สายธารหัวใจ ตอนที่ 5 นิยายไทยรัฐ
วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

advertisement

สายธารหัวใจ ตอนที่ 5


22 พ.ย. 2560 07:58
838,542 ครั้ง

ละคร นิยาย สายธารหัวใจ

สายธารหัวใจ ตอนที่ 5

อ่านเรื่องย่อ

สายธารหัวใจ

แนว:

โรแมนติก-ดราม่า

บทประพันธ์โดย:

วาสนา

บทโทรทัศน์โดย:

คนเขียนเงา

กำกับการแสดงโดย:

ชนะ คราประยูร

ผลิตโดย:

บริษัท เมกเกอร์ เจ กรุ๊ป จำกัด

วัน-เวลาออกอากาศ: ทุกวันพุธ - พฤหัสบดี เวลา 20.15 น.

ช่องออกอากาศ:

สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ:

เจมส์ มาร์, ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง

เมื่อศรีนวลเห็นว่าณรังค์มาที่บ้านตนด้วย จึงประกาศกร้าวกับปฐวีและเกียรติศักดิ์ว่า

“มาก็ดีแล้ว ประกาศตรงนี้เลย ถ้านังกันยามันจะออกจากงาน ก็ต้องถูกเจ้านายมันไล่ออกเพราะมันทำงานไม่ดี ไม่ใช่เพราะใครมาขู่ให้ออก”

“นี่เล่นกันอย่างนี้เลยเหรอ!” สิริกันยาได้ฟังโกรธมาก

ปฐวีไม่สะทกสะท้านขึ้นเสียงกลับว่า...มากกว่านี้ตนก็จะทำ สิริกันยาปรี๊ดคว้าขวดน้ำสาดใส่ปฐวีและเกียรติศักดิ์ พร้อมกับไล่ตะเพิดให้กลับไป ศรีนวลสำทับสาดให้หมดเดี๋ยวตนจะล้างบ้านไล่เสนียดจัญไรด้วย ปฐวีเต้นผางด่ากราด...นังสลัม

“เคยเจอสลัมตบด้วยถาดนี่ไหม” สิริกันยาดึงถาดจากมือศรีนวล

ปฐวีถอยหนีสั่งลูกน้อง “แกจะยืนเฉยทำไม ไม่เห็นเหรอมันทำอะไรฉัน”

เกียรติศักดิ์ยกมือห้าม จังหวะเดียวกันณรังค์เข้ายืนขวางเสียงเข้มใส่ปฐวี...ถ้าแตะต้องคนในบ้านนี้แม้แต่ปลายนิ้ว ตนจะแจ้งความทันที เกียรติศักดิ์มองท่าทีปฐวีว่าจะจัดการอย่างไร

“ปกป้องมันซะขนาดนี้ ไม่ต้องตอบคำถามของหญิง หญิงก็พอจะรู้คำตอบของณะ” ปฐวีเจ็บใจไม่ได้กลัวคำขู่ของณรังค์ ขณะเดียวกันสิริกันยาสงสัยว่าคำถามอะไร

ณรังค์หันมาถามศรีนวลว่าโดนขู่อะไร หญิงชราสาธยายว่า ถ้าหลานสาวไม่ลาออก จะให้แก๊งทวงหนี้ตามมาที่นี่ แต่ตนยอมตาย ไม่ยอมก้มหัวให้พวกนี้รังแก...ศรีนวลแย่งถาดกลับมาจะสู้

ณรังค์บอกปฐวีให้โทร.เรียกพวกนั้นมาตอนนี้เลย สองยายหลานตกตะลึง สิริกันยากระซิบณรังค์ว่าถ้ามาตอนนี้ตนหนีไม่ทันแน่

“คุณไม่จำเป็นต้องหนี อย่าปล่อยให้ความผิดพลาดของคุณถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อรองให้คนอื่นเอามาทำร้าย...ผมจะใช้หนี้ให้คุณเอง”

ทุกคนคาดไม่ถึงว่าณรังค์จะใช้วิธีนี้ ปฐวีจ้องเขม็งไม่พอใจ เกียรติศักดิ์แอบยิ้มสะใจ...สองผู้บุกรุกจำต้องล่าถอยพร้อมลูกน้อง พอมาถึงหน้าบ้าน ปฐวีเห็นสีหน้าว่าที่คู่หมั้นมีรอยยิ้มก็กราดเกรี้ยวใส่ว่าพอใจหรืออย่างไร เขารับว่า...ใช่ เธอยิ่งโกรธ

“คุณเกียรติศักดิ์ คุณอยู่ข้างใครกันแน่!”

“ผมอยู่ข้างคุณหญิงเสมอ ที่ผมพอใจ ผมพอใจที่เห็นคุณกับไอ้เด็กในบ้านเป็นศัตรูกันต่างหาก ไม่ได้พอใจที่เห็นคุณหญิงเสียหน้าที่บีบผู้หญิงคนนั้นไม่สำเร็จ...ก็ดีนะ เห็นแบบนี้ ถ่านไฟเก่าระหว่างคุณหญิงกับมันคงจะคุยาก เพราะดูท่าทางมันกำลังจุดไฟกับผู้หญิงคนนั้นแทน ไม่งั้นคงไม่ออกตัวช่วยขนาดนี้ ก็เหมาะสมกันดี เด็กในบ้านกับผู้หญิงสลัม”

ปฐวีเจ็บแค้น เกียรติศักดิ์รู้ยิ่งตอกย้ำเพื่อให้เธอยอมรับความจริงเสียที “ผมจะเตือน อย่าประเมินคนอย่างผู้หญิงคนนั้นต่ำไป เห็นย่าเขาไหม สู้คนจนลืมตายยังไง ผมว่าหลานก็คงไม่ต่างกัน อยู่เฉยๆดีกว่า ไม่งั้น...สักวันจะไม่เหลือหน้าให้เสีย”

“ก็ให้มันรู้ไปสิว่าหญิงจะกดคนอย่างมันให้อยู่ใต้เท้าของหญิงไม่ได้”

เกียรติศักดิ์ว่าจะลดตัวไปมีเรื่องกับคนพวกนั้นทำไม ทำไปเด็กในบ้านก็ไม่มีทางหันกลับมาหา ปฐวีเข่นเขี้ยว ตอนนี้ตนทำเพื่อความสะใจอย่างเดียว ชายหนุ่มถอนใจสุดท้ายก็ต้องตามใจเธออยู่ดี

ด้านสิริกันยาไม่ขอรับเงินของณรังค์ อ้างไม่อยากเป็นหนี้บุญคุณ ชายหนุ่มจึงเสนอว่าไม่ได้ให้เปล่าแต่จะใช้หักเงินเดือนจนกว่าจะครบจำนวน ศรีนวลชอบใจตกปากรับคำทันที

“ย่าอ่ะ...” สิริกันยายังโยกโย้

“อะไรอีกล่ะวะ หรือว่าเอ็งจะอยู่รอความตาย บอกไว้ก่อนนะ ข้าไม่มีแรงหนีแล้ว อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิดเถอะ...นังหวาน วัดแถวนี้มีเมรุเผาศพไหม”

“ไม่มีอ่ะ ต้องเลยไปอีกถึงจะมี จะสวดกี่วันย่า” เจ๊หวานคล้อยตามเป็นปี่เป็นขลุ่ย

สิริกันยาโอดครวญว่าย่าจะรีบตายไปไหน ศรีนวลสวนจะเอาอย่างไร จะให้ตนตายคาตีนแก๊งทวงหนี้ไหม ณรังค์สรุปให้ว่า

“ในเมื่อมันมีทางแก้ปัญหา ทำไมไม่เลือก ติดอะไร...ศักดิ์ศรีรึ เป็นหนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เข้าใจได้ แต่ถ้าเป็นหนี้แล้วไม่ชดใช้นี่สิแปลกและน่าดูถูก”

“ก็ได้ค่ะ...” สิริกันยาเสียงอ่อย

“นึกว่าที่พูดจะไม่ซึมเข้าหัวซะอีก”

สิริกันยาถลึงตาใส่ก่อนจะค้อนให้วงใหญ่ ศรีนวลกับเจ๊หวานดีใจ ณรังค์โล่งอกแต่ก็แอบหนักใจเกรงว่าปฐวียังไม่ยอมจบ

ooooooo

ณรังค์กับสิริกันยาเดินออกจากบ้านจะกลับไปทำงานต่อ สิริกันยาเดินตามกระชั้นชิด จู่ๆณรังค์หยุดหันกลับมา หญิงสาวหยุดไม่ทัน หน้าประชิดกัน ต่างคนต่างนิ่งอึ้งใจเต้นแรง สิริกันยาตั้งสติได้ถอยห่างแล้วถามเขามีอะไร

“ห้ามลาออก” ณรังค์พูดเบาๆ พอหญิงสาวทำหน้าฉงน เขาก็พูดใหม่ว่า “ในสัญญาที่เธอต้องเซ็นยอมรับสภาพหนี้เป็นลายลักษณ์อักษร จะระบุว่า ถ้ายังใช้หนี้ไม่หมด ห้ามลาออก”

“แน่นอน ไม่ต้องห่วง ฉันจะรับผิดชอบจนกว่าจะใช้หนี้หมด”

ณรังค์ข้องใจ “แปลว่าถ้าหนี้หมด เธออาจจะลาออก”

“ฉันจะลาออกก็ต่อเมื่อฉันไม่มีประสิทธิภาพพอที่จะทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย อย่างที่ย่าบอก”

ณรังค์มองด้วยสายตาชื่นชม หญิงสาวสะท้านถอยห่างอีกก้าว ขอบคุณเขาอย่างจริงใจ

“ผมต้องดูแลคุณ...ในฐานะพนักงานที่ผมต้องรับผิดชอบ และที่สำคัญ อ๋องฝากฝังคุณให้ผมช่วยดูแลคุณแทนเขา”

“อ๋อ ค่ะ...” สิริกันยาใจแป้ว ตัดสินใจถามข้อข้องใจ “ช่วยตอบคำถามให้ฉันหายข้องใจหน่อยได้ไหมคะ มันเป็นเรื่องส่วนตัว ฉันไม่อยากคุยที่ออฟฟิศ ถ้าคุณตอบได้” ณรังค์ให้ถาม “คุณหญิงปฐวีเป็นคนอาฆาตรุนแรงได้ขนาดนี้เลยเหรอคะ กับแค่ฉันทำไวน์หกใส่รองเท้าเขา การที่เขาเกลียดขี้หน้าฉัน ฉันเข้าใจได้ แต่ถึงกับตามรังควานกันแบบนี้ ฉันไม่เข้าใจ”

ณรังค์อึ้งบอกไม่อาจตอบได้ เลี่ยงเดินไปขึ้นรถ สิริกันยาคาใจจะต้องหาคำตอบนี้ให้ได้

ระหว่างนั่งรถมาด้วยกัน สิริกันยาเห็นณรังค์นิ่งเงียบจนอึดอัด ถอนใจเฮือกออกมาเสียงดังแล้วรีบขอโทษ เขาก็ยังนิ่ง จู่ๆณรังค์เลี้ยวรถไปอีกทาง เธอจึงถามจะไปไหน เขาก็เงียบอีก

“ผู้ชายก็เป็นวัยทองได้ป่ะ แต่อายุยังไม่ได้นะ” สิริกันยาเบือนหน้าไปทางหน้าต่างบ่นเสียงดังไปหน่อย คราวนี้ณรังค์ถามพูดอะไรทองๆ เธอสะดุ้งแถว่า “ใช้หนี้หมด เก็บตังค์ได้ จะซื้อทองให้ย่าใส่ค่ะ”

ณรังค์แอบขำที่เธอช่างแถไปได้ แต่ไม่พูดอะไรออกมา...จนมาถึงสถานที่แห่งหนึ่ง เป็นที่ที่ณรังค์เคยมากับปฐวีสมัยรักกันวัยรุ่น เขาพาสิริกันยามายืนริมน้ำเป็นการยอมรับสิ่งที่เธอสงสัย

“คุณ...รักเธอมากไหม” สิริกันยาเอ่ยถามทำลายความเงียบ

“มากสิ ความรักที่มีให้เธอคือพลังที่ทำให้ผมอดทนใช้ชีวิตอยู่ที่วังจงสวัสดิ์ ในเวลาที่ผมกำลังเคว้งคว้าง สูญเสียโดยที่ไม่ได้คิดเลยว่า...ตัวเองถูกหลอกใช้” ณรังค์เริ่มเปิดปม

“แล้วเขาจะตามโกรธเกลียดทุกคนที่เข้าใกล้คุณทำไม ถ้าไม่ได้รัก”

“คนหรือของชิ้นไหนที่เคยเป็นของคุณหญิง มันจะเป็นของใครไม่ได้ ถึงเธอจะไม่ได้เห็นค่ามันแล้วก็ตาม”

“จะน่าสงสารหรือน่าสมเพชดีนะ”

“เพราะผม ทำให้คุณกับย่าคุณเดือดร้อน...ผมขอโทษ”

“ไม่ใช่เพราะคุณหรอก...เพราะหัวใจที่ไม่ยอมปล่อยวางของยัยนั่นต่างหาก ต่อให้คุณหรือท่านชายแม้นเทพอีกสิบคน ก็ทำอะไรเขาไม่ได้...ถ้าเขามีสติและยอมรับความจริงว่าไม่มีอะไรเป็นของเราได้จริงๆหรอก...แล้วตอนนี้...คุณเลิกรักคุณหญิงได้จริงๆแล้วหรอ”

“ตอนนี้ที่ผมรู้สึก มีแค่เพียงความปรารถนาดีที่อยากเห็นเขามีความสุขกับชีวิต ก่อนที่มันจะสายเกินไป ผมกำลังทำทุกอย่างเพื่อดึงสติคุณหญิงกลับมา”

“ยังจะดีอีก...เป็นฉันหนีไปแล้ว” สิริกันยาเผลอติติง

“ยิ่งหนี ความรู้สึกผิดที่ติดค้างใครมันจะตามตัวคุณเป็นเงา เคยมีใครหนีเงาตัวเองพ้นบ้าง”

“นั่น​สิ​นะ ถ้า​หนี​มัน​ก็​ต้อง​หนี​ไป​เรื่อยๆ ไม่​มี​วันจบ จนกว่า​จะ​ได้​ชดใช้”

“คุณ​เป็น​หนี้​ คุณ​ต้อง​ชดใช้ ผม​เอง​ก็​เหมือน​กัน ผม​มี​หนี้​บุญคุณ​ที่​ต้อง​ชดใช้​ให้​จง​สวัสดิ์”

“หนี้​ของ​ฉัน​มัน​มี​วัน​หมด แต่​หนี้​ของ​คุณ​ล่ะ เมื่อ​ไหร่​ถึง​จะ​หมด”

“อาจจะ​ชั่ว​ชีวิต...”

สิริ​กันยา​นิ่ง​นึก​สงสาร​เห็นใจ​ณ​รัง​ค์ แต่​ก็​ต้อง​ปกป้อง​ตัว​เอง จึง​บอก​เขา​ว่า ตน​คง​ต้อง​แจ้งความ​ไว้​ก่อน เพื่อ​ไม่​ให้​ปฐ​วี​เข้า​ใกล้​ย่า​ของ​ตน​อีก ตน​ต้อง​ปกป้อง​คน​ที่​ตน​รัก หวัง​ว่า​เขา​จะ​เข้าใจ ณ​รัง​ค์​พยัก​หน้า ยืนมอง​สายน้ำ​ไหล​ไป​อย่าง​เครียดๆ

ooooooo

พอ​รู้​ใจ​ตัว​เอง​ว่า​รัก​ณ​รัง​ค์ ละ​มุ​ล​ก็ได้​แต่​เฝ้ามอง​เพราะ​รู้​แก่​ใจ​ว่า​เขา​รู้สึก​กับ​ตัว​เอง​แค่​น้อง  ​แต่​ยัง​มีความหวัง เธอ​แอบ​ถ่าย​ภาพ​ณ​รัง​ค์​ขณะ​กำลัง​ปลูก​ต้นไม้​ใน​วัง และ​มัก​เปิด​ดู​เวลา​ว่าง​จาก​การ​สอน​หนังสือ ครู​ต้อย​ผ่าน​มา​เห็น​แซว ทำให้​เธอ​เขิน​มอง​ไป​ทาง​สวัสดิ์ เขากลับ​นั่ง​ทำ​งาน​นิ่ง

ไม่​ต่าง​จาก​ประคอง​ผู้​เป็น​แม่ที่​เฝ้า​มอง​แม้น​เทพ​ด้วย​ความ​รัก​ปน​ความ​ขมขื่น ขณะ​ที่​ท่านชาย​นั่ง​พักผ่อน​คิด​อะไร​สารพัด จู่ๆท่าน​ก็​ถาม​ขึ้น​มา​ว่า

“แก​ใส่​อะไร​ลง​ไป​ใน​ซุป​ที่​ให้​ฉัน​กิน”

ประคอง​อึ้ง​ชั่ว​ครู่​ก่อน​จะ​ตอบ​ว่า “สมุนไพร​บำรุงสุข​ภาพ​เพคะ ช่วย​ฟื้นฟู​และ​บำรุง​กำลัง ไม่​โปรด​รสชาติ เหรอ​เพคะ ถ้า​อย่าง​นั้น​มื้อ​ต่อ​ไป​หม่อมฉัน​จะ​ได้​ไม่​เอา​ขึ้น​โต๊ะ​เสวย”

“อร่อย​ดี...ทำให้​ฉัน​รู้สึก​สดชื่น ใส่​ใน​กับข้าวอื่น​ได้​ไหม กิน​ซุป​ทุก​มื้อ​ฉัน​เบื่อ” ประคอง​ยิ้ม​ออก​มาอย่าง​โล่ง​อก รับคำ​จะ​เปลี่ยน​เมนู​บ่อยๆ ท่านชาย​ชำเลือง​มอง​แล้ว​ถาม ทำไม​ถึง​ทน​รับ​ใช้​ตน ประคอง​เข้า​มา​นั่ง​แทบเท้า​แม้น​เทพ กล่าว​อย่าง​ขมขื่น​ใจ​ว่า​ท่าน​ทรง​รู้​คำ​ตอบ​ดีอยู่​แล้ว ท่านชาย​ถอน​ใจ

“ฉัน​ไม่​เคย​เชื่อ​ว่า​ใน​โลก​นี้จะ​มี​คน​ที่​จงรักภักดี ซื่อสัตย์​ด้วย​ใจ​บริสุทธิ์ โดย​ไม่​คิด​หวัง​อะไร​ตอบแทน แม้แต่​ไอ้​ณ​รัง​ค์”

ประคอง​สงสัย​ท่านชาย​คิด​ว่า​ณ​รัง​ค์​ต้องการ​อะไร​จาก​ท่าน แม้น​เทพ​โพล่ง​ออก​มา​ว่า...อิสรภาพ ประคอง​จึง​ถาม​กลับ​ว่า​ท่าน​จะ​ประทาน​ให้​ไหม สีหน้า​เขา​ตึง​ทันที​พร้อม​กับ​บอก​ว่า

“จนกว่า​มัน​จะ​ทำให้​ฉัน​พอใจ ส่วน​แก...ฉัน​ไม่​รู้หรอก​นะ ว่า​แก​ยัง​อยาก​ได้​อะไร​จาก​ฉัน ทั้งๆที่​รู้​ว่า​ฉัน​ไม่​มี​จะ​ให้”

ประคอง​สะท้อนใจ​ที่​ท่าน​ยัง​คง​เห็นแก่​ตัว​เสมอ กลบเกลื่อน​ความ​เกลียด​ชัง​พูด​ว่า “ฝ่าบาท​ไม่​ต้อง​ประทาน​อะไร​ให้​หม่อมฉัน​แล้ว​เพคะ” แม้น​เทพ​ย้ำ​แน่ใจ​หรือ “เพคะ ทรง​สบาย​พระทัย​และ​ใช้​ชีวิต​ต่อ​ไป​ให้​มี​ความสุข​ที่สุด​เถอะ​เพคะ อย่า​เอาเรื่อง​ของ​หม่อมฉัน​มาร​บก​วน​พระทัย​เลย”

แม้น​เทพ​ยิ้ม​เหยียด​มอง​เมีย​บ่าว​อย่าง​พอใจ จะ​ลุก​ขึ้น​เธอ​ช่วย​พยุง ท่านชาย​ปัด​ไม่​ต้อง ​แล้ว​ถาม​ว่า​ณ​รังค์​มี​คน​ที่​ชอบพอ​บ้าง​ไหม ประคอง​ตอบ​ว่า​ณ​รัง​ค์​ไม่​เคย​เล่า​ให้​ฟัง ท่านชาย​รู้สึก​สดชื่น​ขึ้น​ราวกับ​ได้​ของ​ถูกใจ ประคอง​รู้สึก​ว่า​ทุก​อย่าง​กำลัง​จะ​เดิน​ตาม​แผน​ด้วย​ดี

เย็น​วัน​นั้นสิริ​กันยา​ยัง​นั่ง​ทำ​งาน​หลัง​งาน​เลิก​แล้ว อ๋อง​เข้า​มา​ยืน​มอง เธอ​เห็น​รีบ​ยกมือ​ไหว้ เขา​ห้าม เธอ​ก็​ไม่​เชื่อ​บอก​ว่า​เขา​เป็น​เจ้านาย​ต้อง​ไหว้ อ๋อง​ถาม​ถึง​ณ​รัง​ค์ เธอ​บอก​ว่า​ออก​ไป​ทำ​ธุระ​ข้าง​นอก​ยัง​ไม่​กลับ แล้ว​ขอตัว​ทำ​งาน​ต่อ อ๋อง​อ้า​ปาก​จะ​ชวน​ไป​ทาน​ข้าว​เย็น​จึง​ไม่​กล้า

ณ​รัง​ค์​ออก​มา​รับ​ละ​มุ​ล​ที่​โรงเรียน​ตาม​คำสั่ง​ประคอง ระหว่าง​ยืน​รอ​เห็น​สวัสดิ์​ก็​จำ​ได้​เข้าไป​ทัก สวัสดิ์​กำลัง​จะ​เดิน​หนี​จำ​ต้อง​หัน​มา​ยิ้ม​ให้​ อ้าง​ไม่​คิด​ว่า​จะ​จำ​ตน​ได้ ณ​รัง​ค์​ชวน​คุย​อย่าง​เป็น​มิตร ละ​มุ​ล​เดิน​มา​เห็น​ทั้ง​สอง​คุย​กัน​ก็​หวั่น​ใจ​กลัว​สวัสดิ์​รู้​เรื่อง​ตน รีบ​เข้า​มา​เกาะ​แขน​ณ​รัง​ค์​อวด สวัสดิ์​มอง​เธอ​ด้วย​สายตา​สงสาร เพราะ​คำ​พูด​ของ​ณ​รัง​ค์​เมื่อ​ครู่

ด้าน​สิริ​กันยา​ทำ​งาน​เพลิน พอ​เงย​หน้า​มา​เห็น​อ๋อง​ยัง​อยู่​ก็​ตกใจ​นึก​ว่า​เขา​กลับ​ไป​แล้ว อ๋อง​หาเรื่อง​คุย​และ​อยาก​ใกล้​ชิด​เธอ​จึง​เอา​แม่​มา​อ้าง ว่า​แม่​ถาม​ถึง​ อยาก​ให้​เธอ​ไป​เยี่ยม​บ้าง​แล้ว​ชวน​ไป

“คือ...ไว้​ฉัน​ขอ​อนุญาต​โทร.​หา​คุณ​สุ​นันทา​ก่อน​แล้วกัน​นะ​คะ ค่อย​ไป​เยี่ยม​วัน​หลัง วัน​นี้​คง​ไม่​สะดวก งาน​เยอะ​ค่ะ”

อ๋อง​ผิดหวัง​คิด​จะ​ขอ​ไป​ส่ง​บ้าน​แทน แต่​เธอ​กลับ​บอก​ว่า​ต้อง​รอ​ณ​รัง​ค์​กลับ​มา​ประชุม​ทาง​ไกล อ๋อง​ยัง​ไม่​ละ​ความ​พยายาม​ชวน​เธอ​ไป​ทาน​ข้าว​เย็น​ระหว่าง​รอ​ณ​รัง​ค์ อ้าง​ไม่​อยาก​ให้​เธอ​ป่วย​อย่าง​แม่​ไป​อีก​คน สิริ​กันยา​รู้สึก​หิว​ขึ้น​มา​นิดๆ จึง​รับคำ

ณ​รัง​ค์​เดิน​คุย​โทรศัพท์​กับ​ประคอง​มา​ตาม​ล็อบบี้​ว่า​รับ​น้อง​มา​แล้ว​ไม่​ต้อง​ห่วง ละ​มุ​ล​เดิน​มอง​ณ​รัง​ค์​ยิ้ม​อย่าง​ภูมิใจ​ที่​ได้​เดิน​เคียง​ข้าง​เขา แล้ว​ทั้ง​สอง​คุย​กัน​ยิ้มแย้ม พอดี​สิริ​กันยา​เดิน​สวน​มา​กับ​อ๋อง เห็น​ณ​รัง​ค์​กำลัง​ขยี้หัวละ​มุ​ล เรดาร์​เธอ​บอก​ว่า​ดู​ไม่​เป็น​การ​เอ็นดู​แบบ​พี่น้อง อ๋อง​ชวน​ไป​ทาน​ข้าว​ด้วย​กัน ณ​รัง​ค์​ไม่​อยาก​เป็น​ก้างขวางคอ​จึง​ปัด​ว่า

“ไม่​ดี​กว่า ​ตาม​สบาย​เลย ฉัน​กับ​น้อง​เรียบร้อย​แล้ว กลับ​มา​ให้​ทันเวลา​แล้วกัน​นะ​สิริ​กันยา”

“โ​อ๊ะ ไม่​ต้อง​ห่วง​ค่ะ ใช้​เวลา​แป๊บ​เดียว”

อ๋อง​แปลก​ใจ​จะ​เป็นไปได้​อย่างไร...แต่​แล้ว​ก็​ต้อง​หน้าเสีย เมื่อ​สิริ​กันยา​ตรง​เข้าไป​ซื้อ​อาหาร​กล่อง​ใน​ร้าน​สะดวก​ซื้อ​พร้อม​น้ำ แล้ว​ขอบคุณ​อ๋อง​ที่​กรุณา​จ่าย​เงิน​ให้ อ๋อง​ผิดหวัง​ที่​ไม่ได้​กิน​ข้าว​บรรยากาศ​โรแมนติก​กับ​เธอ แถม​เธอ​ให้​เหตุผล​ว่า กิน​เอา​อิ่ม​ไม่​ต้อง​อร่อย​ก็ได้ ไม่​เสีย​เวลา

เย็น​วัน​เดียวกัน ประคอง​ยิ้มกริ่ม​ที่​ละ​มุ​ล​ได้​ใกล้​ชิด​กับ​ณ​รัง​ค์ เผอิญ​ปฐ​วี​แอบ​ฟัง​ตอน​เธอ​คุย​โทรศัพท์​กับณ​รัง​ค์ แค้น​ใจ​มาก​ไม่​ยอม​แพ้ แต่งตัว​จะ​ออก​จากบ้าน แม้น​เทพ​เห็น​ว่า​ใกล้​ค่ำ​ก็​เป็น​ห่วง​ถาม​ลูก​จะ​ไป​ไหน เธอ​บอก​มี​ธุระ​สำคัญ​และ​ป​ราย​ตา​มอง​ประคอง​อย่าง​ยิ้ม​หยัน​พร้อม​เหน็บ​ว่า​วัน​นี้​ดู​อารมณ์​ดี​เป็น​พิเศษ แกล้ง​ถาม​ถึง​ละ​มุ​ล​กลับ​มา​แล้ว​หรือ พอ​ประคอง​ตอบ​ว่ายังก็​ทำ​ที​ตำหนิ​ ป่านนี้​ยัง​ไม่​กลับ ประคอง​พูด​ด้วย​อารมณ์​ที่​คิด​ว่า​จะ​ทำให้​ปฐ​วี​อิจฉา

“ณ​รัง​ค์​ไป​รับ​ที่​โรงเรียน​แล้วไป​รอ​อยู่​ที่​โรงแรมค่ะ รอก​ลับ​บ้าน​พร้อม​กับ​ณ​รัง​ค์”

“อุ๊ย​ตาย จู่ๆก็​กลับ​บ้าน​เอง​ไม่ได้​ซะ​งั้น”

“ดิฉัน​เป็น​ห่วง​ค่ะ หลังๆหมา​บ้า​มัน​เยอะ กลัว​ละ​มุ​ล​จะ​ถูก​กัด เลย​ให้​ณ​รัง​ค์​คอย​รับ​ส่ง”

ปฐ​วี​สะกด​อารมณ์​โกรธ​ไว้​เพราะ​อยู่​ต่อหน้า​แม้นเทพ แสร้ง​ทำ​เป็น​เอ็นดู​ว่า​น่า​รัก ไป​รับ​ไป​ส่ง​กัน​ราวกับ​คู่รัก ประคอง​ยิ่ง​ผิดสังเกต​กับ​ท่าที​ของ​คุณหญิง รู้สึก​ไม่​ไว้ใจ ส่วน​ท่านชาย​ท้วง

“คน​รัก​อะไร มัน​สอง​คน​เป็น​เหมือน​พี่​เหมือนน้อง”

“แล้ว​ถ้า​ไม่​เหมือน​ล่ะ​คะ ท่าน​พ่อ​จะ​ว่า​ไง...ท่าน​พ่อ​ไม่​รู้​อะไร รอ​ดู​ต่อ​ไป​เอง​แล้วกัน​ค่ะ หญิง​ก็​แค่​ตั้ง​ข้อ​สังเกต​ให้​ฟัง แต่​ท่าน​พ่อ​ไม่​เคย​เชื่อ​อะไร​ใน​ตัวหญิง​อยู่​แล้ว​นี่ พูด​อะไร​ไป​ก็​คง​ไม่​มี​ประโยชน์ ไป​ดี​กว่า”

ปฐ​วี​ชี้​โพรง​ให้​กระรอก​อย่าง​แม้น​เทพ​เพื่อ​เป้าหมาย ให้​มอง​ข้าม​ตน​กับ​ณ​รัง​ค์ และ​เป็น​การ​ทำให้​ณ​รัง​ค์​ไม่​สม​หวัง​กับ​สิริ​กันยา​ด้วย

ประคอง​ไม่​ไว้ใจ​ปฐ​วี ที่​พูด​ชง​แบบ​นี้​เพื่อ​อะไร ใน​ขณะ​ที่​แม้น​เทพ​เอนเอียง​ตาม​คำ​ลูก​แล้ว

ooooooo

สวัสดิ์​มอง​ผล​งาน​ภาพ​วาด​ของ​ตัว​เอง​ที่​มี​อยู่​เต็ม​ห้อง มี​รูป​หนึ่ง​ที่​พิเศษ​มาก​มี​ผ้า​คลุม​มิดชิด พอ​ดึง​ผ้า​ออก​เป็น​ภาพ​ละ​มุ​ล​ที่​เขา​ได้​วาด​ไว้​ยัง​ไม่​เสร็จ สวัสดิ์​คิดถึง​คำ​พูด​ของ​ณ​รัง​ค์​เมื่อ​เย็น เขา​ฝาก​ให้ตน​ดูแล​ละ​มุ​ล ตน​บอก​ว่า​เธอ​ดูแล​ตัว​เอง​ได้ เขา​ย้อนถาม

“พูด​เหมือนไม่​คิด​จะ​จีบ​น้อง​สาว​ผม​แล้ว​ยังงั้นแหละ...ทะเลาะ​กัน​เหรอ​ครับ”

“คือ ก็​ไม่เชิง แต่​ตอน​นี้​คุณ​ละ​มุ​ล​คง​เกลียด​ผม​ไป​แล้ว​ล่ะ​ครับ ​อย่า​ขอ​อะไร​แบบ​นั้น​เลย”

ณ​รัง​ค์​ขอ​อย่า​เพิ่ง​ถอด​ใจ​และ​บอก​ว่า​ละ​มุ​ล​เป็น​น้อง​สาว​ที่รัก​มาก อยาก​มี​คน​ดีๆมา​ช่วย​ดูแล สวัสดิ์​ถึง​กับ​อึ้ง นึกเห็น​ใจ​ละ​มุ​ล​ขึ้น​มา​ทันที

พอดี​แม่​โทร.​เข้า​มา​ถาม​เรื่อง​ที่​จะ​ย้าย​กลับ​ไป​สอน​ที่​จังหวัด สวัสดิ์​จึง​บอก​แม่​ว่า เปลี่ยนใจ​จะ​อยู่​สอน​ที่เดิม​อีก​สัก​ระยะ ใจ​จริง​แล้ว​เขา​ยัง​ตัดใจ​จาก​ละ​มุ​ล​ไม่ได้

ด้าน​ละ​มุ​ล​ชื่นชม​ห้อง​ทำ​งาน​ของ​ณ​รัง​ค์ เขา​จึง​ให้​เธอ​ช่วย​หา​ภาพ​เขียน​สี​น้ำมัน​มา​ตกแต่ง​สัก​ภาพ ไม่จำเป็น​ต้อง​มีชื่อ​เสียง เพราะ​งบ​น้อย ละ​มุ​ล​พลั้งปาก​บอก​ว่า​สวัสดิ์​เขียน​รูป​สวย​มาก เคย​เห็น​เขียน​ให้​ครูใหญ่ ณรังค์​ได้ที​บอก​ให้​ติดต่อ ละ​มุ​ล​จะ​ปฏิเสธ​แต่​ขัด​คำ​ขอร้อง​ของ​เขา​ไม่ได้

พอดี​สิริ​กันยา​เคาะ​ประตู​เปิด​เข้า​มา ณ​รัง​ค์​แปลก​ใจ​ทำไม​กิน​ข้าว​เสร็จ​เร็ว เธอ​บอก​ว่า​กิน​ข้าวกล่อง ส่วน​อ๋อง​แค่​เป็น​เจ้ามือ​แล้ว​กลับ​ไป ณ​รัง​ค์​แอบ​ขำ​ที่​อ๋อง​ชวด ละ​มุ​ล​เห็น​รอย​ยิ้ม​นั้น​ชัก​สงสัย

สิริกันยาลากเก้าอี้มานั่งข้างณรังค์เพื่อเตรียมจดบันทึกการประชุมผ่านสไกป์ ละมุลจับตามองอย่างไม่ไว้ใจ ณรังค์ถามสิริกันยาใช้อะไรกินข้าว เธอตอบว่าใช้ช้อน เขาเย้าตักข้าวใส่ปากหรือตักใส่ผม เพราะมีเศษข้าวติดผมอยู่ สิริกันยาตกใจพยายามจะเอาออกแต่มองไม่เห็น ณรังค์จึงช่วยเอาออกให้ ละมุลมองอย่างไม่พอใจ

พอณรังค์หยิบเศษข้าวออกส่งให้ สิริกันยารับมาอย่างอายๆทิ้งลงถังขยะ เขาแกล้งว่าเธอซกมกนึกว่าจะกินเข้าไปอีก เธอบอกว่าอิ่มแล้ว ละมุลทนดูทั้งสองเย้าแหย่กันไม่ไหวแทรกถาม

“พี่ณะคะ กาแฟไหม ละมุลไปชงให้ ปกติตอนนี้พี่ณะต้องดื่มกาแฟ”

สิริกันยาคิดว่าเป็นหน้าที่ตน จึงบอกจะไปชงให้ ละมุลยิ่งไม่พอใจเสียงเขียวอย่างลืมตัวว่าไม่ต้อง สิริกันยาสัมผัสได้จึงจะบอกสัดส่วน แต่ละมุลขัดและพูดข่มให้รู้ว่าตนอยู่บ้านเดียวกัน รู้ดีว่าณรังค์ชอบกินกาแฟรสไหน พอละมุลออกไปแล้ว ณรังค์เห็นสิริกันยาแอบถอนใจก็ถามถอนใจทำไม หญิงสาวปัดว่าเรอ กลั้นไม่อยู่ไม่ได้ถอนใจ

“เฮ้อ...ผู้หญิงอะไร หน้าตาก็ดีแต่ซกมก”

“ขอบคุณค่ะที่ชม”

ณรังค์ทั้งขำทั้งระอา หันไปเปิดสไกป์ประชุมงาน สิริกันยารู้สึกอึดอัดรู้ว่าละมุลคิดอะไรอยู่ ด้านละมุลแอบมองอยู่หน้าห้อง ไม่ชอบใจแต่ต้องกลั้นใจเดินไป...

สิริกันยาได้ยินเพื่อนชาวฝรั่งของณรังค์เรียกเขาว่า โนแลนด์ก็แปลกใจ ณรังค์จึงหันมาอธิบายว่าชื่อตนเรียกยาก เธอยังสงสัยอีกแปลว่าอะไร ชายหนุ่มยิ้มขมขื่นนิดๆก่อนจะบอก

“ถ้าตรงตัวก็แปลว่า...ไม่มีที่ของตัวเองจะอยู่”

ระหว่างนั้นประคองร้อนใจพยายามโทร.หาณรังค์แต่เขามัวประชุมงานทางสไกป์อยู่จึงไม่ได้ยิน

ด้านปฐวีมาถึงโรงแรมด้วยสีหน้ายิ้มที่จะได้ทำอะไรสนุกๆ ส่วนละมุลเดินมาถึงห้องชงกาแฟ มองหาถ้วยกาแฟ พลันต้องตกใจเมื่อหันมาเจอสิริกันยา เธอตามมาเพราะเป็นห่วงเห็นหายมานาน พอละมุลชงกาแฟเสร็จ สิริกันยาขอเป็นคนถือ โดยอ้างว่าเรื่องใช้แรงงานเป็นหน้าที่ตน

ขณะเดียวกัน ปฐวีเข้ามาหาณรังค์ในห้อง เขาตกใจระคนแปลกใจถามมีธุระอะไร เธอยอกย้อนว่าตอนนี้ยังไม่มีแต่อีกสักครู่...จะมี ชายหนุ่มจึงบอกว่าอีกสักครู่ตนไม่ว่าง คุณหญิงยิ้มหยันเดินเข้ามาใกล้ แล้วจู่ๆก็ลงไปนั่งตักเขา กอดคอโน้มหน้าเข้าไปใกล้ ณรังค์แข็งขืนไว้บอกอย่าทำแบบนี้ เธอยั่วอีกหาว่าเขากลัว เขาสวนว่าไม่ได้กลัว มันไม่เหมาะสมและไม่ดี

“ลุกขึ้นเถอะครับ”

“ไม่...ถ้าณะไม่พูดกับหญิงให้ดีกว่านี้ ว่าไง มันพูดยากมากหรือไง” ปฐวีพยายามเอาชนะ

ณรังค์นิ่งทำใจให้เย็นไว้เพื่อรับมือ ปฐวีกลับคิดว่าเขาพ่ายแพ้ใจตัวเอง โน้มหน้าจะจูบ เขาตัดบทบอก ถ้าเธอทำตัวดี ตนก็คงจะพูดดีด้วย คุณหญิงชะงักถามสวน

“หญิงทำตัวไม่ดียังไง”

“คุณหญิงรู้ตัวดี ว่ากำลังทำอะไรอยู่ หรือถ้าจะบอกว่าไม่รู้...ทำทุกอย่างเพราะไม่มีสติ ผมอาจจะต้องช่วยคุณหญิง...ช่วยพาไปพบจิตแพทย์”

ปฐวีโกรธลุกพรวด คว้ากระเป๋ากลับออกไปจากห้องทันที ณรังค์ยืนเครียด สิริกันยาถือกาแฟเดินเข้ามา เขาจึงถามหาละมุล เธอบอกว่าไปห้องน้ำ...ก่อนจะเข้ามาในห้องณรังค์ ละมุลถามทางไปห้องน้ำแล้วเดินไป ปฐวีหลบอยู่ได้ยิน ยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มีเรื่องสนุกให้ทำแล้ว

สิริกันยามองณรังค์อย่างสงสัยแล้วขยับเข้าไปชิด “ก่อนออกไปมันยังไม่มีกลิ่นนี้ แต่พอเข้ามาฉุนเตะจมูกมาก...ก็ไม่เห็นมีใครนอกจากคุณ เพราะฉะนั้น ก็อาจเป็นกลิ่นธูป...ผี”

ณรังค์กุมขมับกับความช่างสังเกตของเธอ...ในขณะที่ละมุลเดินไปห้องน้ำ รู้สึกเหมือนมีคนเดินตาม

แต่พอหันมองก็ไม่มีอะไร พอเธอกำลังเลือกห้องน้ำด้านใน ก็มีอะไรมาผลักข้างหลัง ทำให้หน้าทิ่มไปที่ชักโครก เธอตกใจมากตั้งตัวได้หันมองไม่มีใคร ทันใดไฟดับพรึ่บลง ตามด้วยเสียงน้ำไหลจากก๊อก ละมุลตกใจมากขนลุกซู่ รู้สึกเจ็บข้อเท้ารีบเดินกะเผลกกลับไปห้องณรังค์

ด้านสิริกันยากำลังฟังณรังค์บอกว่าไม่ใช่ผี แต่มีคนมาหาเป็นผู้หญิงและกลับไปแล้ว หญิงสาวอยากรู้ทันทีว่าใคร เขายอมบอกเพื่อไม่ให้เธอมโนไปไกลกว่านี้...พอสิริกันยารู้ว่าปฐวีมาก็มองที่เสื้อยับยู่ยี่ของณรังค์ มโนทันทีว่าสภาพนี้และมีกลิ่นน้ำหอมติดตัว จะเป็นอะไรไปได้

ทันใดละมุลเปิดประตูเข้ามาเกาะแขนณรังค์ด้วยใบหน้าตื่นกลัว สิริกันยามองอย่างสับสนว่าผู้ชายคนนี้ทำไมช่างมีผู้หญิงมาวุ่นวายหลายคน...ณรังค์ประคองละมุลให้นั่ง เธอเล่าว่า

“ละมุลมั่นใจว่าต้องมีคนผลัก มีคนทำจริงๆนะคะ เพราะละมุลได้ยินเสียงคนเดินออกไป แล้วก็เสียงเปิดปิดประตูด้วย แต่ไม่เห็นมีใครเลยที่ชั้นนี้นอกจาก...”

ละมุลปรายตามองสิริกันยา

ณรังค์รีบปรามไม่ต้องสงสัยสิริกันยา เพราะเธออยู่กับตนตลอดเวลา สิริกันยาพึมพำจะเป็นใครไปได้ ละมุลได้ยินรีบถามว่าใคร ณรังค์ตัดบทชวนกลับบ้าน ไม่ต้องการให้ละมุลกลัว แต่เธอไม่ยอมคาดคั้นถามสิริกันยาว่าใคร ผู้เป็นเลขาสบตาเจ้านายแล้วพูดว่า “ผีค่ะ”

ณรังค์ถอนใจสบตาเธอทำนองขอบใจ แต่เธอกลับเหนื่อยใจกับเรื่องของเขาและละมุล

ระหว่างอยู่ในลิฟต์ สิริกันยายืนอึดอัดอยู่ข้างหลัง มองละมุลเกาะแขนณรังค์ด้วยความรู้สึกว่าทั้งสองไม่ใช่แค่พี่น้อง ณรังค์รู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่จึงพูดโดยไม่หันมองว่าใกล้ถึงล็อบบี้แล้ว ใจเย็น หญิงสาวบ่นเบาๆว่ามีตาหลังด้วย เขายังสวน ไม่ต้องเห็นก็รู้สึกได้...ละมุลเหลือบมองสิริกันยาอย่างไม่เป็นมิตร ไม่พอใจที่ณรังค์ให้ความสนใจเธอเกินเลขา

พอทั้งสามออกจากลิฟต์ ละมุลยังเกาะแขนณรังค์แจ เขาประคองเธอเพราะเห็นว่าขาเธอเจ็บ...ปฐวีแอบมองเอามือถือมาถ่ายคลิปโดยซูมเฉพาะณรังค์กับละมุล แล้วส่งไปให้เพื่อนจัดการ

ooooooo

คืนนี้สิริกันยากลับบ้านเอง ศรีนวลแปลกใจที่ณรังค์ไม่มาส่ง เธอบอกว่าน้องสาวเขาไม่สบายต้องรีบพากลับบ้าน ศรีนวลเห็นท่าทางหลานเหนื่อยก็ไม่อยากซักไซ้ พลันมีเสียงไลน์ดังขึ้น สิริกันยากดดู เป็นข้อความจากณรังค์ถามว่าถึงบ้านหรือยัง ศรีนวลชะโงกมองยิ้มแซวๆ

สิริกันยาพิมพ์ข้อความกลับไปว่า ถึงแล้ว นอนแล้ว ราตรีสวัสดิ์...ศรีนวลเห็นโพล่งขึ้นว่า

“นังนี่โกหก!”

“ไรย่า มาแอบดูทำไมเนี่ย”

“กูสายตายาว มันเห็นเอง ไม่ได้แอบ”

สิริกันยาขี้เกียจเถียง ขอตัวไปนอน ผู้เป็นย่ามองตามอย่างสงสัย...แต่แล้วสิริกันยาก็นอนไม่หลับ คิดถึงแต่เรื่องของณรังค์ เอามือถือมากดดูรูปโปรไฟล์ของเขา ขยายรูปให้ใหญ่ขึ้น บ่นกับตัวเองว่า หน้าตาก็งั้นๆ ทำไมผู้หญิงตามกันอยู่ได้ แล้วเซ็งกับตัวเองมากๆ

ด้านละมุล มีประคองช่วยใส่ยานวดข้อเท้าให้ พอฟังเรื่องจากลูกก็บอกณรังค์น่าจะทำบุญโรงแรมสักครั้ง เขาบอกคิดไว้แล้วจะทำหลังปรับปรุงโรงแรมเสร็จ...

ณรังค์ยังปักใจว่าปฐวีเป็นคนทำร้ายละมุล อยากคุยกับเธอให้เข้าใจ แต่ปฐวีไม่รับสายแถมปิดเครื่องใส่ ทันใดณรังค์เห็นแม้นเทพขับรถออกจากบ้านกลางดึกก็แปลกใจ

พอหายป่วยแม้นเทพก็เข้าบ่อนด้วยความกระหาย เกียรติศักดิ์เห็นแล้วสะใจ สั่งลูกน้องถ้าเห็นท่านชายอาการไม่ดีหัวใจจะวายจากการเสียพนัน ให้เอาตัวไปตายนอกบ่อน...

รุ่งเช้า สิริกันยามีท่าทางเบื่อที่จะต้องไปทำงาน ศรีนวลไม่เคยเห็นหลานเป็นแบบนี้ก็แย็บถามว่าณรังค์ไม่ให้ยืมเงินใช้หนี้แล้วหรือ หญิงสาวส่ายหน้า ผู้เป็นย่าโล่งอก แล้วสิริกันยาก็ตั้งคำถามว่า ย่ารักปู่มากไหม ศรีนวลมีท่าทีเขินอาย สิริกันยาจึงรู้แล้วว่ารักมาก

“เออสิวะ”

“แล้ว...เคยเลิกรักไหม”

“มันตายไปแล้วตั้งหลายสิบปี ก็ยังรักมันอยู่เล้ย”

“ทำไมยังรัก”

“รักครั้งแรกมันรักนาน รักแน่น มันฝังใจ ลืมไม่ได้ง่ายๆหรอกเอ็ง”

สิริกันยาพยักหน้าพอเข้าใจแล้ว จะไปทำงานไม่วายกระเซ้าย่า อยู่บ้านดีๆอย่าดื้ออย่าซน แล้วยกมือไหว้ออกไป ศรีนวลขำมองมาเห็นกระเป๋าวางอยู่ก็คว้าเดินเร็วตามไปให้ สิริกันยายิ้มแหยๆ ศรีนวลรู้สึกว่าหลานสาวมีเรื่องในใจแน่ จู่ๆเธอหันมาถามอีก

“แล้วถ้าเกิดสมมตินะย่า สมมติว่าย่ายังไม่ลืมปู่ แต่ปากแข็งว่าลืม...แล้วย่าก็ไปสนิทสนมกับผู้ชายคนใหม่ ซึ่งผู้ชายคนใหม่ก็ดูแบบชอบย่ามากนะ คือถ้าไม่ชอบก็คงไม่มาป้วนเปี้ยนทำโน่นทำนี่ให้หรอก แล้วตกลงย่าเอาไงเนี่ย”

“กูงง!”

“เออ! หนูก็งง ไม่เข้าใจเหมือนกันแหละ เออๆๆ

ช่างเหอะ เรื่องของเขาแล้วกัน” สิริกันยาตัดบทเดินไปดื้อๆ ศรีนวลยิ่งงงเรื่องของเขานี่เรื่องของใคร

สุดท้ายอดรนทนไม่ไหวต้องปรึกษาเจ๊หวาน เจ๊หวาน ฟันธงว่าเป็นณรังค์ เพราะตอนนี้มีผู้ชายคนเดียวที่มาพัวพัน ศรีนวลถามคิดว่าหลานตนคิดอย่างไรกับเขา

“จะอาไร้ล่ะย่า...ก็มันชอบไอ้คุณณะแล้วน่ะเซ่”

“เฮ้ย! แต่นังกันยามันบอกข้าไว้ ว่ามันไม่สนใจเรื่องผู้ชาย”

เจ๊หวานให้ศรีนวลพูดใหม่อีกครั้ง เธอจึงยอมรับว่าคิดเหมือนกัน เจ๊หวานว่าสิริกันยาปากแข็ง ศรีนวลถามความเห็น คิดว่าณรังค์ชอบหลานตนไหม

“ก็ต้องชอบบ้างแหละย่า ไม่งั้นไม่เทียวไล้เทียวขื่อ ไม่มาช่วยเหลืออะไรแบบนี้หรอก แต่คนของเรามันมีกำแพง เขาเลยไม่กล้าอะไรมาก”

“อืม...แล้วเอ็งว่า ข้าควรทำไงดีวะ”

“ย่าอยากให้หลานมีผัวเร็วๆ อยากอุ้มหลานเร็วๆ ไหมล่ะ ถ้าอยากก็อย่าอยู่เฉยๆ มันต้องทำอะไรสักอย่างแล้วให้สองคนนี้เลิกปากแข็ง เปิดใจดีมั้ย”

ศรีนวลฟังแล้วเห็นด้วย...ในขณะที่สิริกันยามาถึงโรงแรมแล้วยังไม่เลิกคิดเรื่องเมื่อคืน ที่ณรังค์มีกลิ่นน้ำหอมของปฐวีติดตัว และท่าทีที่ละมุลพยายามแสดงให้เห็นว่าเป็นเจ้าของณรังค์ ยิ่งทำให้คิดว่าณรังค์ช่างเป็นคนเจ้าชู้ จับปลาสองมือ

ooooooo

เช้านี้ณรังค์มาส่งละมุลที่โรงเรียน เขาย้ำให้เธอคุยกับสวัสดิ์เรื่องภาพเขียน ละมุลแอบหงุดหงิดแต่ไม่อยากขัดใจ พอมีโอกาสเจอสวัสดิ์ก็บอกเรื่องณรังค์อยากให้เขาวาดภาพ แต่สวัสดิ์กลับปฏิเสธ ให้เหตุผลว่า ไม่อยากทำให้เธอรำคาญไปมากกว่านี้

ละมุลฉุกคิดถึงคำพูดที่พูดแรงใส่สวัสดิ์ ว่าเขาอย่ามาเซ้าซี้น่ารำคาญ ทำตัวน่าผิดหวัง ก็รีบขอโทษแก้ตัวว่าตอนนั้นโกรธ ที่เขาเอาเรื่องตนกับณรังค์ไปพูดให้คนอื่นฟัง สวัสดิ์ย้อนถามคิดว่าตนเป็นคนแบบนั้นหรือ เธอจึงถามตรงๆว่าทำหรือเปล่า แล้วทำไมคนอื่นถึงรู้เรื่องตน

สวัสดิ์มองละมุลที่ยังดื้อรั้น “เขารู้เพราะคุณทำตัวให้เขาคิด” ละมุลเถียงไม่ได้ทำ สวัสดิ์พูดอย่างอ่อนใจ “คุณผิดหวังในตัวผมใช่ไหม ตอนนี้ผมก็คิดอย่างนั้นกับคุณเหมือนกัน”

“มาผิดหวังกับฉันเรื่องอะไร”

“ความดื้อและเอาแต่ใจของคุณไง ตอนแรกคิดว่าเราน่าจะเป็นเพื่อนกันได้ แต่ตอนนี้ เมื่อกี้...ทำให้ผมต้องกลับไปคิดดูใหม่ เป็นแค่เพื่อนร่วมงานกันก็น่าจะพอ” พูดจบสวัสดิ์เดินไป

ละมุนตกใจไม่คิดว่าเขาจะเสียงแข็งใส่ ยอมไม่ได้เดินตามเรียก ทันใดเห็นเด็กนักเรียนหกล้ม จึงปรี่เข้าไปช่วยปลอบเช็ดน้ำตา สวัสดิ์เห็นความอ่อนโยนของเธอก็ใจอ่อนตัดใจไม่ได้...

สิริกันยาคิดไม่ตก ณรังค์มาถึงจึงยกมือไหว้นิ่งๆ ณรังค์แปลกใจกับท่าทีของเธอ พอเธอเอาแฟ้มงานมาวางก็เอ่ยถามว่าไม่สบายหรือ มีอะไรจะคุยกับตนไหม หญิงสาวปฏิเสธว่าไม่มี เขาจึงให้เธอไปทำงานต่อได้ทั้งที่ยังติดใจสงสัย

ด้านประคองมองแม้นเทพรับประทานอาหารเช้าแล้วอดเตือนไม่ได้ที่เมื่อคืนท่านออกไป แม้นเทพไม่พอใจวางช้อนถามกลับว่าจะทำไม ประคองหน้าเจื่อนบอกแค่เป็นห่วงสุขภาพ

“ฉันรู้ตัวฉันดี ไม่ต้องมาสาระแน ไม่ได้สั่ง”

ประคองรับคำนิ่งๆ แม้นเทพถามหาปฐวี พอเธอบอกว่าออกไปแล้วก็เอะใจ...

ฝ่ายปฐวีขนข้าวของมาอยู่โรงแรมตามที่ตั้งใจ ได้เปิดมือถือดูผลงานที่ให้คนจัดการเรื่องเมื่อคืนด้วยความพอใจ เป็นคลิปณรังค์ประคองละมุลออกจากลิฟต์โรงแรม มีข้อความพาดหัวว่า

“ความลับไม่มีในโลก! ที่ซุบซิบกันมานานว่าลูก (ลับๆ) กับหลาน แอบปลูกต้นรักกันเอง วันนี้โป๊ะแตกแล้วจ้า! หลักฐานคาตาขนาดนี้พูดได้คำเดียวว่า เซเลบแซ่บลื้ม!”

แม้นเทพเห็นข่าวนี้โกรธมากถึงกับขว้างมือถือทิ้ง ประคองตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น...ในขณะที่ณรังค์ยังไม่รู้เรื่อง สั่งงานกับสิริกันยาอยู่หน้าห้องทำงาน ยุพินวิ่งหน้าตื่นมาต้องชะงักเมื่อเห็นเจ้านาย ทำทีบ่นว่าคิดถึงสิริ-กันยาจะชวนไปกินข้าวกลางวันด้วยกัน ณรังค์มองขำๆ

แต่พอณรังค์กลับเข้าห้อง ยุพินก็รีบดึงสิริกันยาไปเปิดคลิปให้ดูแล้วถามอย่างสงสัย

“พี่เห็นขาคุณน้องแว่บๆตรงมุมนี้ จำรองเท้าได้ ตกลงคุณน้องอยู่ในซีนด้วยใช่ไหม” สิริกันยายอมรับทั้งที่ยังงงๆอยู่ “ตกลงใช่ไหม เขาเม้าท์กันทั้งฟลอร์เลย ตอนแรกพี่ก็พุ่งเป้าไปที่คุณหญิงปฐวีนะ แต่ไหงมีตัวละครใหม่โผล่มาได้ คุณณรังค์นี่ท่าทางจะไม่เบาซะแล้ว ตกลงใช่ไหมเนี่ย”

สิริกันยาเห็นพนักงานกวักมือบอกเจ้านายเรียก จึงบอกยุพินว่าอย่าถามตนเลย เรื่องนี้ตนจะไม่ยุ่ง แล้วขอตัว ยุพินมองตามอย่างเสียดาย...

ก่อนหน้านี้ณรังค์ได้รับโทรศัพท์จากละมุลว่าสวัสดิ์ปฏิเสธไม่วาดรูปให้ ณรังค์บอกตนถูกชะตากับเขาให้ละมุลทำให้เขาใจอ่อนที ถ้าทำสำเร็จจะพาไปเที่ยว ละมุลยิ้มมีกำลังใจขึ้น

ช่วงพักกลางวัน ละมุลเห็นสวัสดิ์นั่งทานข้าวก็เข้ามานั่งด้วยและซื้อน้ำมาฝาก เขามองเธอนิ่งๆ ละมุลขอโทษและยอมรับว่าตัวเองงี่เง่า ขอร้องเขาอย่าโกรธ ให้กลับมาเป็นเพื่อนกันมากกว่าแค่เพื่อนร่วมงาน ช่วยเหลือกันได้ทุกเรื่อง สวัสดิ์พยักหน้ารับอย่างงงๆ แต่ก็รู้สึกดีใจ

ณรังค์คุยงานกับสิริกันยาเสร็จก็บอกว่าจบเรื่องงาน เข้าเรื่องต่อไปเป็นอะไร

“คะ...ฉันสบายดี”

ณรังค์ขยับเข้ามายืนใกล้ๆ “คุณไม่พอใจผมเรื่องอะไร เราควรคุยกันให้เคลียร์ ผมไม่ชอบบรรยากาศที่ชวนอึดอัดระหว่างเราสองคน ผมไปทำอะไรให้คุณรู้สึกไม่พอใจ ผมอธิบายได้ทุกเรื่อง...เรื่องงาน? หรือเรื่องที่ผมไม่ได้ไปส่ง? เรื่องที่คุณหญิงมาหาผม? หรือเรื่องที่ให้โกหกละมุล ไม่ให้พูดถึงคุณหญิงว่ามาที่นี่...”

สิริกันยาตัดบท “ไม่มีอะไรค่ะ ดิฉันไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้น ในฐานะเลขา เรื่องส่วนตัวของเจ้านาย ดิฉันไม่ควรไปตั้งคำถาม มีหน้าที่ทำตามคำสั่งเท่านั้น”

ณรังค์สวนว่าเธอกำลังไม่พอใจตน แม้หญิงสาวจะตอบอย่างหงุดหงิดว่าไม่ได้คิด เขาก็ไม่เชื่อ เถียงกันไปมาจนสิริกันยาขอตัวจะกลับออกไป ณรังค์วิ่งมาขวางหน้ากดล็อกประตูดื้อๆ

“ยังไม่ให้ไป จนกว่าคุณจะยอมรับและคุยกันดีๆ เคลียร์ๆ นี่เป็นคำสั่ง...คุณบอกว่ามีหน้าที่ทำตามคำสั่ง เพราะฉะนั้น...ทำ”

สิริกันยาอึดอัดใจมาก พอดีวิเชียรจะเข้ามาคุยกับณรังค์ เปิดประตูไม่ได้เพราะมันล็อกก็แปลกใจ เคาะอยู่นาน แต่ณรังค์ไม่สนใจ ต้องการเคลียร์กับสิริกันยาให้ได้ ยุพินกับไพโรจน์รีบมาแนบหูแอบฟังเพราะรู้ว่าสิริกันยาอยู่ในห้องด้วย วิเชียรไม่อยากคิดในทางไม่ดี พยายามเคาะอีก

สิริกันยาทนไม่ไหวบอกณรังค์ว่า “เปิดประตูเถอะค่ะ อย่าทำให้ฉันต้องถูกเหมาเป็นหนึ่งในแค็ตตาล็อกของคุณเลย...ฉันแค่อยากทำงานในฐานะเลขา ตามที่คุณสุนันทาและคุณอ๋องมอบหมายให้ดีที่สุด ไม่ได้ตั้งใจมาเจอเรื่องแบบนี้”

ณรังค์ตกใจกับความคิดของสิริกันยา เธอฉวยโอกาสนั้นผลักเขาออกแล้วเปิดประตู เจอวิเชียร ไพโรจน์และยุพินยืนตาโพลงคิดไปไกล ก็แก้ตัวว่าที่ล็อกประตูมันพัง ช่วยหาช่างมาดูด้วย ณรังค์ตั้งสติเชิญคนที่จะเข้ามาคุยงาน แต่แล้วแม้นเทพโทร.เข้ามาขัดจังหวะ

ooooooo

เย็นวันนั้น ขณะที่ณรังค์กับละมุลถูกแม้นเทพเรียกให้กลับไปที่วังด่วน สิริกันยาถูกยุพินกับไพโรจน์ซักไซ้ไม่เชื่อว่าล็อกประตูเสียและเตือน อย่าเพลี่ยงพล้ำตกหลุมเสน่ห์ณรังค์ไปอีกคน

“ไม่ใช่อะไรนะ กลัวคุณน้องช้ำใจ เขาคนละระดับกับเรา อีกอย่างกลัวคุณน้องจะเสียหาย ถ้าคนเม้าท์ไปใหญ่โตว่าคุณน้องทะเยอทะยานใช้เต้าไต่” ยุพินเตือนด้วยความหวังดี

สิริกันยาขอบคุณ รู้สึกใจหวิว ดึงสติตัวเองกลับมา คอตั้งตรงตัดใจ...

ด้านณรังค์กับละมุลโดนแม้นเทพตวาดอย่างฉุนเฉียว หาว่าทำเรื่องทุเรศให้เป็นขี้ปากญาติพี่น้องทำความเสื่อมเสียให้วงศ์ตระกูล ละมุลเอาแต่ร้องไห้เสียใจ เพราะญาติต่างโทร.มาถามไถ่ ยิ่งทำให้แม้นเทพโกรธมากขึ้น ณรังค์ยืนยันว่าไม่ได้ทำเรื่องเสื่อมเสีย คืนนั้นละมุลแค่เจ็บข้อเท้า ตนจึงช่วยพยุงเดิน ประคองช่วยแก้ตัว

“หม่อมฉันกราบล่ะเพคะ เด็กทั้งสองไม่ได้มีเจตนาทำเรื่องให้ฝ่าบาทต้องระคายเคืองพระทัย ทรงเมตตาพวกเขาด้วยเถอะเพคะ”

“จะให้ฉันเมตตา ลืมเรื่องนี้ไปก็ได้ แต่ไอ้พวกข้างนอกนั่น พวกมันเหมือนแร้ง ลงว่ามีของเน่าอยู่ที่ไหน มันต้องตามจิกทึ้งกิน จนกว่ามันจะอิ่ม ป่านนั้นจงสวัสดิ์ฉันคงป่นปี้เพราะเรื่องของแกสองคน”

“แล้วฝ่าบาทมีพระประสงค์จะจัดการเรื่องนี้ยังไงกระหม่อม” ณรังค์ถามขึ้น

“ฉันต้องหยุดไอ้พวกปากหอยปากปู...ฉันจะให้แกสองคนแต่งงานกัน!”

ณรังค์ตกใจจะค้าน แม้นเทพสั่งเสียงเฉียบ

“ใครขัดคำสั่ง ก็ลองดู!”

ณรังค์ไม่ยอมรับ ละมุลตกใจระคนดีใจ ส่วนประคองแอบพอใจอยู่ข้างใน...เข้าตามแผนการของปฐวี เธอสั่งไวน์มาฉลองที่ห้องพักโรงแรมกับเกียรติศักดิ์ เขาถามเธอแน่ใจหรือว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างที่เธอต้องการ ปฐวียิ้มหยันเพราะไม่มีใครรู้จักนิสัยท่านพ่อได้ดีเท่าตน คุณหญิงชนแก้วบอกไม่ใช่การฉลอง แต่เป็นการอำลาความสงบสุขของชีวิตคนพวกนั้น

เมื่อดื่มเสร็จ ปฐวีลุกเดินไปเปิดประตูห้องให้เกียรติศักดิ์กลับ อ้างว่าเพลียอยากพัก แต่เขากลับเดินไปปิดประตูแล้วหันมามองเธออย่างโลมเลีย คุณหญิงไม่พอใจถามต้องการอะไร สายตาเขาเต็มไปด้วยแรงปรารถนา ดึงเธอเข้ามากอดซุกไซ้

“ไม่เห็นต้องบอกเลย...ทำเป็นไม่เคย แค่นี้ก็ดูไม่ออกเหรอว่าผมต้องการอะไร”

“อย่ามาดูถูกหญิง”

ปฐวีโกรธตบหน้าเขาฉาดใหญ่ กลับยิ่งเพิ่มไฟราคะผสมแรงโทสะให้กับเขา เกียรติศักดิ์ลากเธอไปเหวี่ยงลงบนเตียงปลุกปล้ำ คุณหญิงต่อสู้สุดฤทธิ์ น้ำตาไหลพรากร้องให้ปล่อย จนรู้สึกอ่อนแรง ร้องขอให้คนช่วย ในสมองหวนคิดถึงตอนวัยรุ่นที่มีความรักหวานชื่นกับณรังค์ จึงนอนนิ่งหยุดโวยวาย เห็นแต่หน้าณรังค์ยิ้มแย้มในตอนนั้น

เกียรติศักดิ์แปลกใจที่เธอไม่ต่อต้านอีก คิดว่าเธอช็อกไปจึงเขย่าตัวเรียกคุณหญิงอยู่หลายครั้ง...ปฐวีกลับได้ยินเป็นเสียงณรังค์เรียก หลุดปากเรียกชื่อณรังค์ออกไป

เกียรติศักดิ์ชะงักได้ยินเต็มสองรูหู ไม่พอใจเขย่าเรียกเธอแรงขึ้น สติคุณหญิงกลับมา เห็นหน้าเกียรติศักดิ์ ก็เอื้อมมือไปคว้าโทรศัพท์หัวเตียงมาฟาดหัวเขาโครม เกียรติศักดิ์หงายไปเลือดซิบ ปฐวีลุกขึ้นไล่ให้เขากลับไปไม่อย่างนั้นจะแจ้งความ

“แจ้งความ! นี่ผมเป็นว่าที่ผัวคุณหญิงนะ ไม่ใช่คนอื่น อ้อ...หรือจะอ้างเรื่องนี้โยนให้เป็นความผิดของผมแล้วหาเรื่องยกเลิกการแต่งงาน เพราะเอาเข้าจริง ก็ยังลืมไอ้เด็กในบ้านนั่นไม่ได้ใช่ไหม! ถึงได้เพ้อถึงมันเมื่อกี้ไง จำไม่ได้เหรอ”

ปฐวีตั้งตัวไม่ทันเถียงไม่ออก เกียรติศักดิ์คาดคั้นให้ตอบ เธอโวยวายอย่ามาบังคับ

“แค่นี้...มันก็ตอบคำถามผมได้แล้ว ต่อไปนี้ไม่ต้องมาเสแสร้งแกล้งทำว่ามีใจให้ผม หรือสักวันจะรักผมได้ ผมจะไม่ยอมเล่นเกมกับคุณหญิงอีก จะเกลียดก็เกลียดไป แต่ผมจะไม่มีวันยกเลิกงานแต่งงาน แต่งทั้งที่เกลียดนี่แหละ...ทรมานดี”

“ไอ้โรคจิต!” ปฐวีปาของใส่

“ใครกันแน่โรคจิต วิธีนี้คุณหญิงสอนผมเองนะ ให้ไอ้เด็กในบ้านนั่นแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รัก...แล้วถ้าหาเรื่องดึงเกมอีก คุณหญิงก็เห็นแล้วนี่ ว่าคนอย่างผมทำอะไรได้บ้าง ระวังจะไม่มีใครได้อยู่เป็นสุขโดยเฉพาะไอ้เด็กในบ้าน” พูดจบเกียรติศักดิ์เปิดประตูออกไปแล้วปิดดังโครม

“อย่าทำอะไรณะของฉัน...” ปฐวีทรุดลงร้องไห้ เจ็บใจที่ตัวเองพลาดต้องมาเจ็บปวดกับบ่วงที่สร้างขึ้นมารัดคอตัวเอง

ooooooo

ณรังค์ยังพยายามจะขอร้องแม้นเทพว่าตนกับละมุลไม่ได้รักกัน ประคองกับละมุลตามมาได้ยิน

ละมุลใจแป้วเสียใจจะเดินหนีแต่ประคองดึงไว้ เธอเลยต้องยืนฟังต่อไป

แม้นเทพพูดใส่หน้าณรังค์ว่า “ไม่จำเป็นต้องรัก! ทำตามที่สั่ง จะได้จบๆ”

“มันมีวิธีอื่นที่ทำให้เรื่องจบได้ ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีนี้เลยกระหม่อม”

“แกจะใช้วิธีไหน แก้ไขความเสื่อมเสียที่มันเกิดขึ้นกับฉันไปแล้ว ไอ้ณะ”

“กระหม่อมจะชี้แจงความจริง...”

“ความจริงไม่ใช่สิ่งที่พวกมันอยากได้ ยิ่งปฏิเสธ มันยิ่งเล่นไม่เลิก เกียรติยศของฉันไม่ได้มีไว้ให้เป็นขี้ปากใคร เพราะฉะนั้น เรื่องนี้มันต้องจบด้วยวิธีนี้เท่านั้น...ประคอง จัดการให้มันแต่งงานกันเงียบๆ ไม่ต้องจัดงาน ไม่ต้องเชิญใครให้มาถามอะไรฉันอีก แค่นี้ก็อายคนพอแล้ว”

ณรังค์ยืนอึ้งอยู่ตรงนั้น ท่านชายเข้าห้องปิดประตูโครม ประคองกับละมุลเสียใจที่ท่านไม่เคยให้เกียรติเราสองแม่ลูกเลย ส่วนณรังค์กลับเข้าเรือนเล็กด้วยความรู้สึกสับสน ระหว่างความกตัญญูกับหัวใจตัวเอง ประคองตามมาถามว่าเขากล้าขัดพระประสงค์ของท่านชายหรือ ชายหนุ่มนิ่งไปอย่างหนักใจ

ooooooo

นิยายไทยรัฐ
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement