advertisement

แค้นเสน่หา ตอนที่ 3

บทประพันธ์โดย...วราภา จากบทละครโทรทัศน์ทางช่อง3 โดย...ศัลยา
12 ก.ย. 2556 14:18

จันทร์เป็นเดือดเป็นร้อนมากที่ลูกสาวจะเฆี่ยนฉัตต์ตามคำสั่งพจน์ พยายามบอกให้ล้มเลิกเพราะฉัตต์เป็นลูกของผู้มีพระคุณ รุ้งก้มหน้านิ่งแต่ไม่ยอมเปลี่ยนใจ

“ท่านให้ลูกตีเพราะถ้าให้คนอื่นตี คุณฉัตต์คงเจ็บตายเลยแม่”

รุ้งตัดสินใจเด็ดขาด จันทร์เพิ่งเข้าใจว่าแท้จริงแล้วลูกสาวห่วงใยฉัตต์กว่าที่คิด โอบกอดพลางคิดในใจ

“ลูกหญิงของแม่ ช่างคิดเหลือเกิน แต่คุณฉัตต์จะยิ่งเกลียดลูกมากขึ้นหรือเปล่า”

รุ้งไปยืนตรงหน้าพจน์อย่างสงบพร้อมรับคำสั่ง ยอดวิ่งเอาไม้เรียวเล็กบางแต่พันด้วยผ้าเรียบร้อยมาส่งให้ พจน์มองด้วยความแปลกใจนิดหน่อยแต่พอนึกออกว่าใครเป็นต้นคิดเรื่องนี้ ปล่อยให้รุ้งลงมือฟาดก้นฉัตต์เต็มที่ บ่าวไพร่ในเรือนแตกตื่น ตกใจไม่น้อยที่รุ้งกล้าเฆี่ยนฉัตต์ ต่างจากจริมาที่เฝ้าดูพี่ชายโดนตีด้วยความสะใจ ไม่ใช่ไม่
สงสารแต่คิดว่าพี่ชายควรได้รับบทเรียนบ้าง ฐานชอบหาเรื่องแกล้งรุ้งตลอดเวลา

รุ้งสั่นไปทั้งตัวแต่พยายามเก็บอาการ ยืนเกร็งจนเป็นลมหมดสติไปดื้อๆ พจน์กับจันทร์มองหน้ากันด้วยความตกใจเพราะรุ้งตัวร้อนจัด หลังปฐมพยาบาลครู่ใหญ่...รุ้งจึงรู้สึกตัวและกอดแม่แน่น พจน์อาสาอุ้มไปส่งที่ห้อง ฉัตต์มองตามเด็กหญิงใจเด็ดด้วยแววตารู้สึกผิด... หวังลึกๆว่าเธอคงไม่เป็นอะไรมาก

พจน์มีโอกาสได้เห็นความรักระหว่างแม่กับลูก เฝ้ามองจันทร์ดูแลเอาใจใส่รุ้งด้วยความประทับใจความเหงาตามประสาพ่อม้ายที่ร้างราเรื่องรักมานานทำให้เขามองเธอด้วยแววตาเพ่งพินิจเป็นครั้งแรก ละเมียดคนใช้เก่าแก่ที่ตามมาช่วยจันทร์ดูแลรุ้ง แอบมองตามเจ้านายหนุ่มใหญ่ด้วยสายตาประหลาด มั่นใจว่าต้องเริ่มมีใจกับจันทร์แน่ๆ

พจน์รอดูอาการรุ้งจนแน่ใจจึงกลับบ้าน ฉัตต์รออยู่แล้ว เป็นห่วงเหมือนกันแต่ยังมีฟอร์ม ต่างจากจริมา ที่ถลาไปเกาะแขนพ่อถามอาการเพื่อนรัก ฉัตต์ร้อนตัวรีบแก้ตัวว่าไม่รู้ว่ารุ้งไม่สบาย

“รู้หรือไม่ก็ไม่สมควรทั้งนั้น คนเราควรมีให้ครบทั้งเมตตา กรุณา มุทิตาและอุเบกขา พวกเขาด้อยกว่าเราทุกทางแต่ก็คิดถึงเราตลอด คิดดูสิ...หุ้มผ้าไม้เรียวจะได้ตีไม่เจ็บ แถมรุ้งยังตีฉัตต์ที่ก้นแทนน่องเพราะกลัวจะเจ็บมาก”

ฉัตต์ไม่เถียงพ่อเหมือนเคยเพราะรู้สึกผิดกับรุ้ง เขารู้ว่าเธอหวังดีแต่เพราะทิฐิทำให้แสดงออกในทางตรงกันข้าม

ooooooo

ชายเดียวนอนกระสับกระส่ายเพราะฝันร้าย ยังฝังใจเรื่องโดนท่านพ่อไล่จากห้องเมื่อบ่าย ท่านหญิงตื่นมาดูเพราะเฟืองเข้าฝันบอก โอบกอดลูกชายแน่นด้วยความสงสารแล้วสัมผัสได้ถึงไอร้อนจากตัวเขาเพราะพิษไข้ ลูบศีรษะปลอบประโลมและป้อนยาให้ก่อนจะผล็อยหลับไปด้วยกัน

รุ้งก็ทรมานเพราะพิษไข้ไม่แพ้แฝดพี่ จันทร์คอยดูแลไม่ห่าง ไม่รู้แม้แต่น้อยว่าฉัตต์เฝ้ามองแสงไฟจากเรือนหลังเล็กด้วยแววตากังวล อยากไปเยี่ยมแต่กลัวเสียหน้า ตัดสินใจรอจนเช้าจึงไปปลุกน้องสาวให้ไปเยี่ยมเพื่อนรัก

“จำได้ไหมว่ารุ้งไม่สบายเป็นลม คุณพ่อต้องอุ้มไปส่ง ริมาไม่ไปดูเขาเหรอ ป่านนี้ตายแล้วมั้ง”

“พี่ฉัตต์จะแช่งรุ้งทำไม แช่งแล้วไม่สงสารเขาเหรอ ตัวเองนั่นแหละทำให้เขาไม่สบาย ไปเยี่ยมด้วยกันไหม”

ฉัตต์เขิน หมุนตัวออกจากห้องทันทีเพราะไม่อยากถูกจับได้ว่าเป็นห่วงคู่ปรับแต่แอบดูจนแน่ใจว่าจริมาเข้าห้องน้ำไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วจึงวางถุงขนมสีสวยบนเตียง หวังให้น้องเอาไปเป็นของเยี่ยมไข้

พจน์ก็ต่อสู้กับใจตัวเองอย่างหนัก อารมณ์หวั่นไหวที่เกิดกับจันทร์ทำให้ลังเลว่าควรไปเยี่ยมรุ้งหรือไม่ สุดท้ายท่านพิพากษาใหญ่ก็แพ้ใจตัวเอง แต่งตัวเรียบร้อยเตรียมไปทำงานแล้วเดินไปเรือนเล็กตามลำพัง จริมาที่มาถึงทีหลัง แอบมองพ่อคุยกับจันทร์แล้วตัดสินใจเลี่ยงจากไปแต่ไม่ลืมทิ้งถุงขนมไว้หน้าบ้าน พจน์ไม่รู้ตัว อึกๆอักๆแล้วตัดสินใจถามสารทุกข์สุกดิบของจันทร์เป็นครั้งแรก

“ฉันไม่เคยไต่ถามทุกข์สุขเธอเลย ทั้งที่เธอทำให้พวกเราสารพัด ยายริมาเติบโตแข็งแรงก็เพราะเธอช่วยเลี้ยง คุณแม่ก็ได้เธอช่วยดูแลเรื่องอาหารการกิน ฉันเสียใจที่ลูกชายฉันทำตัวยุ่งยาก ฉันคงปล่อยปละละเลยเขาเกินไป”

จันทร์นิ่งเงียบ พจน์มองด้วยความเอ็นดูแล้วปรับสีหน้าเป็นวางเฉย ไม่กล้าออกอาการกลัวเธอจะลำบากใจ

ooooooo

ท่านหญิงแขไขเจิดจรัสเฝ้าดูแลชายเดียวไม่ห่าง อาการเขาดีขึ้นแต่ยังต้องพักผ่อน เธอป้อนยาและถือโอกาสถามเรื่องเขาถูกท่านชายไล่ตะเพิดออกจากห้องเมื่อวันก่อน ชายเดียวสะอื้นฮัก โผกอดแม่และร้องไห้จนเธอแทบขาดใจ ตัดสินใจไปพูดกับสามีตรงๆเพราะไม่อยากให้ลูกเสียใจมากกว่านี้

“เจ้าพี่คิดว่าชายเดียวเป็นลูกใครถึงได้จงเกลียดจงชังแบบนี้ อย่าทรงทำอะไรที่ทำร้ายจิตใจเด็กเลยค่ะ หญิงขอยืนยันว่าชายเดียวเป็นลูกเจ้าพี่กับบุหลัน อย่าสงสัยว่าใครจะเอาลูกโจรมาย้อมแมวเป็นลูกเจ้าพี่เลยค่ะ”

“พี่ไม่ได้ว่าอะไรหญิง อย่าตีตนไปก่อนไข้เลย”

“ตีตนก่อนไข้หรือคะ หญิงจะทำทำไม ไม่ใช่เรื่องราวอะไรของหญิงเลย เจ้าพี่ไม่รักชายเดียวหญิงก็ไม่แคร์ ตัวหญิงเป็นได้แค่แม่เลี้ยง ถ้าพ่อจริงๆไม่ทรงรักและห่วงใย ชายเดียวก็คงเหมือนตัวคนเดียวในโลก”

“จะให้พี่แน่ใจได้ยังไงว่าคนอุบาทว์ชาติชั่วอย่างนังเฟืองจะไม่เอาลูกไอ้อีขี้ข้าที่ไหนมายัดเยียดเป็นหม่อมราชวงศ์”

ท่านหญิงคร้านจะเถียง หมุนตัวออกนอกห้องทันที ท่านชายได้แต่มองตามด้วยแววตาฮึดฮัด ไม่รู้ตัวแม้แต่น้อยว่าผีเฟืองเฝ้ามองจากอีกมุม แค้นใจท่านชายที่บังอาจทำให้ท่านหญิงเสียใจแล้วพาลไปลงกับสาลี่หัวหน้าแม่ครัว คู่ปรับเก่าแก่ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมา ประจวบเหมาะสาลี่พูดจาว่าร้ายและแดกดันเธออย่างมันปาก ผ่องผ่านมาได้ยินก็ส่ายหน้าเบาๆ เหนื่อยหน่าย พยายามกล่อมให้อโหสิให้เฟือง

แต่สาลี่ก็ไม่ปล่อยวางแถมถากถางคู่ปรับผู้ล่วงลับอีกหลายยก ทันใดนั้น...หูแม่ครัวใหญ่ก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนแต่ครั้นถามกลับไม่มีใครได้ยิน ชักสังหรณ์แต่ไม่อยากคิดมาก รีบเก็บของกลับเรือน และเมื่อไขประตูเข้าห้องก็ถึงกับหน้าถอดสี ผีเฟืองนั่งคอยในห้องและจ้องมานัยน์ตาแทบถลน ผ่องกับพิกุลกลับมาและส่งเสียงทักทายแต่สาลี่ก็ไม่รู้เรื่อง ร้องโหวกเหวกโวยวายคนเดียวเหมือนคนเสียสติและวิ่งหนีไปข้างนอก

สาลี่เตลิดมาถึงต้นไม้ใหญ่กลางสวน คิดว่าคงหนีพ้นแต่ผิดคาด ผีเฟืองตามมาหลอกหลอนในร่างของพิกุลและหัวเราะเสียงดังด้วยความสะใจที่ทำให้แม่ครัวใหญ่ขนหัวลุกจนสลบ เมื่อฟื้นก็ทนอยู่กับความกลัวไม่ไหวจึงตัดสินใจจะออกจากวัง ท่านหญิงพยายามทัดทานเพราะรู้ดีว่าเฟืองเป็นตัวการแต่แม่ครัวใหญ่ปฏิเสธพัลวัน

“แล้วแกออกไปจะอยู่กับใคร แกเคยเป็นใหญ่ในครัวจะไปเป็นลูกน้องให้ใครจิกหัวใช้”

“แต่หม่อมฉันกลัวเหลือเกินเจ้าประคุณเอ๋ย”

“ตามใจ...มีที่คุ้มหัวไปจนตายจะดิ้นรนหาความลำบากก็ตามใจ...ฉันไม่ขัดแกแล้ว”

สาลี่หน้าเสีย เปลี่ยนใจไม่ไปเพราะเห็นจริงอย่างท่านหญิงว่า เธอคงไม่มีทางหาที่อยู่ได้ดีกว่านี้ ส่วนท่านหญิงก็กลับเข้าห้องด้วยความหงุดหงิด โกรธผีต้นห้องคนสนิทที่บ้าอำนาจแผลงฤทธิ์กับคนทั่ววังจนเธอเหนื่อยจะคอยปลอบ

“ไม่อยากให้เฟืองทำอย่างนั้นเลยนะ ตอนนี้มีทุกข์เต็มที่แล้วจะหาทุกข์มาเพิ่มทำไม ทำคนอย่างนังสาลี่แล้วจะได้อะไร ปล่อยมันไปเถอะ...ก็รู้แล้วว่าไม่ชอบกันมาแต่ตอนนี้มันกลัวหัวหด อีกอย่างขาดมันไปที่นี่ก็เดือดร้อน”

ผีเฟืองยังนิ่ง ท่านหญิงครุ่นคิดแล้วเอะใจ “ไปทำขนาดนั้นทำไม หรือว่าได้ยินท่านชายรับสั่งแล้วพาลลงนังสาลี่”

ลมกระโชกเข้าห้องพัดผ้ามุ้งปลิวไสวเป็นสัญญาณว่าผีเฟืองกำลังโกรธ ท่านหญิงนั่งนิ่งไม่ไหวติง มีเพียงแววตาเท่านั้นบ่งบอกถึงความวิตก...อย่าทำอะไรอีกเลยนะเฟืองหญิงขอร้อง

ooooooo

ท่านหญิงไม่เจอผีเฟืองอีกเลยหลังจากวันนั้น จนกระทั่งเมื่อชายเดียวเข้ามาอ้อนขอไปเล่นน้ำในคลองหน้าวัง ท่านหญิงใจอ่อนยอมให้ไปแต่ไม่วายรับสั่งให้สน ผ่อง พิกุลและละมัยตามไปดูแล ผีเฟืองอดรนทนไม่ได้ ปรากฏตัวให้เห็นและบอกให้ตามไปช่วยคุณชายที่กำลังจะจมน้ำ

เวลาเดียวกันที่บ้านปัณณธร...รุ้งกับจริมาเล่นน้ำคลองอย่างสนุกสนานแต่เพราะยังว่ายไม่แข็ง จริมาจึงพลัดหลุดไปกับกระแสน้ำเชี่ยวกราก รุ้งตะโกนขอความช่วยเหลือ จันทร์ พจน์และสารภีวิ่งหน้าตื่นมาแต่ช้ากว่ายอดที่กระโจนลงน้ำอย่างคล่องแคล่วและช่วยคุณหนูคนเล็กของบ้านไว้ได้ทัน

เช่นเดียวกับชายเดียวที่อยู่ในอ้อมอกท่านหญิงอย่างปลอดภัย ร้องไห้สะอึกสะอื้นเพราะความกลัวสุดขีด ท่านหญิงซักไซ้ได้ความว่าสนถูกแก้วบาดใต้น้ำเลยตกใจเผลอปล่อยคุณชายหลุดมือ

“ตกใจยังไงก็ต้องนึกถึงคุณชายก่อน เอ็งเจ็บแค่นี้แต่คุณชายจมน้ำตายเอ็งไม่นึกหรือ ถ้าคุณชายเป็นอะไรไป พวกเอ็งทุกคนต้องรับผิดหมด หาที่อยู่ใหม่ได้เลยไม่ต้องมาเหยียบวังข้าอีก”

ทุกคนก้มหน้างุด ท่านหญิงถอนใจหนักหน่วง “รู้ไว้ซะว่าเฟืองมาเตือนข้า...คนตายแล้วยังเป็นห่วงดูแล พวกเอ็งยังไม่ตายแต่ไม่มีใครห่วงลูกข้า ต่อไปนี้อย่ามาร้องทุกข์ข้าเรื่องเฟืองอีก ถ้าใครกลัวเฟืองนักก็ออกจากวังไปได้เลย!”

ฝั่งบ้านปัณณธรก็วุ่นวายอลหม่านไม่แพ้กัน จันทร์รับตัวจริมามาพาดบ่าให้น้ำไหลจากปาก ครู่ใหญ่เด็กหญิงจึงรู้สึกตัว พจน์ต่อว่าสารภีที่ปล่อยให้เด็กๆว่ายน้ำตามลำพังจนเกือบมีเรื่อง ฉัตต์ไม่สนใจใครตั้งท่าหาเรื่องรุ้งเหมือนเคยว่าจงใจทิ้งน้องสาวให้ไหลไปตามน้ำ จริมาทนไม่ได้ลุกขึ้นมาปกป้องเพื่อนรักจนฉัตต์ของขึ้น พาลไปลงกับเจ้าใบ้
“แล้วแกล่ะ...เป็นใบ้ต้องหูหนวก แกได้ยินได้ยังไง แกวิ่งมาจากไหน”

จันทร์สงสารจึงช่วยพูดว่าเจ้าใบ้ได้ยินแว่วๆเพราะไม่ได้หูหนวกแต่กำเนิด ฉัตต์ยังไม่เชื่อ โวยวายไล่ออกจากบ้านเพราะทำตัวน่าสงสัย จริมาก็ช่วยขอร้องให้เจ้าใบ้อยู่ต่อในฐานะผู้มีพระคุณ เช่นเดียวกับพจน์ที่พยายามกล่อม

“อย่างที่ริมาพูด...เขาช่วยชีวิตน้อง ยังไงเขาก็มีพระคุณ หลายปีที่อยู่ด้วยกันเขาไม่ได้ทำความเดือดร้อนเรา ตรงกันข้าม...เขาทำประโยชน์ให้เราแลกข้าวแต่ละมื้อเท่านั้น” ฉัตต์ยังนิ่ง พจน์ถอนใจยาวและเตือนสติ “อายุแค่นี้คิดแค่นี้ก็ไม่เป็นไร ต่อไปถ้าโตกว่านี้ ถ้าไม่เปลี่ยนความคิด ใจตัวเองจะไม่มีสุขพ่อจะบอกไว้”

ฉัตต์ฮึดฮัดหนีกลับบ้าน ทุกคนมองตามเหนื่อยหน่าย...หวังสุดใจว่าเด็กหนุ่มจะคิดได้

ooooooo

จันทร์สงสารยอดที่ต้องทนรับความเกลียดชังของฉัตต์ หาโอกาสถามถึงเหตุการณ์อุบัติเหตุจริมาตกน้ำ ยอดบอกว่าเขาเดินแกร่วแถวนั้นจริงเพราะเป็นห่วงรุ้งจึงเข้าไปช่วยทันเวลา จันทร์เข้าใจดีพยายามปลอบไม่ให้คิดมาก

ขณะเดียวกัน...พจน์คร่ำเคร่งทำงานในบ้าน จริมา เข้ามาออดอ้อน เขาจึงกอดรัดด้วยความรักแล้วรู้สึกผิดปกติเพราะลูกสาวตัวรุมๆเหมือนจะมีไข้ จริมาขอไปนอนกับรุ้ง พจน์ส่ายหน้าปฏิเสธเพราะรุ้งก็ไม่สบาย จริมา ยังดื้อ ตัดพ้อพ่อด้วยความน้อยใจเพราะอยากได้ความอบอุ่นอ่อนโยนจากแม่บ้าง พจน์พูดไม่ออกได้แต่อุ้มลูกสาวไปส่งที่ห้อง
ผู้พิพากษาใหญ่เก็บคำพูดลูกไปคิดแล้วไปหาจันทร์ถึงเรือนเล็ก เธอตกใจเมื่อรู้ว่าจริมาไม่สบายเลยขออนุญาตไปดูแลแต่เขารั้งไว้ อ้อมๆแอ้มๆแต่สุดท้ายก็โพล่งออกไปถึงเรื่องคาใจ

“จันทร์...ยังคิดถึงเรื่องในอดีตที่ทำให้ทุกข์ใจอยู่ไหม ลืมบ้างหรือยัง”

จันทร์ทำท่าเหมือนจะร้องไห้เพราะตื้นตันแต่เขาคิดว่าพูดสะกิดใจจึงละล่ำละลักขอโทษ จันทร์ยกมือห้ามพัลวัน

“ไม่ค่ะ ฉันคิดเสมอว่าบุญยังคุ้มครองดิฉันให้มาพบที่นี่”

“ไม่จริง...ต้องเรียกว่าเรามีบุญมากกว่าเพราะจู่ๆ เธอก็มา...มาทำให้พวกเราสบายกันทุกคน ถ้าจะขอบใจใครก็คงเป็นสายน้ำที่พัดพาเธอมาท่าน้ำบ้านนี้ไม่ใช่บ้านอื่น ไม่อย่างนั้นฉันคงอิจฉาเขามาก”

น้ำเสียงเย้าแหย่ทำให้จันทร์หายเกร็งและยิ้มให้เขาอย่างสนิทใจมากขึ้น พจน์ตะลึง เปรยเสียงเบาแต่หนักแน่น

“บางทีคงถึงเวลาแล้วที่เธอสองแม่ลูกจะสุขสบายขึ้น”

จันทร์มองมาด้วยความฉงน พจน์ไม่ขยายความมากกว่านี้แล้วไล่เธอไปนอน แต่ไม่ทันขยับ สารภีก็วิ่งหน้าตื่นมาแจ้งข่าวร้ายเสียก่อนว่าจริมาไข้ขึ้นสูง จันทร์รีบไปดูและเฝ้าพยาบาลอย่างดีจนพจน์อดทึ่งไม่ได้ จริมาเพ้อเพราะพิษไข้ โอบกอดจันทร์แสวงหาความอบอุ่นและอ้อนให้เอารุ้งมานอนด้วยกัน

พจน์อาสาอุ้มรุ้งที่หลับเพราะฤทธิ์ยาเหมือนกันจากเรือนเล็ก เห็นเด็กหญิงนอนน่าเอ็นดูก็อดเปรยกับจันทร์ไม่ได้

“รุ้งเป็นเด็กดีมากนะจันทร์ เธอเลี้ยงลูกได้ดีมาก ฉันเชื่อว่าต่อไปรุ้งจะเป็นสุภาพสตรีที่ดีพร้อม ฉันจะรอดูวันนั้น”

จันทร์ดีใจที่มีคนชื่นชมลูกสาวจึงยิ้มตอบด้วยรอยยิ้มจริงใจ พจน์เองก็รู้สึกดีที่ได้พูดจาและใกล้ชิดกับเธอมากขึ้น ทั้งสองพูดคุยกันเบาๆพร้อมกับเฝ้าดูอาการจริมา ไม่รู้เลยว่าละเมียดแอบมองห่างๆ...ยิ้มบางๆเพราะท่าทางบ้านปัณณธรคงจะมีเรื่องดีๆในไม่ช้า

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น...ท่านหญิงแขไขเจิดจรัสจะไปหาท่านหญิงอัปสราภาหรือท่านหญิงเล็กน้องสาวคนละแม่ที่วัง ชายเดียวขอติดรถไปด้วยเพราะอยากแวะบ้านฉัตต์ซึ่งเป็นทางผ่าน อ้างว่าเพื่อนรุ่นพี่มีขนมสูตรชาววังจะถวาย ท่านหญิงไม่ได้สนใจขนมแต่อยากตามใจลูกชายมากกว่า ยิ้มละมุนแล้วเร่งให้เขาไปแต่งตัวเพราะมีเวลาไม่มาก

ฟากฉัตต์คาใจเรื่องรุ้งกล้าเฆี่ยนเขาจึงหาโอกาสคุยด้วย รุ้งยืนกรานจะทำเหมือนเดิมถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก ฉัตต์ถึงกับอึ้งแล้วพาลหัวเสีย โวยวายใส่เด็กสาวจนเธอน้ำตาคลอ ชายเดียวโผล่มาพอดีพร้อมๆกับจริมาที่ตามมาเอาเรื่องด้วยความหมั่นไส้เพื่อนพี่ชายเป็นทุน ฉัตต์เข้ามาขวางและปกป้องชายเดียว สองเด็กสาวจึงจูงมือกันไปเล่นที่อื่น ทิ้งชายเดียวให้หน้าจ๋อยเพราะอยากผูกมิตรด้วย ต่างจากฉัตต์ที่มองตามอย่างเย็นชา... เชอะ! ไม่เห็นอยากจะง้อ

ฝ่ายท่านหญิงนั่งคอยชายเดียวบนรถที่สนขับมาให้ ราชนิกุลสาวอ่านหนังสือเล่มเล็กด้วยท่วงท่าสงบ ไม่ทันมองว่าจันทร์เดินลัดเลาะผ่านสวนไปต่อหน้าต่อตา ส่วนสนทันเห็นด้านหลังไวๆ รู้สึกคุ้นตาอย่างประหลาดแต่ไม่อยากคิดมากเพราะมั่นใจว่าหม่อมบุหลันอดีตคนโปรดของท่านชายรังสิโยภาสตายไปนานแล้ว

ขณะเดียวกัน...ชายเดียวนำหนังสือมาให้ฉัตต์ยืมแล้วถือโอกาสถามถึงรุ้งเพราะติดใจในความน่ารักอ่อนหวาน ฉัตต์ชักสีหน้า เฉไฉพูดเรื่องอื่นจนชายเดียวล่าถอยเพราะเข้าใจว่าละลาบละล้วงเกินไป จันทร์นำขนมมาให้พอดี ฉัตต์ทำเย็นชาใส่แล้วส่งถุงขนมให้ชายเดียว สองแม่ลูกพบกันครั้งแรกแต่จำกันไม่ได้ มีเพียงความรู้สึกอ่อนโยนและห่วงหาแปลกๆ ชายเดียวยิ้มให้ เป็นการขอบคุณ จันทร์ได้แต่มองตามแล้วทวนชื่อช้า...ชายเดียวงั้นหรือ...คือใครกัน

ด้านจริมา...ไม่ชอบใจฉัตต์ที่ชอบแกล้งรุ้ง แถมทำมึนไม่ยอมแนะนำรุ้งให้รู้จักกับชายเดียวจึงไปฟ้องพ่อทันทีที่เขากลับจากทำงาน พจน์ส่ายหน้าเอ็นดูลูกสาวที่เป็นเดือดเป็นร้อนแทนรุ้ง รับปากจะคอยปรามฉัตต์ให้ ฉัตต์แอบได้ยินก็ร้อนตัว รีบตามหารุ้งเพื่อหาทางดักไว้ก่อนแต่ไม่ได้ผลเพราะเธอยืนยันจะพูดความจริง คุณหนูคนโตของบ้านปัณณธรฉุนจัด เดินกระแทกไหล่เล็กๆกลับเข้าบ้าน พจน์ผ่านมาเห็นเต็มตาจึงได้ทำตามคำขอของจริมาเร็วกว่าที่คิด ผู้พิพากษาใหญ่เรียกฉัตต์มาคุยในห้องทำงาน จริมาร้องขอมาฟังด้วยแถมลากรุ้งมาเป็นพยานด้วยอีกคน

“นั่งลงสิฉัตต์เพราะพ่อจะพูดหลายอย่าง เดี๋ยวจะเมื่อย”

“ผมยืนได้ครับ เพราะถ้าคุณพ่อให้ใครตีผมอีกจะได้ไม่เสียเวลา”

พจน์ส่งสายตาปรามจนฉัตต์ยอมผ่อนท่าที ก้าวไปนั่งฝั่งตรงข้ามอย่างเสียไม่ได้ จริมายุยงเต็มที่เพราะเคืองพี่ชายที่ชอบแกล้งเพื่อนรัก พจน์ส่ายหน้าอ่อนใจแล้วบอกให้สองเด็กสาวไปรอข้างนอก จริมาจะไม่ยอมแต่โดนรุ้งลากไปจนได้ พจน์จึงได้เริ่มพูดกับฉัตต์อย่างจริงจังเรื่องรุ้งกับจันทร์

“แม่ของลูกตายไม่ได้เกี่ยวอะไรกับสองแม่ลูกโตแล้วนะลูก...หรือต้องรอให้โตเป็นหนุ่มก่อนถึงจะยอมเข้าใจ”

“มันมาคุณแม่ก็ตาย คุณแม่ตายเพราะมันมา โตไม่โตผมก็รู้แค่นี้”

ฉัตต์ผลุนผลันออกไปด้วยความน้อยใจที่พ่อเห็นคนอื่นดีกว่าลูกในไส้ พจน์ได้แต่มองตาม เหนื่อยใจที่ลูกชายไม่ยอมเปิดใจ คุณหญิงเพ็งทราบเรื่องเข้าก็พยายามปลอบให้ใจเย็นเพราะสงสารหลานที่กำพร้าแม่ตั้งแต่เด็ก

“แม่ว่าเขารับรู้แล้วล่ะแต่ทิฐิไม่ยอมรับมากกว่า ลูกชายพ่อพจน์เป็นคนดื้อนะ ตอนแม่ตายเขาสะเทือนใจมากเพราะกะทันหันเหลือเกิน ไม่รู้จะโทษใครเลยลงกับจันทร์และรุ้ง ยิ่งเขาไม่มีปากเสียงตาฉัตต์เลยสนุกปากใหญ่”

“คุณแม่จะให้ตาฉัตต์เที่ยวหาเรื่องจันทร์กับรุ้งอย่างนี้หรือครับ...หาเรื่องเขาตั้งแต่เด็กจนโต”

“นั่นสิ...ทั้งแม่ทั้งลูกตัวลีบเวลาเจอตาฉัตต์ แม่ก็กลุ้มนะ”

“ผมสังเกตว่าถ้าเราขวางเขาจะยิ่งชอบ แต่ถ้าเราทำเฉยๆ เขาก็จะดีกับสองแม่ลูก”

“คนที่ทำเฉยไม่ได้คือลูกสาวเรามากกว่า เลือดผู้พิพากษาแรง ผิดเป็นผิดถูกเป็นถูก ไม่ผิดอย่ามาว่ากันเชียวเถียงหัวชนฝา หารู้ไม่ว่ายิ่งปกป้องรุ้งยิ่งทำให้รุ้งโดนหนักขึ้น”

จริมากำลังทำอย่างที่ย่าว่าจริงๆที่สนามหน้าบ้าน พอรู้ว่าพี่ชายโวยวายเพราะถูกดุก็ซ้ำเติม ฉัตต์คิดว่ารุ้งยุแยงก็จะเอาเรื่อง จริมาปกป้องเพื่อนรักเหมือนเคยจนพี่ชายหัวเสียหนัก พาลลงกับจันทร์ที่มาตามเขาไปพบคุณหญิงเพ็ง

“ถึงคุณย่าแล้วเหรอ ใครสาระแนล่ะคราวนี้ อย่ามาทำหน้าไม่รู้เรื่องหน่อยเลย ตั้งแต่เข้ามาอยู่ที่นี่ก็มีแต่เรื่อง”

จบคำก็ตรงเข้าหารุ้งแต่ยอดโผล่มาขวางไว้ ฉัตต์เลือดขึ้นหน้ากระโดดถีบยอดอกเจ้าใบ้เต็มแรง รุ้งถลันไปประคองยอดแล้วส่งสายตาโกรธจัดให้ ฉัตต์ถึงกับหน้าเสีย ความโมโหเลือนหายเหลือทิ้งไว้แต่ความรู้สึกผิดในใจ

ooooooo

ฉัตต์โดนพ่อทำโทษจากเหตุการณ์นั้น โดยมีคุณหญิงเพ็ง ยอด รุ้งและจริมาคอยเป็นพยาน บ่าวไพร่ในบ้านรวมถึงจันทร์เฝ้ามองห่างๆด้วยความสงสารแต่เข้าใจพจน์ว่าไม่ต้องการให้ลูกชายทำตัวเป็นอันธพาลระรานคนไปทั่ว ฉัตต์ไม่ร้องขอความเห็นใจแถมประกาศกร้าวไม่ยอมขอโทษเจ้าใบ้เด็ดขาด

“แต่ลูกผิดนะ นอกจากเจ้าใบ้จะไม่ได้ทำอะไรลูกเลย เขายังพิการ รังแกคนพิการไม่ใช่ลูกผู้ชายเลย”

“มันไม่ได้พิการ มันพูดได้ คุณพ่อน่ะถูกมันหลอก มันหลอกคุณย่าและหลอกพวกเราทุกคน”

“จนกว่าลูกจะมีหลักฐานชัดเจนพ่อถึงจะเชื่อ ตอนนี้พ่อเชื่อว่าเขาเป็นใบ้จริงๆ”

ยอดไม่สบายใจที่พ่อลูกขัดใจกันเพราะตน ก้มกราบเพื่อจบเรื่องแต่พจน์ไม่ยอม ฉัตต์ยิ่งโกรธเพราะเข้าใจว่าพ่อเข้าข้างคนอื่น ตวาดลั่นด้วยถ้อยคำหยาบคายจนคุณหญิงเพ็งสะอึก เช่นเดียวกับพจน์ที่ตัดสินใจพูดแดกดันให้คิด

“พ่อก็ว่าอย่างนั้นเหมือนกันฉัตต์ ทำกับเขาอย่างนั้นเพราะคิดว่าเขาต่ำกว่าเราหรือ หรือคิดว่าเขาไม่ใช่คนเหมือนเรา...ไม่ตอบพ่อ แสดงว่าคิดเป็นอย่างอื่น คิดว่าเขาเป็นอะไร เขาเป็นคนเหมือนเราหรือเปล่า”

ฉัตต์ชะงัก เริ่มได้คิดและพยักหน้ารับ พจน์ถอนใจยาวด้วยความอ่อนใจ โยนไม้เรียวทิ้งแล้วกลับเข้าบ้านพร้อมคุณหญิงเพ็ง ทิ้งฉัตต์ให้จ้องหน้าเจ้าใบ้ด้วยสายตาโกรธจัด

“ฉันก็คนแต่ไม่ใช่คนอย่างแกที่โกหก หลอกลวงและเจ้าเล่ห์ แกมันตัวเวรตัวกรรม ทั้งสามคนนั่นแหละ!”

รุ้งน้ำตาคลอ สงสารยอดที่มองมาด้วยแววตาเจ็บปวด เด็กสาวกลับไปร้องไห้กับแม่ที่เรือนเล็ก จันทร์พยายามกอดปลอบแต่ลูกสาวตัวน้อยสะอื้นฮักไม่หยุด

“รุ้ง...ฟังแม่นะลูก คนเราจะทุกข์จะสุขอยู่ที่ใจ แม่เคยบอกลูกหลายทีแล้ว ตอนนี้ใจของลูกทุกข์หรือสุข”

รุ้งร้องไห้หนักขึ้นเหมือนเป็นคำตอบ จันทร์สงสารลูกมาก โยกตัวเบาๆเหมือนจะกล่อมให้นอน

“คุณฉัตต์ว่าลูกอย่างนั้น ลูกร้องไห้เสียใจ แม่ไม่ว่าเลยแต่จะคอยเช็ดน้ำตาให้รุ้งด้วยซ้ำ แต่แม่ไม่อยากให้คิดมากกว่านั้น คุณฉัตต์รวมทั้งคุณๆทุกคนในบ้านนี้เป็นผู้มีบุญคุณกับเราที่สุด”

“ลูกจะไม่โกรธคุณฉัตต์ ถ้าเธอพูด...ลูกก็จะไม่ฟัง”

“ถ้ารุ้งทำได้อย่างนั้น ลูกรู้ไหมว่าใครจะมีความสุข”

รุ้งสบตาแม่แล้วยิ้มให้ จันทร์จูบแก้มลูกเบาๆด้วยความรัก ขอบใจลูกสาวที่รักและเชื่อฟังเสมอ สองแม่ลูกกอดกันกลม ไม่รู้เลยว่าละเมียดแอบดูจากมุมหนึ่ง น้ำตาคลอด้วยความซึ้งใจ นึกชื่นชมจันทร์ที่สอนลูกสาวได้ดีเหลือเกิน

ooooooo

วันเวลาผ่านไปจนรุ้งกับจริมาอายุย่างเข้าสิบหก เป็นสาวสะพรั่งงดงาม จริมายังรักและเอ็นดูเพื่อนเล่นวัยเด็กเหมือนเดิม และวันนี้ก็เช่นกัน...เธอวิ่งจากบ้านไปหารุ้งที่เรือนเล็กและออกปากชวนแกมบังคับให้ไปโรงเรียนพร้อมกันเพราะฉัตต์จะไปส่ง รุ้งจะไม่ยอมแต่ขัดจริมาไม่ได้เลยต้องปล่อยให้เลยตามเลย

ฟากฉัตต์เข้าใจว่าจะไปส่งจริมาคนเดียวเลยยืนคอยอย่างอารมณ์ดี แต่ครั้นเห็นรุ้งก็ตั้งท่ารวนจนจริมาต้องลงมืออ้อน ฉัตต์ทนเสียงรบเร้าไม่ไหว รับปากแบบขอไปทีแต่ไม่วายบ่นจนรุ้งแทบอยากลงจากรถแล้วไปเองให้รู้แล้วรู้รอด

ทั้งสามนั่งรถออกไปด้วยกันในที่สุด เจอกับรถชายเดียวซึ่งสนเป็นคนขับจากวังรังสิยาที่ปากทาง ฉัตต์บอกให้สนขับกลับเพราะอยากให้ชายเดียวนั่งไปด้วยกัน จริมาหน้าคว่ำ หาเรื่องค่อนแคะเขาทันทีเพราะหมั่นไส้เป็นทุน โดยเฉพาะที่เขาชอบส่งตาหวานให้รุ้งบ่อยๆ แถมยังพูดแดกดันเรื่องสนว่าขับรถมานานแต่ไม่เคยดูตาม้าตาเรือ จะชน
รถบ้านเธอแทบทุกครั้งที่เจอกัน ฉัตต์กับรุ้งหน้าเสีย ต่างจากชายเดียวที่อมยิ้มแล้วสวนกลับขำๆ

“ผมขอโทษครับริมา ต่อไปจะบอกนายสนว่าขับถึงบ้านนี้ให้จอดคอยรถจากบ้านนี้ไปก่อน”

รุ้งกับฉัตต์แอบหัวเราะคิก จริมาของขึ้นเพราะเสียหน้า หันไปเอาเรื่องชายเดียวที่ตั้งใจโต้กลับเพื่อยั่วโมโห

“ผมตอบจริงๆไม่ได้หาเรื่อง ถ้าผมหาเรื่องก็ต้องตอบว่านายสนขับมากี่ปีแล้วริมาจะทำไม”

ฉัตต์หัวเราะดังกว่าเดิม ไม่รักษาน้ำใจน้องสาวแม้แต่น้อย เช่นเดียวกับรุ้งที่พลอยขำไปด้วย จริมาได้แต่เซ็ง ฮึดฮัดกลบเกลื่อนสั่งให้นายแนบคนขับออกรถ... เดี๋ยวจะสายกันไปหมด!

ชายเดียวเห็นฉัตต์อารมณ์ดีจึงแอบถามถึงรุ้ง สาวน้อยหน้าหวานที่อยากทำความรู้จักให้มากกว่าเดิมแต่ไม่สบโอกาสเพราะโดนจริมาขวางตลอด ฉัตต์ตีหน้าขรึมและชวนคุยเรื่องอื่นเหมือนไม่อยากพูดถึง ชายเดียวไม่ละความพยายามแต่ฉัตต์ก็ไม่ยอมปริปาก ราชนิกูลหนุ่มน้อยได้แต่ถอนหายใจ...อยากรู้เรื่องรุ้งแต่สงสัยคงต้องคอยไปก่อน

ชายเดียวกลับถึงวังตอนเย็นก็ยืนเหม่อที่ท่าน้ำ รู้สึกหดหู่อย่างประหลาดเหมือนทุกครั้งที่มายืนตรงนี้ ความรู้สึกโหวงๆราวกับมีเรื่องบางอย่างไม่ดีทำให้น้ำตาคลออย่างช่วยไม่ได้ ท่านหญิงแขไขฯเป็นกังวลแต่ไม่อยากให้ลูกคิดมาก ชวนกลับตำหนักเพื่อรับของว่างและไปช่วยสนเช็ดตัวให้ท่านชาย

สนกำลังทำหน้าที่นั้นอยู่แล้วตอนที่ราชนิกูลหนุ่มน้อยไปถึง ท่านชายรังสิโยภาสยังมีอาการอัมพาตที่ท่อนล่างเหมือนเดิม เขาเหลือบตามองลูกชายคนเดียวราวกับอากาศธาตุและพาลอารมณ์เสียเหมือนทุกครั้งที่เจอหน้า ไม่ยอมให้สัมผัสองค์แถมตะเพิดไล่ออกจากห้อง สนรีบตามไปปลอบใจคุณชายหนุ่มน้อยแต่ไม่ค่อยได้ผล

“อย่าพูดเลยสน ฉันรู้ว่าท่านพ่อไม่รักฉัน บอกฉันทีว่าทำไม อย่าปดกับฉันนะ ฉันโตแล้วไม่ใช่เด็กๆ”

สนพูดไม่ออก เช่นเดียวกับท่านหญิงที่แอบฟังจากอีกมุม...สงสารลูกมากแต่ไม่รู้จะช่วยยังไง

ooooooo

ท่านหญิงกลุ้มใจที่ท่านชายไม่ยอมเปิดใจรับชายเดียว ภาพความทรงจำตั้งแต่ลูกยังเด็กจนโต ท่านชายไม่เคยโอบอุ้มหรือแสดงความรักเฉกเช่นพ่อลูกแม้แต่ครั้งเดียว ผีเฟืองทนเห็นท่านหญิงเสียใจไม่ไหว ตัดสินใจเข้าสิงและพาไปยืนข้างเตียงท่านชาย แผลงอิทธิฤทธิ์ต่างๆนานาจนมุ้งและม่านปลิวสะบัด

ท่านชายไม่ตื่นแต่นอนกระสับกระส่ายเพราะฝันร้ายเห็นผีเฟืองเข้ามาอาละวาดในห้อง ลมกรรโชกแรงขึ้นพร้อมเสียงหัวเราะแหลมบาดหูของผีเฟือง ท่านชายกุมขมับแล้วสะดุ้งสุดตัวเมื่อผีเฟืองพุ่งมาประจันหน้า

“ทรงจำไว้ อย่าทำให้ท่านหญิงของหม่อมฉันเสียพระทัยเป็นอันขาด หม่อมฉันเตือนไว้ก่อน”

“ไม่กลัวโว้ย...เข้ามาเลยนังเฟือง มึงเก่งจริงก็เข้ามา”

ท่านชายลืมตาตื่นเวลาต่อมา เหงื่อแตกพลั่กทั่วกายเพราะฝันร้าย สำรวจรอบตัวแล้วถอนใจเบาๆเพราะทุกอย่างเงียบสนิทเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น แต่แล้วก็ต้องตกใจหน้าเสียเมื่อเห็นท่านหญิงยืนหน้าทะมึนอยู่หน้าเตียง

“มีเรื่องเดียวที่หญิงอยากทูลเจ้าพี่...”

“ทำไม...อีเฟืองมันบอกให้มาพูดหรือ มันตายไปแล้วเธอยังให้มันครอบงำไม่เลิก จนเธอตายน่ะหญิงแขไข...ตายแล้วก็คงไปอยู่เป็นวิญญาณเร่ร่อนเป็นเพื่อนมัน”

ท่านหญิงยังใจเย็นจะทูลเรื่องที่ตั้งใจแต่โดนขัด “เธอมันไม่ใช่ตัวเธอแล้ว ไม่มีสติปัญญารู้หรือว่าอีเฟืองมันอุบาทว์ชาติชั่วตั้งแต่ยังมีชีวิต ไม่รู้เป็นอะไร...ยอมมันตั้งแต่มันเป็นจนมันตาย เธอออกไปจากห้องนี้ได้แล้ว”

ท่านหญิงยังพยายามจะทูลแต่ท่านชายโวยวายไม่ยอมฟัง ราชนิกูลสาวเหลืออด ดำเนินถึงเตียงแล้วโน้มองค์ไปใกล้ จับตัวสามีแน่นแล้วจ้องตาเขม็ง

“ชายเดียว...ศักดินาเป็นลูกชายของเจ้าพี่ที่เกิดจากนังบุหลัน ถึงหญิงจะเสียใจเรื่องเจ้าพี่มากแค่ไหน หญิงก็ไม่ไร้สติเอาเด็กไม่มีเชื้อสายเจ้าพี่มายกย่องเป็นทายาทราชสกุลรังสิยา หญิงไม่สิ้นคิดแก้แค้นแบบนั้น”

ท่านชายขนหัวลุกเพราะเสียงภรรยาเกรี้ยวกราดเหมือนเสียงผีบ่าวคนสนิทไม่มีผิด

“เฟืองตายไปแล้ว อย่ารับสั่งใส่ร้ายเขาเพราะหญิงจะโกรธมาก และถ้าหญิงโกรธ...เฟืองเขาจะโกรธกว่าหญิง”

ท่านชายตาลุกโพลง ขว้างปาข้าวของรอบตัวอย่างบ้าคลั่ง ท่านหญิงไม่สนใจเดินไปเปิดประตูด้วยท่าทางมาดมั่นแล้วทรุดลงกับพื้นหน้าห้องด้วยสภาพอ่อนแรง หูแว่วเสียงสามีด่าทอเฟืองลั่นห้อง เธอลุกกลับห้องช้าๆ ไม่สนใจจะดูแลหรือเรียกใครเข้าไปรับใช้สามีแม้แต่น้อย

ooooooo

ท่านชายแค้นผีเฟืองมากที่มาอาละวาดทั้งในความฝันและเข้าสิงท่านหญิงจนเขาแทบบ้าตาย รับสั่งเรียกประชุมคนทั้งวังและประกาศกร้าวถึงแผนการโต้ตอบผีเฟือง

“สน...เอ็งไปหาหมอผีที่เก่งมากๆมาคนหนึ่ง ข้าจะให้เขาทำพิธีปัดรังควาญไล่ผี คนชั่วอย่างอีเฟือง ตายไปก็เป็นวิญญาณชั่วไม่เกรงบาปกรรม ต้องเอามันไม่ให้ผุดให้เกิด ให้เขาสะกดวิญญาณลงอเวจี!”

ทุกคนลอบยิ้มด้วยความสะใจเพราะต่างก็เดือดร้อนโดนรังควาญไม่หยุดหย่อน ยกเว้นผ่องที่ตกใจกลัวแทนผีเฟือง เช่นเดียวกับท่านหญิงที่ร้อนใจไม่ต่างกัน แม้จะแอบฟังจากชั้นบนก็ได้ยินสามีชัดทุกประโยค นึกเคืองเขาที่ไม่ยอมหยุดอาฆาต...แล้วเมื่อไหร่จะหมดเวรหมดกรรมกันสักที!

ขณะที่บรรยากาศในวังรังสิยาอึมครึม...ที่บ้านปัณณธรกลับเต็มไปด้วยความเข้าใจ จันทร์ได้รับการยอมรับจากคนในบ้านจนคุณหญิงเพ็งไว้ใจให้ดูแลทุกอย่าง แถมเปิดโอกาสให้ดูแลพจน์เป็นพิเศษ เช่นวันนี้ที่เขาไม่สบาย

จันทร์ลงครัวทำซุปและเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้เขาด้วยตัวเอง พจน์พึงพอใจมาก ความดีและความอ่อนโยนของจันทร์ทำให้หัวใจที่เคยด้านชากลับมามีเลือดเนื้ออีกครั้ง คุณหญิงเพ็งกับบ่าวไพร่ทั้งบ้านก็รู้สึกได้ ส่งสายตาและยิ้มให้กันอย่างสนุกสนาน ลุ้นสุดตัวให้ทั้งคู่ลงเอยในเร็ววันหลังจากรอมานาน

ฉัตต์ก็สังเกตเห็นและไม่พอใจมากเลยพาลลงกับรุ้ง ตั้งหน้าตั้งตาแกล้งจนทุกคนอ่อนใจแต่เคยชินแล้วเพราะไม่ว่าฉัตต์จะเล่นแรงแค่ไหน รุ้งก็ไม่เคยปริปาก ได้แต่เงียบแล้วเดินหนีเหมือนทุกที แต่หารู้ไม่ว่าเธอมักแอบร้องไห้กับแม่ที่บ้าน เด็กสาวโตพอจะรู้ว่าแม่กับพจน์มีความรู้สึกดีๆต่อกัน และนี่คงเป็นเหตุให้ฉัตต์หัวเสียใส่เธอหนักข้อขึ้นในระยะนี้

พจน์กับคุณหญิงเพ็งอยากตอบแทนความดีของจันทร์ ตัดสินใจจะส่งรุ้งไปเรียนโรงเรียนเดียวกับจริมา ละเมียดเป็นคนมาแจ้งข่าวก็อดปลื้มแทนไม่ได้แต่จันทร์ไม่เห็นด้วยเพราะคิดว่าเกินฐานะ ละเมียดอมยิ้มเจ้าเล่ห์ ไม่อยากบอกว่ามั่นใจถึงสาเหตุแท้จริงที่พจน์อยากส่งเสียรุ้งด้วยเพราะมีความรู้สึกพิเศษกับจันทร์

จันทร์เก็บเรื่องข่าวดีไปคิดจนดึกดื่น แม้จะดีใจแทนลูกสาวที่แท้จริงมีสายเลือดราชนิกูลและเหมาะกับโรงเรียนชั้นดีแต่ก็อดหวั่นลึกๆไม่ได้ว่าจะเกิดเรื่องเหมือนในอดีต พจน์แวะมาคุยด้วย ความจริงอยากเห็นหน้าและใช้เวลากับเธอบ้างแต่ไม่กล้าออกอาการมากนัก ได้แต่หาเรื่องปรับทุกข์โน่นนี่นั่นไปตามประสา

“จันทร์...ฉันไม่สบายใจเรื่องฉัตต์เลย”

“ดิฉันไม่เคยโกรธเธอเลยค่ะ บุญคุณของท่านกับคุณพจน์มากมายเหลือเกิน ดิฉันกับลูกเหมือนตายแล้ว...ถ้าไม่มีบ้านนี้เราจะไม่มีชีวิตอยู่ เราต้องตายไปแล้วในแม่น้ำนี้”

“ฉันขอบอกว่าใจจริงของฉัตต์ เขาไม่ได้รุนแรงอย่างที่แสดงออก”

“หลายปีมาแล้วที่คุณพจน์ให้รุ้งตีคุณฉัตต์ เธอฝากขนมให้รุ้งเพราะเธอทราบว่ารุ้งไม่สบาย”

“นั่นคือฉัตต์ อ่อนในแข็งนอก วันหนึ่งรุ้งต้องชนะใจ ฉัตต์ ฉันเชื่อว่าผู้ชายต้องแพ้ความอ่อนโยนของผู้หญิงเสมอ”

จันทร์ปลื้มแทนลูกสาว พจน์ส่งตาหวานเพราะอารมณ์อ่อนไหว ทั้งคู่เหมือนตกอยู่ในภวังค์แต่จันทร์เป็นฝ่ายรู้สึกตัวก่อนและขอตัวกลับไปดูแลรุ้ง พจน์ได้แต่มองตามยิ้มๆ หวังว่าจะได้ใกล้ชิดกับเธอมากกว่านี้

จันทร์กลับบ้านด้วยจิตใจผ่องแผ้วแต่ต้องชะงักเมื่อเห็นฉัตต์มายืนดักหน้า เธอใจหายเพราะดูท่าทางเด็กหนุ่มคงได้ยินหรือเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่ ฉัตต์จ้องหน้านิ่งแล้วผละจากไปดื้อๆ จันทร์ถึงกับนอนไม่หลับเพราะหนักใจเรื่องสองพ่อลูก...ไม่รู้จะจัดการยังไงดี

ooooooo

ผีเฟืองผูกใจเจ็บท่านชายที่วางแผนเอาหมอผีมากำจัด บุกเข้าห้องและแผลงฤทธิ์อภินิหารจนท่านชายช็อกตายคาเตียง ส่งผลให้ชายเดียวนอนกระสับกระส่ายทั้งคืนเพราะฝันร้ายถึงท่านพ่อ เช่นเดียวกับรุ้งที่นอนร้องไห้อย่างไม่รู้สาเหตุ รู้สึกเศร้าลึกในอกแต่บอกแม่ไม่ถูกว่าเพราะอะไร

ท่านหญิงแขไขเจิดจรัสนิ่งสงบตั้งแต่รับรู้การจากไป ของท่านชาย จนกระทั่งผ่านไปหนึ่งคืนก็อดรนทนไม่ไหว รับสั่งเรียกหาผีเฟืองและต่อว่าเสียงกร้าว

“เคยบอกเฟืองใช่ไหมว่าอย่าทำ มันบาปกรรม ทำไมไม่เชื่อ ทำไมต้องทำให้ตัวเองผูกมัดด้วยบาปกรรมอย่างนี้ รู้ไหมว่าหญิงเป็นทุกข์นะเฟือง ทุกข์ที่เห็นเฟืองเป็นแบบนี้ หญิงไม่อยากเห็นเลย เฟืองเข้าใจบ้างไหม”

ผีเฟืองปรากฏร่างลางๆมาหมอบตรงหน้า ท่านหญิงแทบไม่อยากมองเพราะโมโหจัด

“ครั้งนี้เฟืองทำเกินไปจริงๆ ครั้งที่ท่านชายเป็นอัมพาตนั่นเฟืองก็ใจร้ายมาก คราวนี้ทำไมต้องทำจนท่านสิ้น!”

“ท่านจะเอาหมอผีมาไล่หม่อมฉัน”

“ใครจะไล่เฟืองได้ แม้แต่พระภูมิเจ้าที่ยังไล่ไม่ได้เพราะท่านเห็นว่าเฟืองอยู่ที่นี่มานาน หญิงก็จุดธูปบอกท่านว่าให้เฟืองอยู่ได้เพราะหญิงคิดว่าเฟืองจะไม่ทำร้ายใคร”

ผีเฟืองจะเถียงแต่ท่านหญิงขัดขึ้นทันที

“อย่าฝืนโชคชะตาเลย เฟืองจะอยู่แบบนี้ตลอดไปได้ยังไง วันหนึ่งหญิงก็ต้องไป ที่จริงตอนนี้เฟืองไม่ต้องดูแลหญิงแล้วก็ได้ ไม่มีอะไรต้องห่วง ชายเดียวก็โตแล้ว หญิงก็พ้นความรับผิดชอบ...”

“ท่านหญิงทรงไล่หม่อมฉันหรือมังคะ ไม่ต้องการหม่อมฉันแล้วหรือมังคะ มีใครทำร้ายท่านหญิงจะทรงสู้เขาได้หรือ ไม่ทรงรู้หรือว่าหม่อมฉันเป็นห่วง หม่อมฉันให้สัญญากับหม่อมแม่ของท่านหญิงไว้”

“แต่เฟืองตายแล้ว หญิงอยากให้วิญญาณเฟืองไปเกิดในที่ดีๆ หญิงจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้”

“ไม่...หม่อมฉันจะอยู่ที่นี่ตลอดไป ส่วนเรื่องท่านชาย ท่านหญิงไม่ต้องทรงคิดอะไรเลย ท่านสมควรสิ้นแล้ว!”

ท่านหญิงพยายามบอกให้ปล่อยวางและขอร้องให้เห็นแก่ชายเดียวที่ต้องกำพร้าพ่อ

“ท่านชายเป็นพ่อไม่ได้เพราะเอาแต่บรรทม ท่าน หญิงต่างหากที่เป็นทั้งพ่อและแม่ แล้วอีกอย่างท่านชายก็ทรงระแวงจนไม่ไยดีคุณชาย ท่านสิ้นโดยไม่รู้ว่าคุณชายเป็นรังสิยาที่แท้จริง วิญญาณคงไม่มีวันสงบสุขหรอก”

“แล้ววิญญาณเฟืองล่ะ สงบสุขสักแค่ไหน”

ผีเฟืองมองหน้าท่านหญิงด้วยแววตาร้าวราน  ร่าง ค่อยๆจางลงจนหายไปในที่สุด ท่านหญิงเสียใจไม่น้อยที่มีปากเสียงกับบ่าวคนสนิท หวังสุดหัวใจว่าผีเฟืองจะปล่อยวางได้สักวัน

ooooooo

คุณหญิงเพ็งอยากเห็นลูกชายมีความสุขและได้ใช้ชีวิตครอบครัวสมบูรณ์อีกครั้ง จึงตัดสินใจพูดเรื่องจันทร์กับลูกชายอย่างตรงไปตรงมา พจน์ไม่ได้รังเกียจแต่หนักใจเรื่องฉัตต์มากกว่ากลัวจะคิดมาก คุณหญิงเพ็งก็กลุ้มเหมือนกัน แต่ไม่อยากให้ลูกชายเอามาเป็นอุปสรรค รับปากจะช่วยพูดกับหลานให้เอง

แต่เรื่องไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะฉัตต์ของขึ้นทันทีที่รู้ว่าย่าอยากได้จันทร์เป็นลูกสะใภ้ พูดจาต่อว่าอย่างสาดเสียเทเสียจนคุณหญิงเพ็งถึงกับกุมขมับ

“อย่าพูดอะไรเกินเลย เขาไม่ทำอย่างนั้นหรอก แกควรรู้จักดูคนให้เป็น คนอย่างจันทร์ไม่มีวันทำแบบนั้น แล้วย่าจะบอกให้ถ้าเขาคิดทำจริง แกนึกหรือว่าผู้พิพากษาพจน์ ปัณณธร พ่อของแกจะโง่ให้ผู้หญิงเกาะ”

“แล้วทำไมคุณพ่อถึงต้องเอามันเป็นเมีย”

“เพราะเขาเป็นคนดี เขาพิสูจน์ตัวเองแล้ว ที่สำคัญ... เพราะย่าเห็นว่าพ่อของแกจำเป็นต้องมีเมีย”

ฉัตต์ฮึดฮัด หน้าตาเหมือนอยากร้องไห้เต็มแก่ คุณหญิงเพ็งอ่อนใจแต่ไม่ยอมใจอ่อนแน่

ฟากพจน์ไปคุยกับจันทร์ตามความต้องการของแม่ แม้ตัดสินใจจะเริ่มต้นใหม่กับเธอเพราะความดีแต่ไม่วายเขินจนพูดไม่ออก จันทร์เองก็พอรู้ว่าเขาต้องการบอกอะไร และเธอก็มีคำตอบในใจอยู่แล้ว

“คุณแม่ท่านรักและเอ็นดูจันทร์กับรุ้งมากจนอยากให้ฉันแต่งงานกับเธอ” จันทร์ยิ้มน้อยๆแต่ยังไม่ยอมพูดอะไร “เธอคงอยากถามใช่ไหมว่าฉันคิดยังไง...สำหรับฉันมันคงไม่ยุติธรรมกับเธอนัก เพราะฉันยังรักราตรีและคงไม่มีวันเลิกรักเขาได้ แม้ว่าจะแต่งงานใหม่ เธอคงไม่โกรธฉันใช่ไหม”

“ได้ยินอย่างนี้ดิฉันก็มีแต่ความนับถือคุณพจน์ค่ะ และต้องขอขอบพระคุณมาก ดิฉันคงมีความสุขถ้าได้แต่งงานกับคุณพจน์ แต่ถึงแม้ไม่ได้แต่ง...คุณพจน์กับคุณหญิงก็ยังคงเมตตาดิฉันเหมือนเดิม” จันทร์ยกมือไหว้ขอบคุณจากใจจริง “ดิฉันผ่านการแต่งงานมาแล้ว คิดเสมอว่าตัวเองเป็นผู้หญิงของเขา ยิ่งมีลูกด้วยกันก็คิดจะซื่อสัตย์ต่อเขาไปจนตาย จนวันนี้ดิฉันก็คิดอย่างนั้น”

พจน์อดทึ่งไม่ได้ แม้จะเสียใจบ้างที่เธอปฏิเสธแต่ก็เข้าใจและเคารพการตัดสินใจของเธอมากกว่า

“ฉันนับถือน้ำใจเธอ ไม่ใช่แค่สวยและเก่งแต่เธอยังเป็นแม่ที่ประเสริฐ ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมคุณแม่ถึงชอบเธอนัก แต่เราจะทำยังไงคุณแม่จึงจะไม่ผิดหวังและ เราทุกคนได้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข”

ooooooo

แค้นเสน่หา ตอนที่ 3

อ่านเรื่องย่อ

แค้นเสน่หา

แนว:

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย:

กำกับการแสดงโดย:

ผลิตโดย:

วัน-เวลาออกอากาศ:

ช่องออกอากาศ:

นักแสดงนำ: