advertisement

ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนที่ 7

บทประพันธ์ กาญจนา นาคนันทน์ จากบทละครโทรทัศน์ทางช่อง 3 โดย ปารดา กันตพัฒนกุล
8 ส.ค. 2555 08:31

พรุ่งนี้จะแต่งงานอยู่แล้ว แต่ค่ำนี้อาทิจยังไปขออนุญาตคุณย่าเบิกเงินไปซื้อพันธุ์ข้าวโพดและกะหล่ำปลีเผื่อพรุ่งนี้คุณย่าอาจจะไปทำธุระที่ไหน

คุณย่าเกรงว่าอาทิจจะกลับมาไม่ทันพิธีแต่งงาน บอกให้เอาเกร็งไปด้วย เพราะเกร็งจะรู้แหล่งซื้อ ย้ำให้รีบไปรีบกลับก็แล้วกัน คุณย่าเห็นมีเสื้อวางอยู่ข้างตัวอาทิจ ถามว่าเสื้ออะไร อาทิจบอกว่าเป็นเสื้อตัวโปรดของตน ไม่ทราบโดนอะไรขาดเป็นรู

คุณย่าจึงให้ดุรณีชุนให้ เพราะคุณย่าเองก็สายตาไม่ดีแล้วอาจจะชุนได้ไม่ละเอียด น้าแก้วจัดแจงเอาเสื้อส่งให้ดรุณีบอกว่าชุนให้เนี้ยบเลยนะ

ดรุณีรับเสื้ออาทิจไปวางไว้ข้างตัวเหมือนไม่สนใจ พอกลางคืนเอาเสื้อมาชุนก็ทำกระแทกกระทั้นใส่เสื้อ บ่นอุบอิบ

“ปากก็บอกไม่อยากแต่ง ไม่รักไม่ชอบเขา แต่รีบงัดเสื้อออกมาให้ซ่อมเชียว...เตรียมใส่พรุ่งนี้ล่ะสิ โธ่เอ๊ย...นึกว่าฉันไม่รู้ไต๋รึไง ใจนายน่ะ ลอยไปอยู่กับเขาตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้ว”

ส่วนอาทิจ ออกจากบ้านคุณย่าแล้วก็เดินบ่นมาอย่างไม่สบายใจว่า

“ไม่น่าเล้ยเรา...เขายิ่งไม่ชอบหน้า ดันหางานไปให้เขาทำ” ให้เขาเกลียดเพิ่มขึ้นอีกจนได้ แค่นี้เขายังเกลียดนายไม่พอรึไง? เฮ้อ...อาทิจนะ...อาทิจ...”

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น ต๊อดที่นอนอยู่กับอาทิจตื่นเต้นราวกับจะได้เป็นเจ้าบ่าวเสียเอง คอยเร่งอาทิจให้อาบน้ำแต่งตัว อาทิจไม่พูดอะไร คว้าเสื้อยีนตัวโปรดได้ก็เข้าห้องน้ำ

ที่บ้านทองประศรี เจ้าตัวตื่นมาแต่งตัวแต่ไก่โห่ สิงห์ทองกับคำมาคอยกำกับอยู่อย่างตื่นเต้น ส่วนบรรยงมานั่งตาละห้อย พูดแบบหมาหยอกไก่กับประภาศรีว่า ถ้าวันไหนอาทิจไม่ดีด้วยก็อย่าลืมว่าตนจ่อคิวคอยอยู่

ที่บ้านคุณย่า ทั้งคุณย่า น้าแก้ว และดรุณีกำลังเตรียมจะออกจากบ้านเช่นกัน เมื่ออาทิจใส่เสื้อยีนตัวโปรดเดินเข้ามาในบ้าน คุณย่าพูดอย่างเมตตาว่า

“ย่าไปร่วมงานด้วยไม่ได้นะพ่อ พอดีทางชมรมเกษตรของอำเภอเขามีจดหมายมาเชิญย่าไปร่วมสัมมนากับเขาน่ะ”

น้าแก้วบอกว่า ตนก็ต้องไปเตรียมกับข้าวให้คนงาน ส่วนดรุณีนั้น คุณย่าบอกว่าขอติดรถไปซื้อหนังสือในเมือง แต่จะให้คนพากลับมาก่อน อาจจะทันไปช่วยงานอาทิจในช่วงเย็นได้

“ตามสบายเถอะครับ ผมทราบว่าทุกคนมีธุระสำคัญที่ต้องทำ ผมมานี่ก็เพื่อจะขอกุญแจรถกระบะไปซื้อของตามที่เรียนคุณย่าไว้น่ะครับ”

คุณย่าเร่งน้าแก้วให้ไปหยิบกุญแจรถให้ เกรงอาทิจไปสายกลับช้าทางโน้นเขาจะรอ อาทิจหันมาสบตาดรุณีพอดี เลยขอบคุณที่ชุนเสื้อให้ชมว่าเรียบร้อยมาก

“คุณย่าสั่งให้ทำอะไรก็ต้องทำอย่างเรียบร้อย ไม่งั้นก็โดนดุแย่สิ” ดรุณีพูดอย่างไม่ยินดียินร้าย

คุณย่า อาทิจ น้าแก้ว และดรุณีเดินออกมา ก็เจอ กับขบวนแห่ขันหมากที่มีต๊อด อึ่ง พัน และเพื่อนๆ แบกอ้อย แบกกล้วย แห่กันมาอย่างครึกครื้น เชิญเจ้าบ่าวมานำหน้าขบวน

“ไปเถอะพ่อ...ย่าขออวยพรให้ชีวิตที่เริ่มต้นใหม่ของพ่อในวันนี้ เป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยพลังแรงใจ ขอให้พ่อเดินไปข้างหน้าอย่างมุ่งมั่นตั้งใจ ถ้าก้าวแรกของพ่อมั่นคงแข็งแกร่ง ก้าวต่อไปก็จะแข็งแกร่งและมั่นคงตามกัน...นะพ่อนะ”

อาทิจก้มกราบแทบเท้าคุณย่า พูดอย่างซาบซึ้งว่า “ผมขอน้อมรับคำอวยพรของคุณย่าไว้เป็นมงคลกับชีวิตและการทำงานของผม ขอบพระคุณมากนะครับ ที่ให้โอกาสผมในการเริ่มต้นชีวิตใหม่”

สามเกลอและเพื่อนๆพากันเฮลั่นกับความตั้งใจมุ่งมั่นของอาทิจ แต่พอจะให้เข้าขบวนขันหมาก เขากลับบอกว่า

“ผมต้องไปซื้อของมาเตรียมปลูกผัก ปลูกข้าวโพด ไม่มีเวลาไปร่วมงานหรอกครับ อีกอย่างผมก็ไม่เคยพูดว่าผมจะไปร่วมงาน ไป...ลุงเกร็ง เดี๋ยวจะสาย” อาทิจหันไหว้ลาคุณย่า คุณย่าพยักหน้าอึ้งๆ น้าแก้วทำหน้าเหวอแต่แอบสะใจอยู่ลึกๆ

พวกขบวนขันหมากยืนค้าง ต่างเหวอไปตามกัน

ooooooo

ที่ร้านทองประศรี กำลังเตรียมงานกันอย่างคึกคัก ชาวบ้านทยอยกันมามากขึ้นทุกที แต่ละคนล้วนอยากเห็นหน้าเจ้าบ่าวที่เป็นหลานย่าแดงเจ้าของสวนส้มและที่ดินนับพันไร่

การรอคอยที่ยาวนาน ทำให้แขกเริ่มบ่น และทองประศรีที่ยิ้มหวานหน้าบานเป็นกระด้งแต่เช้า ก็ยิ้มจนเหงือกแห้งหน้าเฉา บอกให้ทองประสานกับทองประสมโทร.หาอาทิจ ทั้งสองก็ไม่มีเบอร์โทร. ตุ๊รู้ดีบอกว่าอาทิจไม่ได้ใช้มือถือ

ทันใดนั้น เสียงโห่ฮิ้วและกลองยาวของขบวนขันหมากที่คึกคักก็แว่ว ทุกคนยิ้มดีใจ ชาวบ้านกรูกันออกไปชะเง้อดูเจ้าบ่าว สิงห์ทองมองไปก็เริ่มหน้าเสียแต่ยังปั้นหน้ายิ้มเชิญทุกคนไปที่เต็นท์ด้านนอกกันเลยดีกว่า เดี๋ยวเจ้าบ่าวมาถึงจะได้ตักบาตรกันเลย

พอขบวนมาถึง สิงห์ทองกับคำมาปราดไปหาต๊อดถามว่า “ไอ้หลานคุณย่ามันไปมุดหัวอยู่ที่ไหน?!”

“ติดธุระ มาไม่ได้ มาได้แต่ขบวนแห่” ต๊อดบอก คำมาฮึดฮัดไม่ยอม อึ่งถามว่าไม่ยอมแล้วจะทำยังไง ถ้าจะไล่กลับพวกตนก็จะกลับเดี๋ยวนี้เลย

บรรยงเสนอว่า ถ้าจะขายผ้าเอาหน้ารอด ก็ให้เอาใครก็ได้ขึ้นเป็นเจ้าบ่าวแทนไปก่อน ต๊อด อึ่ง และพันแย่งกันเสนอตัว

ทองประศรีไม่เห็นด้วย เพราะทุกคนในละแวกนี้รู้ไส้รู้พุงกันหมดแล้ว ใครเขาจะเชื่อ

ขณะกำลังวุ่นวายกับการหาคนเป็นเจ้าบ่าวแทนอาทิจนั่นเอง เวทางค์ก็ก้าวลงจากรถมาอย่างเท่ ตามด้วยวิยะดาที่ประโคมแต่งมาราวกับจะขึ้นเวทีประกวด

สิงห์ทองกับคำมาวิ่งออกมาต้อนรับอย่างแสนจะนอบน้อม เชิญทั้งสองเข้าไปนั่งในบ้าน

ครู่เดียว เวทางค์ก็โวยวายเมื่อฟังสิงห์ทองมากระซิบกระซาบจบ

“เฮ้ย...จะมาจับมัดมือชกอย่างนี้ได้ไง!!  ไม่เอา!! ฉันจะกลับบ้าน”

สิงห์ทองแทบจะกราบให้ช่วยรักษาหน้าลูกสาวตนด้วย ไพฑูรช่วยพูดว่าพวกตนก็อยากช่วย แต่ติดอยู่ที่ว่าชาวบ้านแถวนี้รู้จักพวกตนหมดแล้ว ตุ๊เยินยอว่าใครเห็นก็ต้องเชื่อว่าเขาคืออาทิจหลานคุณย่าแดง เพราะหล่อ เท่ ผิวพรรณดูดี หน้าตาก็ดูมีการศึกษา ทองประศรีแทรกเข้ามาขู่ว่า “ถ้าคุณไม่ช่วยศรี ศรีก็จะฆ่าตัวตายให้รู้แล้วรู้รอดไป”

เวทางค์ถูกรุกหนัก หันถามวิยะดาว่าเอาไงดี วิยะดา ให้เลือกเอา ระหว่างยอมขายหน้าคนที่นี่ที่มีไม่กี่สิบคนหรือจะยอมขายหน้าทั้งประเทศที่ทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งตายเพราะบีบจมูกตัวเอง

“ก็ได้...แต่อย่าถ่ายรูปให้เห็นหน้านะเว้ย ไม่งั้นฉันฟ้องคุณพ่อให้เล่นงานพวกแกทุกคนแน่”

บรรดาผู้เกี่ยวข้องที่เป็นคนวงใน พากันดีใจเหมือนรอดตาย แล้วพิธีแต่งงานก็ดำเนินไปโดยมีเวทางค์นั่งตั่งเป็นเจ้าบ่าวที่ก้มหน้างุดคอยหลบกล้องตลอดเวลา

ตกบ่าย อาทิจอยู่ที่แปลงปลูกข้าวโพด ต๊อด อึ่ง และพัน พากันหัวเราะร่ามาเล่าเรื่องงานแต่งงานให้ฟัง ผลัดกันเล่าแล้วพากันขำกลิ้ง จนอาทิจบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องน่าขำเลย จะหัวเราะอะไรกันนักหนา

ขำกันจนพอแล้วอึ่งบอกว่า ทางนู้นฝากมาบอกให้เขาไปงานเลี้ยงฉลองคืนนี้ด้วย แล้วจะได้ส่งตัวเข้าหอเลย

“ฉันเคยบอกพวกนายแล้วไม่ใช่เหรอว่าฉันจะไม่ไปที่นั่นอีก” อาทิจหน้าขรึม

“อ้าว...แล้วจะหาใครเป็นตัวแทนล่ะทีนี้” เกร็งทำหน้าเหลอ มองคนโน้นคนนี้ให้ตัวเองอยู่ในสายตาของทุกคน...

ooooooo

บ่ายแก่ๆ เวทางค์กับวิยะดากลับมาที่ห้องพักผ่อนของคุณย่า วิยะดาหว่านล้อมให้เวทางค์กลับไปให้เขาส่งตัวเข้าหอแทนอาทิจอีกครั้ง คราวนี้เป็นตายอย่างไรเวทางค์ก็ไม่ยอม บอกว่าแค่เมื่อเช้าก็สยองแย่แล้ว

กลัวจะถูกพ่อแม่ทองประศรีตามมาอาละวาดอีก เวทางค์ชวนวิยะดารีบกลับดีกว่า ส่วนคุณย่าเอาไว้วันหลังค่อยมาใหม่ก็ได้ วิยะดาบ่นว่ายังโชว์ชุดใหม่ราคาห้าหมื่นไม่หนำใจเลย เวทางค์รับปากว่า เดี๋ยวพาไปเดินโชว์ในเมืองต่อก็แล้วกัน

เพราะคุณย่าสั่งให้ไปดูที่ปลูกกะหล่ำปลีกับอาทิจ ดรุณีไปนั่งอ่านตำรารอที่มุมโปรดของตัวเอง อ่านไปอ่านมาเริ่มง่วงเลยท่องเสียงดัง

อาทิจมาเดินสำรวจดิน ได้ยินเสียงดรุณีท่องตำราการดูดินและใส่ปุ๋ย ท่องตรงไหนติดขัดอาทิจก็บอกให้ เธอตกใจถามว่ามาได้ยังไง ที่นี่เป็นที่เดินเล่นของตน

“คุณมีอะไรที่เป็นของคุณเยอะจัง น้ำตก ภูเขา ที่ดิน บ้าน หรือแม้แต่คุณย่าก็เป็นของคุณ” ดรุณีเถียงฉอดๆ อาทิจเลยตัดบทเชิงอบรมว่า “ไม่มีใครเป็นเจ้าของใครหรือเป็นเจ้าของอะไรได้ตลอดไปหรอกครับ คุณอาจจะครอบครองได้แค่ช่วงเวลาหนึ่ง แล้วมันก็จะต้องเปลี่ยนมือเป็นของคนอื่น”

“ไหนนายบอกจะไม่แย่งทุกอย่างไปจากฉัน ไม่แย่งคุณย่าไปจากฉันไง”

“ผมไม่ได้หมายถึงตัวผม ผมพูดถึงมนุษย์ในโลกนี้ทุกคนว่า ไม่มีใครเป็นเจ้าของใครหรืออะไรได้ตลอดไป เพราะไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า คุณเข้าใจไหมครับ คุณดรุณี”

ดรุณีเถียงไปข้างๆคูๆ พอถูกต้อนจนเถียงไม่ออก ก็ทำเป็นหลอกตะโกนว่าคุณย่ามาแล้ว แล้วฉวยจักรยานปั่นออกไปเลย

ooooooo

พอกลับถึงบ้านก็โผเข้ากอดคุณย่าอ้อนว่าคิดถึงคุณย่าจัง คุณย่ายิ้มอย่างเอ็นดูเล่าว่า ตอนออกจากที่สัมมนาเจอประเวศน์ บอกว่าเวทางค์กับวิยะดาไป งานแต่งของอาทิจ ถามว่าแล้วเป็นอย่างไรบ้าง

ดรุณีเล่าอย่างสนุกปากว่า ชุลมุนชุลเกกันใหญ่ คุณย่าฟังแล้วบอกว่า ที่อาทิจยอมแต่งงานก็เพราะอยากให้เรื่องจบๆไป และคงไม่ตั้งใจไปงานแต่แรกแล้ว วันนี้เลยไม่ไป

น้าแก้วบอกว่าวันนี้โล่งอกไปแล้ว แต่ไม่รู้พรุ่งนี้มะรืนนี้จะมีอะไรมาอีก และอาทิจจะทนมารยาร้อยเล่มเกวียนของทองประศรีได้หรือเปล่าก็ไม่รู้

“เราอย่ามองโลกในแง่ร้ายเลยค่ะน้าแก้ว เขาอาจจะอยู่กันอย่างมีความสุข มีลูกหัวปีท้ายปีกันก็ได้”

คุณย่าชมดรุณีว่าคิดดีกับเขาก็เป็นด้วย แล้วบอกให้เอาแกงโฮะไปให้อาทิจที เพราะประธานชมรมให้มามากมายเหลือเกิน ดรุณีหุบยิ้มทันทีถามว่า “ทำไมต้องเป็นหนู ให้จิ๋วแจ๋วไปก็ได้นี่”

“นึกแล้วว่าคิดดีก็คิดได้แป๊บเดียว” คุณย่าพูดยิ้มๆ แต่ดรุณีหน้าง้ำ คิดเถียงในใจว่า ตั้งแต่อาทิจมาคุณย่าไม่เคยชมตนเลย ถึงชมก็แป๊บเดียวเหมือนกัน

ooooooo

จนเย็น อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว อาทิจมานั่งเคลียร์บิลที่ไปซื้อของมา สามเกลอยืนหน้าเป็นอยู่ข้างๆ ถามว่าตกลงไม่ไปงานเลี้ยงแต่งงานจริงๆหรือ อาทิจตอบโดยไม่เงยหน้าว่า “ไม่”

อึ่งสอดขึ้นว่างั้นไว้รอเข้าหอเลยทีเดียวก็ได้  เดี๋ยวตนช่วยส่งตัว พันกับต๊อดขอเอาด้วย

“ดูพวกนายอยากไปกันเหลือเกินนะ งั้นพวกนายก็ไปสิ แต่ฉันไม่ไปนะ”

สามเกลอบ่นว่าเสียดายเงิน จ่ายไปตั้งหมื่นหนึ่ง อาทิจบอกว่าซื้อความรำคาญและตนก็จะต้องรีบทำงานหาเงินคืนคุณย่าด้วย ต๊อดเห็นท่าจะกล่อมไม่สำเร็จ เหลือบเห็นดรุณีเดินมาแต่ไกลก็พูดเป็นนัยว่า

“ก็ดีเหมือนกัน รักนวลสงวนตัวไว้ให้ใครอีกคนดีกว่า นั่นไงพูดถึงก็มาพอดี อายุยืนจริงๆ”

ดรุณีมาถึงก็พูดเสียงดังบอกสามเกลอกระแทกไปถึงอาทิจว่า

“บอกนายของพวกนายด้วยว่าคุณย่าให้เอาแกงโฮะมาให้”

อึ่งแซวว่าพูดดังขนาดนี้นายได้ยินแล้วล่ะ อาทิจเลยขอบใจทั้งที่ยังก้มหน้าเคลียร์บิลอยู่

สามเกลอหาทางแกล้งให้อาทิจไปส่งดรุณี ร้องหลอกดรุณีว่า “งู!” เธอจับได้ไล่ทันว่าถูกสามเกลอหลอก ก็จะกลับ อาทิจบอกให้ทั้งสามไปส่งเพราะแถวนี้งูชุม ถูกปฏิเสธพร้อมกันว่า “พวกเรากลัวงู” อาทิจรำคาญเลยไปส่งเอง

ระหว่างทาง ดรุณีบอกอาทิจว่าเขาควรจะไปหาทองประศรีบ้าง เดี๋ยวทางโน้นจะหาว่าคนทางนี้ใจดำ อาทิจชี้แจงว่า ตนทำทุกอย่างถูกต้องแล้ว ไม่ทำให้ผู้ใหญ่ต้องเสียชื่อเสียหาย เงินก็จัดให้ตามที่เรียกร้องมา ดรุณีบอกว่าตนหมายถึงด้านจิตใจ เขาย้อนถามว่า

“คุณจะไม่ถามผมบ้างเหรอว่า ผมรู้สึกยังไง...ผมไม่ได้รักเขาและเขาก็ไม่ได้รักผม เราไม่ได้รักกัน ผมหวังว่าเราจะพูดเรื่องนี้เป็นครั้งสุดท้าย”

ดรุณีทำหน้าตกใจจะพูดอะไรอีก อาทิจตัดบทว่าไม่มีอะไรต้องพูดแล้ว เตือนเธอว่าอย่าห่วงคนอื่นให้มากนักเลย ให้ห่วงตัวเองบ้าง ที่แท้เธอจะบอกเขาว่ามีงูเห่าแผ่แม่เบี้ยอยู่ข้างๆ พออาทิจหันไปเห็นก็วางตะเกียงพนมมือสวดมนต์แผ่เมตตา

สวดเสร็จลืมตาดู งูยังแผ่แม่เบี้ยอยู่ ดรุณีแซวว่าภาษายากเกินไปมันเลยฟังไม่รู้เรื่อง ให้ลองแบบสั้นๆ ง่ายๆไหม

อาทิจมองงงๆ ว่าเธอพูดอะไรและจะทำอะไร ดรุณีก้าวออกไปยืนตรงหน้างูเห่าที่แผ่แม่เบี้ย แล้วเธอก็แผดเสียง

“กรี๊ดดดดด!”

เท่านั้นเอง งูเห่าตกใจเลื้อยหนีไปในพริบตา เธอหันมองอาทิจ เขายังยืนอึ้งกับวิธีไล่งูของเธอ

ส่งดรุณีถึงบ้านแล้วอาทิจจะกลับ เธอถามว่าไม่เข้าไปหาคุณย่าก่อนหรือ อาทิจบอกว่าท่านเหนื่อยมาทั้งวันแล้วให้ท่านพักผ่อนดีกว่า

น้าแก้วดูทั้งสองยืนคุยกันแล้วก็อดบ่นไม่ได้ว่า ทำไมไม่เป็นคู่นี้ที่ลงเอยกัน ทำไม...?? ได้ยินเสียงคุณย่าแซวมาว่า

“คิดอะไรเบาๆบ้างก็ดีนะแม่แก้ว” แล้วคุณย่าก็คิดเบาๆเองว่า “ทำไมไม่เป็นคู่นี้ที่ลงเอยกัน...”

ooooooo

เช้าวันใหม่ คุณย่าพาดรุณีไปช่วยอาทิจปลูกข้าวโพด โดยมีสามเกลอมาช่วยเขาอยู่ก่อนแล้ว อาทิจสอนวิธีหยอดข้าวโพดลงหลุมให้ดรุณี แล้วเขาก็เป็นคนขุดหลุมให้เธอเป็นคนหยอด ระหว่างนั้นก็ให้คุณย่านั่งให้กำลังใจอยู่ข้างแปลง

อาทิจขุดหลุมอย่างมืออาชีพ ส่วนดรุณีก็ตามหยอดยิกๆ บรรยากาศกำลังสดชื่นสนุกสนานด้วยการหยอกกันไปแหย่กันมานั่นเอง ทองประศรีก็กางร่มนุ่งกระโปรงใส่ส้นสูงเดินย่องแย่งมา ไปไหว้คุณย่าแล้วอ้อนอาทิจว่า เมียจะมาช่วยปลูก

ต๊อดหมั่นไส้ บอกว่า ทุกคนจับคู่ปลูกกันหมดแล้ว เหลือพันเป็นเศษอยู่คนเดียว ให้เธอจับคู่ปลูกกับพัน ทอง–ประศรีไม่เอา เกี่ยงกันไปมา จนอาทิจเอ็ดว่าจะทำงานหรือจะคุยกัน ทองประศรีเลยจำใจต้องจับคู่กับพัน ถูกบังคับให้ถอดรองเท้าส้นสูง เก็บร่ม หยอดข้าวโพดลงหลุมตามพันไป ดูทั้งน่าขำและน่าสมเพช

ooooooo

ระหว่างพักกินข้าวเที่ยงที่โรงอาหารสวนคุณย่า น้าแก้ว ดรุณี และจิ๋วแจ๋ว ช่วยกันตักอาหารแจกคนงาน จู่ๆเวทางค์กับวิยะดาก็มาที่นี่ พอมาถึงต่างก็มองหาเป้าหมายของตัวเอง อาทิจถามวิยะดาว่ามาหาคุณย่าหรือเธอบอกว่ามาหาเขา เวทางค์เอาบ้างอ้อนดรุณีว่ามาหาน้องณีคนเดียว

วิยะดาหมั่นไส้ ต่อว่าพี่ชายว่าหัดคิดเองบ้าง ดีแต่ พูดตามตนอยู่เรื่อย

สองพี่น้องมัวแต่ทะเลาะกัน พอวิยะดาหันมาอีกที อาทิจก็หายไปแล้ว ถามว่าอาทิจหายไปไหน สามเกลอแย่งกันเดาว่าไปสวนผัก หรือไปสวนกล้วย หรือไม่ก็แปลงข้าวโพด หรือแปลงสตรอเบอร์รี่ ไพฑูรนึกสนุกสอดเข้าไปบ้างว่าอาจไป สวนส้ม สองพี่น้องแค่ฟังก็งงแล้ว ไม่รู้จะไปหาที่ไหนยิ่งเมื่อเกร็งบอกว่า กว่าจะหาครบตามที่บอกก็คํ่าพอดี ก็ยิ่งหงุดหงิด

ฝ่ายทองประศรีไปหาตุ๊ที่บ้านพักของไพฑูร ให้ตุ๊นวดมือนวดเท้าให้ ปากก็บ่นอย่างเจ็บแค้นว่า

“ไอ้สามตัวนั่นมันแกล้งให้ฉันถอดรองเท้าวิ่งหยอดข้าวโพดกลางแดดเปรี้ยงๆ ดูสิพี่ตุ๊ ฉันจะกลายเป็นเนื้อแดดเดียวไปทั้งตัวแล้ว มือไม้ก็ถลอกปอกเปิกบวมฉึ่ง เล็บเลิบพังหมด”

ตุ๊ถามว่า แล้วอาทิจไม่ห้ามพวกนั้นเลยหรือ ทอง–ประศรีทำหน้างํ้าบอกว่า แม้แต่มองก็ยังไม่มองเลย เอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างเดียว

ตุ๊บอกว่า ขนาดหน้ายังไม่มองแบบนี้ ขืนปล่อยไว้มีหวังเสียของแน่ ยุว่า

“เขาไม่มอง เราก็ต้องทำให้เขามองเราให้ได้” ชี้ลงไปจะจะว่า “เขารักใคร เกรงใจใคร ก็ไปหาคนนั้นสิ”

ooooooo

อาทิจประคองคุณย่าเดินไปตามเนินที่สวยงามบนผืนดินที่จะปลูกกะหล่ำปลียักษ์ ถามคุณย่าว่าเดินไหวไหม

“ไหวสิพ่อ ย่าซื้อที่เอาไว้เยอะ ใครเดือดร้อนเอามาขาย ย่าก็ซื้อไว้ เพราะตัวเองชอบทำเกษตร เลยคิดว่ายังไงมันก็คงได้ใช้ประโยชน์ ปลูกนั่นนี่ให้คนได้กินยันยังคำ ย่าไม่ได้ขึ้นมาที่นี่เสียนาน...นานจนลืมไปเลยว่า เราก็มีที่สวยๆบนเนินกับเขาเหมือนกัน”

“ที่ผมเลือกที่นี่ก็เพราะอากาศบนนี้เย็นตลอดทั้งปี แล้วดินก็เป็นดินร่วนปนทราย ทำให้ระบายนํ้าได้ดี กะปลํ่าปลีชอบอากาศกับดินแบบนี้ครับ ถ้าดูแลดีๆก็จะได้นํ้าหนักต่อหัวมากกว่า 3 กิโลครับคุณย่า”

“ต้องเพาะกล้าไว้ก่อนรึเปล่าล่ะ”

“ครับ ผมจัดการเรียบร้อยแล้ว ถ้าคุณย่าเห็นด้วยว่าจะให้ปลูกที่นี่ได้ ผมก็จะเอาแทรกเตอร์มาไถดินให้ลึกสัก 20 เซน แล้วก็เอาปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกมาลงรองพื้นไว้เลยนะครับ”

“เอาสิ ถ้าพ่อเห็นว่าเหมาะสมก็ลงมือได้เลย”

“ขอบพระคุณนะครับคุณย่า ที่ให้โอกาสผมได้ลุกขึ้นยืน ให้ที่ผมได้หายใจอีกครั้ง ผมคงไม่กล้ารับปากว่าจะไม่เกิดข้อผิดพลาดในการทำงานขึ้นอีก แต่ผมจะทำอย่างตั้งใจ ทำอย่างสุดความสามารถครับคุณย่า”

“ไม่มีใครที่ไม่เคยทำอะไรผิดพลาดในชีวิตหรอกลูก อยู่ที่ว่าเราเอาความผิดพลาดนั้นมาปรับใช้ให้เป็นบทเรียนรึเปล่า ทำพลาดครั้งหนึ่งแล้วต้องพยายามไม่ให้พลาดซํ้าในเรื่องเดิมเป็นครั้งที่สอง เขาถึงจะเรียกว่า ผิดเป็นครู”

“ผมจะจำคำสอนของคุณย่าไว้ให้ขึ้นใจครับ”

“ย่าชอบคนตั้งใจทำงาน เพราะฉะนั้นขาดเหลืออะไรก็ให้บอกย่า”

“ตอนที่ผมไม่ได้เรียนต่อ ผมรู้สึกเสียใจมาก แต่ตอนนี้ ผมกลับรู้สึกว่าผมตัดสินใจถูกที่ออกมาทำงาน เพราะงานที่ผมทำมันคือห้องเรียนที่ผมจะเรียนรู้ได้อย่างไม่มีวันจบสิ้น ผมดีใจที่มีคุณย่าเป็นครูที่ทุ่มเททั้งกายใจสอนผมให้รู้จักคุณค่าของแผ่นดิน รู้จักผืนดินที่เป็นที่ทำกินของเรา คุณย่าทำให้ผมไม่เคยรู้สึกว่าชีวิตขาดอะไรเลยตั้งแต่ได้มาอยู่ที่นี่ ขอบพระคุณมากครับ” อาทิจก้มกราบที่ตักคุณย่าด้วยความเคารพ ศรัทธา บูชาจากใจ

คุณย่าเอาสองมือประคองหน้าอาทิจ มองเขาเต็มตา อยากจะบอกเหลือเกินว่า ท่านภูมิใจในตัวเขามากเพียงใด...

ooooooo

คำยุยงปลุกปั้นของตุ๊ ทำให้วันนี้ ทองประศรี พาสิงห์ทองและคำมาไปหาคุณย่าที่บ้านอีกครั้ง อาทิจเพิ่งพาคุณย่ากลับมา จิ๋วแจ๋วก็วิ่งหน้าตั้งมาบอกว่า สิงห์ทองพาครอบครัวมาอีกแล้ว

คุณย่าและอาทิจจึงไปพบทองประศรีและพ่อแม่เธอที่หน้าบ้าน น้าแก้วบอกว่าคุณย่ากับอาทิจมาแล้ว มีอะไรก็ว่ามาเลย

“นังหนูมันอายเขา งานแต่งเจ้าบ่าวก็ไม่มา งานเลี้ยงก็ไม่โผล่ แถมยังไม่มาเข้าหออีกต่างหาก” คำมาโพล่งขึ้นก่อน

อาทิจบอกว่าตนไม่ว่าง สิงห์ทองสวนไปทันทีว่ากลางวันไม่ว่างก็ไม่ว่ากัน แต่ทำไมกลางคืนถึงไม่กลับไปที่ร้านบ้าง ชาวบ้านจะได้นินทาไม่ได้

อาทิจบอกว่าตนไม่ว่าง ถ้าว่างเมื่อไรก็จะไป สิงห์ทองคาดคั้นว่าเมื่อไหร่

“ยังไม่รู้เหมือนกัน ผมเป็นคนชอบทำงานเสียด้วยเลยไม่ค่อยมีเวลาว่างกับใครเขา” แล้วพูดกับทองประศรีว่า “ฉันว่าเธออยู่ของเธอไปตามสบายดีกว่า อย่ากังวลเรื่องฉันนักเลย แล้วก็อย่าไปรบกวนพ่อแม่ให้มากนัก ฉันเองก็เกรงใจคุณย่าจะแย่อยู่แล้ว จำไว้เลยนะ ไม่ต้องมาตามอีก”

ทองประศรีเอามือปิดหน้าร้องไห้โฮๆ หันไปอ้อนวอนคุณย่าช่วยบังคับอาทิจให้รับผิดชอบด้วย คุณย่าบอกว่าเรื่องนี้ตนบังคับใครไม่ได้ คำมาดูท่าคุณย่าไม่ช่วยแน่ จึงเสนอว่า เมื่ออาทิจไม่ไปที่ร้านก็ให้ทองประศรีมาอยู่กับอาทิจที่นี่ ซึ่งคุณย่าก็ไม่ขัดข้อง บอกว่าอาทิจมีบ้านอยู่เป็นส่วนตัว อยากมาก็ตามใจ ไม่มีใครไปวุ่นวายอยู่แล้ว

คำมาถามอีกว่า แล้วถ้าเมียทางปากช่องของอาทิจ มาวุ่นวายจะทำอย่างไร คุณย่าบอกว่าเรื่องนี้ต้องไปตกลงกันเอง คำมาก้าวร้าวหาว่าคุณย่าพูดไม่เป็นผู้ใหญ่ โทษว่าที่อาทิจไม่ไปเข้าหอก็เพราะคุณย่ายุยง

“แกอวดดียังไงมาว่าฉัน ถ้าฉันไม่เป็นผู้ใหญ่ก็ไสหัวออกไปจากบ้านฉันเสียที ฉันไม่รู้เรื่องอะไรด้วยแล้ว จะเอาอะไรก็ให้ทั้งนั้น แล้วจะเอายังไงอีก”

คุณย่าไล่ตะเพิดแล้วกลับเข้าบ้านไปพร้อมกับดรุณีและน้าแก้ว

ตกเย็น ดรุณีปั่นจักรยานไปเรียกอาทิจที่แปลงผักสลัดให้ไปกินข้าวกับแกงหองที่คุณย่าอุตส่าห์ทำเอง

ทีแรกอาทิจไม่อยากไป บอกว่าจะอยู่กินกับสามเกลอที่สวน แต่ถูกสามเกลอท้วงติงว่า คุณย่าอุตส่าห์ทำเองควรจะไปกินอีกทั้งแกงหองอะไรนี่ แม้แต่ชื่อตนก็เพิ่งจะเคยได้ยิน บอกอาทิจว่าไปกินเสีย ถ้าเหลือก็อย่าลืมมุบมิบมาฝากกันบ้าง

อาทิจจึงตัดสินใจไป เกร็งบอกให้อาทิจขี่จักรยานให้ดรุณีซ้อนจะได้ไปถึงไว พอดรุณีขึ้นซ้อนท้าย พันมองแล้วก็บ่นกันเองว่า “ทำไมไม่เป็นคู่นี้วะ สวนคุณย่ามีเฮแน่เลย”

ooooooo

ธรณีนี่นี้ใครครอง ตอนที่ 7

อ่านเรื่องย่อ

ธรณีนี่นี้ใครครอง

แนว:

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย:

กำกับการแสดงโดย:

ผลิตโดย:

วัน-เวลาออกอากาศ:

ช่องออกอากาศ:

นักแสดงนำ: