advertisement

ทวิภพ ตอนที่ 17

บทประพันธ์ ทมยันตี จากบทละครโทรทัศน์ทางช่อง 7 โดย นันทวรรณ รุ่งวงศ์พาณิชย์
29 ก.ย. 2554 13:02

เป็นอย่างที่มณีจันทร์หวั่นใจ ประยงค์เชื่อคำแนะนำของเธอ รวบรวมความกล้าปฏิเสธพ่อกับแม่ตัวเองว่าจะไม่ยอมออกเรือนไปกับหลวงเจนพาณิชย์เด็ดขาด ขออยู่เป็นสาวเทื้อไม่มีคู่ดีกว่า คุณหญิงสรเดชอดสงสัยไม่ได้ ชาติตระกูล ยศศักดิ์ และหน้าตาของ หลวงเจนพาณิชย์ไม่ได้ด้อยกว่าหลวงอัครเทพ ทำไมประยงค์ถึงไม่ยอมออกเรือนด้วย หรือยังทำใจเรื่องหลวงอัครเทพไม่ได้

“เรื่องหลวงเทพ ลูกทำใจได้แล้ว แต่ที่แต่งงานกับหลวงเจนไม่ได้เพราะคุณธรรมในใจเจ้าค่ะ ผู้ไม่มีคุณธรรม สักวันย่อมพินาศ แม้เจริญด้วยบุญเก่าที่ทำมา แต่ชีวิตย่อมเร่าร้อนไม่เป็นสุข ลูกคิดด้วยเหตุผลแล้ว มิใช่ด้วยอารมณ์แต่อย่างใด คุณพ่อคุณแม่จะเชื่อลูกสักครั้งได้ไหมเจ้าคะ”

คำพูดที่หนักแน่นของประยงค์ทำให้ท่านเจ้าคุณพ่อของประยงค์ และคุณหญิงสรเดชถึงกับอึ้ง...

ที่เรือนหลวงอัครเทพ มณีจันทร์ยังคงคุยกับคุณหญิงแสร์อย่างต่อเนื่อง เธอแปลกใจไม่หาย ประยงค์เพียบพร้อมขนาดนี้ ทำไมหลวงอัครเทพไม่ใจอ่อนกับประยงค์บ้าง

“เรื่องผู้หญิงของพ่อเทพ มีอะไรแผลงๆอยู่หลายอย่างเหมือนกัน” คุณหญิงแสร์ว่าแล้ว เล่าเรื่องในอดีตเมื่อครั้งที่หลวงอัครเทพต้องไปเรียนต่อที่ยุโรป ตอนนั้น คุณหญิงไม่สบายใจมาก เกรงลูกชายจะไปคว้าแหม่มมาเป็นเมีย ถึงขนาดบังคับให้ลูกสาบานต่อหน้าพระจะไม่คว้าเมียแหม่มกลับบ้าน

ครั้นหลวงอัครเทพเรียนจบกลับมา คุณหญิงแสร์หมั่นถามไถ่เรื่องประยงค์ แต่พอจะนัดไปดูตัว ลูกก็บ่ายเบี่ยงทุกทีไป ม้วนเล่าเสริมว่าเป็นเรื่องจริง บ้านอื่นเขามีเมียบ่าวก่อนเมียแต่งกันทุกคน พวกบ่าวหญิงที่นี่พากันระริกระรี้ แต่คุณหลวงไม่แลสักคน แถมมีทนายหน้าหอนอนเฝ้าหน้าห้อง ราวกับกลัวจะถูกเข้าหา

“สรุปว่าอย่างคุณหลวงเป็นโสดนี่แปลกกว่าคนอื่น” มณีจันทร์ถามยิ้มๆ

“แปลกมากเจ้าค่ะ ทีท่าเหมือนรอใครมานาน” ม้วนตั้งข้อสังเกต

“เพราะอย่างนี้ ตอนเรื่องแม่ประยงค์ ฉันถึงทำเฉย เสียเพื่อนเสียหลานไป ก็ได้แต่ทำใจ...แม่มณี หากไม่กระไรนัก ก็อย่าเพิ่งกลับไปทางโน้นเลยนะ แม่ขอร้อง” น้ำเสียงเว้าวอนของคุณหญิงแสร์ ทำให้มณีจันทร์ลำบากใจมาก ทางนี้ก็ห่วงส่วนทางโน้นก็เป็นกังวล...

ขณะเดียวกัน เจ้าคุณวิศาลคดีเรียกหลวงอัครเทพมาพบที่บ้านแจ้งข้อราชการให้ฟังว่า สายข่าวของท่านรายงานตรงกัน เรือรบฝรั่งเศสยังไม่ออกจากสยามง่ายๆ เพราะต้องการจะได้ทั้งลาว เขมร และสยามแต่ก็เกรงใจอังกฤษ ส่วนอังกฤษซึ่งครอบครองพม่าก็กลัวว่าหากฝรั่งเศสมีอำนาจในสยามจะกระทบถึงผลประโยชน์ของตัวเอง ในเมื่อเราตัวเล็กเกินกว่าจะทานอำนาจช้างสารได้ เราก็ต้องเสี้ยมให้ช้างสารชนกันเอง

“กระผมเข้าใจแล้วขอรับ คงได้เวลาไปเยี่ยม มร.จอห์นสักที” หลวงอัครเทพยิ้มเจ้าเล่ห์

ooooooo

หลวงอัครเทพไม่รอช้าเดินตามแผนเสี้ยมช้างสารทันที เขาแวะไปเตือน มร.จอห์นว่าเรือรบฝรั่งเศสยังจะจอดอยู่ที่สยามอีกนาน เพราะพวกนั้นมุ่งหมายจะเอาสยามให้ได้ มร.จอห์นทำท่าไม่สนใจ หาว่าเป็นแค่ข่าวลือ

“ท่านเห็นว่าทางเรามีการค้ามากที่สุดในสยาม เราจะตกใจกับการสงครามครั้งนี้ ท่านก็เลยอยากใช้พวกพ่อค้าอย่างกระผมเป็นเครื่องมือเพื่อสู้รบกับอีกฝ่าย แผนตื้นๆเช่นนี้ไม่ใช่กระผมไม่รู้”

“แสดงว่าท่านไม่เชื่อ”

“ก็ทำนองนั้น กระผมมีงานมาก หากสนใจสินค้าชิ้นไหนหยิบไปได้เลย กระผมขอมอบให้ด้วยความเคารพ ตัวกระผมคงต้องขอตัวก่อน” มร.จอห์นค้อมหัวให้หลวงอัครเทพ ก่อนจะออกจากห้างไปอย่างเร่งรีบ

หลวงอัครเทพสงสัยท่าทางร้อนรนของ มร.จอห์น ชวนขาบลอบตามไปติดๆ เห็นเขาตรงไปหาหลวงเจนพาณิชย์ที่ร้านขายเหล้าดอง ชักชวนให้หลวงเจนพาณิชย์กลับมาทำงานกับตนเองอีกครั้ง หลวงเจนพาณิชย์เห็นแก่ทรัพย์สินเงินทองยอมก้มหัวรับใช้แต่โดยดี มร.จอห์นต้องการให้ทำงานอะไร ขอให้บอกมาได้เลย

“กระผมได้ยินมาว่า พวกฝรั่งเศสจะยังอยู่ในสยามอีกนาน ท่านไปรวบรวมข้อมูลจากทางราชการมาให้กระผมหน่อย” มร.จอห์นสั่งเสร็จ ผลุนผลันออกจากร้านขายเหล้าดอง หลวงอัครเทพได้ยินทุกอย่าง ที่แท้ มร.จอห์นต่อหน้าทำเป็นไม่สนใจ แต่ลับหลังกลับวิ่งวุ่นหาข้อมูลแบบนี้เข้าทางแผนของเรา จากนั้น หลวงอัครเทพชวนขาบสะกดรอยตาม มร.จอห์นต่อ เห็นเขาตรงลิ่วไปที่บ้านเมอร์ซิเออร์ปิแอร์

“เขาไม่ใช่แค่เดือดร้อน แต่ถึงขั้นเดือดร้อนมากทีเดียว แบบนี้แหละ จุดประสงค์ของเรา ให้พวกเขาลุกขึ้นมาปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง” หลวงอัครเทพยิ้ม พอใจที่แผนการสำเร็จไปอีกขั้นหนึ่ง...

ด้าน มร.จอห์นไม่อ้อมค้อมทันทีที่เจอหน้าเมอร์ซิเออร์–ปิแอร์ ถามตรงๆว่าทางฝรั่งเศสมุ่งหมายจะเอาสยามให้ได้จริงหรือ เมอร์ซิเออร์ปิแอร์บอกปัดว่าตัวเองเป็นแค่ข้าราชการระดับล่างไม่รู้นโยบายระดับสูง

“ไม่รู้หรือไม่อยากบอก...นิ่งเฉยเยี่ยงนี้ แสดงว่าเป็นจริง โอเคถือว่ากระผมรับรู้แล้ว คงต้องขอลากลับ”

“สมมติว่าท่านรับรู้แล้วท่านจะตอบโต้หรือไม่” เมอร์ซิเออร์ปิแอร์ถามหยั่งเชิง

“กระผมมาจากดินแดนพระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน กระผมคงไม่ยอมอยู่เฉยกับเรื่องนี้หรอก” มร.จอห์นว่าแล้วเดินยืดอกกลับไป เมอร์ซิเออร์ปิแอร์มองตาม อดเป็นกังวลกับท่าทางหยิ่งผยองของ มร.จอห์นไม่ได้

ooooooo

ที่เรือนหลวงอัครเทพ เจ้าคุณวิศาลคดีได้ฟังรายงานจากหลวงอัครเทพแล้วพอใจมาก ถึงจะไม่รู้ว่า มร.จอห์นกับเมอร์ซิเออร์ปิแอร์คุยอะไรกัน แค่เห็น มร.จอห์นเดือดร้อนใจก็ถือว่าแผนสำเร็จแล้ว เจ้าคุณวิศาลคุยข้อราชการเสร็จยังไม่ยอมกลับ ได้ข่าวว่ามณีจันทร์ไม่สบายเลยถือโอกาสนี้ขอเข้าเยี่ยม คุณหญิงแสร์กับหลวงอัครเทพลอบสบตากันไม่สบายใจ เจ้าคุณวิศาลคดีให้ความสนใจมณีจันทร์มากขนาดนี้เลยหรือ...

ครู่ต่อมา เจ้าคุณวิศาลคดีไปหามณีจันทร์ซึ่งนั่งพักผ่อนอยู่ที่ศาลากลางสวนกับม้วน เห็นเธอหน้าตาสดใสก็ดีใจที่หายป่วย ขอบคุณฟ้าที่ประทานมณีจันทร์มาให้ เพราะเธอช่วยงานราชการได้มาก มณีจันทร์ปฏิเสธทันทีว่าไม่ใช่เพราะฟ้า แต่เพราะจิตวิญญาณของท่านเจ้าคุณต่างหากที่ไปตามเธอมา เจ้าคุณวิศาลคดีจำเรื่องตัวเองถอดจิตวิญญาณไม่ได้ ได้แต่มองหน้ามณีจันทร์งงๆ

“ท่านคงเข้าใจลำบาก แต่อิฉันรู้สึกเป็นพระคุณอย่างยิ่งที่ท่านช่วยให้อิฉันได้พบกับหลวงเทพ...อิฉันรักและเคารพท่านเหมือนพ่อ มิอาจเป็นอื่นไปได้” มณีจันทร์ตัดสินใจพูดตรงๆเพื่อตัดปัญหา

“ทำไมจู่ๆพูดเรื่องนี้...หรือว่าเพราะรูปพวกนั้น...หล่อนคงเข้าใจไปว่า...ฉัน...” เจ้าคุณวิศาลคดีเข้าใจความนัยที่มณีจันทร์พูดถึงกับหัวเราะชอบใจ คราวนี้มณีจันทร์เป็นฝ่ายงงไม่รู้ท่านหัวเราะเรื่องอะไร

“หล่อนพูดจาเปิดเผยตรงไปตรงมา ช่างกล้าหาญสมเป็นแม่มณีผู้ไม่มีใครเสมอเหมือน”

“แปลว่าท่านเข้าใจอิฉันแล้วใช่ไหมเจ้าคะ”

เจ้าคุณวิศาลคดีไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ ได้แต่บอกว่าถ้าเป็นอย่างที่มณีจันทร์เล่าว่าท่านเป็นคนพาเธอมา แสดงว่าเราสองคนผูกพันกัน แล้วเดินหัวเราะเสียงดังกลับขึ้นเรือนใหญ่ ทิ้งให้มณีจันทร์นั่งงง จากนั้น เจ้าคุณวิศาลคดีแจ้งคุณหญิงแสร์กับหลวงอัครเทพว่าเย็นนี้คงอยู่กินข้าวด้วยไม่ได้ มีนัดสำคัญเอาไว้

“เรื่องงาน คิดอ่านประการใดต่อขอรับ” หลวงอัครเทพถามอย่างร้อนใจ

“ยังมีอะไรให้ทำอีกมาก บางทีอาจจะต้องลงทุนจัดเลี้ยงพวกเขา เราจะไม่เสี้ยมแต่เฉพาะอังกฤษและฝรั่งเศส แต่จะเสี้ยมเยอรมัน โปรตุเกส ฮอลันดา หรือแม้แต่สหรัฐอเมริกา...

เอาล่ะ...คราวหน้าจะมาอีกจะมาคุยกับแม่แสร์เรื่องแม่มณี” เจ้าคุณวิศาลคดียิ้มมีเลศนัย คุณหญิงแสร์ตกใจท่านเจ้าคุณมีเรื่องอะไรจะคุยกับตน

เจ้าคุณวิศาลคดีขอกลับไปเรียบเรียงก่อน คราวหน้าจะมาคุยด้วย วันนี้ต้องรีบไป คุณหญิงแสร์มองหน้าลูกชาย กลุ้มใจมากได้แต่หวังว่าคงไม่ใช่จะมาทาบทามขอมณีจันทร์

ooooooo

ณ ภพปัจจุบัน ทันทีที่ไรวัตรู้ว่าที่กุลวรางค์ไม่ยอมรับรักตรองเพราะคิดว่าตรองโลเล ชอบมณีจันทร์อยู่แล้วยังมากุ๊กกิ๊กกับเธออีก เขารีบไปหาตรองที่มหา- วิทยาลัยบอกเรื่องนี้ให้รู้ ตรองไม่ค่อยเชื่อสักเท่าไร เกรงไรวัตอาจเอาข้อมูลปลอมๆมาแกล้งเขาอีก

“ฉันมีหน้าที่มาบอกนายแค่นี้ นายจะเชื่อฉันหรือไม่เชื่อก็ตามใจ จะไขว่คว้าเธอหรือจะปล่อยให้หลุดมือไปเพราะความขี้ขลาดก็ตามใจนาย” ไรวัตพูดทิ้งท้ายแล้วเดินจากไป ปล่อยให้ตรองยืนครุ่นคิดอยู่ตรงนั้น

ooooooo

มณีจันทร์อยู่ว่างๆไม่มีอะไรทำ จึงเดินไปเล่นกับกลุ่มเด็กๆที่แอบเข้ามาเล่นในสวนบ้านหลวงอัครเทพ หัวหน้าพวกเด็กๆ ชื่อบัว เป็นลูกสาวของคุณพระอยู่ข้างบ้านนี่เอง และเป็นแม่ของคุณย่าของกุลวรางค์ที่มักจะเล่าเรื่องมณีจันทร์ให้คุณย่าฟังอย่างชื่นชม บัวสอนให้มณีจันทร์เล่นต้องเต ขณะมณีจันทร์ บัว และพวกเด็กๆกำลังเล่นกันสนุกสนาน หลวงอัครเทพโผล่เข้ามาขัดจังหวะ บัวเสียดายมากที่ไม่ได้เล่นกับมณีจันทร์ต่อ...

ระหว่างเดินกลับศาลากลางสวน หลวงอัครเทพถามโพล่งขึ้นว่า มณีจันทร์เห็นเขาเป็นอย่างไร มณีจันทร์แปลกใจทำไมอยู่ๆมาถามแบบนี้ หลวงอัครเทพกลุ้มใจเรื่องเจ้าคุณวิศาลคดีซึ่งดูห่วงใยมณีจันทร์เป็นพิเศษและไหนจะเรื่องกระจกข้ามภพนั่นอีก มณีจันทร์สงสัยหลวงอัครเทพมักจะได้ทุกอย่างที่ต้องการเสมอหรือ

“ไม่เสมอไป แต่ฉันรอได้”

“อย่างนั้น ถ้าสำเร็จงานทางนี้ ฉันจะกลับบ้าน”

หลวงอัครเทพไม่ยอม ที่บอกจะรอไม่ได้หมายความว่าจะให้กลับ มณีจันทร์ขอกลับไปบอกพ่อกับแม่ก่อน ไม่ใช่อยู่ดีๆ หายหน้าไปเฉยๆมันไม่งาม หลวงอัครเทพจะรู้ได้อย่างไรมณีจันทร์ไปแล้วไม่ไปลับ

“ฉันกล้าสาบาน”

“หล่อนสาบานไม่ได้ กระจกนั่นแตกมากขึ้นทุกที ไม่มีใครรู้มันจะแตกครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่” หลวงอัครเทพถอนใจ กลุ้มใจ มณีจันทร์เองก็รู้สึกไม่ต่างจากเขา...

ขณะที่มณีจันทร์กำลังเป็นกังวลเรื่องกระจกข้ามภพที่ร้าวมากขึ้นทุกที คุณหญิงมาลิดาซึ่งอยู่ในภพปัจจุบันกลุ้มใจไม่แพ้ลูกเช่นกัน เพราะหาคำอธิบายใดๆให้ท่านทูตณรงค์ซึ่งยังอยู่ในต่างประเทศฟังไม่ได้ว่าลูกสาวหายไปเฉยๆได้อย่างไร ท่านทูตณรงค์จะกลับมาช่วย คุณหญิงมาลิดาปฏิเสธว่ายังพอรับมือเองไหว เพียงแค่ขอเวลารวบรวมอะไรอีกหน่อย ท่านทูตณรงค์เชื่อมั่นในตัวคุณหญิงมาลิดาจะหาคำอธิบายเรื่องนี้จนได้...

คํ่าวันเดียวกัน คุณหญิงมาลิดานอนไม่หลับ เดินมาคุยกับหน้ากระจกข้ามภพสีหน้าเศร้าสร้อย

“เมณี่ลูกแม่ หาคำอธิบายดีๆให้แม่พูดกับพ่อหน่อยได้ไหม...ว่าไงหือ...เมณี่...”

เสียงร้องเรียกของคุณหญิงมาลิดาดังข้ามภพมาถึงมณีจันทร์ซึ่งกำลังนอนหลับ เธอผวาตื่นลุกพรวด ม้วนตกใจ ปราดเข้ามาถามว่าเป็นอะไรไป มณีจันทร์นอนไม่หลับ อยากกลับบ้าน ม้วนแนะให้ออกไปเอานํ้ารดตัวให้เย็นๆ แล้วเธอจะประแป้งให้จะได้สบายตัว มณีจันทร์เห็นดีด้วย ทั้งคู่พากันออกจากห้องเดินผ่านโถงกลางเรือน เจอหลวงอัครเทพออกมานั่งรับลม นอนไม่หลับเช่นกัน มณีจันทร์ถือโอกาสขอแลกห้องคืน

“ไม่ได้ บ่าวจะได้ลือ”

“งั้นให้ฉันกลับ พรุ่งนี้ฉันจะกลับบ้าน แล้วจะมาอีกอย่างที่เคยมา ฉันไม่ไปเลยหรอกค่ะ”

“หล่อนจะ...ทิ้งฉันอย่างนั้นหรือ” หลวงอัครเทพเสียงอ่อย มณีจันทร์รีบเดินเข้ามาหา สัญญาไปแล้วจะรีบกลับ ขอไปหาแม่ คิดถึงท่านเหลือเกิน หลวงอัครเทพพยายามหาวิธีจูงใจไม่ให้มณีจันทร์กลับ

“หล่อนจะกลับไปทำไม เอกสารที่หล่อนแปลไว้รวบ รวมข้อสงสัยได้หลายประการ คงจะทำให้เราพิจารณาตีความสัญญาได้ ไหนจะที่หล่อนช่วยเรื่องปิแอร์ เรื่อง มร.จอห์น เราคงทำให้ฝรั่งเศสสะดุ้งไปเหมือนกัน แต่ยังมีเรื่องต้องทำหลายอย่าง เจ้าคุณท่านดำริจะเลี้ยงทูต ท่านอยากให้หล่อนไปฟัง”

มณีจันทร์หูผึ่ง สอบถามอย่างตื่นเต้นว่าอีกหลายวันไหมกว่าจะถึงงานเลี้ยง พอรู้ว่าอีกแค่สองสามวัน เธอตัดสินใจอยู่ต่อ รอให้งานเลี้ยงผ่านไปก่อนแล้วค่อยกลับบ้านก็ได้ หลวงอัครเทพโล่งใจที่สามารถดึงหญิงสาวที่เขารักสุดหัวใจเอาไว้ได้ มณีจันทร์บ่นพึมพำกับตัวเอง

“งานเลี้ยง...อืม ท่านเจ้าคุณต้องมีแผนแน่ คนอย่างท่านเจ้าคุณไม่เลี้ยงฝรั่งฟรีๆหรอก”

ooooooo

ใกล้ถึงวันงานเลี้ยงทูตเข้ามาทุกขณะ เจ้าคุณวิศาลคดีมาขอร้องคุณหญิงแสร์ให้ช่วยเป็นแม่งานจัดการเรื่องข้าวปลาอาหารให้คนที่เรือนของท่านฝีมือทำกับข้าวพอจะรับแขกได้ แต่นี่เป็นแขกระดับทูต

ขรตรีเศียร ท่านเลยอยากได้คนมีฝีมือระดับชาววังจะได้มีหน้ามีตาเป็นสง่าราศี คุณหญิงแสร์ยินดีเป็นอย่างยิ่งจะได้อวดให้พวกฝรั่งได้เห็น เราก็มีวัฒนธรรมไม่ได้เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนอย่างที่พวกนั้นคิด

“อ้อ...ยังมีอีกเรื่อง...เรื่องแม่มณี...อยากขอ...” เจ้าคุณวิศาลคดีแกล้งหยุดพูดดื้อๆ

คุณหญิงแสร์กับหลวงอัครเทพพากันลุ้นระทึก แต่พอรู้ว่าท่านเจ้าคุณจะขอให้มณีจันทร์ไปร่วมงานด้วย สองแม่ลูกถึงกับถอนใจโล่งอก เจ้าคุณวิศาลคดียิ้มอย่างรู้ทัน ถามว่าถอนใจเรื่องอะไร คุณหญิงแสร์กลบเกลื่อนว่าไม่มีอะไร เวลานี้ชาติบ้านเมืองไม่ปกติ หากมณีจันทร์ช่วยได้ก็ยินดี

“งานนี้ผู้คนคงตกตะลึง ไม่มีกุลสตรีคนไหนมาออกงานที่มีคนมากมายอย่างนี้ ฉันจะใช้ความตกตะลึงนี้ให้เป็นประโยชน์ ฉันต้องขอบใจแม่แสร์ที่เข้าใจ” เจ้าคุณวิศาลคดีว่าแล้ว ขอตัวกลับ...

ทางฝ่ายมณีจันทร์ช่วงนี้ไม่มีงานเอกสารให้ทำ อยู่ว่างๆแล้วคิดถึงบ้านคิดถึงแม่ เห็นอิ่มกับม้วนกำลังทำขนมทองหยิบ กุลีกุจอเข้าไปช่วย ม้วนแปลกใจเจ้านายสาวนึกอย่างไรถึงลุกมาเข้าครัว มณีจันทร์บอกเสียงอ่อย ต้องอยู่ช่วยงานเจ้าคุณวิศาลคดีทั้งที่ใจเป็นห่วงทางบ้าน เลยต้องหาอะไรทำจะได้ไม่ฟุ้งซ่าน

สุดท้ายแล้วมณีจันทร์ก็อดใจไม่ได้ แอบหนีม้วนไปหากระจกข้ามภพ แต่พอถึงหน้าห้องนอนเก่าของหลวงอัครเทพกลับพบประตูถูกลั่นดานเอาไว้ จังหวะนั้นมีเสียงหลวงอัครเทพร้องทักดังขึ้นทางด้านหลัง

“ฉันลืมบอกหล่อนเรื่องนี้”

มณีจันทร์หันมาเจอหลวงอัครเทพยืนอมยิ้ม นึกอยากจะตะกุยหน้าเขาให้รู้แล้วรู้รอด หลวงอัครเทพรู้ว่าหญิงสาวเคือง รีบบอกคุณหญิงแสร์อนุญาตให้มณีจันทร์ไปงานเลี้ยงทูตได้ ไม่ได้ให้ไปนั่งฟังหลังฉากอย่างที่คิดกัน แต่ยอมให้เธอเป็นล่าม เป็นแขกคนหนึ่งของงาน มณีจันทร์แดกดัน เชื่อแล้วว่าเขาเป็นนักการทูตตัวจริง เพราะทั้งเจ้าเล่ห์ ทั้งหลอกทั้งลวง ครบเครื่อง แล้วตกลงเมื่อไหร่เธอถึงจะได้เข้าไปในห้องนี้อีก

“เอาไว้เข้าพร้อมกัน” หลวงอัครเทพยิ้มมีเลศนัย ก่อนผละจากไป

“เอ๊ะ...เข้าพร้อมกันแปลว่าอะไร...นี่มันห้องนอนนี่นา... บ้าจริง” มณีจันทร์ถึงกับเขินอายไปไม่เป็น...

สายวันเดียวกัน คุณหญิงแสร์ชวนมณีจันทร์เข้าไปเลือกเครื่องประดับเอาไว้ใส่ออกงาน มณีจันทร์เกรงใจ ทำท่าจะไม่เลือก คุณหญิงแสร์ไม่ยอม ขืนออกงานตัวล่อนจ้อนเสียชื่อหลานคุณหญิงแสร์หมด แล้วหยิบกำไลข้อเท้า กำไลต้นแขน และกำไลข้อมือส่งให้ม้วนเอาสวมให้มณีจันทร์

“นี่ต้องใส่หมดหรือเจ้าคะ” มณีจันทร์มองเครื่องประดับทองชิ้นใหญ่ๆตรงหน้า อย่างเหนื่อยใจ

“ก็เราต้องออกงานทูตขรตรีเศียร มันต้องแต่งเต็มยศ เลือกเครื่องแต่งตัวเสียก่อน เดี๋ยวจะได้ดูผ้าผ่อนแพรพรรณ” คุณหญิงแสร์ดูเครื่องประดับไปพลางยิ้มไปพลางมีความสุข

ครู่ต่อมา มณีจันทร์เดินเก้ๆกังๆออกจากห้องคุณหญิงแสร์ เพราะมีกำไลข้อเท้าถ่วงอยู่ เจอหลวงอัครเทพนั่งอ่านหนังสืออยู่แถวนั้น เห็นมณีจันทร์ใส่ทองเต็มตัว มองยิ้มๆแถมล้อเลียนเป็นการใหญ่ เลยโดนคุณหญิงแสร์เอ็ดเสียงดังออกมาจากในห้อง ไม่ให้ล้อมณีจันทร์ หลวงอัครเทพถึงกับหุบยิ้ม...

ทางด้านมณีจันทร์กลับถึงห้องตัวเอง สั่งม้วนให้ถอดกำไลออกให้หมด เคืองที่ถูกหลวงอัครเทพล้อ

“อย่าเลยเจ้าค่ะใส่ไว้ดีแล้ว ใครๆจะได้รู้ว่ายังไม่มีเรือน ยิ่งออกแขก บ่าวไพร่ผู้คนครึ่ดไป” ม้วนติง

“ที่แท้คุณแม่ต้องการรักษาเกียรติของฉันต่อหน้าแขกเหรื่อ กว่าจะชินกับนุ่งโจง เข่าก็เป็นรอยหมด... นี่ต้องมาชินกับกำไลลิเกนี่อีก...เอ้าๆ ใส่ซะให้เต็มยศ” มณีจันทร์บ่นอุบ

“ท่านรักคุณมณี เครื่องแต่งตัวชุดนั้น ท่านแต่งตอนตามท่านใหญ่เข้าไปถือน้ำสาบานที่วัดพระแก้วครั้งสุดท้าย อีกหน่อยคุณมณีก็คงต้องเข้าไป”

“ทำไมต้องเข้าไปล่ะ”

“กระเง้ากระงอดกันทุกวันแบบนี้ อีกหน่อยพอแต่งงานคงมีลูกหัวปีท้ายปี คงได้ตามท่านเข้าวังไงเจ้าคะ” ม้วนว่าแล้วหัวเราะคิกคัก มณีจันทร์เท้าเอวชี้หน้าม้วนแก้เขิน ม้วนยิ่งหัวเราะขำยกใหญ่

ooooooo

ในเวลาเดียวกัน คุณหญิงสรเดชเชิญหลวงเจนพาณิชย์มาพบ เพื่อแจ้งให้ทราบว่า ท่านกับท่านเจ้าคุณพ่อของประยงค์ตัดสินใจไม่ยกประยงค์ให้ และประยงค์เองก็ยืนกรานกับท่านจะยอมตายดีกว่าออก เรือนไปกับเขา หลวงเจนพาณิชย์โมโหมาก ขอคุยกับ ประยงค์ให้รู้เรื่อง เดินดุ่มๆ ตามหาอย่างไม่เกรงใจใคร เจอเธอยืนหลบมุมแอบฟังเขาคุยกับคุณหญิงสรเดชอยู่ ประยงค์ตกใจจะเดินหนี แต่หลวงเจนพาณิชย์คว้ามือไว้

“นี่มาพูดกันให้รู้เรื่อง พี่มีอะไรสู้ไอ้เทพไม่ได้ คิดจะปฏิเสธพี่ คิดดีแล้วหรือ”

คุณหญิงสรเดชตามมาทันโวยวายลั่น “พ่อจุ้ยหยุดนะ...มาจับมือถือแขนน้องแบบนี้ใช้ไม่ได้นะ”

หลวงเจนพาณิชย์ระงับอารมณ์ไม่อยู่ พูดจาหยาบคายดูหมิ่นประยงค์ คุณหญิงสรเดชทนคนไร้คุณธรรมอย่างเขาไม่ไหว ขู่ถ้าไม่ปล่อยมือประยงค์จะเอาเรื่องถึงหลุดจากตำแหน่ง หลวงเจนพาณิชย์เห็นคุณหญิงสรเดชท่าทางเอาจริง ยอมปล่อยมือ ประยงค์ร้องไห้โผกอดแม่แน่น

“เชอะ...ไม่แต่งก็ไม่แต่ง มีผู้หญิงอยากออกเรือนกับหลวงเจนพาณิชย์เยอะแยะไป หล่อนคิดผิดเสียแล้วล่ะแม่ประยงค์ เชิญเป็นสาวเทื้อต่อไปเถอะ” หลวงเจนพาณิชย์แดกดันก่อนจะกลับไปอย่างหัวเสีย คุณหญิงสรเดชไม่เคยคิดว่าหลวงเจนพาณิชย์จะเป็นคนเช่นนี้ โชคดีที่ไม่หลงผิดยกลูกสาวให้...

มณีจันทร์ขะมักเขม้นอ่านหนังสือเตรียมพร้อมสำหรับงานเลี้ยงทูต แต่ยังคิดไม่ออกว่าควรจะทำอย่างไร หลวงอัครเทพแนะ ในเมื่อเราไม่รู้อนาคต สิ่งเดียวที่ทำได้คือทำปัจจุบันให้ดีที่สุด...

บ่ายวันเดียวกัน พอคุณหญิงสรเดชทราบจากประยงค์ว่าคุณหญิงแสร์จะเป็นแม่งานทำอาหารในงานเลี้ยงทูตที่จะมีขึ้น เห็นเป็นโอกาสช่วยแผ่นดินเกิดเลยชวนประยงค์มาช่วย คุณหญิงแสร์ดีใจมากที่คุณหญิงสรเดชหายขุ่นเคืองใจ ระหว่างที่คุณหญิงแสร์กับคุณหญิงสรเดชกำลังพูดคุยกันด้วยดี มณีจันทร์แอบลากประยงค์ออกไปในสวนตามลำพัง ถามเรื่องแต่งงานเป็นอย่างไรบ้าง

“คุณพ่อคุณแม่เมตตา ยกเลิกการแต่งงานไปแล้วเจ้าค่ะ...น้องทำตามที่คุณพี่สอน ตอนแรกนึกว่าคุณพ่อคุณแม่คงโกรธ แต่ที่ไหนได้ ท่านรับฟังแต่โดยดี น้องคิดว่าต่อไปนี้ ท่านคงรับฟังน้องมากขึ้น น้องดีใจจนบอกไม่ถูกเจ้าค่ะ” สองสาวโผกอดกันด้วยความปีติ...

หลังจากความบาดหมางใจที่มีต่อกันหมดไป คุณหญิงแสร์กับคุณหญิงสรเดช ชวนมณีจันทร์และประยงค์ช่วยกันคิดจะทำกับข้าวอะไรเลี้ยงพวกฝรั่งดี คุณหญิงแสร์ คุณหญิงสรเดชกับประยงค์ลองทำลองชิมอาหารหลายๆ อย่าง โดยมีมณีจันทร์คอยเป็นลูกมืออยู่กับม้วนและบ่าวหญิงคนอื่นๆ...

ขณะมณีจันทร์ง่วนอยู่กับการเด็ดผัก คุณหญิงมาลิดาซึ่งงีบหลับอยู่ในภพปัจจุบันฝันเห็นมณีจันทร์ ละเมอร้องเรียก “เมณี่” ลั่น เสียงเรียกแห่งความรักและความคิดถึงที่แม่มีต่อลูก ทำให้เสียงนั้นดังข้ามภพไปถึงมณีจันทร์ถึงกับหันขวับมองตามเสียง เรียกของแม่แต่ไม่เห็นใครจึงหันกลับมาสนใจงานตรงหน้าต่อ...

ฝ่ายคุณหญิงมาลิดาสะดุ้งตื่น งุนงงกับภาพในฝันที่เพิ่งเห็น รีบคว้ามือถือโทร.หากุลวรางค์จะขอพบคุณย่าของเธอ...

ooooooo

ณ เรือนหลวงอัครเทพ งานเลี้ยงทูตที่จะมีขึ้น ทุกคนพากันตื่นเต้นมาก หลวงอัครเทพแจ้งให้มณีจันทร์รู้ล่วงหน้าว่า งานนี้เจ้าคุณวิศาลคดีจะเลี้ยงโต๊ะฝรั่งเป็นโต๊ะยาวมีเก้าอี้ ไม่ใช่เลี้ยงโตกนั่งพื้น มณีจันทร์พอรู้ธรรมเนียมการกินอาหารแบบฝรั่งอยู่บ้าง รับรองไม่ทำให้หลวงอัครเทพขายหน้า คุณหญิงแสร์เสริมว่า

“ท่านเจ้าคุณจะให้เลี้ยงที่ริมน้ำบ้านท่าน ของจะล่องเรือจากที่นี่เช้าไปอุ่นเอาตอนเย็น แม่มณีไปตอนเย็น พ่อเทพดูแลน้องให้ดี คนไทยไม่ใช่คนสัปเยกเขา จะมาไขว่คว้าถูกต้องตัวไม่ได้”

“สัปเยกแปลว่าอะไรเจ้าคะ” มณีจันทร์สงสัย หลวงอัครเทพอธิบายแทนคุณหญิงแสร์ว่า

“subject ไง แปลว่า คนในบังคับ...คือคนอยู่ภายใต้กฎหมายฝรั่ง อย่างเช่นคนในประเทศอาณานิคมที่ถูกเขายึดครองไป พวกนี้เวลาทำผิดต้องขึ้นศาลฝรั่ง เพราะถือว่าเป็นคนในบังคับของเขา เขาทำอะไรก็ได้...”

ระหว่างที่มณีจันทร์กำลังซักซ้อมเตรียมตัวสำหรับงานเลี้ยงทูต คุณหญิงมาลิดาซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่งของกระจกข้ามภพมาหาคุณย่าของกุลวรางค์ เพื่อสอบถามเรื่องคุณหญิงมณีกับเจ้าคุณอัครเทพ ซึ่งเป็นบรรดาศักดิ์สุดท้ายที่หลวงอัครเทพได้รับ คุณย่าเกิดไม่ทัน แต่แม่ของคุณย่าที่ชื่อบัว มักจะเล่าให้ฟังว่า ชอบคุณหญิงมณีมาก แม่ของคุณย่าชอบไปรวมกลุ่มเล่นกันที่บ้านเจ้าคุณอัครเทพ เพราะบ้านอยู่ติดกัน ได้เจอคุณหญิงมณีบ่อย

“คุณแม่ท่านว่า คุณมณีงามมาก บางคนเรียกนางละเวง เพราะเปิ๊ดสะก๊าด แต่งฝรั่งสวย สมัยก่อนผู้หญิงร่ำเรียนกันที่ไหน เขาว่าคุณหญิงพูดฝรั่งคล่อง ทูตขรตรีเศียรติดใจ...ท่านช่วยงานมากมาย ตอนบั้นปลายชีวิตดูเหมือนจะได้เป็นท่านผู้หญิง” คุณย่าวันนี้ความจำดีมาก เล่าเหตุการณ์ในอดีตได้อย่างต่อเนื่อง

คุณหญิงมาลิดาถึงกับร้องไห้โฮ คุณหญิงมณีที่คุณย่าพูดถึงคือมณีจันทร์ชัดๆ เธอโผกอดกุลวรางค์ด้วยความดีใจที่มณีจันทร์ได้ดิบได้ดีมีความสุข คุณย่ายังเล่าต่ออีกว่า เจ้าคุณอัครเทพจะให้คุณหญิงมณีตัดผมให้ตลอด ในสมัยนั้นผู้หญิงจับหัวผู้ชายจะไม่เป็นมงคลกับผู้ชายคนนั้น แต่เจ้าคุณอัครเทพไม่ถือ

“ท่านเจ้าคุณว่าใครตัดก็ไม่ถูกใจเหมือนแม่มณี ไหนๆ มันจะซวยแล้ว ก็ซวยเพราะคนคนเดียวดีกว่า” คุณย่าเล่าไปหัวเราะไป คุณหญิงมาลิดากับกุลวรางค์ยิ้มปลื้มไปด้วย

ooooooo

ถึงวันงานเลี้ยงทูต มณีจันทร์แต่งตัวด้วยชุดไทยสวยงามเสร็จเรียบร้อย ขอร้องคุณหญิงแสร์อยากจะส่องกระจกยาวดูตัวเองชัดๆ อีกอย่างหนึ่งถ้าเผื่อแม่ของเธอทางโน้นดูอยู่อาจจะเห็น มณีจันทร์เห็นคุณหญิงแสร์อึ้งไป รับปากจะไม่หนีกลับ คุณหญิงแสร์ยอมตามที่มณีจันทร์ขอ สั่งให้ม้วนไปเรียนหลวงอัครเทพให้ทราบ

“แม่มณี หลังจากเสร็จงานวันนี้ ขอให้ตรองให้ดี เห็นจะมีเรื่องพูดกันนาน บ้านนี้ก็เหมือนบ้านแม่มณี จะกลับไปทำไม อยู่ให้อุ่นใจมิได้รึ” คุณหญิงแสร์พูดเผื่อลูกชาย มณีจันทร์เป็นฝ่ายอึ้งบ้าง ครู่ต่อมา มณีจันทร์มายืนหน้ากระจกข้ามภพ หลวงอัครเทพอยู่ในชุดสูทฝรั่งเดินเข้ามาจับข้อมือเธอไว้มั่น

“ฉันจะไม่ยอมแพ้ต่ออำนาจใด ไม่ว่าภพใด ฉันจะตามติดไม่ลดละ”

มณีจันทร์มองเขาอย่างซาบซึ้งใจ แล้วหันไปจ้องกระจกข้ามภพ ทุกอย่างเป็นปกติไม่มีสัญญาณเรียกใดๆ ทั้งสิ้น มณีจันทร์ หน้าเศร้า คิดถึงแม่เหลือเกิน...

พลังแห่งความรักและความคิดถึงที่มณีจันทร์มีต่อแม่ ทำให้กระจกข้ามภพในฝั่งปัจจุบันเกิดหมอกควันขึ้น เงาสะท้อนของกระจกเป็นภาพมณีจันทร์ยืนอยู่กับชายหนุ่มท่าทางดีคนหนึ่ง คุณหญิงมาลิดายืนดูอยู่กับนุ่มถึงกับตะลึง พอได้สติ คุณหญิงมาลิดาตะโกนเรียกมณีจันทร์ด้วยความดีใจ เสียงเรียกนั้นดังข้ามภพไปถึงหูหลวงอัครเทพ แต่มณีจันทร์กลับไม่ได้ยินหรือเห็นอะไร

หลวงอัครเทพตกใจที่เห็นภาพสะท้อนในกระจกเป็นภาพของคุณหญิงมาลิดากับนุ่ม แต่ทำนิ่งเฉย คุณหญิงมาลิดาค่อยยื่นมือไปแตะมณีจันทร์ มือหายเข้าไปในกระจก นุ่มตกใจรีบดึงตัวเจ้านายถอยห่างเพื่อให้มือหลุดจากกระจก คุณหญิงมาลิดาน้ำตาคลอร้องเรียกมณีจันทร์อีกครั้ง แต่ลูกไม่ได้ยิน นุ่มรู้สึกคุ้นๆหน้าผู้ชายในกระจกมาก หลวงอัครเทพยิ้ม ก่อนจะก้มหัวให้คุณหญิงมาลิดาเล็กน้อย เพราะเกรงมณีจันทร์จะรู้ตัว

“นั่นไง...เขาทักทายฉัน” คุณหญิงมาลิดาร้องเอะอะ

หลวงอัครเทพบอกให้มณีจันทร์ออกไปได้แล้ว ยังมีงานต้องทำอีกมาก เดี๋ยวจะไปถึงงานเลี้ยงช้า มณีจันทร์ลังเล คุณหญิงมาลิดาฝากฝังมณีจันทร์กับหลวงอัครเทพ คุณหลวงหนุ่มรับคำด้วยเสียงเบาๆ มณีจันทร์ได้ยินไม่ถนัดถามหลวงอัครเทพพูดอะไร เขารีบกลบเกลื่อนขอให้มณีจันทร์ออกไปก่อน เขาจะแต่งตัวต่อ พอเธอลับสายตา หลวงอัครเทพหันมาพูดกับภาพสะท้อนของคุณหญิงมาลิดาในกระจกอย่างองอาจมั่นใจ

“กระผมจะดูแลแม่มณีให้สมกับเป็นมณีดวงเดียวในชีวิต กระผมสัญญาด้วยเกียรติของอัครเทพวรากร”

คุณหญิงมาลิดาน้ำตาร่วง ทรุดลงกับพื้น พยักหน้า ปลาบปลื้มเมื่อได้เห็นทีท่าของหลวงอัครเทพ ทันใดนั้น เกิดหมอกควันขึ้นปกคลุมกระจกข้ามภพอีกครั้ง พอหมอกควันจาง ภาพสะท้อนของกระจกก็กลับเป็นปกติ นุ่มโผกอดเจ้านายร้องไห้โฮ ไม่เข้าใจในสิ่งที่เห็น คุณหญิงมาลิดาพึมพำสีหน้าคลายกังวลลงมาก

“ท่าทางเขางามสง่า สมเป็นนักการทูต ท่าทางที่พูด ที่มอง ทำให้ฉันรู้ว่าลูกรักมีคนคุ้มครอง”

จากนั้น นุ่มประคองคุณหญิงมาลิดาไปนั่ง ถามเสียงสั่นว่า มณีจันทร์เข้าไปอยู่ในกระจกได้อย่างไร คุณหญิงมาลิดาไม่คิดว่าลูกอยู่ในกระจก แต่อยู่ที่ไหนสักแห่ง เธอไม่รู้ที่ไหน รู้แต่ลูกอยู่ในที่ที่ดี นุ่มนึกออกแล้วเคยเห็นผู้ชายในกระจกที่ไหน ปราดไปหยิบที่รูปถ่ายซึ่งวางอยู่ในห้องมณีจันทร์มาให้เจ้านายดู คุณหญิงมาลิดาอ่านข้อความที่เขียนไว้ที่รูปถ่ายนั้น

“เจ้าคุณอัครเทพวรากร...เจ้าคุณคะ...ช่วยดูแลเมณี่ด้วย” คุณหญิงมาลิดาพูดกับรูปถ่ายด้วยน้ำตาคลอเบ้า ไม่นานนัก คุณหญิงมาลิดาตัดสินใจโทร.ทางไกลไปเล่าเรื่องนี้ให้ท่านทูตณรงค์ฟัง ท่านทูตถึงกับอึ้ง

ooooooo

งานเลี้ยงทูตจัดขึ้นบริเวณริมแม่น้ำบ้านเจ้าคุณวิศาลคดี ในงานตกแต่งอย่างงดงาม อาหารฝีมือระดับชาววังหลากหลายชนิด แกะสลักด้วยฝีมืออันประณีตบรรจงของประยงค์เป็นที่ตื่นตาตื่นใจแก่เหล่าทูตทั้งหลาย ภายในงานมีพวงมาลัยดอกมะลิที่ร้อยอย่างสุดฝีมือมอบให้แก่แขกผู้มีเกียรติทุกท่าน และมีวงมโหรีขับกล่อมตลอดงาน ทูตและภริยามาร่วมงานกันคับคั่ง รวมทั้งเมอร์ซิเออร์ปิแอร์ มร.จอห์นและหลวงเจนพาณิชย์

มณีจันทร์เดินเกาะแขนหลวงอัครเทพเคียงคู่กันมาในงาน โดยมีเจ้าคุณวิศาลคดีเดินนำหน้า พวกทูตทั้งหลายชักชวนกันให้ดูมณีจันทร์ ซึ่งเป็นผู้หญิงสยามเพียงคนเดียว มร.จอห์นกระซิบถามหลวงเจนพาณิชย์ ตกลงน้องหลวงอัครเทพบ้าจริงหรือเปล่า หลวงเจนพาณิชย์เองก็งง ตอบไม่ได้เช่นกัน...

เจ้าคุณวิศาลคดี มณีจันทร์และหลวงอัครเทพแยกย้ายกันไปพูดคุยกับแขกแต่คนละกลุ่มตามแผนการที่วางไว้เจ้าคุณวิศาลคดีพูดเกลี้ยกล่อมทูตเยอรมนีให้เข้ามามีบทบาทในดินแดนแถบนี้มากขึ้น ส่วนมณีจันทร์ไปคุยกับกลุ่มที่มี มร.จอห์นกับหลวงเจนพาณิชย์ร่วมอยู่ด้วย คอยยุแยงให้แขกกลุ่มนี้เกิดความกลัวสงครามที่จะมากระทบการค้าของตน ทำให้พวกนี้ช่วยกันปกป้องไม่ให้ฝรั่งเศสเข้ามายึดสยามจนอาจก่อให้เกิดสงคราม

เสร็จจากยุแยงกลุ่มของ มร.จอห์น มณีจันทร์ไปยุแยงกลุ่มของเมอร์ซิเออร์ปิแอร์ต่อ ขณะที่หลวงเทพแยกไปพูดคุยสมานไมตรีกับทูตจากกลุ่มประเทศเกิดใหม่อย่างสหรัฐอเมริกา จากนั้น หลวงอัครเทพเข้าไปคุยกับทูตกลุ่มอื่นต่อ

“อังกฤษปกครองพม่า ฝรั่งเศสปกครองลาว ปัจจุบันทั้งสองฝ่ายขยายอาณานิคมมาที่ฝั่งซ้ายและฝั่งขวาของสยาม ที่จริงพวกเขาน่าจะทำสัญญากันสักฉบับให้สยามได้เป็นรัฐกันชน ทั้งสองประเทศก็ไม่ต้องเผชิญหน้ากันโดยตรง โอกาสกระทบกระทั่งกันก็มีน้อย”

พวกทูตที่ได้ฟังแนวความคิดที่เป็นทางออกของหลวงอัครเทพแล้ว ต่างครุ่นคิดคล้อยตาม...

ในเวลาต่อมา มณีจันทร์เดินไปยืนหน้าวงมโหรี โน้มน้าวให้พวกทูตทั้งหลายเห็นว่า สยามมีวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมและประเพณีที่ดีงามมาแต่ครั้งโบร่ำโบราณ เรามีพระราชวังและวัดวาอารามที่งดงาม ไม่ใช่บ้านป่าเมืองเถื่อนอย่างพวกเขาคิด เรามีอารยธรรม และเราเชื่อว่าเราคือผู้เจริญไม่แพ้ชาติไหนในโลก

“ท่านทั้งหลายคะ เราไม่มีแสนยานุภาพใดๆ ที่จะต่อสู้กับพวกท่าน สิ่งเดียวที่เราทำได้คือการวอนขออย่าให้ความงามแบบนี้ถูกทำลายลง ได้โปรดให้ความเป็นมิตร ให้ความเข้าใจแก่เราในฐานะของมนุษย์ที่มีสิทธิในเสรีภาพ ภราดรภาพ เสมอเหมือนกับท่าน” มณีจันทร์กล่าวจบ มีเสียงปรบมือดังกึกก้อง มร.จอห์นกับเมอร์ซิเออร์ปิแอร์มีท่าทีเห็นใจอย่างเห็นได้ชัด เจ้าคุณวิศาลคดียิ้มพอใจและภูมิใจในตัวมณีจันทร์มาก พึมพำขึ้นว่า

“นี่ล่ะที่ฉันต้องการ แค่ให้ประเทศเล็กๆ ประเทศนี้มีศักดิ์ศรี...นี่ล่ะที่ฉันต้องการจากหล่อน”

ทางฝ่าย มร.จอห์นเดินเข้ามาคุยกับหลวงอัครเทพ “หากท่านเรียกตัวเองว่าประเทศเล็กๆ เราก็ขอบอกว่า เป็นประเทศเล็กๆที่ฉลาดมาก ดึงประเทศที่สามเข้ามาช่วย...ปล่อยข่าวให้ตกใจ ถือเป็นการทูตที่น่าสนใจ แต่ที่ส่งผู้หญิงสวยแกล้งบ้ามาหลอกพวกเราเนี่ย อันนี้ต้องบอกว่าเหนือชั้น...เหนือชั้นจริงๆ”

หลวงอัครเทพจะถือว่านี่เป็นคำชมจาก มร.จอห์น แล้วไหว้ขอบคุณเขา มร.จอห์นยิ้มตอบด้วยไมตรี...

งานเลี้ยงครั้งนี้ประสบความสำเร็จตามแผน สิ่งที่มณีจันทร์ หลวงอัครเทพ และเจ้าคุณวิศาลคดีพูด เพียงพอให้ประเทศต่างๆ พากันวิตกกังวล หลวงอัครเทพเดินเข้ามาถามมณีจันทร์ว่า เธอเคยบอกว่ารู้อนาคต ถ้าเช่นนั้นบอกเขาได้ไหม อนาคตประเทศของเราจะเป็นอย่างไร

“อย่ารู้เลยค่ะ เดี๋ยวนี้ฉันรู้แล้วว่า บางอย่างในชะตากรรมเราแก้ไขไม่ได้ เปลี่ยนไม่ได้ นอกจากผ่อนปรน”

“พระเจ้าอยู่หัว พระราชทานนโยบายไว้เช่นนั้น ยอมเสียอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต ยอมเสียดินแดนบางส่วนเพื่อรักษาเอกราช”

“สบายใจเถอะค่ะ เราไม่ได้เป็นขี้ข้าฝรั่งเศสหรืออังกฤษ เราไปตลอดรอดฝั่ง เราจะดีกว่าหลายประเทศ วันนี้ของเราขมขื่น แต่เรารักษาความเป็นเอกราชไว้ได้” มณีจันทร์ยิ้มให้หลวงอัครเทพซึ่งยิ้มตอบให้เธอเช่นกัน

ooooooo

เช้าวันใหม่ คุณหญิงมาลิดาแวะไปเยี่ยมคุณย่าของกุลวรางค์อีกครั้งหนึ่ง คุณย่าเล่าเรื่องคุณหญิงมณีให้ฟังว่า หลังจากงานเลี้ยงทูตไม่นาน บ้านเจ้าคุณอัครเทพก็มีงานใหญ่ ท่านจำได้ว่าแม่ของท่านบอกว่าเป็นงานแต่งงานของเจ้าคุณอัครเทพกับคุณหญิงมณี คุณหญิงมาลิดาทั้งตกใจทั้งดีใจปนกัน ถึงกับน้ำตาคลอเบ้า

คุณย่าเล่าต่ออีกว่า “เสด็จในกรมทรงเป็นเจ้าภาพ เพราะท่านกำกับกรมท่า เห็นว่าทางเจ้าคุณวิศาลคดีรับจะเป็นแม่งานฝ่ายหญิง เจ้านายเสด็จหลายพระองค์ ไม่รวมขุนน้ำ ขุนนาง ทั้งนั้นแหละไปกันหมด”

คุณหญิงมาลิดาดีใจมาก ได้ฟังแต่เรื่องดีๆของลูก...

ขณะคุณหญิงมาลิดากำลังปลื้มใจที่ลูกจะได้แต่งงานกับคนดีๆ และเพียบพร้อมอยู่ในภพปัจจุบัน ที่อีกฟากหนึ่งของกระจกข้ามภพ หลวงอัครเทพกำลังปรึกษาคุณหญิงแสร์จะให้ทาบทามขอมณีจันทร์ให้ คุณหญิงแสร์เตือนลูกชายคิดให้ดีๆ เกิดอยู่กันไม่เท่าไหร่ มณีจันทร์หนีกลับไปทางโน้นแล้วเขาจะทำอย่างไร

“กรมหมื่นท่านปรึกษากับเจ้าคุณเรื่องทูตที่ไปประจำต่างประเทศ ท่านมาทาบทามกระผม กระผมคิดว่าจะรับ จะได้พาแม่มณีไปเสียให้ไกล...กระผมจะพาคุณแม่ไปด้วย”

“ไม่ได้ๆ บ้านเรือนบ่าวไพร่จะทิ้งไปได้ยังไง แม่ไม่ไป...ไปกันเถอะ”

หลวงอัครเทพหัวเราะขำที่แม่หลุดปาก เพราะถ้าให้ไปกันสองคนแปลว่าเขากับมณีจันทร์ต้องแต่งงานกันก่อน คุณหญิงแสร์ต้องถามมณีจันทร์ก่อนจะยินยอมหรือไม่ หลวงอัครเทพกราบตักแม่ด้วยความดีใจ...

ครู่ต่อมา หลวงอัครเทพเดินผ่านมณีจันทร์ ซึ่งกำลังหัดจีบหมากพลูโดยมีม้วนคอยสอน แต่พลูออกมาไม่สวย หญิงสาวบ่นอุบที่ตัวเองฝีมือไม่ดี หลวงอัครเทพยิ้มกริ่มตาวาว

“ถึงจะจีบพลูยาวไม่ได้ ค่าตัวหล่อนก็เกินแล้ว” หลวงอัครเทพเดินเฉไฉไปดูต้นไม้ มณีจันทร์งง ไม่เข้าใจ จังหวะนั้นมีเสียงคุณหญิงแสร์ดังออกมาจากห้องของท่าน สั่งให้ม้วนเชิญมณีจันทร์มาพบ มณีจันทร์ได้ยินเสียงท่านเช่นกัน คว้าพลูอันที่ตัวเองทำสวยที่สุดติดมือไปให้คุณหญิงแสร์ช่วยดู
คุณหญิงแสร์ดูแล้ว วิจารณ์ว่าพลูม้วนไม่แน่นซ้ำไม่รีดปลาย พลูถึงเบี้ยว มณีจันทร์สงสัยจีบพลูเกี่ยวกับค่าตัวอย่างไร เมื่อครู่หลวงอัครเทพบอกเธอว่าค่าตัวเธอเกินพลูจีบแล้ว คุณหญิงแสร์สบช่องถามมณีจันทร์ว่าอยู่ที่นี่มีความสุขไหม มณีจันทร์ไม่ใช่แค่มีความสุข แต่สนุกมากด้วย

“อยู่เลยได้ไหม อย่ากลับไปเลย อยู่เสียที่นี่ อยู่บ้านเรา แต่งงานกับพ่อเทพเสียเถอะแม่มณี...มันไม่ถูกหรอกที่บอกแม่มณี เพราะผู้หลักผู้ใหญ่ควรพูดจากัน แต่มันจนใจ ฉันจะไปก็ไม่ได้ จะเชิญแม่หล่อนมาก็ไม่ได้ แม่มณีคงต้องตัดสินใจเอง ฉันเต็มใจรับแม่มณีเป็นลูก แม้แม่มณีจะปฏิเสธ ฉันก็ยังรักแม่มณีเท่าลูกเท่าหลาน พ่อเทพคงไม่หักหาญ” คุณหญิงแสร์มองมณีจันทร์ด้วยสายตารักและเอ็นดู

“ท่านเจ้าคะ มณีรักท่านเท่าๆกับที่เคยรักแม่ ถ้าท่านรักมณีอย่างลูกอย่างหลาน ท่านต้องตัดสินใจว่าควรยกมณีให้ใคร” มณีจันทร์ก้มกราบตักคุณหญิงแสร์ซาบซึ้งใจ คุณหญิงแสร์หัวเราะชอบใจ

“หล่อนน่ะ พูดจาฉลาด เอาเถอะ...จะพิจารณาพ่อเทพให้เป็นรายแรก”

มณีจันทร์งอนหลวงอัครเทพที่จะขอตนเองแต่งงานทั้งทีกลับให้แม่พูดให้ จึงขอร้องคุณหญิงแสร์อย่าเพิ่งบอกเรื่องนี้ กับใคร คุณหญิงแสร์รับปาก แล้วถอดสร้อยออกจากคอตัวเอง

“สายสร้อยเส้นนี้มีตะกรุดสองดอก เป็นแผ่นทองดวงชะตาแม่กับเจ้าคุณพ่อของพ่อเทพ ทำไว้คู่กัน ขอให้เป็นของรับขวัญ เป็นความผูกพันว่า แม่มณีมีพ่อมีแม่รักษา ขอให้เจริญ ด้วยยศศักดิ์ อายุ วรรณะ สุขะ พละ รักษาเกียรติวงศ์ตระกูลให้ดี เพราะเท่ากับเป็นเชื้อสายเดียวกันแล้ว” คุณหญิงแสร์ลูบหัวมณีจันทร์เบาๆก่อนจะคล้องสร้อยให้ มณีจันทร์น้ำตาริน เย็นวาบไปทั้งตัว...

ด้านหลวงอัครเทพลุ้นหน้าเครียด ไม่รู้แม่จะพูดอย่างไรกับมณีจันทร์บ้าง พอเห็นมณีจันทร์เดินออกมาพร้อมสร้อยคอเส้นโปรดของแม่ที่เจ้าคุณพ่อของเขาสวมให้วันแต่งงาน เขารู้ทันทีว่าแม่พูดเรื่องแต่งงานให้แล้ว ถึงมณีจันทร์จะปั้นแต่งเรื่องว่าได้สร้อยนี้เป็นรางวัลจีบพลูสวย หลวงอัครเทพไม่เชื่อ เดินหนีไปอย่างสบายใจ มณีจันทร์เจ็บใจที่เขารู้ทัน เดินงอนกลับห้องตัวเอง...

ในขณะที่มณีจันทร์กำลังงอนหลวงอัครเทพ คุณหญิงมาลิดาซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่งของกระจกข้ามภพโทร.ทางไกลรายงานท่านทูตณรงค์ถึงเรื่องที่ได้ฟังเพิ่มเติมจากคุณย่าของกุลวรางค์ ด้วยน้ำตาคลอเบ้า

“คุณจำชื่อเจ้าคุณอัครเทพวรากรได้ไหมคะ...ใช่ค่ะ ทูตไทยประจำสหรัฐฯ เคยเห็นรูปท่าน...จำได้หรือคะ คุณรู้ไหม คุณหญิงท่านชื่อมณีค่ะ...ค่ะ พ้องกัน เห็นรูปด้วยค่ะ หน้าเหมือนเมณี่...เราคงต้องเริ่มทำใจกัน เมณี่อาจได้กลับหรือไม่ได้กลับ ถ้าลูกไปอยู่ที่ดีจริงก็เป็นบุญของลูก”

ooooooo

ณ มหาวิทยาลัยซึ่งเป็นที่ทำงานของตรอง พอไรวัตรู้ว่าตรองยังไม่ได้คุยเปิดใจกับกุลวรางค์สักที แถมอ้างโน่นอ้างนี่ไปเรื่อย ไรวัตรำคาญรีบกดมือถือโทร.นัดกุลวรางค์ไปเจอเขาที่ดาดฟ้าของลานจอดรถแห่งหนึ่งในอีกครึ่งชั่วโมง อ้างมีเรื่องจะคุยด้วย ตรองสงสัยไรวัตมีเรื่องอะไรจะคุยกับกุลวรางค์

“ในเมื่อ นายไม่สนใจเธอแล้ว ฉันก็มีสิทธิ์จีบ ฉันจะจีบกุลวรางค์ล่ะนะ ไปล่ะ” ไรวัตว่าแล้ว ขับรถออกไปทันที ตรองเจ็บใจมาก ยอมไม่ได้เด็ดขาด คว้าจักรยานคู่ชีพปั่นสุดแรงเกิด หวังจะไปถึงที่นัดก่อนไรวัต แต่ไม่สำเร็จ พักใหญ่กว่าตรองจะไปถึงใต้อาคารจอดรถซึ่งไรวัตมาถึงก่อนแล้ว

พอเห็นตรองมา ไรวัตเดินมาหาพร้อมกับกดมือถือหากุลวรางค์ โดยเปิดสปีกเกอร์โฟนเอาไว้ ทำให้ตรองได้ยินเสียงกุลวรางค์ด้วย ไรวัตทำท่าเป็นทำนองให้ตรองอยู่เงียบๆ อย่าส่งเสียง แล้วหลอกถามกุลวรางค์ว่า ชอบผู้ชายแบบไหน ฐานะร่ำรวย มีชื่อเสียง มีเกียรติในสังคมหรือที่หน้าตา กุลวรางค์ไม่ได้ชอบผู้ชายแบบนั้น ขอแค่มีความรักให้ต่อกันทุกอย่างก็จะผ่านไปได้ เหมือนมณีจันทร์กับเจ้าคุณอัครเทพ ทวิภพไม่เป็นปัญหาของทั้งคู่ ขอเพียงมีใจรักให้แก่กัน ความแตกต่างใดๆก็จัดการได้ ไรวัตแกล้งซักอีก

“เวลาเราพูดกันว่าความรักน่ะ มันไม่เป็นรูปธรรมเอาเสียเลย พูดอะไรให้มันชัดๆหน่อยได้ไหม”

“มีผู้ชายคนหนึ่ง เขาไม่มีอะไรเลย ไม่มีทั้งเงินทองเกียรติยศ แต่เขาเข้าใจความเศร้าของฉัน มีเวลาให้กับความเศร้าของฉัน เราแตกต่างกันมาก ฉันเคยคิดว่า ถ้าอยู่กับเขา เราคงต้องทะเลาะกันตาย แต่กลายเป็นว่า เพราะไอ้ทะเลาะนี่แหละ ทำให้ฉันมีเรื่องคุยกับเขาไม่รู้จักจบจักสิ้น ทำให้เขาเหมือนหนังสือที่อ่านยังไงก็ไม่จบ เขาคอยเตือน ขัดเกลาทำให้ฉันสมบูรณ์ขึ้น”

ไรวัตวางสาย แล้วหันมองตรองเป็นทำนองจะเอาอย่างไร

“คุณกุลพูดถึงผม ผมมันโง่เองๆ” ตรองอยากเขกกะโหลกตัวเองนัก

“ฉันไม่ได้จีบกุล แค่อยากให้นายฮึดสู้มาฟังความจริง เห็นไหม ความจริงไม่ได้น่ากลัว ไอ้ที่ไปปอดแหกอยู่ไม่กล้ามาเจอเธอน่ะ โคตรโง่เลย”

ตรองซึ้งใจมากขอบใจไรวัตที่ช่วย แล้ววิ่งตรงไปขึ้นลิฟต์ไปหากุลวรางค์ ทั้งคู่เข้าใจกันในที่สุด ต่างโผกอดกันกลม ไรวัตดีใจที่ตรองกับกุลวรางค์ลงเอยกันด้วยดี

“โอ้...แฮปปี้เอ็นดิ้งจริงๆด้วย เฮ่อ...เมณี่จ๋า ผมทำได้แล้วนะ ผมมีความสุขกับการให้จริงๆด้วย เวลานี้ผมไม่มีคุณอยู่ข้างๆ แต่สิ่งที่คุณเปลี่ยนแปลงผม ความทรงจำอันงดงาม จะอยู่กับผมตลอดไป...”

ที่เรือนหลวงอัครเทพ เจ้าคุณวิศาลคดีมาแจ้งข่าวคืบหน้าว่างานเลี้ยงทูตครั้งนี้ประสบความสำเร็จ เราสร้างความวิตกให้เกิดขึ้นในหมู่ชาวต่างชาติสมใจเรา แล้วหันไปถามหลวงอัครเทพตกลงจะไปทำงานในต่างแดนแน่หรือ หลวงอัครเทพ ตัดสินใจแล้วจะไปทำงานที่นั่น

“ก็ดีจะได้ทูลเสด็จในกรมท่านไปตามนี้...อ้อยังมีอีกเรื่องว่าจะคุยตั้งนานแล้ว เรื่องแม่มณี”

หลวงอัครเทพโพล่งขึ้นทันที “กระผมจะแต่งงานกับหล่อน แล้วพาไปด้วยกัน”

เจ้าคุณวิศาลคดีจ้องหน้าหลวงอัครเทพอยู่อึดใจ ก่อนจะหัวเราะเสียงดัง บอกกับสองแม่ลูกว่าทีแรกท่านตั้งใจจะมาขอมณีจันทร์เป็นลูกบุญธรรม เพราะรู้สึกถูกชะตาด้วย เจอกันครั้งหลังสุด เธอบอกว่าท่านเหมือนพ่อของเธอ คุณหญิงแสร์กับหลวงอัครเทพมองหน้ากันงง เพราะคาดผิดไปอีกทางหนึ่ง

“คนที่เรือนฉันเอาไปลือว่าฉันเมตตาแม่มณีไปอีกอย่าง ก็มีสิทธิ์คิดไปได้นะ แต่ใจจริงแม่มณีเองก็พูด ฉันผูกพันกับแม่มณีแบบที่เข้าใจยากอยู่สักหน่อย แต่เอาเถิด ในเมื่อจะออกเรือนแล้วก็จะมีพ่อเทพปกป้องรักษา ฉันก็ไม่ต้องห่วงอีก ถ้าคิดได้อย่างนี้ ก็ให้รีบจัดการเสีย เสด็จในกรมอยากให้พ่อเทพเดินทางเร็วๆ เอาอย่างนี้ ฉันจะเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงให้ดีไหม” เจ้าคุณวิศาลคดีเสนอตัว

“กราบขอบพระคุณแทนแม่มณีด้วยนะเจ้าคะ” คุณหญิงแสร์ว่าแล้วถอนใจโล่งอก

“แม่มณีเป็นมณีหยาดฟ้าจริงๆ ฉันดูคนไม่ผิด อย่าให้ หนีไปเสียล่ะเลือกมาให้แล้ว” เจ้าคุณวิศาลคดีพูดเป็นนัยๆ เพราะจำอะไรได้หลายอย่างแล้วว่าตนเองเชื่อมโยงกับมณีจันทร์อย่างไร...

หลังจากเจ้าคุณวิศาลคดีกลับไปแล้ว หลวงอัครเทพเข้ามานั่งข้างๆมณีจันทร์ ซึ่งกำลังหัดจีบหมากพลูอยู่ เล่าข้อราชการที่ได้พูดคุยกับเจ้าคุณวิศาลคดีให้ฟัง แล้วบอกว่าท่านเจ้าคุณเร่งให้จัดงานให้เรียบร้อย เป็นทูตต้องมีครอบครัว มณีจันทร์ทำไม่สนใจ เพราะยังงอนไม่หายเรื่องที่เขาให้แม่มาขอแต่งงาน แทนที่จะมาขอเอง

“งั้นดีล่ะ จะได้เรียนคุณแม่ให้ทราบล่วงหน้า เพราะจะต้องหาฤกษ์หายามเตรียมข้าวของ”

“ก็แล้วแต่ ฉันไม่ทราบ ครอบครัวของคุณหลวงก็ต้องเตรียมเอาเอง ฉันไม่ทราบอะไรด้วย หากจะให้ช่วยจีบหมากจีบพลูก็จะแสดงสุดฝีมือค่ะ” มณีจันทร์พูดจบลุกหนีหน้าตาเฉย หลวงอัครเทพได้แต่มองตามงงๆ...

คืนวันเดียวกัน มณีจันทร์ต้องล้มเลิกการสวดมนต์ เพราะเสียงสีไวโอลินของหลวงอัครเทพรบกวนสมาธิ หลวงอัครเทพหยุดสีไวโอลินทันทีที่เห็นมณีจันทร์ออกจากหอพระ ขอโทษที่รบกวนไม่รู้ว่าเธอสวดมนต์อยู่ มณีจันทร์ขอร้องให้เขาเล่นต่อ เสียงเพลงจากไวโอลินทำให้มณีจันทร์คิดถึงบ้านขึ้นมาน้ำตาคลอ พึมพำในใจ

“กุลจ๋า ตั้งแต่เล็กฉันเดินทางไปหลายประเทศ หลายครั้งที่ฉันบ่นว่าคิดถึงบ้าน แต่เมื่อฉันถึงบ้านจริงๆ ฉันก็เหมือนยังรอคอยอะไรสักอย่าง...คุณแม่ขา กุลจ๋า บางทีเมณี่อยากให้รู้ ณ ที่นี้ เมณี่รู้สึกเหมือนบ้านที่แท้จริงที่เมณี่รอคอยมานาน เมณี่พบบ้านแล้วจริงๆ”

ด้วยแรงแห่งความคิดถึงแม่และเพื่อนรักของมณีจันทร์ทำให้คุณหญิงมาลิดา ซึ่งอยู่อีกภพหนึ่งรับความรู้สึกนั้นได้ ถึงกับชะงักวางมือจากงานที่ทำ หันมองกระจกข้ามภพ และด้วยแรงแห่งความคิดถึงนั้นเช่นกัน ทำให้กุลวรางค์ที่กำลังนอนหลับอยู่ในห้องนอนตัวเอง ละเมอเรียกเมณี่ลั่น...

ฝ่ายมณีจันทร์น้ำตาไหลพราก หลวงอัครเทพวางไวโอลินเดินเข้ามาถามอย่างอ่อนโยนว่า เป็นทุกข์เรื่องอะไร มณีจันทร์คิดถึงแม่คิดถึงเพื่อนรักมาก หลวงอัครเทพตัดสินใจเล่าให้เธอฟังว่าเขาเห็นแม่ของเธอในเงาสะท้อนของกระจกข้ามภพ เมื่อวันงานเลี้ยงทูตตอนที่เราสองคนยืนหน้ากระจกด้วยกัน แม่ของเธอฝากเธอไว้กับเขาและเขาสัญญากับท่านจะดูแลเธอให้สมกับเป็นมณีดวงเดียวในชีวิตเขา มณีจันทร์ถึงกับปล่อยโฮ

“อย่าร้องไห้ ฉันสัญญา ฉันจะไม่ทำให้หล่อนร้องไห้” หลวงอัครเทพปลอบ

ooooooo

หลังจากฝันเห็นมณีจันทร์เมื่อคืน กุลวรางค์ชวนตรองกับไรวัตไปถวายสังฆทานที่วัดแต่เช้า จากนั้น ทั้งสามคนร่วมกันกรวดน้ำ

“เราเชื่อว่าเมณี่ยังไม่ตาย แต่ไม่รู้จะใช้วิธีไหนส่งความรักไปหาเมณี่ นอกจากวิธีนี้ เมณี่จ๋า ฉันฝันเห็นเธอ ฉันตระหนักดีการพลัดพรากอยู่คู่กับความผูกพัน ไม่เคยห่างกันไปไหน เราสามคนแค่อยากบอกว่า เรารักและจะจดจำเมณี่ตลอดไป” กุลวรางค์อธิษฐานแทนตรองและไรวัต...

ขณะที่เพื่อนทั้งสามคนกำลังส่งจิตอธิษฐานไปให้มณีจันทร์อยู่ในภพปัจจุบัน มณีจันทร์ซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่งของกระจกข้ามภพกำลังง่วนอยู่กับการเลือกเครื่องประดับและเสื้อผ้าสำหรับใส่ในงานหมั้นและงานแต่งงานที่จะมีขึ้น โดยมีคุณหญิงแสร์ ม้วนและอิ่มคอยช่วยอยู่ไม่ห่าง

ooooooo

ในเวลาเดียวกัน ที่บ้านมณีจันทร์ คุณหญิงมาลิดารู้สึกว้าวุ่นใจชอบกล สั่งนุ่มให้เตรียมของคาวหวานสำหรับใส่บาตรวันพรุ่งนี้แล้วขึ้นไปนั่งหลับตาทำสมาธิเพื่อให้จิตใจสงบในห้องพระ พอเธอลืมตาขึ้นมา จิตวิญญาณของคุณหญิงมาลิดาข้ามภพไปอยู่ในหอพระเรือนหลวงอัครเทพ เธอตกใจมาก ค่อยๆเปิดประตูห้องออกไป เห็นโถงกลางเรือนไทยโบราณ มีพวกบ่าวไพร่จับกลุ่มทำงานแกะสลักผักผลไม้และงานดอกไม้อยู่

คุณหญิงแสร์กำลังคุมพวกบ่าวอยู่ใกล้ๆมองหางตาเห็นประตูหอพระเปิดออก หันขวับไปมองกลับไม่เจอใคร คุณหญิงมาลิดามองเลยไปที่คุณหญิงแสร์ รู้สึกประทับใจในทันทีที่เห็น ทันใดนั้น คุณหญิงมาลิดาสะดุ้งลืมตาขึ้นมองไปรอบๆอีกครั้ง คราวนี้กลับมาอยู่ในห้องพระบ้านตัวเองแล้ว เธอแปลกใจมาก พึมพำกับตัวเอง

“เหมือนวันสุกดิบของอะไรสักอย่าง...ผู้หญิงคนนั้น... เป็นคนจัดงาน เป็นผู้ดูแลเมณี่”

ooooooo

ขณะมณีจันทร์กำลังเตรียมตัวสำหรับพิธีหมั้นที่จะมีขึ้นในตอนบ่าย อิ่มเข้ามาแจ้งว่าประยงค์ก็เพิ่งเข้าพิธีหมั้นไปเมื่อวานกับหลวงไกร และที่มาช่วยงานที่นี่ไม่ได้เพราะคุณหญิงสรเดชเห็นว่าไม่เหมาะไม่ควร แต่ประยงค์ฝากอาหารคาวหวานสำรับใหญ่มากับอิ่ม พร้อมกับจดหมายถึงมณีจันทร์ฉบับหนึ่งเขียนมาเล่าถึงวันที่หลวงไกรกับพ่อของเขามาทาบทามขอประยงค์ ทีแรกที่เห็นหลวงไกร ประยงค์ยังไม่ค่อยแน่ใจในตัวเขานัก

แต่พอแอบได้ยินเขาบอกคุณหญิงสรเดชว่าหลังจากแต่งงาน เขาจะย้ายไปรับราชการทหารที่เมืองจันทบุรีเพราะต้องการรับใช้พระเนตรพระกรรณ ไปดูแลชาวเมืองจันทบุรีไม่ให้พวกเขาเสียใจว่าถูกทอดทิ้ง ประยงค์ประทับใจหลวงไกร มาก นอกจากจะงามกายภายนอกแล้ว เขายังมีจิตใจอันมั่นคงที่จะรับใช้ชาติ เมื่อเจ้าคุณพ่อของเธอกับคุณหญิงสรเดชถามเรื่องออกเรือนกับหลวงไกร เธอจึงยอมตกปากรับคำทันที

ประยงค์เขียนตบท้ายว่า “จดหมายครั้งนี้ถือเป็นจดหมายกราบลา ขอพระศรีรัตนตรัยจงคุ้มครองคุณพี่ทั้งสอง ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์จงคุ้มครองให้น้องตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้อง ด้วยความระลึกถึงเสมอ...ประยงค์”

มณีจันทร์อ่านจดหมายจบ พึมพำเบาๆด้วยความสงสาร “โธ่...คุณประยงค์ ในเมื่อเกิดเป็นหญิงไม่สามารถรับใช้ชาติด้วยตัวเอง ก็เลยคิดจะแต่งงานไปดูแลทหารผู้รับใช้ชาติสินะ...”

บ่ายวันเดียวกัน ขบวนขันหมากแห่มาถึงเรือนหลวงอัครเทพ ต้องผ่านประตูเงินที่มีบัวกับเพื่อนเด็กๆคอยกั้น ส่วนประตูทองประตูสุดท้ายภรรยาบ่าวของเจ้าคุณวิศาลคดีคอยกั้นอยู่ เสด็จในกรมเป็นผู้ใหญ่ทางฝ่ายชายคอยแจกถุงเงินเล็กๆให้ทุกคนที่มายืนกั้นประตู บรรยากาศในงานหมั้นเป็นไปด้วยความสนุกสนาน

จากนั้น ขบวนขันหมากเคลื่อนขึ้นเรือนใหญ่ สินสอดทองหมั้นทยอยเอามาวางตรงหน้าเจ้าคุณวิศาลคดี ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง เสด็จในกรมทรงเปิดขันหมากและของต่างๆ พร้อมกับพูดคุยเจรจากับเจ้าคุณวิศาลคดีถึงเรื่องแต่งงานที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้...

ตกเย็น คู่บ่าวสาวจะมานั่งเคียงคู่กันเพื่อฟังพระสวด มณีจันทร์นั่งก้มหน้าอายๆ ขณะที่หลวงอัครเทพสีหน้ายิ้มแย้มตลอด ขาบพลอยดีใจไปด้วย ในที่สุดเจ้านายของตนก็มีความสุขเสียที พอเสร็จพิธีสวดมนต์เย็น กลุ่มเพื่อนเจ้าสาวเข้ามาพา มณีจันทร์กลับเรือนแพ ซึ่งใช้เป็นที่แต่งตัวของเจ้าสาว

หลวงอัครเทพมองตามตาละห้อย

“โฮ้ย...ไม่ไปไหนเสียหรอก รอท่าอยู่สามเวลาก็แล้วกัน” เจ้าคุณวิศาลคดีกระเซ้า ทุกคนในงานพากันยิ้มขำ หลวงอัครเทพเขินหน้าแดงเช่นเคย...

ระหว่างที่มณีจันทร์กำลังมีความสุขและสมหวังในความรักอยู่ในภพอดีต คุณหญิงมาลิดาซึ่งอยู่ในภพปัจจุบัน โทร.ทางไกลไปหาท่านทูตณรงค์ เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อตอนเช้าให้ฟัง

“ตอนฉันกราบพระวันนี้ ฉันเห็นเขากำลังเตรียมงานเหมือน วันสุกดิบอะไรสักอย่าง ฉันเห็นผู้หญิง เป็นผู้ทรงบรรดาศักดิ์คนหนึ่ง ฉันรู้สึกว่าเธอคือผู้คุ้มครองเมณี่...มือนั้นคงจะดูแลรักษาเอ็นดูลูกของเรา”

ท่านทูตณรงค์เริ่มรับรู้ทีละน้อยว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูก “คุณหญิง...ผม...ผมพูดไม่ออก...”

“เราต้องคิดเหมือนเวลาเราต้องอยู่แยกกันคนละประเทศ แต่เราจะไม่เลิกตามเลิกหวัง สักวันหนึ่งลูกจะกลับมา...คุณคะ... ฉันบอกหรือยัง เมณี่จะเป็นคุณหญิงและจะเจริญขึ้นเป็นท่าน ผู้หญิงมณีค่ะ” คุณหญิงมาลิดาน้ำตาคลอเบ้า คิดถึงลูกเหลือเกิน อยากเจอหน้าลูกอีกสักครั้ง...

ที่เรือนหลวงอัครเทพ คืนนี้มณีจันทร์มานอนเฝ้าหอกับม้วนในห้องที่มีกระจกข้ามภพ เพราะเป็นห้องหอส่งตัว จึงมีมโหรีกล่อมทั้งคืน มณีจันทร์นอนมองกระจก แล้วนึกอะไรขึ้นมาได้ ลุกขึ้นนั่งพนมมือ

“แม่จ๋า...วันนี้เมณี่หมั้น เมณี่อยากได้พรจากแม่ แม่อย่าโกรธเลยที่เมณี่ไม่ได้ขออนุญาตจากพ่อแม่ แต่เมณี่รู้ อะไรที่เมณี่รัก แม่จะรักด้วย” มณีจันทร์ตั้งจิตภาวนาเสร็จ กราบหมอนก่อนจะล้มตัวลงนอน

ooooooo

คุณหญิงมาลิดาลุกขึ้นใส่บาตรแต่เช้า แล้วเดินเข้ามากรวดน้ำใต้ต้นไม้ใหญ่ในสวนนึกขึ้นได้ ถ้าเมื่อวานที่จิตของเธอข้ามภพไปเห็นงานวันสุกดิบ วันนี้คงต้องเป็นวันแต่งงานแน่ๆ คุณหญิงมาลิดาคิดได้ดังนั้น รีบคุกเข่าลงบนสนามหญ้า รับแก้วใส่น้ำสำหรับกรวดน้ำจากมือนุ่มมาถือไว้

“แม่หลั่งน้ำพระพุทธมนต์ให้ตรงนี้นะลูก ขอให้น้ำและพรจงเย็นซาบซ่านไปถึงหัวใจลูก ขอให้ลูกรับรู้ถึงความรัก ความยินดีจากหัวใจแม่ด้วย ลูกจะอยู่ภพใดที่ไหน ขอให้รับรู้...แม่รักลูก” คุณหญิงมาลิดาเทน้ำในแก้วแล้วพนมมือหลับตาตั้งสมาธิ

“เมณี่ ขอให้มีชีวิตอยู่ยืนนาน ขอให้เจริญด้วยยศศักดิ์ อย่าให้มีสิ่งใดมาแผ้วพาน เจ้าคุณคะ...ฝากลูกด้วย เมณี่มีเจ้าคุณคนเดียวแล้ว รักษาลูกของฉันไว้ให้ดีสมวาจาที่เจ้าคุณลั่นไว้นะคะ”

ด้วยแรงแห่งรักที่แม่มีต่อลูก ทำให้มณีจันทร์ซึ่งกำลังนั่งฟังพระสวดอยู่ในอีกภพหนึ่งเห็นนิมิตว่า แม่กำลังรดน้ำและให้พร ถึงกับน้ำตาไหลทั้งที่หลับตา หลวงอัครเทพนั่งอยู่ข้างๆหันมองมณีจันทร์ด้วยความสงสัย...

หลังพระสวดเสร็จ คู่บ่าวสาวทำบุญตักบาตรร่วมกันตาม ประเพณี หลวงอัครเทพยอมเลื่อนมือลงมาให้มณีจันทร์จับทัพพีตักบาตรท่อนบน ผู้คนในงานซึ่งเฝ้าดูอยู่ ส่งเสียงฮือฮากันใหญ่

“ยอมกลัวตั้งแต่วันนี้เชียวเรอะ” เจ้าคุณวิศาลคดีกระเซ้า แขกเหรื่อในงานพากันหัวเราะชอบใจ...

ตกค่ำ มีพิธีส่งตัวบ่าวสาวเข้าหอ หลวงอัครเทพกับมณีจันทร์นั่งฟังคำอวยพรจากเสด็จในกรม เจ้าคุณวิศาลคดีและคุณหญิงแสร์จบก็เป็นอันเสร็จพิธี จากนั้น ทั้งสามท่านปล่อยให้คู่แต่งงานได้อยู่กันตามลำพัง ทันทีที่ประตูห้องหอปิด มีเสียงสัญญาณเรียกจากนาฬิกาดังขึ้น กระจกข้ามภพเกิดหมอกควันปกคลุม มณีจันทร์ปราดไปยืนหน้ากระจก หลวงอัครเทพรีบตามมายืนข้างๆ จับมือมณีจันทร์ไว้มั่น บอกด้วยเสียงหนักแน่นว่า

“ฉันไม่ทิ้งแม่มณี...ไปไหนไปกัน”

หมอกควันเข้าปกคลุมมณีจันทร์กับหลวงอัครเทพ ก่อนจะหอบร่างทั้งคู่หายวับไป...

ที่อีกด้านหนึ่งของกระจกข้ามภพ คุณหญิงมาลิดาเข้านอนแล้ว พลันได้ยินเสียงเรียกของมณีจันทร์ดังขึ้น เธอสะดุ้งตื่น รีบเดินไปที่กระจกซึ่งตอนนี้มีหมอกควันปกคลุม พอหมอกจาง ปรากฏร่างของมณีจันทร์กับหลวงอัครเทพยืนอยู่ตรงหน้า คุณหญิงมาลิดาถึงกับตะลึง มณีจันทร์ดีใจมากจะโผเข้าหาแม่ แต่หลวงอัครเทพดึงเธอให้นั่งลง มณีจันทร์บอกแม่ทั้งน้ำตาว่า มาเพื่อขอพรจากท่าน คุณหญิงมาลิดาทรุดตัวลงนั่ง

“แม่รักลูก เมณี่จะไปอยู่ที่ไหนไม่สำคัญ แม่รักลูกเสมอ ขอให้ลูกมีความสุข ความเจริญ ขอให้พรของแม่ ความรักของแม่จงเป็นเกราะคุ้มครองลูกตลอดไป...คุณ...ฝากเมณี่ด้วย รักเธอให้มาก เธอจะไม่มีใครคุ้มครองอีกแล้วนอกจากคุณ” คุณหญิงมาลิดาหันมองหลวงอัครเทพซึ่งรับปากจะดูแลมณีจันทร์อย่างดี

“แม่ไม่มีอะไรจะรับไหว้...แหวนวงนี้คุณพ่อให้แม่” คุณหญิงมาลิดาว่าแล้วถอนแหวนออก ก่อนจะสวมที่นิ้วมณีจันทร์ ส่วนมณีจันทร์ถอนนาฬิกาที่ห้อยคอตัวเองให้แม่ จากนั้น สองแม่ลูกโผกอดกันร้องไห้

“ฝากกราบคุณพ่อด้วยค่ะ บอกท่านด้วย เมณี่รักและภูมิใจตัวท่าน เมณี่จะทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองเหมือนที่พ่อและแม่ทำ” มณีจันทร์พูดทั้งน้ำตา
ทันใดนั้น กระจกข้ามภพเกิดหมอกควันขึ้นอีกครั้ง พร้อมเสียงสัญญาณจากนาฬิกาดังขึ้น คุณหญิงมาลิดาคลายอ้อมกอดลูกแล้วถอยออกห่าง แต่ยังจับมือลูกไว้อย่างอาลัยอาวรณ์ หมอกควันลอยเข้ามาคลุมร่างหลวงอัครเทพกับมณีจันทร์ ก่อนจะหายวับไปต่อหน้าต่อตา ทันทีที่ร่างของคู่แต่งงานปรากฏขึ้นที่อีกฟากหนึ่งในภพอดีต กระจกข้ามภพแตกเปรี้ยงเป็นเสี่ยงๆทั้งสองฝั่ง...

คุณหญิงมาลิดาตกใจตื่นเพราะเสียงกระจกแตก มองไปรอบตัวอย่างงุนงง คิดว่าตัวเองฝันไป แต่พอหงายมือออก ต้องแปลกใจที่เห็นนาฬิกาสำหรับห้อยคอที่มณีจันทร์ให้ไว้ เธอเปิดฝานาฬิกาออก เจอรูปหลวงอัครเทพอยู่ด้านใน

“ฉันดีใจ...เมณี่เลือกคนไม่ผิด” คุณหญิงมาลิดายิ้มให้รูปนั้นอย่างมีความสุข

ooooooo

มณีจันทร์มีความสุขมากตื่นมาในอ้อมกอดของชายที่เธอรัก เธอค่อยๆแกะมือหลวงอัครเทพออก แล้วเดินไปที่หน้าต่าง ยืนมองท้องฟ้ายามเช้าที่แสนสงบ สักพักหลวงอัครเทพเดินมากอดจากด้านหลัง ก้มหอมแก้มมณีจันทร์ ถามว่าเมื่อคืนนอนหลับไหม

“คุณหลวงล่ะคะ”

“หลับได้ดีเป็นครั้งแรก ปกติไม่หลับกลัวหล่อนแอบเข้ามาที่กระจกแล้วหายไป จากกันชั่วนิรันดร์”

มณีจันทร์สงสารเอื้อมมือไปจับแก้มหลวงอัครเทพ “โธ่...เราต้องออกเดินทางเมื่อไหร่คะ”

หลวงอัครเทพเร่งให้รีบเดินทาง มณีจันทร์คิดว่าเป็นเพราะเรือไม่ค่อยมี แต่กลับไม่ใช่ หลวงอัครเทพให้รีบไปเพราะเดี๋ยวมณีจันทร์เกิดท้องขึ้นมาก่อน หญิงสาวเอาศอกกระทุ้งเขาแก้เขิน

“บ้าจริง...เห็นเฉยๆ ร้ายเหมือนกันนะเนี่ย”

“บ้านเมืองยังมีปัญหา ยังคงเป็นเช่นนี้ไปอีกหลายปี เรามีงานที่ต้องทำอีกมาก”

“ฉันจะช่วยท่านให้สุดกำลัง เมื่อแม่ได้เจอหลักฐาน แม่จะได้ภูมิใจว่าไม่ได้เสียลูกไปเปล่าๆ”

“เจ้าคุณท่านแน่ใจว่าหล่อนฉลาด”

“ท่านไม่แน่ใจงั้นสิ”

หลวงอัครเทพไม่ได้โง่จนไม่รู้ว่ามณีแปลว่าเพชร และประยงค์แปลว่าดอกไม้ เพชรย่อมมีค่ากว่าดอกไม้ ในเมื่อเขาพบเพชรแล้วจะหยิบดอกไม้ทำไม

“งั้นถ้าไม่พบเพชรคงหยิบดอกไม้ล่ะสิ” มณีจันทร์เย้า

“แต่พบเสียแล้วนี่”

“เจ้าคุณกับคุณหลวงควรภูมิใจเพราะวันข้างหน้า ได้มีชื่อบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์”

“ที่ดีไม่ใช่เพราะมีชื่อในประวัติศาสตร์ หากเพราะรู้ว่า สยามยังมีประวัติศาสตร์ต่างหาก”

มณีจันทร์พยักหน้าเห็นด้วย คู่แต่งงานใหม่ยืนมองวิถีชีวิตผู้คนเบื้องหน้าด้วยกันอย่างมีความสุข แม้สยามจะเสียดินแดนให้ต่างชาติ แต่อย่างน้อยทั้งคู่ก็ภูมิใจที่สยามยังเป็นเอกราชไม่เป็นเมืองขึ้นของชาติใด...

พ.ศ.2349 หลังวิกฤตการณ์เรือรบปิดปากอ่าว 3 ปี อังกฤษและฝรั่งเศสร่วมกันลงนามในสัญญาให้สยามเป็นรัฐกันชน ทั้งสองประเทศรับรองในเอกราชของสยาม สัญญาว่าจะไม่มีการรุกรานในดินแดนแถบนี้ เพื่อป้องกันปัญหาการกระทบกระทั่งที่จะเกิดขึ้น หากมีชายแดนติดกัน

ในช่วงรัชกาลที่ 5 ไทยเสียดินแดนให้มหาอำนาจตะวันตกมากที่สุดถึง 6 ครั้ง ดินแดนเหล่านั้น ปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศเขมร ลาว และมาเลเซีย

ooooooo

โลกนี้มีสิ่งเกินฝัน อนันต์เหลือตรึกรำลึกได้

หากความฝันบรรเจิดเพริดพิไล ตื่นไย สนิทฝันชั่วกัลปา

ooooooo
­
–อวสาน–

ทวิภพ ตอนที่ 17

อ่านเรื่องย่อ
นิยายไทยรัฐ
advertisement

Thairath TV

คิดต่าง อย่างเข้าใจ
advertisement