ทิวลิปทอง ตอนที่ 1 นิยายไทยรัฐ
วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

advertisement

ทิวลิปทอง ตอนที่ 1


22 พ.ย. 2560 08:00
92,040 ครั้ง

ละคร นิยาย ทิวลิปทอง

ทิวลิปทอง ตอนที่ 1

อ่านเรื่องย่อ

ทิวลิปทอง

แนว:

ดราม่า-แอคชั่น

บทประพันธ์โดย:

ภูมิแผ่นดิน

บทโทรทัศน์โดย:

ณพุทธ สุศรีฯ

กำกับการแสดงโดย:

ฉลอง ภักดีวิจิตร

ผลิตโดย:

บริษัท อินทรีย์ ออดิโอ วิชั่น จำกัด

วัน-เวลาออกอากาศ: ทุกวันศุกร์ - อาทิตย์ เวลา 20.15 น.

ช่องออกอากาศ:

สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบก ช่อง 7

นักแสดงนำ:

รังสิโรจน์ พันธุ์เพ็ง,ศรศิลป์ มณีวรรณ์

เมื่อสามปีก่อน...ภูมิกับผู้กองเสือและเพื่อนร่วมทีมอีกหลายคนได้ปฏิบัติภารกิจด้วยกันที่บริเวณชายแดนไทย–มาเลเซีย ทั้งหมดคือทีมล่าสังหารของกองทัพและเคยเด็ดชีพเหล่าร้ายมาแล้วมากมาย

หนึ่งในทีมคือฟ้า แฟนสาวของภูมิที่ฝีไม้ลายมือเก่งกล้าไม่ต่างจากชายอกสามศอก แต่แล้วเหตุการณ์วันนั้นที่ทีมของภูมิปะทะกับพวกทอมมี่ซึ่งบุกจู่โจมเข้ามาชิงตัวไซม่อนผู้ต้องหาชาวยุโรปเกี่ยวกับคดียาเสพติด ไม่คาดคิดว่าภูมิจะต้องสูญเสียฟ้าไปอย่างไม่มีวันกลับ เพราะในทีมมีหนอนบ่อนไส้ช่วยเหลือคนร้าย แต่หนอนบ่อนไส้คนนั้นก็ถูกฆ่าตายตกไปตามกัน

เมื่อฟ้าถูกฆ่าตายต่อหน้าต่อตาทำให้ภูมิต้องลาออกจากราชการเพราะทำใจไม่ได้กับเรื่องที่เกิดขึ้น และเหตุการณ์ในอดีตวันนั้นก็ยังคงตามหลอกหลอนภูมิจนถึงวันนี้...

เสียงโทรศัพท์ดังระรัวปลุกให้ภูมิตื่นจากฝันร้าย... ปลื้มพี่ชายของฟ้านั่นเองที่โทร.มาจากอัมสเตอร์ดัมเมืองหลวงของเนเธอร์แลนด์ ประโยคแรกที่ปลื้มทักอดีตน้องเขยราวกับมีตาทิพย์

“ทำอะไรของเอ็งอยู่วะ ไอ้ภูมิ...นี่เอ็งอย่าบอกนะว่าจนป่านนี้เอ็งยังตั้งหลักเริ่มต้นชีวิตใหม่ไม่ได้ซะที ฟ้าน้องสาวข้าตายมาสามปีแล้วนะโว้ย ใจคอเอ็งจะอาลัยอาวรณ์ไม่เลิกหรือไงวะ”

ภูมิอึ้งไปนิดก่อนถามตัดบท “พี่ปลื้ม...พี่มีธุระอะไรกับผมรึเปล่า”

“มี ก็เรื่องที่ข้าขอให้เอ็งช่วยไง ตกลงเอ็งจะมาหรือไม่มา”

ภูมิเงียบไปอีกครั้ง สีหน้าและแววตาครุ่นคิดอย่างลังเล

ooooooo

ที่สถานทูตเนเธอร์แลนด์ในประเทศไทย พรรณมณีหรือพั้นช์ เด็กสาวผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะการต่อสู้ กำลังสะพายกระเป๋าพะรุงพะรังและถือซองเอกสารรอเจ้าหน้าที่อย่างจดจ่อ เธอมีความฝันที่จะเดินทางไปยังเนเธอร์แลนด์เพื่อตามหาน้องชาย
เมื่อเจ้าหน้าที่เดินออกมาเจอเธอก็ทำท่าเบื่อหน่าย ถามกึ่งบ่นว่า “คุณยังอยู่อีกเหรอเนี่ย”

“ฉันอยากทราบเหตุผลค่ะว่าทำไมฉันถึงขอวีซ่าไม่ผ่าน”

“ผมชี้แจงในเอกสารไปแล้ว”

“วีซ่าไม่ผ่านเพราะฉันตกงาน มีเงินในบัญชีน้อยเกินไป แค่นี้เหรอค่ะเหตุผล”

“คุณจะไปทำอะไรที่อัมสเตอร์ดัม”

“ฉันมีน้องชาย เขาเรียนแล้วก็ทำงานร้านอาหารที่นั่น”

“คุณจะไปเที่ยวหรือไปอยู่กับเขา”

“ไปเที่ยวค่ะ หรืออาจจะอยู่ ก็ไม่แน่นะคุณ ฉันจบหลักสูตรการทำอาหารไทยมาจากสถาบันมีชื่อเสียงนะ ทางโน้นเขาอาจจะจ้างฉันเป็นแม่ครัวก็ได้”

“ผมไม่รู้ว่าน้องคุณไปอยู่ที่นั่นได้ยังไง แต่ที่ผมต้องบอกคุณตามตรงก็คือครอบครัวของคุณ ทั้งพ่อ และน้องชายมีรายชื่ออยู่ในแบล็กลิสต์ว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด”

พั้นช์นิ่งไปครู่หนึ่งด้วยความสะเทือนใจ “คุณรู้ได้ยังไง”

“เรารู้ทุกอย่าง ผมเสียใจด้วย โอกาสเดียวที่คุณจะเดินทางไปอัมสเตอร์ดัมได้ก็คือต้องมีบุคคลที่น่าเชื่อถือมาเซ็นรับรองให้...ผมช่วยได้แค่นี้จริงๆ”

เจ้าหน้าที่ปลีกตัวไปเข้าห้องน้ำ ทิ้งให้พั้นช์ยืนทอดถอนใจกับความอับโชคของตนเอง เธอเดินเหม่อลอยมานั่งในส่วนของล็อบบี้ นั่งอยู่อย่างนั้นเนิ่นนานจนเจ้าหน้าที่ภายในสถานทูตต่างทยอยกันกลับบ้าน

ช่วงหนึ่งเธอนึกถึงอดีตที่พ่อเคยย้ำเตือนไว้ขณะถูกตำรวจควบคุมตัวไปฝากขัง “จำไว้นะลูก ลูกต้องตั้งใจเรียน แล้วอย่าเลือกเดินทางผิดเหมือนพ่อ สัญญานะลูก”

เธอสัญญากับพ่อและว่าจะรอพ่อกลับมา แต่พ่อกลับบอกว่า...พ่อคงไม่ได้กลับมาอีกแล้ว...

พั้นช์สลัดความคิดในหนหลังนั้นทิ้งไป พยายามทำใจลืมเรื่องที่เกิดขึ้น ลุกขึ้นพูดกับตัวเองว่า

“โธ่เอ๊ย ไม่ไปก็ได้วะ เนเธอร์แลนด์ แค่นี้ไม่ง้อหรอก” แล้วเดินหงุดหงิดจากไป แต่พอเดินออกไปในทางค่อนข้างเปลี่ยวบริเวณสถานทูต ได้ยินเสียงคนโต้เถียงกันดังแว่ว

อีธานกับคาลิดกำลังมีปัญหาบางอย่างกันอยู่ ต่างร้อนรนกระวนกระวายด้วยกันทั้งคู่

“แกไม่เข้าใจหรือไงคาลิด ฉันกำลังเดือดร้อน”

“ฉันเสียใจด้วยอีธาน แต่สิ่งที่แกขอมันเกินความสามารถ ของฉัน”

“คาลิด ฉันรู้ว่าแกช่วยฉันได้”

“ไม่! ตำรวจต่างหากที่จะช่วยแกได้ ไปแจ้งความซะ แล้วอย่ามาตื๊อฉันอีก” คาลิดขยับเท้าเดินหนี อีธานไม่ยอม รีบคว้าตัวเขาไว้

“อย่า...คาลิด เราเป็นเพื่อนกันนะ แกอย่าทิ้งฉันไว้แบบนี้”

“พอที ฉันบอกว่าไม่!” คาลิดผลักอกอีธานจนเสียหลักล้ม กระเป๋าเอกสารที่หิ้วมาร่วงหล่น ข้าวของหกกระจาย

คาลิดตกใจแต่ไม่อยู่ในอารมณ์จะขอโทษ เขาเดินหนีไป ทิ้งให้อีธานอึ้งไปครู่ใหญ่ก่อนจะเก็บของที่หล่นใส่กระเป๋า พั้นช์แอบมองอยู่นึกสงสาร เข้ามาอาสาช่วยเหลือ

อีธานมองหน้าเด็กสาวอย่างไม่ไว้ใจ รีบร้อนเก็บของแล้วเดินหนีไปโดยไม่ทันสังเกตว่ากระเป๋าสตางค์ยังกองอยู่กับพื้น พั้นช์เห็นจึงเก็บขึ้นมาและพยายามจะเอาไปคืน แต่เจ้าของกระเป๋าโดนชายฉกรรจ์สี่คนกรูลงจากรถมาจับตัว

อีธานวิ่งหนีเข้าไปในตรอกแคบ แต่ไม่พ้นเงื้อมมือพวกมันสี่คน พั้นช์เห็นเหตุการณ์โดยตลอดวิ่งตามมาเตะต่อยพวกมันด้วยวิชาต่อสู้ที่ตนถนัด คิดว่าชายคนนี้ถูกโจรปล้นกลางวันแสกๆ

ชายกลุ่มนั้นโกรธมาก และที่สุดก็หมดความอดทนกับความเก่งกาจของเด็กสาว ชักปืนออกมายิงใส่เธอ แต่อีธานวิ่งเข้าไปเอาตัวบังไว้ ส่งผลให้เขาโดนยิงเข้าเต็มรัก

ก่อนตายอีธานได้แอบซ่อนกุญแจไว้ในกระเป๋าสัมภาระของพั้นช์ พร้อมทิ้งคำพูดเป็นปริศนาถึงสิ่งที่เรียกว่า “ทิวลิปทอง” และกำชับว่าอย่าให้พวกมันได้ไปเด็ดขาด

ooooooo

หลังจากพั้นช์หนีรอดไปได้ คนร้ายย้อนกลับมาแพ็กศพอีธานก่อนขนย้ายหายไปจากที่เกิดเหตุ เมื่อ พั้นช์นำตำรวจมาจึงไม่พบร่องรอยใดๆ ทำให้พั้นช์โดนสงสัยว่าไม่เต็มเต็ง หรือที่เรียกว่าคนบ้าพูดจาเลอะเทอะ

แต่พั้นช์ก็ยังพยายามจะเล่าเรื่องราวว่าเป็นการปล้น แต่ไม่สำเร็จพวกโจรมันเลยโมโห

“แล้วคุณรู้ได้ยังไงครับว่าไม่สำเร็จ”

“ก็กระเป๋าเงินของฝรั่งคนนั้นมันอยู่ที่ฉัน นี่ค่ะ”

สิบเวรสะดุ้ง ร้องอ้าว...พั้นช์รีบบอกว่าตนไม่ได้ขโมย แค่เก็บได้ แต่ยังไม่ได้คืนเพราะฝรั่งคนนั้นตายเสียก่อน

ระหว่างนี้ตำรวจอีกนายเข้ามารายงานว่าตรวจสอบที่เกิดเหตุแล้วไม่พบศพ พั้นช์ยืนยันเสียงหลงว่าต้องมีศพฝรั่งตัวเบ้อเร่อ ตำรวจที่เพิ่งเข้ามาแอบกระซิบกับสิบเวรว่า

“ไม่เจอศพจริงๆครับหมู่ แต่เจอคนที่สถานทูตเขาบอกว่ายัยนี่ไปโวยวายอยู่ที่นั่นเมื่อตอนเย็นครับ ท่าทางจะเพี้ยนๆ”
สิบเวรตอบกลับทันทีว่านึกแล้ว...หลังจากนั้น

พั้นช์ก็ต้องระเห็จออกมาอย่างช่วยไม่ได้...

พั้นช์ทั้งเหนื่อยทั้งเซ็งกลับมาที่หอพักในคืนนั้น ยังไม่ทันเข้าห้องก็โดนเจ๊ดาเจ้าของหอพักแหวใส่อย่างไม่พอใจ “ไงยะแม่คุณ ไหนบอกจะอยู่ต่ออีกแค่อาทิตย์เดียวแล้วจะไปเมืองนอก นี่มันเลยมาสองอาทิตย์แล้วนะหล่อน”

“อดทนหน่อยสิเจ๊ วีซ่าหนูมันมีปัญหา”

“อดทนน่ะพอไหว แต่ทนอดมันทนไม่ได้ ภายในสามวันถ้าเธอยังไม่ขนของออกไปล่ะก็...ฉันจะให้คนจับเธอโยนออกไป”

“เจ๊!!” พั้นช์อุทานได้แค่นั้นก็ต้องก้มหน้านิ่งเพราะเจ๊ดาถลึงตาใส่ดุดัน...จำต้องเดินคอตกหนีไปอย่างไร้ทางสู้

เมื่อเข้ามาในห้องเช่าเธอจัดแจงกินบะหมี่สำเร็จรูปประทังชีวิต เสร็จแล้วพยายามโทร.หาน้องชายที่เนเธอร์แลนด์ แต่ไร้ผล มีเพียงเสียงระบบอัตโนมัติตอบเป็นภาษาอังกฤษแปลว่าไม่สามารถติดต่อได้ หงุดหงิดถึงกับบ่นอุบ

“เฮ้ย...ไอ้พีทนะไอ้พีท ไอ้น้องบ้า จะปรึกษาอะไรหน่อยก็ไม่ได้ นี่เราจะทำยังไงดีวะเนี่ย ทำไมไอ้พีทมันขอวีซ่าไปเนเธอร์แลนด์ได้ แล้วทำไมเราขอไม่ได้วะ”

พั้นช์กระสับกระส่ายคิดหนัก พลันมือคว้าไปโดนกระเป๋าสตางค์ของอีธาน จึงเปิดแง้มดูและเห็นเต็มตาว่าข้างในมีเงินเป็นฟ่อน!

ooooooo

ที่แท้พีทน้องชายของพั้นช์กำลังมีเรื่องเดือดร้อนในอัมสเตอร์ดัม...พีทในวัย 16 ปี เคยทำงานในร้านอาหารไทยของปลื้มและเรียนหนังสือไปด้วย แต่จับพลัด จับผลู เขาหลงผิดเข้าไปในวงจรยาเสพติดของเฮียโส่ยนักเลงเจ้าถิ่น จึงลาออกจากร้านอาหารมาเป็นเด็กส่งยา

วันนี้พีทโชคไม่ดีเจอมาร์โก้และมาเรีย สองตำรวจชายหญิงซึ่งประจำอยู่ในท้องที่นั้น มาเรียไล่กวดพีทไปเพราะเห็นกับตาว่าเขากำลังส่งยา แต่พอจับตัวได้และรู้ว่าเขามีอายุเพียง 16 ปี มาเรียกลัวเด็กจะเสียอนาคตจึงปล่อยตัวไป แล้วบอกมาร์โก้ที่ต้องปล่อยเพราะไม่เจอหลักฐาน...

ในที่สุดภูมิก็ตัดสินใจเดินทางมาอัมสเตอร์ดัม จุดหมายปลายทางคือร้านต้มข่าไก่ของพี่ปลื้ม แต่เพียงแค่ลงเครื่องที่สนามบิน ภูมิถูกแก๊งมิจฉาชีพพาไปชิงทรัพย์ แต่พวกมันกลับถูกภูมิเล่นงานจนเปิดแน่บหนีไปได้ ยกเว้นหัวหน้าแก๊งคนเดียวที่โดนอัดจนน่วม

ภูมิพามันไปสถานีตำรวจเพื่อแจ้งความ จึงได้เจอกับมาเรียและพูดคุยกันถูกคอ และด้วยฝีมือที่ไม่ธรรมดาของภูมิ ทำให้มาเรียกับมาร์โก้ไม่เชื่อว่าเขาจะเป็นพ่อครัวร้านอาหารอย่างที่บอก มาร์โก้ค้นหาประวัติของเขา แต่ข้อมูลที่ได้มามีไม่ถึงสองหน้ากระดาษ ซึ่งตรงกับทฤษฎีในการสืบสวนของที่นี่ ถ้าเป็นคนร้ายประวัติจะหนา คนธรรมดาประวัติปานกลาง ส่วนคนประวัติน้อยหมายความว่าถูกปกปิดโดยรัฐบาล เขาอาจเคยเป็นสายลับหรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานไหนสักแห่ง

เมื่อปลื้มถูกตามตัวให้มารับภูมิที่สถานีตำรวจ ก็บ่นกระปอดกระแปดหาว่าภูมิมาถึงก็เพิ่มภาระ ทั้งที่ร้านของตนเพิ่งโดนพวกนักเลงเรียกเก็บค่าคุ้มครอง แต่ปลื้มไม่จ่าย สภาพร้านเลยพังเละเทะ ต้องปรับปรุงซ่อมแซมกันใหม่โดยมีขนุนกับมะปรางสองลูกจ้างคนไทยช่วยอย่างแข็งขันระคนเบื่อหน่าย เพราะเหตุการณ์แบบนี้เกิดอยู่เนืองๆ

และเหตุนี้เองที่ปลื้มต้องการภูมิมาอยู่ที่ร้าน เพราะเชื่อว่านักเลงจะยำเกรงฝีมือการต่อสู้ของเขา โดยมอบหมายตำแหน่งพ่อครัวให้ เพราะฝีมือการทำอาหารของภูมิไม่แพ้ปลื้ม เนื่องจากมีครูคนเดียวกันคือฟ้าน้องสาวของปลื้มนั่นเอง

หลังจากภูมิทำความรู้จักกับขนุนและมะปรางแล้ว ปลื้มพาเขาขึ้นไปดูห้องพักและจัดเก็บสัมภาระที่มีน้อยนิด ก่อนจะขอออกไปหาซื้อของใช้จำเป็น อยู่ทางนี้ปลื้มแทบรับเละ เพราะเฮียโส่ยพาสมุนมาเรียกเก็บค่าคุ้มครอง

ดีเสียว่ามาเรียเข้ามาเห็นโดยบังเอิญ เธอแสดงบัตรตำรวจทำให้พวกเฮียโส่ยไม่กล้า ล่าถอยไปด้วยความเจ็บใจ

ภูมิซื้อของเสร็จกลับมาเจอมาเรียก็จำได้เพราะเพิ่งพบเธอที่สถานีตำรวจ เขาขอบคุณเธอที่ช่วยเหลือพี่ชายให้รอดพ้นจากพวกนักเลงเรียกค่าคุ้มครอง มาเรียได้พูดคุยกับภูมิมากขึ้นยิ่งรู้สึกประทับใจในความสุภาพเรียบง่ายของเขา

ooooooo

ที่กรุงเทพฯ พั้นช์เข้าตาจนเมื่อเจ๊ดาพานักเลงคุมหอพักมาทวงเงินค่าเช่าห้องที่ติดค้าง เธอตัดสินใจนำเงินยูโรของอีธานฝรั่งที่ถูกฆ่าตายให้ไป

เจ๊ดารับมาด้วยความแปลกใจ บ่นกับคนของตนว่ามันอยู่เมืองไทยแต่ดันมีเงินฝรั่ง หรือว่ามันจะทำงานไซด์ไลน์

“สงสัยไอ้ที่บอกไปที่สถานทูต คงไม่ได้ไปเมืองนอกหรอกเจ๊ มันต้องไปขายตัวแหงๆ”

เจ๊ดาพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดนั้น...ส่วนพั้นช์หลบเข้าห้อง นับเงินยูโรและประเมินเป็นเงินไทยน่าจะเป็นหมื่น...บอกกับดวงวิญญาณฝรั่งที่ตายว่าขอยืมก่อน แล้วจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ จากนั้นก็ค้นกระเป๋าสตางค์พบรูปอีธานถ่ายคู่กับหญิงสาวคนหนึ่งหน้าตาสะสวยไม่รู้ว่าสองคนเป็นอะไรกัน

แต่สารวัตรสุเมธกับผู้กองจักรีรู้แล้วว่าสองคนเป็นพ่อลูกกัน สุเมธได้รูปและข้อมูลประวัติของด็อกเตอร์อีธานกับลิซ่า ตอนนี้อีธานหายสาบสูญไปขณะเดินทางมาทำธุรกิจที่เมืองไทย ซึ่งลิซ่าติดต่อกับทางตำรวจไทยว่าต้องการให้ช่วยตามหาพ่อของเธอ คดีนี้ถือว่าเร่งด่วนมาก เนื่องจากด็อกเตอร์อีธานเป็นคนมีชื่อเสียงในแวดวงวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร ชำนาญเป็นพิเศษเรื่องอาวุธชีวภาพ

หลังได้ข้อมูลจากสารวัตรสุเมธในเบื้องต้นแล้ว ผู้กองจักรีมาหารือกับจ่าชัยลูกน้องคนสนิทว่าคดีนี้ต้องมีเงื่อนงำ อดีตที่ปรึกษาด้านการแพทย์ของกองทัพมาทำอะไรในบ้านเรา แต่จ่าชัยกลับบอกว่าอาจเป็นแค่คดีธรรมดาอย่างเช่นฆ่าชิงทรัพย์หรืออุบัติเหตุหายสาบสูญก็ได้

“ขอให้เป็นอย่างที่จ่าพูดเถอะ เพราะถ้าด็อกเตอร์อีธานถูกฆ่าตายจริงๆ มันต้องเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแน่ๆ”

จ่าชัยฟังแล้วชะงัก มองผู้กองจักรีด้วยความสงสัยว่าอีกฝ่ายกำลังกังวลเรื่องอะไร

ooooooo

ที่เนเธอร์แลนด์ วันนี้พีทย้อนกลับมาหาพี่ปลื้มที่ร้านต้มข่าไก่เพื่อขอกลับมาทำงานเหมือนเดิม เพราะได้แรงขับจากพั้นช์ที่ฝากข้อความไว้ในวีดิโอย้ำให้ตั้งใจเรียนหนังสือ แล้วพี่จะรีบไปหา

แต่ปลื้มไม่ยอมรับพีททำงานเพราะไม่เชื่อว่าเขาจะกลับตัวกลับใจได้ แถมยังเรียกเขาว่าไอ้ขี้ยา ทำให้พีทโมโหทำท่าจะเอาเรื่องจนภูมิต้องเข้ามาไกล่เกลี่ย พีทเลยปึงปังออกไป

“ดูมัน กระแทกเท้าปึงปัง นี่ถ้าเป็นบ้านบิดามารดาของมัน มันจะทำแบบนี้รึเปล่าวะ”

“เขาเป็นใครเหรอพี่ปลื้ม”

“แต่ก่อนมันเคยล้างจานอยู่ที่นี่ แต่เดี๋ยวนี้ดันไปขายยาให้ไอ้โส่ย ไอ้คนที่มาเก็บค่าคุ้มครองเมื่อวันก่อน ไอ้เลวนี่มันเอาทุกทาง อะไรที่ผิดกฎหมายมันทำหมด”

ฟังแล้วภูมิอดนึกสงสารพีทไม่ได้...ส่วนพีทที่กลับออกจากร้านไปด้วยความผิดหวัง เขาไปหาเฮียโส่ยที่ค่ายมวย บอกเลิกการส่งยาเพราะกลัวพี่สาวรู้และอาจโดนตำรวจจับ ปรากฏว่าเฮียโส่ยไม่พอใจ ข่มขู่ว่าใครก็ตามที่ถอนตัวไปจากตนชีวิตจะมีปัญหา ทำให้พีทยิ่งหวาดกลัว

เมื่อโส่ยรู้จากลูกน้องของตนว่าวันก่อนพีทโดนตำรวจหญิงคนที่เจอในร้านต้มข่าไก่ไล่จับ มันคงกลัวเลยไม่อยากส่งยาอีก และโส่ยเองก็เพิ่งโดนเธอขัดขวางเรื่องเรียกค่าคุ้มครอง ด้วยความเจ็บใจจึงส่งเชนนักมวยในค่ายไปลอบยิงเธอ

แต่โชคดีที่เวลานั้นมาเรียอยู่กับภูมิ เชนเลยทำงานไม่ถนัด มาเรียได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยที่มือ ภูมิพาเธอกลับมาทำแผลที่ร้านของปลื้ม ก่อนจะได้รู้จากพีทที่เห็นเหตุการณ์โดยตลอดว่ามือปืนคือนักมวยในค่ายเฮียโส่ย

ภูมิโกรธมากที่เฮียโส่ยกร่างกับตำรวจหญิงถึงขนาดนี้ เขาคว้าไขควงอันเดียวออกจากร้านไปยังค่ายมวยโดยให้พีทนำทาง

เฮียโส่ยไม่ยอมถูกหยามถึงถิ่นง่ายๆ สั่งลูกน้องนับสิบรุมภูมิคนเดียว แต่ภูมิเอาอยู่ เล่นงานทุกคนจนสะบัก สะบอม แม้แต่เชนนักมวยมือหนึ่งของค่ายก็ต้องสยบให้ภูมิ

เมื่อเห็นกับตาอย่างนั้น ความหวาดกลัวเข้าครอบงำเฮียโส่ยจนต้องกลับคำ พูดจาภาษาดอกไม้กับภูมิ

“ใจเย็นๆก่อนนะน้องชาย เราคนไทยเหมือนกัน มีอะไรค่อยพูดค่อยจากันก็ได้”

“ถ้าคิดแบบนี้แต่แรกก็คงไม่มีเรื่องหรอกเฮีย”

“นั่นน่ะสิ ฉันมันโง่ไปหน่อย”

“เลิกยุ่งกับร้านต้มข่าไก่ รวมทั้งกิจการอื่นๆในละแวกนี้ คนเขาทำอาชีพสุจริต เฮียมีสิทธิ์อะไรไปรีดไถเขา”

“แหม...ก็แค่เก็บค่าคุ้มครอง ฉันทำเพื่อปกป้องคนไทยนะจะบอกให้”

“บ้านเมืองมีกฎหมาย ตำรวจเขาจัดการได้ เฮียไม่ต้องแส่”

“ก็ได้...ต่างคนต่างอยู่”

เฮียโส่ยกัดฟันพูด ภูมิพอใจ เดินกลับออกไปอย่างใจเย็น พีทสะใจและสมน้ำหน้าเฮียโส่ย เดินตามไปชื่นชมภูมิไม่หยุดปาก อยากให้สอนมวยไทยตนบ้าง ต่อไปจะได้ไม่ถูกรังแก

“ก็ได้ แต่มีข้อแม้นะ”

“ค่ายกครูใช่รึเปล่า ได้...พี่เรียกมาเลย แพงแค่ไหนผมก็จ่าย”

“เปล่า พี่อยากให้เราเลิกยุ่งกับยาเสพติด คนที่จะฝึกวิชาต่อสู้ต้องแข็งแกร่งทั้งกายและจิตใจ และที่สำคัญมวยไทยคือศักดิ์ศรีของคนไทยทั้งประเทศ”

“ผมก็ไม่ได้อยากค้ายาหรอกพี่ แต่สถานการณ์มันพาไป ถ้าผมไม่วิ่งยาแล้วจะเอาที่ไหนกินล่ะพี่”

“อยากกลับไปทำงานที่ร้านต้มข่าไก่รึเปล่า”

“พี่จะช่วยผมเหรอ”

ภูมิพยักหน้าแทนคำตอบ พีทยิ้มร่าดีใจ ตอบตกลงทันที

“โอเคเลยพี่ ต่อไปนี้ผมจะกลับตัว ผมจะเป็นคนดีครับ”

“เออ...แล้วพี่จะคอยดู” ภูมิตบบ่าพีทแล้วกอดคอเดินไปด้วยกัน

ooooooo

ที่กรุงเทพฯ ผู้กองจักรีได้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับด็อกเตอร์อีธานว่ามีส่วนร่วมในการพัฒนาอาวุธชีวภาพในสมัยที่เกิดสงคราม ส่วนจ่าชัยลูกน้องคนสนิทก็เพิ่งได้เบาะแสสำคัญมารายงานผู้กอง สองคนจึงพากันไปที่สถานีตำรวจแห่งหนึ่ง

หลักฐานที่ว่าก็คือภาพสเกตช์ของด็อกเตอร์อีธานที่เหมือนตัวจริงมาก สิบเวรให้ข้อมูลว่า

“ภาพนี้ถูกสเกตช์ขึ้นตามคำให้การของผู้หญิงคนหนึ่งครับ เธอยืนยันว่าเห็นฝรั่งในรูปถูกฆ่าตาย แต่พอคนของเราไปตรวจดูกลับไม่เจอศพ”

“แล้วผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร ชื่อแซ่อะไรคุณรู้ไหม”

“เสียใจด้วยจริงๆครับผู้กอง คือมีคนที่สถานทูตฟ้องมาว่าผู้หญิงคนนี้สติไม่สมประกอบ เราก็เลย...”

“ไม่ได้เก็บบันทึกอะไรไว้เลยเหรอหมู่” จ่าชัยพูดโพล่งจนสิบเวรหน้าสลดอย่างสำนึกผิดที่บกพร่องในหน้าที่

“แล้วผู้หญิงคนนั้นบอกรึเปล่าว่าที่เกิดเหตุอยู่ที่ไหน”

เมื่อได้คำตอบแล้ว จักรีมุ่งหน้าไปแถวสถานทูตเนเธอร์แลนด์พร้อมจ่าชัย สำรวจพื้นที่บริเวณนั้นจนพบรอยกระสุนบนกำแพง เชื่อว่าต้องมีการต่อสู้เกิดขึ้นจริง เท่ากับว่าผู้หญิงคนนั้นคือพยานสำคัญของคดีนี้ แต่ไม่รู้ว่าเธอเป็นใครและจะเจอเธอได้ยังไง

ผู้กองจักรีกับจ่าชัยตัดสินใจเข้าไปสอบถามกับเจ้าหน้าที่ของสถานทูตและได้ชื่อตามบัตรประชาชนของเธอคือพรรณมณี ที่อยู่ตามบัตรระบุอยู่ต่างจังหวัด แต่ที่อยู่ปัจจุบันพักอยู่ห้องเช่าแถวนี้

“ไม่ยากครับผู้กอง ผมพอรู้จัก” จ่าชัยรีบบอก

“แล้วเรื่องด็อกเตอร์อีธาน คุณพอจะมีเบาะแสบ้างไหม”

“ผมรู้แค่ว่าด็อกเตอร์อีธานมีเพื่อนทำงานอยู่ที่นี่ชื่อคาลิด”

“คาลิด เอ๊ะ...หรือว่าจะเป็นนายริดที่พยานพูดถึงครับผู้กอง”

“ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน” จักรีถามรุกเจ้าหน้าที่

“เขาหายไปหลายวันแล้ว ไม่ได้ลางานด้วย ผมเองก็เป็นห่วงอยู่เหมือนกันว่าเขาอาจจะมีอันตราย”

จักรีกับจ่าชัยสบตากัน เชื่อว่าคาลิดต้องเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของด็อกเตอร์อีธานแน่

ooooooo

ที่แท้ชายฉกรรจ์สี่คนที่พยายามจับตัวอีธานคือสมุนของทอมมี่ อดีตสายลับฝีมือดีซึ่งเคยทำงานให้กับหน่วยสืบราชการลับของต่างชาติมาก่อน

เรด บลู ไวท์ แบล็ก...สมุนทั้งสี่ของทอมมี่กำลังตามหาตัวพั้นช์ตามคำสั่งของทอมมี่หลังจากเขาล่วงรู้ว่าตำรวจไทยต้องการตัวเธอ จุดหมายของสองฝ่ายคือห้องเช่าที่พั้นช์พักอาศัย

สี่สมุนบุกไปถึงหอพักเจ๊ดาก่อนตำรวจ แต่ไม่เจอพั้นช์เพราะเธอเพิ่งออกไปซื้อข้าวกิน และที่ร้านอาหารตามสั่งนี่เอง จักรีกับจ่าชัยเกือบเจอพั้นช์ ถ้าเธอไม่หูตาไวชิงหลบหลีกไปเสียก่อน

พั้นช์รีบกลับห้องเช่าโดยปีนเข้าทางหน้าต่าง แต่นึกไม่ถึงว่าขณะเธอกวาดเก็บข้าวของใส่กระเป๋าเตรียมหนีตำรวจอยู่นั้น สมุนสองคนของทอมมี่ที่อ้างตัวกับเจ๊ดาว่าเป็นตำรวจได้บุกเข้ามาถึงในห้องก่อนหน้านี้แล้ว และกำลังซ่อนตัวอยู่ในห้องน้ำแอบมองเธอ ส่วนสมุนอีกสองคนป้วนเปี้ยนอยู่หน้าหอพัก

เมื่อจักรีกับจ่าชัยมาถึง ความลับเรื่องตำรวจปลอมเลยแตกดังโพละ สมุนของทอมมี่ยิงต่อสู้กับตำรวจจริงสองนาย เสียงปืนดังอย่างกับถ่ายหนัง ทำให้ผู้คนแถวนั้นแตกตื่นวิ่งหนีจ้าละหวั่น แต่หมวดณรงค์ตำรวจจราจรที่ผ่านมาเห็นเหตุการณ์ ได้เข้ามาช่วยผู้กองกับจ่า ทำให้สมุนของทอมมี่ต้องล่าถอยไปมือเปล่า ไม่ได้ตัวพั้นช์ที่ว่องไวอย่างกับลิงกระโดดหนีลงทางหน้าต่างหนีหายไป

ooooooo

นิยายไทยรัฐ
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement