สายธารหัวใจ ตอนที่ 1 นิยายไทยรัฐ
วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

advertisement

สายธารหัวใจ ตอนที่ 1


22 พ.ย. 2560 07:58
827,678 ครั้ง

ละคร นิยาย สายธารหัวใจ

สายธารหัวใจ ตอนที่ 1

อ่านเรื่องย่อ

สายธารหัวใจ

แนว:

โรแมนติก-ดราม่า

บทประพันธ์โดย:

วาสนา

บทโทรทัศน์โดย:

คนเขียนเงา

กำกับการแสดงโดย:

ชนะ คราประยูร

ผลิตโดย:

บริษัท เมกเกอร์ เจ กรุ๊ป จำกัด

วัน-เวลาออกอากาศ: ทุกวันพุธ - พฤหัสบดี เวลา 20.15 น.

ช่องออกอากาศ:

สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ:

เจมส์ มาร์, ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง

“เวลาเหมือนสายน้ำไหลไปไม่ย้อนกลับ แม้ว่าหัวใจอยากจะย้อนกลับไป...วันที่มีแค่เราสองคน ช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดในชีวิตของคน...อย่างผม แต่ความสุขไม่เคยอยู่กับใครได้นาน เหลือเพียงความทรงจำฝังลึก เจ็บปวดแต่แสนหวานเมื่อได้คิดถึง ทั้งๆที่รู้ว่ามันไม่มีทางเป็นจริง”

ณรังค์...ชายหนุ่มวัยเบญจเพสที่เพิ่งเดินทางกลับจากต่างประเทศ นั่งคิดถึงช่วงเวลาอายุ 15-16 กับหญิงสาวยืนจับมือกันมองสายน้ำไหลผ่านด้วยสีหน้าเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขอยู่บนรถแท็กซี่ ไม่ทันไรเสียงรถเบรกอย่างแรงพร้อมกับแรงเหวี่ยงให้เขาหน้าคะมำ

“คนข้ามถนนตัดหน้ารถครับ” สีหน้าคนขับตกใจอกสั่นขวัญแขวน

ณรังค์มองไปข้างหน้าเห็นหญิงสาวหอบหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าและสัมภาระจูงคุณยายยืนตกใจอยู่กลางถนน ชายหนุ่มกับโชเฟอร์ลงจากรถไปสอบถาม สิริกันยา

ผู้เป็นหลานรีบขอโทษแล้วหันไปถามศรีนวลผู้เป็นย่าอย่างห่วงใยว่าเป็นอะไรไหม ศรีนวลโวยว่าเป็น หัวใจจะวายแล้วต่อว่าโชเฟอร์ไม่ชนเสียเลย จอดห่างแค่คืบจะไม่ให้ตกใจได้อย่างไร

“เอ๊า! พูดเหมือนผมผิด ป้าต่างหากที่ผิด ทำไมไม่ไปข้ามทางม้าลาย”

“มันมีให้ข้ามไหมล่ะ พูดไม่คิด” ศรีนวลตอกกลับตามนิสัยคนเจ้าอารมณ์ปากไว

สิริกันยารีบปรามแล้วชวนย่าไปต่อ ท่าทางเธอเหมือนหนีใครมา ณรังค์มองอย่างสงสัยแต่ไม่อยาก
เสียเวลา จึงเดินกลับไปจะขึ้นรถ ทันใดมีชายฉกรรจ์สองสามคนล้งเล้งกำลังข้ามถนนตามมา สิริกันยาหน้าตื่นหาทางหนี ศรีนวลเริ่มกลัวถามหลานจะหนีทางไหนดี หญิงสาวเห็นท่าไม่ดีตัดสินใจดึงย่าวิ่งตามมาเบียดณรังค์ขึ้นรถไปด้วยแล้วสั่งโชเฟอร์ออกรถ

“กระทืบเลยค่ะพี่! หรือจะให้หนูกระทืบ!” โชเฟอร์เคลื่อนรถออกไปอย่างรวดเร็ว

ณรังค์นั่งตัวลีบถูกเบียดติดประตูอีกฝั่งอย่างงงๆ ศรีนวลนั่งตัวแข็งถามหลานสาวว่าหนีพ้นหรือยัง สิริกันยา หันมองแล้วถอนใจบอกว่าพ้นแล้ว ณรังค์ตั้งสติซักถามว่าหนีใคร ศรีนวลเล่าสิริกันยารีบปรามแล้วขอให้จอดรถ ณรังค์เห็นว่าตรงนี้ยังไม่ปลอดภัยจึงบอกให้ไปอีกหน่อย

“แต่ฉันไม่อยากรบกวนคุณมากไปกว่านี้ แค่นี้ก็น่าจะโอเคแล้ว”

ณรังค์กับสิริกันยาเถียงกันไปมาจนศรีนวลโวยว่าเถียงข้ามหัว น้ำลายรดหัวตนโครมๆ ทั้งสองชะงัก ชายหนุ่มยกมือไหว้ขอโทษ ศรีนวลเห็นถึงความอ่อนน้อมก็ถูกชะตา

“คุณเป็นใครฉันไม่รู้ รู้แต่ว่าถ้าไม่ใช่คนดีคงไม่ยอมให้พวกฉันขึ้นรถ งั้นฉันเชื่อคุณ...ยังไม่ต้องจอด
ไปต่ออีกหน่อย”

สิริกันยาไม่แย้งนึกระแวงพวกนั้นจะตามทันอยู่เหมือนกัน ณรังค์รู้สึกเห็นใจสองยายหลาน...พ้นมาระยะหนึ่งจึงให้ทั้งสองลง สิริกันยาไม่อยากเป็นหนี้บุญคุณใคร ควักเงินสองร้อยส่งให้เป็นค่ารถ ณรังค์ไม่รับ ศรีนวลดึงเงินมาเก็บเสียเองพร้อมบอกหลานสาว เขาไม่เอาก็อย่าเซ้าซี้ แล้วหันไปขอบใจบอกให้เขากลับขึ้นรถ แต่ชายหนุ่มบอกว่า

“ส่งขึ้นรถก่อนครับ เผื่อมีอะไรให้ช่วยอีก”

“โอ๊ย...สมัยนี้ยังมีผู้ชายดีๆอยู่อีกเหรอเนี่ย อย่าใจดีให้มันมากเลยคุณ คนดีตายเร็ว เลวๆบ้างก็ได้จะได้อยู่นานๆ” ศรีนวลซาบซึ้งแต่อดปากเสียไม่ได้

ณรังค์ขำแต่ก็ขอบคุณกลับ สิริกันยาโบกรถแท็กซี่คันใหม่พาย่าขึ้นรถแล้วหันมาตะโกนขอบคุณณรังค์ เขายิ้มนิดๆที่สองยายหลานหนีเจ้าหนี้พ้น นึกสะท้อนใจที่ตัวเองไม่อาจหนี ต้องกลับไปหาเจ้าหนี้ที่ไม่มีทางชดใช้ได้หมด

ooooooo

ประตูวังจงสวัสดิ์มีสัญลักษณ์ราชสกุลตัวย่อ “จส” บ่งบอกถึงความโอ่อ่าในอดีต แต่พอประตูวังเปิดออกกลับเห็นถึงความทรุดโทรมอย่างน่าสะเทือนใจ

ณรังค์ยืนอยู่กับกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ ใจหายกับภาพที่เห็น คิดย้อนถึงเมื่อสิบปีก่อนตอนอายุ 10 กว่าขวบ ผู้เป็นอาพาตนมาอยู่ที่วังแห่งนี้ ด้วยพ่อแม่เสียชีวิตและบอกว่า

“หม่อมเจ้าแม้นเทพ จงสวัสดิ์ ท่านลุงของณะจะเป็นคนอุปการะณะตั้งแต่วันนี้ อาก็แค่คนขับรถบรรทุก ลูกก็หลายคน ขอโทษที่ให้ณะอยู่กับอาไม่ได้ ส่งแค่นี้นะ ท่านรออยู่ข้างใน เข้าไปสิ” พูดจบอากลับไปปล่อยให้ ณรังค์ยืนมองวังอันโอ่อ่าด้วยความรู้สึกไม่มั่นใจและหวาดกลัว

เมื่อเข้ามาพบหม่อมเจ้าแม้นเทพ ท่านดูสง่างามมีราศีแต่ดุดันน่าเกรงขาม ท่านเอ่ยถามถึงงานศพพ่อกับแม่ว่าเรียบร้อยแล้วหรือ ณรังค์รับว่าครับ ช้องนางซึ่งเป็นหม่อมท่าทางซีดเซียวเพราะอาการเจ็บป่วยเอ็ดเบาๆ

“ไม่มีใครสั่งใครสอนบ้างหรือไง เวลาท่านรับสั่งด้วย ควรจะใช้ราชาศัพท์กับท่าน”

ขณะที่ณรังค์หน้าเสีย ท่านชายก่นด่า “ลูกของเมียบ่าวในวังท่านอา พ่อมันก็แค่ข้าราชการต๊อกต๋อย เลือดไพร่มันแรงกว่าเลือดเจ้า นี่ถ้าเสด็จพ่อไม่เคยรับสั่งไว้ ฉันก็ไม่อยากจะไปยุ่ง อย่าไปหาความเป็นผู้ดีจากมันเลย”

ประคองซึ่งนั่งอยู่ที่พื้นสะอึกนึกสงสารและเห็นใจ กระซิบบอกณรังค์ให้พูดว่า...กระหม่อม เขาจึงกล่าวตาม แม้นเทพมองอย่างเหยียดและดูแคลนก่อนจะเดินไป ช้องนางร้องทัก

“เพิ่งเสด็จกลับ จะเด็จออกไปไหนอีกเพคะ”

“เดี๋ยวนี้ฉันจะไปไหนมาไหน ต้องคอยรายงานเธอรึ” ท่านชายหยุดเดินหันมาจ้องตาดุ

ช้องนางหลบสายตาอย่างกลัวเกรงไม่กล้าพูดอะไรอีก ณรังค์สังเกตเห็นถึงสายตาที่เจ็บปวดน้อยใจของหม่อม พอมองเลยไปเห็นสาวน้อยวัยเดียวกับตนยืนมองเงียบๆอยู่มุมหนึ่ง สายตาเธอคมกริบบ่งบอกถึงความเป็นผู้มีเชื้อสาย...

คิดถึงเรื่องในอดีตแล้วณรังค์ถอนใจก่อนจะสะดุ้งกับเสียงชามตกแตกดังเพล้ง ดังมาจากข้างบนตึก จึงรีบวิ่งเข้ามายืนกลางห้องโถง

หม่อมเจ้าแม้นเทพสภาพเมามายยืนด่าชื่นสาวใช้ที่ยืนตัวสั่นหน้าห้อง ภายในห้องมีหญิงสาวเซ็กซี่นอนอยู่บนเตียงมองมา ท่านชายสั่งให้ชื่นเอาเหล้ามาให้แต่เธอกลับนำข้าวต้มมาแทน เพราะประคองเป็นคนสั่ง ท่านชายโวยลั่นว่าประคองเป็นขี้ข้า ตนเป็นนายจะเชื่อฟังใคร ประคองเดินหน้าเครียดเข้ามายืนข้างหลังณรังค์ สีหน้าเจ็บปวดกับคำพูดของท่านชาย

ณรังค์หันมาเห็นประคองก็รีบยกมือไหว้อย่างเคารพ “ไม่แปลกใจเลยที่แม่ส่งข่าวไปบอกว่า โรงแรมกำลังจะเจ๊งเพราะหนี้ท่วมหัว ก็เล่นเมาแต่หัววัน...”

“ณะ! อย่าพูดถึงท่านในทางไม่ดี ท่านมีบุญคุณท่วมหัว แม่เคยสอนณะมาตลอด เรามีหน้าที่ตอบแทนท่าน อย่าอกตัญญูเดี๋ยวจะไม่เจริญ ลืมแล้วหรือไง”

“ไม่เคยลืมครับ ขอโทษครับแม่คอง”

“เป็นเพราะเศรษฐกิจประเทศไม่ดี ใครๆก็แย่กันทั้งนั้น อย่าโทษท่านเลย” แม้จะเป็นความจริงแต่ประคองก็พยายามหลอกตัวเองเพราะความจงรักภักดีต่อท่านชาย

ณรังค์เห็นประคองจะขึ้นไปข้างบนจึงตามไปด้วยเผื่อมีอะไรให้ช่วย แต่ประคองดักคอ

“คงไม่ใช่เพราะอยากจะเจอหน้าคุณหญิงปฐวี เร็วๆหรอกนะ”

ณรังค์หน้าเสียเอื้อนเอ่ย “ผมลืมเรื่องทุกอย่างไปหมดแล้วครับ”

“ดีแล้ว ยอมเจ็บแค่ครั้งเดียว จะได้ไม่ต้องเสียใจไปตลอดชีวิต”

ณรังค์ก้มหน้าเดินตามผู้มีพระคุณที่ตนเรียกว่าแม่ ในขณะเดียวกันคุณหญิงปฐวีกำลังแต่งหน้าอยู่หน้า
กระจกในห้องนอน ฮัมเพลงที่คุ้นเคยและมักจะฮัมจนติดปากโดยไม่ได้นึกว่ามันมีความหมายในอดีต เสียงเอ็ดตะโรของท่านพ่อดังเข้ามา เธอไม่ได้รู้สึกตกใจแต่อย่างใด แม้นเทพกราดเกรี้ยวสั่งชื่นไปเอาเหล้า ประคองเดินขึ้นมาบอกชื่นให้ทำตามที่ท่านสั่ง ท่านชายปรายตามองเห็นณรังค์ก็ชะงัก ประคองให้ณรังค์เข้าไปกราบ เขาจึงเข้าไปก้มกราบแทบเท้า แม้นเทพชักเท้าหลบอย่างรังเกียจ กลับเข้าห้องปิดประตูโครมใส่

ณรังค์สะเทือนใจหันไปช่วยประคองเก็บเศษชามที่แตก ประคองซาบซึ้งบอกเขาว่าจะให้เด็กยกกระเป๋าเขาไปที่เรือนเล็กให้เขานอนที่เดิม ชายหนุ่มแค่นยิ้ม

รู้แก่ใจว่านั่นเป็นที่ที่ตนควรอยู่ ทันใดเสียงฮัมเพลงของปฐวีดังออกมา ณรังค์ชะงักมองไปยังประตูห้อง ตัดใจเดินกลับลงไปแต่รู้สึกเหมือนมีคนมองตาม

เบื้องหลังบานประตู ปฐวีในชุดออกงานหรูยืนพิงครุ่นคิดถึงอดีตที่ผ่านมากับณรังค์ ทั้งสองมีความรักต่อกันแบบเด็กหนุ่มหญิงสาวที่โหยหาความรักความสนใจ เพราะต่างก็ขาดความรักจากพ่อแม่ ทั้งสองยืนจับมือกันริมน้ำมองสายน้ำไหลผ่านฮัมเพลงที่ทั้งสองชื่นชอบ

ปฐวีถามณรังค์ว่ารักตนไหม เด็กหนุ่มรับคำแต่หวาดหวั่นเกรงท่านชายทราบเรื่องแล้วต้องทรงกริ้วเพราะตนเป็นเพียงเด็กในบ้านไม่คู่ควร ด้วยความหลงไม่คิดหน้าคิดหลัง ปฐวีคาดคั้นถามณรังค์ ถ้าท่านพ่อทราบเรื่องแล้วแยกเราออกจากกัน เขาจะยังรักตนไหม เด็กหนุ่มยืนยันว่าจะรักเธอเสมอไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

“แค่นี้แหละที่หญิงอยากได้ยิน ขอให้ณะรักหญิงเท่านั้น”

ไม่นานหลังจากที่ช้องนางเสีย ความรักของทั้งสองก็ล่วงรู้ถึงหูแม้นเทพ ท่านชายโกรธจัดด่าว่าณรังค์ว่าเนรคุณ กินบนเรือนขี้บนหลังคา เฉดหัวเขาออกจากวัง ปฐวีเถียงแทนคนรัก

“หม่อมแม่ตายเพราะท่านพ่อ ยังไม่พอใจอีกเหรอเพคะ จะพรากคนที่รักหญิงไปอีกคนหรือไง...หญิงจะไปหาณะ”

แม้นเทพโกรธตบหน้าลูกสาวอย่างแรง ด่าว่าใฝ่ต่ำและสั่งบ่าวให้จับเธอไปขังในห้อง ปฐวีดิ้นรนร่ำไห้พอได้ยินคำด่าว่าของท่านพ่อว่าใครสั่งสอนให้ใฝ่ต่ำ ก็สวนทันควัน

“ท่านพ่อไงเพคะ! เอานังต้นห้องหม่อมแม่มาเป็นเมียจนออกลูกมาประจานความมักมาก”

ประคองสะดุ้งโผกอดละมุลลูกสาวแน่น ท่านชายสั่งให้ปฐวีหยุดพูด แต่เธอไม่ยอม

“ไม่หยุด! ออกไปมั่วผู้หญิงข้างนอกไม่เลือกอีก จนหม่อมแม่ต้องตรอมใจตาย...ใครเป็นตัวอย่างต่ำๆ
ให้หญิง...ใคร!”

ท่านชายโกรธจัดเงื้อมือจะตบลูกสาวอีก ณรังค์เข้าขวางขอร้องอย่าทำอะไรเธออีก แล้วพร้อมรับโทษเพียงคนเดียว แม้นเทพยิ่งโกรธประกาศกร้าวจะฆ่าเขาแทนแล้วพุ่งเข้าตบหน้าทุบตีไม่ยั้ง ด่าว่าเขาสถุลเนรคุณ หาว่าเป็นคนเสี้ยมให้ปฐวีเถียงตนแบบนี้ ประคองกับปฐวีร้องห้ามเสียงหลง พวกบ่าวกันคุณหญิงไว้ ประคองเข้ากัน ณรังค์ยกมือไหว้ขอร้อง

“ท่านชายเพคะ ขอเถอะเพคะ เกิดเป็นอะไรกันขึ้นมา มีข่าวหลุดออกไปจะเสื่อมเสียพระเกียรติได้นะเพคะ...เห็นใจคุณหญิงด้วยเถอะนะเพคะ วัยรุ่นรักแรงหลงแรง อยู่ใกล้กันก็เหมือนมดใกล้น้ำตาล ถ้าไม่ทรงโปรดก็แค่จับแยก เดี๋ยวก็ลืมเพคะ”

“ไม่ต้องมาสาระแน อีประคอง...แกสะใจที่เห็นฉันเสียใจ เห็นหม่อมแม่เสียใจ แกมันอีคางคกขึ้นวอรอมาแทนที่หม่อมแม่ ไม่มีทาง อีคางคก” ปฐวีปราดจะเข้าทำร้ายประคอง แม้นเทพสั่งบ่าวให้จับเธอไว้และไล่ณรังค์ออกไปจากวัง คุณหญิงร้องโวยวาย “ถ้าท่านพ่อไล่ณะไป ท่านพ่อจะต้องเสียใจ...ณะอย่าไปนะ...ณะอย่าลืมหญิงนะ...ณะต้องรักหญิงตลอดไปนะ!”

เสียงคร่ำครวญของปฐวียิ่งทำให้แม้นเทพโกรธมากขึ้น ไล่ณรังค์ให้ออกไปโดยเร็ว ประคองรีบพาเขาออกไปพร้อมจูงละมุลลูกสาวที่ร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความตกใจกลัว...เสียงปฐวีทุบประตูปังๆให้ปล่อยเธอออกไป โวยวายว่าท่านพ่อใจร้ายใจดำ สักพักก็สงบลงยืนพิงประตูร้องไห้พึมพำ...คอยดูตนจะทำเหมือนท่านพ่อจากอดีตจนปัจจุบัน ปฐวีไม่เคยลืมเหตุการณ์ครั้งนั้น และกระทำตนเฉกเช่นที่ลั่นวาจาไว้

ooooooo

บ้านเช่าหลังเล็กๆที่สิริกันยามองหาจากคำแนะนำของเพื่อน...ศรีนวลพูดชื่นชมณรังค์ไม่หยุดปากว่าสมัยนี้หาคนดีมีน้ำใจแบบนี้ยาก ใครได้เป็นผัวเหมือนถูกหวย สิริกันยาไม่ได้สนใจคำพูดของยาย ก็โดนเอ็ดว่าถามต้องตอบ เธอโอดครวญ

“โอยย่า หนูกำลังใช้สมาธิหาบ้านอยู่...ไม่เบื่อหรือไงบรรยายสรรพคุณพ่อหนุ่มนั่นตั้งแต่ขึ้นรถยันถึงที่นี่เนี่ย”

“เอ๊า ก็ของเขาดีจริง นี่ๆถ้าแกมีแฟนหาให้ได้อย่างพ่อหนุ่มนั่นนะ”

“โอย...มีลูกกวนตัวมีผัวกวนใจ มีเงินสิ...นอนใจ”

ศรีนวลหมั่นไส้หาว่าหลานสาวงก เธอสวนกลับว่าที่งกให้ใคร หญิงสูงวัยหน้าเสียปัดขี้เกียจเถียงด้วยแล้วบ่นว่าเดินจนจะสุดซอยยังหาไม่เจอ สิริกันยาปลอบอยู่ลึกแหละดีไม่แพง พอเจอตัวบ้าน ศรีนวลก็เริ่มบ่นอีกว่าทั้งเล็กทั้งเก่า หญิงสาวถอนใจบ่นกลับ

“หนูมีปัญญาดีกว่านี้หรือไง นี่ก็กลับไปทำงานที่เก่าไม่ได้ กลัวไอ้แก๊งทวงหนี้มันตาม เงินชดเชยอะไรก็เลยไม่ได้ เงินเก็บก็ต้องเอาไปมัดจำค่าบ้าน” ศรีนวลรู้ว่าตัวเองเป็นต้นเหตุแต่ไม่ยอมรับตัดบทบ่นว่าเมื่อย สิริกันยาเหน็บ “ไว้คุยต่อก็ได้ ปล่อยไปพักก่อน ยาวแน่คุณศรีนวล โทษฐานเป็นคนดีเกิน แหม...เลวบ้างก็ได้นะ ดีเกินไปตายเร็ว...บอกคนอื่นดีนัก”

“ไม่ต้องมาย้อน...ก็เห็นเป็นเพื่อนข้างแผงกันมานานเลยไว้ใจค้ำประกันให้ ที่ไหนได้...อย่าเจอนะกูจะด่าให้ลืมไปเลยว่าเป็นคนไทย หน็อยคนแบบนี้ไม่อยากอยู่ร่วมชาติกับมัน”

“จ้า เก่งจ้า...” สิริกันยาล้อก่อนจะเข้าไปช่วยบีบนวดขาให้ย่าด้วยความสงสารศรีนวลตัดบทเปรยขึ้นมา “ไม่ต้องใหญ่โตโอ่อ่าเหมือนปราสาทพระราชวังอะไรหรอกวะ ไม่ต้องนอนข้างถนนก็ดีแล้ว ขอแค่ปลอดภัยแล้วก็...มีแกนอนกับย่า”

“รักหนูขึ้นมาซะงั้น”

ศรีนวลอ้อมแอ้มว่านอนคนเดียวกลัวผี สิริกันยารู้ว่าย่าดีแต่ปาก รักตนแต่ไม่ยอมรับ จึงสัญญาว่าสักวันจะหาบ้านเป็นของเรา ศรีนวลลูบหัวอย่างเอ็นดูอวยพร ให้สมหวัง หญิงสาวกุมมือย่ามาแนบแก้มด้วยความรัก รู้สึกอบอุ่นใจแม้ไม่มีสมบัติอะไรก็มีความสุข...

ในขณะที่ประคองช่วยณรังค์จัดเสื้อผ้าเข้าตู้ เธอดีใจที่เขาเรียนจบกลับมา ภูมิใจที่เขาเอาตัวรอดใช้ชีวิตคนเดียวที่อเมริกาได้ ณรังค์เข้าไปกราบที่ตัก

“ขอบคุณนะครับแม่ ที่ช่วยพูดจนท่านชายยอมส่งผมไปเรียนเมืองนอก แทนที่จะตัดหางปล่อยวัดผม แม่เป็นคนเดียวที่รักและหวังดีกับผม เป็นเหมือนแม่อีกคน ของผม”

“ถ้าณะรักแม่อย่างที่พูดจริง ณะต้องเชื่อแม่ ถึงท่านจะโกรธแต่ท่านก็ไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำกับณะ เห็นไหมว่า บุญคุณท่านมีมากขนาดไหน”

“แม่เชื่อจริงๆเหรอครับ ว่าท่านเมตตาและเห็นแก่อนาคตของผมจริงๆ ท่านอาจจะแค่ยอมลงทุนเพื่อจะส่งให้ผมไปให้ไกลที่สุด”

ประคองดุ ถ้าตนไม่เชื่อในตัวท่านชาย คงไม่อยู่รับใช้ท่านจนวันนี้ ณรังค์อึ้งในใจคิดค้าน ประคองเกลี้ยกล่อมให้เขาใช้ความรู้ความสามารถทำงานรับใช้ท่านชาย โดยไม่ต้องคิดอะไรมาก เขาย้อนถามว่าจะต้องใช้หนี้บุญคุณไปถึงเมื่อไหร่ ผู้เป็นแม่พูดไม่ออก ณรังค์ถอนใจ

“ผมยอมรับว่าอยากมีชีวิตของผมเอง อยากมีบ้านของผมเองไม่ใช่ที่นี่ มันเจ็บปวดเกินไป”

“ไหนณะบอกว่าลืมไปหมดแล้ว”

“แต่ถ้าต้องอยู่ในที่เดิมๆก็อดคิดถึงมันไม่ได้ แต่ก็คงไร้ประโยชน์เพราะคุณหญิงเธอคงลืมผมไปแล้ว เราไม่เคยได้ติดต่อกันอีกเลยเป็นสิบปี”

“แม่พูดถูกใช่ไหมณะ ตอนนั้นเป็นแค่รักของวัยรุ่น ไม่ได้มีอะไรลึกซึ้งฝังรากลึก รักง่ายก็ลืมง่าย” ณรังค์ยอมรับคำพูดของแม่ และยืนยันว่าตนต้องเดินหน้าต่อไป ประคองยิ้มอย่างเมตตา สีดาวิ่งหน้าตาตื่นมาตามประคอง ทั้งประคองและณรังค์ตกใจรีบตามสีดาไปที่หน้าตึก เห็นชายฉกรรจ์หลายคนกำลังขนเครื่องเรือนหลุยส์ออกไปใส่รถ ชื่นกับบรรจงยืนตัวสั่นไม่กล้าห้ามปราม สีดามาถึงโวยว่าถ้าท่านชายเป็นคนให้มาขนทำไมประคองไม่รู้เรื่อง ชื่นกับบรรจงเริ่มใจชื้นเสียงแข็งขึ้นบ้างว่าจะแจ้งตำรวจ ประคองตรงเข้ายื้อของไม่ให้ขนไป

ทันใดเสียงแม้นเทพดังมาให้พวกนั้นขนไป ประคองชะงักไม่เข้าใจ ท่านชายตวาดว่าของของตนไม่ใช่ ของเธอ แล้วสั่งให้พวกนั้นขนต่อไป

ประคองเสียดายไม่ยอมเข้ายื้อแย่งทุบตียกใหญ่ ณรังค์ต้องดึงเธอออกห่าง เกรงโดนทำร้ายกลับ เธอร้องไห้ฟูมฟายด้วยความเสียดาย

แม้นเทพยืนนิ่งถือแก้วเหล้าอยู่ริมหน้าต่าง เจ็บปวดกับความเสื่อมถอยของตัวเอง ปฐวีเข้ามายืนข้างหลังอย่างไม่ยินดียินร้าย กล่าวน้ำเสียงเชือดเฉือนว่าสักวันคงมีเจ้าหนี้มายึดวังนี้

แม้นเทพหันขวับมาตอบโต้ “ฉันจะไม่ยอมปล่อยให้วังจงสวัสดิ์ไปอยู่ในมือของใคร ถ้าเพียงแต่เราคิดจะทำมาหากินช่วยพ่อบ้าง”

“จะให้หญิงทำอะไรล่ะเพคะ จะไปทำงานให้คนอื่น ท่านพ่อก็ไม่ยอม กลัวจะถูกนินทาว่าเลี้ยงลูกตัวเองไม่ได้”

“ก็แต่งงานไปกับใครสักคนที่แกควงอยู่ แต่เลือกให้มันดีๆ”

“ดีๆของท่านพ่อ ที่มีดีแค่ยศแค่ศักดิ์แต่ไม่มีเงิน หญิงไม่เอาหรอก กลัวลำบาก”

“แล้วไอ้คนที่มีทั้งยศทั้งศักดิ์ทั้งเงิน ไม่มีเลยในประเทศนี้หรือไง”

“งั้นท่านพ่อก็ต้องอดทนและใจเย็นหน่อยสิเพคะ แต่บอกเลย ยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร” ท่านชายสบถเสียงดัง “ท่านพ่อทรงสอนหญิงว่า เราต้องเลือกให้ดีที่สุด หญิงเป็นลูกที่เชื่อฟังท่านพ่อแล้วไงเพคะ อย่ากริ้วสิ...แล้วเจอกันที่งานนะเพคะ” ปฐวีเดินสง่าออกไป

แม้นเทพมองตามอย่างหงุดหงิด หญิงสาวเซ็กซี่สวมเสื้อคลุมออกมาตามให้ท่านชายกลับเข้าห้อง แต่ท่านหงุดหงิดปาแก้วเหล้าใส่ไล่ให้กลับไป หญิงสาวตกใจลนลานวิ่งหนี

ปฐวีเดินลงมามองเครื่องเรือนที่หายไปอย่างใจหาย หยิบมือถือออกมากดโทร.ออกด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด ถามอีกกี่นาทีจะมารับ ตนรออยู่นานแล้ว...พอวางสายฉุกคิดถึงณรังค์ขึ้นมาจึงมองไปทางเรือนหลังเล็ก

ละมุลโตเป็นสาวทำงานเป็นครูสอนหนังสือ กลับมารู้เรื่องที่เกิดขึ้นจากชื่นก็รีบวิ่งมาหาประคองด้วยความเป็นห่วง พอเห็นณรังค์ก็ชะงักทักทายด้วยความคิดถึงแบบพี่ชาย แล้วบ่นว่าเขาจะกลับมาเป็นทาสอีกทำไม ประคองเอ็ดให้หยุดพูดแบบนั้น อย่างไรเสียท่านชายก็เป็นท่านพ่อ “แล้วท่านมองว่าหนูเป็นลูกหรือเปล่าล่ะ ก็แค่เด็กในบ้านเหมือนพี่ณะ ลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ามีแม่เป็นเมียอยู่อีกคน”

ประคองโกรธลืมตัวเงื้อมือจะตบหน้าลูก แต่ยั้งไว้ทัน ละมุลน้อยใจวิ่งร้องไห้ออกไป ณรังค์ตามมาปลอบ ละมุลพรั่งพรูความเจ็บปวดออกมาว่า แม่ไม่รู้บ้างเลยว่าเขาเลี้ยงเราเหมือนหมาเฝ้าบ้าน

ณรังค์ปราม แต่ละมุลสวนว่าท่านชายไม่เคยอุ้มตนสักครั้ง แม้แต่เรียกว่าพ่อก็ไม่ได้ ต้องเรียกว่าท่านชาย ถ้าไม่เห็นแก่แม่ ตนคงไม่อดทนอยู่ในสภาพนี้ ณรังค์ ยกคำว่าอกตัญญูมาเป็นเหตุผล หญิงสาวยิ่งสะเทือนใจทำไมต้องถูกกักขังด้วยคำคำนี้

เมื่อละมุลสงบอารมณ์ได้ก็กลับไปขอโทษประคองตามคำแนะนำของณรังค์ ส่วนณรังค์เดินเล่นอยู่ในสวน รู้สึกเหมือนมีคนมองจึงหันกลับไป เห็นปฐวียืนอยู่ เขาตะลึงหวั่นไหวนิดๆ สักพักก็หลบสายตา หญิงสาวรับรู้ถึงความห่างเหินเกิดความไม่พอใจ

“ดูห่างเหิน หรือเธอลืมฉันไปแล้ว...เธอผิดสัญญา ไหนเธอเคยบอกว่า ไม่ว่าจะยังไงเธอจะยังรักฉัน ไม่มีทางลืมฉัน”

“ผมจะรักและจดจำคุณหญิงต่อไปได้ยังไง ในเมื่อคุณหญิงไม่เคยรักผม...ถ้าคุณหญิงจะยังจำได้ คุณหญิงไม่เคยบอกรักผม มีแต่ผมที่บอกรักคุณหญิง ผมเพิ่งมาคิดได้หลังจากที่ได้อยู่กับตัวเองคนเดียวจริงๆที่โน่นว่าคุณหญิงทำให้ผมหลงรักเพียงเพื่อทำให้ท่านชายเสียใจ”

ปฐวียืดอกไม่ยอมแพ้ “ฉลาดดีนี่ เธอเปลี่ยนไปมากนะ ไม่ได้เป็นไอ้ทึ่มเซื่องๆให้ฉันจูงจมูกต่อไปได้อีกแล้วสินะ”

“ขอโทษที่ทำให้ผิดหวัง ผมขอตัว” ณรังค์หันหลังกลับจะเดินไป

“ฉันยังพูดไม่จบ หยุดนะ!” ปฐวีกราดเกรี้ยว แต่ณรังค์ไม่สนใจเดินจากไป เธอโกรธอย่างถึงที่สุดที่เขาไม่เชื่อฟังอีก เกิดความอยากเอาชนะขึ้นในบัดดล

ooooooo

สิริกันยาได้รับการว่าจ้างจากป้านกให้ไปช่วยเสิร์ฟอาหารในงานเลี้ยงโรงแรม ศรีนวลเป็นห่วงไม่อยากให้ทำงานที่ต้องกลับดึก แต่สิริกันยาให้เหตุผลว่าต้องทำงานหาเงินระหว่างที่รอสมัครงานประจำ ศรีนวลบ่นว่าคนตกงานล้นประเทศจะได้งานเมื่อไหร่ สิริกันยาแอบย้อน

เพราะใครทำให้ตนต้องตกงาน หญิงสูงวัยค้อนขวับที่วกกลับมาเข้าตัวอีกจนได้ ผู้เป็นหลานรู้ว่าย่าเป็นห่วงจริงจึงบอกว่าพรุ่งนี้จะไปสมัครงานที่ใหม่ ไม่ต้องห่วง

ในขณะที่ปฐวีไม่เชื่อว่าณรังค์จะลืมตนจริง กลับเข้าไปหาแม้นเทพและบอกว่าคืนนี้จะไปงานพร้อมท่านแถม ยุแยง “ท่านพ่อไม่อยากจะพิสูจน์ให้แน่ใจหน่อยเหรอคะ ว่าไอ้ขี้ครอกของท่านพ่อจะไม่บังอาจเผยอมายุ่งกับหญิงอีก”

“ถ้ามันฉลาด มันจะไม่ทำอย่างนั้น อยู่ที่เราต่างหาก หญิงวี”

ปฐวีฝืนยิ้มให้ สั่งณรังค์มาเป็นคนขับรถพาไปงานคืนนี้ ตนจะทำให้เขาจำใส่ใจว่าตนกับเขามันคนละระดับกัน แม้นเทพหลงเชื่อทำตามความคิดของลูกสาว

เมื่อมาถึงโรงแรม แม้นเทพเดินเคียงคู่ปฐวี มีณรังค์เดินตามห่างๆ เขาได้ยินเสียงแขกในงานซุบซิบถึงสองพ่อลูกว่ายังมีหน้ามาออกงานสังคม ทั้งที่มีหนี้การพนันท่วมหัวยังวางท่าเป็นพญาหงส์ ลูกสาวคงมาหาเหยื่อช่วยท่านพ่อ ใครหลงเป็นเหยื่อคงได้ลูกสาวพร้อมหนี้กองโต

งานนี้เป็นงานฉลองเปิดตัวคอนโดของหม่อมราชวงศ์แขไข พอแม้นเทพเข้ามาแสดงความยินดีก็ถูกถามกลับถึงโรงแรมเดอะแกรนด์รอยัลของเขาว่าเป็นอย่างไรบ้าง ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี โรงแรมอื่นๆปิดตัวกันไปมากมาย แม้นเทพทำเป็นไม่รู้เรื่อง

“อย่างนั้นเหรอ แต่เดอะแกรนด์รอยัลก็ยังดีอยู่นะ สงสัยจะยังมีบารมีดีอยู่ อย่างว่าจะทำธุรกิจมันก็ต้องมีแบ็กอัพที่ดี เออ ถ้าคุณหญิงมีอะไรให้ช่วยก็บอกนะ”

“ขอบพระทัยเพคะ ถ้าอย่างนั้นข่าวที่ได้ยินมาเกี่ยวกับเดอะแกรนด์รอยัลที่ว่ากำลังจะไม่รอดคงจะไม่จริงนะเพคะ” แขไขแอบยิ้มเยาะ แม้นเทพฝืนยิ้มรับหน้างาน สุนันทาเดินเข้ามาพร้อมยิ่งยศสามีที่หน้าตาเซ็งๆไม่เต็มใจมา แต่พอเห็นพริตตี้สาวๆสวยๆ ก็ตื่นตาขึ้นฉับพลัน สิริกันยาถือถาดเครื่องดื่มผ่านมา สุนันทาเรียกไว้ หยิบเครื่องดื่มของตนและสามี

ปฐวีแกล้งใช้ณรังค์ให้ไปเอาเครื่องดื่ม เขาเดินไปหยิบน้ำหวานมาส่งให้ เธอโวยเบาๆว่าจะเอาไวน์อย่าแกล้งโง่ แม้นเทพคอยจับตามองทั้งสอง เริ่มหงุดหงิดที่เห็นคนในงานดูไม่มีระดับ เปรยกับลูกว่า เบื่องานที่ไม่คัดคน แค่มีเงินก็ให้เข้ามาลอยหน้าลอยตาสลอน

ไม่มีคำว่าสังคมชั้นสูงแบบแท้ๆอีกแล้ว ปฐวีอธิบายว่า

“เดี๋ยวนี้เขาไม่ได้นับถือกันที่ยศศักดิ์แล้วนะเพคะ เขาดูที่ยอดตัวเลขในบัญชีมากกว่า”

ไม่ทันไรเห็นสุนันทาเดินตรงเข้ามา “นี่ก็แร้งอีกตัว ไม่รู้มางานนี้จะมากัดทึ้งอะไร”

สุนันทายิ้มแย้มทักทายไม่คิดว่ามางานนี้ด้วย แม้นเทพแขวะกลับว่าตนมีศักดิ์เป็นญาติเจ้าของงาน

ไม่แปลกที่มางานนี้ ส่วนเธอเกี่ยวข้องอะไรด้วย สุนันทาผงะเล็กน้อยเหน็บเล็กๆว่าเดี๋ยวนี้นักธุรกิจเขาพบปะพูดคุยกันในงานแบบนี้ ยุคสมัยมันเปลี่ยนไป อะไรๆก็เปลี่ยนไป ไม่ควรยึดติดกับกรอบเก่าๆ ปฐวีเห็นบรรยากาศไม่ดีรีบเปลี่ยนเรื่อง

“สามีคุณคงไม่ไปสนุกอยู่กับคนอื่น จนปล่อยภรรยามาออกงานคนเดียวอีกแล้วนะคะ”

“อ๋อ มาด้วยกันค่ะ งานนี้จำเป็นต้องมาเพราะดิฉันบังคับ”

ปฐวีทำทีประหลาดใจ สุนันทาถามกลับวันนี้เธอไม่มีคู่ควงที่ค่อนข้างไม่ซ้ำหน้ามาด้วย น่าแปลกกว่า ปฐวีหน้าตึง ณรังค์ได้ยินอึ้งๆ มองหน้าสุนันทารู้สึกคุ้นเคยแต่นึกไม่ออกว่าเคยเจอที่ไหน...สุนันทากับปฐวีและแม้นเทพยังคงพูดจาข่มกันไปมาอย่างสุภาพ

ไม่นานเกียรติศักดิ์ คู่ควงคนปัจจุบันของปฐวีมาถึง ปฐวียิ้มอย่างมีเลศนัย กระซิบท่านพ่อว่า แร้งบางตัวไม่ได้น่ารังเกียจ แต่สามารถใช้ประโยชน์ได้...เกียรติศักดิ์เข้ามาทักทาย แม้นเทพไม่ชอบขี้หน้าขอตัวเดินไปทางอื่น เกียรติศักดิ์รู้ทันแต่ไม่ใส่ใจเพราะตัวเองถือไพ่เหนือกว่า

ปฐวีเริ่มลองใจณรังค์ ทำทีใกล้ชิดกับเกียรติศักดิ์ และพูดจาเหยียดเขาว่าเป็นแค่เด็กในบ้าน แนะนำว่านี่คือเกียรติศักดิ์ ทรัพย์ธนสารไพบูลย์ เจ้าของบริษัทเงินทุนยักษ์ใหญ่ ณรังค์หน้าชาขอตัวเลี่ยงออกไป...

สุนันทากลับมายืนกับยิ่งยศ เห็นท่าทีเกียรติศักดิ์แล้วรู้สึกรังเกียจ กระซิบกับสามี ระหว่างนั้นสิริกันยาถือถาดยืนอยู่ใกล้ๆจึงได้ยิน

“คนเราสมัยนี้ทำธุรกิจกันด้วยวิธีสกปรก ถ้าเป็นผู้หญิงแล้วใช้เต้าไต่ก็พอจะนึกออก แต่นี่เป็นผู้ชายซะเปล่า” ยิ่งยศงงว่าใคร สุนันทาบุ้ยใบ้ไปที่เกียรติศักดิ์ที่กำลังจะรวบหัวรวบหางปฐวี

“กับคุณหญิงปฐวี ธิดาท่านชายแม้นเทพเนี่ยนะ ไม่หรอกมั้ง ใครๆเขาก็รู้ว่าตอนนี้ท่านชายบ่อมีไก๊ มีแต่หนี้ แล้วมันจะทำไปเพื่ออะไร”

“หึ...ไม่มีเงินแต่มียศศักดิ์ ส่วนเกียรติศักดิ์มีเงินแต่ไม่มีเกียรติ ถ้ารวมกันได้อะไรๆก็ง่ายขึ้น แค่เอาสองอย่างนี้ง้างเข้าหน่อย เข้าไปที่ไหนก็คุยง่ายนิดเดียว คุณก็รู้นี่ว่าวงการราชการบ้านเรามันเป็นยังไง”

สิริกันยาได้ยินแบบนั้นก็อึ้งกับความรู้ใหม่นี้

ยิ่งยศเบื่อจะฟังเดินเลี่ยงออกไปคุยกับสาวๆสนุกกว่า

สุนันทาหันมาหยิบเครื่องดื่มจากถาดของสิริกันยา เธอพลั้งปากว่าสังคมสมัยนี้อยู่ยากเหลือเกิน แล้วนึกขึ้นได้รีบก้มหัวขอโทษที่บังเอิญได้ยิน สุนันทากลับขำท่าทีของเด็กเสิร์ฟผู้นี้

ปฐวีเริ่มหงุดหงิดที่ณรังค์หายไปจึงขอตัวจากเกียรติศักดิ์ อ้างจะไปห้องน้ำ แต่พอเดินมาพลาดเหยียบกระโปรงตัวเองเซไปชนสิริกันยาที่ถือถาดเครื่องดื่ม

จึงหกราดเท้าเธอ ปฐวีโวยวายจิกด่าว่าสิริกันยายกใหญ่ เธอจะเอาผ้าเช็ดให้กลับโดนดึงผ้ามาปาใส่หน้า

“ปัญญาอ่อนหรือเปล่า แกจะเอาผ้าแบบนั้นมาเช็ดรองเท้าฉัน รู้ไหมหน้าอย่างแกทำงานทั้งชาติยังซื้อรองเท้าคู่นี้ไม่ได้”

ทุกคนหันมองรวมทั้งสุนันทา สิริกันยาพยายามอธิบายว่าเธอล้มมาชนเอง ปฐวียิ่งกราดเกรี้ยวไม่ยอมรับ โวยวายให้เจ้าของงานไล่ออก ป้านกรีบวิ่งมาขอโทษกลับโดนปฐวีผลักล้ม และบอกให้สิริกันยาก้มกราบเท้าถึงจะพอใจ ทุกคนตกใจกับการกระทำของเธอ

สิริกันยามองอย่างไม่อยากเชื่อ “แล้วทำไมฉันต้องทำ ในเมื่อฉันไม่ใช่คนผิด ถ้าจะผิดก็ผิดตรงที่ดันมายืนตรงนี้ตอนที่คุณเซล้มมาพอดี”

“อย่ามาปากดีใส่ฉัน เธอมันก็แค่พนักงานเสิร์ฟ อย่ามาสะเออะต่อปากต่อคำกับคนอย่างฉัน หม่อมราชวงศ์หญิงปฐวี จงสวัสดิ์”

“แล้วยังไงคะ คนที่มีศักดิ์ ทำผิดแล้วยอมรับผิดไม่เป็นเหรอคะ มันจะทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูลอย่างนั้นเหรอคะ ถ้าเป็นแบบนั้นฉันเป็นคนธรรมดาๆแบบนี้ดีแล้ว”

สุนันทาชอบใจกับคำพูดของสิริกันยา ป้านกรีบขอชดใช้ค่าเสียหายทุกอย่าง ปฐวีแหวกลับว่าหน้าอย่างนี้จะมีปัญญาอะไรมาชดใช้ ตนจะให้เจ้าของงานไล่ออกให้หมด สิริกันยาโพล่งขึ้นว่าไม่ต้อง ตนขอลาออกเองและไม่ขอรับเงินค่าจ้าง ปฐวีสะใจยิ้มเยาะ

สิริกันยาหันมาพูดก่อนจะเดินไป “อ้อ จะบอกอะไรให้อย่างนะคะ คำนำหน้าชื่อยาวๆของคุณน่ะ มันจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าไม่รู้ว่าถูกผิด ชั่วดีมันต่างกันยังไง”

ปฐวีแทบกรี๊ดแต่ไม่กล้า สุนันทายิ้มสะใจ ตามมาพูดกับสิริกันยาในห้องน้ำว่าช่างกล้าต่อปากต่อคำกับคนอย่างนั้น สิริกันยาเสียงอ่อยว่าตนไม่ผิดจะให้ขอโทษได้อย่างไร

“เอาเป็นว่าฉันประทับใจในสิ่งที่เธอทำนะ คนที่ยืนอยู่ข้างความถูกต้อง ถ้ามีคนแบบเธอมากๆ ฉันเชื่อว่าสังคมจะน่าอยู่ขึ้น” สุนันทาพูดอย่างจริงใจ

“ขอบคุณค่ะ อย่างน้อยก็ยังมีคนคิดแบบนี้อยู่บ้าง” สิริกันยามีกำลังใจขึ้น

ooooooo

เกียรติศักดิ์เห็นแม้นเทพยืนอยู่คนเดียวก็เข้ามาถากถางเรื่องที่คนของเขาไปยกเฟอร์นิเจอร์ที่วัง แต่ของแค่นั้นลดยอดหนี้ในบัญชีได้ไม่เท่าไหร่ แม้นเทพหน้าตึงถามอยากจะพูดอะไรก็พูดมา ตอนนี้ลูกสาวตน ไม่อยู่ ไม่ต้องสร้างภาพ

“กระหม่อมไม่ได้สร้างภาพ กระหม่อมรักคุณหญิงจริงๆและจะยินดีมากถ้าท่านชายจะวางพระทัยให้กระหม่อมได้ดูแลคุณหญิง ยังไงๆเรามันก็เป็นคนกันเองทั้งนั้น”

“ฉันไม่เคยเอาตัวไปวางไว้เป็นพวกเดียวกันกับคนอย่างแก พวกที่รวยมาได้จากเงินสกปรก ทำธุรกิจสกปรกๆ ไอ้พวกที่คิดว่ามีเงินแล้วจะทำอะไรก็ได้”

“แต่ไอ้ธุรกิจสกปรกที่ท่านว่า กระหม่อมก็เห็นท่านมาใช้บริการจนเป็นลูกค้าประจำ แปลว่าท่านเองก็ไม่ได้รังเกียจเงินสกปรกเลยนี่กระหม่อม”

แม้นเทพโดนย้อนหน้าหงาย โต้กลับว่ารู้สันดาน เขาไม่ได้รักลูกสาวตนจริง ต้องการใช้จงสวัสดิ์เป็นใบเบิกทางต่อยอดธุรกิจ เกียรติศักดิ์หัวเราะเหยียดเพราะรู้ไส้รู้พุงกันดี

สะใจจากการถากถางแม้นเทพ เกียรติศักดิ์ก็มาคุยกับแขไขเจ้าของงาน สุนันทาเห็นเข้าไปร่วมวง แขไขหันมาคุยด้วยอย่างสนิทสนมและดูท่าจะเอื้องานให้ สุนันทาหันมาข่มเกียรติศักดิ์ ถ้าคิดจะเปลี่ยนมาสนใจธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ต้องใจเย็นๆ ค่อยๆเรียนรู้ มีอะไรไม่เข้าใจปรึกษารุ่นพี่อย่างตนได้ ชายหนุ่มรู้สึกเสียหน้ามากแต่เก็บอาการฝืนยิ้มรับ

ณรังค์เดินกลับเข้างาน ได้ยินแขกในงานคุยกันเรื่องปฐวีทะเลาะกับเด็กเสิร์ฟก็ตกใจรีบเข้าไปตามหาด้วยความเป็นห่วง เจอปฐวียืนหงุดหงิดอยู่ก็ปรี่เข้าถามว่าเจ็บตรงไหนบ้างหรือเปล่า จากที่หงุดหงิดเปลี่ยนเป็นสมใจที่เห็นเขาเป็นห่วง แสดงว่ายังรักและคิดถึงตนอยู่ ณรังค์ได้สติถอยห่างแต่เธอดึงแขนเขาไว้ ชายหนุ่มตัดสินใจพูดตามตรง

“ผมก็ทำตามหน้าที่ ถ้าคุณหญิงเป็นอะไร ท่านชายจะตำหนิผมได้”

ปฐวีกำลังจะรุกต่อ เผอิญเกียรติศักดิ์เดินเข้ามา ก็รีบเปลี่ยนท่าทีหันไปคล้องแขนเขา ออดอ้อนว่าหายไปนาน ปล่อยตนเหงา เกียรติศักดิ์หัวใจฟูรวบมือเธอมาจูบ หญิงสาว ปรายตามองณรังค์หวังให้เขาหึง แต่เขาไม่แสดงอาการใดๆ จึงทำเสียงหวานขอให้เกียรติศักดิ์หาเครื่องดื่มให้ เขาโบ้ยให้ใช้เด็กในบ้านอย่างณรังค์ ปฐวียั่วยวนอยากรู้ว่าเขาจะเดาใจตนถูกหรือไม่

“ชอบเล่นเกมซะจริงๆคุณหญิงของผม แบบนี้สิ อยู่ด้วยแล้วไม่น่าเบื่อ รอผมเดี๋ยวนะ”

พอเกียรติศักดิ์เดินไป ณรังค์จะแยกไปอีกทาง ปฐวีเรียกไว้ข่มว่าถ้าตนไม่ได้สั่งห้ามไปไหน ณรังค์ให้เหตุผลว่าเธอมีคนดูแลแล้วตนจะไปรอที่รถ หญิงสาวโพล่งออกมาว่าเขาหึง

ณรังค์ชะงักหันมาโต้ “คำว่าหึงมันน่าจะใช้กับคนที่เขารักกันมั้งครับ แต่กับเรามันไม่ใช่”

ปฐวีโกรธ จังหวะนั้นเห็นเกียรติศักดิ์ถือเครื่องดื่มกลับมา ก็แกล้งทำเป็นเซเข้าไปโอบณรังค์แล้วโวยวายว่าเขาลวนลาม เผอิญสิริกันยาเดินมาเห็นเกียรติศักดิ์ทิ้งแก้วเครื่องดื่มตรงเข้าผลักณรังค์แล้วด่าทอ ณรังค์ตั้งตัวได้ผลักกลับ ปฐวีเข้าขวางเอ็ดใส่ ณรังค์เสียใจที่เสียทีเธออีก

สิริกันยาเดินกลับ รู้สึกผิดหวังกับคนดีของย่า ณรังค์เห็นจำเธอได้จะเข้าไปทัก พอดีลุงแช่มสามีป้านก เข้ามาส่งซองเงินให้เธอและลูบหัวอย่างเอ็นดู ณรังค์เข้าใจไปว่าสิริกันยาทำงานหารายได้พิเศษกับเสี่ย พลันแม้นเทพโทร.ตามจะกลับจึงไม่ได้เข้าไปซักถาม

ขณะเปิดประตูรถให้แม้นเทพ ณรังค์รายงานว่าปฐวีกลับไปกับคนรักของเธอ ท่านชายกริ้วไม่ให้พูดว่าเกียรติศักดิ์เป็นคนรักของลูกสาว แล้วสั่งให้เขาไปส่งที่โรงแรม ณรังค์เผลอเตือนอย่างห่วงใยว่าดึกแล้ว กลับโดนสวนกลับอย่าสาระแนออกความเห็น

สุนันทากลับบ้านด้วยท่าทางอ่อนเพลีย แต่พอลูกชายเดินมาก็รีบทำท่าทางสดชื่นพูดคุยด้วย แก้ตัวแทนยิ่งยศว่าเจอเพื่อนเลยไปต่อกัน อ๋องรู้แก่ใจว่าพ่อเป็นอย่างไร เข้านวดเฟ้นแม่อย่างเอาใจและห่วงใย ผู้เป็นแม่ยิ้มรับว่าตนชินแล้ว สักวันพ่อคงรู้ว่าความสุขที่แท้จริงคืออะไร

“ซึ่งแม่เจอแล้ว...”

“ใช่ แม่ได้ดูแลลูกจนเรียนจบ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่แยกแยะได้ว่าอะไรถูกอะไรผิดและรู้จักรับผิดชอบ
คนนี้ ได้ดูแลงานที่แม่ชอบ นี่แหละคือความสุขที่แท้จริงของแม่...ความสุขจากในบ้านไม่ใช่จากที่อื่น”

อ๋องบอกว่าแม่คือไอดอลของตน สุนันทามีกำลังใจมากขึ้น ดีใจที่ลูกเรียนจบกลับมาช่วยดูแลบริษัท จะได้มีคนเก่งที่ไว้ใจได้ อ๋องนึกได้บอกแม่ว่าตนมีเพื่อนคนหนึ่งอยากแนะนำ เป็นคนเก่งเรียนด้วยกันที่อเมริกา ผู้เป็นแม่สนใจขึ้นมาทันทีให้นัดมาเจอกัน

ค่ำคืนนั้น ณรังค์ขับรถมาส่งแม้นเทพที่โรงแรมเดอะแกรนด์รอยัล สาวคู่ขาเซ็กซี่ปรี่เข้ามาประคองกอดกันเดินเข้าไป หัวหน้าพนักงานโรงแรมออกมาต้อนรับ คิดว่าณรังค์เป็นคนขับรถคนใหม่ จึงบอกให้กลับไปได้ พรุ่งนี้รถที่โรงแรมจะไปส่งท่านชายเอง แล้วกระซิบเม้าท์ว่าท่านมาเป็นประจำ ชั้นบนสุดเป็นห้องพักส่วนตัวของท่าน

ณรังค์มองไปรอบๆเปรยว่าที่นี่ทรุดโทรมลงมาก หัวหน้าพนักงานพลั้งปากบ่นจะเจริญได้อย่างไร แล้วนึกได้รีบหุบปากเดินเลี่ยงไป

เกียรติศักดิ์ส่งปฐวีที่วังแล้วบอกให้เธอฟ้องท่านชายเรื่องเด็กในบ้านลวนลาม ปฐวีมีท่าทีเหินห่างไม่ออดอ้อนอย่างที่ผ่านมา ปัดให้เขากลับไปเรื่องนั้นตนจัดการเองได้ ชายหนุ่มรู้สึกถึงท่าทีที่เปลี่ยนไปแอบคิดในใจ อีกไม่นานตนจะเข้ามาเป็นคนจัดการทุกอย่างในวังนี้เอง

ณรังค์ขับรถกลับมาถึงเจอประคองยืนรอ แล้วทำหน้าผิดหวังที่ท่านชายไม่กลับมาด้วย ณรังค์ต้องโกหกว่าท่านมีธุระทำต่อ แล้วย้อนถามเธอรอท่านทุกคืนหรือ ประคองอ้างว่าตรวจตราความเรียบร้อยทุกคืน และเผื่อท่านต้องการให้รับใช้อะไร

ละมุลทำข้าวต้มมาให้ณรังค์พร้อมกับบ่นเรื่องแม่ที่เฝ้าคอยรับใช้ท่านชายทุกคืน แต่ท่านก็ไม่เคยเหลียวแล ณรังค์เปลี่ยนเรื่องคุยถึงโรงแรมที่ดูทรุดโทรมลง ละมุลพูดอย่างเหยียดๆว่ามันเสื่อมลงเหมือนเจ้าของ
ณรังค์สะดุ้งเอ็ดไม่ควรว่าท่านแบบนั้น ละมุลน้ำตาซึมระบายความอัดอั้น

“เมื่อไหร่แม่จะตาสว่างยอมรับความจริง ละมุลจะได้พาแม่ออกไปจากที่นี่สักที ไม่งั้นแม่ก็ไม่ยอมไป”

ณรังค์เข้าใจปลอบว่าสักวัน ต้องมีสักวัน...ประคองแอบฟังอยู่ไม่ห่าง น้ำตาตกอยู่ในอก

ooooooo

รุ่งเช้า สิริกันยามาสัมภาษณ์งานที่บริษัทสุนันทาพร็อพเพอร์ตี้ เห็นมีคนรออยู่ก่อนสองสามคนก็เริ่มหวั่นใจกลัวตัวเองไม่ได้งานนี้ ใจดี เลขาสุนันทาที่ท่าทางเหมือนครูเจ้าระเบียบ มองพิจารณาแต่ละคนก่อนจะส่งให้เจ้านายสัมภาษณ์

เช้าวันเดียวกัน ปฐวีลงมาหน้าตาอิดโรยถามหาท่านพ่อ ประคองอึกอักๆ จึงตอบเอง “เพิ่งกลับมาสิ
ความจริงน่าจะขายวังไปซะเลย ยังไงก็นอนตามโรงแรมตามม่านรูดอยู่แล้ว”

ประคองเผลอมองอย่างไม่พอใจ จึงโดนตวาดใส่แล้วถามหาณรังค์อีกคน ประคองก้มหน้านิ่ง คุณหญิงเสียงกร้าวด้วยความโกรธ ว่าหูหนวกหรืออย่างไร ประคองรีบตอบว่าอยู่ที่เรือน

“ถ้าจะแก่แล้วหูตึงจนน่ารำคาญแบบนี้ ควรจะลาออกไปให้พ้นๆได้แล้วนะ ไปบอกให้ณรังค์ไปพบฉันที่สระว่ายน้ำ ฉันมีธุระ”

ประคองทำหน้าไม่สบายใจแต่ไม่กล้าขัดใจปฐวีแอบยิ้มอย่างมีแผนการ...เมื่อณรังค์มาตามคำสั่งยืนที่ริมสระ หญิงสาวยิ้มยั่วโผล่ตัวเองเหนือน้ำอวดทรวดทรง ไม่ได้มีธุระอะไรแค่อยากให้มาดูตนว่ายน้ำ ชายหนุ่มหน่ายใจจะเดินกลับ คุณหญิงแกล้งร้องลั่นว่าเป็นตะคริวทำท่าจมน้ำ ณรังค์หลงเชื่อกระโดดลงไปช่วย คุณหญิงสมใจเยาะเย้ย

“นี่น่าจะพิสูจน์ได้นะ ว่าจริงๆแล้วณะยังรักและเป็นห่วงหญิงไม่เคยเปลี่ยน” ปฐวีโอบกอดคอณรังค์ไว้แน่น เอาหน้าแนบชิดทำท่าจะจูบแล้วผละออกหัวเราะร่า ว่ายน้ำไปขึ้นขอบสระ ณรังค์โกรธเอามือชกน้ำระบายอารมณ์ที่หลงกลปฐวีอีกครั้ง

เหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ในสายตาแม้นเทพ...พอณรังค์เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ ชื่นมาบอกว่าท่านชายเรียกพบด่วน เขาแปลกใจรีบมาที่ห้องโถง แม้นเทพนั่งดื่มกาแฟหน้าเครียด เปิดฉากพูดเปรียบเทียบว่าเขากลับมานั่งๆนอนๆหายใจทิ้งไปวันๆหลายวันแล้ว ไม่คุ้มกับเงินที่ส่งเสีย ขนาดควายยังทำนาตอบแทนชาวนา

“ท่านชายมีพระประสงค์ให้กระหม่อมทำอะไรก็รับสั่งมาได้เลย กระหม่อมรู้ดีว่าตัวเองมีหน้าที่ต้องตอบแทนบุญคุณกระหม่อม”

“ดีที่รู้ว่าจะต้องตอบแทนบุญคุณ อย่างน้อยก็ไม่ได้โง่ซะทีเดียว ฉันจะให้แกไปบริหารโรงแรม ฉันสั่งกับผู้จัดการไว้แล้ว เริ่มทำงานได้เร็วเท่าไหร่ยิ่งดี”

ณรังค์รับคำ แม้นเทพกำชับว่าต้องทำให้พ้นสภาวะขาดทุนภายในเวลาหกเดือน

ณรังค์ตกใจจะทำได้อย่างไรในเมื่อตอนนี้โรงแรมทรุดโทรมลงมาก แม้นเทพไม่สนใจถ้าเขาทำไม่ได้เท่ากับเขาเนรคุณ ประคองซึ่งอยู่ตรงนั้นด้วยตกใจสงสารลูกเลี้ยงจับใจ

ขณะเดียวกัน สิริกันยาเห็นผู้สมัครที่เข้าไปสัมภาษณ์ก่อน ออกมาด้วยสีหน้าไม่ค่อยดี แต่ไม่กล้าถาม จนมาถึงคิวตัวเอง พอเดินตามใจดีเข้ามาในห้องเห็นสุนันทาก็ตื่นเต้นเผลอชี้หน้าอย่างลืมตัว ใจดีเอ็ดว่าเสียมารยาทชี้หน้าท่านประธานแบบนั้นได้อย่างไร หญิงสาวนึกได้รีบยกมือไหว้ขอโทษ สุนันทาขำบอกเลขาคู่ใจที่กำลังจะอำลาว่าตนเองก็ไม่คิดว่าจะเจอกับเด็กคนนี้อีก

“นั่งสิ เด็กเสิร์ฟจอมแสบ” สุนันทาอ่านใบสมัครแล้วแปลกใจกับการศึกษาและตำแหน่งเลขาที่มาสมัคร ถามแล้วทำไมถึงไปเป็นเด็กเสิร์ฟ

สิริกันยาตอบว่าเป็นงานพิเศษระหว่างรองานประจำ แต่พอสุนันทาถามทำไมถึงลาออกจากที่เก่า
หญิงสาวถอนใจย้อนถามอยากให้ตอบตามจริงหรือไม่

“ขอคนโกหกอยู่ข้างตัวฉันแค่คนเดียวพอเถอะ” สุนันทาหมายถึงสามีแต่สิริกันยาทำหน้างง จึงขยายความ

“เลขาที่จะมาแทนใจดี ต้องทำงานใกล้ตัวฉัน คุณสมบัติข้อแรกคือซื่อสัตย์และไว้ใจได้ ฉันเข้มงวดกับตำแหน่งนี้มาก เลยต้องมาสัมภาษณ์งานเองนี่ไง”

“หนีแก๊งทวงหนี้นอกระบบที่ย่าพลาดไปค้ำประกันให้เพื่อนแม่ค้าแผงข้างๆค่ะ”

สุนันทาทึ่ง เชื่อและเห็นใจที่ต้องมาชดใช้หนี้ที่ ตัวเองไม่ได้ก่อ สิริกันยากลับคิดว่าถือเป็นบทเรียนให้ย่าไม่คิดไว้ใจใครสุ่มสี่สุ่มห้าอีก สุนันทาฟังแล้วยิ่งประทับใจ ปิดแฟ้มบอกให้มาเริ่มงานได้ ทดลองงานสามเดือน
ผ่านทดลองงานจะขึ้นเงินเดือนให้ตามประเมินผลงาน

สิริกันยาเดินออกจากห้องสัมภาษณ์โผกอดใจดีด้วยความดีใจ สาวสูงวัยกว่ากระซิบเตือนเรายังไม่สนิทกันเลย สิริกันยานึกได้รีบผละออกขอโทษ ใจดีให้กลับไปดีใจที่บ้านต่อแล้วพรุ่งนี้ค่อยมาเริ่มงาน หญิงสาวรับคำเดินยิ้มไป สวนกับยิ่งยศเขามองตาฉ่ำ พอรู้สึกว่าใจดีมองอยู่เขาก็รีบเก็บอาการ ใจดียกมือไหว้ ยิ่งยศทักว่าขายออกเสียทีถึงลาออกไปแต่งงาน โล่งอก

“ค่ะ โล่งอกค่ะ มีผัว เอ๊ย สามีกับเขาได้สักที” ใจดียิ้มเขินอาย

“ผมที่โล่งอก...วิวแถวนี้ดีขึ้นเยอะ” ยิ่งยศสวนแล้วเดินเข้าไปในห้องสุนันทา

ใจดีเพิ่งนึกออกว่าถูกหลอกด่า หน้าง้ำกลับไปทำงานต่อ...ยิ่งยศเข้ามาถามสุนันทาได้เลขาคนใหม่แล้วหรือ หน้าตาดีใช้ได้ สุนันทารีบกำชับห้ามยุ่งกับคนในที่ทำงานถ้ายังให้เกียรติตนอยู่ และถ้าไม่อยากเจอของแข็งก็อย่ายุ่งกับเด็กคนนั้น เพราะเธอไม่ธรรมดา ยิ่งยศฟังแต่ไม่เข้าใจ

สิริกันยาซื้อของกินกลับบ้านเพื่อฉลองกับย่า ในสมองยังคิดถึงเรื่องณรังค์ จึงแย็บถาม “ย่าว่าคนที่เราคิดว่าเหมือนจะเป็นคนดี แต่ความจริงไม่ดีอย่างที่เราคิด ต่างกันเหมือนเป็นคนละคน ในชีวิตจริงมันมีไหมย่า หรือมีแต่ในละคร”

“มีสิวะ ไม่งั้นเขาจะเรียกมนุษย์เหรอ มันก็มีทั้งที่เคยดีแล้วมาเลว หรือเลวแล้วมาดี หรือไอ้พวกต่อหน้าดีลับหลังน่ากลัวก็มีถมไป ทำไมแกไปเจอใครทำไม่ดีกับแกเหรอ ย่าจะไปจัดการ”

สิริกันยาเล่าเรื่องณรังค์ให้ฟัง ศรีนวลผิดหวังไม่คิดว่าคนดีของตนจะชกต่อยแย่งแฟนคนอื่น จึงเตือนให้หลานสาวอยู่ห่างคนแบบนั้นเข้าไว้ จะได้ไม่เดือดร้อน

เย็นวันนั้น ณรังค์เห็นละมุลมีครูหนุ่มขับรถมาส่ง ก็เข้าไปทักทาย สวัสดิ์เป็นครูพละหนุ่มมารยาทดีหลงรักละมุลมานานและพยายามจีบอย่างสุภาพ แต่ละมุลก็ให้เป็นแค่เพื่อนเท่านั้น...ณรังค์เดินตามกระเซ้าเย้าแหย่ละมุลทำนองน้องสาวขายออกเสียที ละมุลเขินวิ่งไล่ตี ปฐวีมองสองคนเล่นกันด้วยสายตาดุดันน่าสะพรึงกลัว

ในขณะที่แม้นเทพยังสนุกกับการเข้าบ่อนและเล่นเสียเป็นหนี้สินเพิ่มขึ้น...อ๋องเสียดายที่ณรังค์มาทำงานด้วยไม่ได้กลับมาบอกสุนันทาว่า ณรังค์ต้องทำงานทดแทนบุญคุณให้ท่านชายแม้นเทพ สุนันทาหูผึ่งยิ่งรู้เรื่องราวของณรังค์ยิ่งอยากทำความรู้จักโดยเร็ว

เย็นวันเดียวกัน ขณะที่ละมุลกำลังจัดดอกไม้ลงแจกัน ปฐวีถือถุงเดินเข้ามาขอยืมกรรไกรจะไปตัดชุดเก่าทำผ้าขี้ริ้ว ละมุลไม่ได้สงสัยอะไรส่งกรรไกรให้...

ณรังค์กำลังคุยเรื่องงานที่โรงแรมให้ประคองฟังที่เรือนเล็ก ชื่นวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาบอกว่าละมุลทะเลาะกับปฐวี ทั้งสองตกใจรีบวิ่งไปดู เห็นละมุลร้องไห้ยื้อยุดไม่ให้ปฐวีตัดชุดสวยๆของตน

ณรังค์เข้ามาจับมือปฐวีไว้ “คุณหญิงทำแบบนี้เพื่ออะไร ทำไมต้องไปรังแกละมุล” ปฐวีหันมาจ้องหน้า “อีมุลมันจะได้รู้ไงว่าเวลาที่โดนแย่งของรักของหวง มันจะรู้สึกยังไง นี่ยังแค่เล็กน้อย อีกหน่อยถ้ามันยังไม่เลิก จะเจอมากกว่านี้”

ประคองขอร้องบอกละมุลไม่เคยแย่งของใคร

ปฐวีตวาดว่ากำลังทำ ทำเหมือนที่แม่มันเคยทำ ณรังค์ปรามให้หยุดก้าวร้าวประคอง ปฐวีปรี๊ดชี้หน้าทุกคนเป็นแค่เด็กในบ้านไม่มีสิทธิ์สั่งตน ตนอยากจะทำอะไรก็ทำได้แล้วพูดใส่หน้าณรังค์ก่อนจะกระแทกเท้าออกไป

“รวมทั้งตัวเธอด้วย ณะ เธอก็เป็นของของฉัน คนอื่นไม่มีสิทธิ์มายุ่ง จำไว้”

ประคองกอดปลอบละมุลที่ร้องไห้สะอึกสะอื้น พอพาเข้านอนได้ ณรังค์ตามมาปลอบผู้เป็นแม่ รับรองจะดูแลละมุลไม่ให้โดนคุณหญิงแกล้งอีก ประคองกลับบอกว่าเขาควรอยู่ให้ห่างละมุลมากกว่า ที่ปฐวีทำวันนี้เพราะ
หวงเขา ณรังค์อึ้งครุ่นคิด ผู้อาบน้ำร้อนมาก่อนถามอีกครั้ง

“แม่ถามจริงๆ ณะลืมคุณหญิงได้แน่แล้วเหรอ” ณรังค์รับว่าใช่ “เคยเผลอตัวทำอะไรให้คุณหญิงยังคิดว่าณะเป็นของเธออยู่หรือเปล่า ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่ทำกับละมุลอย่างนี้ คิดให้ดีๆ”

ณรังค์เครียด เจ็บใจตัวเองที่เผลอห่วงใยเธอจะต้องเคลียร์เรื่องนี้ให้เด็ดขาด

ooooooo

วันต่อมา สิริกันยารีบไปทำงานแต่เช้า ใจดีชื่นชมพาเดินดูทุกแผนกและบอกว่าที่นี่ทำงานแบบพี่น้อง อยู่กันมานานเพราะบอสของเราใจดีมีเมตตาแถมทำงานเก่ง ใจดีพูดด้วยท่าทางโอเว่อร์นิดๆแต่แล้วชะงักนึกได้เตือนว่า อยู่ที่นี่ต้องระวังตัวเพราะสามีบอสชอบยุ่งกับคนหน้าตาดี

สิริกันยาพยักหน้า ใจดีเม้าท์ต่อว่า บอสของเรา น่าสงสารทำงานทุกอย่างในบริษัท ยิ่งยศเป็นที่ปรึกษาไม่ค่อยเข้าที่ทำงาน เอาเวลาไปอยู่กับนางเล็กๆ เธอต้องรู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหาง

ระหว่างนั้นอ๋องพาณรังค์มาคุยกับสุนันทาในห้องทำงาน ณรังค์จำได้ว่าเจอเธอที่งานเปิดตัวคอนโด ถึงว่าคุ้นหน้า สุนันทาอยากคุยเรื่องโรงแรมเดอะแกรนด์รอยัล ณรังค์ออกตัวก่อนว่าตนแค่ใช้นามสกุลจงสวัสดิ์ เป็นเพียงเด็กในอุปการะของท่านชายเท่านั้น สุนันทาไม่สนใจเห็นว่าเขาเป็นคนใกล้ชิดที่สุด อยากให้ช่วยเจรจากับท่านชายเรื่องการเทกโอเว่อร์โรงแรม

สิริกันยาถือแฟ้มเต็มมือเดินมา เจอยิ่งยศเข้ามาเจาะแจะก็พยายามเลี่ยงหนี ณรังค์เดินอึ้งๆออกมา
เห็นก็เข้าใจผิดอีกคิดว่าเธอยั่วยวนสามีสุนันทา...พอสิริกันยาหนียิ่งยศพ้นมาได้ ณรังค์ส่งเสียงเหน็บ เชื่อแล้วว่าเธอทำทุกอย่างได้เพื่อเงิน หญิงสาวสะดุ้งแปลกใจเขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร

“ไม่สำคัญหรอก แต่ผมมาเห็นคุณกำลังทำอะไรนี่สิสำคัญกว่า” สิริกันยางงว่าตัวเองทำอะไร เขาย้ำ “กินอยู่กับปากอยากอยู่กับท้อง ไม่เห็นต้องถาม คุณกำลังทำในสิ่งที่คุณถนัด จะหนุ่มหรือแก่ จะเป็นเสี่ยหรือนักธุรกิจรับหมดเลยเหรอคุณ”

“นี่คุณกำลังคิดว่าฉันกำลัง...” สิริกันยาโกรธจนพูดไม่ออก

“ล่าเหยื่อมั้ง หรือไม่ใช่ แต่คุณก็แต่งตัวดูเหมือนสาวออฟฟิศทำงานกลางวัน แต่หารายได้พิเศษด้วยเหรอ นี่ย่าคุณรู้ไหมเนี่ยว่าหลานกำลังทำอะไร ที่มาพูดเพราะสงสารย่าคุณนะ เผื่อจะได้สติคิดถึงย่าขึ้นมาบ้าง”

“อย่าเที่ยวด่าคนอื่นถ้าตัวเองไม่ได้สูงส่งอะไร คนอย่างคุณก็แค่คนประเภทกินไม่เลือก แม้แต่แฟน
ชาวบ้าน สิ่งที่คุณทำมันน่าสมเพชมากกว่า”

ณรังค์งง ไม่ทันที่สิริกันยาจะด่าต่อ ใจดีเดินมาตามแล้วถามว่าคุยกับใคร จึงเอาคืนบ้างบอกเขาเป็น
คนส่งพิซซ่ามาถามหาห้องน้ำ คงอยากเข้าไปหาอะไรกิน ณรังค์ฉุนแต่ตอบโต้ไม่ทัน

พอสิริกันยาจัดแจงเอกสารการประชุมเสร็จ ใจดีขอให้เธอไปรับหนังสือที่สั่งไว้ที่ร้านแล้วกลับบ้านได้เลย...ระหว่างที่รับหนังสือมาแล้ว ยืนรอรถเมล์กลับบ้าน มีคนร้ายเข้ามากระชากกระเป๋า สิริกันยากอดถุงหนังสือวิ่งไล่ตามร้องตะโกนให้คนช่วย ณรังค์เดินมาได้ยินเสียง ขัดขาคนร้ายล้มลง แต่พอจะดึงกระเป๋าก็โดนผลักล้ม สิริกันยาวิ่งกระหืดกระหอบมาทันเอาหนังสือฟาดหัวคนร้ายยกใหญ่ แต่มีอีกคนขี่มอเตอร์ไซค์มาช่วยพวกมันไปได้พร้อมกระเป๋าของเธอ

ณรังค์ถามในกระเป๋ามีเงินเท่าไหร่ สิริกันยาบอกมีสองร้อย ชายหนุ่มอึ้งเหนื่อยแทบตาย หญิงสาวโวยถึงสองร้อยก็เป็นเงิน แล้วในนั้นยังมีบัตรประชาชน เอทีเอ็มและของสำคัญอื่นๆ เขาจึงเตือนให้รีบโทร.อายัด...หลังจากทั้งสองแจ้งความ ณรังค์ก็ปลอบใจให้ถือว่าฟาดเคราะห์ แล้วส่งเงินให้เป็นค่ารถกลับบ้านสามร้อย สิริกันยาไม่อยากเป็นหนี้บุญคุณ จึงเสนอให้เขานั่งแท็กซี่ไปส่งบ้านแล้วตนจะเอาเงินที่บ้านให้ ชายหนุ่มขำบอกแค่นี้ไม่ต้องคืน

“คุณเป็นเศรษฐีแล้วฉันเป็นขอทานหรือยังไง ฉันก็มีศักดิ์ศรีของฉันนะ”

“มีด้วยเหรอ...”

“เดี๋ยวนะ ฉันว่าคุณกับฉันมีเรื่องต้องเคลียร์กัน ไอ้ที่คุณถากถางฉันเรื่องรับจ๊อบหารายได้พิเศษเนี่ย คุณเอาอะไรคิด”

“ผมคิดตามสิ่งที่ผมเห็น ผมเห็นคุณรับเงินจากเสี่ยที่โรงแรมวันนั้น”

“บ้าไปแล้ว เสี่ยที่คุณเห็นคือสามีของคนที่จ้างฉันไปทำงานเสิร์ฟคืนนั้น แล้วคุณก็เอาไปคิดเองเป็นตุเป็นตะว่าฉันเป็นสาวไซด์ไลน์” สิริกันยาถลึงตาโกรธ “มองฉันสิ แล้วบอกมาว่าฉันมีคุณสมบัติอะไรที่จะไปทำงาน
แบบนั้นได้บ้าง”

ณรังค์มองหัวจดเท้าแล้วยอมรับว่าไม่มี ตนเข้าใจผิดไปเอง สิริกันยาบ่นถึงว่าเขาถึงกัดตลอดที่เจอกัน
ณรังค์โวยตนไม่ใช่สุนัข เธอยิ้มขำๆแล้วลากลับ ณรังค์รีบบอกให้กลับวิธีของเธอ แล้วโบกแท็กซี่นั่งไปด้วยกัน

พอมาถึงบ้านก็ให้แท็กซี่จอดรอ สิริกันยาวิ่งเข้าบ้านไปหยิบเงิน ณรังค์ลงมายืนรอ ศรีนวลออกมาเจอหน้าณรังค์ก็คว้าไม้กวาดไล่ตี เขางงว่าโกรธอะไร สิริกันยาออกมายื่นเงินให้แล้วย้ำว่าเราไม่ติดหนี้อะไรกันอีก ศรีนวลปิดประตูบ้านใส่หน้า ณรังค์ยืนงงอยู่พักใหญ่

ooooooo

นิยายไทยรัฐ
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement