advertisement

รอยไหม ตอนที่ 15

บทประพันธ์ พงศกร จากบทละครโทรทัศน์ทางช่อง 3 โดย ยิ่งยศ ปัญญา
26 ต.ค. 2554 09:22

มณีรินยังคงก้มหน้าก้มตาทอผ้าต่อไป บัวเงินเข้ามายืนมองพลางพูดแดกดัน แต่มณีรินทำเหมือนบัวเงินไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้น ทำให้บัวเงินโกรธจัดคว้ามีดขึ้นมากำแน่น

“งานแต่งงานจะบ่มีวันเกิดขึ้นได้ดอก เพราะผ้าระยำผืนนี้จะบ่มีวันทอเสร็จ” บัวเงินปราดเข้ามาจะกรีดทำลายผ้า แต่คำเที่ยงเข้ามาแย่งมีดได้ พลางขู่จะฟ้องเจ้าศิริวัฒนา

บัวเงินกัดฟัน ตบหน้าคำเที่ยงเต็มแรงด้วยแรงโทสะ “ระวังตัวมึง ระวังนายมึงหื้อดีๆ มึงฮู้จักคนอย่างกูน้อยไปแล้ว อีขี้ข้า” บัวเงินกลับออกไป

คำเที่ยงหันไปทางมณีริน เห็นเธอนั่งทอผ้านิ่งเหมือนไม่รับรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นในโลกนี้

บัวเงินกลับมานั่งร้อนรนอยู่ในเรือน ผีอีเม้ยคลานเข้ามาหาจึงโดนตวาดไล่

“มึงไปให้พ้นหน้ากู อีเม้ย มึงบ่เคยช่วยอะหยังกูหื้อสำเร็จสักอย่าง อีมณีรินมันตั้งหน้าตั้งตาทอผ้าผืนนั้น กูหันแล้วยิ่งปวดหัวใจ มันคงเร่งหื้อแล้วโวยๆจะได้แต่งงานกับผัวกู มึงเสียทีได้เป็นผีมีฤทธิ์ช่วยอะหยังกูบ่ได้เลย ไสหัวไป กูบ่อยากหันหน้ามึง อีผีอัปลักษณ์”

ผีอีเม้ยน้อยใจนัก ม้วนตัวเป็นก้อนมวลสารสีดำเทาหายไปในอากาศ เหลือทิ้งไว้แค่ขวดยาพิษที่เคยใช้กับเจ้าหลวงกลิ้งเข้ามาหาบัวเงิน

บัวเงินเอื้อมมือไปหยิบขวดยาพิษขึ้นมาพึมพำ “อีเม้ย...มึงจะบอกอะหยังกู...”

ooooooo

ดึกแล้ว มณีรินยังไม่หยุดทอผ้า โดยมีคำเที่ยงนั่งเฝ้าอยู่ใกล้ๆ

“เจ้าริน...ดึกแล้วเน้อ...หยุดพักเสียบ้างเต๊อะ อย่าทรมานตัวเองจะอี้เลย” คำเที่ยงเอ่ย

“เฮาจะต้องทอหื้อแล้ว ทอหื้อแล้ว” มณีรินพึมพำพลางเขม้นมองงานในมือด้วยสายตาที่พร่ามัว แต่กลับเห็นภาพอดีตรักระหว่างตนกับเจ้าศิริวงศ์ ผุดพรายขึ้นมา

ด้านเจ้าศิริวัฒนาก็หันไปหาเหล้าเป็นเพื่อนปลอบใจ และเมื่อเมาได้ทีก็เพ้อวนเวียนอยู่แต่กับบาปที่ได้ก่อลงไป

“อ้ายบ่ได้ตั้งใจ เจ้าน้อย...ยกโทษหื้ออ้ายโตย อ้ายบ่ ได้ตั้งใจ...จะหื้ออ้ายยะจะไดถึงจะไถ่ไทษอ้ายได้เจ้าน้อย... น้องฮักของอ้าย” เสียงเจ้าศิริวัฒนาคร่ำครวญดังไปทั่วคุ้ม

วันต่อมา บัวเงินมาที่เรือนมณีริน มีเหล่าบริวารถือถาดอาหารตามมารับใช้ด้วย

“เร่งวันเร่งคืน หื้อถึงวันแต่งงานโวยๆ จนบ่ยอมหลับยอมนอนเชียวก๊ะ เจ้านางน้อย” บัวเงินทัก

มณีรินเงยหน้าขึ้นมอง บัวเงินรีบพูดต่อ “หยุดพักเอาแฮงเสียหน่อยเต๊อะ เจ้าอ้ายเปิ้นเป็นห่วงเจ้านางน้อยนักขนาด ส่งหื้อเฮามาคอยดูแลป้อนข้าวป้อนน้ำ...กินเสีย เฮาตั้งใจยะกับข้าวลำๆมาหื้อ”

บริวารวางถาดอาหารลงให้บัวเงิน มณีรินมองเห็นหน้าบัวเงินเบลอๆไหวๆไปมา

“หม่อมมายะหยังแหม...” คำเที่ยงปราดเข้ามารู้ว่า บัวเงินไม่มาดีแน่

“มึงนี่ท่าทางจะความจำสั้น มึงจำบ่ได้ก๊ะ แม่เจ้ามอบหมายหื้อกูเป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลทุกข์สุขของนายมึง กูก็มายะหน้าที่นั้นตามที่มีฮับสั่ง แม่เจ้าเปิ้นห่วงว่าผ้าผืนนี้จะทอ บ่แล้วทันวันแต่งงาน เพราะนายมึงบ่ยอมกินข้าวกินปลา กูยะกับข้าวลำๆมาหื้อนายมึงจะอี้ มึงต้องกราบตีน สำนึกบุญกูด้วยซ้ำ กินเสีย....เจ้านางน้อย”

“หม่อม อย่ามาบังคับจิตใจ เจ้ารินเปิ้นอีกคนนึงเลย เท่านี้เปิ้นก็เจ็บช้ำพอแล้ว”คำเที่ยงอ้อนวอน

บัวเงินไม่สนหยิบแก้วน้ำยื่นให้มณีรินบังคับให้ดื่ม คำเที่ยงเข้าขัดขวาง บัวเงินสั่งให้บริวารที่ติดตามช่วยกันจับคำเที่ยงไว้ แล้วตรงเข้าคว้าคอมณีริน

มณีรินที่อ่อนแรงอยู่แล้ว หมดปัญญาดิ้นรนขัดขืน บัวเงินกรอกน้ำใส่ยาพิษเข้าปากมณีรินจนหมดแก้ว

“ปล่อยกู....มึงยะหยังนายกู” คำเที่ยงตะโกนลั่น

บัวเงินผลักไสปล่อยตัวมณีริน “เป็นจะไดพ่อง พอจะมีแฮงขึ้นมาก่อ เจ้านางน้อย”

มณีรินหายใจกระชั้นแล้วไอออกมา เลือดกระเซ็นออกมาใส่ผ้าที่ทออยู่

“เจ้าริน...เจ้าริน” คำเที่ยงร้องเรียก

บัวเงินสาแก่ใจ เมื่อเห็นมณีรินเริ่มเจ็บปวดเพราะพิษยา

ooooooo

เจ้าศิริวัฒนาที่ยังเมาค้าง เดินสะดุดขาตัวเองล้มหัวทิ่มลงไปนอนกับพื้นหมดสภาพ สล่าพันเห็นเข้าก็รีบประคองออกมาพลางเอ่ยถามว่า จะไปไหน

“ตำหนักเจ้าริน” เจ้าศิริวัฒนาตอบ

“เจ้าเดินบ่ไหวดอก ผมจะไปส่งเจ้าเน้อครับ”

“เฮาบ่เคยนอนหลับเต็มตาสักคืน อ้ายพัน...เฮาหันเจ้าน้อยเปิ้นมานั่งร้องไห้อยู่ในห้องเฮา...ทุกคืน” เจ้าศิริวัฒนาเซออกไป

สล่าพันพูดไม่ออก รู้ดีว่ามันเป็นบาปกรรมที่ทำเอาไว้ จึงตามไปดูแล

เป็นเวลาเดียวกับที่มณีรินฟุบพับลงคากี่ทอผ้า เลือดไหลออกปาก

“จะไดบ่ทอต่อล่ะ เจ้านางน้อย ต้องเร่งมือเน้อ เดี๋ยวจะบ่ทันวันแต่งงาน” บัวเงินเย้ย

เจ้าศิริวัฒนากับสล่าพัน มาถึงพอดี

“เจ้าริน...จะไดเป็นจะอี้...เจ้าริน” เจ้าศิริวัฒนาประคองมณีรินขึ้น

“เปิ้นหักโหมบ่ยอมหลับยอมนอน ข้าวปลาก็บ่ยอมกิน ก็เป็นจะอี้ละเจ้าอ้าย” บัวเงินออกตัว

“มึงยะหยังเจ้ารินกันแน่บัวเงิน” เจ้าศิริวัฒนาไม่เชื่อ

“ข้าเจ้าบ่ได้ยะหยัง เจ้านางน้อยเปิ้นเป็นแม่ญิงที่เจ้าอ้ายฮัก น้องก็ต้องฮักเหมือนน้องสาวของน้องเหมือนกัน น้องจะคิดฮ้ายต่อเปิ้นจะได” บัวเงินทำเนียน

“กูบ่เชื่อมึงดอก อีบัวเงิน” เจ้าศิริวัฒนาตวาด

มณีรินสะดุ้งเฮือกขึ้นอย่างแรง เจ้าศิริวัฒนากอดเธอไว้พลางร้องสั่งให้สล่าพันไปตามหมอ

“เจ้าน้อย...เจ้าน้อย โตอยู่ที่ใดมาฮับเฮาโตย เฮากำลังจะไปหาโตแล้ว เจ้าน้อย...” มณีรินไขว่คว้าสุดแขน “เจ้าน้อย... ปิ๊กมาฮับเฮาโตย” มณีรินขาดใจ สิ้นลมพับลง

“เจ้าริน” เจ้าศิริวัฒนาตะโกนร้องสุดเสียงกอดร่างไร้วิญญาณของมณีรินไว้แน่น

ooooooo

“เรื่องน่าเศร้านี้ ไม่น่าเกิดขึ้นเลย” เรรินน้ำตาร่วงมือยังกำฟืมไว้

เจ้าศิริวัฒนายืนอยู่ที่ปลายอีกด้านของกี่ทอผ้าเอ่ยด้วยความเจ็บปวด “ฉันเคยบอกเธอแล้ว ว่าถ้าเธอได้รู้เห็นความจริงทั้งหมด เธออาจจะไม่อยากทอผ้าผืนนี้ต่อ เธอต้องเกลียดชังคนเห็นแก่ตัวอย่างฉัน”

“ทุกคนมีเหตุผลของตัวเองกันทั้งนั้น”

“และความทุกข์ของตัวเองก็มักจะสำคัญและยิ่งใหญ่กว่าความทุกข์ของคนอื่นเสมอ คนที่ก่อกรรมไว้อย่างฉันถึงต้องตกอยู่ในนรกที่ฉันเป็นคนสร้างขึ้นมาเองกับมือ ฉันเฝ้ารอให้เธอกลับมาปลดปล่อยพันธนาการนั้นด้วยการทอผ้าผืนนี้ให้เสร็จ”

“ฉันยินดีจะช่วยปลดปล่อยพันธนาการนั้นให้คุณค่ะ”

“ขอบคุณมาก...เจ้าริน ขอบคุณที่เข้าใจ”

ขณะที่เรรินคุยอยู่กับเจ้าศิริวัฒนา สุริยวงศ์ก็มาหาวันดาราและบอกเล่าเรื่องราวที่ตนไปเจอมาให้ฟัง

“ผมว่าผมหันกับตาว่าคุณรินเธอเข้าไปในห้องนั้นแต๊ๆ แต่พอผมเข้าไปผมก่อบ่หันเธอ ห้องนั้นมันบ่ได้มีตาง ออกตางไหน แล้วเธอจะหายไปได้จะไดครับปี้วัน”

“เรื่องเหลือเจื้อเหนือความจริงมันเกิดขึ้นได้เสมอ สุริยะ บางอย่างวิทยาศาสตร์ก่อพิสูจน์บ่ได้ แต่มันก่อเกิดขึ้น แล้ว” วันดาราเข้าใจ แต่สุริยวงศ์ยังสับสน

เสียงหัวเราะในลำคอต่ำๆ ของผีอีเม้ยดังผ่านอากาศมา วันดารากับสุริยวงศ์หันไปมอง ร่างผีอีเม้ยจางๆที่ยืนฟังอยู่มุมหนึ่งค่อยๆเลือนหายไป

ผีอีเม้ยกลับมาฟ้องบัวเงินว่า สุริยวงศ์ช่วยเปิดประตูให้เรรินเข้าไปทอผ้าต่อจนได้

“กูบ่นึกเลยว่า สุดท้ายแล้วคนที่กูฮักก็ทรยศต่อกูจนได้” บัวเงินแค้น

“ป่านนี้มันอาจจะทอผ้าเสร็จแล้วนะกะเจ้าหม่อม”

“มันปิ๊กมา ปลดปล่อยวิญญาณผัวกู อีเม้ย...กูบ่ยอมดอก เจ็ดสิบปีที่แล้วกูกำจัดมันได้ แล้วจะไดวันนี้กูจะยะจะอั้นบ่ ได้ ผัวกูจะต้องอยู่กับกูตลอดไป ผ้าระยำผืนนั้นมันต้องบ่ มีวันทอเสร็จ” บัวเงินวางแผนจัดการกับเรริน

บ่ายวันนั้น บัวเงินสั่งให้วงพระจันทร์พาธนินทร์มาหาที่เรือน แล้วนำน้ำชากลิ่นแปลกๆมาให้ดื่ม

ธนินทร์กลั้นใจดื่มชา รู้สึกกระอักกระอ่วนเหมือนบางอย่างจะตีย้อนกลับขึ้นมา จึงวิ่งพรวดออกไปอาเจียนแต่อาเจียนไม่ออก เขาโก่งคอเต็มที่รู้สึกเหมือนมีบางอย่างพันคอ จึงเอานิ้วล้วงเข้าไป เส้นผมสีดำยาวๆถูกดึงออกมา แต่ดึงเท่าไรก็ไม่หมด หนักเข้าก็กลายเป็นกระจุกมากขึ้น ครั้นดึงออกมาจนสุดโคน ปรากฏว่าหัวผีอีเม้ยทั้งหัวหลุดออกมาจากปาก มันแสยะยิ้ม ธนินทร์ถึงกับช็อก เมื่อหัวผีอีเม้ยจ่อติดหน้า

ผีอีเม้ยสำแดงฤทธิ์ มุดกลับหายเข้าไปในปากธนินทร์ เส้นผมยาวๆของมันไหลตามเข้าไปจนหมด ธนินทร์ทรุดลงคุกเข่ากับพื้น

“คุณธนินทร์เป็นอะไรของคุณ” วงพระจันทร์ตามมาดู

บัวเงินเดินตามออกมาอย่างใจเย็น พลางเอ่ยถาม “ทุกอย่างเรียบร้อยก๊ะ”

ธนินทร์ค่อยๆ หันหน้ากลับมาทางวงพระจันทร์ โดยมีหน้าผีอีเม้ยซ้อนอยู่ทับหน้าธนินทร์

“เรียบร้อยกะเจ้าหม่อม” อีเม้ยในร่างธนินทร์ตอบ

วงพระจันทร์ตกใจแทบช็อก แต่ร้องไม่ออก

“มึงรีบไป” บัวเงินสั่ง

ธนินทร์ลุกพรวดขึ้น วงพระจันทร์ผงะถอยร้องถามธนินทร์ว่าเป็นอะไร แต่กลับได้ยินบัวเงินตวาด สั่งให้ไปส่งธนินทร์

“คุณย่าคะ เมื่อกี้วงพระจันทร์เห็น” วงพระจันทร์ยังคาใจ แต่เมื่อเห็นสายตาบัวเงินก็เปลี่ยนคำถามทันที “ส่งไปไหนล่ะคะ”

“มึงคอยฟังเปิ้น เปิ้นจะบอกมึงเองว่าไปที่ใด” บัวเงินตอบแล้วเดินออกไป

วงพระจันทร์จำใจขับรถพาธนินทร์ออกมาจากบ้านบัวเงิน และเมื่อรถแล่นผ่านตลาดที่มีของสดของคาววางขาย อีเม้ยก็ตวาดให้วงพระจันทร์จอดรถแล้ววิ่งลงไปสวาปามเครื่องในสดในร้านอย่างเอร็ดอร่อย ท่ามกลางความตกตะลึงของผู้คนในตลาด วงพระจันทร์ลงมาเห็นก็แทบช็อก

ooooooo

เรรินกระแทกฟืม ส่งไหมเส้นสุดท้ายพุ่งลงบนกี่

“เสร็จสมบูรณ์เสียที เจ้าคะ ฉันทอผ้าตุ๊มผืนนี้เสร็จแล้ว” เรรินมองหาเจ้าศิริวัฒนา พลันประตูถูกถีบเข้ามาอย่างแรงจนเรรินสะดุ้ง

“มึงนึกว่ามึงจะหนีกูรอดรึ อีมณีริน” ธนินทร์เข้ามาในห้อง

เรรินตกใจตาค้าง เป็นเวลาเดียวกับที่สุริยวงศ์ซึ่งงีบหลับอยู่ในบ้าน ได้ยินเสียงกระซิบของใครบางคนกระซิบเรียกเจ้าน้อยๆ ดังมาจากที่ไกลๆ เขากระสับกระส่าย เหมือนเสียงนั้นเรียกตนจึงลืมตาตื่นขึ้นมองหา แต่ไม่พบใคร

“เจ้าน้อย” เสียงนั้นดังขึ้นอีก

สุริยวงศ์ลุกพรวดขึ้นมองออกไป เห็นเจ้าศิริวัฒนาเป็นร่างจางๆ โปร่งแสงยืนอยู่มุมหนึ่ง ร้องบอกให้รีบไปช่วย เรรินที่คุ้มหลวง สุริยวงศ์ตะลึงตัวแข็ง มั่นใจว่าไม่ใช่ความฝันแน่

ด้านเรริน เธอถูกอีเม้ยในร่างธนินทร์พุ่งเข้าจับตัว “กูตามหาตัวมึงมาเมินแล้ว นายกูรอมึงอยู่ มึงต้องไปกับกูเสียดีๆ”

“เรื่องระหว่างเรามันจบแล้วธนินทร์ คุณไม่มีสิทธิ์มาบังคับฉันหรอก” เรรินดิ้นรนขัดขืน ทุบตีธนินทร์ แต่ดูเหมือนจะต้านแรงไม่อยู่ ธนินทร์กระชากตัวเรรินเข้ามาตบหน้าอย่างแรง แล้วลากตัวออกไปทางประตู

“ช่วยด้วย...ช่วยด้วย” เรรินร้อง

บัวซอนเข้ามาตามหาเรรินในคุ้ม ได้ยินเสียงเรรินก็รีบวิ่งไปหา เธอเห็นธนินทร์ลากตัวเรรินออกมาจึงเข้าขวาง แต่โดนตบด้วยหลังมือสลบไป

“บัวซอน...บัวซอน” เรรินจะไปช่วยบัวซอน แต่ถูกธนินทร์ลากตัวออกไปนอกคุ้ม

“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้ ธนินทร์ คุณจะพาฉันไปไหน” เรรินยังคงดิ้นรน

“ไปลงนรกไง” เสียงอีเม้ยตอบพลางเหวี่ยงเรรินกระเด็นไป

เรรินตะลึง เมื่อเห็นธนินทร์โน้มตัวลงมาหา แต่ใบหน้ากลับกลายเป็นผีอีเม้ย “กูบ่ได้ชื่อธนินทร์ กูชื่ออีเม้ย” ผีอีเม้ยหัวเราะก้องยื่นหน้าเข้ามาจ่อติดหน้าเรริน

เรรินกรีดร้องตกใจ หมดสติไปทันที

ผีอีเม้ยในร่างธนินทร์พาเรรินออกไปหาบัวเงินที่ริมน้ำ คลาดกับสุริยวงศ์ที่เพิ่งมาถึงไปเพียงนิดเดียว สุริยวงศ์เข้าไปหาเรรินในห้องทอผ้า แต่ก็ไม่พบใคร เขามองสภาพในห้องเหมือนมีการต่อสู้กันเกิดขึ้นก็นึกห่วง จึงรีบตามออกไป และพบบัวซอนนอนหมดสติอยู่ สุริยวงศ์เข้าไปเรียก บัวซอนได้สติรีบบอกสุริยวงศ์

“คุณสุริยะช่วยด้วยเต๊อะเจ้า ผู้ชายคนหนึ่งจับตัว

คุณรินเปิ้นไป”

“ไปทางไหน” สุริยวงศ์มองซ้ายขวา พลันสายตาเหลือบไปเห็นปิ่นทองคำของเรรินร่วงอยู่บนพื้น สุริยวงศ์เก็บปิ่นแล้ววิ่งออกไปทางทิศนั้น

ooooooo

ที่ริมน้ำซึ่งเป็นจุดนัด ท้องฟ้าที่เปิดแจ้งอยู่ดีๆ กลับเหมือนมีเมฆดำทะมึน ก่อตัวและเคลื่อนเข้ามาบดบัง จนรอบๆตัวสลัวลง ร่างเรรินถูกวางลงบนท้องเรือ

“เม้ยได้ตัวมันมาหื้อหม่อมแล้ว กะเจ้า” เสียงอีเม้ยเรียกหานาย

เรรินค่อยๆ ลืมตาขึ้น แล้วต้องผละลุกพรวด เมื่อเห็นบัวเงินเดินออกมาจ้องมองด้วยแววตาอาฆาต

“มึงไปแล้วบ่ไปลับ รนหาที่ปิ๊กมาหื้อกูต้องล้างมึงแหม อีมณีริน กูหันหน้ามึงแต่แรก กูก่อฮู้แล้วว่ามึงปิ๊กมาแก้แค้นกู มึงฝันไปเต๊อะอีมณีริน เพราะกูก่อจะขอจองเวรจองกรรมกับมึงกู่จาดไป จาดตี้แล้วมึงต๋ายด้วยน้ำมือกู แล้วจะไดจาดนี้กูจะล้างมึงแหมบ่ได้” บัวเงินก้าวเข้ามา

“คุณย่า...เจ้านางมณีรินท่านไม่เคยคิดอาฆาตจองเวร คุณย่าเข้าใจผิดแล้ว เจ้านางมณีรินท่านไม่เคยรักเจ้าศิริวัฒนาท่านไม่เคยคิดแย่งชิงกับคุณย่าเลย” เรรินอธิบาย

“มึงบ่ต้องมาจุ กูบ่เจื้อกำมึงหรอก มึงอยากเป๋น

พระชายาเปิ้น อยากเป๋นแม่เจ้าหื้อคนทั้งแผ่นดินกราบไหว้มึง  บ่จะอั้นมึงจะทอผ้าผืนนั้นยะหยัง มึงบ่ได้ครองฮักกับผัวกู มึงก่อยังอุตสาห์ปิ๊กมาควักดวงใจ๋กู มึงบ่ฮู้กา กูฮักหลานกูขนาดไหน มึงกับสุริยะบ่มีวันได้สมหวังหรอก...อีเม้ย...มึงควักหัวใจ๋มันออกมากูอยากหัน” บัวเงินหันไปสั่งผีอีเม้ย

ธนินทร์ก้าวเข้ามาหาเรรินแล้วโถมเข้าบีบคอ บัวเงินยืนมองด้วยความสะใจ

ที่บนฝั่ง สุริยวงศ์ตามมาเห็นเหตุการณ์พอดี เขารีบว่ายน้ำมาที่เรือ แล้วปีนขึ้นไปถีบธนินทร์จนพลัดหลุดจากเรริน

“คุณย่าครับ คุณย่าจะยะอะหยัง”

“บ่เกี่ยวกับมึง มึงบ่มีวันได้ครองฮักกับอีนี่หรอก”

บัวเงินเกรี้ยวกราด

สุริยวงศ์เห็นท่าไม่ดีไล่ให้เรรินหนีไป เรรินคลานหนีไปทางหัวเรือ ธนินทร์จะตามตะครุบตัว แต่สุริยวงศ์เตะสกัดแล้วเข้าต่อสู้อย่างลืมตาย

ขณะที่เรรินเสียหลักล้มลง เพราะอ่อนเพลียประกอบกับเรือโคลงด้วยแรงลมและน้ำ บัวเงินก้าวตามเข้ามาจะแทงเรรินด้วยมีดสั้น

“คุณย่าทำบาปมามากเกินไปแล้ว พอเสียทีเถอะค่ะ

ความทุกข์ทรมานที่คุณย่าได้รับมันคือบาปในใจคุณย่าเอง”

“มึงบ่ต้องมาสั่งสอนกู มึงน่ะแหละยัดเยียดนรกมาหื้อกูถ้ากูจะต้องตกนรก กูบ่ยอมไปคนเดียวหรอก มึงต้องไปตวยกู” บัวเงินโถมเข้าจะแทง

เรรินปัดป้องสุดกำลังคมมีดที่กวัดแกว่งไปมา เฉือนเข้าแขนเรริน เมื่อเธอออกแรงผลักบัวเงินจนเซไป

ส่วนที่กลางเรือ สุริยวงศ์ถูกธนินทร์เล่นงานยับ เพราะผีอีเม้ยที่สิงอยู่มีพละกำลังมากกว่า มันคว้าคอสุริยวงศ์มาบีบแน่นหวังให้ตาย สุริยวงศ์เห็นหน้าผีอีเม้ยซ้อนอยู่บนใบหน้าธนินทร์ชัดเจน จึงรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายสะบัดดิ้นหลุด

ออกมา แล้วถอดสร้อยพระออกมา คล้องคอธนินทร์

ธนินทร์ดิ้นพราดๆ ร้องโหยหวนออกมาเป็นเสียง

อีเม้ย แล้วร่างของมันก็หลุดออกมาจากร่างธนินทร์

ผีอีเม้ยโกรธแค้นคำรามก้องผลักร่างธนินทร์ล้มหงายหลังลงกับพื้นอย่างแรง และทับเอาเหล็กแหลมเสียบทะลุกลางตัว แล้วร่างของมันก็ค่อยๆเลือนหายกลายเป็นมวลสารสีดำเทา เพราะหมดพลัง

สุริยวงศ์รีบตามไปที่หัวเรือและทันช่วยเรรินที่กำลังจะถูกบัวเงินจ้วงแทง เขาปราดเข้าไปจับมือบัวเงินไว้ขณะที่เรรินเสียหลักพลัดตกจากเรือ สุริยวงศ์รีบปล่อยบัวเงินแล้วยื่นมือไปให้เรรินจับแต่ไม่สำเร็จ ร่างเรรินจมดิ่งลงไป สุริยวงศ์ จะกระโดดน้ำตามไปช่วย

“ถ้ามึงตวยมันไป มึงกับกูขาดกั๋น” บัวเงินยื่นคำขาด


“คุณย่าครับ ถ้าผมจะต้องทนมีชีวิตอยู่อย่างปราศจากความฮัก ผมขอยอมต๋ายตวยคนตี้ผมฮักไปดีกว่าครับ” สุริยวงศ์กระโดดน้ำตามเรรินไปทันที

บัวเงินหัวใจสลายหมดเรี่ยวแรงทรุดลงแต่ความแค้นยังแน่นอก “กูจะต้องแป้มึงกู่จาดไปก๋าว่าจะไดอีมณีริน” บัวเงินเจ็บแปลบที่หัวใจอย่างแรง ลมหายใจค่อยๆอ่อนลงแล้วสงบนิ่งในที่สุด แต่ดวงตาบัวเงินยังลืมค้างอยู่อย่างนั้น

สุริยวงศ์ดำน้ำลงมาลึกและควานพบตัวเรริน เขาประคองร่างเธอพากลับขึ้นสู่ผิวน้ำแล้วรีบนำส่งโรงพยาบาล

ooooooo

สุริยวงศ์นั่งเครียดอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน ภาพเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นประดังประเดเข้ามา มันยากจะเข้าใจและยากจะปะติดปะต่อกันได้ สักพักวันดาราก็มาถึง เธอสอบถามสุริยวงศ์ว่าเกิดอะไรขึ้น เรรินกับย่าบัวเงินเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร

“ผมเองก่อบ่ฮู้เหมือนกั๋นครับปี้วัน แต่เมื่อแรงผมงีบหลับไปผมเหมือนฝันหันท่านปู่ศิริวัฒนาครับ ท่านปู่บอกหื้อผมรีบไปตี้คุ้ม ไปจ่วยคุณริน...ผมว่าผมฟังบ่ผิดท่านเรียกคุณว่าเจ้ารินครับปี้วัน...มันบ่ใจ่แค่ฝัน ผมตื่นขึ้นมา ผมหันท่านปู่กับต๋า” สุริยวงศ์บอกเล่าเรื่องราว

วันดาราขนลุกเกรียว พอเหมาะกับหมอเดินออกมาถามหาญาติเรริน สุริยวงศ์กับวันดาราปราดเข้าไปหา

“คนไข้อาการค่อนข้างน่าเป็นห่วงนะครับ เพราะจมน้ำอยู่นานเกินไป แต่น่าห่วงกว่านั้น คือหมอพบว่าเส้นโลหิตในสมองบางเส้นแตก...ต้องได้รับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วนที่สุด” หมอบอกอาการ

“ทำยังไงก็ได้ครับหมอ ยื้อชีวิตเธอกลับมาให้ได้ก็พอ” สุริยวงศ์ขอร้อง

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา เรรินถูกส่งตัวมารับการผ่าตัดที่กรุงเทพฯ สุริยวงศ์นั่งเครียดกุมขมับรออยู่หน้าห้องผ่าตัดไม่ยอมลุกไปไหน เวลาแต่ละวินาทีเหมือนเคลื่อนผ่านไปอย่างเชื่องช้าทรมานหัวใจ เสียงฝีเท้าที่เร่งเดินเข้ามาดังก้องชัดเจนขึ้นทุกที สุริยวงศ์เงยหน้าขึ้นมอง รู้ได้ทันทีว่าผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้า คือ พรรณวรินทร์ แม่ของเรริน เช่นเดียวกับพรรณวรินทร์ที่รู้ทันทีเหมือนกันว่านี่คือผู้ชายที่นำความหายนะมาให้ลูกสาว

สุริยวงศ์ค่อยๆ ลุกขึ้นยกมือขึ้นไหว้พรรณวรินทร์ แต่กลับถูกพรรณวรินทร์ตบหน้าพลางต่อว่าชุดใหญ่ สุริยวงศ์ยืนนิ่งให้พรรณวรินทร์ได้ระบาย ไม่คิดจะตอบโต้ใดๆ เพราะมันเป็นความผิดที่เขายินดียอมรับ

พรรณวรินทร์ตบตีจนอ่อนแรง แล้วร้องไห้โฮออกมา สุริยวงศ์ได้แต่ก้มหน้า น้ำตาร่วงพราวด้วยความเศร้าเสียใจ

ooooooo

ด้านวิญญาณของบัวเงิน เธอร่ำไห้อยู่บนเก้าอี้โยกตัวโปรด เพราะสุดท้ายเธอก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ความเจ็บช้ำในอดีตตามมาตอกย้ำ เพราะหลังจากมณีรินตายไปแล้ว เจ้าศิริวัฒนาก็จมอยู่ในความทุกข์เอาแต่คร่ำครวญหามณีริน บัวเงินเข้าไปคุยกับเจ้าเรื่องงานแต่งหวังจะได้เป็นพระชายา แต่โดนปฏิเสธ เพราะเจ้าศิริวัฒนายังคงเพ้อหามณีรินไม่หยุด

บัวเงินน้ำตาร่วงมองตามเจ้าศิริวัฒนาที่เดินหายเข้าไปในห้องทอผ้าด้วยความเจ็บช้ำ แล้วท้ายที่สุดเจ้าศิริวัฒนาก็สิ้นใจอยู่ในห้องทอผ้าแห่งนั้น

พระชายาแทบหัวใจสลายกรีดร้องออกมาสุดเสียง ขณะที่บัวเงินทรุดลงกอดศพเจ้าศิริวัฒนาไว้

“เจ้าอ้าย...จะไดมาตัดรอนละน้องไว้คนเดียวจะอี้ ความฮักตี้น้องมีหื้อเจ้าอ้ายมันบ่มีก่าเลยกาว่าจะไดน้องยะทุกอย่างก่อเหื่อความฮักของเฮาจะไดบ่เกยหันใจ๋น้องเลย

เจ้าอ้าย” บัวเงินเขย่าตัวศิริวัฒนาอย่างแรงเหมือนจะปลุกให้ตื่น

บัวเงินน้ำตานองหน้าเจ็บช้ำกับเรื่องราวในอดีต

ก้อนมวลสารสีดำเทาเคลื่อนวนไปรอบบริเวณแล้วกลายเป็นร่างผีอีเม้ยคลานเข้ามาหมอบกราบ

“หม่อมกะเจ้า จ่วยเม้ยตวยเปิ้นจะมาเอาตัวเม้ยไปแล้ว เม้ยจะบ่ได้อยู่ใกล้คอยฮับใจ้หม่อมอีกต่อไปแล้ว”

“กูจะจ่วยมึงได้จะได กูเองก่อกรรมหนักหนาเอาไว้นักขนาด ต้องตกนรกในขุมตี้ลึกบ่ได้น้อยไปกว่ามึงหรอกอีเม้ย”

“หมดกรรมเมื่อใด ต่อหื้อได้เกิดเป๋นสัตว์เดรัจฉาน เม้ยก่อขอหื้อได้ปิ๊กมาเป็นข้าช่วงใช้หม่อมกู่จาดๆไป” ผีอีเม้ยเข้ามากอดขานาย

“มันคงจะเมินนักขนาดเหมือนชั่วกัปชั่วกัลป์นะละอีเม้ยเอ๊ย”

“เปิ้นมาแล้ว เปิ้นมาแล้ว หม่อมจ่วยเม้ยตวย”

ผีอีเม้ยร้องลั่นเมื่อเห็นร่างสีดำทะมึนมือถือกระบองหนามเคลื่อนเข้ามา

“มึงไปเต๊อะอีเม้ย จะไปขัดขืนเปิ้นเน้อ ตั้งหน้าตั้งตาฮับกรรมฮับการลงโทษแล้วเฮาคงจะได้ปะกั๋นแหม”  บัวเงินสั่ง

ร่างบึกบึนนั้นใช้มือจิกหัวผีอีเม้ยกระชากอย่างแรง จนผีอีเม้ยกรีดร้องโหยหวนเหมือนจะขาดใจ แล้วร่างของมันกลายเป็นมวลสารสีดำเทา อันตรธานไป

“ตัวกูเองก่อคงต้องฮับกรรมไปอีกเมินอีเม้ย” บัวเงินบอกกับตัวเอง ร่างจางๆของเธอที่ดูเหมือนจะอ่อนแรงลง

หลังจัดการเรื่องงานศพของบัวเงินเรียบร้อยแล้ว

สุริยวงศ์ก็มอบหมายงานที่ร้านให้ลูกน้องช่วยดูแลแทนเพื่อทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับการดูแลเรรินที่นอนลืมตานิ่งเป็นผักมีแต่ลมหายใจ ไม่มีจิตวิญญาณรับรู้อะไรทั้งสิ้น แต่พรรณวรินทร์ไม่ยินยอม  เธอโทษว่าสุริยวงศ์เป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด

“ฉันบอกคุณแล้วใช่ไหมว่าไม่ต้องกลับมาอีก ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น คุณก็ได้ยินที่หมอบอกไม่ใช่เหรอโอกาสที่ยัยรินจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้...ไม่มี นอกจากปาฏิหาริย์เท่านั้น”

“แล้วคุณแม่จะไม่หวังในปาฏิหาริย์นั้นเหรอครับ

ตัวผมเองหวังทุกวัน ทุกนาที และคงจะไม่หยุดหวังหรอกครับ” สุริยวงศ์มั่นใจ

พรรณวรินทร์พูดไม่ออกไล่ให้สุริยวงศ์ออกไปอ้างว่าจะเช็ดตัวให้เรริน สุริยวงศ์จำใจถอยออกมา พรรณวรินทร์ขยับเข้าใกล้ลูกพลางชวนคุย “ริน...ลูก คุณหมอบอกว่าจะกลับไปอยู่บ้านก็ได้แล้วนะลูก รินอยากกลับไปอยู่บ้านของเราไหม” แต่เรรินยังนอนนิ่ง ดวงตาเลื่อนลอย

สุริยวงศ์มองเรรินไม่สิ้นกำลังใจ เขาแอบตามมาดูแลเธอต่อที่บ้าน พรรณวรินทร์เห็นก็ตวาดไล่

“คุณแม่ครับ...ในฐานะที่ผมทำให้คุณรินต้องเป็นอย่างนี้ ผมขอแสดงความรับผิดชอบ มันเป็นสิ่งเดียวที่ผมจะทำเพื่อคนที่ผมรักได้” สุริยวงศ์ให้เหตุผล

“รักเหรอ คุณกล้าพูดคำว่ารักลูกสาวฉันเหรอ คุณรู้จักยัยรินดีแค่ไหนกัน...แค่ระยะเวลาสั้นๆ คุณกล้าเกินไปแล้วที่มาใช้คำว่ารักกับลูกสาวฉัน”

“คุณแม่อาจจะไม่เชื่อใจผม แต่ผมขอยืนยันว่าผมพร้อมที่จะดูแลคุณรินด้วยชีวิตของผมเอง”

“คุณไม่ได้เกี่ยวข้องเป็นอะไรกับลูกฉันเลย ถ้าคุณคิดว่าคุณรู้จักความรักดีพอ คุณก็ต้องเข้าใจหัวอกของคนที่เป็นแม่ อย่าให้ฉันต้องหยาบคายไปกว่านี้เลย ไปซะ แล้วอย่ากลับมาอีก” พรรณวรินทร์เข็นรถพาเรรินออกไป

ooooooo

สุริยวงศ์กลับไปปรึกษาวันดารา วันดาราหมดหนทางบอกให้น้องทำใจเพราะทั้งสองคงทำบุญร่วมกันมาเพียงเท่านี้ สุริยวงศ์เศร้าหนีไปทำใจที่ห้องทอผ้าในคุ้ม และได้พบบัวซอนที่นำสมุดบันทึกของเรรินมาให้

“ตอนเก็บของส่งไปหื้อคุณริน  ข้าเจ้าบ่หันสมุดเล่มนี้เพิ่งมาปบเจ้า เปิ้นคงจดบันทึกอะหยังไว้นักฝากคุณสุริยะส่งคืนเปิ้นตวย”

“ขอบใจ๋เน้อบัวซอน ขอบใจ๋จ๊าดนัก” สุริยวงศ์กอดสมุดไว้เหมือนได้กอดตัวเจ้าของสุริยวงศ์เปิดสมุดบันทึกของเรรินอ่านอย่างตั้งใจ เสียงพิณเปี๊ยะดังแว่วมา ชายหนุ่มพลิกสมุดบันทึกหน้าแล้วหน้าเล่า อย่างสนใจ และต้องเชื่อในสิ่งที่เรรินเคยเล่าให้ฟัง

หลังอ่านบันทึกจบ สุริยวงศ์ก็ฝากวันดารานำบันทึกมาให้พรรณวรินทร์ วันดาราช่วยอธิบายเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นและขอร้องให้พรรณวรินทร์เปิดบันทึกอ่านดู เพราะจะช่วยให้เข้าใจอะไรๆได้ดีขึ้น

“เรื่องบางเรื่องที่เฮาคิดว่าเป็นเรื่องเหนือความจริง และเป็นไปบ่ได้ บางครั้งก็เป็นความจริงที่เฮาปฏิเสธบ่ได้ดอกเจ้า” วันดาราทิ้งท้ายแล้วลากลับ

พรรณวรินทร์มองสมุดบันทึกในมือแล้วเปิดอ่าน

เรื่องราวในบันทึกช่วยเปิดโลกอีกใบให้เห็นในสิ่งที่ไม่เคยได้เห็น ได้สัมผัสในสิ่งที่ไม่เคยได้สัมผัส

ขณะที่พรรณวรินทร์จดจ่ออยู่กับบันทึก เรรินก็ขยับลุกขึ้น เธอเอื้อมมือไปเก็บดอกปีบที่พื้นขึ้นมาพลางส่งเสียง “แม่ค่ะ...แม่”

พรรณวรินทร์ค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองเหมือนไม่เชื่อหูตัวเอง เธอเห็นเรรินยื่นดอกปีบส่งให้ พรรณวรินทร์รับดอกปีบมา แล้วลุกขึ้นสวมกอดลูกทั้งน้ำตาเพราะความทรงจำแรกของเรรินกลับมาแล้ว

ooooooo

วันต่อมา สุริยวงศ์มากราบพระ ขอพรให้เรรินพบปาฏิหาริย์กลับมาเป็นคนเดิม แต่ต้องแปลกใจเมื่อเห็นพานแว่นแก้วมีวางถวายเอาไว้ก่อนแล้ว และความพิเศษของสวยดอกนั้น คือดอกกาซะลอง สุริยวงศ์ลุกเดินออกมาหน้าวิหารก็พบวันดารายืนอยู่ เธอส่งยิ้มให้

“แรงอธิษฐานโต น่าจะใกล้เป็นความจริงเข้ามาทุกทีแล้วละ” วันดารามองไปทางหนึ่ง

สุริยวงศ์มองตามสายตาวันดารา เห็นพรรณวรินทร์จูงเรรินเดินเข้ามา

“คุณริน” สุริยวงศ์วิ่งเข้าไปหาเรริน

“สวัสดีค่ะ คุณชื่ออะไรคะ” เรรินทัก

สุริยวงศ์กุมมือเรรินไว้แน่น พลางหันไปมองพรรณวรินทร์ที่เอื้อนเอ่ย “แม่ได้อ่านทุกตัวอักษรที่เรรินได้บันทึกไว้แล้ว แม่ไม่มีคำถามอะไรที่จะต้องถามคุณอีกแล้ว...คุณกับเรรินน่าจะเกิดมาเพื่อกันและกันจริงๆ สิ่งเดียวที่น่าจะเยียวยาเรรินได้คือความรัก อย่างที่คุณวันว่านั่นแหละ แม่ฝากเรรินด้วยนะคุณสุริยวงศ์”

“ผมขอยืนยันคำพูดเดิมครับคุณแม่ ผมจะดูแลคุณรินด้วยชีวิตของผมครับ” สุริยวงศ์ให้สัญญา

พรรณวรินทร์ยิ้มรับ ซึ้งนํ้าใจ

สุริยวงศ์พาเรรินมาอยู่ด้วยกันที่บ้านเพื่อจะได้ดูแลเธออย่างเต็มที่ แต่เรรินยังจำอะไรไม่ได้ วงพระจันทร์รู้ข่าว ก็มาเยาะเย้ย สุริยวงศ์ฉุนถามวงพระจันทร์ตรงๆว่าเธอต้องการอะไรกันแน่ วงพระจันทร์โวยเรื่องพินัยกรรมที่ไม่เป็นธรรม เพราะเธอได้เพียงผ้าโบราณเก่าๆในหีบเท่านั้น จึงคิดจะเปลี่ยนเป็นเงิน สุริยวงศ์ขอซื้อไว้ในราคาห้าหมื่นบาท เพราะมันเป็นของรักของบัวเงิน วงพระจันทร์ต่อรองขอเป็นหนึ่งแสนบาท สุริยวงศ์ตกลงแล้วหันไปป้อนข้าวเรรินต่อ

“น่าสมเพช ใจคอคุณจะดูแลยัยบ้านี่จนตายรึไง มันจะเอาชีวิตคุณไปทั้งชีวิตเลยนะ” วงพระจันทร์ยิ้มเยาะ

“ถ้าคุณรู้จักความรักดีพอ คำพูดโง่ๆจะไม่หลุดออกมาจากปากคุณอย่างนี้หรอก วงพระจันทร์ถ้าหมดธุระของคุณแล้วก็เชิญ” สุริยวงศ์ไล่

วงพระจันทร์หัวเราะเยาะใส่เรรินก่อนจะเดินออกไป

เมื่อทานข้าวเสร็จแล้ว สุริยวงศ์ก็พาเรรินออกมาเดินเล่น พลางชวนคุยถึงเรื่องทอผ้า

“ทอผ้า...” เรรินพึมพำ เสียงโทรศัพท์ดัง สุริยวงศ์หันไปกดรับและสั่งงานกับลูกน้องที่ร้าน และเมื่อหันกลับมา ก็เห็นเรรินทำท่ากระแทกฟืมทอผ้า เขาเกิดความหวัง เพราะความผูกพันบางอย่างอาจจะดึงเรรินกลับมาได้

สุริยวงศ์พาเรรินมาที่เรือนมณีริน แล้วปล่อยให้เธอเดินไปคนเดียว ดอกปีบร่วงเต็มพื้น เรรินค่อยๆก้มลงเก็บดอกปีบขึ้นมาดม เสียงพิณเปี๊ยะดังกังวานขึ้นจากที่ใดที่หนึ่ง กรีดแทงเข้าไปถึงขั้วหัวใจ เรรินชะงักเหมือนมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นต่อโสตประสาท สุริยวงศ์สังเกตการณ์อยู่ห่างๆ

ภายในตำหนัก ทุกสิ่งอย่างในวันนี้ยังถูกจัดวางไว้เหมือนในอดีต เรรินก้าวเข้ามามองรอบตัว

“คุณรินจะอยู่ที่นี่นานเท่าไรก็ได้นะครับ ตามสบาย” สุริยวงศ์ตามเข้ามา

เรรินค่อยๆหันกลับมาหาสุริยวงศ์ มองอยู่นานแล้วเหมือนมีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น เสียงพิณเร่งเร้าใจขึ้นอีก จนเหมือนจบอย่างเด็ดขาดพร้อมเสียงเรียกของเรริน

“คุณสุริยะ คุณสุริยะ”

“คุณริน คุณจำผมได้แล้ว” สุริยวงศ์โผเข้ากอดเรริน เอาไว้

ooooooo

วันเวลาผ่านไป ผ้าตุ๊มผืนที่เรรินทอเสร็จสมบูรณ์ถูกแขวนโชว์ในตำแหน่งที่น่าสนใจที่สุดในห้องจัดแสดง ในพิพิธภัณฑ์อย่างอวดศักดิ์ศรีความงามและเรื่องราว

“เราเรียกผ้าชนิดนี้ว่า ผ้าตุ๊ม คือผ้าห่มสำหรับผู้ชาย ผ้าผืนนี้ทอขึ้นเพื่อใช้ในพิธีแต่งงาน เจ้าสาวจะเป็นผู้มอบผ้าที่ทอขึ้นด้วยฝีมือตัวเองให้กับเจ้าบ่าวที่ตัวรัก ผ้าผืนนี้มีความพิเศษเป็นอย่างยิ่ง เพราะใช้เวลาการทอยาวนานถึงเจ็ดสิบปี กว่าผ้าผืนนี้จะเสร็จสมบูรณ์ ปกติศิลปะบนผืนผ้าโบราณ พวกเราจะแทบไม่รู้เลยว่าใครเป็นเจ้าของผลงาน แต่ผู้ที่ทอผ้าผืนนี้ไว้ในอดีตคือ เจ้านางมณีริน เจ้าหญิงจากเชียงตุง” ไหมแม ยืนให้ข้อมูลกับกลุ่มผู้เข้าชมที่รุมล้อมดูผ้าผืนนั้นอย่างสนใจ

เวลาเดียวกันนั้น สุริยวงศ์เดินกุมมือเรรินออกมาชมสายนํ้าปิงอย่างสุขใจ

“ในความมืดมนที่เหมือนจะยาวนานชั่วกับชั่วกัลป์ ฉันคิดถึงคุณมาก สุริยะ ฉันคิดว่าชาตินี้จะไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าคุณอีกแล้ว” เรรินหันมามองคนรัก

“ถ้าเราต้องพรากจากกันอีกในชาตินี้ ผมก็คงต้องทนมีชีวิตอยู่อย่างไม่มีความหมายเหมือนกัน ผมจะไม่ปล่อยให้คุณไปไหนอีกแล้ว  อยู่กับผมที่นี่ตลอดไปนะครับ  เรริน ผมรักคุณ” สุริยวงศ์ดึงเรรินเข้ามาจูบด้วยความรัก

เรรินกอดสุริยวงศ์แทนคำพูดว่ารัก คล้ายบอกกระแสนํ้าปิงให้เป็นพยาน

และแล้ว...สุริยวงศ์กับเรรินก็ได้ครองรักกัน ส่วนดวงวิญญาณของเจ้าศิริวัฒนานั้นได้รับการปลดปล่อย เหลือแต่วิญญาณของบัวเงินเท่านั้น ที่ยังเฝ้าวนเวียนอยู่ในเรือน เรือนที่เสมือนคุกขังวิญญาณหญิง ผู้เคยเต็มไปด้วยแรงอาฆาตแค้น ถึงกับทำลายความสุขของตนเองและผู้คนที่เกี่ยวข้อง

ความพลาดผิดเหล่านั้นกลายเป็นตราบาปเหมือนเงาติดตามตัวตน

ooooooo

–อวสาน–

รอยไหม ตอนที่ 15

อ่านเรื่องย่อ

รอยไหม

แนว:

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย:

กำกับการแสดงโดย:

ผลิตโดย:

วัน-เวลาออกอากาศ:

ช่องออกอากาศ:

นักแสดงนำ: