สายธารหัวใจ ตอนที่ 4 นิยายไทยรัฐ
วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

advertisement

สายธารหัวใจ ตอนที่ 4


22 พ.ย. 2560 07:58
838,008 ครั้ง

ละคร นิยาย สายธารหัวใจ

สายธารหัวใจ ตอนที่ 4

อ่านเรื่องย่อ

สายธารหัวใจ

แนว:

โรแมนติก-ดราม่า

บทประพันธ์โดย:

วาสนา

บทโทรทัศน์โดย:

คนเขียนเงา

กำกับการแสดงโดย:

ชนะ คราประยูร

ผลิตโดย:

บริษัท เมกเกอร์ เจ กรุ๊ป จำกัด

วัน-เวลาออกอากาศ: ทุกวันพุธ - พฤหัสบดี เวลา 20.15 น.

ช่องออกอากาศ:

สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ:

เจมส์ มาร์, ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง

ประคองเป็นห่วงกลัวละมุลโดนปฐวีทำร้ายอีก จึงโทร.จากโรงพยาบาลมาถาม และได้บอกว่าทำกับข้าวไว้ให้ ทานหรือยัง ละมุลตอบว่าคุณหญิงยังไม่กลับ และตนรอทานข้าวพร้อมณรังค์ ประคองแปลกใจเพราะชื่นบอกว่าณรังค์กลับไปนานแล้ว

ละมุลจึงบอกว่าจะโทร.ตาม

ประคองรู้สึกถึงน้ำเสียงลูกสาวตื่นเต้นเวลาพูดถึงณรังค์ จึงแกล้งบอกให้โทร.หาณรังค์และบอกด้วยว่าแม่สั่งให้รีบกลับบ้าน ละมุลรับคำ หงุดหงิดตัวเองจะตื่นเต้นอะไรนักหนา...

ด้านณรังค์ขับรถมาส่งสิริกันยาที่บ้าน พอจะกลับ ศรีนวลออกมาเรียก “เดี๋ยวก่อน ไอ้คุณณะ! กินข้าวกันมาหรือยัง” พอเขาบอกว่ายัง เธอก็ชวน “มากินด้วยกันก่อน กว่าจะถึงบ้าน รถติด หิวไส้ขาดพอดี กำลังตั้งโต๊ะเลย”

สิริกันยาเห็นณรังค์อึกอัก ไม่อยากให้เขาอยู่แล้วจึงตัดบท “ย่า...เห็นป่ะ เขาลำบากใจ ไม่กินหรอก กับข้าวบ้านๆ ไม่ใช่ฝีมือชาววัง”
ณรังค์หมั่นไส้คิดแกล้งกลับ เดินมาหาศรีนวล “ขอบคุณมากครับ ผมหิวมากเลยครับ”

สิริกันยาอ้าปากหวอ ศรีนวลจูงณรังค์เข้าบ้านไม่สนใจหลานสาวตัวเอง บรรยายว่าวันนี้มีน้ำพริก ปลาทอดของชอบสิริกันยา ส่วนเจ้าตัวเจ็บใจร้องบอกให้ย่ารอด้วย ศรีนวลกลับหันมาเหน็บ เดินเร็วๆ อย่าสำออยชักช้า...

ณรังค์ขำความสัมพันธ์ของย่าหลานคู่นี้ รู้สึกช่างอบอุ่นจริงๆ

สุดท้ายละมุลก็ไม่กล้าโทร.หาณรังค์ ได้แต่ชะเง้อรอ ในคืนนั้นปฐวีนั่งหน้างออยู่ในผับหรู เกียรติศักดิ์นั่งมองจนหมดความอดทนที่จะง้อ ลุกขึ้นฉุดมือเธอจะพากลับแต่เธอยื้อมองตาแข็ง

“จะเงียบอยู่อีกนานไหม ผมอึดอัด ถามอะไรก็ไม่ตอบตั้งแต่ที่โรงพยาบาล”

“ยังไม่รู้ความหมายของมันอีกเหรอ”

“ผมไม่รู้หรอก ใจคุณหญิงเป็นยังไง ผมบอกตรงๆ... ผมไม่เคยอ่านออกเลย”

“หญิงโกรธคุณ”

เกียรติศักดิ์ถอนใจ “เรื่องที่ผมไปเล่นงานไอ้เด็กในบ้านนั่นเหรอ”

“เรื่องที่คุณไม่ยอมจัดการนังปากดีนั่นให้หญิง แล้วเป็นไง สุดท้ายหมามันก็เลียปาก แต่นั่น...ไม่ใช่เหตุผลสำคัญที่ทำให้หญิงโกรธคุณ...คุณไม่รักษาสัญญาที่เคยบอกว่าจะทำให้หญิงมีความสุขที่สุด ยังไม่ทันไรคุณก็ลืม”

เกียรติศักดิ์เถียงไม่ออก ปฐวีลุกขึ้นจะเดินไป ชายหนุ่มหวั่นใจรีบถามจะไปไหน หญิงสาวยิ้มเหยียด บอกจะไปห้องน้ำ กลับมาเขาคงคิดอะไรได้บ้าง ชายหนุ่มเครียดกับการต้องรับมือผู้หญิงที่เอาแต่ใจคนนี้...ขณะเดินกลับมา จู่ๆกนกอรเมามายเดินเซมาชน จึงถามมาคนเดียวหรือ เพื่อนสาวเสียงป้อแป้ว่าคนอกหักจะให้ควงใคร ปฐวีถามน้ำเสียงแปลกใจ

“อกหัก! ไหนบอกว่าไม่ได้เป็นคนถูกทิ้งไง” พอเห็นเพื่อนทำหน้าโกรธก็เริ่มยุ “ทำใจไม่ได้ว่างั้น...ก็น่าเห็นใจนะ แต่นายอ๋องคงไม่รู้หรอกว่าเธอเสียใจมากแค่ไหน และก็คงเลิกคิดเรื่องเธอไปแล้ว ไม่งั้นคงไม่หน้าบานควงยัยนั่นไปไหนต่อไหน”

“นังเลขาสลัม...อ๋องดูถูกฉันมาก”

“ถ้ายังรักยังเสียดาย ทำไมไม่ทวงเขาคืนมาล่ะ ของเคยเป็นของเรา น่าจะต่อติดไม่ยาก” กนกอรคิดตามแบบลังเล ปฐวีแกล้งยุหัวเราะเยาะ “หรือจะยอมแพ้ยัยสลัมนั่น เสียชื่อไฮโซอย่างเธอหมดนะ แพ้ใครไม่แพ้”

กนกอรตาวาวพาลโกรธปฐวี แทนที่จะให้กำลังใจ ประกาศกร้าวคอยดูตนจะไม่ยอมแพ้ แล้วเดินเซออกไป ปฐวียิ้มสมใจ

ooooooo

ระหว่างที่ณรังค์นั่งทานข้าวบ้านสิริกันยา ศรีนวลแอบมองทั้งสองใจตรงกัน จับช้อนกลางพร้อมกันแล้วชะงักสบตากันราวมีกระแสไฟฟ้าช็อต ก็แกล้งส่งเสียงถามอิ่มกันแล้วหรือ ทั้งสองอึกอักๆ ก็เปรยออกมาว่าไม่อยากฟันธงว่าทั้งสองกำลังชอบกัน สองหนุ่มสาวตาโต

“หรือไม่จริง ตักกับข้าวพร้อมกัน จู่ๆก็มาติดอ่างเหมือนกันอีก แสดงว่าใจตรงกัน”

สองหนุ่มสาวรีบทำทุกอย่างตรงข้ามกัน ณรังค์ พูดตะกุกตะกักว่าตนยังไม่อิ่ม สิริกันยาพูดปร๋อว่าตนอิ่มแล้วและไม่ได้พูดติดอ่าง ใจตรงกันตรงไหน เสียงสูงขึ้นว่าไม่ได้ชอบกันเสียหน่อย

ณรังค์เสริม “เขาเกลียดผมจะตายไปครับ”

“น้อยๆหน่อยค่ะเจ้านาย ถ้าเกลียดมากขนาดนั้น จะยอมให้กินข้าวด้วยเหรอคะ”

“เห็นไหม มันชอบคุณ” ศรีนวลสรุปชอบใจ

สิริกันยาโวยไม่ได้เกลียดไม่ได้แปลว่าชอบ ศรีนวลทำหน้าเหรอเพิ่งรู้ ณรังค์ขำที่สองย่าหลานเถียงกัน สิริกันยาเหวี่ยงว่าเขาหัวเราะเดี๋ยวข้าวติดคอตาย ขาดคำณรังค์

ก็สำลักไอโครก ศรีนวลรีบส่งน้ำให้และบอกให้หลานสาวตบหลังเขา สิริกันยาทุบอั่กๆจนณรังค์หลังแอ่น ผู้เป็นย่าโวยเขาจะตายเพราะโดนทุบจนหลังหัก ผู้เป็นหลานอดเถียงไม่ได้อีก

“โหย...แรงคนนะ ไม่ใช่แรงควาย”

“ก็ใกล้เคียง!”

ณรังค์อมยิ้มที่ย่าหลานเถียงกันตลอด แต่รู้สึกอบอุ่นมีความสุข...พอทานเสร็จ ณรังค์ช่วยสิริกันยา

ล้างจาน แม้เธอจะห้ามว่าเขาเป็นแขกให้ไปนั่ง แต่เขาคิดว่าไม่ควรกินฟรีอย่างเดียว สิริกันยามองท่าทางคล่องแคล่วของเขาจึงถามว่าเคยทำด้วยหรือ เขาตอบกลับ

“ทำชนิดที่คุณคิดไม่ถึงเลยล่ะ...บอกแล้วไง คุณยังไม่รู้จักชีวิตผมดีพอ”

ทั้งสองเถียงกันเพลินจนน้ำที่เปิดไว้ล้นอ่าง ทั้งสองพุ่งเข้าปิดก๊อกพร้อมกัน มือจับกันหันมองหน้ากันอึ้งๆ ศรีนวลโผล่มาเห็น อมยิ้มชอบใจไม่อยากขัดจังหวะ กลับเข้ามาเอามือถือเปิดไลน์ มีตัวหนังสือตัวใหญ่มาก พิมพ์ข้อความได้สบายเล่าเรื่องให้เจ๊หวานฟัง เท่านั้นไม่พอยังแอบถ่ายรูปส่งไปยืนยันว่าไม่ได้เม้าท์

ด้านสองหนุ่มสาวที่กำลังโดนเม้าท์ถึงล้างจานเสร็จ สิริกันยากล่าวขอบคุณด้วยน้ำเสียงอ่อนลง ณรังค์บอกตนก็ต้องขอบคุณที่ยอมให้ร่วมโต๊ะ หญิงสาวปัดว่าย่าเป็นคนชวน

“คุณก็ไม่ได้ขัด”

“จะขัดได้ไง คุณเป็นเจ้านาย เพิ่งรู้เหมือนกันว่ามีเจ้านายตะกละ...เอ่อ ขอโทษ”

“ผมว่าผมชินแล้วล่ะ แต่ขอแก้ตัวหน่อยนะว่าไม่ได้ตะกละ”

“ไม่ต้องแก้หรอก ไม่ได้อยากรู้” เขายื้อว่าอยากบอก สิริกันยาจึงเชิญตามสบาย

“ผมชอบ...” หญิงสาวร้องเฮ้ย! ณรังค์รีบบอก “ไม่ใช่อย่างนั้น อย่าเข้าใจผิด”

“แล้วอะไรล่ะคะ”

“ผมชอบบรรยากาศที่บ้านคุณ รู้สึกดี...” ณรังค์ยิ้มอย่างจริงใจแล้วเหมือนนึกได้หุบยิ้ม

ศรีนวลแอบฟังแว่วๆ ก็มาพิมพ์เล่าให้เจ๊หวานฟังว่าณรังค์บอกชอบ...พอณรังค์มาลา ศรีนวลรับไหว้ ณรังค์ชมว่าอาหารอร่อยมาก ศรีนวลออกตัวว่าแค่อาหารพื้นๆ สู้อาหารชาววังที่เขากินประจำไม่ได้

“สู้ได้สิครับ ฝีมือทำกับข้าวของย่ารสชาติเดียวกับแม่คองเลยครับ”

“ฮู้ย...ปากหวาน ทีหลังก็หัดชมข้าอย่างนี้บ้างนะ” ศรีนวลหันไปแขวะสิริกันยา

“ย่าทำให้หนูรู้สึกว่ากำลังเป็นหมาหัวเน่า”

“ใกล้แล้วล่ะว่ะ”

สิริกันยาหน้าบึ้งหันไปโวยณรังค์ไม่ต้องมาบ่อย ศรีนวลสวนต้องมาบ่อยๆ แล้วหลุดปากเรียกไอ้ณะ หลานสาวท้วงเรียกเขาแบบนั้นได้อย่างไร ศรีนวลนึกได้เรียกใหม่ว่าคุณณะ ณรังค์ขำบอกเรียกแบบไหนก็ได้ที่สะดวก

หญิงชราจึงเรียกอีกครั้งว่า...ไอ้คุณณะ เห็นทั้งสองยิ้มให้กัน

“ลืมๆ นังหวานมันให้โทร.กลับ ไม่รู้นอนไปหรือยัง นังกันยาไปส่งคุณณะก่อนไป ขับรถดีๆนะ ระวังตัวด้วย อยากกินไรบอก จะทำไว้รอนะพ่อ”

ณรังค์ยกมือไหว้ขอบคุณ ศรีนวลมองสองหนุ่มสาวเดินไปอย่างชอบใจ รีบนั่งพิมพ์ไลน์เม้าท์กับเจ๊หวานต่อ... ก่อนจะขึ้นรถ ณรังค์บอกสิริกันยาไม่ต้องห่วง ตนไม่มาบ่อยให้เธออึดอัด หญิงสาวรีบบอกว่าไม่ได้อึดอัด เขาจะมีเวลาว่างมาหรือ ให้ความหวังคนแก่แล้วไม่มา...บาป

“นั่นสิ ผมลืมไปเลย”

“นั่นไง...”

“งั้นผมต้องมา”

“ก็อย่าให้มันกลายเป็นภาระเลย คุณงานยุ่ง บ้านฉันก็อยู่ไกล”

“อะไรของคุณ เดี๋ยวให้มาเดี๋ยวไม่ให้มา สับสนอะไรรึเปล่า”

สิริกันยารีบแก้ตัว “เอาเป็นว่ามาเมื่อว่างก็แล้วกันค่ะ อ้อ พรุ่งนี้ฉันไปทำงานเองนะคะ”

ณรังค์ถามแน่ใจหรือว่าหายเจ็บขา สิริกันยารับว่าแน่ใจ เขาจึงตามใจแล้วแย็บถามไม่คิดจะย้ายบ้านไปอยู่ใกล้ออฟฟิศบ้างหรือ หญิงสาวส่ายหน้า

“ยังไม่คิดค่ะ ฉันเดินทางไกลไม่ใช่ปัญหา ไม่มีใครช่วยเป็นหูเป็นตาดูย่าให้ เป็นปัญหามากกว่า ที่นี่มีเจ๊หวานอยู่ข้างๆช่วยดูให้ ฉันอุ่นใจ”

ณรังค์ประทับใจกับความคิดของสาวผู้นี้ เผลอยิ้มอย่างอ่อนโยนจนหญิงสาวถามมีอะไร จึงรีบเปลี่ยนท่าทีบอกไม่มีอะไร สิริกันยาขอบคุณเขาอีกครั้งสำหรับความช่วยเหลือ ไม่ได้ประชด

“ผมรู้...ผมว่าผมน่าจะรู้จักคุณดีขึ้นแล้วล่ะ คุณเป็นคนจริงใจ ซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเองมาก”

“ซึ่งบางครั้งก็ไม่ดี คุณเคยบอกฉัน” สิริกันยาเสริม ณรังค์ขอบคุณที่จำได้ “บอกแล้วไงว่าฉันไม่ได้งี่เง่าจนไม่คิดจะใช้วิจารณญาณแยกแยะ อะไรที่เป็นความจริงฉันก็ยอมรับและพยายามจะปรับปรุงตัว”

“ดีแล้ว แล้วคุณจะไปได้ไกล” ณรังค์ประทับใจในตัวเธอมากขึ้น

“แต่ฉันยังไม่รู้จักคุณดีเลย รู้สึกไม่ยุติธรรมยังไงไม่รู้”

“เอาน่ะ ยังมีเวลาถ้าคุณยังทำงานอยู่กับผม”

“ไม่ต้องห่วงค่ะ งานยากยิ่งท้าทาย ไม่ตาย...ไม่เลิก”

ณรังค์หลุดขำอย่างเอ็นดูแล้วนึกได้พยายาม

ดึงตัวเองออกจากความรู้สึกที่มีแก่เธอ...

สิริกันยากลับเข้าบ้าน ศรีนวลกำลังหัวเราะคิกคักกับภาพที่เจ๊หวานแอบถ่ายณรังค์กับหลานที่หน้าบ้านส่ง

มาให้ เสียงสิริกันยาทักย่าทำไมไม่นอน ศรีนวลสะดุ้งเก็บมือถือบอกคุยกับเจ๊หวานเรื่องขนมที่ฝากขาย หลานสาวแซวเดี๋ยวนี้ติดโซเชียล หญิงชราเปลี่ยนมาพูดถึงณรังค์

“ไม่ต้องชง เขาเป็นเจ้านายที่...ก็...จิตใจดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็นกันเอง ไม่ถือตัว แค่นั้น”

“ไม่อคติแล้ว?” ศรีนวลดักคอ สิริกันยาพยักหน้านิดๆ “ข้าว่าเขาดูเหงาๆนะ เองเคยบอกว่าเขากำพร้าพ่อแม่ไม่ใช่รึ แล้วทำไมเรียกใครนะว่าแม่”

“หนูก็ไม่รู้ ไว้ย่าถามเขาเองแล้วกัน สนิทกันแล้วนี่ มาถามอะไรหมาหัวเน่าอย่างหนูล่ะ ไปนอนละ ปิดไฟๆ”

ศรีนวลแอบขำที่หลานสาวมีประชดประชัน ท่าทางไม่ธรรมดามีลุ้น

ooooooo

ค่ำคืนนั้นประคองนั่งมองแม้นเทพที่กำลังหลับ ในห้องมีไฟสลัว แม้นเทพลืมตามาเห็นไม่รู้ว่าเธอมานานแค่ไหนแต่ดูสีหน้าหมองๆ ก็เดาได้ว่าโกรธจึงเอ่ยถาม ประคองพูดอย่างน้อยใจ

“ฝ่าบาททรงเป็นเจ้าของทุกอย่างของจงสวัสดิ์ มีสิทธิ์จะยกอะไรให้ใครก็ได้ และหม่อมฉันก็เข้าใจสถานการณ์ทุกอย่างดีเพคะ ฝ่าบาทจำเป็นต้องยอมคุณหญิง”

“หญิงวียังคอยหาเรื่องนังละมุลอยู่อีกหรือเปล่า” ในใจแม้นเทพรู้สึกผิด พอประคองรับว่ายังหาเรื่องอยู่ หวังว่าท่านชายจะจัดการปฐวีบ้าง ท่านกลับบอกว่าจะหาบ้านใหม่หลังเล็กๆให้ประคองผิดหวัง “ฝ่าบาท! คิดจะขับไล่ไสส่งหม่อมฉันกับลูก แทนที่จะ...”

“ไม่ต้องสะเออะมาสอนฉัน! ไม่งั้นฉันไล่แกออกไปจริงๆแน่”

“ขอประทานอภัยเพคะ หม่อมฉันไม่ได้มีเจตนาสอนอะไรฝ่าบาทเลย แต่ช่วยตอบคำถามหม่อมฉันสักข้อได้ไหมเพคะ” ท่านชายถามเสียงห้วนว่าอะไร “ไม่ทรงรักและเมตตาละมุลบ้างเลยเหรอเพคะ...สักนิดก็ไม่เลยเหรอเพคะ”

“แกก็รู้ว่าฉันไม่ได้ตั้งใจจะให้มันเกิดมาด้วยซ้ำ จะมาถามเอาอะไรอีก ไม่ใช่ว่าฉันไม่เคยบอกแก”

ประคองบีบมือแน่นสะอื้นออกมา “หม่อมฉันแค่อยาก...จะได้ยินเพื่อความมั่นใจอีกครั้ง หม่อมฉันสัญญาว่าจะไม่ถามฝ่าบาทอีกแล้ว”

“แต่ฉันไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำกับแกกับนังละมุล ถึงได้บอกว่าจะหาบ้านใหม่ให้ จะเอาหรือไม่เอา”

ประคองเชิดหน้าตอบอย่างมั่นใจ “หม่อมฉันยึดมั่นในคำพูดที่เคยทูลไว้ว่าจะไม่ไปไหน จะอยู่รับใช้ฝ่าบาทไปจนกว่าจะตายเพคะ”

แม้นเทพถือว่าได้ถามแล้วและเธอเลือกเอง ทรงหลับตาหันหลังให้อย่างรำคาญ ประคองรับคำยิ้มแฝงความขมขื่นสุดคาดเดาได้ว่าคิดอะไรอยู่

คืนเดียวกัน ณรังค์กลับมาบ้านเห็นละมุลฟุบหลับอยู่ที่โต๊ะอาหารจึงเข้าไปปลุก เธอสะดุ้งร้องอย่างหวาดกลัวว่าคุณหญิงอย่าทำ ณรังค์สงสารถามทำไมยังไม่กินข้าว หญิงสาวบอกว่ารอกินพร้อมเขา แม่ทำอาหารไว้ให้ ณรังค์ไม่อยากให้น้องผิดหวังจึงบอกว่ามีงานดึกและยังไม่ได้กินข้าว ละมุลสังเกตเห็นหน้าเขามีรอยช้ำก็ตกใจโดนอะไรมา เขากลบเกลื่อน

“อ๋อ...ก็...ไม่มีอะไร พอดีเจอลูกหลงคนทะเลาะกันนิดหน่อย”

ละมุลกุลีกุจอจะไปเอายามาทาให้ ณรังค์ปรามและให้รีบทานข้าวเกรงจะปวดท้องที่กินข้าวผิดเวลา พลางต้องฝืนกินข้าวอีกทั้งที่อิ่มแสนอิ่ม
แม้จะดึกดื่นแต่ละมุลยังปลื้มปริ่ม อดใจไม่ไหวโทร.เล่าให้สวัสดิ์ฟัง “ฉันเป็นอย่างที่ครูบอกจริงๆ ฉัน...ชอบพี่ณะ...จริงๆ”

“ดีแล้วครับที่คุณรู้ใจตัวเอง” สวัสดิ์กล้ำกลืนความชอกช้ำยินดีด้วย

“แล้ว...ฉันควรทำไงต่อดีคะ เอ่อ...ขอโทษค่ะ ฉันไม่ควรถามครูเลย ครูคง...อึดอัดใจ”

“ถามได้ครับ ผมยินดีตอบ แต่คำตอบของผม จะถูกใจหรือเปล่าแค่นั้น”

“อยากให้ตอบค่ะ”

“มีอยู่สองอย่างครับ เก็บเอาไว้ กับบอกเขาไป”

“แต่ถ้า...พี่ณะไม่ได้รู้สึกเหมือนกับฉันล่ะคะ” ละมุลหวั่นใจและก็ได้คำตอบที่สะท้อนใจ

“ก็จะเป็นเหมือนผม”

ละมุลชักไม่มั่นใจว่าณรังค์คิดเหมือนตน กลัวมองหน้ากันไม่ติด จึงบอกสวัสดิ์ว่า ตนไม่พร้อมจะเสียใจ เขาเลยแนะนำให้รอจนกว่าจะแน่ใจว่าใจตรงกันค่อยบอก...

พอวางสาย สวัสดิ์ภาวนาขออย่าให้ละมุลเหมือนตน ส่วนละมุลนึกถึงณรังค์อย่างมีความหวัง ในขณะที่ณรังค์

กลับนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่คิดถึงสิริกันยา คิดถึงบรรยากาศวุ่นวายที่บ้านเธอพร้อมเสียงหัวเราะ

ooooooo

ในผับหรู ปฐวียังมีท่าทีโกรธเคืองจนเกียรติศักดิ์ทนไม่ไหวบอกเธอให้เลิกทำตัวแบบนี้ แบบจะทำอะไรก็ทำตามอำเภอใจ หญิงสาวยิ้มเยาะ

“เหนื่อยแล้วเหรอคะ คุณคงเคยแต่ได้อะไรมาง่ายๆ สินะ แค่นี้ก็เหนื่อยซะแล้ว หญิงคงเชื่อคำพูดอะไรของคุณไม่ได้เลยใช่ไหม” เขาปัดไม่ใช่อย่างนั้น ปฐวียั่ว “แล้วจะให้หญิงกล้ามอบหัวใจให้ผู้ชายที่ไม่มีความมั่นคง ความน่าเชื่อถืออย่างคุณได้ยังไง รู้อะไรไหม เด็กในบ้านอย่างณะ ไม่เคยผิดคำพูด”

เกียรติศักดิ์โกรธกระชากคุณหญิงเข้ามาอย่างแรง ที่เอาตนไปเปรียบกับเด็กในบ้าน ปฐวีสะบัดตัวออกเหยียดว่า ยิ่งเขาทำแบบนี้ ตนยิ่งลืมณรังค์ยากขึ้น สายตาเธอแข็งกร้าวจนเกียรติศักดิ์ต้องยอมอ่อนลงถาม ตนควรทำอย่างไร คุณหญิงยิ้มสมใจในที่สุดเขาก็ตกหลุมพราง

เช้าวันใหม่ สิริกันยาทำงานอยู่ที่โต๊ะทำงาน ไพโรจน์เข้ามาชวนคุยทำนองจีบกลายๆ โดนเธอตอกกลับเบาๆ ยุพินโผล่มาวางแฟ้มงานเบรกว่าเขาหน้าแตก เจ้าตัวยังไม่รู้ถอยไปตั้งหลักใหม่โดยอ้างว่าต้องทำงานเพราะงานที่ดีจะปกป้องเรา พอถอยมาเจอณรังค์ยืนหน้าเข้มสำทับ

“ผมชอบนะ งานที่ดีจะปกป้องเรา...คมดี งั้นรีบไปทำงานให้ดีๆ ไม่งั้นไม่มีอะไรปกป้องคุณได้แน่” ไพโรจน์ยิ้มแหยยอมรับว่าคำพูดของณรังค์คมกว่า...

ปฐวีตื่นลงมาที่โต๊ะอาหาร ได้ยินชื่นคุยกับสีดาอย่างชื่นชมว่า ประคองไม่อยู่ ละมุลช่วยงานได้เยอะ เมื่อเช้าก็ทำอาหารให้ณรังค์เอง แล้วนั่งกินด้วยกัน คุยกันน่ารักน่าเอ็นดู ปฐวีโกรธปาดของบนโต๊ะหล่นกระจาย สองสาวหันมาเห็นหน้าซีดกลัวตัวสั่น คุณหญิงไม่พูดอะไรเดินออกไปทันที สองสาวรีบเข้าไปช่วยกันเก็บกวาดอย่างขยาดเกรงละมุลจะซวยเพราะพวกตน

ปฐวีกลับเข้าห้อง เข่นเขี้ยวหาว่าละมุลท้าทาย แต่แล้วนึกถึงคำขู่ของท่านพ่อ...จะไม่มีการต่อรองเล่นแง่ หรือสร้างความวุ่นวายอะไรอีก ไม่ว่ากับฉันหรือกับใคร เพราะไม่อย่างนั้น ฉันจะตัดเธอออกจากความเป็นจงสวัสดิ์ทันที ไม่ให้อะไรไปสักบาท ออกไปแต่ตัว แล้วดูสิใครหน้าไหนยังจะเอา...คิดแล้วเจ็บแค้นใจ ระบายอารมณ์เขวี้ยงข้าวของในห้องแตกกระจาย

ด้านละมุลช่วงพัก เดินมาเจอสวัสดิ์ จึงชวนทานข้าวกลางวันตอนพักเที่ยงด้วยกัน มีเรื่องจะเล่าให้ฟังเยอะ ชายหนุ่มรับคำตาละห้อย พอละมุลเดินไป ครูต้อยเข้ามาแซวคิดว่าเข้าใจกันดีแล้ว สวัสดิ์กลับบอกว่า ละมุลกำลังมีความรัก แต่ไม่ใช่กับตน ครูต้อยเหวอ มองเพื่อนครูอย่างงงๆ

บ่ายวันนั้น ณรังค์เดินอธิบายงาน “จุดแรกที่ผมต้องรีโนเวทด่วนคือล็อบบี้ เพราะนี่คือประตูบ้านของเราที่ต้องรับแขก ต้องสร้างความประทับใจเป็นอันดับแรก...”

สิริกันยาเดินตามจด ยุพินกับวิเชียรตั้งใจฟัง อ๋องเดินเข้ามาขอโทษที่มาช้า แล้วแย็บถามสิริกันยาว่า ณรังค์ใช้งานเธอหนักไหม ยุพินกับวิเชียรแปลกใจที่เจ้านายดูจะกันเองกับเธอ ณรังค์รีบขัดด้วยการดึงกลับมาฟังเรื่องงานต่อ อ๋องจึงปรับท่าทีตั้งใจฟัง

พอเดินมาที่ห้องอาหารต้นตำรับชาววัง ณรังค์บอกว่า

ที่นี่จะยังโครงสร้างหลักเอาไว้ แต่อยากเพิ่มเติมการตกแต่งให้ดูโมเดิร์นคงคอนเซปต์เดิม สิริกันยาสรุปความว่า เป็นไทยโมเดิร์น ณรังค์รับว่าใช่ไทยร่วมสมัย แล้วพากันเดินเข้าไป แต่แล้วต้องชะงักเมื่อเห็นปฐวีนั่งทานอาหารอยู่กับกนกอร สองสาวหันมายิ้มเยือกเย็น ณรังค์เมินสายตาบอกทุกคนและถามสิริกันยา

“ไปคุยทางโน้นเถอะ นัดผู้จัดการร้านไว้แล้วใช่ไหม”

สิริกันยารับคำ ณรังค์พาทุกคนเดินไป กนกอรแค้นใจที่อ๋องไม่ทักสักคำ ปฐวียั่วยุ ก็แค่แฟนเก่าจะมาทักทำไมไม่มีความสำคัญ กนกอรของขึ้น คว้ากระเป๋าเดินไปหาอ๋อง ปฐวียิ้มสมใจ

กนกอรเข้าไปทักอ๋องแล้วควงแขนไม่อายสายตาใคร อ๋องแกะมือเธอออกบอกกำลังประชุมงาน หญิงสาวต่อว่าทำไมแค่จะทักทายกันทำไม่ได้ อ๋องจะอธิบาย

แต่เธอสวน

“กลัวว่าใครจะเข้าใจผิดเหรอคะ...สวัสดีค่ะ คุณเลขา เหนื่อยไหมคะ” สิริกันยารู้ว่ากำลังถูกกระทบ “ทำทั้งงานบนโต๊ะและบนเตียง ไหวเหรอ...”

ทุกคนตกใจกับคำพูดของกนกอร ปฐวีได้ยิน

ยิ้มสะใจ ณรังค์รีบขัดจังหวะบอกพวกเรากำลังทำงานแต่สิริกันยาของขึ้นเสียแล้วสวนออกไป

“ไม่ได้ทำบนโต๊ะหรือบนเตียงคุณสักหน่อย ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ” ทุกคนสะอึกไม่คิดว่าสาวน้อยจะกล้า กนกอรเต้นผางด่าว่าหน้าด้าน! ก็โดนตอกกลับ “แล้วที่มาตามแสดงความเป็นเจ้าของผู้ชายกลางร้านอาหาร ไม่ด้านรึ”

“นังสลัม!”

“ถ้าเป็นไฮโซแล้วทำตัวอย่างคุณ ฉันเป็นสลัมดีกว่า นี่ทุกคนมีงานต้องทำ ส่วนคุณ ถ้าไม่มีอะไรทำก็อย่าทำตัวไร้สาระ เกะกะ ถอย...” สิริกันยาเดินเบียดกนกอรไป

กนกอรเหวอ คนอื่นๆชอบใจแต่ไม่กล้าออกอาการชัดเจน เดินตามไป มีอ๋องที่ถูกรั้งไว้ กนกอรโวยที่เขาปล่อยให้เลขามาฉีกหน้าตนแบบนี้ อ๋องย้อนขำๆ

“อ้าวเหรอ ฉีกได้ไง ก็หน้าคุณ...” ไม่อยากพูดออกไป “อร...ผมไม่รู้นะว่าคุณต้องการอะไรกันแน่ แต่อย่าทำตัวไม่มีมารยาทเหมือนเมื่อกี้อีก ถ้ายังอยากให้เรามองหน้ากันได้อยู่”

กนกอรยังเอาเรื่อง “คงเป็นเรื่องจริงสินะ ที่ให้นังนั่นไปทำงานบนเตียงด้วย”

“ช่วยให้เกียรติคนอื่นด้วย ไม่งั้นผมก็จะไม่ให้เกียรติคุณ จะเรียก รปภ.มาเดี๋ยวนี้” กนกอรท้าว่ากล้าหรือ “เดี๋ยวจะทำให้ดู แล้วคุณจะไม่มีทางได้มาเหยียบที่นี่อีก”

เมื่อเห็นอดีตคนรักเด็ดขาด กนกอรก็ไม่กล้าได้แต่มองด้วยความน้อยใจเสียใจ สะบัดหน้ากลับไปหาปฐวี...อ๋องตามมาขอโทษทุกคนและขอโทษสิริกันยา ท่าทางเธอยังอารมณ์ขุ่น

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันเองก็ต้องขอโทษด้วยเหมือนกัน ที่พูดกับเพื่อนคุณแบบนั้น”

อ๋องบอกเธอไม่ผิดแล้วสั่งวิเชียร วันหลังถ้าผู้หญิงคนนั้นมาที่นี่อีก ให้ช่วยดูแลเป็นพิเศษอย่าให้ก่อเรื่อง

วุ่นวายอีก วิเชียรรับคำ ณรังค์มองความห่วงใยของเพื่อนที่มีให้สิริกันยาอย่างรู้สึกแปล๊บปล๊าบในใจ ฉุกคิดว่าเรื่องนี้ปฐวีอาจอยู่เบื้องหลัง

กนกอรหงุดหงิดกลับมาบ่นกับปฐวีว่าอยากตบ คุณหญิงยุทันทีแล้วทำไมไม่ตบ

“ฉันไม่ลดตัวลงไปต่ำเหมือนนังสลัมนั่นหรอก”

“งั้นก็ต้องใช้วิธีอื่นเล่นงานมัน” ไม่วายปฐวี ยังยุอีก

กนกอรคิดไม่ออกและดูท่าอ๋องจะคอยปกป้องถึงกับจะให้ รปภ.มาไล่ ปฐวีหาว่ามัวแต่สติแตก จะคิดวิธีเล่นงานได้อย่างไร ผู้เป็นเพื่อนเคืองสวนไปว่า

“เธอไม่เคยเป็นเหมือนฉันนี่ เห็นผู้ชายที่เคยเป็นของเรากำลังจะไปเป็นของคนอื่นที่ไม่มีอะไรดีสู้เราได้เลย เธอไม่เข้าใจความรู้สึกของฉันหรอก”

“ทำไมจะไม่เข้าใจ!” ปฐวีเผลอตวาดออกไป

กนกอรตกใจอยากรู้ว่าใครกันที่ทำอย่างนั้น ทำไมไม่เคยรู้ ปฐวีรีบแก้ตัวว่าเห็นเพื่อนพล่านจึงเดือดแทน กนกอรพยักหน้าบ่น ถ้าไม่ได้เอาคืนคงกระอักเลือดตาย ปฐวีย้ำให้ใช้สมอง

“เคยใช้ที่ไหนกันเล่า ปริญญาที่ได้มาก็ซื้อเอา เธอก็ช่วยฉันคิดสิ” กนกอรรำพัน ยิ่งทำให้ปฐวีสมใจ

ที่จะได้ใช้เพื่อนเป็นเครื่องมือทำร้ายสิริกันยา

จากนั้นปฐวีให้กนกอรกลับไปก่อน ตนมีงานต้องทำ เพื่อนปากเสียว่าคนอย่างคุณหญิงทำงานเป็นด้วยหรือ ปฐวีมองตาเขียว กนกกรยิ้มเรี่ยๆกลบเกลื่อน

“แหม หญิงก็...ฉันก็แซวไปงั้นแหละ ว่าที่สะใภ้เศรษฐีอย่างเธอ ต้องทำงานด้วยหรือไง”

“ถ้าอยากจะคบกันไปนานๆ ระวังปากไว้ด้วย” ปฐวีกำชับก่อนจะเดินไป

กนกอรเบะปากหมั่นไส้ ถ้าไม่มีประโยชน์

ใครอยากจะคบด้วย แล้วสะบัดหน้าหนี

ooooooo

ชื่นถือภาชนะใส่น้ำซุปที่ประคองทำไว้จากวังมาให้ที่โรงพยาบาล สีหน้าชื่นหม่นหมองจนประคองต้องดึงออกมาถามไถ่ ชื่นขอโทษและเล่าเรื่องเมื่อเช้าที่คุณหญิงได้ยินตนคุยกับสีดาเกี่ยวกับณรังค์และละมุล โกรธถึงกับอาละวาดพังข้าวของ ประคองยิ้มหยันสะใจ

ประคองนำซุปมาให้แม้นเทพทาน บอกเป็นซุปไก่ตุ๋นสมุนไพรที่ตนตั้งใจต้มไว้ให้ แต่พอท่านชายจะตักกินก็พลาดทำช้อนหล่น ประคองรีบเข้าไปช่วยจะป้อน ท่านปัดออกทำให้ซุปหก ประคองตกใจรีบเรียกสติกลับมา จะตักให้ใหม่แต่ท่านชายไม่ต้องการ เธอจึงก้มหน้าเช็ดเก็บทุกอย่างและคิดถึงเหตุการณ์ที่ชื่นเล่า

ช่วงพักกลางวันที่โรงเรียน ละมุลมองหาสวัสดิ์ ครูต้อยเข้ามาแซวเรื่องมีแฟนแล้วไม่บอก อุตส่าห์เชียร์สวัสดิ์ตั้งนาน และว่าวันหลังให้พามาแนะนำกันบ้าง ละมุลรู้สึกอาย ไม่พอใจที่สวัสดิ์เอาเรื่องตนไปเล่าให้คนอื่นฟัง พอสวัสดิ์เดินมาก็สะบัดหน้าหนีไม่พูดจาด้วย ครูหนุ่มงงตามถามว่าเธอเป็นอะไร ละมุลหันมองโกรธๆ เห็นมีนักเรียนอยู่เยอะจึงไม่พูดกลัวเอิกเกริก

ด้านสิริกันยานั่งเหม่อขุ่นเคืองเรื่องที่กนกอรมาหาเรื่อง จึงไม่ทันฟังสิ่งที่ณรังค์สั่ง โดนตำหนิต่อหน้าอ๋อง เธอรีบขอโทษแต่ณรังค์ถามคิดอะไรอยู่ให้พูดออกมา หญิงสาวลังเล

“เอาจริงๆไหมคะ”

“เอาความจริง พูดออกมาให้หมด”

“คิดว่า...ตั้งแต่เจอคุณณรังค์ ทำไมชีวิตฉันถึงมีแต่เรื่อง ไม่ถูกยัยคุณหญิงจิตป่วยนั่นหาเรื่อง ก็เป็นเพื่อนยัยนั่นที่ดันเป็นแฟนเก่าเจ้านาย ที่ก็ดันเป็นเพื่อนสนิทคุณณรังค์ เหมือนคุณณรังค์เป็นศูนย์กลางความซะ...” สิริกันยายั้งไว้ทัน เห็นอาการเหวอของสองเจ้านายก็แย็บ ถาม “ฉันควรพูดต่อไปไหมคะ”

ณรังค์บอกไม่ต้อง หญิงสาวขอบคุณเพราะถ้าพูดคงอีกยาว อ๋องพูดขำๆว่าจริง...ใครจะจิตแข็งอยู่ได้ตลอดเวลา ต้องมีหลุดกันบ้าง ณรังค์มองอย่างหมั่นไส้แต่ทำกลบเกลื่อน

“เอาเป็นว่า...ฟังผมไว้ ไม่ว่าชีวิตคุณจะเจอสภาวะความกดดันมากแค่ไหน ก็ต้องพยายามตัดออกไปให้ได้ เมื่อต้องทำงาน ไม่อย่างนั้นจะถือว่าคุณไม่มีความเป็นมืออาชีพ” อ๋องมองอย่างเห็นใจ สิริกันยารับคำจะจำไว้ให้ขึ้นใจ ณรังค์สั่งงานต่อ “นัดประชุมกับคุณวิเชียร ผมจะดีลกับสายการบิน และก็ ATTA (แอ็ตต้า) TTAA (ทีต้า) ATTO (แอ็ตโต้)”

สิริกันยาไม่เข้าใจตัวย่อเหล่านั้น ณรังค์เอ็ดว่าคิดทำงานโรงแรมแต่ไม่หาข้อมูลใส่ตัวได้อย่างไร อ๋องปรามให้ใจเย็น ณรังค์รู้ว่าอย่างสิริกันยาต้องยั่วถึงจะมีแรงฮึดก็แกล้งว่าอีก

“จ้าง ให้เงินเดือนไม่ได้ใช้งานฟรี หรือทำไม่ได้” สิริกันยาฮึดทันทีบอกว่าทำได้จะรีบไปทำ ณรังค์ต้องเรียกไว้ “ไปกินข้าวก่อน เดี๋ยวเป็นลมเป็นแล้ง ผมไม่โหดถึงขนาดใช้งานพนักงานจนไม่ให้กินข้าว”

สิริกันยารับคำเดินหงอยคอตกออกจากห้อง พอพ้นประตูก็จิกหัวตัวเองขึ้นมาแล้วพูดกับตัวเอง “ไม่โหด...แต่โคตรโหด...สู้! จิตต้องแข็ง เราทำได้”

ในห้องทำงาน อ๋องบ่นสงสารสิริกันยา ขอให้ณรังค์เบาๆกับเธอหน่อย ณรังค์สวน

“แล้วจะเป็นงานเร็วได้ไง แกก็เหมือนกัน อย่าเอาความรู้สึกส่วนตัวมาปนกับงาน”

“พูดเหมือนแม่ฉันเลยว่ะ” อ๋องจ๋อยลง ณรังค์แย็บถามว่าเขาจริงใจหรือเปล่า “จริงดิ ที่ผ่านมาฉันเจอแต่พวกลูกคนรวยเอาแต่ใจตัวเอง เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ชอบดูถูกคนอื่น ที่สำคัญ...เฟค ไม่จริงใจ ซึ่งคุณสิริกันยาแตกต่าง”

“ดี ฉันอยากให้แกจริงใจกับเขา ทำอะไรควรให้เกียรติ อย่าเห็นเป็นของเล่น สิริกันยาเป็นคนดี สมควรได้รับสิ่งดีๆ อย่าปล่อยให้เกิดเหตุการณ์อย่างเมื่อกี้อีก”

อ๋องเครียดไม่เข้าใจว่าทำไมกนกอรถึงมาวุ่นวายทั้งที่ขาดกันไปแล้ว แต่ณรังค์พอเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร และคาดว่ามีคนเสี้ยมอยู่เบื้องหลังกนกอรแน่

ooooooo

ยุพินนั่งทานข้าวกลางวันกับสิริกันยา บ่นอย่างเห็นใจว่าถ้าเป็นตนโดนกนกอรมาราวีจะไม่ทำเท่าที่เธอทำ เผลอๆมีตบ สิริกันยาฟังแล้วเหนื่อยใจกับเรื่องไร้สาระนี้ ยุพินยังสงสัย

“เอาน่ะ สู้ๆ แต่คิดๆไปก็น่าแปลกนะ ช่วงนี้เจอคุณหญิงปฐวีบ่อยจัง เดี๋ยวมากินข้าว เดี๋ยวมาว่ายน้ำ เดี๋ยวมาฟิตเนส โอย...ไม่อยากจะเม้าท์”

“งั้นไม่ต้องเม้าท์ก็ได้ค่ะ”

“พี่กำลังตั้งสมมติฐานอยู่ หาแรงจูงใจที่ทำให้คุณหญิงโผล่มาที่นี่บ่อยๆ” สิริกันยาถามว่าหาได้หรือยัง ยุพินโพล่งออกมา

“คุณณรังค์ไง! เหยียบไว้นะคุณเลขา อย่าเอาไปเม้าท์ต่อ...เป็นไปได้ว่าคุณหญิงกับคุณณรังค์อาจจะอะไรๆกันอยู่ก็ได้”

“แต่คุณหญิงกำลังจะแต่งงาน...”

“มันต้องมีอะไรลึกๆที่เราไม่รู้...แต่พี่ต้องรู้ เพราะพี่เป็นผู้หญิงอยากรู้”

สิริกันยาคิดตามข้อสังเกตของยุพิน ชักเห็นด้วยและอยากรู้ความสัมพันธ์ของสองคนนี้...บ่ายวันนั้น ปฐวีว่ายน้ำอยู่ที่สระของโรงแรม ครุ่นคิดวิธีจะเอาคืนสิริกันยา หาทางทำร้ายละมุลและหาทางดึงตัวณรังค์กลับคืนมาได้อย่างไร ในใจมันยิ่งร้อนรุ่ม พอก้าวขึ้นจากสระ เกียรติศักดิ์เดินเข้ามายื่นเสื้อคลุมให้ เธอมองอย่างฉงนมาเมื่อไหร่ ทั้งสองมานั่งคุยกันริมสระ

เกียรติศักดิ์ยื่นซองเอกสารให้พร้อมบอก “นี่เป็นข้อมูลของผู้หญิงคนนั้นที่คุณหญิงให้ผมตามสืบให้...จะว่าไป ชีวิตของเขาก็ดูน่าสงสารนะ พ่อแม่ตายตั้งแต่ยังเด็ก อยู่กับย่าสองคน ปากกัดตีนถีบกันมา ลาออกจากงานที่เก่า หนีไปหาบ้านเช่าหลังใหม่ เพราะหนีเจ้าหนี้นอกระบบทั้งๆที่ตัวเองไม่ใช่คนกู้ แต่ต้องมารับผิดชอบแทน”

ปฐวีฟังแล้วไม่พอใจเหวี่ยงเอกสารทิ้งอย่างหงุดหงิด เสนอให้เกียรติศักดิ์เอาสิริกันยาเป็นนางบำเรอ แต่เขากลับบอกว่าไม่ชอบมีเล็กมีน้อย ตนรักเดียวใจเดียว แล้วคิดเข้าข้างตัวเองว่าเธอหึง ปฐวีเหยียดปากแต่ฉุกคิดรับสมอ้างเพื่อให้เขาตายใจ

“ก็ใช่น่ะสิ ต่อหน้าหญิงแท้ๆกลับชื่นชมผู้หญิงคนอื่น”

“เริ่มมีใจให้ผมบ้างแล้วใช่ไหม” เกียรติศักดิ์หัวใจฟูฟ่อง

ปฐวียั่วยวนว่าเขาทำเพื่อตน ตนก็ต้องตอบแทนเขาบ้าง แม้ชายหนุ่มจะไม่ค่อยเชื่อแต่คิดว่ายังดีกว่าทะเลาะกัน เกียรติศักดิ์บอกอีกเรื่องว่า ท่านพ่อของเธอโทร.หาอยากให้เราหมั้นกันให้เร็วที่สุด ไม่ต้องรอซ่อมวังเสร็จ หรือว่ารอให้ท่านหายดี ตนเลยรีบรับปากเพราะอยากทำอย่างนั้นอยู่เหมือนกัน ปฐวีอึ้งไม่สบอารมณ์แต่ต้องยิ้มกลบเกลื่อน

ooooooo

ตกเย็น สวัสดิ์อยากเคลียร์กับละมุลว่าตนทำอะไรให้ไม่พอใจ ละมุลหลุดปากไล่เขาอย่าเซ้าซี้น่ารำคาญ สวัสดิ์ยิ่งไม่เข้าใจแต่ก็ขอโทษที่ทำให้เธอรำคาญ

ละมุลจึงระเบิดอารมณ์

“ทำตัวน่าผิดหวังมากด้วยค่ะ ฉันไม่คิดว่าครูจะเป็นคนชอบเอาเรื่องคนอื่นไปพูดลับหลัง แล้วก็ขยายจนเกินจริงแบบนี้ ถ้าพี่ณะไม่ได้คิดอะไรกับฉันและฉันเสียหน้า ครูคงสะใจใช่ไหม เพราะใจจริงไม่ได้อยากเห็นฉันสมหวังกับใคร”

“นี่มันเรื่องอะไร ผมงงไปหมดแล้ว”

“ช่างเถอะ เอาเป็นว่า...สิ่งที่ครูอยากเห็นมันจะไม่มีทางเกิดขึ้น และฉันจะไม่ปรึกษาครูเรื่องพี่ณะอีก” พูดจบละมุลหันหลังเดินไป ปล่อยสวัสดิ์ยืนงง พลันมีลูกบอลลอยมา เขารีบเอาตัวปกป้องละมุลจึงโดนอัดเต็มหน้าถึงกับมึน แต่ละมุลไม่รู้ตัวสักนิด

กลับมาถึงบ้าน ละมุลตั้งใจทำอาหารเย็นกินกับณรังค์ เขาชมอย่างจริงใจว่าอร่อยไม่แพ้ฝีมือประคอง ละมุลยิ่งหน้าบาน...ปฐวีหน้าขมึงทึงเดินเข้ามา ละมุลกลัวรีบหลบหลังณรังค์

“ไม่มากไปหน่อยเหรอนังละมุล...พอแม่ไม่อยู่ก็ระริกระรี้ เอ๊ะ หรือว่าแม่สั่งให้ทำ”

ณรังค์ตัดบทถามปฐวีมีธุระอะไร เธอบอกต้องการคุยกับเขาสองคน คนอื่นไม่เกี่ยว ละมุลมองอย่างไม่พอใจ จึงโดนแหวใส่

“มองทำไม อ้อ...หวงรึ” ณรังค์ปรามพูดอะไร “ก็ถามมันไง ทำไม แตะไม่ได้หรือ”

“ถ้าจะมาเพื่อหาเรื่อง กลับไปดีกว่า” ณรังค์ขอร้องแต่ปฐวีสวน

“จะได้อยู่กันสองต่อสอง ไม่มีก้างขวางคอพลอดรักกันต่อหรือไง”

“คุณหญิง!” ณรังค์ตกใจพูดแบบนี้ได้อย่างไร

ปฐวีเสียงกร้าวเค้นให้ละมุลตอบ ณรังค์ตอบแทนว่าละมุลเป็นน้องสาวตน ปฐวีหัวเราะสะใจในขณะที่ละมุลหน้าเสีย

“ได้ยินหรือยังนังละมุล ณะไม่เคยคิดอะไรกับแก เพราะฉะนั้นเก็บอาการไว้บ้าง อย่าให้คนเขาเห็นแล้วสมเพชว่าแก...แรด” ณรังค์เอ็ดแต่ปฐวีไม่หยุด หาว่าละมุลไม่ได้ใสซื่ออย่างที่คิด

ละมุลอายสุดๆเลี่ยงไปเก็บจานชามมือไม้สั่น

ณรังค์มองน้องอย่างเห็นใจไม่ได้คิดว่าละมุลจะชอบตน จึงกระชากปฐวีออกไปคุยข้างนอก ละมุลอยากรู้แอบตามไปฟัง

ณรังค์ต่อว่าปฐวีไม่ควรพูดอย่างนั้น เธอย้อนว่าพูดความจริง ณรังค์จึงย้ำคำพูดอีกครั้ง

“ที่กำลังจะออกจากปากผมคือความจริง ผมกับละมุลคือพี่น้องกัน และละมุลก็ไม่เคยทำหรือคิดอย่างที่คุณหญิงพูด” ปฐวีสวนแน่ใจหรือ “ใช่ ผมมั่นใจและมันจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ตกลงคุณหญิงมาหาผม จะคุยเรื่องอะไรว่ามาเลย”

“เรื่องนังเลขาของณะ”

ละมุลหูผึ่งใครกัน ปฐวีรุกถามณรังค์ว่าชอบสิริกันยาใช่ไหม เขาอึกอักปัดว่าไม่เกี่ยวกับเธอ ปฐวีจ้องหน้านิ่ง ไม่คาดคิดเธอโผเข้าจูบปากณรังค์ ชายหนุ่มตกใจตัวแข็งไม่ตอบสนอง ละมุลมองภาพบาดตาน้ำตาพรั่งพรูทนไม่ไหววิ่งกลับไป ณรังค์ผลักปฐวีออกถาม

“ทำแบบนี้ทำไม...นอกเหนือจากที่คอยยุแยงให้เพื่อนมาคอยหาเรื่องสิริกันยาแล้ว ยังจะมาทำแบบนี้อีก รู้ตัวไหมว่ามันทำให้ผมเห็นอะไรในตัวคุณหญิง”

“เห็นอะไร”

“ความน่ารังเกียจ น่าสมเพชและที่สำคัญ...ไม่มีราคา”

ปฐวีโกรธตบหน้าณรังค์ฉาด เขาถามพอใจหรือยัง เธอตบซ้ำอีก ณรังค์ยิ้มเหยียดทำให้คุณหญิงยิ่งเจ็บปวด เงื้อมือจะตบอีก ณรังค์จับมือเธอไว้และพูดใส่หน้าว่า จะไม่ปล่อยให้เธอทำอะไรตามใจตัวเอง จนสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นอีก คุณหญิงอายและแค้นใจด่า

“เนรคุณ!”

“ถ้าจะได้ชื่อว่าเนรคุณเพราะการหยุดคุณหญิง...ผมยอม”

“คิดเหรอว่าจะหยุดฉันได้ ถ้าฉันไม่มีความสุขก็อย่าหวังว่าใครจะมี”

“ผมจะมีให้ดู!” ณรังค์ผลักปฐวีออกไปอย่างแรงด้วยความโมโห

ปฐวีกราดเกรี้ยว “ตั้งแต่อยู่กับนังนั่น ณะเปลี่ยนไป”

“ผมไม่ได้เปลี่ยนเพราะใคร ผมเปลี่ยนเพราะสำนึกของผมเอง เชิญคุณหญิงกลับไปได้”

ปฐวีมองด้วยความเคียดแค้นก่อนจะสะบัดหน้าเดินไป ณรังค์คิดถึงละมุลรีบกลับเข้าบ้าน ละมุลฝืนทำตัวปกติไม่ให้ณรังค์จับความรู้สึกได้ พอเขาจะลูบหัวปลอบเธอถอยหนี ทำให้เขาแปลกใจจับไหล่เธอหันมาคาดคั้นถามเป็นอะไรอย่าโกหก ละมุลสุดจะกลั้นความรู้สึกไว้ได้ ร้องไห้โฮออกมา ณรังค์ดึงเธอมากอด ยิ่งทำให้เธอปวดใจกอดตอบเขาแน่น

พอสงบจิตใจได้ ณรังค์ซักถามอีกครั้งว่าเป็นอะไร ละมุลแก้ตัวว่าไม่อยากให้ปฐวีเห็นตนใกล้ชิดเขาอีก ตนทนฟังคุณหญิงด่าอีกไม่ไหว ชายหนุ่มกลับตอกย้ำให้เธอไม่ต้องสนใจเพราะเราไม่ได้เป็นอย่างที่คุณหญิงว่า ละมุลกล้ำกลืนความผิดหวังน้อยใจถามเสียงสั่น

“พี่ณะ...ไม่คิดว่าละมุลจะเป็นอย่างที่คุณหญิงพูด ใช่ไหม”

“ใช่ ใครจะพูดอะไรก็ช่างเขาเถอะ เราห้ามความคิดคนไม่ได้...เลิกขี้แยได้แล้ว วันไหนพี่ไม่อยู่คอยช่วยเช็ดน้ำตาให้ จะทำไง”

ละมุลใจหายเขาจะไปไหน ณรังค์บอกยิ้มๆว่าพูดเผื่อไว้ หรือเธออาจจะแต่งงานแยกบ้านออกไป ส่วนตนเมื่อทำภาระที่ท่านชายมอบหมายเสร็จก็คงจะขยับขยาย ละมุลโผกอดไม่ยอมให้เขาแยกไปไหนและตัวเองก็จะไม่แยกไปไหน เราจะอยู่ด้วยกันสามคนแม่ลูก ณรังค์ลูบหัวเช็ดน้ำตาปลอบทำนองร้องไห้เป็นเด็กๆไปได้

ปฐวียืนมองมาที่เรือนเล็กด้วยความเคียดแค้น ที่ณรังค์ไม่ตอบสนองความใคร่ของตน ตั้งปณิธานจะทำให้พวกเขาอยู่อย่างไม่เป็นสุข

ในคืนเดียวกัน สวัสดิ์คุยโทรศัพท์กับแม่ แม่ถามถึงคู่ครองเขาจึงบอกแม่ว่า ครูพละจนๆอย่างเขาไม่มีผู้หญิงคนไหนสนใจ และกำลังคิดว่าจะขอย้ายกลับไปเป็นครูที่จังหวัดบ้านเรา

ส่วนสิริกันยาจดข้อความบางอย่างแปะไว้ที่โต๊ะทำงาน ศรีนวลแปลกใจเขียนว่าอะไร สิริกันยาอ่านให้ย่าฟังว่า บทเรียนวันนี้ของตน ณรังค์พูดว่า...ไม่ว่าจะเจอสภาวะความกดดันมากแค่ไหน ก็ต้องพยายามตัดออกไปให้ได้เมื่อต้องทำงาน ไม่อย่างนั้นจะถือว่าไม่มีความเป็นมืออาชีพ ผู้เป็นย่าย้อนถามแล้วทำได้ไหม หลานสาวยอมรับว่า...ยาก

“ยากสิดี ถ้ามันง่าย ชีวิตเอ็งก็ไม่มีอะไรท้าทาย”

“โอเค...หนูจะเชื่อย่า แต่ตอนนี้ขอกอดแฟนก่อนนะ”

ศรีนวลตกใจคิดว่าพาผู้ชายเข้าบ้าน สิริกันยารีบชี้ไปที่โน้ตบุ๊กมือสองที่เพิ่งซื้อมา เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมให้กับตัวเอง เจ้านายถามอะไรจะได้ตอบได้ ย่าชื่นชมและให้จำคำตนไว้...ไม่มีใครกลัวคนเก่ง แต่กลัวคนขยัน...สิริกันยารับคำ ตั้งหน้าค้นความหมายของคำที่ณรังค์พูดในวันนี้

ooooooo

แม้นเทพได้กลับมาพักฟื้นที่วัง ประคองดูแลจัดของจำเป็นและยาอย่างเป็นระเบียบ ชื่นและสีดาคอยเป็นลูกมือ ท่านชายถามหาปฐวี ณรังค์ตอบว่ายังไม่ตื่น ท่านชายส่ายหน้าบ่นไม่อยากนึกว่าแต่งงานไปแล้ว ชีวิตลูกสาวจะเป็นอย่างไร

“เป็นห่วงชีวิตคนอื่นเป็นด้วยเหรอเพคะ” ปฐวีเดินเข้ามาในสภาพชุดนอนเพิ่งตื่น ยกมือไหว้พอเป็นพิธีก่อนจะถามหายแล้วหรือ ท่านชายแขวะกลับ

“บอกแล้วไง ฉันตายยาก ทำไม มีเรื่องอะไรอีก”

“ถ้าไม่มี ไม่มายืนตรงนี้หรอกเพคะ”

“มีอะไรก็รีบๆพูดมา จะได้รีบๆออกไปซะ ไม่อยากจะเห็นหน้า”

“อ้อ พรุ่งนี้ก็จะไม่ได้เห็นหน้าหญิงแล้วล่ะเพคะ” ท่านชายแปลกใจจะไปไหน คุณหญิงปรายตามองณรังค์ “จะย้ายไปอยู่ที่โรงแรม...กำลังจะปรับปรุงวัง ขี้เกียจอยู่ หนวกหู ฝุ่นเยอะ จะไปพรุ่งนี้เลย”

“อีกตั้งนานกว่ามันจะส่งคนมาทำ จะรีบไปทำไม”

“ก็ไม่รู้สิเพคะ อาจจะเบื่อขี้หน้าคนแถวนี้ด้วยมั้ง ที่โน่น...มีอะไรสนุกๆให้ทำตั้งเยอะ”

ณรังค์หวั่นใจว่าปฐวีกำลังจะสร้างเรื่องอะไรอีก แม้นเทพรู้ว่าลูกสาวคิดไปอยู่ใกล้ชิดณรังค์ ประคองก้มหน้าซ่อนความไม่พอใจ รู้ดีว่าปฐวีแกล้งทำให้แม้นเทพกลัวประวัติศาสตร์ซ้ำรอย และหาทางทำให้ณรังค์ห่างจากละมุล

บ่ายวันนั้น เหล่าคนรับใช้แอบคุยกันในครัวถึงความร้ายกาจของปฐวี สงสารประคองที่เฝ้าจงรักภักดี ขนาดไปหาซื้อสมุนไพรบำรุงร่างกายท่านชาย แม้จะแพงแสนแพงมาต้มเองกับมือให้ท่าน...บรรจงขอชิมน้ำซุปสมุนไพรให้เป็นบุญปากสักครั้ง สีดาสวนขึ้นมาว่า ถ้าสมุนไพรนั้นดีจริงทำไมหม่อมท่านถึงตาย บรรจงแย้งว่าหม่อมท่านตายเพราะหัวใจวายเฉียบพลัน สีดานึกได้ว่าหม่อมคงหัวใจวายเพราะเห็นท่านชายเอาผู้หญิงมานอนด้วยในวัง บรรจงตัดบท

“เออ...เฮ้ย บอกว่าไม่พูดๆ...นังชื่น ขอชิมสักช้อนเดียวได้ไหมวะ เผื่อจะเป็นบุญปาก”

ชื่นตักใส่ช้อนส่งให้ ไม่ทันที่บรรจงจะเอาเข้าปาก ประคองโผล่มาปัดช้อนกระเด็น หาว่าลักกินขโมยกินของเจ้านาย ถ้าทำอีกจะไล่ออก ทั้งบรรจง ชื่นและสีดาขยาดรับคำหันไปเตรียมสำรับกับข้าวต่อ พอประคองเดินไป บรรจงบ่นลับหลัง

“จะโมโหอะไรนักหนาวะ ก็แค่จะแอบกินซุปช้อนเดียว”

“ก็เตือนแล้วไม่เชื่อเอง สมน้ำหน้า แกคงโกรธหลายเรื่องด้วยแหละ ไหนจะรู้เรื่องคุณหญิงที่อาละวาดเพราะได้ยินเราคุยกันเรื่องละมุล ไหนจะเรื่องที่ท่านชายผิดสัญญา ยกวังให้คุณหญิงใช้เป็นเรือนหอแทนที่จะยกให้คุณละมุลอีก ก็น่าเห็นใจนะ” ชื่นสาธยาย สีดาพึมพำว่าชื่นพูดยาวกว่าตนอีก บรรจงเห็นด้วย

ประคองเดินมาทรุดนั่งที่มุมหนึ่งของวัง ครุ่นคิด ถึงเมื่อเช้าที่ท่านชายกลับมา ตนบอกให้ละมุลไปหาท่านพ่อ ลูกกลับบ่นว่าไม่มีใครรักเธอสักคนแล้วก็ร้องไห้โผกอด

“แม่...หนูควรทำไงดี พี่ณะ...คิดกับหนูเหมือนน้อง แต่หนู...ไม่ได้คิดเหมือนพี่ณะ คุณหญิงด่าหนูว่าทำตัวน่าสมเพช หนูเป็นอย่างนั้นเหรอแม่ หนูเองก็ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง หนูไม่ได้ตั้งใจ แต่หนูห้ามมันไม่ได้ หนูผิดหรือเปล่าคะแม่”

ประคองสงสารลูกจับใจ ปลอบว่าลูกไม่ผิดและเคืองแค้นปฐวีที่ทำร้ายจิตใจละมุลไม่หยุดหย่อน ตัดสินใจโทรศัพท์หาณรังค์...

ณรังค์มาทำงานกำลังจะเข้าห้องทำงาน สิริกันยาลุกขึ้นไหว้แล้วรายงานอย่างคล่องแคล่วว่า “นัดประชุมคุณวิเชียรและลงนัดในตารางงานเรียบร้อยแล้ว ประเด็นการประชุมคือ นัดประชุมสายการบินและ ATTA สมาคมไทยธุรกิจท่องเที่ยว TTAA สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว ATTO สมาคมผู้ประกอบการนำเที่ยวแห่งประเทศไทยค่ะ”

ณรังค์พยักหน้าแอบยิ้มในใจที่สิริกันยาขวนขวาย... ประคองโทร.เข้ามา ณรังค์รับสายฟัง ประคองขอร้องให้รับปากสัญญาว่าจะดูแลละมุลให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นจะไม่ทิ้งน้อง เขาสัญญา ประคองย้ำโดยในใจหวังให้แผนของปฐวีไม่ราบรื่น

“แม่รู้ว่าณะเป็นคนรักษาสัญญา ถ้าอย่างนั้นต่อไปนี้ ไปรับไปส่งละมุลให้แม่ได้ไหม แม่เป็นห่วงน้อง แม่กลัว แม่อยากให้ละมุลอยู่ในสายตาและใกล้ชิดณะให้มากที่สุด”

ณรังค์รับคำอย่างไม่มีทางเลี่ยง แล้วต้องมากลุ้มใจที่จะไม่มีเวลาเป็นตัวของตัวเอง

ooooooo

เมื่อแม้นเทพเห็นปฐวีแต่งตัวจะออกไปข้างนอก ก็ดักคอ ที่อยากไปนอนโรงแรมเพราะต้องการอยู่ใกล้ณรังค์ อย่าลืมที่ตนเตือนไว้ ปฐวียิ้มเจ้าเล่ห์

“ท่านพ่ออย่ามองหญิงในแง่ร้ายสิเพคะ หญิงมีเหตุผลอย่างที่พูดจริงๆ แต่ถ้าท่านพ่ออยากจะคิดก็ช่วยไม่ได้ เพราะก็อย่างว่าณะเองก็ตัวเปล่าไม่ได้มีใคร ท่านพ่อก็เลยไม่ไว้ใจ ใช่ไหมเพคะ สงสัยต้องรีบยุให้ณะมีแฟนซะแล้วล่ะมั้ง จะได้ไม่มีใครคิดอกุศล!”

แม้นเทพรู้สึกจุกที่โดนลูกสาวตอกกลับพยายามทำใจให้เย็นเพื่อไม่ให้อาการกำเริบ แต่ก็คิดตามสิ่งที่ปฐวียุ

บ่ายวันนั้นปฐวีและเกียรติศักดิ์พาลูกน้องสองสามคนมาที่บ้านสิริกันยา เจ๊หวานเห็นไม่ชอบมาพากลรีบโทร.ไปรายงานสิริกันยาพร้อมถ่ายรูปส่งมา เธอตกใจมากจะรีบกลับบ้าน ณรังค์เห็นสิริกันยาร้อนรนก็เข้ามาถามมีอะไร เธอเอารูปในมือถือให้ดูสีหน้าร้อนใจ

ศรีนวลเดินมามองปฐวี เกียรติศักดิ์และลูกน้องที่ประตูด้วยความแปลกใจ...ระหว่างสิริกันยานั่งมาในรถกับณรังค์ก็คุยมือถือถามข่าวคราวเจ๊หวานตลอดทาง พอรู้ว่าปฐวีกับเกียรติศักดิ์เข้าไปในบ้านก็ร้อนใจ บอกให้เจ๊หวานตามเข้าไป เจ๊หวานขยาด

“เจ๊กลัวว่ะ มีคนเฝ้าหน้าบ้าน ท่าทางดุฉิบ”

สิริกันยารีบติดสินบน “หนูเหมาขนมจีบเจ๊ห้าวันเลย...เยอะไป สองวันพอ เข้าไปดูย่าให้หนูก่อนระหว่างรอหนูไปถึง”

“เฮ้ย! ไม่ต้อง เจ๊ทำดีไม่เคยหวังผล...จัดไป”

ณรังค์แอบขำที่สิริกันยายอมทุ่มเพราะความรักย่า เธอหันมาบอกให้เขากระทืบเลย

“กระทืบใคร...ในรถมีแต่คุณ”

“กระทืบคันเร่ง!”

“โอเค ผมจะรีบ อย่ากระทืบเลย อันตราย”

สิริกันยาจึงบอกจะอย่างไรก็ได้แต่ขอให้ถึงเร็วที่สุด รถณรังค์แล่นเร็วขึ้น...เจ๊หวานทำใจกล้าจะเข้าไปในบ้าน ถูกลูกน้องที่เฝ้าหน้าบ้านกันไม่ให้เข้าแถมโชว์ปืนที่เหน็บเอว เจ๊หวานจึงล่าถอยกลับโทร.รายงานสิริกันยาด้วยความร้อนใจ สิริกันยาสวนไปว่า

“ก็แค่ปืน อย่ากลัวเจ๊”

“กลัวเห้อะ...” เจ๊หวานเสียงสั่น

สิริกันยาหันมาพูดกับณรังค์ “อย่าโกรธถ้าฉันขอไม่เกรงใจ...ถ้าไม่ถึงบ้านฉันภายในสิบนาที ฉันจะแจ้งตำรวจ ไม่สนแล้วว่าจะลูกใครหลานใคร อยากจะกร่างก็ไปกร่างที่อื่น วันนี้...ไม่ใครก็ใครต้องพังกันไปข้างนึง!”

ณรังค์เครียดที่หญิงสาวดูจะเอาเรื่องจริงๆ รีบบึ่งรถไปให้ทัน ในใจโกรธปฐวีเป็นที่สุด...ในขณะที่ปฐวีกับเกียรติศักดิ์เข้ามานั่งในบ้าน ขู่ศรีนวลด้วยคิดว่าจะกลัวลนลานและทำตาม เกียรติศักดิ์ชวนกลับ คุณหญิงพยักหน้ารับ

“หญิงไม่ได้อยากอยู่นานนักหรอก เห็นแล้วยิ่งสมเพช อยู่กันแบบนี้นี่เอง มิน่าถึงได้สั่งได้สอนกันแบบนั้น...ก็เข้าใจนะว่าความหวังในชีวิตมันไม่ค่อยมี นอกจากรอถูกหวย ก็ไม่รู้จะลุ้นกับอะไรได้อีก นอกจากไล่จับผู้ชายรวยๆ”

ศรีนวลนั่งฟังอยู่นาน กำหมัดแน่นเงียบๆ พอปฐวีลุกขึ้นจะกลับ ก็ลุกตามเรียกไว้มองแก้วน้ำที่วางเสิร์ฟ แล้วด่าขี้ขลาด...ปฐวีหันกลับมาเขม่นมอง เกียรติศักดิ์เตือนให้ระวังปาก

“เอ็งก็เหมือนกัน เหลือความภูมิใจในตัวเองบ้างไหม เดินตามชายกระโปรงนังนี่ต้อยๆ ถ้าไม่รู้มาก่อนว่าเป็นว่าที่คู่หมั้น จะคิดว่าเป็นหมาที่นังนี่มันเลี้ยงไว้”

เกียรติศักดิ์หน้าชา ปฐวีโกรธจิกเรียก อีแก่!...ขาดคำศรีนวลคว้าแก้วน้ำสาดใส่หน้าทั้งสองคน ตวาดกลับพร้อมหยิบถาดมาถือไว้เป็นอาวุธ

“เออ กูแก่ แก่ขนาดนี้แต่พวกมึงก็ยังจะรังแก ถุย!...อย่าคิดว่าขู่แค่นี้แล้วจะกลัว มึงเข้ามา”

พวกลูกน้องที่ยืนหน้าบ้านได้ยินเสียงศรีนวลเรียกหมาเฝ้าบ้านหน้าเหี้ยมเข้ามาก็สะดุ้งรู้ว่าเป็นพวกตน ปรี่เข้าไป เจ๊หวานตกใจรีบโทร.รายงานสิริกันยา รถณรังค์มาถึงพอดี สิริกันยาไม่รอช้าวิ่งเข้าไปในบ้าน เจ๊หวานเอาป้ายหยุดพักห้ามใครขโมยตั้งที่แผงขายของก่อนจะวิ่งตามเข้าไป...เกียรติศักดิ์กำลังห้ามลูกน้องไม่ให้ทำอะไรศรีนวล หญิงชรายังด่ากราด

“เรียกตัวเองว่าผู้ดี ไฮโซ แต่ทำตัวไม่ต่างจากพวกอันธพาล พาพวกมาเยอะ จะรุม คิดว่ากูกลัวเรอะ...มึงออกไปเลย ไม่งั้นกูแจ้งตำรวจแน่ ข้อหาบุกรุก”

“ใจเย็นก่อนยาย ผมไม่ทำอะไรยายหรอก มาคุยด้วยดีๆ ยายทำตามที่คุณหญิงบอกซะเถอะ จะได้ไม่มีปัญหา”

“กูไม่ทำ!”

สิริกันยาและเจ๊หวานวิ่งเข้ามาปราดไปยืนข้างผู้เป็นย่า ถามอย่างห่วงใยเป็นอะไรหรือเปล่า ปฐวีหน้าเจื่อนเมื่อเห็นณรังค์วิ่งเข้ามาไม่คิดว่าเขาจะตามมาด้วยอีกคน

ooooooo

นิยายไทยรัฐ
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement