advertisement

แค้นเสน่หา ตอนที่ 4

บทประพันธ์โดย...วราภา จากบทละครโทรทัศน์ทางช่อง3 โดย...ศัลยา
12 ก.ย. 2556 14:18

พจน์กับจันทร์คุยกันนานเพื่อหาข้อสรุป ในที่สุดก็เข้าใจและตัดสินใจทำสิ่งดีที่สุดสำหรับครอบครัว คุณหญิงเพ็งทราบเรื่องวันต่อมา หวังเต็มหัวใจจะได้จันทร์เป็นลูกสะใภ้

“ผมกับจันทร์คุยกันนานแล้วตกลงได้ในที่สุด ผมบอกเขาตามตรงว่าผมยังรักราตรี แม้จะแต่งงานใหม่ผมก็รัก เขาเองก็บอกว่ายังซื่อสัตย์กับสามีและหัวใจเขาก็มีแต่ลูกเท่านั้น”

คุณหญิงเพ็งหน้าเสีย ผิดหวังรุนแรงเพราะหวังไว้มาก พจน์ยิ้มน้อยๆพลางชี้แจงเหตุผลของจันทร์

“ผมทราบดีว่าจันทร์เขาอยากตอบแทนพระคุณ อยากรับใช้ปรนนิบัติ เพราะฉะนั้นถ้าคุณแม่ยังเมตตาก็รับจันทร์เป็นลูกบุญธรรมและให้ใช้นามสกุลของเรา ให้ เขาเป็นน้องสาวผม แล้วเราก็จัดงานต้อนรับเขาหน่อย... แบบนี้ดีไหมครับ”

แม้แต่ละเมียดยังแปลกใจที่จันทร์ปฏิเสธโอกาสดีๆ แต่พจน์กลับไม่เสียใจเพราะรู้ดีว่าจันทร์เป็นคนยังไง

“คุณแม่ดูคนไม่ผิด เขาเป็นผู้หญิงดีจริงๆ สมควรได้เป็นน้องสาวผู้พิพากษาพจน์ ปัณณธรครับ”

คุณหญิงเพ็งไม่ยอมถอดใจ สั่งละเมียดไปตามจันทร์มาพบและเกลี้ยกล่อมด้วยตัวเอง จันทร์ยืนยันคำตอบเดิมคือไม่แต่งงานใหม่และไม่หวนไปหารักเก่าเพราะเป็นห่วงรุ้ง คุณหญิงเพ็งทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาแล้วเอะใจ

“มีเรื่องอะไรหรือเปล่าแม่จันทร์ มีใครจะทำร้ายหรือ เธอถึงต้องหนีมา”

“วันหนึ่ง...ดิฉันจะกราบเรียนคุณหญิงทุกอย่าง”

คุณหญิงจนใจจะกล่อม ตัดใจรับจันทร์เป็นบุตรบุญธรรม “ต่อไปนี้มาเป็นลูกสาวฉัน น้องสาวพ่อพจน์ รุ้งก็มาเป็นหลานฉัน เป็นน้องสาวฉัตต์และเป็นพี่น้องกับริมา”

จันทร์กราบแทบเท้า คุณหญิงเพ็งลูบศีรษะและให้พร “หมดทุกข์หมดโศกนะ ฉันเต็มใจที่สุดรู้ไว้ด้วย เดี๋ยวจะทำพิธีรับขวัญปัดเป่าสิ่งอัปมงคลให้เธอกับลูก”

จันทร์ลุกขึ้นยืน คุณหญิงเพ็งยิ้มพลางยกมือแตะบ่า

“จำไว้นะจันทร์...ต่อไปนี้ทำตัวให้สมเป็นลูกสาวและหลานสาวของฉัน”

บ้านปัณณธรจัดงานเล็กๆรับขวัญสองแม่ลูกเป็นสมาชิกใหม่ จันทร์กับรุ้งย้ายมาอยู่บนตึกพร้อมการยอมรับจากคนในบ้านยกเว้นฉัตต์ซึ่งยังข้องใจที่มาที่ไปของสองแม่ลูก รวมทั้งฝังใจเรื่องในอดีตจนไม่อาจยอมรับสถานะใหม่ได้ เช่นในวันนี้ที่ทุกคนนัดใส่บาตรร่วมกันเพื่อสิริมงคล

พจน์กับคุณหญิงเพ็งพูดไม่ออกเมื่อเห็นฉัตต์อยู่ในชุดนอน ทำท่าเบื่อหน่ายและแผลงฤทธิ์ต่างๆนานาไม่ยอมร่วมใส่บาตรแต่โดยดี พจน์เลือกใช้ไม้แข็ง สั่งเฉียบขาดให้ทำตามแต่คุณหญิงเพ็งกลัวหลานชายต่อต้านจึงพยายามไกล่เกลี่ยด้วยไม้อ่อน ใช้ความรักให้เป็นประโยชน์จนฉัตต์ปฏิเสธไม่ได้ต้องพยุงย่าไปใส่บาตร

คุณหญิงรดน้ำลงบนหัวจันทร์กับรุ้งหลังใส่บาตร เป็นอันจบพิธีรับทั้งสองไว้ในอุปการะอย่างเป็นทางการ จริมาดีใจออกนอกหน้าที่ได้น้าสาวกับพี่น้องเพิ่มขึ้นอีกคน รุ้งก็ยินดีไม่น้อยแต่ไม่อาจเอื้อมเรียกจริมาด้วยชื่อเฉยๆ สองสาวเถียงกันนานจนจริมาต้องยอมให้แบบเสียไม่ได้ โดยมีข้อแม้ให้เรียกเธอด้วยชื่อเฉยๆตอนอยู่ที่โรงเรียน ทุกคนในบ้านชื่นชมความน่ารักของสองสาว มีเพียงฉัตต์ที่ฮึดฮัดอยู่คนเดียวแต่ทำอะไรไม่ได้นอกจากปล่อยให้เลยตามเลย

ooooooo

จันทร์เริ่มบทบาทสมาชิกใหม่ด้วยการพารุ้งกับจริมาไปโรงเรียนเช้าวันถัดมา และบังเอิญมาถึงโรงเรียนเวลาเดียวกับรถจากวังท่านหญิงเล็กซึ่งมาส่งคุณหญิงทอแสงรัศมีลูกสาวที่แสนเอาแต่ใจ

“หญิงทอแสง...วันนี้จะกลับเย็นไหมลูก”

“ท่านแม่ให้คนขับรถมาคอยหญิงตามเวลาละกันค่ะ หญิงอาจจะมาเร็วหรือช้าก็ได้ค่ะ”

“บอกตรงๆไม่ได้หรือ เขาต้องไปรับท่านพ่อต่อด้วย”

“หญิงทูลไม่ได้เพราะหญิงไม่ทราบ ไม่รู้จะกะยังไง”

ท่านหญิงเล็กเหนื่อยใจจะพูด ได้แต่มองลูกสาวลงจากรถเซ็งๆ จันทร์มองมาจากอีกมุม จำท่านหญิงเล็กได้จึงพยายามเดินเลี่ยงแต่ไม่พ้นสายตาของท่านหญิงเล็กที่มองตามเธอจนเหลียวหลัง...หน้าเหมือนนังหม่อมบุหลันไม่มีผิด!

การพบปะกับคนที่รู้จักเธอในฐานะหม่อมบุหลันทำให้ใจคอไม่ค่อยดี จันทร์เลือกปรับทุกข์กับยอดขณะที่นั่งเรือไปแถวท่าน้ำหน้าวังรังสิยาเพื่อแอบดูคุณชายศักดินา

“ท่านหญิงเล็กกับคุณหญิงลูกสาวท่านคงอายุพอๆ กับรุ้ง ตอนนั้นท่านก็ท้องสักหกเจ็ดเดือนแล้ว ฉันตกใจมากแต่ท่านคงจำฉันไม่ได้หรอก”

ยอดพายเรือถึงหน้าวังพอดี จันทร์จึงละเรื่องกังวลใจไว้แค่นั้น ชะเง้อมองหาคุณชายศักดินาเหมือนทุกครั้งในรอบหลายปีที่เพียรแวะเวียนมาแต่ก็ยังไม่มีโอกาสพบคุณชาย ครั้งนี้ก็เช่นกัน...อดีตหม่อมเห็นเพียงบ่าวไพร่ในวังซึ่งคุ้นหน้ากันดีแต่ไม่สามารถแสดงตัวได้เพราะเกรงเฟืองจะรู้ ยอดเห็นใจแต่สงสัยความสัมพันธ์ของเธอกับพจน์มากกว่า

“คุณพจน์ยังรักคุณราตรี ท่านไม่ให้ใครไปแทนที่ท่านหรอก ตัวฉันก็ไม่อยากได้ชื่อว่าสองผัว...ฉันอายลูก”

ยอดยุให้อดีตหม่อมกลับวังรังสิยาไปหาท่านชายและทวงสิทธิ์ให้รุ้ง จันทร์ถอนใจหนักหน่วง

“ยอดคิดว่าคนที่ฆ่าฉันจะปล่อยให้ฉันรอดตายเป็นครั้งที่สองหรือ ฉันคิดถึงท่านชายเสมอ...ทุกวันทุกคืน แต่ชาตินี้คงไม่มีโอกาสได้พบท่านอีกแล้ว สงสารแต่

ยายรุ้งคงไม่มีโอกาสได้พบพักตร์ท่านพ่อในชีวิตนี้”

จันทร์สะเทือนใจ ยอดหวังว่าคงมีสักวันที่เป็นของเธอ จันทร์ยิ้มทั้งน้ำตา อย่างน้อยชีวิตเธอกับลูกก็ไม่อับเฉาเกินไปนัก ยังมีมิตรแท้และที่ซุกหัวนอน...ไม่เลวร้ายเหมือนในวันวาน

จันทร์กลับไปเตรียมของว่างให้คุณหญิงเพ็งบ่ายวันนั้น ละเมียดมาตามให้รีบไปหาคุณหญิงเพราะท่านอยากให้ไปงานศพด้วยกัน แต่ที่ทำให้จันทร์แทบล้มทั้งยืนเพราะงานศพนั้นคืองานของท่านชายรังสิโยภาส อดีตหม่อมพยายามควบคุมสติวางถาดของว่างและขอไปเตรียมตัว

จันทร์ร้องไห้ตัวโยนทันทีที่กลับถึงห้อง เสียใจ

ที่สูญเสียสามีโดยไม่ทันได้ร่ำลา หยิบสายสร้อยที่ท่านเคยประทานให้มาเก็บลงหีบ นึกถึงอนาคตของรุ้งแล้วก็พานน้ำตาไหล “แม่จะเก็บชีวิตของคุณหญิงวิมลโพยมไว้ในนี้นะลูก”

ooooooo

งานศพท่านชายจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายในวังรังสิยา โดยมีบ่าวไพร่กับท่านหญิงช่วยกันเตรียมงาน ท่านหญิงเล็กมาถึงก่อนเวลา นั่งปรับทุกข์กับพี่สาวโดยเฉพาะเรื่องคุณหญิงทอแสงรัศมีที่ดื้อรั้นเกินเยียวยา ไม่เหมือนชายเดียวที่ว่านอนสอนง่าย

ท่านหญิงนิ่งฟังแล้วต้องของขึ้นเมื่อน้องสาวเปรียบพฤติกรรมเรียบร้อยของคุณชายว่าเหมือนแม่ ตวัดเสียงถามห้วนๆว่าหมายถึงแม่คนไหน

“หมายถึงแม่บุหลันนั่นแหละค่ะ แหม...หญิงจะหมายถึงพี่หญิงได้ยังไงกัน”

“หญิงเล็ก...เธอหยุดพูดให้คนเสียใจสักวันได้ไหม”

“แล้วหญิงพูดจริงไหมล่ะคะ พูดถึงอีนังหม่อมบุหลัน...เมื่อเช้าหญิงเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง หน้าเหมือน

มันมากแต่คงไม่ใช่หรอกค่ะ คนนี้เขาสวยกว่าและก็ท่าทางผู้ดีกว่ามัน”

“มันก็ท่าทางดี ท่านชายสอนไว้จนมันดูดีทีเดียว”

“ไม่ใช่หรอกค่ะ มันไปส่งลูกสาวที่โรงเรียนมารถคันโก้เชียว แถมมีคนขับแต่งเครื่องแบบเรียบร้อย”

แขกเหรื่อเริ่มมาถึงงานไม่นานหลังจากนั้นท่านหญิงแขไขฯ กับท่านหญิงเล็กจึงต้องช่วยกันรับแขก จนกระทั่งรถบ้านปัณณธรมาถึง ทุกคนคุ้นเคยกับคุณหญิงเพ็งกับพจน์เป็นอย่างดี จะมีก็แต่จันทร์ลูกสาวคนใหม่ที่กลายเป็นหัวข้อสนทนาของคนแทบทั้งงานโดยเฉพาะวงของท่านหญิงแขไขฯ กับท่านหญิงเล็ก

คุณหญิงเพ็งพาครอบครัวไปถวายบังคม พร้อมมาลัยดอกพุดที่ทำให้ท่านหญิงแขไขฯ จ้องตาไม่กะพริบเพราะรู้ว่าเป็นดอกไม้ที่ท่านชายโปรดเป็นพิเศษ ท่านหญิงเล็กก็รู้เรื่องนี้ดี ถือโอกาสแหย่ตามประสาคนช่างพูด

“มาลัยสวยเหลือเกิน อุ๊ย...ร้อยดอกพุดด้วยค่ะพี่หญิง”

“ท่านชายโปรดดอกพุด เหมือนรู้เลยนะคุณหญิง”

ท่านหญิงแขไขฯ เปรยเสียงเรียบ คุณหญิงเพ็งรีบบอกว่าลูกสาวเป็นคนร้อยพลางเรียกจันทร์มาแนะนำ ท่านหญิงจึงถามเรื่องคาใจเพราะไม่เคยได้ยินว่าพจน์มีน้องสาว พจน์เอะใจท่าทีแปลกๆแต่เลือกนิ่งและออกหน้าแทนจันทร์

“น้องสาวกระหม่อมออกเรือนไปนานแล้ว สามีเสียเลยพาลูกสาวกลับมาอยู่กับกระหม่อมและคุณแม่”

ท่านหญิงแขไขฯ พยักหน้ารับรู้...น่าแปลกที่จันทร์มีอะไรหลายอย่างเหมือนบุหลันโดยเฉพาะหน้าตา แถมมีลูกสาวอายุรุ่นราวคราวเดียวกับชายเดียวอีกต่างหาก

คณะท่านหญิงแขไขฯ ขอตัวไปรับแขกอื่น พจน์จึงถือโอกาสคุยกับจันทร์เพราะสังเกตว่าเธอมีอาการแปลกๆ เหมือนมองหาใครตลอดเวลา จันทร์สะดุ้งแล้วเฉไฉว่าไม่มีอะไรเหมือนเคย ผู้พิพากษาใหญ่ไม่คิดเช่นนั้นแต่เลือกไม่ถามอะไรตอนนี้ รอจนสวดศพเสร็จจึงพาเธอไปสมทบกับแม่เพื่อทูลลาท่านหญิง

“ขอบใจนะ...เสียดายลูกชายไม่อยู่ คุณจันทร์คงอยากเห็น”

“มังคะ...อยากเห็นมังคะ”

“ลูกชายฉันอายุสิบเจ็ดแล้ว น่ารักมาก พ่อแม่ทุกคนอิจฉาฉันที่มีลูกชายแสนดี”

“พี่หญิงโชคดีมากที่ลูกชายได้ดั่งใจทุกอย่าง เป็นลูกชายคนเดียวที่อยู่ในโอวาทแล้วก็รักท่านแม่เหลือเกิน”

ท่านหญิงเล็กอดผสมโรงอวดหลานชายด้วยไม่ได้ พจน์เหลือบมองน้องสาวบุญธรรม เห็นเธอไม่มีพิรุธใดๆ

แต่เชื่อว่าต้องมีเบื้องหลังเกี่ยวข้องกับวังรังสิยาแน่ หมายมาดรอโอกาสเหมาะๆแล้วค่อยถาม

จันทร์เลี่ยงไปกราบพระศพท่านชาย กลั้นสะอื้นจนตัวสั่นไปหมด ภาพความทรงจำคืนสุดท้ายที่อยู่ด้วยกันกลับมาอีกครั้งโดยเฉพาะตอนท่านประทานชื่อลูกชายกับลูกสาว พจน์เห็นอาการของเธอตลอด ตัดสินใจแน่วแน่ต้องถามให้รู้เรื่องเพราะไม่อยากเห็นน้องสาวแบกทุกข์หนักหนาไว้คนเดียว

ขณะเดียวกันอีกฟากของงาน...ท่านหญิงแขไขฯกับท่านหญิงเล็กซุบซิบกันเรื่องความเหมือนของจันทร์กับบุหลัน

“คนนี้ไงคะที่หญิงเจอที่โรงเรียนของหญิงทอแสง เหมือนนังหม่อมบุหลันมากอย่างไม่น่าเชื่อแต่ต้องเชื่อเพราะแม่กับพี่ชายเห็นอยู่ทนโท่”

“มีอะไรที่น่าสงสัยหลายอย่าง ข้อแรกเขาชื่อจันทร์...ความหมายเหมือนชื่อบุหลัน ข้อสองเขาร้อยมาลัยดอกพุดที่ร้อยยากกว่าดอกมะลิ” ท่านหญิงเล็กพยักหน้าเห็นด้วย พี่สาวเลยตั้งข้อสังเกตต่อ “ฝีมือเหมือนของบุหลันมากทีเดียว ข้อสามเขาพูดมังคะกับเรา ไม่ใช่เพคะแบบคนทั่วไป แถมพูดแบบชาววังแท้ๆ แม้แต่คุณหญิงเพ็งยังพูดเพคะเลย”

ท่านหญิงเล็กทึ่งในความช่างสังเกตของพี่สาว ท่านหญิงแขไขฯ ยังคาใจเรื่องเดียวคือจันทร์มีลูกสาวอายุพอๆกับชายเดียว...มันจะเป็นไปได้ยังไงในเมื่อคืนนั้นบุหลันก็คลอดชายเดียวออกมาแล้ว...หรือว่ามีเด็กผู้หญิงอีกคน?

กว่าจะเสร็จงานท่านหญิงก็อ่อนเพลียเต็มที รับสั่งให้สนไปรับชายเดียวจากโรงเรียนเย็นวันรุ่งขึ้นเพื่อมาถวายบังคมพระศพท่านพ่อ หลังจากนั้นจึงกลับเข้าห้องบรรทม ผีเฟืองรออยู่และรู้ถึงความสงสัยในตัวจันทร์ ส่งเสียงหัวเราะเบาๆพร้อมคำพูดวางอำนาจลอยมาตามลม

“ถ้าใช่มัน...มันก็โชคดี ชีวิตเดียวได้ตายสองหน”

“ถ้าใช่เขาจริง อย่าทำอะไรเขาเด็ดขาด เพราะเขายังไม่ตายก็เท่ากับเฟืองยังไม่ได้ทำบาป”

มีลมกระโชกพร้อมเสียงกระแทกข้าวของเป็นสัญญาณว่าเฟืองกำลังโกรธ ท่านหญิงไม่หวั่นแต่เอ่ยถามเสียงเย็น

“ว่าแต่ยอมรับแล้วใช่ไหมว่าเขาตายแล้ว ยอมรับแล้วใช่ไหมว่าฆ่าเขา เขารู้กันทั่ววังแล้ว ใครๆก็รู้ว่าเฟืองเกลียดเขา อยากฆ่าเขาให้ตาย คนในวังนี้น่ะไม่โง่หรอกนะ”

คนปากสว่างที่ว่าก็ไม่ใช่ใครนอกจากสาลี่อดีตคู่ปรับไม้เบื่อไม้เมาตลอดกาลของเฟือง แม่ครัวใหญ่เตรียมตัวจะนอนแต่แล้วถึงกับตาลุกโพลงเมื่อเห็นผี

เฟืองในสภาพน่าเกลียดน่ากลัว ความกลัวจับจิตจนเป็นลมหมดสติคาห้องพัก!

ooooooo

รุ้งกับจริมารอสมาชิกในบ้านกลับจากงานศพด้วยใจจดจ่อ เมื่อได้ยินเสียงรถจึงวิ่งไปต้อนรับ ฉัตต์คอยดักรออยู่แล้วกระชากหางเปียรุ้งจนหน้าหงาย เด็กสาวไม่ร้องสักแอะแถมขอร้องให้ปล่อย แต่ไม่ได้ผลเพราะฉัตต์ยังยิ้มกวนๆจนเธอโมโห ปล่อยหมัดใส่ท้องเขาแล้วรีบตามจริมาไป

จันทร์โผกอดรุ้งทันที ความเสียใจท่วมท้นจนต้องก้มหน้าซ่อนน้ำตาซบไหล่ลูกสาว พจน์เห็นอาการตลอด ตัดสินใจรอจนน้องสาวส่งแม่เข้านอนจึงขอพูดด้วยตรงๆถึงที่มาที่ไปของเธอ

“น้องคิดว่าสมควรแก่เวลาหรือยังที่พี่จะรู้ความจริงว่าน้องเป็นใครและมาจากไหน ถ้าอดีตของน้องเป็นเรื่องอันตราย ให้พี่รู้ความจริง พี่อาจช่วยน้องกับรุ้งได้มากกว่านี้”

จันทร์อ้างว่ายังไม่พร้อมแต่ก็ดูอิลักอิเหลื่อเต็มแก่ พจน์ไม่อยากรออีกต่อไปเปิดฉากถามเรื่องที่สงสัย

“น้องมีอะไรเกี่ยวข้องกับท่านชายวังรังสิยาหรือไม่” จันทร์สะดุ้งสุดตัว พจน์เห็นว่ามาถูกทางจึงซักต่อ “น้องเคยอยู่วังนั้นหรือ ถ้าใช่...ท่านหญิงแขไขเจิดจรัสไม่ทรงชอบน้องหรอกใช่ไหม พี่เห็นสายพระเนตรท่าน”

“บางทีเวลานั้นอาจมาถึงแล้ว ดิฉันเป็นอะไรไปรุ้งจะได้มีคนช่วยทวงสิทธิ์ของแกคืน”

จันทร์ถอนใจหนักหน่วง เหนื่อยเกินกว่าจะแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียว หวังสุดใจว่าพจน์จะช่วยเธอได้

เวลาเดียวกันที่วังรังสิยา...ท่านหญิงบรรทมไม่หลับเพราะรู้สึกว้าเหว่จึงตัดสินใจไปที่ห้องท่านชาย นึกถึงช่วงเวลาในอดีตตอนสามีทราบว่าบุหลันตั้งครรภ์ใหม่ๆ

“พี่ขอให้บุหลันมาอยู่บนตำหนักได้ไหมคะ พี่เป็นห่วงเพราะเขาท้องสองเดือนแล้ว มีอะไรจะได้ช่วยเหลือทัน”

“จะทรงให้มาอยู่บนห้องหญิงเลยไหมคะ หญิงจะไปอยู่เรือนเขาเองเพราะหญิงไม่ได้ท้อง!”

ความเจ็บปวดครั้งนั้นยังคงทรมานใจเธอไม่หยุด ผีเฟืองลอบมองอยู่ไม่ห่าง ท่านหญิงเองก็สัมผัสได้ พูดลอยๆ เหมือนอยากปรับทุกข์กับวิญญาณต้นห้อง

“เฟือง...เขาเหมือนบุหลันมากแต่คุณหญิงเพ็งยืนยันว่าเป็นลูกสาว หญิงไม่อยากเชื่อแต่ก็คิดว่าพวกเขาคงไม่โกหก เฟือง...หญิงเหงาเหลือเกิน เฟืองก็ทิ้งหญิงไปแล้ว เจ้าพี่ก็เสด็จจากไปอีก หญิงไม่เหลือใครแล้วนอกจากชายเดียว แต่ลูกก็ต้องไปโรงเรียน วังใหญ่โตมีหญิงครอบครองคนเดียว หญิงไม่ได้อยากได้แบบนี้ เฟืองอย่าทิ้งหญิงไปนะ”

ท่านหญิงเดินกลับห้อง ผ่องผ่านมาเห็นแล้วตาเหลือก เห็นผีเฟืองช่วยพยุงราชนิกูลสาว เขาตกใจถึงกับล้มหัวฟาดพื้นสลบไป!

เรื่องผ่องโดนผีเฟืองหลอกกระจายทั่ววังอย่างรวดเร็วในวันถัดมา สาลี่กับพิกุลคอยพยาบาลด้วยความเวทนา ไม่รู้จะปลอบอย่างไรเพราะต่างก็เจอมาหนักไม่น้อย ท่านหญิงทราบข่าวก็รีบลงมาเยี่ยมถึงห้องพัก

“สาลี่...ผ่องมันไม่สบาย แกดูแลหายาหาข้าวให้กินด้วย ถ้ามันจะพูดจาอะไรก็เพราะพิษไข้...เข้าใจไหม”

ท่านหญิงจ้องเขม็งคาดคั้น แม่ครัวใหญ่ก้มหน้างุดรับปาก แม้ท่านหญิงจะเสด็จขึ้นตำหนักไปนานแล้วแต่สาลี่ก็ยังเฝ้าข้างเตียงผ่อง ลูบหัวบ่าวสาวพร้อมปลอบประโลม

“อะไรก็ตาม...มันไม่จริง แกไม่ต้องกลัว มันทำอะไรเราไม่ได้เพราะอยู่กันคนละโลก ถึงอยากทำมันก็ทำไม่ได้หรอก เมื่อคืนข้าก็ฝัน...ฝันเหมือนแกนั่นแหละผ่องเอ๊ย...แต่มันก็แค่ฝัน คิดสิวะว่ามันก็แค่ฝัน!”

พิกุลเข้ามาผลัดเวร สาลี่จะไปต้มข้าวต้มให้ผ่อง สะดุ้งสุดตัวเพราะเหมือนได้ยินเสียงหัวเราะลอยมากับสายลม แม่ครัวใหญ่รู้ดีว่าเป็นเสียงอะไร ตัวเริ่มสั่นแต่ยังทำใจดีสู้เสือ

“เฮี้ยนได้เฮี้ยนไป กูไม่หวั่นแล้วเว้ย อยากมาก็มาเลย ให้มันรู้กันไปว่าผีจะเก่งกว่าคน”

ooooooo

หลังตัดสินใจบอกเรื่องในอดีตของตัวเอง...จันทร์ก็สบายใจขึ้นมาก ขอให้พจน์พารุ้งไปงานศพท่านชายในวันถัดมา พจน์บอกให้เตรียมตัวรุ้งให้พร้อม จันทร์ซาบซึ้งใจมาก ตั้งใจถ่ายทอดมารยาทชาววังทุกอย่างให้ลูกตลอดบ่าย เมื่อถึงเวลาเย็นจึงออกเดินทางไปงานของท่านชายรังสิโยภาสพร้อมกับพจน์ ฉัตต์ และจริมา

รุ้งถือพานใส่มาลัยดอกพุดคลานไปหน้าพระโกศ ก้มลงกราบพร้อมพนมมืออธิษฐานในใจ

“หนูขอให้ดวงวิญญาณของท่านไปสู่สุคติ หนูจะตั้งใจเรียนและทำแต่ความดีตลอดชีวิตของหนูค่ะ”

ชายเดียวที่นั่งลงกราบข้างๆก็อธิษฐานในใจเช่นกัน “ท่านพ่อกระหม่อม...ขอให้ท่านพ่อเสด็จไปสู่สุคติ ไม่ต้องทรงห่วงชาย ชายจะดูแลท่านแม่และดูแลตัวเอง จะตั้งใจเรียนและจะทำแต่ความดีนะกระหม่อม”

ท่านหญิงแขไขฯนั่งมองลูกชายคุกเข่าข้างๆหลานสาวของพจน์แล้วใจคอไม่ดีเพราะหน้าตารูปร่างทั้งสองแลดูคล้ายกันราวกับเป็นพี่น้องคลานตามกันมา แต่พจน์กลับรู้สึกตรงกันข้าม ก้มกราบพระโกศท่านชายพร้อมอธิษฐานในใจ

“กระหม่อมได้ทำตามที่หม่อมบุหลันขอร้องคือนำลูกอีกคนของฝ่าบาทมาเฝ้า หากทรงมีญาณพิเศษใดๆ ขอให้ทรงทราบว่าเวลานี้หม่อมราชวงศ์หญิงวิมลโพยมได้มาพบท่านพ่อของเธอแล้ว และขออย่าทรงห่วงเพราะกระหม่อมสัญญาจะดูแลทั้งแม่และลูกให้ดีที่สุด”

เมื่อสวดศพเสร็จ...พจน์จึงพาเด็กๆไปกราบลา ท่านหญิงเพ่งมองรุ้งและเจาะจงพูดด้วยเป็นพิเศษ

“รุ้งเป็นชื่อเล่นใช่ไหม ชื่อจริงชื่ออะไรล่ะ”

“รุ้ง ปัณณธรมังคะ”

“คุณพจน์โชคดีมีทั้งลูกชายลูกสาวและหลานสาว ฉันมีแต่ชายเดียว อยู่โรงเรียนประจำบ้านช่องก็เงียบเชียบ”

“เมื่อก่อนพี่หญิงยังมีคนสนิทดูแล วังก็ยังมีงานรื่นเริงบ้างเพราะแม่เฟืองเขาเป็นแม่งาน นี่เขาตายไปแล้ว ท่านชายก็ประชวรหลายปี วังเลยเงียบจริงๆ” ท่านหญิงเล็กเล่าไปเรื่อยตามประสาคนช่างพูด

พจน์ตกใจเมื่อได้ยินว่าเฟืองตายแต่พยายามเก็บอาการ เมื่อกลับถึงบ้านจึงรีบแจ้งข่าวนี้กับน้องสาว จันทร์หน้าซีดตัวชา นิ่งเงียบเพราะยังคิดไม่ตกว่าควรอโหสิกรรมให้ต้นห้องคนสนิทของท่านหญิงหรือไม่...

หลังจบงานศพของท่านชายก็ถึงวันสำคัญของราชสกุลรังสิยา ท่านหญิงแขไขฯ คุณชายศักดินา ท่านหญิงเล็กและท่านชายวรจักรผู้เป็นสามีมารวมตัวกันเพื่อเปิดพินัยกรรมของท่านชายรังสิโยภาส และก็เป็นจริงตามคาด ทรัพย์สมบัติมากมายตกเป็นของท่านหญิงแขไขฯและคุณชายศักดินาซึ่งเป็นทายาทโดยตรง โดยมีเงื่อนไขหลายข้อแต่ข้อที่ทำให้ท่านหญิงแขไขฯถึงกับพูดไม่ออกก็คือ

“เมื่องานพระราชทานเพลิงศพข้าพเจ้าเสร็จสิ้นให้รื้อเรือนข้าหลวงหลังติดกับท่าน้ำหลังวังทิ้งไม่ให้เหลือซาก”

ท่านหญิงนิ่งเงียบจนทุกคนชักหวั่น ภาพความทรงจำตอนเฟืองตายใหม่ๆย้อนมาในหัวอีกครั้งอย่างช่วยไม่ได้

“พี่ออกคำสั่งให้รื้อเรือนนังเฟืองออกให้หมด เขากำลังจะลงมือพรุ่งนี้แล้ว จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งอีก”

“จะสร้างใหม่ก็สร้างไปแต่หญิงจะไม่รื้อของเก่า เฟืองเขาเคยอยู่ที่นั่น”

“คนมันก็ตายไปแล้ว ตายอย่างน่าเกลียดน่ากลัว ทำให้คนในวังขนหัวลุก ใครจะกล้าอยู่ หญิงไม่เข้าใจหรือไง”

“ไม่เข้าใจค่ะ...มีคนตายก็ต้องรื้อเรือนที่อยู่ ถ้าเช่นนั้นเจ้าพี่สิ้น หญิงตาย คนที่อยู่ก็ต้องรื้อวังนี้ด้วยหรือคะ” ท่านชายส่ายหน้าเอือมระอา หน่ายที่ท่านหญิงพูดไม่

รู้เรื่องไม่เหมือนเมื่อก่อน “เจ้าพี่ทรงเปลี่ยนก่อนหญิง ทรงเปลี่ยนมานานแล้ว และหญิงก็เสียใจมานานจนเสียใจเพิ่มอีกไม่ได้ ถ้าเจ้าพี่ไม่สั่งระงับ เจ้าพี่จะไม่ได้พบหญิงอีกเลย!”

ท่านหญิงดึงตัวเองกลับจากอดีต ลุกขึ้นยืนช้าๆและออกจากห้องโดยไม่เหลียวหลัง เหลือบซ้ายและขวามองหาผีต้นห้องคนสนิท กลั้นสะอื้นและเปรยเสียงเบาแต่หนักแน่น

“ไม่ต้องกลัว หญิงไม่ปล่อยให้เรือนของเฟืองถูกรื้อเป็นอันขาด เป็นไงเป็นกัน ผิดนักหญิงก็จะไปอยู่กับเฟืองให้รู้แล้วรู้รอด อยากรู้ว่าวิญญาณใครมั่งจะสมใจ”

ท่านหญิงเสด็จเข้าห้องไปแล้ว ผีเฟืองจึงปรากฏร่างลางๆตามหลังพร้อมเปล่งเสียงหัวเราะแหบแห้งและท่าทางหยิ่งผยองลำพองใจ...รู้จักอีเฟืองน้อยไปซะแล้ว!

ooooooo

คำถามของพจน์กวนใจจันทร์จนนอนไม่หลับ เธอนั่งมองรุ้งหลับแล้วตัดสินใจออกไปเคาะประตูห้องพจน์กลางดึก โดยมีสายตาของฉัตต์มองตามและฮึดฮัดอยู่คนเดียวเพราะเข้าใจว่าจันทร์ให้ท่าพ่อ

จันทร์รวบรวมความกล้าระบายความอึดอัดใจเรื่องเฟืองกับท่านหญิง

“ดิฉันควรทำอย่างที่คุณพี่แนะนำใช่ไหมคะ เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร อโหสิให้เขาเสีย”

“ใช่...พี่หวังว่าน้องจะคิดอย่างนั้น”

“คุณพี่คงผิดหวังถ้าน้องจะบอกว่าคงอโหสิกรรมให้เขาได้แต่ไม่ใช่วันนี้เพราะน้องไม่ใช่แม่พระแต่เป็นปุถุชนธรรมดา น้องไม่เคยคิดร้ายกับใครแต่สิ่งที่เขาทำกับน้องมันร้ายแรงมากจนเกินอภัย ถ้าเขาแค่ไล่ลูกกับน้องคงพออโหสิได้บ้าง แต่นี่เขาพรากลูกแถมยังจะฆ่าน้อง ความแค้นมันยังอยู่ในใจตลอด น้องควรจะให้อภัยเขาง่ายๆหรือคะ”
พจน์นิ่งไปอึดใจ เข้าใจที่เธอพูดทุกอย่างแต่ก็อยากให้เธออภัยอยู่ดี

“กรรมตามสนองเขาแล้ว เท่ากับฟ้าดินลงโทษแล้วนะ”

“น้องเข้าใจค่ะ...แต่ก็อย่างที่เรียนให้ทราบว่าคงมีสักวันที่น้องจะอโหสิให้เขาได้”

“พี่เข้าใจ...ความรู้สึกของคนเราใช่จะไถ่ถอนกันง่ายๆ รักกับแค้นมันอยู่ใกล้กันนิดเดียว พี่หวังว่าวันหนึ่งน้องจะลืมความอาฆาตแค้นและอโหสิให้เขา”

จันทร์รู้สึกผิดที่ปฏิเสธคำขอของเขาแต่ยังทำใจไม่ได้จริงๆ พจน์คิดว่าน้องสาวคงต้องการเวลาจึงไม่อยากเร่งรัดแต่ก็ไม่หมดห่วงเพราะมีเรื่องตัวตนแท้จริงของรุ้งในฐานะคุณหญิงวิมลโพยม

“แล้วต่อไปจะทำยังไง นางเฟืองตายไปแล้วก็เท่ากับไม่มีอันตราย น้องจะเปิดเผยความจริงและทวงสิทธิ์ให้คุณชายรู้ว่าใครคือแม่ที่แท้จริงไหม น้องทำได้นะเพราะน้องมีสิทธิ์”

จันทร์ลังเลเพราะแม้เฟืองตายไปก็ยังไม่น่าไว้ใจ ผู้พิพากษาใหญ่เข้าใจแต่อยากให้เธอใคร่ครวญดีๆ ยังไงคนที่เธอกลัวก็ตายไปแล้ว ไม่มีอะไรต้องกังวล...

ooooooo

บ่าวไพร่ในวังรังสิยาสะใจกันใหญ่ที่พินัยกรรมท่านชายสั่งให้เผาทำลายเรือนพักเก่าของเฟือง โดยเฉพาะสาลี่คู่ปรับเก่าที่รอคอยการแก้แค้นมานานจนในที่สุดผีคู่แค้นจะได้กลายเป็นสัมภเวสีสมใจ ผีเฟืองเฝ้าดูและทนฟังมาตลอด โมโหจนทนไม่ไหวเข้าไปอาละวาดหลอกหลอนจนสาลี่จับไข้หัวโกร๋นไม่ได้สติไปหลายวัน

เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้ท่านหญิงโมโหมากเพราะสาลี่กับผ่องมาขอทูลลาไปอยู่ข้างนอก เนื่องจากทนการระรานของผีเฟืองไม่ไหว แม้เธอจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรแต่ก็อดเคืองไม่ได้

“ถ้ากลัวผีกันนักจะออกไปกันทั้งหมดก็ได้...ไปกันให้หมด ไม่ต้องคิดถึงข้าวแดงแกงร้อนกันแล้ว”

ละมัย พิกุล และนายสนที่มาเป็นพยานก้มหน้างุด เช่นเดียวกับผ่องกับสาลี่ที่นั่งพนมมือตัวสั่น

“ขนาดแกอยู่มานานโดนแค่นี้ก็จะทิ้งฉัน นับประสาอะไรกับคนใหม่ๆ ถ้ามาอยู่แล้วเจอแบบแกสองคนคงรีบไปไม่หันกลับเพราะเขาคงไม่ห่วงอะไรฉันกับคุณชาย หรือฉันต้องเปลี่ยนคนงานเรื่อยๆ พวกแกไม่ห่วงฉันเลยใช่ไหม”

“แต่หม่อมฉันโดนหลายหนมังคะ หม่อมฉันกลัวจะตกใจตายเสียก่อน” สาลี่ทูลเสียงเครือ

“หม่อมฉันก็กลัวมังคะท่านหญิง...กลัวจนขึ้นสมองแล้วมังคะ” ผ่องช่วยเสริม

ท่านหญิงจนปัญญาจะรั้ง ลุกขึ้นช้าๆ “เอาล่ะ...ฉันพูดที่อยากพูดไปแล้ว จะเก็บไปคิดแค่ไหนก็แล้วแต่ ถ้าจะออกไปจริงๆก็มาเอาเงินเดือน ฉันจะให้เงินก้อนไปบ้างเผื่อว่ายังหางานไม่ได้”

ท่านหญิงลุกไปแล้ว ทิ้งความอึดอัดใจไว้กับสาลี่และผ่อง สำนึกในบุญคุณยังท่วมท้นแต่ประสบการณ์หวาดกลัวจับขั้วหัวใจยังตามหลอกหลอน ในที่สุดสองบ่าวก็คิดได้ พากันไปจุดธูปขออโหสิกรรมกับผีเฟืองเพื่อจะได้อยู่ในวังต่ออย่างสงบ ท่านหญิงประทับด้านบนมองลงมาก็โล่งอก พูดลอยๆกับผีเฟืองทั้งที่ยังไม่เห็นตัว

“ฟังกันมั่งนะ ฟังกันมั่ง วุ่นวายกันไปทั้งวังแล้ว เฮี้ยนไม่เข้าเรื่อง”

ลมพัดวนไปมาไม่แรงนักแต่ก็ทำให้ท่านหญิงรู้สึกว่าวิญญาณต้นห้องคนสนิทรับรู้ทุกอย่าง เธอจะพูดต่อแล้วต้องชะงักเมื่อลูกชายแวะมาหาเพราะเพิ่งกลับจากโรงเรียน ชายเดียวคลานไปกราบที่ตัก พูดอ้อนๆเหมือนรู้ใจว่าท่านแม่ประทับคอยเขาอยู่

“คอยสิลูก...ชายไปโรงเรียนแม่ไม่มีเพื่อน อยู่คนเดียววังออกใหญ่โต...แม่เหงา”

“ชายออกจากโรงเรียนมาอยู่เป็นเพื่อนท่านแม่ไหมคะ เรียนที่วังก็ได้ให้ท่านแม่สอน”

“พูดจริงหรือนี่ ใจดีจริงลูกชายฉัน แล้วไม่คิดถึงเพื่อนหรือจ๊ะ ไม่รักเพื่อนแล้วหรือ”

“ชายรักท่านแม่มากกว่าค่ะ คนเรารักพ่อรักแม่ ท่านพ่อสิ้นไปแล้ว ชายก็ย้ายมารักท่านแม่คนเดียว”

ท่านหญิงตื้นตันใจที่ชายเดียวรักเธอมาก นึกขอบใจเฟืองที่พาสิ่งพิเศษสุดในชีวิตมาให้

ค่ำวันนั้น...สองแม่ลูกรับประทานอาหารด้วยกันอย่างมีความสุข สาลี่กับผ่องมาดูแลปรนนิบัติเหมือนเคย

“ขอบใจมากนะ ทั้งผ่องและสาลี่”

“ยังไงหม่อมฉันก็ทิ้งคุณชายเดียวไปไม่ได้หรอกมังคะ” ผ่องทูลยิ้มๆ

“หม่อมฉันด้วยมังคะ ต่อไปนี้นังสาลี่ถวายสัญญาจะไม่คิดลาออกอีกแล้ว ถึงจะเจอกี่ครั้งก็ไม่ออกมังคะ”

ท่านหญิงปลาบปลื้มมากที่บริวารอยู่พร้อมหน้าอีกครั้ง นึกถึงเฟืองแล้วขอร้องในใจให้ต่างคนต่างอยู่อย่าจองเวรหรืออาละวาดผู้คนในวังอีกเลย

ooooooo

จริมาแวะมาคุยกับรุ้งที่ห้องและนินทาอากัป-กิริยาของชายเดียวที่นิ่งจนติดจะเย็นชาทั้งที่อยู่ในงานสวดศพพ่อตัวเอง รุ้งส่ายหน้าเบาๆเพราะเคยชินกับอาการไม้เบื่อไม้เมาของจริมากับชายเดียวแต่ก็อยากให้เข้าใจราชนิกุลหนุ่มน้อยว่าอาจทำใจได้แล้วเพราะได้ยินมาว่าท่านชายรังสิโยภาสเจ็บออดๆแอดๆมานาน

“ถึงยังไงริมาก็ต้องเห็นใจเขานะ ถ้าเจอคุณชายก็ต้องพูดกับเขาดีๆ เข้าใจไหม” จริมายังรวนว่าเข้าใจเรื่องอะไร รุ้งส่ายหน้าอ่อนใจ “ก็อย่างที่ควรเข้าใจนั่นแหละ ถ้าไม่รู้ว่าควรเข้าใจอะไรก็ตามใจ อยากเป็นคนใจร้ายก็ตามใจ”

“ไม่สงสารหรอก ไม่ได้ทำให้เขาเจ็บสักหน่อย อยากทำท่าเจี๋ยมเจี้ยมแบบชาววัง พูดครับครับอยู่นั่นแหละ ริมาฟังแล้วจั๊กจี้หู นี่ดีนะว่าเขาเป็นแค่คุณชาย ถ้าเป็นท่านชายเราคงต้องเพคะเพขา”

และแล้วบททดสอบของจริมาก็มาถึงในวันรุ่งขึ้นเมื่อเผชิญหน้ากับชายเดียวที่มาเยี่ยมฉัตต์ แต่เพราะความหมั่นไส้จึงลืมคำเตือนของรุ้งหมด ตั้งหน้าตั้งตารวนราชนิกุลหนุ่มจนเขาหน้าจ๋อย รุ้งตามมาปรามและอาสาพาชายเดียวไปหาฉัตต์แทน

ฝ่ายจันทร์ทราบว่าชายเดียวแวะมาก็จัดเตรียมของว่างและเครื่องดื่มไปต้อนรับ ชายเดียวจะยกมือไหว้ขอบคุณแต่ฉัตต์รีบจับมือไว้ จันทร์หน้าเสียนิดหน่อยแต่ยังฝืนยิ้มเจื่อนๆ

“คุณชายไม่ต้องไหว้ดิฉันหรอกค่ะ ดิฉันเป็นแค่คนทำขนมเท่านั้น”

“คุณทำขนมอร่อยมาก ร้อยมาลัยก็สวยมากครับ”

“ขอบพระคุณคุณชายที่ชมค่ะ ว่าแต่คุณชายเห็นมาลัยที่ดิฉันร้อยหรือคะ เคยเห็นที่ไหนคะ”

“เห็นในงานสวดศพท่านพ่อไงครับ ที่คุณร้อยให้รุ้งนำไปถวายพระโกศท่านพ่อ ท่านแม่ยังรับสั่งว่าคนร้อยเก่งมาก แถมยังเป็นดอกพุดที่ท่านพ่อทรงโปรดมาก”

จันทร์ได้ยินชายเดียวเรียกท่านหญิงแขไขฯ ว่าแม่และเรียกท่านชายว่าพ่อก็ตัวชา แต่สองหนุ่มไม่ทันสังเกต เธอน้ำตาคลอจ้องหน้าคุณชายไม่วางตา หูไม่ได้ยินอะไรจนกระทั่งชายเดียวขอลากลับวัง

“จะกลับไปอยู่เป็นเพื่อนท่านแม่ครับ ชายสงสาร... ตั้งแต่ท่านพ่อสิ้นท่านก็เงียบมาก ไม่เคยเห็นท่านยิ้มเลย”

“ชายเดียวก็ต้องทำให้ท่านยิ้มสิ เป็นลูกชายคนเดียวนี่นา” ฉัตต์เย้ายิ้มๆ

จันทร์ตัดสินใจลุกออกจากห้อง น้ำเสียงของคุณชายที่พูดถึงท่านชายกับท่านหญิงยังก้องในหัว น้ำตาไหลพรากๆด้วยความสะเทือนใจ...ในที่สุดก็ได้พบหน้าลูกชายที่พรากจากกันตั้งแต่เกิด!

จันทร์ร้องไห้คนเดียวพักใหญ่ก็ปาดน้ำตาและไปดักรอส่งคุณชายหน้าบ้าน เมื่อฉัตต์พาชายเดียวออกมาก็นิ่วหน้าไม่พอใจเพราะไม่ชอบให้จันทร์มาป้วนเปี้ยนใกล้ๆ แต่ชายเดียวกลับชอบใจ เดินไปหาและเอ่ยชมรสชาติขนมฝีมือจันทร์ที่เขาติดใจตั้งแต่ยังเด็ก

“ถ้าคุณชายชอบก็มาบ่อยๆนะคะ เอ่อ...ดิฉันจะทำไว้ให้ทานค่ะ”

“ชายคงมาบ่อยไม่ได้ ต้องดูแลท่านแม่ครับ”

จันทร์ถือโอกาสถามถึงท่านหญิง ชายเดียวบอกว่าสุขภาพจิตใจไม่ค่อยแข็งแรงเพราะคงกลุ้มใจเรื่องท่านพ่อประชวรหนักก่อนหน้านั้น ครั้นทรงสิ้นก็พลอยใจหาย ฉัตต์ไม่ชอบใจที่ชายเดียวเสวนากับจันทร์ ออกแรงดึงไป ขึ้นรถพร้อมบ่นกระปอดกระแปด ชายเดียวงงเล็กน้อยแต่ไม่ติดใจอะไร บอกว่าแค่รู้สึกดีและอยากพูดด้วยเท่านั้น ฉัตต์ถึงกับหัวเสีย เกือบพลั้งปากเล่าเรื่องที่เคยเห็นจันทร์ไปเคาะห้องพจน์ดึกๆดื่นๆแต่ยั้งปากไว้ทัน

ฉัตต์วิ่งหน้าตื่นไปหน้าบ้านอีกรอบเพราะได้ยินเสียงรถเบรกดังลั่น ปรากฏว่าเป็นสองสาววิ่งเล่นกันเพลินจนรุ้งล้มก้นกระแทกพื้นหน้ารถ ชายเดียวจะลงไปช่วยแต่ฉัตต์กลับสั่งให้ลุกขึ้นเอง จริมาโกรธที่พี่ชายหยาบคายจึงพาลลงกับชายเดียวที่ไม่เข้มแข็งพอจะขัดขืน ประกาศกร้าวไม่ให้มาเหยียบที่นี่อีกถ้าไม่คิดปรับปรุงตัว

รุ้งขยับจะลุกด้วยตัวเองแต่เป็นไปด้วยความยากลำบาก ฉัตต์ถอนใจหนักๆแล้วตัดสินใจยื่นมือให้เธอยึดและพากลับขึ้นบ้านแบบเสียไม่ได้ จริมาจะตามไปเพราะเป็นห่วงรุ้งแต่ไม่วายทิ้งท้ายไล่ชายเดียวออกจากบ้าน

ฝ่ายจันทร์ได้ยินเสียงเอะอะก็ตามมาดูเหตุการณ์พร้อมกับยอด เธอร้องไห้และปรับทุกข์กับอดีตคนสวนเสียงเครือ

“ยอด...รู้ไหมว่านั่นคุณชาย...ลูกชายของฉัน ฉันจะทำยังไงดี ท่านชายสิ้นแล้ว ลูกหญิงอยู่ทาง ลูกชายอยู่ทาง”

“หม่อมคิดจะให้คุณชายกับคุณหญิงมาอยู่ด้วยกันหรือครับ”

“ฉันทำได้หรือเปล่าล่ะยอด...ทำได้ไหม”

จันทร์อยากพารุ้งกลับไปอยู่ที่วังรังสิยาเพราะเฟืองตายแล้วแต่ยอดยังกังวล

“ไม่มียายเฟืองก็ยังมีท่านหญิงนะครับหม่อม ถึงท่านหญิงคืนคุณชายให้ หม่อมก็คงอยู่วังรังสิยาลำบากพอดู” จันทร์เห็นด้วยกับยอดที่สถานการณ์ของเธอไม่น่าไว้ใจนัก แต่ก็ร้อนใจเพราะเป็นห่วงลูกชายที่อาศัยตามลำพังกับท่านหญิง จึงตัดสินใจไปปรึกษาพจน์ในวันถัดมา

“น้องเพิ่งทราบว่าคุณชายศักดินาก็คือคุณชายเดียวเมื่อวานนี้เอง เธอมาที่นี่หลายครั้งตั้งแต่ยังตัวเล็กๆ น้องหาขนมหาน้ำให้เธอรับทาน มองเธอก็ยังว่าเธอน่ารักเหลือเกิน ที่แท้เธอก็คือลูกชายของน้องเอง”

“พี่ดีใจ เธอคงมีความสุขที่ได้พบลูกชายบ้าง”

“น้องจะตอบคำถามที่คุณพี่เคยถามว่าจะทำยังไงต่อไปเพราะเฟืองตายแล้ว” พจน์พยักหน้ารับรอฟังด้วยใจจดจ่อ “เวลานี้ท่านแม่ของคุณชายเดียวคือท่านหญิงแขไขเจิดจรัส ถ้าความจริงปรากฏว่าน้องคือแม่คุณชาย ท่านหญิงจะเอาพักตร์ไปไว้ที่ไหน ตัวคุณชายก็จะสับสนระหว่างท่านแม่กับแม่ที่มาจากไหนไม่ทราบ ถ้าน้องแสดงตัว...คุณพี่คิดว่าคุณชายจะยอมรับได้โดยไม่เสียใจหรือคะ ลูกอาจจะเกลียดน้องไปเลย แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร”

“พี่ชื่นชมการตัดสินใจของเธอ แต่น้องจะจัดการกับรุ้งยังไง ให้เป็นรุ้ง ปัณณธร ตลอดไปก็ไม่ยุติธรรมกับรุ้ง”

“น้องก็คิดถึงเรื่องนี้เหมือนกัน แม้ตอนนี้แกจะมีความสุขอยู่แล้วเพราะความกรุณาของคุณแม่กับคุณพี่ แต่รุ้งก็ควรมีสิทธิ์ชอบธรรมจะใช้ชื่อที่ท่านพ่อประทานให้ เราไม่ได้แอบอ้าง หลักฐานที่ท่านชายเคยประทานก็ยังอยู่ เวลานี้น้องจดบันทึกทุกอย่าง พอรุ้งอายุยี่สิบเอ็ดก็จะมอบให้ แล้วให้รุ้งเลือกระหว่างเป็นรุ้งกับคุณหญิงวิมลโพยม รังสิยา”

“พี่เห็นด้วย ถึงเวลานั้นรุ้งจะเป็นผู้ใหญ่พอจะตัดสินใจด้วยตัวเอง พี่หวังว่าจะมีชีวิตยืนยาวถึงเวลานั้น”

“คุณพี่ต้องไม่เป็นอะไร น้องกับลูกจะดูแลคุณพี่และคุณแม่ให้สมกับความเมตตาปรานีที่ได้รับ”

ooooooo

เช้าวันถัดมา...จริมากับรุ้งไปโรงเรียนด้วยกัน ทั้งสองอยู่คนละห้องแต่ไปมาหาสู่กันเสมอจนเป็นที่รู้กันทั้งโรงเรียนถึงความสนิทของสองพี่น้อง จริมานั้นเป็นหัวโจกประจำรุ่นแต่หัวดีเรียนหนังสือเก่งอย่างหาตัวจับได้ยาก ในขณะที่รุ้งเป็นเด็กเรียบร้อยไม่ค่อยมีปากเสียงกับใคร เรียนหนังสือไม่เก่งแต่ก็มีฝีมือการเรือนจนเป็นที่เลื่องลือ

วันนี้จริมามีสอบร้อยมาลัย เธอกลุ้มใจมากเพราะแม้จันทร์จะสอนมาอย่างดีแต่ฝีมือก็ยังไม่ได้เรื่องนัก

“ริมา...อย่าตกใจนะ ตั้งใจร้อยดีๆเดี๋ยวจะสอบตก ต้องผ่านให้ได้วิชานี้ ไม่งั้นแม่เสียใจตาย”

รุ้งงัดแม่หรือน้าจันทร์สุดที่รักของจริมามาขู่ปรากฏได้ผล...จริมาฮึดสู้แต่ก็ยังตื่นเต้นจนรุ้งต้องปลอบ

“ริมา...ร้อยทางด้านซ้ายสุดแล้วค่อยๆหมุนตามเข็มนาฬิกา วัดกลีบกุหลาบให้เท่ากัน เท่านั้นก็สวยแล้ว”

จริมาพยักหน้ารับแล้ววิ่งไปสบทบเพื่อนร่วมชั้นคนอื่น เพื่อนๆของรุ้งมองตามแล้วอดเปรยไม่ได้

“รุ้ง...ริมาเขาเป็นอะไร หน้าตาเหมือนคนปวดท้องถ่าย”

“ก็โดนคาดโทษไว้ ถ้าวันนี้ริมาร้อยมาลัยเบี้ยวอีกจะถูกทำโทษ”

“นึกแล้วเชียว ริมาออกเป็นคนเก่ง แต่เรื่องกล้วยๆ แบบนี้กลับทำไม่ได้ รุ้งเก่งจะตายทำไมไม่สอน”

“ไม่เหมือนกันหรอก มันก็แล้วแต่ชอบ ว่าริมา

ไม่ได้หรอก รุ้งเรียนเกือบตกแต่ริมาเรียนเก่งจะตาย”

รุ้งตอบยิ้มๆ แล้วรีบชวนเพื่อนกลับห้องเพราะมีสอบหุงข้าว หญิงสาวไม่ทำให้เสียชื่อที่มีแม่เป็นอดีตหัวหน้าห้องเครื่องประจำวัง ทำได้ดีจนได้คะแนนสูงสุดของห้อง ทุกคนชื่นชมยินดียกเว้นคุณหญิงทอแสงรัศมีที่เบ้หน้าไม่พอใจเพราะหมั่นไส้สองสาวจากบ้านปัณณธรเป็นทุน

เมื่อถึงเวลาเลิกเรียน...รุ้งมายืนรอจริมาเพื่อกลับพร้อมกัน ท่านพงศ์อาจารย์ประจำชั้นจริมามาคุยด้วย ถามว่ารู้ได้ยังไงว่าจริมาจะได้กลับเร็วและไม่โดนทำโทษเรื่องร้อยมาลัยเหมือนเคย รุ้งรอไม่นานเลยก็ได้ยิ้มกว้างเมื่อเห็นจริมาออกมาพร้อมมาลัยฝีมือประณีตในมือทุกคนห้อมล้อมและแสดงความยินดี และก็เช่นเคยคุณหญิง ทอแสงรัศมีเฝ้ามองด้วยแววตาไม่ชอบใจ...หมั่นไส้นัก ทำไมถึงทำอะไรก็ได้ดีไปหมด!

ooooooo

แค้นเสน่หา ตอนที่ 4

อ่านเรื่องย่อ

แค้นเสน่หา

แนว:

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย:

กำกับการแสดงโดย:

ผลิตโดย:

วัน-เวลาออกอากาศ:

ช่องออกอากาศ:

นักแสดงนำ: