สายธารหัวใจ ตอนที่ 9 นิยายไทยรัฐ
วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

advertisement

สายธารหัวใจ ตอนที่ 9


23 พ.ย. 2560 09:03
856,594 ครั้ง

ละคร นิยาย สายธารหัวใจ

สายธารหัวใจ ตอนที่ 9

อ่านเรื่องย่อ

สายธารหัวใจ

แนว:

โรแมนติก-ดราม่า

บทประพันธ์โดย:

วาสนา

บทโทรทัศน์โดย:

คนเขียนเงา

กำกับการแสดงโดย:

ชนะ คราประยูร

ผลิตโดย:

บริษัท เมกเกอร์ เจ กรุ๊ป จำกัด

วัน-เวลาออกอากาศ: ทุกวันพุธ - พฤหัสบดี เวลา 20.15 น.

ช่องออกอากาศ:

สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ:

เจมส์ มาร์, ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง

เกียรติศักดิ์ตื่นขึ้นหัวเสียอย่างมากที่ไม่เห็นปฐวีในห้อง โทร.หาก็ไม่รับสาย...ประคองออกจากห้องไอซียู เห็นบรรจงนั่งรออยู่คนเดียว ละมุลกับณรังค์ยังไม่มา

ในเวลานั้นณรังค์กำลังปลอบและขอโทษละมุลที่ไม่อาจรักและแต่งงานกับเธอได้ ละมุลเสียใจจนขาดสติฟูมฟายทุบตีเขา ทำแบบนี้กับตนได้อย่างไร ณรังค์ไม่ปัดป้องเพราะรู้ว่าตัวผิด...ห่างออกมา ปฐวียืนฟังยิ้มหยันด้วยความสะใจ ละมุลอาละวาดจนเหนื่อยทรุดลง

ณรังค์รับร่าง เธอผลักเขาออกวิ่งร้องไห้ออกไป เผอิญชนกับประคอง พอเห็นเป็นแม่ก็โผกอดสะอื้น ณรังค์ตามมา ประคองเห็นสีหน้าเขา ก็รู้ได้ว่าเรื่องอะไรจึงให้ทั้งสองกลับไปคุยกันที่วัง...

ประคองฟังเรื่องราวแล้วโกรธมาก ตบหน้าณรังค์ อย่างแรงด่าว่าเขา “อกตัญญู! หาสัจจะไม่ได้ เนี่ยน่ะเหรอ ลูกผู้ชาย!”

“ผมไม่เคยรับปากใครว่าจะแต่งงานกับละมุล”

“จะบอกว่าทั้งท่านชาย ฉัน แล้วก็น้องเข้าใจผิดกันไปเองอย่างนั้นเหรอ กล้าโยนความผิดให้คนอื่นแบบนี้ได้ยังไง! ยิ่งฟังฉันยิ่งสมเพช ฉันไม่รู้จักแกอีกแล้ว นี่ไม่ใช่เด็กผู้ชายที่ฉันเลี้ยงมา นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงกลายเป็นคนแบบนี้” ณรังค์ก้มกราบขอโทษ “ฉันไม่ต้องการคำขอโทษ ฉันต้องการเหตุผล ทำไมถึงทำแบบนี้หรือเพราะผู้หญิงคนนั้น มันอยากได้แกถึงให้แกทำ”

“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับสิริกันยาเลยครับ เพราะผมคนเดียวเท่านั้น...ผมไม่อยากนิ่งเงียบอีกแล้ว การยอมรับที่จะทำตามคำสั่งของท่านชาย มันไม่ใช่ความกตัญญู แต่มันคือความขี้ขลาดแล้วก็ไม่กล้ายอมรับความจริงต่างหาก”

“ความจริงอะไร!”

“ความจริงที่ผมไม่เคยรักละมุลมากไปกว่าการเป็นน้องสาว ความจริงที่ว่า การแต่งงานระหว่างผมกับละมุลมันไม่ใช่การแก้ปัญหาของท่านชาย ที่กลัวว่าคุณหญิงกับผมจะรื้อฟื้นความสัมพันธ์กันขึ้นมาอีก”

“พอได้แล้ว! หยุด ไม่ต้องพูด!”

“ถ้าอย่างนั้น แม่คองกับละมุลก็ยอมรับความจริงซะทีสิครับ”

ละมุลร้องไห้โฮ ประคองสงสารลูก ด่าว่าณรังค์ “แกใจร้ายมากที่เลือกเวลานี้ พูดเรื่องนี้ เพราะเห็นว่าท่านชายประชวรหนักจนลุกมาทำอะไรแกไม่ได้ใช่ไหม...ท่านชายทำอะไรไม่ได้ แต่อย่าลืมว่ายังมีแม่อีกคน และฉันก็ไม่ใช่หัวหลักหัวตอที่จะอยู่เฉยๆ แกต้องแต่งงานกับน้อง!”

ณรังค์ยืนกรานไม่แต่ง ไม่ว่าประคองจะบังคับอย่างไร เขายืนกระต่ายขาเดียว...ไม่แต่ง แม้จะโดนตบอีกกี่ครั้งก็ไม่ยอม ละมุลกับบรรจงตกใจขอร้องให้หยุดตี ประคองผลักละมุลกระเด็นและยังตบตีณรังค์ต่อ ณรังค์แม้จะเจ็บแต่อดทน

“ละมุลไม่ต้องห้าม แม่คองจะตีผมให้ตาย ผมก็ยังยืนยัน ว่าผมไม่แต่ง”

ประคองโกรธจนตัวสั่น “ต่อไปนี้ไม่ต้องมาเรียกฉันว่าแม่ จะไปไหนก็ไปให้พ้นหน้า”

ณรังค์ถึงกับเข่าอ่อน ละมุลสะเทือนใจแต่ด้วยความรักจะเข้าปลอบ เขากลับเดินหนีไม่อยากให้ใครยุ่งด้วยในตอนนี้ บรรจง ชื่น และสีดายืนมองอย่างเห็นใจเจ้านายผู้ต่ำศักดิ์คนนี้

ประคองนั่งร้องไห้แค้นใจอยู่มุมหนึ่ง คิดถึงคำพูดเหยียดหยามต่างๆของปฐวี ยิ่งอยากเอาชนะ ถ้าณรังค์รักและแต่งงานกับละมุลได้จะทำให้คุณหญิงแพ้และเจ็บปวด...

ช่วงเวลานั้น ปฐวีกำลังยืนมองสภาพแม้นเทพที่นอนอยู่ ด้วยความเสียใจระคนแค้น

“ท่านพ่อควรจะฟื้นขึ้นมาดูความหายนะของทุกคน ที่มีท่านพ่อเป็นต้นเหตุ”

พอเดินออกมาจากห้องไอซียู เห็นกำธรกับเกียรติศักดิ์ยืนให้ลูกน้องถ่ายรูปอยู่หน้าห้อง แล้วกำชับให้เอาไปส่งนักข่าว ว่าพวกเขามาเยี่ยมติดตามอาการของท่านชายแม้นเทพ...ปฐวีไม่พอใจพูดน้ำเสียงประชด สรุปมาทำข่าวไม่ได้มาเยี่ยมไข้ เกียรติศักดิ์ดึงเธอออกไปอย่างโกรธๆ กำธรไม่ได้สะทกสะท้านใดๆ กลับหันมาพูดกับประตูห้องไอซียูก่อนจะผละกลับไปว่า

“เยี่ยมตรงนี้แล้วกันนะฝ่าบาท พอดีมีนัดกินหูฉลาม ไม่อยากเสียเวลา”

เกียรติศักดิ์ต่อว่าปฐวี ควรให้เกียรติพ่อสามีบ้าง เธอสวนทันควัน ว่าพ่อเขาให้เกียรติท่านพ่อตนบ้างไหม ทำอะไรก็ต้องได้อย่างนั้น เกียรติศักดิ์ย้อนถามว่าโกรธหรือ

“ฉันใช้คำว่าเกลียด”

“ยิ่งเกลียด ยิ่งเจอ จำไว้!”

“สันดานออกแล้วสินะ”

“เพราะเห็นสันดานของคุณหญิงก่อนไง คุณหญิงไม่เคยรักษาคำพูดกับผม คิดจะเอาแต่ได้อย่างเดียว ทั้งๆที่ผมให้เกียรติคุณหญิงตลอดเวลา เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ผมจะทำในสิ่งที่ผมต้องการ คุณหญิงจะคิดยังไง ผมไม่แคร์ ทำอะไรก็ต้องได้อย่างนั้น”

เกียรติศักดิ์ย้อนคำเธอบ้าง ปฐวีโกรธเดินหนีแต่เกียรติศักดิ์ดึงแขนไว้ และย้ำว่า ต่อไปนี้เรื่องของเธอก็คือเรื่องของตนเพราะเราสองคนเป็นคนคนเดียวกัน คุณหญิงมองด้วยสายตารังเกียจ เขาย้ำอีกเรื่อง ห้ามปิดมือถือ ตนต้องติดต่อได้ตลอดเวลา เธอสวนว่าเธอไม่ใช่ทาส เขาตอกกลับอย่างเจ็บแสบ

“คุณหญิงไม่ใช่ทาส แต่เป็น...อีตัวที่ผมซื้อตัวมา!”

ปฐวีหน้าชา...เกียรติศักดิ์ดึงลากเธอมาที่คอนโดแห่งหนึ่ง และว่าที่นี่คือเรือนหอของเรา คุณหญิงยืนนิ่ง เขาเข้ากอดหอม เธอเฉยไม่ยินดียินร้าย ทำให้เขาโกรธกับความเฉยชาของภรรยา จึงรวบตัวมาปลุกปล้ำไม่สนใจว่าเธอจะยินยอมหรือไม่

ooooooo

ณรังค์เปิดประตูออกจากห้อง เจอละมุลยืนรอ เธอตกใจที่เห็นเขาถือกระเป๋าเสื้อผ้าออกมาพยายามแก้ตัวแทนแม่ ว่าแม่ไม่ได้ตัดขาดเขาจริงๆ ที่พูดไปเพราะความโกรธ เขาส่ายหน้า

“พี่ไม่ไปไหนหรอก พี่จะยังอยู่ดูแลแม่คอง ละมุลและก็ทุกคนที่นี่ หน้าที่พี่ยังอยู่...พี่อาจไม่ได้กลับบ้าน ต้องเทียวไปมาระหว่างออฟฟิศกับโรงพยาบาล”

ละมุลยังไม่ละความพยายามตื๊อไม่ให้เขาไป เขาหันกลับมาขอให้เธอหยุด อย่าเสียเวลากับตนอีก ยิ่งยื้อคนที่เจ็บปวดก็คือเธอ ละมุลชะงักเสียใจยืนเคว้ง...

ขณะที่สิริกันยากำลังทำงานต้องสะดุ้ง เมื่อณรังค์เอากระเป๋าเสื้อผ้าวางโครมบนโต๊ะเธอ...จากนั้นวิเชียรจัดการห้องพักให้ณรังค์ สิริกันยาวิ่งหน้าตื่นตามมาเพราะวิเชียรโทร.ให้เธอมาดูแลต่อ เขาต้องไปรับรองลูกค้าวีไอพี ณรังค์บอกวิเชียรก่อนจะออกไปว่า เจอกันตอนประชุม

สิริกันยาถามมีอะไรให้ช่วยบ้าง ณรังค์ปัดว่าไม่มี เธอจึงยืนเงียบๆสังเกตท่าทางเขาที่ดูอิดโรย เขาหันมาเห็นเธอมองก็ถาม มองทำไม มีอะไรอยากพูด

“คุณดูเหนื่อย เลื่อนประชุมไปหน่อยสักชั่วโมงไหมคะ ให้คุณได้พัก”

“ไม่พัก...” ณรังค์ตอบห้วนๆ

สิริกันยาเบือนหน้าแอบเคือง แต่พอหันกลับมาจะขอตัว เห็นเขาฟุบหลับบนเตียงไปแล้ว

“อ้าว...แล้วพูดทำไมว่าไม่พัก”

สิริกันยาจะออกไปแต่ก็ลังเลเป็นห่วง เข้ามาห่มผ้าให้ เขากลับดึงเธอลงไปนอนด้วยอย่างไม่รู้สึกตัว เธอตกใจนอนตัวแข็งทื่อ ค่อยๆมองหน้าเขาที่อยู่ใกล้ชิด ได้ยินเสียงกรนเบาๆแสดงว่าเขาเพลียจริง หญิงสาวเผลอมองหน้าเขาเพลิน...ทันใดนั้น เสียงมือถือเธอดังขึ้น ณรังค์ตื่นตกใจที่เห็นสิริกันยานอนข้างๆ ต่างคนต่างลุกพรวดขึ้น เขาโวยว่าเธอมานอนอยู่ได้อย่างไร

“ก็คุณเหนี่ยวฉันลงไปเอง ตอนฉันกำลังห่มผ้าให้คุณ” สิริกันยารีบแก้ตัว ต่างฝ่ายต่างอาย

ณรังค์ให้เธอรับโทรศัพท์ สิริกันยารีบกดรับ แล้วบอกเขาว่า สวัสดิ์มารอ...ทั้งสองรีบไปที่ห้องทำงาน สวัสดิ์นำภาพที่วาดมาให้ดูก่อนว่าภาพเป็นแนวนี้ ยังต้องลงรายละเอียดอีก สิริกันยายืนหายใจไม่ทั่วท้อง ยังอายเรื่องเมื่อครู่ พยายามหลับตาสลัดภาพณรังค์ออกไปจากหัวเผลอหลุดไล่เสียงดังออกมาว่า ออกไป! สองหนุ่มสะดุ้ง สวัสดิ์รีบบอก

“เอ่อ ผมเพิ่งมา ขอขายงานก่อนนะครับ อย่าเพิ่งไล่เลย”

“ไม่ใช่ค่ะ ขอโทษค่ะ ไม่ได้ไล่คุณนะคะ” สิริกันยาหน้าเสียแก้ตัวพัลวัน

ณรังค์หาว่าไล่ตน หญิงสาวส่ายหน้าไม่รู้จะแก้ตัวอย่างไร ณรังค์ตัดบทให้เธอไปชงกาแฟ เพราะมีเรื่องอยากคุยกับสวัสดิ์ลำพัง...สิริกันยาเดินหน้ามุ่ยโมโหตัวเองออกไป

ณรังค์ชื่นชมภาพวาดของสวัสดิ์ว่าสวยถูกใจ และไม่คิดว่าเขาจะมาแค่เรื่องงาน สวัสดิ์ยอมรับ ที่ตั้งใจมาเพราะติดต่อละมุลไม่ได้ ณรังค์ถอนใจสารภาพว่าบอกละมุลไปแล้ว ตนจะไม่แต่งงานกับเธอ สวัสดิ์เป็นห่วงละมุลทันที...

ในเวลานั้น ละมุลนอนร้องไห้ในห้อง ประคองเคาะประตูเรียกเท่าไหร่ก็ไม่เปิด จนต้องขู่บังคับจึงยอมเปิดประตู แล้วคาดคั้นถามคุยอะไรกับณรังค์ ละมุลร่ำไห้ที่ต้องตอกย้ำตัวเองให้ช้ำใจอีก เสียงสั่นบอกแม่ว่า เขาให้ตนหยุด เขาไม่มีทางรักตน

“ลูกต้องไม่หยุด” ประคองไม่ยอม

“หนูทำไม่ได้แล้ว...” ละมุลสะอื้น ประคองบังคับต้องได้ “ให้หนูหน้าด้านตื๊อขอความรักจากพี่ณะ หนูยิ่งรู้สึกสมเพชตัวเอง...”

“หรือจะยอมให้นังคุณหญิงมันหัวเราะเยาะ! ถ้ามันรู้ว่าตาณะยกเลิกการแต่งงาน มันทำแน่...แม่ไม่มีทางยอมให้มันชนะ”

“แม่เอาแต่เป็นห่วงตัวเอง กลัวถูกคุณหญิงหัวเราะเยาะ แล้วความรู้สึกหนูล่ะ...หนูต้องเจ็บแล้วเจ็บอีก แม่ไม่เคยแคร์เลย!” ละมุลฟุบหน้าปล่อยโฮกับหมอน

ประคองรู้สึกสงสารแต่ถึงอย่างไรก็ไม่ยอมแพ้ปฐวี...ระหว่างนั้น สวัสดิ์ขี่รถมาจอดมองอยู่หน้าวังด้วยความเป็นห่วงละมุล

ooooooo

ปฐวีนอนหมดอาลัยตายอยากบนเตียง เกียรติศักดิ์กำลังแต่งตัว ปรายตามองเธอยิ้มอย่างผู้ชนะ เขาเดินไปหยิบมือถือเธอในกระเป๋าอย่างละลาบละล้วง เธอโวยอย่ายุ่งกับของส่วนตัว

“ท่าทางจะขี้ลืม...ของของเมียก็เหมือนของของผัว”

“หยุดใช้คำนี้สักที! ฉันขยะแขยง”

“ขยะแขยง แต่มันคือความจริง รีบๆชินซะทีเถอะ ยังไงก็หนีไม่พ้น” เกียรติศักดิ์เอามือถือส่งให้แล้วสั่ง

“โทร.หาลุงเขยที่เป็นอธิบดีของคุณหญิงให้หน่อย ผมต้องการให้ใบอนุญาตก่อสร้างคอนโดที่พัทยาของผมผ่านเสียที”

ปฐวีหน้าตึงไม่ยอมโทร. แต่พอเขาต่อรอง “อย่าเรื่องมากนักน่ะคุณหญิง ถึงคุณหญิงจะเป็นคนสับปลับ แต่ผมไม่ใช่ ผมยังจำได้ว่าเคยสัญญาเอาไว้ จะช่วยคุณหญิงแก้แค้น ซึ่งถ้าคุณหญิงยอมโทร.ตอนนี้ ผมจะจัดการตามที่ขอให้ทันที หรือ...เปลี่ยนใจแล้ว ไม่ทำแล้ว”

ปฐวีชะงัก นึกถึงเรื่องณรังค์ยอมรับกับละมุลว่า รักสิริกันยา ก็เกิดความแค้นใจขึ้นมา ตัดสินใจโทร.หาท่านหญิงป้าให้พูดกับลุงเขยให้ตามที่เกียรติศักดิ์ต้องการ เกียรติศักดิ์กระหยิ่มใจ

แต่แล้ววันเวลาผ่านไป เกียรติศักดิ์ก็ไม่ทำตามคำพูด ปฐวีกลัดกลุ้มเอาแต่ดื่มตั้งแต่รุ่งเช้า เกียรติศักดิ์เห็นสภาพภรรยาแล้วทนไม่ไหว ดึงแก้วจากมือสั่งเฉียบขาด อย่าเมาหยำเปทั้งวัน ทำอะไรไว้หน้าตนบ้าง ระดับตนไม่ใช่ไก่กา คุณหญิงเยาะหยัน

“ไม่ใช่ไก่กาเหรอ...แล้วที่ให้ทำเพื่อฉัน ไปจัดการนังนั่นแต่ทำไม่เคยสำเร็จสักครั้ง เรียกว่าอะไร!”

เกียรติศักดิ์ย้อนกลับ “คำถามนี้ไม่ควรถามผม แต่ควรถามตัวเอง ทำไมถึงทำอะไรผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ เพราะมันแสดงให้เห็นว่า คุณหญิงไม่มีทางเอาชนะเขาได้” ปฐวีกรี๊ดไม่ยอม “ยอมรับความจริงเสียเถอะ ว่าคุณหญิงคือคนแพ้ แล้วก็เลิกกวนใจผมด้วยเรื่องนี้สักที”

“แต่คุณสัญญาว่าจะจัดการมันให้ฉัน”

“ผมจะจัดการเฉพาะเรื่องที่ผมได้ประโยชน์เท่านั้น”

“คุณมันเลว!” ปฐวีพุ่งเข้าจิกตี

แต่โดนเกียรติศักดิ์จับเหวี่ยงลงอย่างแรง เงื้อมือจะตบพร้อมกำชับอย่าแตะต้องตัวเขาอีก เขายั้งมือไว้เดินออกไป คุณหญิงกรีดร้องด้วยความเจ็บใจ ตัดสินใจจะต้องลงมือเอง แล้วโทร.หากนกอร นัดเจอกันทันที

ก่อนที่จะไปโรงแรม ปฐวีกลับมาที่วัง ดักเจอละมุลเพื่อเยาะเย้ยให้สาแก่ใจ พอเห็นละมุลเดินซึมออกมาหน้าวัง ก็เข้ากระชากมือ เธอตกใจว่าจะทำอะไร คุณหญิงสั่งให้ฟัง

“นังหน้าโง่! อึ้งทำไม หรือที่ฉันพูดมันไม่จริง ว่าแกมันหน้าโง่...เชื่อฉันหรือยังว่าณรังค์ไม่ได้รักแก เขาถึงไม่แต่งงานกับแก”

“หยุดพูดเดี๋ยวนี้นะ ฉันไม่อยากฟัง” ละมุลช้ำใจแทบทนไม่ไหว

“ฟังหน่อยเถอะ จะได้ฉลาดขึ้นมาบ้าง อย่าโง่ดักดานเหมือนแม่แก ที่หลอกตัวเองไปวันๆว่าจะมีใครมารักมันไม่มี” ละมุลรับไม่ได้ร้องลั่นให้หยุด แต่ปฐวียิ่งตอกย้ำ “ไม่เคยมีใครรักแก ทั้งท่านพ่อ ทั้งณรังค์ ทั้งฉัน ทุกคนเกลียดแก!”

ละมุลกรีดร้องให้หยุดพูด ดิ้นรนจนหลุดจากการจับกุมแล้ววิ่งเตลิดร้องไห้ออกไป ปฐวีมองตามด้วยความสะใจ...จากนั้นเธอมาที่เดอะแกรนด์รอยัล เห็นณรังค์เดินคุยสั่งงานกับวิเชียรและสิริกันยา ก็เข้ามาหยุดตรงหน้า มองสิริกันยาอย่างท้าทาย

“มีอะไรกับดิฉันหรือเปล่าคะ” สิริกันยามองตอบไม่กลัวเกรง

“แค่อยากดูหน้า...คนที่ใครบางคนรักให้ชัดๆ เต็มๆตา...รสนิยมต่ำเหมือนกำพืด”

สิริกันยาไม่เข้าใจ ณรังค์ร้อนตัวตัดบท ถ้าไม่มีธุระอะไรตนขอตัวทำงานต่อ คุณหญิงปรายตามองสิริกันยาเหยียดๆ บอกณรังค์ว่าไม่มีอะไรแค่มาหาอะไรกินแล้วเดินไป

วิเชียรเผลอวิจารณ์ “จะว่าไปคุณหญิงแกก็...ดีนะครับ ตั้งแต่เด็กจนโตชอบที่จะรับประทานอาหารที่นี่ ไม่เคยเปลี่ยนใจเลย”

ณรังค์รู้สึกว่าคำพูดมีนัย แต่สิริกันยาไม่เข้าใจ พยายามอ่านความคิดเจ้านาย เขารู้ตัวเดินต่อไป หญิงสาวรีบเดินตามไปพร้อมกับวิเชียร

ด้านละมุลเตลิดมาถึงบ้านสวัสดิ์ เขาตกใจมากที่เห็นหน้าเธอเศร้าและสิ้นหวัง ละมุลขอให้เขาพาไปที่ไหนก็ได้ที่ไม่มีใครตามเจอ เขาอยากถามเหตุผลแต่เธอร้องไห้จนไม่กล้าถาม

ooooooo

กนกอรแปลกใจที่ปฐวีนัดเจอร้านกาแฟ ไม่ใช่ร้านเหล้าร้านไวน์ คุณหญิงบอกว่าต้องการมีสติให้มากในการคุย เพื่อนสาวขอโทษที่ไม่ได้ไปงานแต่งงานเพราะทัวร์ต่างประเทศอยู่กลับไม่ทัน คุณหญิงปัดว่าไม่สำคัญไม่จำเป็นต้องมา กนกอรเห็นความผิดปกติทางสีหน้าจึงถามโอเคไหม

“ไม่โอเค เธอก็รู้ดีว่าฉันเกลียดมันขนาดไหน แต่ต้องแต่งเพราะอะไร แค่ไม่กี่วันสันดานก็โผล่ จนอยากจะอ้วกเวลาที่เห็นหน้าหรือต้องอยู่ใกล้”

“หาเรื่องหย่าเลย แล้วเอาเงินมันมาให้คุ้ม”

“ฉันทำแน่...ถ้ามีโอกาส แต่ตอนนี้ ฉันต้องทำเรื่องเรื่องหนึ่งก่อน”

กนกอรแปลกใจจะให้ช่วยอะไร ปฐวีขอใช้เส้นสายของแฟนใหม่เธอที่เป็นนักเลงจัดการสิริกันยา ไม่ต้องถึงตายแค่ไม่มีหน้าออกมาเจอใครได้ ดูสิว่าจะมีใครรักลงอีก กนกอรทึ่ง...

ในขณะที่งานของกำธรผ่านฉลุย เขาพอใจมากอยากรู้ว่าลูกปราบพยศปฐวีได้อย่างไร

“คนอย่างคุณหญิงปฐวี ต้องหล่อเลี้ยงด้วยความแค้น” เกียรติศักดิ์ยิ้มเหยียด

“ไม่รู้จะน่าสงสารหรือน่าสมเพชเวทนาดี แต่ยังไงก็ดีๆกับเขาหน่อย เพราะเขาต้องเป็นแม่ของหลานชายป๊า”

เกียรติศักดิ์ยิ้มกรุ้มกริ่มเพราะกำลังพยายามอยู่ กำธรย้ำอีกเรื่อง ว่าอยากเปิดกาสิโนใต้ดิน และสถานที่ที่เล็งไว้คือ โรงแรมเดอะแกรนด์รอยัลของจงสวัสดิ์ เกียรติศักดิ์อึ้งนั่นคืองานใหญ่

บ่ายวันเดียวกัน ประคองมาดูอาการแม้นเทพในห้องไอซียู ลูบไล้ตามแขนเขา กระซิบข้างหูด้วยสายตาหมายมาด “บรรทมนานแล้วนะเพคะฝ่าบาท หม่อมฉันเชื่อแล้วว่า ฝ่าบาทไม่ยอมตายง่ายๆจริงๆ แต่สัจธรรมก็คือสัจธรรม ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า ถ้าไม่ไหวก็อย่าทรงฝืนเลยนะเพคะ ปล่อยวางซะ ฝ่าบาทจะทรงยึดทุกอย่างติดตัวไปลงนรกด้วยไม่ได้หรอกเพคะ หม่อมฉันและละมุลจะดูแลทุกอย่างของจงสวัสดิ์ให้เอง”

จากนั้นประคองก็เดินออกจากห้อง ไม่ทันเห็นว่านิ้วของท่านชายกระดิกเล็กน้อย...ให้บังเอิญที่ณรังค์แวะมาดูอาการแม้นเทพก่อนจะไปพบลูกค้า โดยพาสิริกันยามาด้วย ประคองออกมาเจอทั้งสองก็ตากร้าวใส่ ไม่รับไหว้ เบือนหน้าหนี เรียกบรรจงให้พากลับ

ณรังค์พยายามคุยถามอาการท่านชาย บรรจงเห็นประคองไม่พูดเดินดุ่มออกไป จึงตอบณรังค์แทนว่า ท่านชายยังอาการเหมือนเดิม เขาพยักหน้ารับรู้ แล้วบรรจงหันมาพูดกับสิริกันยา

“คุณณะเป็นคนดีนะครับ...”

ณรังค์ปรามไล่ให้ตามประคองไป สิริกันยางง วันนี้มีแต่คนพูดแปลกๆกับตน ทั้งปฐวีและบรรจง...

ณรังค์กลบเกลื่อนว่า โลกนี้มีแต่เรื่องแปลก ไม่ต้องสนใจนัก แล้วให้เธอรอที่หน้าห้อง เขาเข้าไปดูอาการแม้นเทพ

ประคองกลับถึงวังจงสวัสดิ์ นั่งคอเชิดราวกับเป็นเจ้าของในห้องโถง สีดาเดินผ่านมองอย่างแปลกใจ ประคองรีบเปลี่ยนท่าที สีดานึกได้รายงานว่า วันนี้มีครูที่โรงเรียนโทร.ตามละมุล บอกว่าผู้อำนวยการไม่อนุมัติใบลาออกของเธอ อยากให้เข้าไปคุยกัน...ประคองตกใจมาก รีบมาสำรวจที่ห้องละมุล ไม่มีอะไรหาย แต่ก็ยังร้อนใจว่าลูกไปไหน

บรรจงแนะนำให้โทร.ถามณรังค์ ประคองอึดอัดใจเพราะยังไม่อยากพูดด้วย แต่เพราะความเป็นห่วงลูก ตัดสินใจโทร.หา...ณรังค์กำลังประชุมงานอยู่ที่เอเจนซี่แห่งหนึ่ง พอรู้เรื่องก็รับปากจะตามให้ ประคองแดกดันก่อนจะตัดสาย

“ดี หัดรับผิดชอบการกระทำของตัวเองบ้าง อย่าให้ฉันต้องคิดว่าเลือดชั่วของจงสวัสดิ์มันแรงมาถึงพวกปลายแถวอย่างแก”

ณรังค์จุกไม่เคยโดนแม่ด่าว่ารุนแรงขนาดนี้ สิริกันยาสงสัยเกิดอะไรขึ้น พอรู้ว่าละมุลหายตัวไป ก็คิดได้ว่าควรติดต่อสวัสดิ์

ด้านละมุลซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ของสวัสดิ์ เธอหมดอาลัยตายอยาก ซบหน้ากับแผ่นหลังเขา มือทั้งสองโอบเอวเขาหลวมๆ สวัสดิ์เข้าใจความรู้สึกเธอ จับมือเธอเป็นการปลอบใจ หญิงสาวรับรู้ถึงสัมผัสอ่อนโยนนั้นซุกหน้าร้องไห้และกอดกระชับเขาแน่นขึ้น

ประคองหงุดหงิดที่ติดต่อละมุลไม่ได้ โทร.คาดคั้นถามที่อยู่บ้านสวัสดิ์กับครูต้อย ในเวลานั้นณรังค์แวะมาดูที่บ้านสวัสดิ์ พบว่าประตูบ้านคล้องกุญแจไว้ก็ผิดหวัง ...ประคองมาถึงพอดีเห็นสิริกันยาก็ไม่พอใจแต่ต้องระงับอารมณ์ไว้ แต่พอรู้ว่าบ้านปิดและไม่มีข่าวละมุลยิ่งโกรธ

“ฉันจะไปแจ้งความ มันเป็นคนลักพาตัวละมุล”

“แม่ใจเย็นก่อนครับ ถ้าละมุลไปกับสวัสดิ์จริง ผมมั่นใจว่าไม่ใช่การลักพาตัว”

ประคองเสียงกร้าวที่หาว่าละมุลสมยอม “แกดูถูกน้องเหรอ ไม่รักน้องจนยกเลิกงานแต่งก็พอแรงแล้ว นี่ยังดูถูกต่อหน้าคนอื่นอีก แกจะเหยียบย่ำน้องไปถึงไหน...น้องรักแกมาก แกคือความหวังในชีวิตของน้อง แต่แกกลับทำร้ายน้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าจะเอากันให้ถึงตายเลยไหม”

“แม่กำลังเข้าใจผมผิด ผมไม่เคย...”

“ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น เพราะฉันไม่เชื่อคำพูดอะไรของแกอีก จำไว้ว่าชีวิตลูกฉันพังก็เพราะพวกแก ถ้าลูกฉันเป็นอะไรไป ฉันจะเอาเรื่องพวกแกให้ถึงที่สุด ชาตินี้อย่าหวังว่าจะมีความสุข จำไว้!” พูดจบประคองสั่งบรรจงพากลับ ไม่ฟังเสียงณรังค์อธิบายใดๆ

ตะวันคล้อย สิริกันยาเห็นณรังค์นั่งซังกะตายอยู่ข้างทาง จึงซื้อของกินมาให้แต่เขากินไม่ลงเป็นห่วงว่าละมุลอยู่ไหนกับใคร หญิงสาวอดรนทนไม่ไหวขอถามเรื่องที่เขายกเลิกแต่งงาน

“เหตุผลง่ายมาก...ผมไม่ได้รักละมุล”

“คุณนี่จริงๆเลย วันนึงบอกรัก วันนี้บอกไม่รัก สมควรแล้วล่ะที่ถูกแม่คองคุณด่า”

“ผมมีเหตุผลที่ทำให้ต้องบอกว่ารัก และถ้าผมไม่ตอบตกลงแต่งงาน ละมุลกับแม่คองจะต้องเดือดร้อน ผมตอบได้แค่นี้ เชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามใจ และอย่าถามอะไรอีกเพราะจะไม่ตอบ”

“ขอบคุณค่ะที่ตอบคำถามฉัน ส่วนฉันจะเชื่อหรือไม่เชื่อ อันนี้ต้องคิดดูก่อน”

ณรังค์ยังคงนั่งซึมไม่แตะต้องของกิน สิริกันยาพยายามทำให้เขาอยากกิน จนเขาเห็นถึงน้ำใจของเธอ ขอร้องให้เธอช่วยเป็นคนใจร้ายนอกจากปากร้ายบ้าง หญิงสาวหน้าตึงไม่เข้าใจความหมาย ณรังค์ปัดไม่มีอะไรก่อนที่เธอจะรู้ความในใจตน แต่เธอยังขอถามอีกคำถาม

“ที่คุณไม่ได้รักคุณละมุล เพราะคุณ...ยังลืมใครบางคนไม่ได้ใช่ไหมคะ”

“ใช่ ผมยังลืมใครบางคนไม่ได้ และผมก็ไม่คิดจะลืม” ณรังค์ตอบอย่างหนักแน่น

สิริกันยารู้สึกเจ็บจี๊ดในใจ เข้าใจไปว่าเขาหมายถึงปฐวี ทั้งที่จริงแล้วคือตัวเธอเอง

ooooooo

สวัสดิ์ตัดสินใจพาละมุลมา “บ้านสวัสดิ์ดีมีสุข” รีสอร์ตของแม่มีสุขที่ต่างจังหวัด แม่เห็นลูกชายพาผู้หญิงมาด้วย แต่ด้วยสีหน้าของสาวที่เศร้าหม่นหมองจึงไม่ซักถาม จัดห้องพักให้ตามสมควรแถมหาเสื้อผ้ามาให้เปลี่ยน...ละมุลแอบถามสวัสดิ์ว่าเล่าอะไรให้แม่ฟังเกี่ยวกับตนบ้าง

“ผมไม่รู้จะบอกอะไรแม่ได้ คุณเองยังไม่ได้บอกอะไรผมเลย ว่าทำไมต้องลาออกจากงาน ทำไมต้องหนีออกจากบ้าน ทั้งที่ผมไม่เห็นด้วย และเคยบอกคุณไปแล้วว่าเราไม่ควรหนีปัญหา ทำไมถึงเลือกทำแบบนี้ มันร้ายแรงมากเหรอครับ”

“ขอโทษนะคะ แต่ฉันยังไม่อยากพูดตอนนี้”

“รอให้คุณพักให้สบายขึ้นก่อนก็ได้ครับ แต่คุณก็ต้องกลับไปเผชิญหน้ากับสิ่งที่คุณหนีมา ไม่มีใครหนีปัญหาได้ตลอดไปหรอกนะ”

“ขอโทษครูกับแม่ครูด้วยนะที่ทำให้เดือดร้อน ถึงเวลาฉันจะตอบคำถามทุกคำถามค่ะ”

สวัสดิ์เห็นใจปิดเครื่องโทรศัพท์เพื่อไม่ให้ใครโทร.ถามเรื่องเธอ ละมุลขอร้องให้เขาทำไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น เพราะตนยังไม่อยากเจอใคร เขารับคำ...แล้วในคืนนั้น มีสุขซักไซ้สวัสดิ์ เขาขอเวลาสักนิด สัญญาจะบอกทุกเรื่อง มีสุขเชื่อใจลูกว่าเขาต้องมีเหตุผลที่ดี แต่อดแย็บไม่ได้

“คนนี้ใช่ไหม คือสาเหตุที่ทำให้ลูกคิดจะลาออกกลับมาอยู่บ้าน แล้วก็เปลี่ยนใจทีหลัง”

สวัสดิ์รับว่าใช่เพราะเธอเปราะบางมากตนเลยอยากอยู่ดูแล มีสุขยิ้มอย่างเอ็นดูและเข้าใจ

ประคองโทร.หาครูต้อย ระเบิดอารมณ์ใส่ไม่เชื่อว่าเธอไม่รู้ว่าสวัสดิ์ไปไหน ไม่เพียงเท่านั้น ยังพาลอารมณ์เสียใส่บรรจง สีดาและชื่นให้ช่วยกันตามหาละมุล...

ทั้งสามแอบบ่นอุบว่าบ้านนี้มีแต่เจ้านายสติเสีย จะมีก็แต่ณรังค์ที่ดูมีสติกว่าเพื่อน

เพราะเห็นว่าค่ำแล้ว ณรังค์จึงขับรถมาส่งสิริกันยาที่บ้าน แต่เธอกลัวย่าเห็น ให้เขาจอดห่างบ้าน เขาอดห่วงเธอไม่ได้ ยืนมองจนเธอเดินเข้าบ้าน เจ๊หวานเห็นออกมาถามทำอะไรค่ำๆมืดๆไม่เข้าไปในบ้าน ในเวลานั้น สิริกันยาเข้าประตูบ้าน เห็นถึงความผิดปกติที่ไฟในบ้านไม่เปิด ทันใดมีชายฉกรรจ์สวมหมวกไอ้โม่งเข้ามาล็อกตัวเธอ

ณรังค์กำลังคุยกับเจ๊หวาน ได้ยินเสียงร้องของสิริกันยาก็ตกใจ รีบบอกให้เจ๊หวานโทร.แจ้งตำรวจ ตัวเขารีบคว้าจอบเป็นอาวุธผลักประตูรั้วเข้าไป เจ๊หวานโทร.เสร็จคว้าบัวรดน้ำวิ่งตาม ทั้งสองช่วยกันซัดคนร้ายจนล้มลงแล้วรีบแก้มัดให้สองย่าหลาน ณรังค์ประคองสิริกันยาลงนั่งเก้าอี้อย่างห่วงใย ศรีนวลเข้าแทรกตรงกลางเพราะไม่ต้องการให้เขาใกล้ชิดหลานสาวอีก

ณรังค์ยังห่วงจะพาทั้งสองไปให้หมอตรวจเช็ก ศรีนวลพูดจาเหวี่ยงใส่ไม่ต้องการความช่วยเหลือ เจ๊หวานงงติงย่าจะเหวี่ยงทำไมเขาอุตส่าห์มาช่วย

“ช่วยก็ส่วนช่วย แต่กูไม่ชอบ กูแยกแยะเป็น แล้วเอ็งทำไมไม่โผล่มาช่วยให้เร็วกว่านี้ มันจะได้ไม่ต้องมายุ่ง” ศรีนวลพาลเต็มที่สิริกันยาหวั่นใจกลัวย่าโกรธถ้ารู้ว่าตนยอมให้ณรังค์มาส่ง แต่พอศรีนวลถามอีก ณรังค์สารภาพว่ามาส่งสิริกันยาแล้วได้ยินเสียงร้อง เจ๊หวานช่วยพูดว่าเขาหวังดีมีน้ำใจมาส่ง

“ทีหลังไม่ต้องเลยนะ อยู่ให้ห่างๆ คราวที่แล้วมันก็เกือบตายหนหนึ่งแล้ว มาคราวนี้อีก เพราะเอ็งนั่นแหละ เอาความซวยมาให้” ศรีนวลโทษณรังค์ สิริกันยาปราม โดนเอ็ดไปด้วย “เอ็งก็เหมือนกัน จำไม่ได้หรือไงว่าเคยอก...”

“ย่า!” สิริกันยาขัดทันก่อนที่ศรีนวลจะหลุดคำว่าอกหักออกมา

เสียงรถตำรวจดังขัดจังหวะ ทุกคนรีบออกมาหน้าบ้าน...ตำรวจรวบตัวคนร้ายได้หมด เป็นพวกขี้ยาไม่ใช่คนแถวนี้ ณรังค์ขอให้ตำรวจส่งสายตรวจมาแถวนี้บ่อยๆเพื่อความปลอดภัย ศรีนวลยังเคืองไล่ณรังค์กลับ สิริกันยาเดินมาส่งเพื่อขอโทษเขาแทนย่า

“ไม่เป็นไรหรอก ไม่แปลกที่ย่าคุณจะมองผมแบบนั้น แล้วนี่...อยู่กันได้นะ...คิดอะไรอยู่”

“ฉันไม่กล้าพูดต่อหน้าย่าแล้วก็ตำรวจ ฉันไม่คิดว่า พวกนั้นจะเป็นพวกขี้ยาหรอกค่ะ”

“คุณหมายความว่ายังไง”

“มันไม่ได้มาปล้น แต่มันตั้งใจจะทำร้ายฉันมันจะเอามีดกรีดหน้าฉัน มันตั้งใจทำร้ายฉันคนเดียวฉันเองไม่เคยมีศัตรูที่ไหน นอกจาก...คุณหญิงปฐวี!”

ณรังค์นิ่งพูดไม่ออกกลับไป...สิริกันยาเดินเข้าบ้าน ศรีนวลกำลังเก็บของที่เกลื่อนกับเจ๊หวาน พูดเหน็บทำนองกลับบ้านเองไม่ได้หรือ เธอจึงเล่าว่า ไปช่วยณรังค์ตามหาละมุลน้องสาว คนที่เขาต้องแต่งงานด้วย เธอหนีออกจากบ้านเพราะเขายกเลิกการแต่งงาน ศรีนวลยิ่งข้องใจ

“ยกเลิกทำไม...หรือว่า...มันจะ...”

“เขามีรักฝังใจ ซึ่งไม่ใช่หนู เลยฝืนใจแต่งงานกับคุณละมุลไม่ได้ ที่หนูไปช่วยตามเพราะมันคือน้ำใจและเพื่อแสดงว่าหนู...หายดีแล้ว...เรียบร้อยแล้ว หนูอาบน้ำนอนล่ะ”

“นอนคนเดียวในห้องนั่นได้ใช่ไหม ไม่หลอนนะ”

“ได้สิ หนูไม่เก็บมาจำให้รกสมองหรอก มัวแต่กลัวหลอนว่าเคยถูกทำร้ายแล้วหนูจะใช้ชีวิตต่อไปได้ยังไง” พูดจบสิริกันยาเดินไป

เจ๊หวานชื่นชมช่างเด็ดเดี่ยวดี แต่ศรีนวลกลับไม่แน่ใจว่าหลานเข้มแข็งอย่างที่ปากพูด

ooooooo

ในคอนโด ปฐวีจิบไวน์ด้วยอารมณ์สุนทรีย์ คิดถึงสิ่งที่ขอให้กนกอรช่วย ใช้เส้นสายแฟนใหม่ที่เป็นนักเลง จัดการสิริกันยา...แต่แล้วความสุขก็มลายลง เมื่อรู้ว่าจัดการสิริกันยาไม่สำเร็จ แถมถูกตำรวจจับได้หมด เธอกวาดข้าวของใกล้ตัวตกกระจัดกระจายด้วยความโกรธ

เกียรติศักดิ์เข้ามาเจอพอดีตกใจห้ามปราม แต่เธอกราดเกรี้ยวใส่ไม่ต้องยุ่ง แล้วรินไวน์จะดื่มต่อ เขาดึงแก้วออก จะเอาเรื่อง เธอมองอย่างท้าทายแล้วตบหน้าตัวเองหลายฉาด

“อยากตบใช่ไหม นี่ไง! แบบนี้ใช่ไหมที่อยากทำ”

“บ้าไปแล้ว!”

ปฐวีกรี๊ดใส่ เกียรติศักดิ์หันไปคว้าขวดไวน์เททิ้งจนหมด คุณหญิงเข้ายื้อแย่งถูกเหวี่ยงล้มก้นกระแทกลุกไม่ขึ้นด้วยความเจ็บ เขาตวาดใส่ก่อนจะกลับออกไป

“ถ้ามันเสี้ยนนัก จนเลิกดื่มไม่ได้ ก็อย่ามาทำให้เห็น ทุเรศ! อีบ้า!”

ปฐวีร้องกรี๊ดๆไม่หยุดเพราะทุกอย่างผิดแผนไปหมด...ในคืนนั้น สิริกันยานอนร้องไห้เจ็บปวด เข้าใจว่าณรังค์ยังลืมปฐวีไม่ได้ถึงไม่ยอมแต่งงานกับละมุล

ในขณะที่ณรังค์ครุ่นคิดถึงคำพูดของสิริกันยา “ฉันขอโทษด้วยที่ฉันจะบอกคุณว่า...ฉันมั่นใจว่าคุณหญิงปฐวีเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ฉันถูกทำร้าย และฉันคงไม่อยู่เฉยๆโดยไม่คิดจะทำอะไร เพราะนี่...มันเกินไปแล้ว และฉันจะไม่ใช้วิธีของคนขี้ขลาดเหมือนคุณหญิง”

เขาประมวลกับคำพูดของปฐวีที่ดูเหมือนขู่อาฆาตสิริกันยาแล้วยิ่งเครียด ณรังค์เชื่อว่าปฐวีมีส่วนเกี่ยวข้องกับทุกครั้งที่สิริกันยาถูกทำร้าย

รุ่งเช้า ศรีนวลคุยกับเจ๊หวานว่าตนควรย้ายบ้านหนี สิริกันยาเดินเข้ามาพูดหนักแน่นว่า เราจะไม่หนีไปไหน การหนีไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่มันคือการเผชิญหน้าให้รู้ว่าเราไม่กลัวและไม่มีทางหนี พูดจบยกมือไหว้ทั้งสองก่อนขอตัวไปทำงาน เจ๊หวานมองตามคาดเดาว่า

“หรือนังกันยามันจะพกอาวุธติดตัวไว้ป้องกันตัว ดีนะหนูไม่ต้อง”

“ทำไม”

“ก็หนูมีหน้าตาเป็นอาวุธไง”

ศรีนวลหัวเราะออกมาได้...ระหว่างที่สิริกันยาเดินออกมาจากบ้าน ได้โทรศัพท์หาปฐวี เธอรับสายแต่ไม่พูด จึงกรอกเสียงไปตามสาย นัดหมายให้ออกมาเจอที่สวนสาธารณะ

ปฐวีมาตามนัด สิริกันยาเปิดฉากก่อนอย่างไม่กลัวเกรง ว่ามีคนบุกไปทำร้ายตนที่บ้านเมื่อคืน ปฐวีมองอย่างท้าทายทำนองเกี่ยวอะไรด้วย

“ไม่มีใครรู้ว่าคุณหญิงเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้รึเปล่า มีแต่คุณหญิงเท่านั้นที่รู้อยู่แก่ใจ”

“พูดให้ดีๆนะ ไม่งั้นฉันจะฟ้องเธอข้อหาหมิ่น ประมาท”

“ก็ฟ้องสิ ฉันเองก็อยากจะเป็นข่าว เพราะรู้ดีว่าคงเอาผิดคนอยู่เบื้องหลังไม่ได้ อย่างน้อยให้เป็นข่าวประจานออกสื่อก็ยังดี...บอกไว้เลยว่าฉันไม่เคยกลัว อยากจะทำอะไรฉันอีก เชิญ! ฉันจะรอ” ปฐวีหาว่าท้าทาย “ไม่ได้ท้า มีแรงทำได้ทำไป ฉันจะไม่ยอมเป็นอะไร จะรอดูผลกรรมมันทำงาน กฎหมายทำอะไรคุณหญิงไม่ได้แต่กฎแห่งกรรม ทำแน่”

ปฐวีสะอึกเมื่อเห็นสีหน้าเอาจริงของหญิงสาวผู้นี้ ...แยกจากสิริกันยาไม่ทันไร ณรังค์โทร.เข้ามาว่ามีเรื่องอยากคุยด้วย ปฐวีสวนทันที

“จะคุยเรื่องอะไรล่ะ เรื่องนังเลขานั่นถูกทำร้ายเหรอ ...หึ หญิงเพิ่งรู้ว่ามันก็ไม่ธรรมดา แถมยังดวงแข็ง แต่ต้องมีพลาดบ้างสิน่ะ ไม่รอดได้ทุกครั้งหรอก”

“ฟังผมนะ...คุณหญิงยิ่งทำร้ายสิริกันยามากเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งรักแล้วก็สงสารเธอมากขึ้นเท่านั้น”

พูดจบณรังค์วางสาย ปฐวียิ่งแค้นใจแทบกรี๊ดที่ทำอะไรสิริกันยาไม่ได้

ณรังค์กุมขมับเครียด ไม่ทันไรสวัสดิ์โทร.เข้ามาส่งข่าวว่าละมุลอยู่ที่รีสอร์ตแม่ของตนไม่ต้องห่วง แต่ณรังค์รีบบอกให้เขาพาละมุลกลับมา เพราะประคองแจ้งความว่าเขาลักพาตัวละมุล สวัสดิ์ตกใจจะพยายามเกลี้ยกล่อมเธอให้กลับ...ณรังค์โล่งใจเรื่องละมุล แต่แล้วก็ต้องมาหนักใจเรื่องแม้นเทพ เมื่อมีเจ้าหน้าที่โทร.แจ้งว่าท่านชายย้ายออกจากไอซียูได้แล้ว

เผอิญเช้าวันนั้นละมุลออกมาเดินเล่น ได้ยินที่สวัสดิ์คุยโทรศัพท์กับณรังค์ก็เสียใจ หนีเตลิดออกจากรีสอร์ต...สวัสดิ์เคาะประตูห้องให้ไปทานอาหารเช้า พอเห็นว่าละมุลไม่ได้อยู่ในห้องก็ใจเสีย เดินตามหาทั่ว มีพนักงานเห็นละมุลเดินร้องไห้ออกไป สวัสดิ์รีบขี่รถตามหา

ณรังค์เดินลิ่วมาถึงล็อบบี้ เจอสิริกันยาจึงตำหนิที่มาสาย เธออึกอักว่ามีธุระนิดหน่อย แต่เขาพอจะรู้ว่าเธอไปไหน เตือนแกมสั่ง

“ฟังนะ...ผมจะจัดการให้คุณเอง” สิริกันยาถามเรื่องอะไร “คุณก็รู้”

“ไม่เป็นไรค่ะ ไม่รบกวน...ให้คุณจัดการ ก็คงทำอะไรไม่ได้อยู่ดี คุณพยายามทำมาตลอดอยู่แล้วไม่ใช่เหรอคะ ก็ไม่เห็นจะได้ผล” สิริกันยาเหน็บกลายๆ

“แล้วคุณจะจัดการเอง...ไม่กลัวอันตรายบ้างหรือไง”

หญิงสาวส่ายหน้าพร้อมสู้ ระหว่างนั้นมีพนักงานเข็นรถอาหารผ่านไปทางลิฟต์ ทั้งสองไม่ทันสังเกตว่าเป็นคนนอกแฝงตัวเข้ามา...เนื่องจากเกียรติศักดิ์ไม่สามารถทำงานคืบหน้าได้ กำธรจึงแนะนำ ไม่ต้องเข้าตามตรอกออกตามประตู เขาฟังแผนของพ่ออย่างยิ้มกริ่ม

“ทำยังไงก็ได้ให้โรงแรมมันหมดความน่าเชื่อถือ หมดราคาจนทำต่อไม่ได้ แกค่อยเข้าไปจัดการ แล้วก็เปลี่ยนชื่อเสีย ฉันอยากได้แค่ที่ ไม่ได้อยากได้ชื่อ”

เกียรติศักดิ์จึงส่งคนเข้าไปทำร้ายแขกต่างชาติถึงในห้องพัก ให้เสียชื่อเรื่องความปลอดภัย ระหว่างนั้น ณรังค์กับสิริกันยามาที่โรงพยาบาล เจอประคองในห้องพักฟื้น เธอปรายตามองอย่างไม่พอใจ แถมพูดจากระทบกระเทียบว่าเขามาช้าเพราะมีห่วงต้องรอพ่วงใครมาด้วย สิริกันยากลืนน้ำลายเอื๊อกอย่างรู้ตัว ณรังค์ถามอะไรประคองก็ตอบอย่างเย็นชาแล้วเหน็บให้อีกดอก

“ใช้เวลาอยู่ด้วยกันจนกว่าจะพอใจนะ ฉันจะไปคุยกับพยาบาล คงต้องจ้างพยาบาลพิเศษคอยเฝ้า เพราะฉันไม่ว่างต้องไปตามหาลูก”

ณรังค์อ่อนใจ พอประตูห้องปิดลง เขาหันมาไหว้ลงที่มือแม้นเทพ สิริกันยามองประทับใจความกตัญญูของเขา ขณะที่เขาผงกหัวขึ้น แม้นเทพจับมือเขาหมับ ณรังค์ตกใจตื่นเต้นที่ท่านชายรู้สึกตัวแล้ว แม้นเทพพยายามขยับปากพูด

“นัง...คอง...มัน...จะ...ฆ่า...ฉัน”

ทั้งณรังค์และสิริกันยาตกใจไม่อยากเชื่อ แม้นเทพคิดถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าที่ณรังค์จะมาถึง ประคองคุยกับหมอในห้องพักฟื้น โดยไม่รู้ว่าเขารู้สึกตัวแล้ว...หมอ

บอกประคองว่าต้องรอดูอาการท่านฟื้นขึ้นมา อาจเป็นอัมพาตหรือเป็นเจ้าชายนิทรา ขอให้ญาติเตรียมใจไว้บ้าง

พอหมอกลับออกไป ประคองก็มีสีหน้าเหี้ยมขึ้น พูดลอดไรฟันด้วยความแค้นใจ “ทำไมไม่ตายๆไปซะที คนเห็นแก่ตัว มักมาก อยู่ไปก็มีแต่สร้างความเจ็บปวดให้คนอื่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะฝ่าบาททำให้หม่อมฉันทุกข์ทรมาน เป็นคนแต่เหมือนไม่ใช่คน เพราะฝ่าบาททำให้ละมุลต้องหนีออกจากบ้าน ตอนนี้จะเป็นตายร้ายดียังไงก็ไม่รู้ คนอย่างฝ่าบาทจะอยู่ทำไมให้รกโลก”

แม้นเทพปรือตามองแล้วทำเป็นหลับ เห็นประคองกำลังจะทำบางอย่างกับเครื่องเช็กการทำงานส่วนต่างๆของร่างกาย พอดีณรังค์กับสิริกันยาเปิดประตูเข้ามา จึงหยุดชะงัก...

ณรังค์ยังตกใจกับคำพูดของท่านชาย ท่านยังย้ำอีกว่า “อย่า...บอก...นัง...คอง...”

ประคองกลับเข้ามา แม้นเทพหลับตาลง ณรังค์อึกอักกลบเกลื่อนว่าท่านชายยังไม่ฟื้น สายตาเธอมองท่านอย่างเกลียดชัง ทำทีเข้ามากุมมือห่วงใย พูดกับท่านชายว่า

“ติดต่อพยาบาลพิเศษเรียบร้อยแล้ว จนกว่าละมุลจะกลับมา แล้วหม่อมฉันจะมาเฝ้าท่านชายเอง” จังหวะนั้น เครื่องวัดการเต้นของหัวใจ อัตราการเต้นเร็วขึ้น แต่ไม่มีใครสังเกต

ประคองกลับไป ณรังค์รีบเข้ามาถามแม้นเทพ ต้องการคำอธิบาย ท่านชายปรือตาขึ้นมาอย่างอ่อนแรง สิริกันยาคิดว่าอย่าเพิ่งกวนท่าน เรียกพยาบาลก่อนจะดีกว่า เขาจึงกดปุ่มเรียก

ooooooo

ด้านละมุลเดินร้องไห้ไม่รู้จะไปไหน เห็นรถวิ่งไปมา ตัดสินใจจะเดินให้รถชน จบชีวิตตัวเอง สวัสดิ์ขี่รถมาฝั่งตรงข้าม เห็นละมุลกำลังเดินมากลางถนน ก็ร้องลั่นให้เธอหยุด รถใหญ่แล่นมาด้วยความเร็วผ่านหน้าสวัสดิ์ เขาตกใจมากคิดว่าเธอโดนชนไปแล้ว

แต่พอรถผ่านไป เห็นละมุลถอยกลับไปยืนบนไหล่ทางทรุดลงร้องไห้อย่างหนัก สวัสดิ์ถลาเข้ามาหา ละมุลเห็นจะวิ่งหนี แต่เขาคว้าแขนเธอทัน เธอหันกลับมาทุบตีเขายกใหญ่ สวัสดิ์งงพยายามกอดเธอไว้ถามว่าเกิดอะไรขึ้น

“ครูโกหกฉัน ทั้งๆที่ครูเป็นคนที่ฉันไว้ใจมากที่สุด...ฉันต้องถูกทำร้ายอีกกี่ครั้ง ฉันไม่อยากเสียใจอีกแล้ว ฉันเบื่อ ฉันอยากหยุด ฉันอยากจบ แต่ฉันก็ไม่กล้าอยู่ดี...จะตายก็ไม่ได้ จะอยู่ก็ไม่รู้จะอยู่ที่ไหน ไม่มีที่ให้ฉันอยู่เลย ท่านพ่อ คุณหญิง เกลียดฉัน...

พี่ณะก็ไม่อยากแต่งงานกับฉัน แม้แต่แม่ ก็ไม่สนใจว่าฉันจะรู้สึกยังไง ทุกคนเห็นแก่ตัว หรือตัวครูเองก็พยายามผลักไสฉัน เพราะกลัวตัวเองจะเดือดร้อน”

มีสุขตามมาถึง ได้ยินละมุลระบายความอัดอั้นก็เห็นใจ สวัสดิ์แย้งว่าไม่จริง ละมุลขัด

“รู้ไหม คุณหญิงพูดกับฉันว่าอะไร ก่อนที่ฉันจะหนีมา เขาบอกว่าที่จงสวัสดิ์ไม่มีใครรักฉัน ไม่มีใครต้องการฉัน แต่จริงๆแล้ว ไม่ใช่แค่ที่จงสวัสดิ์หรอก แต่เป็นทุกที่บนโลกใบนี้”

มีสุขตรงเข้ากอดละมุล “ฟังแม่นะลูก ละมุลอย่าเอาคำพูดของคนที่เกลียดชังมาทำร้ายตัวเอง เพราะเขาไม่ได้หวังดีกับหนู อย่าคิดว่าไม่มีใครรัก โดยเฉพาะแม่หนู แม่ทุกคนรักลูกแต่อาจจะรักด้วยวิธีที่ไม่เหมือนกัน และแม่จะเจ็บปวดมากถ้าลูกไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง จนคิดว่าไม่สมควรได้รับความรักหรือเป็นที่ต้องการของใคร หนูต้องรักตัวเองให้มากๆก่อนนะลูก ด้วยการมีสติ แล้วหนูจะมองเห็นเองว่าหนูสามารถอยู่ที่ไหนก็ได้บนโลกใบนี้”

ละมุลร้องไห้โฮอย่างทุกข์ทรมานใจ มีสุขกอดปลอบด้วยความสงสารพากลับไปนอนพักที่ห้อง แล้วออกมาคุยกับสวัสดิ์ เขาตัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมดให้แม่ฟัง

จากนั้นสวัสดิ์ถือถาดอาหารมาให้ละมุล แต่เคาะเรียกเธอไม่ตอบ เขาจึงบอกเธอว่าจะนั่งรออยู่หน้าห้อง จนกว่าเธอจะหิวและออกมากิน...ละมุลนอนนิ่งน้ำตาไหลหมดอาลัยตายอยาก...

ความแค้นของประคองไม่ลดราลง ยิ่งเมื่อรู้จากหมอว่าแม้นเทพอาจเป็นเจ้าชายนิทรา เธอกลับถึงวัง เข้ามาในห้องแม้นเทพอย่างถือวิสาสะ หยิบกล่องสร้อยมรกตที่หม่อมช้องนางเคยสวมใส่ออกมา ยิ้มให้กับตัวเองอย่างแสนจะมีความสุข

ด้านปฐวีต่อว่ากนกอรที่คนของแฟนเธอทำงานไม่สำเร็จ ถึงขั้นจะเลิกคบ แต่กนกอรไม่ยอมเพราะการได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเพื่อนสนิทคุณหญิงปฐวีเป็นที่สนใจของสื่อดี คุณหญิงแค้นใจคิดว่าคงต้องลงมือจัดการสิริกันยาด้วยตัวเอง

บ่ายวันนั้น ณรังค์นั่งเครียดอยู่หน้าห้องพักฟื้น ครุ่นคิดที่แม้นเทพบอกว่าประคองจะฆ่าท่าน สิริกันยายื่นถ้วยกาแฟร้อนๆให้ เขารับมือจับมือเธอเข้าพอดี

หญิงสาวสบตาใจสั่นสักครู่รีบดึงมือออกอ้างว่าร้อนมือแล้วเปลี่ยนเรื่องถาม ทำไมเขาถึงไม่บอกประคองว่าท่านชายรู้สึกตัว

ณรังค์หนักใจ “นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นสายตาอ้อนวอนขอร้องจากท่าน แสดงว่าท่านยังไม่อยากให้ผมบอก คุณเองก็เถอะอย่าเพิ่งไปบอกใครนะ”

“คุณเชื่อที่ท่านบอกเรื่องคุณประคองทำร้ายท่านไหมคะ”

“ผมต้องการคำตอบยืนยันจากปากของท่านเมื่อท่านอาการดีกว่านี้ แล้วถ้าท่านยังยืนยันในสิ่งที่ท่านพูด ผมก็ไม่รู้ว่าควรจะเชื่อไหม หรือจะต้องรู้สึกยังไง ผมเป็นผมทุกวันนี้ได้เพราะคำสั่งสอนของแม่คองคนเดียว” ณรังค์น้ำตาซึมกลัวจะเจอความจริงที่ทำให้หัวใจแตกสลาย

ไม่เพียงแค่เจอความทุกข์แต่ณรังค์ยังต้องพบศึกหนัก เมื่อวิเชียรโทร.รายงานเรื่องลูกค้าต่างชาติโดนทำร้ายในห้องพักจนสลบ เขาตกใจมากจะรีบกลับไปที่โรงแรม สิริกันยาเห็นใจและเป็นห่วงจึงขอเป็นคนขับรถให้ พร้อมแสดงว่าตนมีใบขับขี่ เขายื่นกุญแจรถ เธอรับอย่างระวังไม่ให้มือสัมผัสกัน เขาหาว่าเธอรังเกียจ เธอปฏิเสธไม่โกรธและไม่เถียงให้เขาหนักใจอีก

แต่พอขึ้นนั่งประจำที่คนขับกลับหาที่สตาร์ตรถไม่เจอ ณรังค์แอบขำกับท่าทางที่ทำเป็นเก่งของเธอ แกล้งพูดโดยไม่หันมองว่า...ขวามือข้างล่าง หญิงสาวเขินนิดๆแต่สร้างความมั่นใจ

“ไม่ต้องกลัวหรอกค่ะ นั่งให้สบายเถอะ มีเรื่องเครียดกว่าเรื่องที่ฉันขับรถให้คุณนั่ง รออยู่ที่โรงแรม” คำพูดของสิริกันยาทำให้ณรังค์เชื่อใจและผ่อนคลายขึ้น

ความวุ่นวายที่โรงแรม ลูกค้าที่บาดเจ็บแชร์เรื่องราวลงโซเชียล ไม่นานยอดจองห้องพักลดฮวบลงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์...ณรังค์ สุนันทา อ๋อง สิริกันยา วิเชียรและพนักงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม เช็กภาพจากกล้องวงจรปิดทุกมุม เห็นว่าคนร้ายตั้งใจเข้ามาดิสเครดิตโรงแรม สุนันทาให้เรื่องคนร้ายเป็นหน้าที่ของตำรวจ ตอนนี้พวกเราต้องกู้ชื่อเสียงโรงแรมกลับมาโดยเร็ว

“แต่ต้องยอมรับว่าเราบกพร่อง” ณรังค์พูดขึ้น สุนันทาเห็นด้วย

“รีบแถลงข่าวไม่ต้องแก้ตัว ยอมรับความผิดพลาดทั้งหมด ฉันว่าสังคมจะต้องเข้าใจและให้ความเห็นใจ ไม่มีใครไม่อยากให้โอกาสคนที่ยอมรับความผิดพลาดและพร้อมจะแก้ตัว ดีกว่าทำตัวโอหังโยนความผิดให้คนอื่นเพียงอย่างเดียว โดยไม่มองตัวเอง...แล้วอย่าลืมย้ำว่า เราคือคนที่อยู่ในที่แจ้ง ย่อมลำบากที่จะป้องกันตัวเองจากคนที่ไม่หวังดีซึ่งอยู่ในที่มืด เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าใครจะลงมือทำอะไร เมื่อไหร่ อย่างไร”

ณรังค์สั่งการลงไป และจะเป็นคนตอบคำถามชี้แจงทางเพจด้วยตัวเอง สุนันทาเห็นดีด้วย ให้กำลังใจณรังค์ว่าคืนนี้คงเหนื่อยหน่อย อ๋องจะช่วยอธิบายกับเพื่อนๆในวงการเอเจนซี่และการท่องเที่ยวอีกแรง ...ระหว่างเดินออกจากห้องประชุมมาตามล็อบบี้

สุนันทาเอ่ยถามถึงอาการแม้นเทพ เห็นสิริกันยาบอกว่ายังไม่ฟื้น ณรังค์เหลือบมองหญิงสาวทำนองขอบคุณที่ไม่พูดความจริง

พอณรังค์รับว่าใช่ สุนันทาก็เสียใจด้วยที่งานแต่งคงต้องเลื่อนออกไป เขาพูดขัดขึ้นว่า

“ไม่มีการแต่งงานแล้วครับ...อาจมีคนต้องเจ็บหรือไม่ได้อย่างใจใครหลายคน แต่ผมจำเป็นต้องยืนยันความรู้สึกของผม...ผมแต่งงานไม่ได้ถ้าผมไม่ได้รัก”

อ๋องลอบสังเกตเห็นสิริกันยาซึมลงก็แปลกใจทำไมไม่ยินดี สุนันทาเชื่อว่าณรังค์เป็นคนมีเหตุผลไม่ว่าจะตัดสินใจทำอะไร ตนเป็นกำลังใจให้ อ๋องแย็บว่ามีคนเอาใจช่วยและพร้อมจะยืนเคียงข้างเขาเสมอ สิริกันยาทำไม่รู้ไม่ชี้ ณรังค์ไม่ทันคิดฝากอ๋องไปส่งสิริกันยาให้ถึงในบ้าน

“เอ่อ ไม่ต้องถึงขนาดนั้นก็ได้ค่ะ เอาแค่ประตูรั้วบ้านก็พอ”

“หรือว่าไม่เข็ด” ณรังค์สวน อ๋องแปลกใจมีเรื่องอะไร สิริกันยาเล่าเองย่อๆ

“คือ...มีโจรขึ้นบ้านค่ะ หนูก็ไม่ทันระวังตัว เดินเข้าบ้านเอง มันแอบอยู่ในบ้านเลยถูกทำร้าย ดีที่คุณณรังค์ย้อนกลับมาช่วยเอาไว้ทัน”

สุนันทาฟังแล้วหัวใจจะวาย ใจดีเสนอให้ทำบุญใหญ่สงสัยปีนี้เป็นปีชง แต่บอสกลับบอกว่าไม่ต้องปีชงก็เกิดเรื่องได้ ถ้าเราทำอะไรขาดสติ จำไว้ว่าอย่าประมาท อันตรายมีรอบตัว ทันใดเกียรติศักดิ์ควงหญิงสาวเข้ามายิ้มเย้ย

“ประชุมเครียดอะไรกันอยู่เหรอครับ” แต่พอเห็นสายตาทุกคน “คงไม่ใช่เวลาเหมาะสมที่จะทักทายกันสินะ ไม่เป็นไร ผมไปก่อนดีกว่า อ้อ ดูบรรยากาศโรงแรมหงอยๆไปนะครับ แขกบางตาเชียว” เยาะเย้ยเสร็จก็เดินควงสาวออกไป ทุกคนมองตามนึกสงสัย

เกียรติศักดิ์ควงสาวไปพลางคุยโทรศัพท์รายงานกำธรอย่างสะใจ ณรังค์ตามมาขอคุยด้วย เขารีบวางสายจากพ่อ หันมาบอกสาวให้ไปนั่งรอก่อน แล้วเผชิญหน้ากับณรังค์

“ผมจะไม่ถามเรื่องความวุ่นวายที่เกิดขึ้นกับโรงแรมในวันนี้”

“เรื่องอะไร อ๋อ เรื่องที่แขกถูกทำร้ายเพราะระบบการรักษาความปลอดภัยของโรงแรมห่วยใช่ไหม ข่าวดังเลยนี่”

ณรังค์เหน็บที่เขาให้ความสนใจ เกียรติศักดิ์อ้างว่าไม่ได้สนใจ ข่าวดังจนเข้าหู แล้วย้อนถามว่าถ้าไม่ถามเรื่องนี้แล้วจะถามเรื่องอะไร

“คุณเพิ่งแต่งงานกับคุณหญิง แต่คุณกลับควงผู้หญิงคนอื่นในโรงแรมที่เป็นของพ่อตาคุณ ไม่เป็นการดูหมิ่นกันเกินไปเหรอ”

“แล้วเสือกอะไรด้วย ฉันจะทำอะไร มันก็เรื่องของฉัน แกมันก็แค่เด็กในบ้าน”

“เป็นหน้าที่ผมที่ต้องปกป้องเกียรติยศและศักดิ์ศรีของจงสวัสดิ์...”

“หน้าที่หมารับใช้น่ะเหรอ...ฮ่ะๆไง...เถียงไม่ออกเพราะมันจริงใช่ไหม เฮ้ย! ไม่ต้องมาเตือน ฉันรู้ดีว่าฉันกำลังทำอะไร ปกป้องสิ่งที่แกควรจะปกป้องดีกว่า โดยเฉพาะไอ้โรงแรมห่วยๆนี่ เกียรติยศศักดิ์ศรีของจงสวัสดิ์มันไม่เหลือให้แกปกป้องแล้ว ไอ้หมารับใช้!” เกียรติศักดิ์เดินกระแทกไหล่ณรังค์อย่างแรง

ณรังค์ยืนนิ่งไม่ไหวติง มองตอบโต้อย่างท้าทาย “ผมก็มีเรื่องอยากจะบอกคุณเหมือนกัน ผมภูมิใจนะที่ได้เป็นหมารับใช้ เพราะผมถือว่าผมได้ตอบแทนบุญคุณข้าวและน้ำของเจ้าของ ส่วนคุณ...ภูมิใจมากแค่ไหน กับการเป็นหมาลอบกัด!”

เกียรติศักดิ์โกรธมากกระชากคอเสื้อณรังค์เงื้อหมัดจะต่อย ณรังค์กระชากคอเสื้อเขาเงื้อหมัดเช่นกัน ทั้งสองออกหมัดพร้อมกัน ต่างถูกต่อยหงายกระเด็นทั้งคู่เลือดกบปาก และจะพุ่งเข้าใส่กันอีก รปภ.วิ่งมาจับเกียรติศักดิ์ไว้ เขาขู่อาฆาตจะต้องเจอกันอีก ณรังค์มองไม่กลัวเกรง

ooooooo

คืนนั้นณรังค์มาเยี่ยมแม้นเทพอีก พยาบาลพิเศษที่นั่งเฝ้าถอยออกไป เขายกเก้าอี้มานั่งข้างเตียง เหนื่อยเกินกว่าจะพูดอะไร ฟุบหน้าลงกับเตียง สักพักแม้นเทพลืมตาขึ้นมองด้วยสายตาอ่อนโยนลง ณรังค์เงยหน้ามาเห็น ท่านชายเห็นเลือดที่มุมปาก มองอย่างสงสัย เขาแก้ตัวว่าหกล้ม

แม้นเทพพยายามขยับปากพูด “ฉัน...อยาก...กลับ ...บ้าน...บอก...หมอ...ให้...ที”

ณรังค์รับคำจะไปปรึกษาหมอ...หมอตรวจดูในชาร์ตแล้วบอกว่า อาการทุกอย่างคงที่แล้ว ที่น่าห่วงคือท่านยังเสวยอะไรไม่ได้ ต้องให้น้ำเกลือ ถ้ามีญาติหรือคนมีความรู้ดูแลก็ไม่น่าห่วง ณรังค์จะจ้างพยาบาลพิเศษดูแล หมอขอดูอาการสักสองสามวัน แล้วนึกได้

“อ้อ หมอมีเรื่องจะแจ้งให้คุณทราบ เรื่องสำคัญ...จากการตรวจพระโลหิต เราเจอสารพิษตัวหนึ่ง ซึ่งยังระบุชื่อไม่ได้แน่ชัด เพราะผมเองก็เพิ่งจะเคยเจอเคสนี้ ถามจากอาจารย์หมอหลายท่านก็ไม่มีใครรู้จัก แต่จากการตรวจสอบ มันมีผลทำให้ผนังหลอดเลือดเปราะ และนี่เป็นสาเหตุที่ทำให้ท่านมีพระอาการเส้นเลือดแตกในสมอง ทางเดียวที่จะรับสารพิษนี้ได้คืออาหาร แต่จะเป็นจากอาหารตัวไหนก็ต้องใช้เวลาทดสอบค้นหากันต่อไป”

ณรังค์หน้าซีดใจหาย กลับมานั่งข้างเตียงแม้นเทพอย่างหดหู่ใจ ท่านชายมองหน้ารอคอยคำตอบ ณรังค์รายงานว่าปรึกษาหมอแล้ว น้ำตาเขารื้นขึ้นเมื่อต้องพูดถึงสิ่งที่หมอบอก

“หมอบอกว่าตรวจเจอสารพิษในพระโลหิต ที่เป็นสาเหตุทำให้ฝ่าบาทประชวร ฝ่าบาทต้องได้รับสารพิษนี้จากสิ่งที่เสวย...แต่ต้องใช้เวลาสักระยะเพื่อตรวจสอบว่า มันคืออะไร”

แม้นเทพพยายามพูด “นัง...คอง...มัน...ให้...ฉัน... กิน...สมุนไพร...วัน...นั้น...”

“แต่แม่คอง รักฝ่าบาทมากเหลือเกิน...กระหม่อมขอประทานอนุญาตพิสูจน์เรื่องนี้ กระหม่อมอยากจะแน่ใจ” ณรังค์รู้แก่ใจว่าอาจเป็นเพราะความแค้นของประคอง

แม้นเทพพยักหน้าช้าๆยอมให้เขาพิสูจน์ ณรังค์ก้มกราบลา ท่านชายจับมือเขาแน่น มองด้วยสายตาวิงวอน พูดช้าๆว่า...อย่าทิ้งตน เขาลงนั่งอย่างเดิมบอกจะนอนเฝ้าทั้งคืน ท่านชายค่อยๆหลับตาลงอย่างหมดกังวล ณรังค์นั่งมองด้วยความสงสารในชะตากรรมของท่าน

ขณะที่อ๋องส่งสิริกันยาถึงบ้าน เขาแย็บถามเธอทำไมไม่ดีใจที่ณรังค์ไม่ต้องแต่งงานแล้ว เธอบอกเศร้าๆว่า ณรังค์ไม่ได้รักละมุล และก็ไม่ได้รักตน แต่มีคนที่เขาไม่เคยลืม คือปฐวี อ๋องปฏิเสธแทน สิริกันยาตัดบทขอร้องอย่าจุดชนวนขึ้นมาอีก ตนเยียวยาจิตใจจนใกล้หายดี

“คุณเข้มแข็งดีจัง” อ๋องทึ่ง

“ฉันต้องเอาตัวให้รอดค่ะ เพราะฉันไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก ฉันมีคนที่ต้องแคร์และมีชีวิตอยู่เพื่อเขา” สิริกันยาคิดถึงย่า แล้วขอตัวเข้าบ้าน อ๋องมองตามจนแน่ใจว่าไม่มีอะไรจึงกลับ

ด้านปฐวีหงุดหงิดเคร่งเครียดอยู่ในคอนโด คิดถึงภาพณรังค์กับสิริกันยาจับมือกันตอนรับถ้วยกาแฟหน้าห้องพักฟื้นแม้นเทพ แล้วให้โกรธแค้น เกียรติศักดิ์กลับมาปิดประตูโครม วางข้าวของเสียงดังราวไม่มีใครในห้อง คุณหญิงทรุดลงนั่งกอดเข่ารู้สึกเดียวดายน้ำตารื้น

ทางด้านละมุล พอจิตใจสงบลงก็ออกจากห้อง เห็นสวัสดิ์จัดอาหารจานใหม่ให้ ก็รู้สึกประทับใจ...ทานข้าวเสร็จออกมาเดินชมจันทร์ด้วยกัน สวัสดิ์บอกให้เธอรู้ว่าตนไม่เคยคิดทำร้ายเธอ ละมุลมองตาแล้วขอให้เขาพูดความจริงทั้งหมด เขาเป็นห่วงว่าเธอจะรับฟังไม่ไหว

“ฉันฟังได้ ฉันเหนื่อยที่จะหนีแล้วเหมือนกัน ครูปิดอะไรฉันไว้บ้าง”

“ผมรู้ว่าคุณณรังค์ไม่ได้รักคุณมาตั้งแต่แรก ผมรู้ว่าคุณณรังค์ยกเลิกการแต่งงานกับคุณ ผมโทร.บอกคุณณรังค์ว่าคุณหนีมากับผม และผมจะพยายามหว่านล้อมให้คุณกลับบ้าน เพราะไม่งั้นผมซวยแน่...แม่คุณแจ้งความเอาไว้ว่าผมลักพาตัวคุณหนีมา แต่ถ้าคุณยังไม่สบายใจ ไม่กลับก็ไม่เป็นไรนะ”

ละมุลตกใจไม่อยากทำให้เขากับแม่ของเขาเดือดร้อน จะต้องกลับไปบอกให้แม่ถอนแจ้งความ สวัสดิ์คิดไม่ถึงว่าเธอจะกล้า ละมุลอ้าง “คุณบอกฉันเองว่าฉันไม่ควรหนี ความจริงก็คือความจริง และฉันต้องไปเผชิญหน้ากับมัน”

“ผมดีใจนะที่คุณคิดแบบนี้”

“ฉันขอโทษสำหรับทุกอย่างที่ผ่านมา”

ทั้งสองยิ้มให้กันอย่างเข้าใจกันมากขึ้น สวัสดิ์แอบมองละมุลด้วยหัวใจพองโต

ooooooo

เช้าวันใหม่ ณรังค์ฟุบหลับอยู่ข้างเตียงแม้นเทพ ต้องสะดุ้งตื่นเมื่อรู้สึกว่ามีมือวางบนหัว พอเงยหน้าขึ้นเห็นสายตาท่านชายที่มองอย่างเมตตา เขาเต็มตื้นดีใจจนบอกไม่ถูก พลันเสียงเคาะประตูดังขึ้น ประคองเปิดประตูเข้ามา ท่านชายรีบหลับตาลงนอนนิ่ง ณรังค์หันมองใจหายนิดๆ

ประคองมองอย่างแปลกใจว่าพยาบาลไปไหน พอณรังค์บอกว่าเมื่อคืนตนนอนเฝ้าท่าน เธอหาว่าเขาประจบ เขาส่ายหน้าช้าๆ เธอกลับเสียงแข็งว่า วันนี้เธอจะเฝ้าท่านเอง เขาถามถึงเรื่องละมุล ประคองตอบห้วนๆว่าเรียบร้อยแล้ว ณรังค์คลางแคลงใจ...

ที่หน้ารีสอร์ตเช้าวันนั้น ละมุลกำลังลามีสุข “ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างนะคะแม่ หนูรู้แล้วล่ะค่ะ ว่าครูสวัสดิ์เหมือนใคร เหมือนแม่นี่เอง”

“ลูกคือผลผลิตของพ่อและแม่...แต่ก็มีถมไปที่ลูกไม้หล่นไกลต้น จำคำแม่ไว้นะลูก เราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะเป็นคนแบบไหนต่างหาก นั่นคือสิ่งสำคัญ มีสติไว้นะลูก แล้วชีวิตหนูจะมีความสุขโดยไม่ต้องรอให้ใครมาทำให้”

ละมุลกราบขอบคุณ มีสุขกอดด้วยความเอ็นดู ทันใดตำรวจเดินเข้ามาสองนาย ถามหาสวัสดิ์ ทุกคนตกใจ

ด้านปฐวีไม่สนใจว่าสามีกำลังจะออกไปทำงาน เกียรติศักดิ์เองเห็นเธอนั่งจิบกาแฟก็ไม่ถามไถ่เดินออกไปอย่างไม่สนใจเช่นกัน ปฐวีลุกมาที่โต๊ะทำงานของเขา เปิดลิ้นชักมองปืนพกสั้นที่วางอยู่ด้วยตาวาวโรจน์ จากนั้นก็โทร.นัดสิริกันยาเจอกัน

ณรังค์รู้ข่าวสวัสดิ์ถูกตำรวจจับรีบโทรศัพท์หาด้วยความเป็นห่วง เขาบอกว่ากำลังกลับกรุงเทพฯ ต้องไปเคลียร์ที่โรงพักเพราะประคองแจ้งความไว้ แต่ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ละมุลยืนยันกับตำรวจว่าเธอสมัครใจมากับตน...ระหว่างนั้นประคองแอบฟังณรังค์คุยโทรศัพท์

“ครูโอเคไหม” ณรังค์ถามสวัสดิ์อย่างห่วงใย

“ผมโอเค แต่อาจจะถูก ผอ.เรียกตัวไปสอบสวนหนักหน่อย เพราะเรื่องนี้ค่อนข้างทำให้โรงเรียนเสียชื่อเสียง”

“ผมขอโทษแทนแม่คองด้วยนะ...” ณรังค์พูดไม่ทันจบ ประคองพุ่งเข้ามาตวาด

“ไม่ต้องมาทำอะไรแทนฉัน! และฉันไม่เคยคิดจะขอโทษมัน”

สวัสดิ์ได้ยินเสียงประคองเข้ามาในมือถือก็ตกใจ ละมุลเห็นอาการเขาอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น รีบถาม ณรังค์ว่าอย่างไรบ้าง

“คุณณรังค์ขอโทษผมแทนแม่คุณ แต่แม่คุณ...ท่าจะไม่ยอมจบง่ายๆ”

“มันต้องจบค่ะ ฉันจะทำให้จบเอง แม่ต้องยอมรับความจริงว่าครูไม่ได้ทำอะไรผิด จะไปยัดเยียดความผิดให้ครูได้ยังไง”

“คุณแน่ใจเหรอครับ ว่าจะคุยกับแม่คุณได้”

“ไม่แน่ใจหรอกค่ะ แต่ฉันต้องทำและต้องทำให้ได้ รีบไปเถอะค่ะ ฉันอยากจบเรื่องนี้เร็วๆ” ละมุลเดินนำไป สวัสดิ์รู้สึกชื่นชมกับความเข้มแข็งและดูมีสติมากขึ้นของเธอ

ด้านณรังค์เหนื่อยใจกับความรั้นของแม่บุญธรรม ตั้งใจคุยด้วยอย่างจริงจัง พยายามพูดอย่างใจเย็น “แม่รู้ไหมครับว่าครูสวัสดิ์อาจจะฟ้องกลับแม่ ข้อหาหมิ่นประมาท ทำให้เสียชื่อเสียง เพราะแม่ใจร้อน ด่วนตัดสิน...”

ไม่ทันพูดจบ ประคองสวนทันควันว่าให้มันฟ้อง ตนไม่สน...ณรังค์อ่อนใจอย่างมาก

ooooooo

นิยายไทยรัฐ
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement