สายธารหัวใจ ตอนที่ 3 นิยายไทยรัฐ
วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

advertisement

สายธารหัวใจ ตอนที่ 3


22 พ.ย. 2560 07:58
842,334 ครั้ง

ละคร นิยาย สายธารหัวใจ

สายธารหัวใจ ตอนที่ 3

อ่านเรื่องย่อ

สายธารหัวใจ

แนว:

โรแมนติก-ดราม่า

บทประพันธ์โดย:

วาสนา

บทโทรทัศน์โดย:

คนเขียนเงา

กำกับการแสดงโดย:

ชนะ คราประยูร

ผลิตโดย:

บริษัท เมกเกอร์ เจ กรุ๊ป จำกัด

วัน-เวลาออกอากาศ: ทุกวันพุธ - พฤหัสบดี เวลา 20.15 น.

ช่องออกอากาศ:

สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ:

เจมส์ มาร์, ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง

ณรังค์ตามออกมาจากห้องพักฟื้นแม้นเทพ เพื่อต่อว่าปฐวีที่ทำให้ท่านชายอาการทรุดเกือบสิ้น คุณหญิงกลับสวนว่า เคยบอกแล้วว่าจะทำในสิ่งที่ต้องการ ฉะนั้นใครเป็นอย่างไรไม่แคร์ ตอนนี้ท่านพ่อพ้นขีดอันตรายแล้ว ตนจะไปรอฟังคำตอบที่วัง ณรังค์หน่ายใจ

พลันสิริกันยาถือกระเช้าอันใหม่เดินมา ปฐวีตาวาวด่าว่าหน้าด้านตั้งแต่หัวยันหาง ยังจะกลับมาอีก หญิงสาวผู้ถือกระเช้ายิ้มยั่ว ตนต้องทำหน้าที่ให้สำเร็จ แล้วย้อนว่าแยกแยะความแตกต่างระหว่างคนกับสัตว์ไม่ออกหรือ ปฐวีปรี๊ดถลาจะเข้าทำร้าย ณรังค์ต้องรั้งไว้ มองหน้าสิริกันยาเห็นยิ้มยั่วก็ส่ายหน้าระอา ดึงตัวปฐวี ออกไป สิริกันยาตะโกนบอกจะรอเจ้านายอยู่ตรงนี้

มาถึงที่รถ ณรังค์ถือวิสาสะค้นกระเป๋าปฐวีหยิบกุญแจรถออกมากดเปิดประตู ดันเธอเข้าไปไม่สนใจว่าเธอจะทุบตีด่าว่าเขาอย่างไร จนกระทั่งเธอเหนื่อยยอมนั่งในรถ เขาย้ำให้กลับวังไปอยู่กับตัวเองแล้วตั้งสติให้ดี หญิงสาวโกรธเสียงแข็งอย่ามาสั่ง เขาสวน

“งั้นก็ไม่ต้องเชื่อ ถ้าอยากให้ชีวิตตัวเองพัง!” พอเห็นคุณหญิงเย็นลงก็เอาน้ำเย็นเข้าลูบ “ฟังผมสักนิดเถอะ เลิกประชด เลิกเอาชนะ เลิกทำร้ายตัวเอง”

“หญิงไม่ได้ทำร้ายตัวเอง ท่านพ่อต่างหากที่ทำร้ายหญิง หญิงกำลังจะเอาคืน! เอาคืนทุกคนที่ทำให้หญิงเจ็บ” พูดจบปฐวีปิดประตูรถ สตาร์ตเครื่องขับออกไป ณรังค์มองตามอย่างกังวล

พอมาถึงหน้าโรงพยาบาล ปฐวีจอดรถระเบิดเสียงกรี๊ดลั่นรถ ร้องไห้ด้วยความทุกข์ทรมานใจ ปล่อยให้อคติอยู่เหนือสติอีกตามเคย...

ด้านสิริกันยานั่งรอณรังค์อยู่หน้าห้องแม้นเทพ ประคองออกมาเจอ หญิงสาวยกมือไหว้เข้าใจว่าเป็นหม่อมของท่านชายและรายงานว่า ตนเป็นตัวแทนเจ้านายหุ้นส่วนโรงแรมท่านชายนำกระเช้ามาเยี่ยม ประคองจึงบอกว่าท่านบรรทมอยู่แล้วถามว่าเจอณรังค์หรือยัง

“เจอแล้วค่ะ หนูรอเขาอยู่ บอกว่าเดี๋ยวจะกลับมา” พอประคองถามว่าเขาไปไหนก็พลั้งปาก “ปราบมารอยู่ค่ะ...อุ๊ย! เอ่อ ไปทำธุระค่ะ”

ประคองรู้สึกได้ว่าหญิงผู้นี้มีความสนิทสนมกับณรังค์พอสมควร จึงมองอย่างพิจารณาก่อนจะกลับเข้าห้อง สักพักณรังค์เดินกลับมา สิริกันยายื่นกระเช้าให้พร้อมบอกว่า เมื่อครู่ได้คุยกับหม่อมของท่านชายแล้ว ณรังค์ชะงักทำหน้างง หญิงสาวชักสงสัยแกมหมั่นไส้

“ก็หม่อมที่แปลว่าภรรยา ไม่ถูกเหรอ ท่านเดินออกมาจากในห้อง มาถามหาคุณ หรือว่าไม่ใช่”

“ภรรยาน่ะใช่ แต่ไม่ใช่หม่อม” สิริกันยางงขอให้ช่วยอธิบาย เขาเอ็ดไม่ใช่เรื่องของเธอ

“ค่ะ ขอโทษค่ะ ที่อยากรู้เรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของฉัน แย่จัง”

ณรังค์จับน้ำเสียงประชดได้ดึงกระเช้ามาพร้อมบ่น “ทำไมผู้หญิงชอบประชด รู้ตัวไหมว่ามันไม่เคยให้ผลดีกับใครทั้งนั้น...ขอบใจ กลับไปทำงานได้แล้ว”

สิริกันยาหน้าเสียบ่นอุบ เป็นเจ้านายเหวี่ยงได้ ลูกน้องทำบ้างขู่จะไล่ออก ไม่แฟร์เลย...

ณรังค์เข้ามาในห้องวางกระเช้าลงมองคนที่ตนเรียกว่าแม่ นั่งเฝ้าท่านชายซึ่งนอนหลับ จดๆจ้องๆอยากจะจับมือแต่ไม่กล้า พอรู้สึกตัวว่าเขาเข้ามาก็ถามถึงสิริกันยากลับแล้วหรือ ชมว่าน่ารัก

“ยังเด็กมาก ยังไม่รู้เลยว่าทำงานจะเป็นยังไงบ้าง คงต้องสอนกันหนัก” ณรังค์เปรย

“ท่าทางณะจะเป็นเจ้านายที่ดีนะ ให้โอกาสคน”

เพราะเห็นว่าเป็นคนไม่ยอมแพ้กับอะไรง่ายๆ อีกอย่างที่บ้านค่อนข้างลำบาก ผมเข้าใจความรู้สึกนี้นะ ขอแค่โอกาสสักครั้ง จะไม่ยอมปล่อยให้มันหลุดมือไป”

ประคองพยักหน้าชมว่าดี ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่มากกว่าการให้ ณรังค์ยกความดีให้ประคองเพราะเป็นคนสอน ตนจำได้ไม่ลืม ประคองพูดกระทบไปถึงปฐวีหวังให้

ณรังค์จัดการ ว่าใจดำทำร้ายพ่อตัวเอง จะมีใครที่ทำให้เธอได้สติ ณรังค์เองก็คิดไว้แล้วจะต้องจัดการเตือนเธอให้ได้

ช่วงเวลานั้นสิริกันยาเดินเร็วออกจากโรงพยาบาลจะรีบกลับไปทำงาน ปฐวีซึ่งร้องไห้จนสาแก่ใจเงยหน้ามาเห็นสิริกันยาเดินอยู่ริมถนน ก็เกิดความเคียดแค้น ขับรถ พุ่งเข้าเฉี่ยวเธอล้มกลิ้ง สิริกันยาตั้งสติมองเลขทะเบียนรถด้วยความเจ็บใจที่เฉี่ยวแล้วหนีไม่มาดูดำดูดี พลเมืองดีช่วยประคองกลับเข้าไปในโรงพยาบาล

ณรังค์เดินอยู่ในโรงพยาบาล ละมุลฟังประคองโทร.มาเล่าเรื่องทั้งหมด ก็รีบโทร.กลับมาถามอาการแม้นเทพกับณรังค์ และถามถึงเรื่องที่ปฐวีจะใช้วังเป็นเรือนหอ ถ้าเป็นอย่างนั้นเธอจะย้ายออก ณรังค์ขอให้ฟังจากปากท่านชายให้แน่นอนก่อนและขอร้องให้ช่วย

“อยู่กับพี่ อยู่ด้วยกันต่อไป เป็นทางออกทางเดียวของเรื่องนี้”

“ทางออก ยังไงคะ”

“ละมุลใช้วิธีไหนแก้ความเอาแต่ใจของเด็กนักเรียน”

“เขาจะต้องเรียนรู้และยอมรับการถูกปฏิเสธบ้าง”

ณรังค์บอกนั่นแหละที่จะใช้กับปฐวี แต่ละมุลเกรงจะไม่ได้ผล ผู้เป็นพี่ขอร้องให้ช่วยกัน เพราะตนไม่มี ใครนอกจากประคองและเธอ ละมุลรู้สึกมีกำลังใจขึ้น พูดพร้อมรอยยิ้มว่า ต่อไปเขาอยู่ที่ไหน ตนก็จะอยู่ที่นั่นจะไม่หนีไปไหน...สวัสดิ์เดินมาเห็นรอยยิ้มและพวงแก้มแดงของละมุลหลังจากวางสายก็ชะงัก รู้สึกว่าเธอมีใครในหัวใจ

ooooooo

เจ้าหน้าที่เข็นรถเข็นให้สิริกันยาที่เข้าเฝือกอ่อนข้อเท้าแพลงออกมาจะไปเรียกแท็กซี่ เธอ โทร.รายงานอ๋องว่ากำลังกลับไปทำงานไม่ต้องลา เจ็บนิดหน่อยเท่านั้น พอวางสายก็บ่นอุบว่าที่นี่ใช้ประกันสังคมไม่ได้ ต้องเสียเงินซึ่งมีเพียงน้อยนิด

ณรังค์เดินมาเห็นเข้าถามไถ่ สิริกันยาเผลอเหวี่ยงวีนว่าแค่โดนรถเฉี่ยวจะไม่ทำให้เสียงาน กำลังจะกลับไปที่โรงแรม ชายหนุ่มหมั่นไส้บอกเจ้าหน้าที่ว่าจะจัดการเอง แล้วเข็นพาเธอไปที่รถตนที่จอดอยู่ หญิงสาวร้องโวยวายให้หยุด ไม่ต้องการไปกับเขาเพราะไม่อยากนั่งอึดอัด ณรังค์อึ้งนึกฉุนที่เธอไม่เก็บความรู้สึกบ้าง สิริกันยาพยายามอธิบายน้ำเสียงแกมประชด

“คุณเจ้านายบอกฉันว่า ต่อไปนี้เราจะดีลกันแต่เรื่องงานอย่างตรงไปตรงมา คุณถามฉันก็ตอบอย่างตรงไปตรงมา อย่าของขึ้นสิคะ ฉันไม่ได้แสดงถึงความไม่มืออาชีพเลยนะ ฉันไม่ได้ใช้อารมณ์ ไม่ได้เหวี่ยง ไม่ได้ประชดเลย”

“โกรธผมเหรอ”

หญิงสาวส่ายหน้า ยกมือไหว้ลาแล้วโขยกเขยกจะเดินไป ณรังค์หมั่นไส้ความรั้นและช่างประชดของเธอ ตัดสินใจตามไปขวางหน้า เธอผงะถามมีอะไรอีก น้ำเสียงเขาเฉียบขาด

“คุณไม่ได้ใช้อารมณ์ แต่คุณไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้านาย บอกว่าให้ขึ้นรถก็ไม่ขึ้น ถือว่าบกพร่องต่อหน้าที่ ผมจะไล่คุณออก...เอาไง จะอยู่หรือจะไป”

“ไป!” สิริกันยาตอบทันควันเพราะยังอยากทำงาน รีบเขยกไปขึ้นรถ ณรังค์มองตามขำๆ

สิริกันยาอึ้งเมื่อเห็นณรังค์เปิดประตูรถให้ รู้สึกแปลกๆกับความเป็นสุภาพบุรุษของเขา พอขึ้นนั่ง ณรังค์สั่งให้ล็อกประตูรถแล้วเดินเร็วออกไป หญิงสาวงงร้องถามไปไหนเขาก็ไม่ตอบ ต้องง่วนกับการหาปุ่มล็อกประตูรถจ้าละหวั่น

ด้านอ๋องกระวนกระวายเป็นห่วงสิริกันยาจนสุนันทาจับความรู้สึกได้ เตือนลูกอย่าเพิ่งใจเร็ว อยากให้รู้จักวางตัวเป็นเจ้านาย ถ้าแสดงออกมากผิดหวังแล้วจะมองหน้ากันไม่ติด อ๋องรับคำจะไม่ให้สิริกันยารู้ว่าตนรู้สึกอย่างไร จนกว่าจะแน่ใจว่าเธอรู้สึกเหมือนตน

“ดีแล้ว แม่ดีใจที่อ๋องเลือกเป็น ไม่ได้เห็นกงจักรเป็นดอกบัวเหมือนที่ผ่านมา ผู้หญิงที่เหมือนไฟ ไม่ใช่น้ำ อยู่ใกล้ก็มีแต่ความทุกข์”

ทันใดปฐวีเปิดประตูห้องทำงานเข้ามาอย่างไร้มารยาท มองสองแม่ลูกด้วยสายตาเหยียดหยาม สุนันทาลุกขึ้นเผชิญหน้าติงไม่คิดจะเคาะประตูสักหน่อยหรือ เธอย้อนว่าไม่จำเป็นเพราะที่นี่ตนเข้านอกออกในห้องไหนก็ได้ สาวสูงวัยย้อนถามว่าในฐานะอะไร

“โง่จริงหรือแกล้งโง่”

“ไม่ได้โง่ค่ะ แค่ย้อนถามเผื่อคุณหญิงจะลืม ว่าตามหลักการและมารยาทแล้ว นี่คือส่วนของออฟฟิศ เป็นที่ทำงาน ถ้าใครไม่ได้ทำงาน ก็ไม่ควรเพ่นพ่านไปทั่ว ก็เลยถามว่าเข้ามาในฐานะอะไร” สุนันทาย้อนด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่เจ็บแสบ อ๋องยกนิ้วชื่นชมให้

ปฐวีโกรธที่ถูกหลอกด่า หาว่านั่นเป็นหลักการของเธอ แต่หลักการของตน ตนเป็นลูกสาวท่านชาย
แม้นเทพ หุ้นส่วนใหญ่ที่นี่ ตนมีสิทธิ์ อ๋องแทรกว่าเถียงข้างๆคูๆบอกแม่อย่าเสียเวลาคุยด้วย ปฐวีตอกกลับว่าเขาเป็นลูกแหง่อยู่ใต้กระโปรงแม่อย่าทำปากดี อ๋องโกรธ

“คุณหญิง อย่าหาว่าผมไม่เกรงใจ”

“ก็ไม่ต้องเกรงใจ เพราะฉันก็ไม่คิดจะเกรงใจพวกคุณเหมือนกัน”

“คุณหญิงต้องการอะไรพูดมาเลยดีกว่า เวลาของฉันมีค่าไม่ได้ว่างงาน” สุนันทาตัดบท

“ต้องการการให้เกียรติ ท่านพ่อฉันมีเกียรติมากกว่านังเลขาของเธอ อยากจะแสดงน้ำใจก็ควรไปด้วยตัวเอง ตามหลักการและมารยาทของผู้ดี ที่เธอคงไม่เข้าใจ” พูดจบปฐวีกลับออกไป

สุนันทาอึ้งกุมขมับ อ๋องนึกเจ็บใจกับความแรงของคุณหญิง ไม่เข้าใจว่าทำไมดูเธอเกลียดชังสิริกันยามาก สุนันทารู้ดีบอกลูกไว้จะเล่าให้ฟัง แต่ตอนนี้ต้องเตือนสิริกันยาให้รู้ตัวจะได้คอยเลี่ยง เพราะถ้าไม่ห่วงเรื่องงาน ก็จะปล่อยให้สิริกันยาจัดการให้เข็ด พอดีใจดีโทร.เข้ามา สุนันทาจึงบอกว่ากำลังจะกลับเข้าออฟฟิศ...สองแม่ลูกพากันเดินไปที่ลานจอดรถ

ณรังค์กลับมาหาสิริกันยาพร้อมรองเท้าแตะให้เธอเปลี่ยน แม้หญิงสาวจะประทับใจที่เขาอุตส่าห์ไปซื้อมาให้ แต่อดทิฐิไม่ได้ไม่ยอมรับ พอถูกขู่จะไล่ออกจำต้องยอมถึงโรงแรม ณรังค์เตือน “รักชอบเกลียดชัง ก็เก็บไว้ในใจ ยิ่งเปิดเผยจะยิ่งพลาด จำไว้”

“จะพยายามค่ะ แต่...เฉพาะเรื่องงานนะคะ ขอบคุณมากที่เตือนสติ และขอบคุณที่กรุณาให้ติดรถมาด้วย ขอบคุณอีกครั้งสำหรับรองเท้าแตะที่พอดีเท้าคู่นี้”

สิริกันยาลงจากรถถือส้นสูงกับกระเป๋าของตัวเองทุลักทุเล พยายามรีบเดินให้พ้น แต่ด้วยข้อเท้าที่แพลงทำให้เจ็บทรุดลง

ณรังค์เข้าประคอง หญิงสาวรู้สึกว่าแนบชิดเขามากเกินไปใจเต้นแรงก็แปลกใจตัวเอง ปฐวีเดินมาเห็นภาพบาดตา ตาลุกวาวด้วยความโกรธ

ณรังค์ให้สิริกันยาหยุดงาน แต่เธอปฏิเสธเบี่ยงตัวเดินต่อ ณรังค์คอยระวังหลัง ทันใดรถปฐวีวิ่งมาอย่างเร็วและเบรกเอี๊ยดตรงหน้าห่างแค่คืบ ทั้งสองตกใจ สิริกันยาจำทะเบียนรถได้โวยทันทีว่าเป็นรถที่ขับรถเฉี่ยวที่โรงพยาบาล ปฐวีลงมายักไหล่หาว่าไม่มีหลักฐาน

“ฉันไม่มีหลักฐานเอาผิดทางกฎหมายได้ก็จริง แต่...ไม่มีทางที่ฉันจะปล่อยให้คุณลอยนวลแน่” สิริกันยาเข่นเขี้ยว

“กระจอกอย่างเธอจะทำอะไรฉันได้”

สิริกันยาเจ็บใจ ณรังค์ไม่อยากให้มีเรื่องประคองเธอจะพาเดินเข้าออฟฟิศ ปฐวีปัดมือเขาออกบอกอย่าตกหลุมมัน ชายหนุ่มไม่เข้าใจหลุมอะไร ปฐวีชี้หน้าสิริกันยา

“เตือนไว้ก่อนนะณะ นังนี่มันเป็นผู้หญิงประเภทใช้เต้าไต่ ใช้ทางลัด เจ็บเพราะตัวเองเซ่อซ่าเองแค่
ไม่เท่าไหร่ แต่สำออยเรียกร้องความสงสาร สันดานต่ำแต่หัวสูง”

“พูดออกมาแต่ละคำ ต่ำกว่าสันดานฉันอีกนะ...” สิริกันยาสุดทนสวนกลับ แล้วต้องชะงักเมื่อสุนันทาเข้ามาปราม และให้ขอโทษปฐวี

ทุกคนแปลกใจ ปฐวีเชิดหน้าสะใจ สุนันทาย้ำว่าเป็นคำสั่งหรือจะให้ไล่ออก สิริกันยากำหมัดแน่นก่อนจะคลายออกเปลี่ยนเป็นพนมมือกล่าวขอโทษ ปฐวีสวนเสียงกร้าวให้กราบเท้าเพราะยังติดค้างกันอยู่ สุนันทาสบตาลูกน้องสาวอย่างสงสารหาทางช่วย ย้อนถามคุณหญิง

“ถ้ากราบแล้ว จะเลิกยุ่งกับคนของดิฉันไหมล่ะคะ”

“ก็ไม่รู้สิ ดูอารมณ์ก่อน”

“ถ้าอย่างนั้น ไม่ต้องกราบ” ปฐวีมองหน้า สุนันทาพูดต่อ “และถ้าคุณหญิงไม่อยากจะให้คนของดิฉันสร้างปัญหาให้คุณหญิงอีก ก็ขอให้ล้มเลิกความตั้งใจ ถ้าสิริกันยายอมกราบ คุณหญิงเองก็จะไม่มีทางอยู่เป็นสุขแน่นับจากนี้ ทั้งจากตัวของสิริกันยาเองและดิฉัน...เลือกเอา”

สิริกันยารู้สึกนับถือเจ้านายมากขึ้น สุนันทาตัดบทกล่าวขอโทษปฐวี สัญญาจะไม่ปฏิบัติต่อเธออย่างไม่ให้เกียรติอีก และขอให้เธอปฏิบัติต่อพวกตนอย่างให้เกียรติด้วย ไม่อย่างนั้นตนจะไม่อยู่เฉยเป็นแค่หุ้นส่วน แต่จะใช้ทุกวิธีเป็นเจ้าของทั้งหมดของจงสวัสดิ์ ซึ่งตนทำได้แน่ถ้าจะลอง ปฐวีหน้าเสียไม่คิดว่าตัวเองจะเพลี่ยงพล้ำขนาดนี้ ฉุนเฉียวเดินกลับขึ้นรถขับออกไป

สิริกันยายกมือไหว้ขอบคุณสุนันทาด้วยใจจริง แต่ไม่เข้าใจทำไมต้องให้ตนขอโทษทั้งที่ไม่ผิด แถมปฐวี ทำร้ายตนและยังหาเรื่องด่า สุนันทาสวนว่าผิด ณรังค์หลุดขำก่อนฟังคำอธิบาย

“ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยน ที่นี่คือที่ทำงานและคุณหญิงก็กลายมาเป็นลูกสาวหุ้นส่วนฉัน ทำอะไรต้องรักษาหน้าฉันด้วย อีกอย่างถ้าเธอไม่ขอโทษ คุณหญิงก็จะมีเหตุให้ตามราวีเธออีกไม่จบ อย่าเปิดเผยช่องโหว่ให้ศัตรูเห็น เพื่อจะใช้เป็นเหตุผลมาทำร้ายเราทีหลัง”

สิริกันยาไม่รู้จะทำตัวอย่างไร สุนันทาแนะนำให้เลี่ยงอย่าต่อปากต่อคำ อดทนมากเท่าไหร่ก็จะเป็นผลดีกับตัวเอง หญิงสาวรับคำ สุนันทาหันไปฝากฝังณรังค์ดูแลอ๋องกับเลขาใหม่ เพราะตนคงไม่ได้เข้ามาที่นี่บ่อย สิริกันยาถามทันทีทำไมมั่นใจว่าณรังค์จะดูแลตนกับอ๋องได้

“คนที่จะรับมือกับจงสวัสดิ์ทุกคนได้ และหาทางออกที่สวยงามให้กับปัญหาที่ท่านชายแก้ไม่ตกได้... ไม่ใช่ธรรมดานะสิริกันยา” ณรังค์ยิ้มเย้ย สิริกันยาถลึงตายังไม่ยอมรับ สุนันทาสำทับ “ฉันสั่งให้เธอกลับไปพักที่บ้าน วันนี้ไม่ต้องทำงาน พรุ่งนี้ค่อยมา ไม่ต้องมาทำขยันในสภาพนี้ ไปรักษาตัวเองก่อน คนไม่ใช่เครื่องจักร ไม่มีใครว่าเธอหรอก” พูดจบสุนันทาเดินไป

ณรังค์ย้ำให้กลับบ้าน สิริกันยาสวนไม่เกี่ยวอะไรกับเขา ณรังค์เสียงเข้มเตือนว่าบอสเพิ่งพูดหยกๆให้ตนดูแล หรือถูกด่าจนความจำเสื่อม หญิงสาวปรี๊ดแต่ไม่กล้าเถียงอีก...

ปฐวียังไม่ละความแค้น มาหาเกียรติศักดิ์ถึงบ้านเพื่อให้เขาไปจัดการสิริกันยา แต่เขายังมีความเป็นลูกผู้ชายไม่ขอทำร้ายผู้หญิง ปฐวีโกรธหาว่าเขาไม่รักตนจริง ชายหนุ่มเข้ากอดง้อ

“ผมรักคุณหญิง แต่มันมีวิธีอื่นไม่ใช่เหรอที่จะเอาคืน”

“ไม่! หญิงต้องการวิธีนี้ เอาให้มันเสียโฉม จะได้ไม่ต้องใช้มารยายั่วยวนใครได้อีก”

“ใคร...นี่หมายถึงใครครับ ไอ้เด็กในบ้านนั่นเหรอ”

ปฐวีอึกอักหาทางออก รับว่าใช่ แต่แก้ตัวว่าณรังค์ทำงานให้ท่านพ่อ ถ้าสิริกันยาทำให้เขาใจอ่อน นั่นหมายถึงวังจงสวัสดิ์ที่กำลังจะเป็นของเราตกอยู่ในความเสี่ยง เกียรติศักดิ์ครุ่นคิดตาม เสี่ยกำธรแอบสังเกตการณ์อยู่มุมหนึ่ง เมื่อปฐวีกลับไปก็เดินเข้ามาค่อนขอดว่า ว่าที่เจ้าสาวไม่คิดจะมาไหว้พ่อผัวบ้างหรือ ยโสเหมือนกันทั้งพ่อทั้งลูก แล้วเตือนลูกชายอีกครั้งว่าลงทุนกับผู้หญิงคนนี้มากไปหรือเปล่า เกียรติศักดิ์ยังคิดว่าตัวเองแน่ทั้งที่พลาดเสียหุ้นโรงแรมให้สุนันทา

“ไม่ได้เสียหรอกป๊า เรียกต่อให้ก่อน”

“แกก็ดีแต่แถไปเรื่อย ระวังไว้ก็แล้วกัน จำคำป๊าไว้นะ ความรักกับผลประโยชน์ไม่มีทางไปด้วยกันได้ ได้อย่างหนึ่งก็ต้องเสียอย่างหนึ่ง หรือไม่ก็เสียทั้งหมดแต่ไม่มีทางได้ทั้งหมด”

เกียรติศักดิ์ฟังแต่เถียงในใจว่า ตนจะเป็นคนฉีกทฤษฎีของป๊า มุ่งมั่นต้องได้วังจงสวัสดิ์

ooooooo

ในรถ สิริกันยานั่งเบียดประตูเพื่อให้ห่างจากณรังค์มากที่สุด ชายหนุ่มหมั่นไส้ว่าเธออคติ ทำให้หูหนวกตาบอด ปิดใจ ตนพูดไม่เชื่อแต่พอสุนันทาพูดประโยคเดียวกันกลับเชื่อฟัง

“อคติ...เปลี่ยนยาก ยิ่งยัยคุณหญิงนั่นออกตัวแรงใส่ เหมือนหึงอย่างนั้น ยิ่งยากขึ้นไปอีก”

“ไม่แฟร์กับผมนะ ผมอยู่ของผมเฉยๆ ไม่ได้คิด ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวอะไรกับเธอเลย”

“อ๊ะ...จะบอกว่ายัยคุณหญิงนั่นพล่านอยู่ฝ่ายเดียวเหรอคะ เขามีแฟนของเขาอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ” สิริกันยาอดสงสัยไม่ได้ ณรังค์ย้ำหมายถึงตนอยู่เฉยๆ หญิงสาวหัวเราะหึๆไม่เชื่อ

ณรังค์ขู่อย่าลืมตัวว่าเป็นลูกน้อง สิริกันยาประชดรับคำลากเสียงยาวแล้วเมินหน้ามองนอกรถ จู่ๆณรังค์ก็โพล่งขอโทษแทนคุณหญิง หญิงสาวแปลกใจล้อว่าออกรับแทนกันด้วย

รถณรังค์จอดที่หน้าบ้าน สิริกันยาเห็นศรีนวลนั่งร้องไห้อยู่กับเจ๊หวานเพื่อนบ้านก็ตกใจรีบลงจากรถวิ่งไปหา ณรังค์ร้องห้ามเสียงหลงด้วยห่วงเธอจะล้ม แต่พอศรีนวลเห็นหลานวิ่งมาก็รีบเช็ดน้ำตากลัวหลานรู้เรื่องตนเสียหวย เจ๊หวานหน่ายใจกับเงินที่แทงแค่ยี่สิบบาท

ไม่ทันไรสิริกันยาก็ล้มลงเพราะข้อเท้ายังเจ็บ ณรังค์ ปราดเข้าดูอาการ ศรีนวลกับเจ๊หวานตกใจรีบลุกมาดูแล้วต้องเบรกตัวโก่งมองความห่วงใยของชายหนุ่มที่มีต่อหลานสาว

พอพยุงกันเข้าบ้าน ศรีนวลก็เรียกณรังค์ว่าไอ้ณะ ถามไถ่ว่าสิริกันยาโดนอะไรมา หญิงสาวปรามย่าที่เรียกเขาอย่างนั้น แล้วเล่าเองว่า วิ่งหนีหมาสะดุดขาตัวเองล้ม เจ๊หวานรีบถามว่าหมาบ้าหรือเปล่า ถ้าโดนกัดต้องไปฉีดยา เธอรับว่าบ้าแต่หนีทันไม่โดนกัด ณรังค์แอบขำ

“หัวเราะทำไม หลานข้าเจ็บเนี่ย ขำเรอะ” ศรีนวลเห็น ตีแขนและดุ

ณรังค์รีบขอโทษพร้อมจะอธิบาย หญิงชราปรามไม่ได้ว่าอะไรแค่จะขอบใจที่มาส่งหลาน ชายหนุ่มโล่งใจรู้สึกว่าครอบครัวนี้แม้จะเล็กแต่ก็อบอวลไปด้วยความรัก

ศรีนวลกับเจ๊หวานช่วยกันดูแลสิริกันยาบอกให้พรุ่งนี้หยุดงาน แต่เธอไม่ยอม พลันณรังค์โทร.เข้ามาที่มือถือเพื่อบอกว่าพรุ่งนี้จะมารับ แถมขู่ดักไว้ก่อนว่าถ้าไม่ยอมจะรายงานสุนันทา

สิริกันยาวางสายหน้าง้ำ ศรีนวลกับเจ๊หวานรุมซักถามอย่างตื่นเต้นว่าณรังค์จะมารับหรือ เธอพยักหน้าแต่บอกว่าจะไม่รอ ศรีนวลมองหลานสาวอย่างสงสัย ทำนิสัยแปลกๆ

บ่ายวันนั้นครูต้อยถามละมุลว่ามีคนที่รักอยู่แล้วหรือถึงไม่สนใจสวัสดิ์ หญิงสาวปฏิเสธจึงโดนติง สงสารสวัสดิ์เขาเป็นห่วงเป็นใยมากตอนละมุลหายไป น่าจะให้โอกาสเขาบ้าง ละมุลยืนกรานว่าให้ได้แค่ความเป็นเพื่อนและได้บอกเขาไปแล้ว เขาก็ยอมรับ ครูต้อยยังขอร้อง

“ปากก็พูดได้ แต่ใจมันทำยาก ยังไงก็ฝากพิจารณาหน่อยนะ...”

ละมุลตัดสินใจต้องทำให้สวัสดิ์ตัดใจให้ได้ จึงแกล้งชวนเขาไปเลือกซื้อของขวัญวันเกิดให้ณรังค์ พยายามพูดถึงให้เขารู้สึกว่าณรังค์คือคนรักของเธอ

ด้านณรังค์กลับมาประชุมงานที่โรงแรม อ๋องขอให้เขาช่วยคอยรับส่งสิริกันยาจนกว่าจะหายดี ณรังค์ยินดีเพราะตนควรชดใช้กับสิ่งที่ปฐวีทำกับเธอ อ๋องอ่อนใจที่เพื่อนต้องคอยตามเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวทุกเรื่องที่คุณหญิงทำ ณรังค์ว่าไม่ไหวก็ต้องไหว แล้วย้อนถามทำไมถึงห่วงสิริกันยา

“ตรงๆนะ...ฉันกำลังคิดว่าฉันชอบเธอว่ะ แต่ยังไม่อยากออกตัวแรง คุณสิริกันยาเป็นคนฉลาด อาจจะจับ ความรู้สึกฉันได้ เกิดเขาไม่พอใจ ฉันไม่อยากมองหน้ากันไม่ติด ถ้าเกิดเห็นว่าใจตรงกัน ฉันถึงจะกล้าออกตัว”

ณรังค์อึ้งไปชั่วครู่ก่อนจะทำใจเชียร์เพื่อน...ในขณะที่เกียรติศักดิ์โทรศัพท์สั่งลูกน้องให้จัดการณรังค์เอาแค่หยอดน้ำข้าวต้ม ไม่ทำร้ายผู้หญิงอย่างที่ปฐวีสั่ง ที่สำคัญต้องการพิสูจน์อะไรบางอย่างก่อนจะต้องลงทุนกับปฐวีมากขึ้น

ooooooo

ระหว่างทานอาหารเย็น สิริกันยาเล่าเรื่องสุนันทาจัดการคุณหญิงจิตป่วยเสียอยู่หมัด บอสคนนี้มีพระคุณกับตนมาก ศรีนวลฟังหลานสาวเล่าแล้วแปลกใจที่คนเก่งๆแบบนี้ทำไมสามีไม่หลงไม่ภูมิใจ สิริกันยาก็ไม่เข้าใจ ยิ่งยศชอบมีเล็กมีน้อย ทำไมบอสของตนเลือกที่จะทน

“ปัญหาของคนรวย บางทีก็อาจจะซับซ้อนจนเราไม่เข้าใจ” ศรีนวลสันนิษฐาน

แต่สิริกันยาไม่เห็นด้วย ถ้าเป็นตนแค่จับได้ครั้งเดียวก็เลิก ไม่ทน ผู้เป็นย่าแซวคิดจะมีแฟนแล้วหรือ หญิงสาวปัดแค่พูดให้ฟัง แต่ย่าแซวไปถึงณรังค์ เห็นเป็นห่วง เป็นใยมาก สิริกันยาว่าเขาทำเพราะรับผิดชอบแทนคุณหญิงจิตป่วย ศรีนวลหมั่นไส้

“เออๆเอาที่เอ็งสบายใจ ไม่มีอะไรก็ไม่มีอะไร แต่อย่าทำตัวไม่น่ารัก เขามีน้ำใจจะรับส่งก็รับน้ำใจเขา อย่าให้เขาว่ามาถึงข้าว่าสอนเอ็งให้ดัดจริต น่าหมั่นไส้”

เย็นวันเดียวกัน ใจดีเดินตามสุนันทาซึ่งรู้สึกอ่อนเพลียแวะมาพักที่บ้านสักนิดแล้วถึงไปงานเลี้ยงต่อ บัวศรีแม่บ้านตกใจ สุนันทาเห็นท่าทีอึกอักๆมีพิรุธประกอบกับเห็นรถยิ่งยศจอดอยู่ จึงเดินรี่ไปที่ห้องสาวใช้ เห็นสามีตัวเองนอนกกสาวใช้วัยรุ่นอยู่ก็โกรธจนตัวสั่นเพราะขอไว้หลายครั้งแล้วไม่ให้ยุ่งกับคนในบ้านและที่ทำงาน ยิ่งยศทำทีบ่นจะอะไรนักหนา

“ที่ที่ฉันยังพอจะเดินไปไหนมาไหนได้อย่างสบายใจโดยไม่ต้องรำคาญเสียงซุบซิบนินทาว่าผัวไปสำส่อนมั่วกับใคร ก็คือในบ้านและในออฟฟิศ คุณจะเหลือพื้นที่ให้ฉันมีความสุขบ้างไม่ได้หรือไง”

“พื้นที่ที่คุณจะมีความสุข คือที่ที่ผมไม่เคยมีตัวตนสินะ...ถ้าอย่างนั้น หย่าไหม!”

สุนันทาตกใจไม่คิดว่าจะได้ยินคำนี้จากปากสามี... พอดีอ๋องกลับมาได้ยินพ่อแม่เถียงกันก็รีบเข้ามาถามว่าเกิดอะไรขึ้น สุนันทาเปลี่ยนท่าทีไม่อยากให้ลูกเห็นพ่อแม่ทะเลาะกัน ยิ้มแย้มบอกลูกว่าไม่มีอะไรแต่อ๋องโพล่งออกมาว่าได้ยินพ่อขอแม่หย่า ยิ่งยศหน้าเสีย

“ไม่มีอะไร พ่อเขาแค่โมโหเลยพูดออกมาแบบนั้น จะไม่มีการหย่าเกิดขึ้นเด็ดขาด”

“ถ้าอย่างนั้นก็อย่ามาห้ามผม!” ยิ่งยศแทรกเพราะน้อยใจที่สุนันทาเลือกรักษาภาพ ไม่ได้มีเยื่อใยอะไรต่อกันจริงๆ ตัดสินใจเดินออกจากบ้านไปไม่ไยดี

สุนันทาเข่าอ่อน อ๋องเข้าประคอง ใจดีบอกจะโทร.ไปเรียนท่านผู้หญิงว่าบอสป่วย แต่สุนันทาเสียงเฉียบว่าจะไป ขาดคำก็เป็นลมหมดสติ

ooooooo

ขณะที่ณรังค์ประชุมเสร็จ ประคองโทร.หา ขอให้เขารีบกลับบ้านไปอยู่เป็นเพื่อนละมุล เกรงจะโดนปฐวีหาเรื่องรังแกอีก ระหว่างนั้นปฐวีเดินมาที่เรือนเล็ก สำรวจข้าวของที่จัดวางเป็นระเบียบ เห็นรูปถ่ายประคองกับละมุล รวมทั้งรูปละมุลรับปริญญาก็มองอย่างเหยียดๆ

ปฐวีเดินเข้ามาในห้องนอนณรังค์ เปิดตู้เสื้อผ้า ไล้มือไปกับเสื้อผ้าที่แขวนอยู่ ก่อนจะตรงมาที่เตียง ค่อยๆนอนราบหยิบหมอนมากอดหลับตานึกถึงไออุ่นของณรังค์

สวัสดิ์ขับรถมาส่งละมุล เผอิญณรังค์กลับมาถึงพอดีจึงทักทาย สวัสดิ์ถือโอกาสอวยพรวันเกิด ณรังค์ทำหน้างง หญิงสาวรีบตัดบทชวนเข้าบ้านทานข้าว ครูหนุ่มลากลับหน้าเศร้า ณรังค์มองหน้าน้องพอเดาออก เดินตามถามทำไมทำร้ายจิตใจสวัสดิ์ ละมุลยอมรับ

“ถ้าไม่ใช้วิธีทำให้เห็นว่าละมุลมีคนที่ชอบแล้ว เขาก็จะไม่ยอมตัดใจจากละมุลสักที”

“ใจร้าย”

“พี่ณะอ่ะ ละมุลไม่อยากทำร้ายเขาต่างหาก เขาจะได้เดินหน้าต่อไป ไม่ต้องมารอทั้งๆที่ไม่มีความหวัง”

“ไม่รู้สิ ในความคิดของพี่มันใจร้าย แค่ให้เขาได้แอบรักก็ยังไม่มีสิทธิ์เลยเหรอ” ละมุลเถียงไม่ออกเดินหนี “เอ๊า! ละมุล เดี๋ยวก่อนสิ แล้วตกลงของขวัญวันเกิดพี่ไม่ใช่เหรอนั่น”

ปฐวีเผลอหลับสะดุ้งตื่น เห็นห้องมืดจึงรีบลุก พอออกมาจากเรือนเห็นละมุลเดินมาก็รีบหลบ ณรังค์วิ่งตามทวงของขวัญ ทั้งสองหยอกล้อหัวร่อกันมีความสุข ปฐวีแอบเห็นภาพนั้นยิ่งเกิดความริษยา ละมุลถามณรังค์ว่าสิ่งที่ตนทำผิดหรือ เขาพยักหน้าให้เหตุผล

“ละมุลไม่ต้องการให้ความหวัง แต่ละมุลก็ไม่มีสิทธิ์ไปทำลายความหวังของใคร คนบางคนมีชีวิตอยู่ได้ด้วยความหวัง มันคือเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิต แม้จะรู้แก่ใจว่าอาจจะต้องผิดหวัง แต่ถ้าไม่มีมันเลย อาจจะทำให้เกิดเรื่องน่าเสียใจที่คาดไม่ถึง ถ้าคนคนนั้นไม่ใช่คนเข้มแข็ง”

ละมุลรู้สึกผิดน้ำตาร่วง ณรังค์กอดปลอบให้เธอทำตัวเป็นเพื่อนที่ดีกับสวัสดิ์เหมือนเดิม ให้มิตรภาพที่บริสุทธิ์ช่วยแก้ไขให้ ผู้เป็นน้องรับคำรู้สึกอบอุ่นในอ้อมกอดของชายหนุ่ม

“ดีมากน้องรัก ไม่ดื้อกับพี่แล้วใช่ไหม”

“ละมุลจะเชื่อพี่ณะ จะไม่ทำให้พี่ณะไม่สบายใจ จะอยู่ดูแลพี่ณะตลอดไป ให้พี่ณะมีความสุข ตอบแทนที่พี่ณะทำเพื่อแม่เพื่อละมุล”

ณรังค์กอดละมุลอย่างเอ็นดู หญิงสาวกอดตอบด้วยความรู้สึกดี ปฐวีมองอย่างเจ็บแค้นรีบเดินหนีไปจากตรงนั้น ณรังค์รู้สึกเหมือนมีการเคลื่อนไหว แต่เพราะมืดไม่เห็นอะไรก็ไม่ติดใจ

ที่ตึกใหญ่ สีดากำลังงงว่ากุญแจเรือนเล็กหายไปไหน ปฐวีเดินเข้ามาโยนกุญแจให้บอกว่าเห็นตกอยู่จึงเก็บมา แล้วเดินไปด้วยสีหน้าดุดัน สีดายิ่งงงว่าตัวเองไปทำหล่นตอนไหน

ณรังค์เข้ามาในห้อง เห็นประตูตู้เสื้อผ้าเปิดอยู่ก็แปลกใจ มองที่เตียงเห็นร่องรอยการนอนก็ฉุกคิด นึกถึงอดีตก่อนจะไปเรียนต่างประเทศ ปฐวีมักจะแอบมานอนที่เตียงเขาเวลาไม่มีใครอยู่ เธอบอกว่าเหมือนได้นอนกอดตน เป็นเวลาที่มีความสุขที่สุด...ณรังค์ถอนใจที่ปฐวียังไม่เลิกแล้ว ตัดสินใจถลกผ้าปูที่นอนออกเปลี่ยนใหม่หมด

ooooooo

เช้าวันใหม่ ศรีนวลกับเจ๊หวานเห็นสิริกันยาแต่งชุดทำงานนั่งรอคนมารับ ก็แกล้งถามว่าณรังค์จะมารับกี่โมง หญิงสาวทำทีบ่นว่า ถ้าหกโมงครึ่งยังไม่มาจะไม่รอ เกรงไปทำงานสายแล้วโดนหักเงินเดือน ศรีนวลดักคอว่าใครเป็นเจ้านายกันแน่

ณรังค์ขับรถเข้าซอยบ้านสิริกันยาซึ่งค่อนข้างเปลี่ยว คุยโทรศัพท์ผ่านบลูทูธกับประคอง บอกตอนเย็นให้ละมุลไปหาที่โรงแรมเพื่อกลับบ้านพร้อมกัน ส่วนเช้านี้ตนมีธุระด่วนต้องออกมาก่อนไม่น่ามีอะไรเพราะคุณหญิงตื่นสาย ประคองร้อนใจเป็นห่วงลูกสาวต่อว่าณรังค์

“มีใครเดาอารมณ์คุณหญิงได้บ้างเหรอ เหมือนมีไฟที่ระอุสุมอยู่ในอก พร้อมจะปะทุลุกขึ้นมาได้ตลอดเวลา”

“ผมรู้ ถึงเวลาแล้วที่ละมุลจะต้องลุกขึ้นมาปกป้องตัวเองบ้าง เราคงไม่สามารถปกป้องน้องได้ยี่สิบสี่ชั่วโมงหรอกครับแม่”

“ณะไม่ได้เป็นแม่ ณะก็พูดได้ ไม่รู้ล่ะ แม่จะไม่นอนใจเหมือนณะ” ประคองวางสายตั้งใจกลับบ้านเป็นห่วงละมุล โทร.ให้บรรจงกับชื่นมาเฝ้าแม้นเทพแทน

ทันใดนั้น มีรถพุ่งชนท้ายรถณรังค์ เขาตกใจโยนมือถือไว้ที่เบาะรถแล้วลงมาดู ปรากฏว่าเป็นลูกน้องเกียรติศักดิ์ที่มาดักทำร้ายเขา ณรังค์ต่อสู้ทั้งที่ไม่รู้ว่า

สองคนนี้ทำร้ายตนทำไม...ในเวลานั้น สิริกันยาโทร.หาณรังค์เห็นว่าไม่รับสายก็คิดว่าเขาแกล้งหลอกว่าจะมารับ หวังให้ตนไปทำงานสาย จึงนั่งมอเตอร์ไซค์วินออกมา

พอถึงกลางซอยเห็นณรังค์กำลังโดนรุมทำร้าย ก็ร้องบอกให้พี่วินจอดลงไปช่วย พี่วินกลับจอดให้เธอลงแล้วรีบบึ่งรถออกไป สิริกันยาคว้าไม้ช่วยตีคนร้าย แต่ก็โดนซัดกลับ คนร้ายชักปืนออกมา ณรังค์เห็นรีบเข้าปกป้องสิริกันยา ทั้งสองอยู่ในอ้อมกอดกันและกัน ชีวิตอยู่ในความเป็นความตาย ทันใดก็มีเสียงเฮ้ย! ดังขึ้น พอหันมองเป็นกลุ่มวินมอเตอร์ไซค์อาวุธครบมือยืนเป็นแผง คนร้ายชะงักยิงปืนขึ้นฟ้าก่อนจะถอยหนี พวกวินมอเตอร์ไซค์หลบวูบทั้งแผง

ระหว่างทางที่ประคองนั่งแท็กซี่กลับวัง ก็โทร.ถามสีดาว่าปฐวีตื่นหรือยัง สั่งสีดาให้ไปดูและคอยระวังอย่าให้คุณหญิงเข้าใกล้ละมุล ตนใกล้จะถึงวังแล้ว...สีดาเดินบ่นว่าจะกลัวอะไรตื่นสายเป็นปกติ แต่พอค่อยๆเปิดประตูห้องเข้าไปเห็นเตียงว่างเปล่าก็ใจหายวาบ

ละมุลเปิดประตูเรือนกำลังจะไปสอนหนังสือ เจอปฐวียืนรอก็ตกใจ คุณหญิงไม่รอช้าเข้ากระชากตัวละมุล สำรอกใส่ว่า อีแรดเงียบ

“คุณหญิงทำไมมาว่าละมุลแบบนี้ ละมุลไม่ได้ทำอะไร”

“แกไม่ต้องมาปฏิเสธ แกอยากได้ณะมากใช่ไหม ถึงได้กอดแน่นไม่ยอมปล่อย” ละมุลรู้ทันทีว่าปฐวีแอบฟังเรื่องเมื่อคืน พยายามแกะมือออก “จะอยู่ด้วยกันตลอดไปเหรอ จะดูแลกันและกันเหรอ อยากได้จนตัวสั่นเลยนะ แต่ทำเป็นเล่นบทน้องสาวผู้อ่อนแอ ต้องการการปกป้อง ณะรู้ไม่ทันแก แต่ฉันดูออก ทำตัวทุเรศ!”

ละมุลสุดทนออกแรงแกะมือและผลักปฐวีออกอย่างแรง สวนกลับบ้างว่า “แล้วคุณหญิงจะมายุ่งอะไรด้วย คุณหญิงกำลังจะแต่งงาน คุณหญิงไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับพี่ณะแล้ว แต่ก็ยังหวงก้างจนตัวสั่น คอยแอบดูคนอื่นคุยกัน ไม่มีมารยาท ใครกันแน่ที่ทำตัวทุเรศ!”

“นังละมุล! กรี๊ด!” ปฐวีพุ่งเข้าตบตีละมุล หญิงสาวผู้อ่อนแอหันมาสู้ตบกลับ คุณหญิงเสียงกร้าว “สู้เหรอได้ ฉันจะได้ขย้ำแกได้สนุกขึ้น”

สีดาวิ่งมาเห็นละมุลโดนปฐวีคร่อมตบรัวก็ตกใจทำอะไรไม่ถูก เข้าไปห้ามก็โดนตบกระเด็นออกมา จึงวิ่งไปหาคนช่วย...ประคองเดินเร็วเข้ามาพอดี สีดารีบฟ้อง ประคองใจหายเร่งรีบไปช่วยลูก เสียงปฐวีตวาดกร้าวให้ละมุลสู้อีกไม่อย่างนั้นจะเอาถึงตาย

“อีคนชอบแย่งของคนอื่น สันดานขี้ขโมยอย่างแก แม่แก มันต้องโดนแบบนี้ จนกว่าจะทนไม่ไหว ไสหัวออกไปซะ”

ขาดคำก็มีน้ำสาดลงมาโครม ปฐวีตกใจลุกขึ้นเห็นประคองถือถังน้ำยืนอยู่ สีดาดึงละมุลออกมา คุณหญิงกราดเกรี้ยว ประคองไม่สนใจเข้าดูลูกใจแทบขาด ก่อนจะหันมาตวาดกลับ

“คุณหญิงมันใจยักษ์ ใจมาร ทำร้ายได้ทุกคนไม่ว่าใครแม้แต่คนที่สายเลือดเดียวกัน เหมือนไม่ใช่คน” ปฐวีเดือดจะเข้าเอาเรื่อง ประคองกำถังชูขึ้น “อย่าเข้ามานะ ดิฉันไม่เหมือนละมุล ถ้าสู้เมื่อไหร่ดิฉันไม่ยอมหยุด จนกว่าจะตายกันไปข้างหนึ่ง”

“กล้าเหรออีประคอง! อีขี้ข้า!”

“คุณหญิงเพิ่งจะทำให้ดิฉันมั่นใจว่ามันถึงเวลาที่ดิฉันต้องปกป้องสิ่งที่ดิฉันรักด้วยชีวิตของดิฉันเอง
เข้ามาสิคะ...เข้ามา” ประคองเหวี่ยงถังลงพื้นใส่เท้าปฐวี ท่าทางราวคนเสียสติ

ปฐวีขยาดแต่ยังปากกล้า “ชีวิตเน่าๆที่ไม่มีค่าอะไรของแก จะใช้ปกป้องอะไรได้ ฉันรู้ว่าแกอยากได้วังจงสวัสดิ์มากแค่ไหน แต่ฉันไม่ให้!สุดท้ายแล้วเป็นไง มันจะเป็นของฉัน” ปรายตามองละมุลอย่างเกลียดชัง “ณรังค์ที่มันอยากได้ ฉันก็จะไม่ให้ ถ้ามันยังลืมตัวอ่อยณะอีก...แล้วแกจะได้เห็นว่าฉันใจยักษ์ใจมารได้มากกว่านี้ อีละมุล” พูดจบสะบัดหน้าออกไป

ละมุลร้องไห้โฮด้วยความเจ็บและหวาดกลัว ประคองเห็นลูกสาวหน้าตาบอบช้ำยิ่งมองตามปฐวีไปอย่างเคียดแค้น

ooooooo

เกียรติศักดิ์เล่นงานลูกน้องที่จัดการณรังค์ไม่สำเร็จ แม้ลูกน้องจะย้ำว่าณรังค์บาดเจ็บไม่น้อย เกียรติศักดิ์แค้นใจคิดแผนการต่อ จะต้องเจอปฐวีพร้อมกับณรังค์ให้ได้ จึงทำทีโทร.หาปฐวีขอไปเยี่ยมว่าที่พ่อตา

ณรังค์หน้าตาฟกช้ำ ปากแตก ทำแผลแล้วมาให้การกับตำรวจ ว่าไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกับใคร ไม่รู้ว่าพวกไหนที่ทำร้าย...พอมาถึงโรงแรม สิริกันยาถามอีกครั้งแน่ใจหรือว่าไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกับใคร ณรังค์ตอบยิ้มๆ จริงๆก็มี หญิงสาวต่อว่าทำไมไม่บอกตำรวจ

“ก็คุณไง ที่มีเรื่องบาดหมางกับผม หรือจะเป็นคุณ”

สิริกันยาทำหน้าเซ็งใส่ ณรังค์หัวเราะแล้วนึกได้ มีอีกคนที่เพิ่งมีเรื่องกันแต่ไม่อยากปักใจ

“ตกลงไม่มีแน่นะคะ เคยไปเหยียบหัวแม่เท้าใครบ้างรึเปล่าแล้วไม่ขอโทษ หรือว่าไปเอ๊ะ!ใช่ๆหรือว่าจะเป็นแฟนยัยคุณหญิงจิตป่วยนั่น เขาอาจจะหึงจนหน้ามืด เพราะคุณอาจจะยังไปยุ่มย่าม เกาะแกะ...” ณรังค์หยุดเดินจ้องหน้า สิริกันยาชักเขินถาม “อะไรคะ...”

“ไม่ต้องมโน”

สิริกันยาว่ามันน่าคิด ณรังค์ย้ำอีกครั้งว่าไม่เคยไปยุ่มย่ามหรือเกาะแกะ ไม่รู้ว่าใช่เกียรติศักดิ์หรือไม่รอให้ตำรวจจัดการ แต่สิริกันยายุให้จัดการเองเลย อันธพาลแบบนั้นไม่ต้องพูดดีด้วย ณรังค์โต้ว่าไม่ชอบวิธีอันธพาล ฉะนั้นจะไม่ใช้วิธีนั้น หญิงสาวอึ้งรู้สึกประทับใจกับความคิดของเขาแต่ไม่วายปากเสีย

“คุณคิดแบบนี้จริงๆ หรือว่า...พูดเพื่อสร้างภาพคะ”

“เอาที่สบายใจ” ณรังค์ถอนใจเดินหนี สิริกันยารีบเดินกะเผลกตาม

“เรดาร์จับเฟคของฉันไม่ทำงาน เอาเป็นว่า...คุณรู้สึกจริง”

“บอกแล้วไง ว่าเอาที่สบายใจ”

“รู้ป่ะ คนดีตายเร็ว ย่าฉันเคยบอกคุณ จำได้ไหม”

ณรังค์หลุดหัวเราะออกมา “ขอบใจที่เตือน ผมไม่ใช่คนดีอะไรนักหรอก รับรองไม่ตายเร็ว ยังอยู่ต่อปากต่อคำกับคุณได้อีกนาน แต่ก็ขอบใจนะที่ช่วยทั้งที่ตัวเองก็เจ็บ”

“ก็...ทำตามหน้าที่ในฐานะลูกน้องที่ควรช่วยเหลือเจ้านาย ไม่ว่าเรื่องงานหรือเรื่องอะไรก็ตาม และในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง ที่ไม่ควรนิ่งเฉย ถ้าเราเห็นใครกำลังเดือดร้อน”

ณรังค์นึกได้ถามทำไมเธอถึงนั่งมอเตอร์ไซค์ออกมาไม่รอไปรับ หญิงสาวเถียงกลับว่าโทร.หาแล้วเขาไม่รับ ก็คิดว่าเขาแกล้งให้ตนไปทำงานสาย ตนไม่อยากเสี่ยง แล้วทวงบุญคุณบ้างว่า ถ้าไม่ออกมาก็คงช่วยเขาไม่ทัน ณรังค์จึงขอโทษ สิริกันยาอึ้ง น้ำเสียงอ่อนลงทันที

“ฉันก็ขอโทษค่ะที่เถียง ก็คุณไม่ได้ตั้งใจจะมาช้านี่ ไม่ใช่ความผิดของคุณซะหน่อย”

“ยอมรับผิดเป็นด้วย”

“ฉันเป็นลูกมีพ่อมีแม่มีย่าสั่งสอนค่ะ ว่าให้ใช้สติและเหตุผล อย่างี่เง่าให้มันมากนัก เดี๋ยวคนจะด่าถึงต้นตระกูล”

“ประชดผมอีกเปล่าเนี่ย”

“อย่าอคติค่ะ สอนฉัน ก็ช่วยเช็กตัวเองด้วย” ไม่วายเถียงทุกคำ

ณรังค์ขำแบบเหนื่อยที่จะเถียงต่อ “โอเค ขอบใจอีกที ที่เปิดใจ ผมไม่อยากมีปัญหากับใคร ชีวิตซับซ้อน ยุ่งยากพอแล้ว ถ้าเป็นได้ก็อยากให้เราสองคนเป็น มิตรกัน”

“จะพยายามค่ะ ฉันก็อยากทำงานที่นี่ต่อไปนานๆ ไม่อยากมีปัญหากับใครเหมือนกัน โดยเฉพาะกับเจ้านาย”

ณรังค์ยื่นมือออกมาให้จับเป็นพันธมิตรกัน สิริกันยาลังเลสักพัก ตัดสินใจจับมือกับเขา ยุติความมีอคติต่อกัน

ooooooo

ประคองเห็นหน้าตาละมุลบอบช้ำจึงให้ลางานหนึ่งวัน แต่ละมุลกลับบอกว่าลาช่วงเช้า ช่วงบ่ายจะไปสอน ตนจะไม่ทำตัวอ่อนแอให้ปฐวีเห็นเธอจะยิ่งได้ใจ ประคองบ่นโกรธณรังค์ที่เปิดโอกาสให้ปฐวีมาทำร้ายละมุลได้ ละมุลขอร้องอย่าโกรธพี่ทำดีที่สุดแล้ว

“ละมุลเป็นคนบอกพี่ณะเอง ว่าละมุลอยู่ได้ พี่ณะไม่ชอบให้ละมุลอ่อนแอ ละมุลต้องเข้มแข็งค่ะแม่” ประคองถามว่าณรังค์พูดอย่างนั้นจริงหรือ แววตาละมุลวิบวับ “ไม่ได้พูดตรงๆหรอกค่ะ แต่ละมุลรู้ ละมุลอยากทำให้พี่ณะเห็นว่า ละมุลไม่ใช่ภาระของใคร”

ประคองมองลูกสาวด้วยความรักและสงสาร ตัดสินใจเด็ดขาดจะต้องทำบางอย่าง บอกลูกว่าจะแวะไปเอาสมุนไพรมาต้มให้ท่านชายเสวยบำรุงร่างกายก่อน แล้วจะกลับไปเฝ้าท่านที่โรงพยาบาล ละมุลเตรียมตัวไปสอนช่วงบ่าย

แม้นเทพตื่นขึ้นมาเห็นบรรจงกับชื่น ก็ถามหาประคอง พอรู้ว่าไม่อยู่ ก็ให้ชื่นโทร.ตามปฐวีกับณรังค์มาพบเดี๋ยวนี้ พอชื่นถามต้องโทร.ตามประคองด้วยไหม ก็โดนเอ็ดอย่าสะเออะ

ด้านประคองมาที่บ้านหมอยาที่รู้จักมักคุ้นกันมานาน หมอส่งห่อยาให้และถามยังจำวิธีต้มวิธีกินได้ใช่ไหม เธอรับคำยิ้มเหยียด

ณรังค์คุยงานกับอ๋องที่ห้องทำงานในโรงแรม อ๋องจ้องหน้าที่บอบช้ำของเพื่อนแล้วเปรยว่า ตนเชื่อที่สิริกันยาตั้งข้อสังเกต ณรังค์หันมองสิริกันยาเชิงตำหนิที่แอบนินทาเรื่องตนตอนไหน หญิงสาวแก้ตัวว่าไม่ได้นินทา เขาเรียกเล่าสู่กันฟัง อ๋องคิดว่าระดับมาเฟียอย่าง

เกียรติศักดิ์ คงไม่ทิ้งร่องรอยให้ตำรวจตามเจอ ณรังค์จึงบอกว่าตนจะระวังตัวให้มากขึ้น

“มีอะไรให้ช่วยก็บอก พ่อกับแม่ฉัน...ก็ไม่ใช่เล่นๆ แกก็รู้ใช่ไหม” อ๋องเป็นห่วง

“ขอบใจแต่ไม่เป็นไร เอาเป็นว่า...ฝากบอกคุณสุนันทาด้วยนะ ว่าขอให้หายเร็วๆ มีโอกาสจะไปเยี่ยม”

“เฮ้ย แม่ฉันหญิงเหล็ก พรุ่งนี้ก็เดินปร๋อแล้ว แต่มีเรื่องจะแจ้งให้ทราบ...ตอนแรกว่าจะดูแลที่นี่เป็นหลัก แต่ตอนนี้คงต้องเปลี่ยนแผน เป็นห่วงแม่อยากแบ่งเบาให้มากกว่านี้”

ณรังค์เข้าใจบอกจะคอยรายงานทุกระยะ อ๋องแย้งขอให้สิริกันยาเป็นคนรายงาน เพราะเธอทำหน้าที่ประสานงานระหว่างตนกับเขา และมอบหมายเธอให้เป็นเลขาณรังค์ไปในตัว สิริกันยาแปลกใจ เขาไม่ต้องการเลขาแล้วหรือ อ๋องบอกมีใจดีเป็นเลขาแล้ว ทั้งสองยิ่งแปลกใจเพราะใจดีกำลังจะลาออกไปแต่งงาน อ๋องบอกขำๆว่าไม่ออกแล้ว

ในขณะเดียวกัน ใจดีทำงานไปร้องไห้ไปจนสุนันทารำคาญ และยิ่งรู้สึกผิดว่าเป็นเพราะตนที่ทำให้ใจดีไม่มีเวลาให้แฟน ทำให้เขาบอกเลิก ใจดียิ่งร้องไห้เพราะความจริงเพิ่งจับได้ว่าเขามีกิ๊กทั้งที่กำลังจะแต่งงาน

สิริกันยาฟังอ๋องเล่าแล้วเจ็บใจแทน บ่นว่าผู้ชายเลว ...สองหนุ่มสะดุ้งเฮือก หญิงสาวนึกได้รีบแก้คำพูดใหม่ ว่าไม่ทุกคนที่เลว อ๋องสรุปงานแล้วขอตัวกลับไปคุยงานกับแม่ สิริกันยาฝากเยี่ยมทั้งบอสและใจดี ณรังค์ลอบดูปฏิกิริยาที่อ๋องมีต่อสิริกันยาแล้วรู้สึกขัดตาชอบกล
ณรังค์ดูนาฬิกาหน้าเครียดบอกสิริกันยา “งานแรกของเราสำหรับการกู้วิกฤติ...ลุยเลย ไป”

หญิงสาวงงจะไปไหน...ณรังค์พาสิริกันยามาที่โรงพยาบาล ตั้งใจจะแนะนำให้แม้นเทพรู้จักว่าเธอเป็นหนึ่งในทีมงาน เป็นตัวแทนสุนันทาพร็อพเพอร์ตี้ และจะทูลเรื่องการฟื้นฟูเฟสแรกให้ทราบ สิริกันยาย้อนถามว่าสุขภาพท่านพร้อมฟังเรื่องงานแล้วหรือ

“ไม่ได้แจ้งรายละเอียด ท่านทรงฟังได้ ยกเว้นว่าจะมีเรื่องอื่นที่จะกระทบพระทัย”

ณรังค์กับสิริกันยายืนรอลิฟต์ ปฐวีเดินควงแขนเกียรติศักดิ์เข้ามา พอเห็นกัน เกียรติศักดิ์ก็เหยียดณรังค์ ทำนองมาเฝ้าท่านชายด้วยเหมือนกัน แล้วเยาะว่าหน้าไปโดนอะไรมา ปฐวีเห็นบาดแผลที่หน้าณรังค์ก็เดาออกว่าฝีมือใคร เกียรติศักดิ์สังเกตปฏิกิริยาปฐวี สิริกันยาอดปากไวไม่ได้

“ยังจะมาถาม” ณรังค์สะกิดให้หยุดแต่เธอไม่หยุด “ควรพูดออกมาตรงๆแมนๆนะคะ ใครลอบกัด ถือว่าไม่แมน แต่เป็น...”

ณรังค์โกรธเสียงเข้มให้หยุด ปฐวีดึงเกียรติศักดิ์ออกมาคุย ณรังค์ต่อว่าสิริกันยาพูดไปแล้วได้อะไร เขาอาจจะไม่ใช่คนทำ สิริกันยาบอกเรดาร์จับเฟคของตนแม่นมาก สายตาเขาบ่งบอกว่าเขาเป็นคนทำ...ด้านปฐวีต่อว่าเกียรติศักดิ์ที่ทำร้ายณรังค์ เกียรติศักดิ์โกรธ

“เป็นห่วงเป็นใยขนาดนี้ ไม่ใช่แค่เด็กในบ้านแล้วละมั้ง”

“แล้วคุณจะทำไม”

“บอกมาสิ คุณกับมันคืออะไร”

“ถ้าอยากให้ฉันแต่งงานกับคุณ อย่าแตะต้องณรังค์อีก ฉันบอกคุณได้แค่นี้”

“คุณกับมันรักกัน แต่เพราะมันกระจอก คุณเลยไม่เลือกมัน แต่เลือกผม”

“แล้วถ้าฉันบอกว่าใช่ แปลว่าคุณจะไม่แต่งงานกับฉันงั้นเหรอ”

“แต่ง!” เกียรติศักดิ์ตอบ ขอแค่รู้ไว้จะได้ป้องกัน ที่สำคัญตนไม่มีทางแพ้เด็กในบ้าน ตนต้องได้ทั้งตัวและหัวใจของคุณหญิง

ปฐวียิ่งเครียด ทุกอย่างเริ่มผูกมัดตัวเองมากขึ้น

“ไม่ต้องห่วง ผมจะไม่แตะต้องมันให้คุณหญิงเสียใจอีก ถ้าจะต้องสู้กันในเกมนี้ ผมแมนพอ...คุณหญิงควรจับมือแล้วเดินไปกับผม ถ้าหากต้องการให้ทุกอย่างเรียบร้อยตามที่เราเคยตกลงกันไว้” เกียรติศักดิ์ส่งมือให้ปฐวีจับ เดินยิ้มย่องที่ตัวเองเป็นฝ่ายเหนือกว่า

ระหว่างนั้นณรังค์แนะนำให้แม้นเทพรู้จักสิริกันยา ท่านชายบอกว่าให้เขาตัดสินใจแล้ว จะทำอะไรก็ทำไม่ต้องรายงานทุกเรื่อง ปฐวีเดินเข้ามาพร้อมเกียรติศักดิ์ ท่านชายเปลี่ยนสีหน้าไม่พอใจ บอกต้องการพบแต่ลูก คนอื่นมาทำไม เกียรติศักดิ์โอ่ว่า มาเยี่ยมในฐานะลูกเขย

“นั่นสินะ ลืมไปว่าแกอยากจะดองกับฉันจนตัวสั่น แต่ตอนนี้ยังถือว่าเป็นคนนอก ฉันต้องการคุยกับคนในเท่านั้น”

เกียรติศักดิ์ค้อมหัวหยันๆยินดีออกไปรอข้างนอก แต่ไม่วายสบตาณรังค์ด้วยสายตาคมกริบ ณรังค์มองตอบไม่หวั่น สิริกันยาเลี่ยงจะออกไป สายตาสบกับปฐวีเข้าพอดี ก็ทำทียิ้มให้อย่างไม่กลัวเกรง ปฐวีแทบกรี๊ดใส่... เหลือเพียงณรังค์กับปฐวีที่อยู่ข้างเตียง แม้นเทพสั่งณรังค์

“วังจงสวัสดิ์ ฉันจะยกให้เป็นเรือนหอของหญิงวี ฉันอยากทำให้เป็นลายลักษณ์อักษร จะได้ไม่มีใครมาแย้งทีหลัง ติดต่อทนายให้จัดการให้ด้วย”

ปฐวียิ้มอย่างพอใจ ณรังค์รับคำแล้วถามว่าประคองรู้เรื่องนี้แล้วใช่ไหม ท่านชายบอกรู้ ถึงได้เรียกเขามาจัดการ ไม่ต้องห่วง สองแม่ลูกไม่ใช่คนทะเยอทะยาน ให้อย่างอื่นปลอบใจก็หายน้อยใจ ณรังค์รับคำอีกครั้งรู้สึกเป็นห่วงความรู้สึกผู้ที่ตนเรียกว่าแม่

ooooooo

ด้านหน้าห้องพักฟื้นคนไข้ สิริกันยาอดจ้องมองเกียรติศักดิ์อย่างไม่พอใจไม่ได้ จนเจ้าตัวเริ่มไม่พอใจถามจะเอาอย่างไร ก็กวนกลับว่าไม่เอา พอเขาถามมองทำไมไม่พอใจอะไร จึงตอบ

“ไม่ได้ไม่พอใจ แต่...เกลียดเลยล่ะ”

บรรจงกับชื่นรู้สึกว่าสถานการณ์ชักไม่ดี เกียรติศักดิ์หัวเราะ สิริกันยาถามว่าขำอะไร
“อย่าอวดเก่งเดี๋ยวจะอยู่ลำบาก แค่นี้ก็ยืนอยู่บนปากเหวแล้ว ยังไม่รู้ตัวอีก”

“รู้ตัวดีค่ะ แต่ไม่กลัว เพราะฉันไม่ได้ทำอะไรผิด ส่วนไอ้คนที่ทำผิดต่างหากที่ควรจะกลัว เพราะไม่รู้ว่าจะร่วงลงเหวเมื่อไหร่”

เกียรติศักดิ์อึ้งกับการต่อปากต่อคำอย่างไม่เกรงกลัวของสิริกันยา แต่ยังยิ้มเยาะทำให้หญิงสาวยิ่งหมั่นไส้กับอาการไม่สะทกสะท้านของเขา

ในห้อง แม้นเทพย้ำกับปฐวี การยกวังนี้จะอยู่ภายใต้เงื่อนไขเดียวคือ “จะไม่มีการต่อรองเล่นแง่ หรือสร้างความวุ่นวายอะไรอีก ไม่ว่ากับฉันหรือกับใคร เพราะไม่อย่างนั้นฉันจะตัดเธอออกจากความเป็นจงสวัสดิ์ทันที ไม่ให้อะไรแม้สักบาท ออกไปแต่ตัว แล้วดูซิใครหน้าไหนมันยังจะเอา”

“งั้นหญิงก็จะไม่แต่ง ท่านพ่อก็ชดใช้หนี้เองแล้วกัน”

“งั้นก็ไปนอนข้างถนนตั้งแต่วันนี้เลย ไม่ใช่ฉันไม่มีปัญญาหาเงินใช้หนี้มัน แต่ที่ยอมให้แต่งกับมัน เพราะเธอเองนั่นแหละจะได้สบาย แต่ถ้าอยากลำบากก็เอา”

“จะบอกว่าทำเพื่อหญิงเหรอเพคะ ท่านพ่อจะสร้างภาพกับใครก็สร้างไป แต่ไม่ใช่หญิง”

ณรังค์เกรงแม้นเทพอาการทรุดจึงเตือนปฐวีให้พอ กลับโดนด่ากลับว่าเป็นแค่ขี้ข้าอย่ามาสั่ง ณรังค์ชะงักอดทน แม้นเทพไม่พอใจเสียงกร้าวว่า

“ฉันไม่มีทางตายง่ายๆหรอก ฉันอยู่ให้ลูกมันเกลียดได้อีกนาน” ณรังค์ท้วงทำไมทรงคิดอย่างนั้น

แม้นเทพยิ้มหยัน “แกน่าจะเป็นคนรู้ดีที่สุดว่าทำไม”

ณรังค์รู้ดีแต่คิดว่าไม่ใช่เรื่องที่ควรพูด ท่านชายหลับตาลงเป็นการปิดการสนทนา ปฐวีเข้าใจว่าท่านพ่อเกลียดชังจึงสะบัดหน้าเดินออกไป ณรังค์โค้งคำนับแล้วค่อยๆเดินออกไป แม้นเทพลืมตาขึ้นด้วยสีหน้าทำนอง ตนไม่ยอมถูกต้อนเข้ามุม จะต้องชนะไม่เว้นแม้แต่ลูกของตัวเอง

ปฐวีเห็นเกียรติศักดิ์กำลังคุยกับสิริกันยาก็ไม่พอใจ ปราดเข้าดึงเขาออกห่าง มองอย่างเอาเรื่องว่าทำอะไรกัน ณรังค์ตามมารีบเข้าไปยืนข้างสิริกันยา หญิงสาวตอบกวนๆ

“ฉันก็แค่เตือนแฟนคุณค่ะ ว่าให้ระวังตัว อย่าทำเลยเรื่องชั่วช้าเลวทรามน่ะ กรรมเดี๋ยวนี้ติดจรวดค่ะ”

“ระวังตัว ระวังปากไว้เถอะ อย่าคิดว่ามีคนคุ้มกะลาหัวแล้วฉันจะไม่กล้าทำอะไร”

สิริกันยาเผชิญหน้าท้าทายไม่เกรงกลัว ปฐวีโกรธกระชากแขนเกียรติศักดิ์ออกไป สักระยะก็ปล่อยแขนเดินลิ่วนำไป เกียรติศักดิ์เดินตามถามท่านชายคุยอะไรบ้าง คุณหญิงไม่ตอบยังคงเดินต่อไปด้วยสีหน้าโกรธเคือง...

ด้านสิริกันยาหันมาเจอสายตาณรังค์มองอย่างตำหนิ ก็ทำไม่รู้ไม่ชี้ถามเขามองอะไร ณรังค์เดินคุยอย่างอ่อนใจ ทำไมถึงชอบยั่วโมโห

“เขาถามฉันก็ตอบ เขาโมโหเองนะ ฉันไม่ได้ยั่วสักหน่อย”

“ถ้าอยากมีชีวิตที่ปกติสุข อยู่ให้ห่างๆคุณหญิงปฐวี” ณรังค์ย้ำเตือนอีกครั้ง

“เข้าใจอะไรผิดเปล่าคะ เขาต่างหากที่เข้ามาหาฉันเอง ฉันไม่ได้อยากอยู่ใกล้ยัยคุณหญิงจิตป่วยนั่นเลย”

ณรังค์ขมวดคิ้วถามเรียกคุณหญิงว่าอะไร พอสิริกันยาตอบว่าเรียกคุณหญิงจิตป่วย...เขาก็ถอนใจระอา หญิงสาวยังพูดอีกว่า ท่าทางจะมีปม พาไปปรึกษาจิตแพทย์บ้างก็ดี ถ้าอยากมีชีวิตที่ปกติสุข ณรังค์มองหน้าบ่นว่า ไม่มีประโยชน์ถ้าเจ้าตัวไม่ยอมรับว่าตัวเองมีปัญหา

“งั้นก็กรรมใครกรรมมันแล้วกันค่ะ สวัสดีค่ะ” สิริกันยายกมือไหว้จะเดินไป

ณรังค์รีบถามจะไปไหน พอเธอบอกว่าจะกลับบ้านเขาก็บอกให้รอเดี๋ยวจะโทร.รายงานสุนันทาว่าเธอขัดคำสั่งทั้งของเธอและตน สิริกันยาตาวาวรีบบอกให้เขาไปส่งเร็วๆ กลัวรถติด แล้วเดินนำไปอย่างเร็วจนณรังค์เดินตามแทบไม่ทัน แต่ก็แอบขำที่ทำให้เลขาจอมกวนยอมได้

เย็นวันนั้นละมุลคิดสารภาพความจริงกับสวัสดิ์ เห็นเขากำลังจะกลับก็เข้ามาเรียกไว้ แล้วขอโทษเรื่องที่หลอกวันก่อนว่าเป็นวันเกิดณรังค์ เรื่องที่ตนพูดทั้งหมดเกี่ยวกับณรังค์ ตนโกหก ตนคิดว่าถ้าทำให้เขาเข้าใจว่าตนรักณรังค์แล้วเขาจะตัดใจจากตนได้ง่ายขึ้น

“คุณมาบอกผมทำไม”

“ฉันรู้สึกผิดที่...โกหก อย่างน้อยเราก็เป็นเพื่อนกันมา ไม่ควรทำร้ายกันถึงขนาดนี้”

“คุณไม่ได้โกหกผมหรอก” ละมุลงง “แววตาและความรู้สึกเวลาที่คุณพูดถึงพี่ณะของคุณ มันเป็นความจริง ผมรู้สึกอย่างนั้น”

“ครูเข้าใจผิดแล้วล่ะค่ะ ฉันไม่ได้...คิดอะไรกับพี่ณะ”

สวัสดิ์จ้องตาถามแน่ใจหรือ ละมุลอ้อมแอ้มว่าตนรู้สึกอย่างไรยังไม่รู้เลย เขาจึงบอกให้

“เวลาที่เราชอบใครสักคน เราจะรู้สึกยังไง...เวลาที่คุณคิดถึงเขา ใจจะเต้นแรง รู้สึกประหม่า ไม่มั่นใจ ไม่เป็นตัวของตัวเอง”...

ละมุลกลับมาบ้านนั่งครุ่นคิดถึงคำพูดของสวัสดิ์รู้สึกเขิน หน้าแดง เพิ่งยอมรับใจตัวเอง ตัดสินใจจะโทร. หาณรังค์ ใจเริ่มเต้นแรง ไม่เป็นตัวของตัวเอง ก็พอดีประคองโทร.สวนเข้ามา

ooooooo

นิยายไทยรัฐ
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement