advertisement

ขุนศึก ตอนที่ 16

บทประพันธ์ ไม้เมืองเดิม/สุมทุม บุญเกื้อ จากบทละครโทรทัศน์ทางช่อง 3 โดย เอกลิขิต
6 ก.ค. 2555 14:51

หลังจากการล่มสลายของกรุงหงสาวดี กรุงศรี-อยุธยาก็ขึ้นมาเป็นศูนย์กลางความเจริญในภูมิภาคแทนที่

สมเด็จพระนเรศวรไม่เพียงแต่ทรงกอบกู้เอกราชเท่านั้น ยังทรงปกป้องรักษาประเทศชาติ ตลอดจนแผ่ขยายอาณาเขตจนกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งกว่ายุคใดๆในสมัยอยุธยา จนผู้คนยกย่องทั้งในฐานะที่เป็นนักรบและพระเจ้าแผ่นดิน นับเป็นมหาราชที่ประชาชนรักยิ่งพระองค์หนึ่งเท่าที่ปรากฏมาในโลกใบนี้

6 ปีต่อมา

ช่วงปลายรัชกาล กรุงศรีอยุธยามีศึกกับกรุงอังวะ สมเด็จพระนเรศวรทรงยกทัพไปตีอังวะ ระหว่างเดินทัพไปถึงเมืองหาง สมเด็จพระนเรศวรทรงประชวรเป็น “ละลอก” หรือที่สามัญชนเรียกว่า “ฝี” ขึ้นที่พระพักตร์แล้วกลายเป็นพิษ เป็นเหตุให้พระองค์สวรรคตในวัน 25 เมษายน พ.ศ.2148

สมเด็จพระเอกาทศรถทรงเสด็จออกมาจากกระโจมเพื่อแจ้งกับเหล่าทหารว่า สมเด็จพระนเรศวรสวรรคตแล้ว เสมา สิน สมบุญ และทหารทั้งหมดถวายบังคมลาพร้อมกัน แล้วร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร

เช่นเดียวกับราษฎรที่ได้รู้ข่าวต่างก็พากันร้องไห้ด้วยความเสียใจ

“หากไม่มีองค์พระพุทธเจ้าอยู่หัว ไทยคงไม่ได้เป็นไท ขอดวงพระวิญญาณจงสถิตย์อยู่ในสวรรคาลัยปกป้องปวงข้าพระพุทธเจ้าด้วยเถิด” หลวงรามเดชะนำทุกคนในบ้านกราบถวายบังคมลา

“ดวงพระประทีปแห่งอโยธยาดับแล้ว แต่พระเกียรติยศของพระองค์จะจารึกไว้ในดวงใจปวงข้าพระพุทธเจ้าแลปรากฏไว้ใน แผ่นดินตราบสิ้นดินฟ้า” เรไร ศรีเมือง เอื้อยแตง และจำเรียงกอดกันร่ำไห้ปานจะขาดใจ

ครั้นสิ้นสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเอกาทศรถได้ทรงขึ้นครองราชย์สืบต่อ ซึ่งผลจากการทำศึกของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทำให้แผ่นดินเป็นปึกแผ่นมั่นคง สมเด็จพระเอกาทศรถจึงทรงหันมาเน้นด้านการปกครองบ้านเมืองแทน ทำให้ยุคนี้เป็นยุคที่กรุงศรีอยุธยามีความเจริญรุ่งเรืองและมั่งคั่งร่ำรวย ที่สุดยุคหนึ่ง

ooooooo

8 ปีต่อมา

เสมา สิน และสมบุญในวัยกลางคนเดินคุยกันถึงเรื่องเจ้าฟ้าสุทัศน์แลพระอินทราชา พี่น้องต่างมารดาที่มีข่าวว่าจะแย่งราชสมบัติกัน แต่เสมายังไม่ทันได้ออกความเห็นอะไร ก็เหลือบไปเห็นจมื่นศรีสรรักษ์ ชายหนุ่มรูปงามวัยเพียงสิบเจ็ดปี กำลังซ้อมดาบอยู่กับทหาร

เสมาหยุดมองอย่างชื่นชม สินรายงานว่าจมื่นคนนี้ เป็นข้ารับใช้สนิทของพระอินทราชาและหัวเรือสำคัญ ซื้อน้ำใจเหล่าขุนนางจนแปรพักตร์มาอยู่ข้างพระอินทราชากันเสียมาก จนเป็นเหตุให้ตนกับสมบุญต้องขุ่นเคือง

จมื่นศรีสรรักษ์ที่เอาชนะคู่ซ้อมได้อย่างง่ายดาย หันมาเห็นพวกเสมาก็เข้ามาทัก

“นึกว่าผู้ใดมาดูซ้อมดาบ ที่แท้ก็หลวงวิสูทธ์โยธา-มาตย์กับหลวงราชโยธาเทพนี่เอง วันนี้ข้าพระเจ้าช่างมีบุญนัก แม้แต่ออกญารามจตุรงค์ แม่ทัพใหญ่ผู้มีศักดินาหมื่นไร่ยังมาดูข้าพระเจ้าซ้อมดาบด้วย มิทราบท่านเจ้าคุณจักเมตตาซ้อมเพลงดาบกับข้าพระเจ้าบ้างได้หรือไม่”

สมบุญโมโหที่เด็กเมื่อวานซืนมาท้าทายลูกพี่จึงจะเข้าจัดการ แต่เสมาเรียกไว้แล้วหันไปรับคำท้า ทั้งคู่เดินไปที่กลางลานซ้อม ก่อนจะรับดาบสองมือมาจากทหารที่ซ้อมกันอยู่ ทหารทุกคนหยุดซ้อม หันมาดูทั้งคู่เป็นตาเดียว เพราะโอกาสที่จะได้เห็นเพลงดาบของเสมานั้นไม่ง่ายนัก

“ฟังว่าเพลงดาบวัดพุทไธสวรรย์ของท่านเจ้าคุณเป็นเอกในแผ่นดิน ครั้งแผ่นดินพระพุทธเจ้าอยู่หัวพระองค์ก่อน ได้ตัดหัวแม่ทัพข้าศึกมามากนัก วันนี้ช่างเป็นบุญของข้าพระเจ้าเหลือ” จมื่นศรีสรรักษ์ควงดาบบุกจู่โจมเสมา

เสมาโต้กลับอย่างไม่ยอมแพ้ ต่างฝ่ายต่างต่อสู้กันอย่างดุเดือด

สินเห็นจมื่นศรีสรรักษ์รับท่าไม้ตายของเสมาได้ ก็นึกห่วงหันมาเปรยกับสมบุญว่า กลัวลูกพี่จะสู้แรงคนหนุ่ม ไม่ไหว แต่สมบุญรีบค้านเพราะมั่นใจว่าเสมามีฝีมือเหนือกว่าและต้องเป็นฝ่ายชนะ

ขาดคำเสมาก็พลิกตัวหลบดาบ แล้วใช้ด้ามดาบของตนทุบใส่ข้อมือจมื่นศรีสรรักษ์จนดาบหลุดมือ ก่อนจะใช้ดาบอีกเล่มฟันใส่ กะเอาดาบจ่อคอเพื่อให้ยอมแพ้ แต่ทันใดนั้น ขณะที่ดาบของเสมากำลังจะถึงคอของจมื่นศรีสรรักษ์ ก็หักสะบั้นลงอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย...สร้างความฉงนให้กับเสมายิ่งนัก

จมื่นศรีสรรักษ์รีบพลิกตัวหลบฉากออกมาได้ เขาส่งยิ้มกลบเกลื่อนความพ่ายแพ้พลางเอ่ยว่า

“ดาบซ้อมนี่ช่างเปราะนัก หากเป็นดาบแสนศึกพ่ายของท่านเจ้าคุณ เราสองคงสนุกกันได้มากกว่านี้” ครั้นว่าแล้ว จมื่นก็รีบเดินเลี่ยงไปด้วยเจ็บใจที่เสียเชิง

เสมามองตามแล้วชำเลืองมองดาบหักในมือด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

ooooooo

ในตอนเย็น เสมากลับมาถึงบ้าน เห็นลูกชายกับลูกสาวที่เกิดจากเรไรวิ่งเล่นอยู่กับศรีเมืองและพิณที่ลานหน้า บ้าน เรไรออกมาต้อนรับสามีแล้วสั่งให้บ่าวไพร่จัดสำรับ

เสมาเข้ามานั่งกินอาหารเย็นกับเรไร พลางบอกเล่าเรื่องจมื่นศรีสรรักษ์ให้ฟัง

“จมื่นศรีผู้นี้มีทั้งฝีมือ ปัญญาแลความกล้า ผิดผู้คนทั้งปวง แต่อายุเพียงสิบเจ็ดยังขนาดนี้ ข้าพระเจ้าไม่กล้าคิดเลยว่าเติบใหญ่ขึ้นจะเป็นเช่นไร”

“แล้วเสมาว่าจะดีหรือร้ายเล่า”

“ข้าพระเจ้าคาดเดาไม่ได้เลย แต่ข้าพระเจ้าสังหรณ์ใจนัก ว่าสักวัน จมื่นศรีสรรักษ์ผู้นี้จะกุมชะตาสำคัญของบ้านเมืองไว้เป็นแน่” เสมามีสีหน้าหนักใจปนวิตกกังวล

เวลาเดียวกัน ขันเดินโอบเอวบัวเผื่อนเมียรักออกมาส่งพุฒที่หน้าเรือน ด้วยพุฒมาชักชวนขันให้ไปเข้ารับใช้พระอินทราชาด้วยกัน ขันอยากกลับรุ่งเรืองอีกครั้งจึงตอบตกลง

หลังจากพุฒกลับไปแล้ว บัวเผื่อนก็เตือนสามีให้ระวังเพื่อนทุรยศอย่างพุฒให้ดี ขันว่า ยังจำได้ดีว่าพุฒทำอะไรกับตนไว้บ้าง แต่ที่ยอมกลับมาคบหากันอีกครั้งก็เพราะหวังจะร้อยไว้ใช้งานเท่านั้น

“แล้วคุณพระคิดจะเข้าสังกัดพระอินทราชาท่านจริงหรือ”

“จริงซี พระอินทราชาท่านมีน้ำพระทัยกว้างขวางนัก ผู้ใดภักดีก็จะได้ลาภยศมากโข แล้วฉันจะไม่ถวายรับใช้ท่านได้อย่างไร”

“แต่อย่างไรเสีย เจ้าฟ้าสุทัศน์มหาอุปราชท่านก็ต้องได้ขึ้นครองราชย์ตามกฎมณเฑียรบาล แล้วพระอินทราชาท่าน จะกล้าแย่งราชสมบัติเชียวหรือ”

“นั่นเป็นเรื่องอีกนานนัก เพลานี้คิดถึงแต่ลาภยศตรงหน้าไว้ก่อนเถิด หากถึงเพลานั้นจริง ฝ่ายใดชำนะเราค่อยเข้าข้างฝ่ายนั้นก็ยังไม่สาย” ขันยิ้มเจ้าเล่ห์

“คุณพระช่างเฉลียวฉลาดมีปัญญานัก ทำเช่นนี้ ไม่ว่าอย่างไรเราก็ยังรุ่งเรืองเช่นเดิม” บัวเผื่อนยิ้มชอบใจ

ขันหัวเราะร่วนโอบบ่าบัวเผื่อนไว้ ด้วยทั้งสองนิสัยไม่ผิดกัน ด้วยเห็นแต่ลาภยศโดยไม่มีความซื่อสัตย์แม้แต่น้อย ช่างสมกับเป็นสามีภรรยากันจริงๆ

ooooooo

หลายเดือนต่อมา

สินเดินหน้าหงิกนำสมบุญเข้ามาในแผงขายเหล้า พลางสั่งให้คนขายตวงเหล้ามาหนึ่งชั่ง สมบุญรีบปรามเพราะยังเช้าอยู่ และกลัวเพื่อนรักจะถูกเอื้อยแตงแพ่นกบาลอีก

“ก็ข้าทนไม่ไหวนี่หว่า แค้นใจอ้ายพวกอกตัญญูนัก เพียงแค่เขาเอาทรัพย์สมบัติ ยศศักดิ์มาล่อ ก็แห่กันไปรับใช้ ช่างไม่คิดถึงพระมหากรุณาธิคุณของเจ้าฟ้าสุทัศน์มหาอุปราชบ้างเลย”

“สมเด็จเจ้าฟ้าท่านทรงพระปรีชาสามารถก็จริง แต่ทรงมีพระเมตตาเกินไป ผู้ใดทูลเตือนก็ไม่ทรงเชื่อว่าพระอนุชาท่านคิดการใหญ่ แล้วจะให้ข้ารับใช้อย่างเราทำเช่นไร”

ขณะนั้นเอง ขันและพุฒก็เดินคุยกันมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสโดยมีลูกน้องสามสี่คนล้อม หน้าล้อมหลัง พุฒเหลือบเห็นสินและสมบุญ จึงชวนขันเข้าไปทักทาย แต่กลับโดนสินตวาดใส่ว่าเป็นพวกอกตัญญู

“กระไรวะ ข้าทักทายโดยดี เพราะเห็นว่าคุ้นเคยกันมานานกลับมาด่ากันเช่นนี้ เป็นถึงออกหลวงแล้ว แต่ยังไม่ทิ้งสันดานไพร่” พุฒตอกกลับ

“ถึงกูเป็นไพร่ ก็ยังซื่อสัตย์มีนายเดียว ไม่คิดคดกบฏเหมือนมึงดอกโว้ยอ้ายพุฒ”

ขันเห็นท่าไม่ดีเรียกให้สมบุญช่วยปรามสิน “ปรามเพื่อนเสียบ้างเถิดหลวงวิสูทธ์ อย่ามาเที่ยวปากพล่อยกล่าวหาคนเป็นกบฏเช่นนี้”

สมบุญเบะปากใส่แล้วสวนทันควัน “กลัวรึ คนเราทำกระไรย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ ซ่องสุมผู้คนเกลี้ยกล่อมเหล่าขุนนาง มีหรือจักคิดดีได้”

“ไปกันเถิดหลวงราม อย่าต่อล้อต่อเถียงกับอ้ายพวกต่ำช้าเช่นนี้เลย อีกไม่นานเท่าใด เงาหัวพวกมันก็ไม่มีแล้ว” ขันดึงพุฒออกไป แต่สินยังปากดีด่าตามหลัง

“กว่าเงาหัวพวกกูจะไม่มี ก็ยังอีกหลายปีนัก แต่หากพวกมึงยังอยู่ให้กูเห็นหน้า เงาหัวพวกมึงจะขาด ประเดี๋ยวนี้”

“มึงกล้าท้ากูหรืออ้ายสิน” พุฒหันมา

“ไม่ใช่แค่ท้า แต่กูยังทำมาแล้ว จำไม่ได้แล้วหรือ เมื่อสิบกว่าปีก่อน ที่พวกมึงโดนโจรซุ่มทำร้ายจนสาหัส ต้องรักษาตัวอยู่นานเดือน ยังจำรสดาบของอ้ายสมบุญ แลรสทวนของกูได้แล้วหรืออ้ายขันอ้ายพุฒ”

“ฝีมือพวกมึงเองรึ” ขาดคำพุฒกับขันก็ตรงเข้าเล่นงานสินกับสมบุญ

พวกลูกน้องขันชักดาบตรงเข้าช่วยรุมทำร้ายสมบุญกับสิน สองเกลอใช้ข้าวของต่างๆที่พอหาได้ เป็นอาวุธสู้กับดาบของลูกน้องขัน จนพวกมันสิ้นท่าต้องล่าถอยออกไป พุฒกับขันเจ็บใจเข้ามาเล่นงานสมบุญและสินด้วยตัวเอง จังหวะหนึ่ง พุฒเหลือบไปเห็นดาบของลูกน้องที่ตกอยู่บนพื้นเลยคว้าดาบขึ้นมาแทงสมบุญถูก ที่สีข้างเลือดอาบ พุฒได้ใจจะแทงซํ้าหวังเอาชีวิต แต่สมบุญจับข้อมือพุฒไว้ได้ทัน และด้วยความโมโห เขาจึงจับข้อมือพุฒบิด แล้วเอาดาบในมือพุฒแทงใส่ท้องของพุฒตายคาที่

ขันที่กำลังวาดแม่ไม้มวยไทยอยู่กับสินหันมาเห็นพุฒขาดใจตายก็ตกใจ ทำให้สินได้โอกาสต่อยเข้าเต็มๆหน้า ขันไม่ทันระวังล้มทั้งยืนหัวฟาดพื้นแน่นิ่งไปทันที สินตามขึ้นไปนั่งคร่อมร่างขัน แล้วรัวหมัดใส่ จนหน้าตาขันแตกยับแทบจำไม่ได้

เมื่อสองเกลอได้สติก็พบว่า ขันนอนแน่นิ่งไป ส่วนพุฒตายคาที่ สมบุญนึกกลัวความผิดหันมาบอกกับสินว่า ครานี้ท่าจะแย่

ooooooo

เมื่อเรื่องถึงหูเสมา เขารีบมาดูอาการขัน ก็เห็นขันนอนตาเบิกโพลงอยู่ในห้องใน แลชักกระตุกเป็นระยะๆ ขยับร่างกายไม่ได้ ที่ศีรษะขันพันผ้าไว้ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยแผลจากการชกของสิน

ดวงแขยืนมองพี่ชายสีหน้าเศร้า เธอหันมาเห็นเสมาก็ร้องทักว่า ท่านเจ้าขุน ส่วนบัวเผื่อนหันมามองพร้อมพาลใส่ “ดูเสียให้เต็มตา ฝีมือศิษย์คนโปรดของท่านเจ้าคุณทั้งสิ้น สมแก่ใจแล้วซี”

“แม่บัวเผื่อน สงบจิตสงบใจเสียบ้างเถิด ท่านเจ้าคุณมิได้เกี่ยวข้องกระไรด้วย มาพาลเช่นนี้ ควรแล้วหรือ”

“ไม่เป็นกระไรดอก แม่บัวเผื่อนกำลังเสียใจ อย่าตำหนิเลย แม่บัวเผื่อน ฉันกับคุณพระคืนดีกันมานับสิบปี ไม่เคยมีเหตุให้หมางใจกัน แต่การกลับเป็นเช่นนี้ ฉันเองก็เสียใจนัก แต่แม่บัวเผื่อนวางใจเถิด ฉันไม่เข้าข้างออกหลวงทั้งสองดอก ทุกประการต้องเป็นไปตามอาญาบ้านเมือง”

“ต่อให้ได้รับโทษตามอาญา แล้วคุณพระของฉันจักหายรึ ตายไม่ตายเป็นไม่เป็น ทรมานไปจนตาย” บัวเผื่อนปล่อยโฮ

เสมาตกใจรีบถามอาการกับหมอ ท่านหมอว่า อาการของคุณพระหนักหนานักเกรงว่าถึงหาย ก็คงไม่พ้นพิการ ขันที่นอนนิ่งได้ฟังก็ถึงนํ้าตาไหลลงอาบแก้ม แต่ไม่สามารถขยับร่างกายได้แม้แต่น้อย

เสมาสลดใจเป็นที่สุด เขารับปากจะช่วยเหลือบัวเผื่อนอย่างเต็มที่แล้วขอตัวกลับ

ดวงแขเดินมาส่งเสมาที่หน้าเรือนพลางปรารภ ว่าพี่ชายของเธอกับสินและสมบุญ คงทำกรรมร่วมกันมา จึงเป็นเหตุให้ต้องตามมาล้างผลาญกันเช่นนี้

เสมาได้ฟังก็แปลกใจ เปรยว่า ตนไม่เคยได้ยินแม่หญิงพูดแบบนี้มาก่อนเลย

“ท่านเจ้าคุณเห็นฉันเป็นคนถือพยาบาทนักหรือเจ้าคะ”

ไม่ถึงขั้นนั้นดอก แต่แม่ดวงแขที่ฉันรู้จัก เป็นคนใจคอแข็งนัก แลไม่ใช่คนยอมแพ้กระไรโดยง่าย ดังเช่นที่แม่ครองตัวอยู่คนเดียวจนถึงบัดนี้อย่างไรเล่า”

“ที่ฉันครองตัวไม่ได้ออกเรือน หาใช่เพราะยังฝังใจเรื่องท่านเจ้าคุณกับแม่เรไรอยู่ดอกเจ้าค่ะ หากแต่อยู่เช่นนี้ฉันสุขสบายนัก จึงไม่อยากออกเรือนไปหาความลำบาก”

“แม่ดวงแขรู้หรือไม่ ว่าฉันรอคำพูดนี้มาสิบกว่าปีแล้ว เพราะฉันสำนึกตนว่ากระทำผิดต่อแม่ดวงแข เป็นเหตุให้แม่ไม่ยอมออกเรือน พอได้ยินจากปากแม่เช่นนี้ ไม่ต่างจากได้ฟังคำอโหสิเลยเทียว”

“ฉันขอส่งท่านเจ้าคุณเพียงนี้แล้วกัน” ดวงแขตัดบท เธอรีบยกมือไหว้ลา

เสมารับไหว้พลางส่งยิ้มให้ก่อนเดินกลับออกไป ดวงแขมองตามสีหน้าขรึมรำพึงกับตัวเองว่า

“ฉันไม่ได้ผูกใจเจ็บแล้วก็จริง แต่ใจฉันยังไม่เคยลืมเลือนท่านได้เลย”

ooooooo

เสมากลับมาถึงบ้านก็พบจำเรียงกับเอื้อยแตงมารอฟังข่าวสามีอยู่ เสมาเห็นใจทั้งสอง แต่จำต้องบอกออกไป

“อ้ายสมบุญถูกแทงที่สีข้าง เพลานี้ปลอดภัยแล้ว แต่เรื่องคดีความ แม้จะมีพยานเห็นกันทั้งตลาดว่าวิวาทกันเองแลอ้ายขันใช้พวกมากกว่าเข้ากลุ้มรุม แต่ด้วยอ้ายพุฒถูกแทงจนตาย อย่างไรเสียก็คงต้องถูกถอดจากตำแหน่งหลวง แลจำคุกไม่ตํ่ากว่าสามปีเป็นแน่”

“ถูกถอดจากยศหลวงก็หาเป็นกระไรไม่ ฉันกับแม่จำเรียงมีเงินทองมากโขอยู่ แต่ลูกฉันเล่า ลูกจะไม่ได้เห็นหน้าพ่ออีกนานปีเชียวหรือ” เอื้อยแตงปล่อยโฮลั่น

“หลวงรามพิชัยก็ตายแล้ว พระพิเดชสงครามเล่าเจ้าคะ เพลานี้เป็นกระไรบ้าง ท่านเจ้าคุณไปเยี่ยมมาแล้วหรือไม่” เรไรซัก

“ไปมาแล้ว อ้ายขันสาหัสนัก แม้จักไม่ตายก็ต้องพิการเป็นแน่ แลเหตุวิวาทครานี้ ยังลุกลามไปอีกมากนักจนความทราบไปถึงพระเนตรพระกรรณแล้ว”

“ถึงพระพุทธเจ้าอยู่หัวเชียวหรือเจ้าคะ แล้วเป็นกระไรบ้างเจ้าคะ” ศรีเมืองตกใจ

“พระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่า เหตุเกิดจากพระอินทราชากระทำการไม่บังควร เหล่าขุนนางจึงแตกแยกกัน เลยมีรับสั่งให้พระอินทราชาทรงผนวชเป็นภิกษุสงฆ์แล้ว” เสมาถอนใจ สงสารสินและสมบุญ อีกทั้งสลดใจกับการแย่งชิงอำนาจ จนนึกเบื่อหน่ายขึ้นมา

ooooooo

เอื้อยแตงกับจำเรียงมาเยี่ยมสินกับสมบุญที่คุกหลวง

ทั้งสองพูดให้กำลังใจสามีและสัญญาว่าจะดูแลลูกๆอย่างดีเพื่อรอวันกลับไปอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้ง สินกับสมบุญนํ้าตาเอ่อรับปากเมียรักว่า ต่อไปภายหน้าจะอดกลั้น ระงับโทสะให้อยู่ แลจะไม่ยอมให้สิ่งใดมาพรากตนไปจากเมียแลลูกได้อีกเป็นอันขาด แล้วทั้งสองคู่ก็กอดกันแน่นทั้งนํ้าตา เสียใจที่เกิดเรื่องราวขึ้น แต่นับว่ายังโชคดี ที่มีความหวังได้มาอยู่ด้วยกันอีก

เวลาเดียวกัน เสมาเข้าไปนั่งสมาธิอยู่ในโบสถ์ เขาได้ยินคำสอนของพระครูขุนดังแว่วมา

“เสมาเอ๋ย โลกเรานี้ไม่มีกระไรเที่ยงแท้ดอก ดูแต่ตัวเจ้าเถิด แต่เล็กก็มาอยู่ที่วัด แล้วก็จากไปเป็นทหาร มีอำนาจวาสนารุ่งเรือง แต่ยามเกิดทุกข์ เจ้าก็ยังกลับมาที่วัดอีก ทุกสิ่งล้วนแล้วแต่หมุนเวียนเปลี่ยนไป ไม่มีกระไรแน่นอน ดุจดังดวงตะวันที่ลับหายไปจากขอบฟ้า แลรอคอยเพลารุ่งอรุณอีก วนเวียนอยู่เช่นนี้ เช่นเดียวกับชีวิตของมนุษย์” เสมาลืมตาขึ้นพลางครุ่นคิดหาทางออก

หลายวันต่อมา เสมาชวนเรไรออกไปพายเรือเล่นเพื่อให้เธอเก็บดอกบัวมาบูชาพระ แต่เมื่อเห็นแม่หญิงไม่ยอมรามือง่ายๆ จึงเอ่ยถาม

“ใช้บูชาพระ ไม่กี่ดอกก็พอแล้ว แม่หญิงจะเก็บดอกบัวไปทำกระไรมากมาย”

“ไม่ได้ดอก นานปีนักกว่าออกญาแม่ทัพใหญ่จะพายเรือให้ฉันนั่ง ฉันต้องเก็บเสียให้คุ้ม”

“แม่หญิงไม่บอกก่อน ข้าพระเจ้าเต็มใจพายเรือให้แม่หญิงทุกเมื่อเชื่อวันอยู่แล้ว”

“ฉันไม่ใช่รุ่นสาวแล้ว ยังจะเรียกแม่หญิงอีกหรือ”

“ไม่ใช่รุ่นสาวกระไรกัน วันที่แม่ทำจำปีพลัดมือให้ เสมาเก็บมาดมเป็นเช่นไร วันนี้แม่ก็งามไม่ต่างกันเลย”

“ปากหวานนัก มีหญิงใดเคยบอกหรือไม่ ว่าหนึ่งปากของออกญาท่าน ยังร้ายกาจกว่าดาบสองมือเสียอีก”

“หากจะมีก็มีแม่ศรีเมืองคนเดียวเท่านั้น หญิงอื่นไม่มีแล้ว เสมาไม่กล้า”

เรไรมองหน้าเสมาแล้วหลุดหัวเราะออกมา แต่เสมากลับทำหน้าขรึม เอ่ยถามว่า “แม่หญิง หากสิ้นพระบารมีขององค์พระพุทธเจ้าอยู่หัวแล้ว ข้าพระเจ้าจะลาออกจากราชการเสีย แม่หญิงเห็นเป็นเช่นไร”

“เหตุใดมากล่าวถึงเรื่องนี้เล่า”

“พระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงมีบุญคุณท่วมหัวเสมา แม้นตายแล้วเกิดใหม่ก็ทดแทนไม่หมด แต่ข้าพระเจ้าเบื่อหน่ายการช่วงชิงอำนาจนัก อ้ายสินอ้ายสมบุญต้องเป็นเช่นนี้ ก็ไม่ใช่เพราะการช่วงชิงอำนาจดอกรึ ช่วงชิงในสิ่งที่ตายไปก็เอาไปไม่ได้ เห็นแล้วให้สลดใจนัก”

“เสมาใจตรงกับฉัน ฉันเองก็อยากให้เสมาออกจากราชการเช่นกัน บัดนี้เราไม่ต้องการกระไรอีกแล้ว จะวนเวียนกับกิเลสให้เกิดทุกข์ไปทำกระไร สู้อยู่เป็นสุขเช่นนี้ไม่ได้”

เสมายิ้มบางๆ สุขใจที่เรไรเห็นตรงกับตน ทั้งคู่พายเรือเก็บดอกบัวไปพลางหยอกล้อกันไปพลางอย่างมีความสุข

ooooooo

เสมาเดินจูงมือเรไรกลับมาที่บ้านด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ศรีเมืองกับลูกๆของเสมายืนรออยู่ เห็นทั้งคู่กลับมาก็วิ่งเข้าไปหา

เสมาอุ้มลูกสาวเอาไว้ ส่วนเรไรโอบบ่าลูกชายพลางพูดคุยก่อนจะจูงมือพาเดินขึ้นบ้าน แต่ลูกชายยื่นมืออีกข้างไปจูงมือศรีเมืองให้เดินไปพร้อมๆกัน

เสมาส่งยิ้มพอใจ ขณะที่เรไรและศรีเมืองหันมายิ้มแย้มให้กัน แล้วพากันเดินตามเสมาขึ้นเรือนไปอย่างมีความสุข

ช่วงปลายรัชกาล เจ้าฟ้าสุทัศน์พระมหาอุปราช สิ้นพระชนม์ ทำให้สมเด็จพระเอกาทศรถทรงเสียพระทัยมากจนเสด็จสวรรคต เหล่าขุนนางจึงทูลเชิญเจ้าฟ้าศรี–เสาวภาคย์ขึ้นครองราชย์ แต่จมื่นศรีสรรักษ์ได้นำกำลังทหารบุกเข้าปลงพระชนม์แล้วทูลเชิญพระอินทราชาลาผนวชมาขึ้นครองราชย์แทน ทรงพระนามว่า  “พระเจ้าทรงธรรม”

หลังจากพระเจ้าทรงธรรมเสด็จสวรรคต จมื่นศรีสรรักษ์ได้ปลงพระชนม์พระราชโอรสของพระเจ้าทรงธรรม แล้วปราบดาภิเษกตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์ ทรงพระนามว่า “พระเจ้าปราสาททอง”

ส่วนเสมา หลังจากสมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จสวรรคต เข้าได้ลาออกจากราชการแล้วบวชตามที่ตั้งใจไว้เป็นเวลาสองปี ครั้นลาผ้าเหลืองก็ออกมาใช้ชีวิตกับครอบครัวอย่างมีความสุข

ooooooo

–อวสาน–

ขุนศึก ตอนที่ 16

อ่านเรื่องย่อ
นิยายไทยรัฐ
advertisement

Thairath TV

คิดต่าง อย่างเข้าใจ
advertisement