทุกอย่างในบ้านนี้มันก็ดีขึ้น”

ยงรับคำเสียงแผ่ว คุณทับเมื่อได้ยินคำว่าหลวงพี่ อดนึกถึงพระยันไม่ได้จึงถามว่าท่านส่งข่าวมาบ้างไหม

“ไม่เลยครับ ไม่รู้ว่าไปธุดงค์อยู่ที่ไหน ตอนนี้ท่านก็อายุมากแล้ว เกิดป่วยไข้ไปไม่รู้ใครจะดูแล นี่ผมว่าจะลองไปตามวัดที่ท่านเคยจำพรรษาอยู่ เผื่อจะได้เจอ”

“ท่านเป็นผู้ทรงศีล ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ย่อมคุ้มครอง ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ”

พิกุลที่เพิ่งกลับจากไปหาจิตแพทย์ของดานุตอบเสียงเย็นแล้วยกมือไหว้คุณทับ จากนั้นปรายตามองยง สายตาคมกริบทำให้คนสวนเก่าแก่เย็นวาบจับขั้วหัวใจ

คุณทับพาพิกุลมานั่งในห้องรับแขก คุณดวงเห็นหญิงสาวแต่งตัวสวยแปลกตาจึงเอ่ยทัก

“วันนี้หนูพิกุลแต่งตัวสวยจริง ไปไหนมาเหรอจ๊ะ”

“ไปมาหลายที่ค่ะ อุดอู้อยู่แต่ในบ้านมานาน ไม่เคยทราบว่าโลกเปลี่ยนไปแค่ไหนแล้ว ก็เลยอยากจะเห็น”

คุณทับอดร่วมวงสนทนาไม่ได้ “แม่หนูยังสาว น่าจะชอบท่องเที่ยว”

“เมื่อก่อนดิฉันชอบท่องเที่ยวผจญภัยมากค่ะ จนกระทั่งมาถูกกักขัง...”

คุณดวงถามอย่างเป็นห่วง “หนูน่ะเหรอจ๊ะ ถูกขัง”

“ดิฉันหมายถึง ถูกบังคับให้อยู่แต่ในบ้านน่ะค่ะ”

“พ่อแม่หนูคงเข้มงวดมาก”

พิกุลน้ำตาคลอ “ค่ะ เข้มงวดแต่ก็ใจดีมาก เหมือนกับท่านทั้งสอง...”

“เราอาจจะเป็นแม่ลูกกันมาตั้งแต่ชาติก่อนก็ได้” คุณดวงกุมมือพิกุลอย่างอ่อนโยน คุณทับยิ้มให้

จู่ๆพันวิ่งเข้ามาละล่ำละลักบอกให้ไปดูดาเรศ ทุกคนผลุนผลันออกจากห้อง ไปถึงประตูล็อกเพราะเจ้าของห้องสวดมนต์บูชานางโหง พิกุลใช้อำนาจเปิดล็อก และบอกว่าตนจะดูแลเอง หญิงสาวปิดประตูแล้วก้าวไปยืนด้านหลังเจ้าของห้อง มองด้วยสายตาเคียดแค้นจนใบหน้างดงามกลายเป็นผีน่าเกลียดน่ากลัว เอื้อมมือหมายบีบคอ

ooooooo

ดานุขับรถออกจากวัดวังลุ่มพาจิรวัฒน์ไปบ้านต้นตระกูลที่หมู่บ้านวังลุ่ม ทั้งสองมาถึงเวลาบ่าย แต่สภาพรกร้างกับต้นไม้สูงใหญ่ทำให้ดูมืดครึ้ม จิรวัฒน์เห็นประตูรั้วมีโซ่คล้องเข้าไม่ได้ ดานุเดินเลาะกำแพงจนเจอรอยแตกและลอดเข้าไป จิรวัฒน์ลอดตามแต่ช่องแตกหายไปเพราะผีไอ้ทองบังตาไว้

ดานุเข้ามาในบริเวณบ้านเรือนไทย เขาชะงักหน้าต้นไม้ใหญ่เพราะได้กลิ่นดอกพิกุล ผีไอ้ทองปรากฏกายที่ด้านหลัง จับโซ่จะรัดคอชายหนุ่ม

ช่วงเวลาเดียวกันที่ห้องนอนดาเรศในบ้านธนารักษ์ พิกุลจะบีบคอดาเรศ แต่รับรู้ด้วยอำนาจว่าผีไอ้ทองจะทำร้ายดานุ จึงหายตัววับไปที่เรือนไทยจังหวัดระยองแล้วกระชากผีบริวารจนหน้าหงาย ดานุรู้สึกแปลกๆหันกลับ เห็นจิรวัฒน์วิ่งกระหืดกระหอบมา...เช่นเดียวกับดาเรศ เมื่อหันหลังก็ไม่เห็นใคร

พิกุลลากผีไอ้ทองกลับไปโรงเก็บเรือด้วยความโกรธจัด ไม่สนใจเสียงร้องขอความเห็นใจของผีไอ้ทอง

“ข้าผิดไปแล้ว ยกโทษให้ข้าด้วย”

“ทำไมเอ็งถึงกล้าขัดคำสั่งข้า”

“ข้ากลัวว่าถ้าพวกมันเข้ามาเห็นเรือลำนี้ ก็จะรู้ว่าเรามิใช่คน”

“ไม่มีทาง ข้าจะให้เขาเห็นในสิ่งที่ข้าอยากให้เห็นเท่านั้น”

ดานุกับจิรวัฒน์เดินมาหยุดหน้าเรือนร้างเก่าโทรม จิรวัฒน์ยกโทรศัพท์ถ่ายภาพ ดานุขึ้นเรือนเพื่อหาหลักฐานเชื่อมโยงความฝัน พลันแว่วเสียงเพลงมาจากท่าน้ำ เขาเปลี่ยนใจเดินไปทางนั้น

จิรวัฒน์ร้องเรียกเพื่อน “อ้าว แกจะไปไหน”

“ฉันได้ยินเสียงเพลงมาจากทางด้านโน้น”

“ฉันไม่เห็นได้ยินเลย นุๆ ไอ้นุ”

ดานุวิ่งมาถึงศาลาท่าน้ำ เขาตะลึงบอกจิรวัฒน์ที่ตามมาว่าเหมือนท่าน้ำที่ฝันถึงบ่อยๆทุกประการ และเพิ่งรู้ว่าในฝันคือบ้านเก่าของต้นตระกูล พลันเสียงดนตรีและเสียงร้องเพลงของพิกุลแว่วมาอีกครั้ง ดานุเหมือนตกอยู่ในภวังค์ เดินตามเสียงทันที

ดานุรู้สึกว่าตนกลับไปในอดีตเป็นพระยาธนารักษ์ฯ เดินมาท่าน้ำในเวลากลางคืน เห็นเรือมาดลำหนึ่งกลางลำน้ำ มีหญิงสาวร่ายรำอยู่บนนั้น พระยาธนารักษ์ฯก้าวเข้าใกล้จนเห็นหน้าชัดว่าเป็นพิกุล หญิงคนรักกำลังร้องไห้ ชายหนุ่มร้องเรียก แต่หญิงสาวเสียงเครือห้ามไม่ให้เข้ามา

“พิกุล เกิดอะไรขึ้น ใจเย็นๆนะ กลับขึ้นมาคุยกันก่อน”

“หากคุณพี่อยากฆ่าน้อง บอกน้องมาคำเดียว ทำไมน้องจะทำให้ไม่ได้”

“พิกุล เชื่อพี่นะ พี่ไม่เคยคิดอะไรบ้าๆแบบนั้นเลย”

“อย่าปดน้องอีกเลย น้องรู้ความจริงหมดแล้ว...ว่าคุณพี่ร้อยน้องไว้ใช้เพื่อรอวันนี้ เมื่อคุณพี่อยากได้ชีวิตของน้อง ก็จงเอาไปเถิด”

พอสิ้นเสียง พิกุลหยิบปิ่นที่ปักมวยผมจ้วงแทงคอตัวเองและทิ้งร่างลงสู่แม่น้ำ ดานุที่ตกอยู่ในภวังค์คิดว่าตนเป็นพระยาธนารักษ์ฯจะกระโจนไปช่วยพิกุล แต่จิรวัฒน์เห็นเข้าขวางจนดานุได้สติ ชายหนุ่มบอกเพื่อนสนิทว่าเขาเห็นพิกุลจมน้ำเลยจะไปช่วย นักธุรกิจหนุ่มรู้สึกกลัว เพราะตรงนี้มีแค่เขากับเพื่อนเท่านั้น

ooooooo

ขณะเดียวกันที่บ้านธนารักษ์ ดาราย่องไปห้องพระที่ล็อกกุญแจไว้ตามคำแนะนำของหมอเวก พัวเอากุญแจมาให้ ครูสาวไขประตูเข้าไปทันที มองผนังเห็นรูปบรรพ-บุรุษแขวนที่เดิม แต่พระพุทธรูปกลับมีผ้าขาวคลุม

ดาราถามพัวว่าใครเอาผ้าคลุมพระพุทธรูป สาวใช้คนสนิทตอบว่าพิกุลให้ทำเช่นนี้ตั้งแต่วันที่บูชานางโหง ดารานึกถึงคำพูดหมอเวกที่บอกว่าพิกุลไม่ใช่คน เธอจึงไปที่ห้องดาเรศ เห็นน้องสาวตำหนิพัน

“หมอพิกุลมา ทำไมไม่มีใครบอกฉัน”

“ก็หมอพิกุลเข้ามาหาคุณดาเรศในห้องแล้วอย่างไรคะ”

“โกหก ฉันไม่เห็นมีใครเลย”

“คำตอบมันก็ง่ายนิดเดียว ยัยเรศ”

ดาราทนไม่ได้ สวนขึ้นทันที แล้วลากดาเรศไปที่ห้องพระ

“เห็นไหม นังพิกุลมันให้คุณพ่อเอาผ้าคลุมพระพุทธรูป แล้วก็ให้ล็อกปิดตายห้องพระ เพราะมันกลัว”

“กลัวอะไรคะ”

“ก็กลัวพระยังไงล่ะ”

“แล้วทำไมหมอพิกุลถึงต้องกลัวพระล่ะคะ”

“เพราะมันไม่ใช่คนธรรมดาอย่างเราๆน่ะสิ มันเป็นผี ดูปากฉันนะ นังพิกุลมันเป็นผี”

ดาเรศต่อว่าดาราที่มีอคติ ยืนกรานไม่เชื่อว่าพิกุลเป็นผี ดาราโกรธมากที่น้องสาวเห็นหลักฐานแล้วยังไม่เชื่อ จึงจะพิสูจน์ให้ดาเรศเห็นกับตาว่าพิกุลเป็นผีจริงๆ

ที่ท่าน้ำบ้านเรือนไทยจังหวัดระยอง ดานุงงกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น จิรวัฒน์เป็นห่วงเพื่อนสนิทมาก

“นุ ฉันว่าเรากลับกันก่อนดีกว่าไหม อย่าเพิ่งพิสูจน์อะไรเลย สภาพแกตอนนี้มันไม่โอเคว่ะ แกอาจจะพักผ่อนน้อยไป”

“ฉันไม่ได้เบลอ...ฉันมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ทุกอย่าง ฉันถึงได้สงสัยว่าฉันจะฝันทั้งๆที่กำลังตื่นได้อย่างไร”

ดานุย้อนถามจิรวัฒน์ว่าจำเหตุการณ์คืนแรกที่เขากลับเมืองไทยแล้วมีงานฉลองที่บ้านได้ไหม เขาฝันถึงเหตุการณ์แบบเดียวกันนี้ถึงได้กระโดดลงสระ จิรวัฒน์ฟังแล้วได้แต่อึ้ง ดานุเล่าต่อเรื่อยๆ

“ไม่ใช่แค่ครั้งนั้นครั้งเดียว แต่ฉันยังฝันซ้ำๆซากๆ เหมือนเดิม ฝันถึงท่าน้ำตรงนั้น ผู้หญิงรำอยู่ในเรือ แล้วก็ฆ่าตัวตาย...หลังๆมันก็เริ่มหนักข้อขึ้น เมื่อวานฉันเดินจากโรงแรมไปที่วัดวังลุ่มโดยที่ไม่รู้สึกตัว ชาวบ้านเห็นฉันนอนอยู่หลังวัดเลยโทร.ไปตามเพลิน เขาถึงต้องทิ้งน้าเขามาดูฉัน”

จิรวัฒน์ถึงบางอ้อว่าทำไมเพลินถึงเกรี้ยวกราดดานุนัก

ดานุเล่าต่อเสียงเครียด “เมื่อสักครู่ ฉันเห็นผู้หญิงคนเดิม แต่คราวนี้ฉันเห็นว่าเขาคือพิกุล ผู้หญิงคนนี้ทำให้เกิดเรื่องแปลกๆหลายอย่างกับครอบครัวฉัน แต่ถึงเล่าไป แกคงไม่เชื่อ”

จิรวัฒน์มองรอบตัวอย่างหวาดๆ แล้วตอบเอาใจเพื่อน “เชื่อสิเชื่อ แต่ตอนนี้มันจวนจะค่ำแล้ว ในนี้ก็ไม่มีไฟฟ้าคงมืดน่าดู เรากลับไปงานศพน้าของเพลินก่อนดีกว่าไหม วันหลังค่อยมาใหม่”

ดานุมองไปที่แม่น้ำ นึกอยากรู้ความจริงเรื่องฝันประหลาดให้เร็วที่สุด จึงตัดสินใจบอกจิรวัฒน์ให้ไปงานศพคนเดียว ส่วนตนขอกลับกรุงเทพฯ แล้วเดินฉับๆออกไป จิรวัฒน์วิ่งตามโดยมีพิกุลกับผีไอ้ทองยืนจ้องอยู่

ooooooo

ดารากลับจากห้องพระมานั่งคุยกับพัวในห้องนอน ครูสาวจ้องผ้ายันต์ในมืออย่างตัดสินใจได้ ว่าจะพิสูจน์ให้ดาเรศและทุกคนในครอบครัวเห็นว่าพิกุลเป็นผีด้วยวิธีไหน

“เราจะเชื่อไอ้หมอเวกได้หรือคะคุณหนู พัวว่ามันอาจจะหลอกเอาเงินจากเราอีกก็ได้ ผีอะไรจะมากลางวันแสกๆ”

“แต่เท่าที่ฟังหมอเวกพูด ฉันว่ามันไม่ได้โกหก”

ดาราย้อนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อกลางวันที่ไปพบหมอเวกที่วัด ดาราไม่เชื่อว่าพิกุลเป็นผี แต่หมอผียืนยันหนักแน่นว่าเป็น

“ผมน่ะเห็นผีตั้งแต่เกิด แต่ผมไม่เคยเจอผีตัวไหนที่น่ากลัวและมีอาคมแข็งกร้าวเท่านี้มาก่อน ทางที่ดีอย่ายุ่งกับพิกุลอีกจะดีกว่า”

“ถ้ามันเป็นผี ฉันก็ยิ่งต้องกำจัดมัน”

“มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่วิญญาณตนนี้เข้ามาครอบงำครอบครัวของคุณนาย มันต้องมีเหตุ และถ้าเราไม่รู้สาเหตุนั้น เราก็ปราบมันไม่ได้”

เมื่อคิดตกแล้วดาราพูดขึ้น “ถ้าเราทำให้คนในบ้านนี้เห็นว่ามันเป็นผี ทุกคนก็จะได้เลิกหลงใหลมันเสียที”

“แล้วจะทำอย่างไรล่ะคะคุณหนู”

“แกต้องเป็นคนลงมือ”

ดาราควักผ้ายันต์ส่งให้พัวที่มีสีหน้าหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด

ดานุขับรถจากระยองถึงบ้านตอนค่ำ เขาได้กลิ่นธูปจึงเดินตามไปเจอดาริกาจุดธูปสวดมนต์พึมพำหน้าโต๊ะตัวเล็กที่มีเครื่องเซ่นริมสระว่ายน้ำ ชายหนุ่มอึ้ง เอ่ยถามว่าทำอะไร

ดาริกาไม่ตอบแต่เดินนำดานุเข้าบ้าน เฉไฉชวนคุยเรื่องอื่น แต่ลูกชายก็ยังวกกลับเรื่องเดิม

“แม่ยังไม่ได้ตอบผมเลย ว่าแม่บูชาอะไร”

ดาริกาตอบเลี่ยงว่าบูชาเจ้าที่เจ้าทาง ดานุไม่เชื่อ

“แต่ผมได้ยินว่าแม่บูชานางโหง แม่เชื่อเรื่องแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร”

ดาริกาพยายามเอาน้ำเย็นเข้าลูบ “แม่อยากให้นุคิดอย่างวิทยาศาสตร์ มีพลังอีกหลายอย่างที่เรามองด้วยตาเปล่าไม่เห็น” เธอดึงแขนดานุให้นั่งอย่างเอาใจ “น่า อย่าซีเรียส พูดเรื่องของนุดีกว่า ไหนว่ามีอะไรจะคุยกับแม่”

“ผมอยากรู้เรื่องของตระกูลเรา โดยเฉพาะเรื่องของเรือนไทยที่ระยอง”

ดาริกาได้ยินคำว่าเรือนไทยที่ระยองก็ตกใจ ละล่ำ– ละลักถามลูกชายว่าไปที่นั่นทำไม แล้วเข้าไปที่โรงเก็บเรือหรือไม่ ดานุสงสัยท่าทีของแม่แต่ก็ตอบตามจริงว่าไม่ได้เข้า และถามกลับว่าในนั้นมีอะไร

ดาริกาถอนใจโล่งอกที่ดานุไม่ได้เปิดโรงเก็บเรือ “แม่ก็ไม่รู้หรอกว่ามีอะไร รู้แต่ว่านุไม่ควรจะเข้าไปที่นั่นตามที่คุณตาห้ามนั่นแหละ”

“แม่สอนผมมาตลอดให้ผมเชื่อในสิ่งที่อธิบายได้ แต่นี่แม่กลับไม่ให้ผมหาคำตอบเรื่องที่ผมสงสัย เพราะพิกุลใช่ไหมครับ ในที่สุดแม่ก็โดนพิกุลสะกดจิตเข้าอีกคน”

“พิกุลไม่ได้หลอกแม่ แต่พิกุลชี้ทางสว่างให้แม่ต่างหาก แม่อยากให้นุเปิดใจยอมรับพิกุล” ดาริกาพยายามหว่านล้อมลูกชาย

“ไม่ครับแม่ ผมจะไม่หาคำตอบจากผู้หญิงคนนั้น แต่ผมต้องรู้ให้ได้ว่าเขาใช้วิธีไหนที่ทำให้พวกเราเป็นไปได้ขนาดนี้”

ดานุเดินขึ้นห้องนอนไปแล้ว ดาริกาถอนหายใจกับความหัวแข็งของลูกชาย พลางทอดสายตาไปที่สระว่ายน้ำ โดยไม่รู้เลยว่าบนโต๊ะเครื่องเซ่นไม่ไกลกันนั้น ผีอีแก้วกำลังมูมมามกินของที่เธอนำมาเซ่นเมื่อเย็น

ooooooo

เช้ารุ่งขึ้น ดานุไปพบจิตแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อขอคำปรึกษาต่อจากที่คุยค้างเมื่อวาน แต่พอจิตแพทย์เห็นดานุกลับเดินหนีจนต้องทักซ้ำ

“สวัสดีครับคุณหมอ ผมดานุครับ”

“ขอโทษ ผมมีธุระต้องรีบไป”

“ผมอยากรบกวนปรึกษาคุณหมอสักสิบนาทีครับ”

“ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงที่ชื่อพิกุล ผมให้คำปรึกษาอะไรคุณไม่ได้หรอก คุณไปหาหมอคนอื่นเถอะ”

“ทำไมล่ะครับ”

จิตแพทย์มองหน้าดานุแล้วนึกถึงเหตุการณ์เมื่อวาน หลังวางสายจากชายหนุ่มเพราะมีคนไข้สาวสวยที่แนะนำตัวว่าชื่อพิกุลเข้าพบถึงในห้องและซักถามว่า

“คุณดานุมาปรึกษาคุณหมอเรื่องที่ดิฉันรักษาอาการป่วยของคุณดาเรศใช่ไหมคะ”

“คุณดานุบอกคุณเหรอครับ”

“เปล่าค่ะ ดิฉันทราบเอง”

จิตแพทย์หยอก “ด้วยญาณทิพย์หรือจิตสัมผัสเหรอครับ”

“แล้วแต่จะเรียกค่ะ ดิฉันกับคุณดานุมีจิตผูกพันต่อกันตั้งแต่ชาติภพก่อน คุณดานุคิดอะไร จะไปที่ไหน ดิฉันสามารถจะทราบได้”

จิตแพทย์แสดงท่าทีไม่เชื่อ พิกุลจึงเล่าต่อ

“อาการละเมอของคุณดานุคือโรคที่เกิดจากกรรม ไม่มีใครรักษาได้”

“ในฐานะที่เป็นจิตแพทย์ผมคงไม่สามารถใช้เรื่องนี้วินิจฉัยอาการของโรคได้หรอกครับ”

“คุณหมอไม่เชื่อเรื่องกรรมใช่ไหมคะ”

“ถ้าเราจะมาคุยกันเรื่องนี้ผมว่า...”

“กรรมกับวิญญาณเป็นเรื่องเดียวกันค่ะ ดิฉันมาเพื่อบอกคุณหมอแค่นี้”

พิกุลพูดเสียงเย็นแล้วลุกยืน จู่ๆร่างงดงามของหญิงสาวก็ค่อยๆเละเน่าเปื่อยจนเหลือแต่โครงกระดูกล้มครืนลงบนโต๊ะ หัวกะโหลกกลิ้งตกบนตักจิตแพทย์ คิดแล้วผวาไม่หาย จิตแพทย์ตัดสินใจเด็ดขาดจะไม่รักษาดานุต่อ

“ขอโทษนะ แต่ขอร้องอย่ามายุ่งกับผมอีก”

ดานุยืนงงเพราะจับต้นชนปลายไม่ถูก ทำไมเขาถึงเจอเรื่องราวแปลกประหลาดพร้อมๆกัน

ooooooo

นิยายไทยรัฐ
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement