วังนางโหง ตอนที่ 2 นิยายไทยรัฐ
วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

advertisement

วังนางโหง ตอนที่ 2


17 พ.ย. 2560 07:45
15,410 ครั้ง

ละคร นิยาย วังนางโหง

วังนางโหง ตอนที่ 2

อ่านเรื่องย่อ

วังนางโหง

แนว:

พีเรียด-ดราม่า-สยองขวัญ

บทประพันธ์โดย:

เตมัน

บทโทรทัศน์โดย:

ฤกษ์ราตรี

กำกับการแสดงโดย:

เอกภพ ตันหยงมาศกุล

ผลิตโดย:

บริษัท กันตนา มูฟวี่ ทาวน์ (2002) จำกัด

วัน-เวลาออกอากาศ: ทุกวันพุธ - พฤหัสบดี เวลา 20.15 น.

ช่องออกอากาศ:

สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

นักแสดงนำ:

ศิวัฒน์ โชติชัยชรินทร์,ทัศนียา การสมนุช

เวลากลางวันที่บ้านเรือนไทยของตระกูลธนารักษ์ในจังหวัดระยอง มีวัยรุ่นสามคน จ๊อด หมู และยอดขี่รถจักรยานยนต์สองคันมาจอดที่หน้ารั้วอย่างรีบร้อนแล้วปีนข้ามไป

วัยรุ่นทั้งสามวิ่งไปหลบที่พุ่มไม้พลางชะเง้อมองซ้ายขวา เมื่อเห็นว่าปลอดคนจึงออกจากที่ซ่อน เถียงกัน

“พ่อแกไล่จี้ตูดมาขนาดนี้ ใครจะไปมัวดูทางวะ หรืออยากไปนอนในคุก”

“เซ็งที่สุด ทำไมคนฆ่ากันตายเยอะแยะไม่ไปจับวะ ซิ่งนิดซิ่งหน่อยตามจองเวรกันอยู่ได้”

ทั้งสามหันไปมองบรรยากาศรอบตัวอย่างสงสัยว่าที่นี่น่าจะเป็นบ้านผีสิง

“ไอ้ป๊อดเอ๊ย ผีเผอที่ไหน ลองโผล่มาข้าจับถ่วงน้ำซะให้เข็ด”

“กูว่าบ้านร้างแบบนี้ต้องมีของเก่าเพียบ หยิบติดมือไปซักชิ้นสองชิ้นจะได้ไม่เสียเที่ยว”

ทั้งสามเดินเข้าเรือน สอดส่ายสายตาหาของมีค่า จู่ๆมีแมวดำกระโดดมาข้างหน้า พวกเขาตกใจร้องอย่างเสียขวัญ จ๊อดกับหมูอยากสำรวจต่อ แต่ยอดลังเลจะร้องเรียกเพื่อน แต่ยังไม่ได้อ้าปากก็เห็นผีผู้ชายตนหนึ่งเคลื่อนเข้าหา เขาตกใจตาเหลือกวิ่งไปขี่รถจักรยานยนต์หนีไปอย่างรวดเร็ว

จ๊อดกับหมูค้นหาของมีค่าในห้อง ได้ยินเสียงยอดร้อง หมูเปิดประตูเห็นเพื่อนขี่รถหนีไปแล้ว ทันใดนั้นประตูห้องก็ปิดดังปัง แยกวัยรุ่นสองคนออกจากกัน

จ๊อดยังก้มหน้าก้มตาหาของมีค่า จู่ๆมีน้ำหยดลงหัว พอยกมือแตะเห็นว่าเป็นเลือดจึงเงยหน้าหาแหล่งที่มา เห็นผีผู้หญิงตนหนึ่งนั่งแสยะยิ้มเลือดหยดจากปากอยู่บนคานเรือน เขาตกใจร้องสุดเสียง

หมูที่ยืนหน้าห้องได้ยินเสียงร้องก็ตกใจ ทันใดนั้นประตูเปิดผลัวะ จ๊อดในสภาพเลือดเต็มหน้าคลานออกมา หมูยื่นมือช่วยดึง แต่เขากลับเห็นหน้าจ๊อดเป็นผีผู้หญิง อารามตกใจคว้าแจกันทุ่มใส่หัวเพื่อนแตกเลือดอาบ แล้ววิ่งหนีไปสตาร์ตรถจักรยานยนต์ จ๊อดวิ่งตามไปซ้อนท้ายพากันหนีอย่างรวดเร็ว

ผีชายหญิงยืนมองอยู่บนเรือนยิ้มสะใจ พลันร่างทั้งสองก็ค่อยๆลอยไปที่ประตูโรงเก็บเรือที่เปิดรับอยู่ เข้าไปนั่งคุกเข่าแทบเท้าสตรีนางหนึ่ง...พิกุลนั่นเอง

ooooooo

ที่บ้านธนารักษ์ ดานุสาละวนหาโทรศัพท์มือถือ ดาริกามาเคาะประตูห้องลูกชาย บอกว่าเธอจะออกไปธุระและถามเขาว่าจะค้างต่อหรือกลับบ้าน ดานุตอบว่าจะกลับบ้านแต่ยังหาโทรศัพท์ไม่เจอ จากนั้นเขาคุยกับแม่เรื่องการรักษาดาเรศว่าคุณตาจะให้พิกุลรักษาจริงๆหรือ ดาริการับว่าใช่ ดานุไม่พอใจที่ทุกคนเชื่อเรื่องผีไร้สาระ

สองแม่ลูกนึกถึงเหตุการณ์ประหลาดเมื่อคืน จู่ๆดาราที่กำลังท้าทายพิกุลให้เรียกผีมาเจรจาเรื่องดาเรศก็ล้มลงนั่งเหมือนโดนผลัก ลุกไม่ขึ้นเหมือนโดนกด ตาเหลือกเหมือนโดนรัดคอ มีเพียงดาเรศที่ร้องโวยวายว่าพี่สาวถูกผีทำร้าย แต่พอพิกุลเดินเข้าใกล้ท่องบ่นขมุบขมิบ ดารากลับลุกได้ปกติ

“ยัยดาเรศน่ะเพ้อเจ้อประสาทหลอนเป็นเรื่องปกติ แต่ยัยดารานี่สิ ไม่รู้เกิดบ้าจี้อะไร แต่นึกไปถ้าโดนผีเล่นงานจริงๆก็ดีจะได้เลิกทำตัวขวางโลกซะที”

“ผมว่าหมอพิกุลกำลังเล่นกับความกลัวของพวกเรา ทำให้พวกเราเกิดอุปาทาน เขาไม่ใช่หมอ เป็นได้ก็แค่หมอดูแบบพวกญาณทิพย์หรือจิตสัมผัสที่มีอาชีพเดาใจคน”

“ถ้าอย่างนั้นก็นับว่ายัยหมอพิกุลเดาได้เก่งมาก”

ดาริกาย้อนนึกถึงเรื่องที่ได้คุยกับพิกุลเมื่อคืน เธอรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ประหลาดและไม่น่าไว้ใจ

“สรุปว่าที่ยัยดาเรศป่วยเป็นฝีมือของผีที่จะมาแก้แค้นอย่างนั้นเหรอจ๊ะ”

“พวกเขาทำอะไรคุณดาเรศไม่ได้หรอกค่ะ เขาแค่มาเตือนเท่านั้น ที่ผ่านมาคุณดาเรศอาการแค่ทรงๆเพราะวิญญาณพวกนั้นถูกกักขังอยู่ ไม่สามารถจะมาที่นี่ได้”

“อ้าว แล้วใครล่ะจ๊ะที่พิเรนทร์ไปปล่อยมันออกมา”

“ไม่ใช่ความพิเรนทร์แต่เป็นความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรืออาจจะเป็นความโลภ ไม่มีอะไรที่ได้มาเปล่าๆ ทุกอย่างต้องแลก คุณเองก็กำลังอยากจะได้อะไรบางอย่างอยู่ไม่ใช่เหรอคะ”

ดาริกาเหม่อคิดอยู่คนเดียวจนดานุจับสังเกตได้ ถามแม่ว่าโดนพิกุลเดาใจเรื่องอะไร ดาริกาสะดุ้งก่อนปฏิเสธ

“ไม่มีอะไร ระดับแม่ไม่เคลิ้มกับใครง่ายๆหรอก แม่ไปดีกว่า” แล้วลุกขึ้นหอมแก้มลูกชาย

ดานุดึงมือแม่ไว้ “เดี๋ยวครับแม่ ตอนเด็กๆผมเคยเดินละเมอบ้างไหมครับ”

“ก็ไม่นี่ ทำไม ลูกไปเดินละเมอเข้าห้องผู้หญิงที่ไหนมาล่ะ”

“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ คือตั้งแต่กลับมา ผมฝันแปลกๆ แล้วพอตื่นขึ้นมาก็เหมือนว่ามันไม่ได้หลับ”

ดาริกาไม่ทันซักลูกชาย ไลน์จากศิตาเลขาฯส่วนตัวก็ดังเตือนให้เข้าบริษัท จึงตัดบทพร้อมทิ้งท้ายขำๆ

ให้หมอพิกุลทำนายฝันแล้วผละไป ดานุเลิกสนใจแม่และหันมาหาโทรศัพท์ต่อแต่ไม่เจอจึงเดินออกจากห้อง โดยไม่เห็นผีผู้หญิงยืนหน้าซีดอยู่ข้างโต๊ะมองตามยิ้มพอใจแล้วหายวับไป เผยให้เห็นโทรศัพท์ของดานุที่พรรวีโทร.เข้ามาวางอยู่บนโต๊ะ...ผีอีแก้วบังตาไว้นั่นเอง

ooooooo

พรรวีนั่งขัดสมาธิจ้องหน้าจอโทรศัพท์บนเตียงในห้องพักโรงแรมที่สิงคโปร์ สีหน้าเครียดจนเพียงฟ้ากับจอมขวัญมาหยิบโทรศัพท์ไปดู สองสาวบ่นที่ดานุไม่รับสายพรรวีและไม่โทร.กลับ แต่เธอแก้ตัวให้แฟนหนุ่ม

“ฉันว่ามันต้องมีอะไรสักอย่าง เพราะเมื่อวานเขาตัดสายไปเฉยๆ โทร.ไปก็ไม่รับ”

เพียงฟ้ากับจอมขวัญยังไม่พอใจ แต่พรรวีแก้ตัวแทน “หรือว่าน้าเขาอาการทรุด เลยไม่มีเวลาโทร.”

เพียงฟ้าค้านอย่างไม่เชื่อ “แค่จิ้มๆโทรศัพท์เนี่ยนะ เสียเวลาไม่ถึงสองนาทีมั้ง ฉันว่าบางทีเธอกับเขาอาจจะคบกันนานเกินไป มันก็เลยหมดความตื่นเต้นรึเปล่า”

จอมขวัญสนับสนุนความคิดเพื่อน “จริง...เขาอาจเห็นเธอเป็นของตาย”

พรรวียังยืนยันความคิดตน “เพราะคบกันนานน่ะสิ ฉันถึงแน่ใจว่านุไม่ใช่คนเหลวไหล...มันต้องมีอะไรผิดปกติสักอย่าง”

ทางเมืองไทย จิรวัฒน์พยายามโทร.หาดานุแต่ไม่มีสัญญาณตอบรับจนหงุดหงิด พลันเสียงโทรศัพท์จากพรรวีดัง เขายิ้มดีใจรีบกดรับสายบอกคิดถึง หญิงสาวหงุดหงิด ขอให้เขาเล่าเรื่องดานุอย่างรวบรัด จิรวัฒน์ยังคงหยอกหญิงสาว

“จิน เราซีเรียสนะ นุนัดกับเราว่าพอเยี่ยมครอบครัวที่เมืองไทยเสร็จก็จะบินมาเจอเราที่สิงคโปร์ แต่ยังนัดกันไม่รู้เรื่องก็วางหูไปก่อน”

“เฮ้ย น้าไอ้นุมันป่วย มันคงยังไม่มีแก่จิตแก่ใจจะไปเที่ยวหรอกพอลลี่”

“แต่นุบอกเองว่าน้าเขาดีขึ้นแล้ว”

“มันอาจจะไม่อยากบอกก็ได้ อย่าเพิ่งงอนมันเลย เดี๋ยวจินตามให้ แล้วจะให้มันรีบโทร.กลับทันที”

จิรวัฒน์กดวางสาย ถอนหายใจเฮือกใหญ่ห่วงทั้งพรรวีและงาน หันไปเห็นวิทย์ยืนจ้องอยู่ก็ตกใจ ดีไซเนอร์คนเก่งหยอกจิรวัฒน์ว่าทำไมเสียงหวาน เขาตอบว่าคุยกับแฟนของดานุ วิทย์ผิดหวังที่ดานุมีแฟนแล้ว แต่จิรวัฒน์เครียดกว่าที่ดานุกำลังจะบินไปหาพรรวีที่สิงคโปร์ วิทย์ตกใจถามถึงงานบริษัท

“ก็บรรลัยน่ะสิ คงต้องภาวนาให้น้าไอ้นุอย่าเพิ่งหายดี มันจะได้มีข้ออ้างอยู่ช่วยงานเรา”

“ก็คือแช่งนั่นเอง”

“เออ เฮ้ยไม่ใช่ เขาก็ป่วยอยู่แล้วไง ไม่ได้อยู่ดีๆ

ไปแช่ง แต่ตอนนี้ที่สำคัญก็คือยังติดต่อไอ้นุไม่ได้”

“หรือจะเบี้ยว”

“ไม่มีทาง ไอ้นุนี่มันถือเรื่องนี้มาก รับปากเป็นรับปาก หรือว่าน้ามันจะป่วยหนักจริงๆ”

ooooooo

ช่วงเวลาเดียวกัน ภายในห้องนอนดาเรศที่บ้านธนารักษ์ พันยื่นยาและน้ำให้ดาเรศกินหลังอาหารเช้า เธอปฏิเสธแต่สาวใช้ก็คะยั้นคะยอจนต้องรับมา

คล้อยหลังพัน ดาเรศทิ้งยาที่ซ่อนไว้ในมือลงกระโถน ลงจากเตียงจะแอบออกไปข้างนอก แต่ได้แค่ก้าวเดียวก็ทรุด ดานุเห็นเข้าประคองพานั่ง ขอร้องให้ค่อยเป็นค่อยไป ดาเรศตัดพ้อหลานที่ไม่เข้าใจ

“ผมไม่อยากให้น้าดาเรศปักใจเชื่อคุณพิกุลขนาดนั้นนะครับ บางทีมันอาจจะเกิดจากการที่น้าดาเรศอุปาทานไปเองก็ได้ ผมว่าเรากลับไปรักษากับหมอที่โรงพยาบาลจะดีกว่า เพราะที่แล้วมาเราอาจจะยังรักษาไม่ถูกทาง”

“ไม่ถูกทางอย่างนั้นเหรอ” ดาเรศน้ำตาคลอ ยกแขนทั้งสองข้างให้ดู “รู้ไหมว่าแขนสองข้างนี้ถูกเข็มเจาะมาแล้วกี่ร้อยครั้ง พอกันที ถ้าจะให้น้ากลับไปที่โรงพยาบาลอีกละก็ ปล่อยน้าให้ตายอยู่ที่บ้านดีกว่า”

“อย่าพูดอย่างนั้นสิครับ ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ เราต้องมีความหวัง ผมเชื่อว่าสักวันน้าดาเรศจะต้องหาย ผมจะหาทางช่วยน้าเองครับ”

ดาเรศยังเชื่อว่าพิกุลเป็นคนเดียวที่รักษาเธอได้ ดานุไม่เห็นด้วย แต่พูดไปคงไม่เชื่อจึงนิ่งไว้ เขาออก จากห้อง สวนกับพันที่หน้าประตู สาวใช้เชิญไปกินอาหารเช้าพร้อมอาสาชงกาแฟให้ เขาปฏิเสธเพราะจะกลับบ้าน บอกพันให้ไปดูแลน้าแล้วถามถึงคุณตากับคุณยาย เธอตอบว่าอยู่ที่ห้องพระ สั่งไม่ให้ใครรบกวน

คุณทับกับคุณดวงสนทนาเครียดกันอยู่ในห้องพระ

“หมายความว่าอย่างไรคะ วิญญาณพวกนั้นจะรอจนกว่าจะได้สิ่งที่ต้องการ แล้วพวกมันต้องการอะไร อย่าบอกนะคะว่าเป็นชีวิตยัยดาเรศ”

“ไม่ใช่หรอก”

“แต่ว่า...จนป่านนี้เราก็ยังหาสาเหตุการตายของคุณพ่อ คุณทวนกับคุณทันไม่ได้ ฉันกลัวค่ะ กลัวว่ายัยเรศจะมีชะตากรรมอย่างนั้น”

“ไม่มีทาง ในเมื่อพระยันท่านทำพิธีสะกดวิญญาณพวกนั้นไว้แล้ว มันจะออกมาได้ยังไง ถ้าไม่มีใครไปที่นั่น”

คุณทับระลึกถึงเหตุการณ์สยองในอดีตที่เรือนไทยต้นตระกูล

พระรูปหนึ่งท่าทางน่าเลื่อมใสนามว่าพระยัน กำลังแปะยันต์สีแดงที่หน้าประตูโรงเก็บเรือ คุณทับถือถ้วยใบเล็กใส่ดินสอพองยืนห่างไปทางด้านหลัง ระหว่างนั้นลมพัดแรงจนใบไม้ปลิว ฟ้าแลบฟ้าร้องดูน่ากลัว ประตูโรงเก็บเรือถูกเขย่าโครมๆจากด้านใน มีเสียงโหยหวนของผู้หญิงดังออกมา

คุณทับตกใจหน้าตื่น แต่พระยันหลับตานิ่งสวดคาถาแล้วแบมือขอถ้วยจากเขา ท่านลืมตาขยับเข้าใกล้ประตูแล้วจุ่มนิ้วในถ้วยเขียนบนยันต์เพื่อสะกดวิญญาณ เมื่อเสร็จท่านถอยออกมา พนมมือว่าคาถาสุดท้าย มีเสียงกรี๊ดยาวแล้วเงียบไป ฟ้าผ่าเปรี้ยง ประตูหยุดสั่น เหลือไว้แต่ความเงียบ เมื่อฟ้าสว่างอีกครั้ง พระยันเดินนำคุณทับกลับมาที่หน้าเรือนไทย

“ต่อจากนี้...เท่ากับโยมยกเรือนหลังนี้ให้เขาแล้ว อย่ามารบกวนเขาอีก”

“วิญญาณพวกนี้เป็นใครเหรอครับ แล้วที่พ่อผม น้องผมอีกสองคนต้องตายอย่างแปลกประหลาด เพราะพวกมันใช่ไหมครับ”

“เกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมดา โยมอย่าเอาปัจจุบันไปยึดโยงกับอดีตเลย ทำบุญกุศลไว้ให้มาก ที่สำคัญสอนลูกหลานของโยมให้มีหิริโอตัปปะ จำไว้ คนที่มีศีล เทวดาจะปกป้องรักษาเสมอ”

ooooooo

ดาริกานั่งดูรูปภาพเรือนไทยของต้นตระกูลกับศิตาเลขาฯที่ร้านกาแฟหรูในโรงแรม ศิตาชอบมาก ดาริกาอวดว่าเป็นบ้านต้นตระกูล คุณทวดคือ พระยาธนารักษ์ราชภักดีเจ้าของกิจการโรงสีใหญ่ในกรุงเทพฯ สร้างเพื่ออาศัยและใช้เป็นจุดรับสินค้า เพราะต้องติดต่อซื้อขายข้าวกับสินค้าอื่นๆในภาคตะวันออก ศิตาสงสัยว่าร้างขนาดนี้ทำไมถึงไม่ขาย

“คุณพ่อฉันเชื่อว่าที่นั่นมีอาถรรพณ์ มีวิญญาณสิงสู่อะไรเทือกนั้น เพราะทั้งคุณปู่กับอาของฉันสองคนตายที่เรือนนี้ นี่ถ้าคุณพ่อรู้ว่าฉันเข้าไปถ่ายรูปที่นั่น คงโกรธตายเลย”

ศิตาดูถึงรูปโรงเก็บเรือ เห็นด้านหน้ามียันต์เก่าๆ ที่มีคราบดินสอพองจึงถามดาริกา ได้คำตอบว่าเป็นโรงเก็บของเก่าๆไม่น่าสนใจ แต่เธอเห็นเงาคนยืนอยู่ตรงประตูโรงเก็บเรือเลยถามเจ้านายอีกครั้ง

“ดูตรงนี้สิคะ เงาอะไร เหมือนคนยืนอยู่สามคน... หรือว่าเป็นวิญญาณบรรพบุรุษของคุณคะ ตอนไปที่นั่นคุณดาราไม่เจอผีเหรอคะ”

ความจริงดาริกาเจออะไรแปลกๆแต่ไม่ยอมรับ เธอเปลี่ยนเรื่องคุย ถามถึงที่ดินแปลงอื่นๆที่ให้ศิตาหาไปเสนอปีเตอร์ เลขาฯสาวตอบว่าดูไว้แล้วแต่โดนคู่แข่งจองตัดหน้าหมด ดาริกาแหวถามว่าใคร ศิตาไม่ทันตอบ เกลียวกมล นักธุรกิจสาวคู่แข่งเดินเข้ามาทักทาย ดาริกาเซ็งทันที

“กำลังเจรจาธุรกิจพันล้านอยู่เหรอ สีหน้าเคร่งเครียดเชียว” เกลียวกมลถือวิสาสะหยิบรูปเรือนไทยไปดู “ต๊าย เดี๋ยวนี้เปลี่ยนจากขายที่มาเป็นขายของเก่า เอ๊ย บ้านเก่าแล้วเหรอจ๊ะ”

ศิตาแย่งรูปคืน ดาริกาปรามเลขาฯแล้วหันไปยิ้มเย็นให้เกลียวกมล

“เธอเข้าใจผิดแล้ว นี่เป็นบ้านที่ระยองของต้นตระกูลฉันเอง ตอนนี้ว่างๆไม่มีอะไรทำ เงินเหลือก็เลยจะปรับปรุงเอาไว้ดูเล่น”

“อ้าว เหรอจ๊ะ นึกว่าช่วงนี้เพื่อนดาริกำลังวุ่นหาที่ริมน้ำแปลงใหญ่เอาไว้ร่วมทุนกับมิสเตอร์ปีเตอร์ หว่องเสียอีก ดีแล้ว เราจะได้ไม่ต้องลำบากใจ ถ้าเขาตกลงซื้อที่ของเรา”

“เรื่องธุรกิจ ใครดีใครได้ แฟร์ๆ ทำไมต้องลำบากใจ”

“นั่นสิ เพื่อนดาริใจกว้างกับเพื่อนเสมอ ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว” เกลียวกมลดูโทรศัพท์ “อุ๊ย เลขาฯมิสเตอร์ปีเตอร์ไลน์มาพอดี เพื่อนขอโทร.กลับก่อนนะ ถ้าโปรเจกต์นี่สำเร็จ เพื่อนจะนัดฉลอง บาย”

เกลียวกมลเดินไปนั่งคุยโทรศัพท์ที่โต๊ะไกลๆ ทั้งสองคนมองตามอย่างหมั่นไส้ ศิตาคิดว่าเกลียวกมลมาสอดแนมแน่นอน แต่ดาริกาไม่สนคนที่ชอบเอาตัวเข้าแลกอย่างเกลียวกมล มั่นใจว่าอย่างไรตนก็ต้องชนะ

ooooooo

ดานุขับรถออกจากบ้านธนารักษ์เพื่อหาเบาะแสพิกุล แต่ใจนึกถึงบทสนทนาระหว่างเขากับพิกุลเมื่อคืน

“สรุปแล้ว คุณก็จะเชื่อเฉพาะสิ่งที่คุณเห็น สัมผัสได้และจดจำได้”

“ใช่ เพราะฉะนั้น...ผมขอพูดตรงๆเลยนะ ผมไม่เห็นด้วยกับวิธีการรักษาของคุณ แล้วถ้าผมเห็นว่าคุณแนะนำให้ครอบครัวผมทำอะไรที่ไร้เหตุผล ผมคงอยู่เฉยไม่ได้”

“ฉันนึกว่าที่คุณอยู่เฉยไม่ได้ ต้องรีบมาพบฉันเพราะคุณเจอเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้เสียอีก เอาเป็นว่าเรามาพิสูจน์กันว่าสิ่งที่ฉันกับคุณเชื่อ ฝ่ายไหนจะเป็นฝ่ายชนะ”

จู่ๆดานุถูกรถจักรยานยนต์ปาดหน้ากะทันหัน ต้องหักหลบข้างทางเลยรอดหวุดหวิด เขาโล่งอก แต่พอจะขับออกก็เห็นพิกุลเดินตัดหน้ารถเข้าไปในชุมชนด้านข้างซึ่งเป็นทางเข้าตลาด จึงเปลี่ยนใจวิ่งตามเข้าไปดูในชุมชนตลาดริมน้ำแต่หาไม่เจอ เขาเดินไปถามร้านขายของชำ เจ้าของร้านบอกว่าไม่มีหมอผู้หญิงในตลาดนี้ แต่พอบอกว่าเป็นหมอแผนโบราณ เจ้าของร้านนึกออกบอกทางให้

ดานุเดินมาตามทาง เขาอึ้งเมื่อเจอบ้านเก่าๆ แต่ยังร้องถามหาพิกุล เมื่อไม่มีเสียงตอบจึงถือวิสาสะเดินเข้าไป จู่ๆมีหญิงชราผมขาวคนหนึ่งกระโจนมาจากข้างตู้เสื้อผ้าเก่าๆถือไม้กวาดฟาดเขาไม่นับ จนดานุต้องวิ่งหนีออกนอกบ้าน

หญิงชราตามมาตีดานุ เขายุดมือเธอพร้อมแจ้งว่ามาพบพิกุล ไม่ทันรู้เรื่องก็มีหญิงวัยกลางคนชื่อเมี้ยนขับรถมาจอด หญิงชราเห็นจึงหันหลังหนีเข้าบ้าน ปิดประตูแน่นหนา เมี้ยนวิ่งไปทุบประตูเรียกยายพิกุลให้มาใช้หนี้ ไม่อย่างนั้นจะให้คนมารื้อบ้าน ดานุได้ยินชื่อพิกุลเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ เมี้ยนตอบว่าใช่ แล้วยังเป็นลูกหนี้ของเธออีกด้วย

ดานุถอนใจยาวเซ็งจัดที่ตามผิดคนเลยจะกลับ แต่ต้องเปลี่ยนใจเมื่อเมี้ยนหาของแถวนั้นงัดบ้านยายพิกุล เขาทนไม่ได้ต้องห้าม แต่เมื่อเมี้ยนรู้ว่าเขามาตามหาคน และดูท่าทางรวย จึงหลอกว่าจะพาไปหาพิกุล

เมี้ยนพาดานุไปตำหนักทรงของเวก เขาเห็นสภาพแวดล้อมแล้วไม่ไว้ใจแต่เมี้ยนก็ฉุดเข้าไปจนได้

ดานุเห็นคนนั่งรอคิวมากมาย ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งนุ่งห่มชุดสีขาวห้อยคอด้วยลูกประคำเม็ดใหญ่สีดำนั่งหลับตาอยู่บนตั่ง หน้าโต๊ะหมู่มีของขลังวางอยู่เต็มดูน่ากลัว ตอนนี้เขารู้แล้วว่าถูกหลอกมาหาหมอผี แต่เมี้ยนจุ๊ปากดึงให้นั่ง

เวกทำพิธีไล่ผีให้ชายคนหนึ่งที่เมียพามา ดานุ รังเกียจพิธีกรรมที่เห็นมาก เมื่อพิธีเสร็จหมอผีจะมอบเครื่องรางให้ เมี้ยนไออย่างแรง เวกชะงักหยิบพานมาวางข้างหน้าให้ผัวเมียคู่นั้นวางเงิน เมียดีใจที่หมอไล่ผีสำเร็จจึงวางเงินไปห้าร้อย ก้มกราบแล้วประคองผัวคลานถอยไป เสียงชาวบ้านอื้ออึง

เมี้ยนได้ทีคุยโวถึงสรรพคุณของหมอเวกให้ดานุฟังว่าท่านรู้เห็นทุกอย่าง ต้องตามหาคนเจอแน่ๆ ดานุไม่เชื่อเรื่องพวกนี้จึงทำท่าจะกลับ เมี้ยนรีบตะโกนเรียกพ่อปู่พร้อมฉุดมือเขาแซงคิวคนอื่นพาไปหาเวกให้ช่วยตามหาเมีย ดานุอ้าปากจะปฏิเสธแต่เวกก็โพล่งขึ้นเสียก่อน

“เมียหายเหรอไอ้รูปหล่อ ก็เอ็งมันเจ้าชู้นักนี่ เมียถึงหนี”

ดานุทั้งโกรธทั้งอาย “ฟังก่อนนะครับ คือผม...”

เมี้ยนตามน้ำหมอผี “ไม่ต้องอาย...เรื่องแบบนี้มีมาทุกวันแหละ แต่รับรองถึงมือพ่อปู่แล้วเมียของคุณต้องวิ่งแจ้นกลับมาภายในสามวันเจ็ดวัน จริงไหมเจ้าคะพ่อปู่”

เมี้ยนเข้าไปเกาะขาแต่แอบหยิก เวกสะดุ้งแต่ก็รับมุก ลุกขึ้นกระทืบเท้าเหยียบมือเมี้ยน “ก็ต้องจริงสิวะนังนี่ เอ็งกล้าลบหลู่ข้ารึ”

เมี้ยนทำทีกลัวเกรง แต่ความจริงโมโหจึงแอบด่าหมอผี ดานุเห็น คิดแก้เผ็ดเวกจะลงนะเมตตาให้ เมี้ยนยุส่งพลางฉวยพานค่ายกครูวางหน้าดานุ ชายหนุ่มตบกระเป๋ากางเกงบอกว่ามีเงินไม่กี่บาท หมอผีตบเข่าฉาดไม่พอใจ เข้าแผน

ดานุพอดี เขาบอกว่าถูกหุ้นส่วนโกงจนแทบไม่เหลือสมบัติ เลยต้องมาให้พ่อปู่ตามหาหุ้นส่วนให้ หมอผีเก๊รู้ไม่ทัน บอกว่าเพื่อนของเขาตอนนี้หนีไปไกลแล้วคงตามตัวยาก

ดานุเล่นตามแผน ชมเวกว่ารู้จริงสมเป็นพ่อปู่ตาทิพย์ แล้วหันไปพูดกับเมี้ยนว่าเขาโง่ที่เชื่อเพื่อนคนนี้ ตอนนี้ได้ข่าวว่ามันหนีไปอยู่เมืองนอก ขนาดญาติของเขาที่เป็นตำรวจชั้นผู้ใหญ่ในกองปราบยังตามจับไม่ได้ จากนั้นหันกลับมาขอร้องหมอผีให้ช่วย ถ้าสำเร็จจะมีเงินให้ไม่อั้น

หมอเวกกับเมี้ยนได้ยินคำว่าตำรวจก็ตกใจ หมอผีแกล้งทำตัวสั่นล้มหงายท้อง เมี้ยนได้ทีรีบตะโกน

“พ่อปู่กลับขึ้นสวรรค์แล้ว คุณคงต้องมาใหม่วันหน้าแล้วล่ะ”

ดานุทำท่าเสียดายแต่แอบขำ ถูกชาวบ้านมองด้วยสายตาไม่พอใจ เขาไม่สนใจเดินออกจากตำหนัก จังหวะเดียวกับที่พัวสวนเข้าไปด้วยความเร่งรีบจึงไม่เห็นกัน เมี้ยนกำลังปิดประตูแต่พัวขอร้องว่าจะมาขอของขลังกันผีจากพ่อปู่ แต่ไม่ได้เอาไปใช้เอง เมี้ยนสงสัย...ใครกันที่อยากได้ของขลังจากเวก

ooooooo

ห้องเรียนชั้นประถมหกทับสองในโรงเรียนซึ่งเป็นที่ทำงานของดารา เธอยืนถือไม้เรียวอยู่หน้าห้องกำลังอธิบายให้นักเรียนในชั้นฟังว่าทำไมต้องลงโทษเด็กห้าคนที่ยืนจ๋อยตรงนี้ เพราะพวกเขาทำผิดกฎ หนึ่งในสามข้อของเธอคือ ไม่ส่งการบ้าน เสร็จแล้วหันไปถามเด็กชายพุฒที่ยืนอยู่ ไม่มีคำตอบ ดาราจึงถามซ้ำ

นิยายไทยรัฐ
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement