โซ่เสน่หา ตอนที่ 7 นิยายไทยรัฐ -
ไทยรัฐออนไลน์
วันเสาร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

โซ่เสน่หา ตอนที่ 7


25 พ.ค. 2560 09:59
1,717,298 ครั้ง

โซ่เสน่หา ตอนที่ 7

อ่านเรื่องย่อ

โซ่เสน่หา

แนว:

โรแมนติก-ดราม่า

บทประพันธ์โดย:

ชลาลัย

บทโทรทัศน์โดย:

ภาวิต

กำกับการแสดงโดย:

ณพธันกรณ์ ธัญญาสิริทรัพย์

ผลิตโดย:

บริษัทดีด้า วิดีโอ โปรดักชั่น จำกัด

วัน-เวลาออกอากาศ: ทุกวันจันทร์ - อังคาร เวลา 20.20 น.

ช่องออกอากาศ:

สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

นักแสดงนำ:

ศรัณย์ ศิริลักษณ์, ภัทรศยา เครือสุวรรณศิริ

ระหว่างนั่งกินมื้อกลางวันด้วยกัน เตือนตาอดถามไม่ได้ว่าภรรยาของราเมศว์เป็นอย่างไรบ้าง ป้าวิไลเรียกชื่อหลานสาวเสียงเข้มเป็นทำนองปรามไม่ให้พูด เจ้าตัวกลับบอกว่าไม่เป็นอะไรถามได้

“ที่เตือนถามก็เพราะไม่ได้ยินคุณราเมศว์พูดถึงปุ๋มเลย ทำราวกับว่าพอคุณแต่งงานปุ๋มก็ไม่มีตัวตนอยู่ในโลกนี้แล้ว” เตือนตาพยายามบังคับไม่ให้เสียงสั่น รังสรรค์สงสารเอื้อมมือไปแตะมือเธออย่างอ่อนโยน เธอกลับกระชากมือออก สั่งไม่ให้มายุ่งแล้วเดินน้ำตาไหลพรากขึ้นข้างบน รังสรรค์จะตามแต่ป้าวิไลรั้งไว้

“ปล่อยเขาเถอะคุณรัง คุณตามขึ้นไปก็ไม่มีประโยชน์ รังแต่จะทะเลาะกันเปล่าๆ”

รังสรรค์จำใจทรุดตัวลงนั่งอย่างเดิม ราเมศว์ออกตัวว่าป้าวิไลคงคิดเหมือนเตือนตาว่าเขาใจดำ แต่เขายืนยันว่าเขารักปราลีมากอย่างที่ไม่เคยรักใครมาก่อน แต่เขาก็มีหน้าที่ มีความรับผิดชอบต่อภรรยาของเขา ตั้งแต่ปราลีหายไป เขาไม่เคยหยุดตามหาเธอ รังสรรค์ช่วยสนับสนุนอีกแรงหนึ่งว่าพี่ชายทำอย่างนั้นจริงๆ

“ผมยืนยันกับคุณป้าได้ว่าผมจะพยายามตามหาปุ๋มให้พบให้ได้เร็วๆนี้ครับ”...

ทางฝ่ายลิ้นจี่เห็นแจ่มจิตเอาแต่ชวนสุนีรัตน์เล่นแต่ตุ๊กตาไม่รู้จักสอนให้ทำหน้าที่เมียบ้างจึงเรียกตัวมาตำหนิว่าไม่ได้ขอสุนีรัตน์มาให้เล่นตุ๊กตา แต่ขอให้มาเป็นเมียลูกชายของตน แจ่มจิตดันชวนเล่นแต่ตุ๊กตา ราเมศว์ถึงได้มองสุนีรัตน์เป็นเด็กอยู่ตลอด

“เห็นคุณหญิงเจริญบอกว่าทั้งสอนทั้งอบรมน้องรัตน์ให้เป็นแม่บ้านแม่เรือนเต็มตัวแล้ว ที่ไหนได้วันๆฉันเห็นแต่เล่นตุ๊กตา เล่นหม้อข้าวหม้อแกง แจ่มจิต...พยายามสอนให้น้องรัตน์เข้าประจ๋อประแจ๋เอาอกเอาใจคุณเมศว์ ยิ่งคุณเมศว์ทำงานอยู่ที่บ้านนี้ยิ่งสบายใหญ่ พอถึงเวลาก็ยกของว่างไปให้ ไปตามมากินข้าว ไม่ใช่บอกให้ชวนไปซื้อของเล่นตะพึดตะพือ เข้าใจไหม”

แจ่มจิตรับคำเสียงอ่อย ลิ้นจี่ไล่ให้เธอไปเก็บตุ๊กตาบ้าบอพวกนั้นให้หมด เดี๋ยวราเมศว์ก็กลับแล้ว จะได้ไปคอยต้อนรับ แจ่มจิตรีบลนลานออกไป...

ด้านป้าวิไลเป็นห่วงคนท้องคนไส้จึงยกอาหารกลางวันขึ้นไปให้เตือนตาถึงห้องนอน แต่ไม่วายตำหนิในสิ่งที่เธอทำกับราเมศว์ เธอขอโทษท่านด้วยที่ทำไปทั้งหมดก็เพราะเป็นห่วงปราลี ท่านย้อนถามแล้วไม่คิดว่าเขาจะเป็นห่วงปราลีเหมือนกันหรือ เตือนตาไม่เชื่อว่าเขาจะรู้สึกแบบเดียวกับตนเพราะหากเขาเป็นห่วงปราลีจริงคงไม่รีบร้อนแต่งงานกับผู้หญิงอื่น

“เราไม่รู้เรื่องในครอบครัวเขาก็อย่าเพิ่งไปตัดสิน...

กับคุณรังก็เหมือนกัน ไม่รู้จะแง่งอนอะไรนักหนา จนลูกจะคลอดออกมาแล้ว ก็ยังไม่หายงอน เป็นป้าล่ะก็เปิดไปนานแล้ว”

“เตือนก็ไม่ได้อยากให้เขาอยู่นี่คะ”

“อวดเก่ง ทำพูดดีไปเถอะ ถ้าเขาไปจริงๆแล้วอย่ามานั่งน้ำตาเช็ดหัวเข่าก็แล้วกัน”

ooooooo

สุนีรัตน์เห็นรถของราเมศว์แล่นเข้ามากระโดดโลดเต้นออกไปต้อนรับโดยมีแจ่มจิตตามมาดูผลงานที่ตัวเองสอนเธอเอาไว้ ทันทีที่ราเมศว์ลงจากรถ สุนีรัตน์โดดกอดคอหอมแก้มซ้าย หอมแก้มขวา คนถูกหอมแก้มไม่ทันตั้งตัวได้แต่ยืนตะลึง ลิ้นจี่แอบลุ้นอยู่บนรถเข็นถึงกับอ้าปากตาค้าง ก่อนจะหัวเราะชอบใจ

“ไม่เลวนี่ เป็นเหมือนกัน”

“สงสัยจะเริ่มปัญหาแข็งซะแล้วล่ะค่ะ” อำไพไม่วายวิพากษ์วิจารณ์ สุนีรัตน์เอียงแก้มให้ราเมศว์หอมตอบ เขาพยายามบ่ายเบี่ยงชวนเธอเข้าบ้าน สุนีรัตน์ยืนกรานถ้าเขาไม่หอมแก้มเธอตอบ เธอจะไม่ยอมเข้าบ้าน เขาหนีไม่ออก ก้มลงไปหอมผมเธอแทน ลิ้นจี่หัวเราะชอบใจ สั่งให้อำไพเข็นรถเข็นเข้าบ้าน...

ทางด้านแจ่มจิตไม่รอช้ารีบโทร.เล่าเหตุการณ์นี้ให้คุณหญิงเจริญศรีฟัง ท่านตื่นเต้นดีใจมาก หรือลูกเริ่มจะเป็นสาวขึ้นมาจริงๆ แจ่มจิตคุยว่าเป็นคนสอนเธอเองแถมยังสอนให้เอียงแก้มให้เขาหอมตอบอีกด้วย คุณหญิงเจริญศรีขัดใจเล็กน้อยทำไมแจ่มจิตไม่สอนให้ยื่นปากให้จูบ

“ก็ขนาดยื่นแก้ม คุณเมศว์ยังเลี่ยงไปหอมผมเลยค่ะ”

“แล้วนี่เขามีอะไรกันหรือยัง”

แจ่มจิตเชื่อว่าน่าจะยังไม่มี ราเมศว์นิ่งราวกับฤาษี คุณหญิงเจริญศรีเห็นไม่ได้การ สงสัยต้องไปอบรมสั่งสอนเรื่องการเป็นเมียให้ลูกสาวบ่อยๆเสียแล้ว อยากจะอุ้มหลานเต็มแก่

ooooooo

เสียงลมพัดอื้ออึงไม่อาจกลบเสียงร้องโอดโอยจากการที่มดลูกบีบตัวเป็นระยะๆของปราลีไปได้ พวนที่นอนเฝ้าอยู่หน้าห้องลุกพรวดขึ้นทันทีเปิดประตูเข้าไปตลบมุ้งดู

“จะคลอดแล้วใช่ไหมล่ะ ฉันบอกตั้งแต่เริ่มปวดเตือนตั้งแต่เมื่อเช้าแล้ว...รอเดี๋ยวนะ” พวนว่าแล้วลุกขึ้นจะออกจากห้อง ปราลีขอให้เธอช่วยไปตามหมอให้ด้วย พวนไม่ไปตามใครทั้งนั้น ตนจะทำหน้าที่หมอตำแยให้เอง ปราลีไม่ยอมให้เธอทำคลอดให้ โวยวายจะเอาหมอจริงๆ พวนไม่สนใจตรงไปยังบ้านพักของทิวกับทวนปลุกทั้งคู่ให้ตื่นได้แล้ว ปราลีกำลังจะคลอด สั่งให้ไปต้มน้ำ และเตรียมทุกอุปกรณ์ตามที่ตนเคยสอนไว้...

ฝนเริ่มเทกระหน่ำ ทั้งฟ้าแลบฟ้าร้องลมพัดกระโชก ปราลีนอนร้องครวญครางเจ็บท้องจะคลอด พวนปลอบว่าไม่ต้องกลัว ตนเคยทำคลอดให้นักโทษมาไม่รู้กี่คนต่อกี่คน แล้วสั่งให้ปราลีเบ่งและหายใจตามที่ตนเองสอนไว้เมื่อเช้า พวนหายใจนำ ปราลีกัดฟันทำตาม

“เบ่งค่ะ เบ่งให้เต็มที่เลย คุณคลอดไม่ยากหรอก”

“โอ๊ย...แกไม่ได้มาคลอดกับฉันนี่ นังพวน” ปราลีเบ่งท้องสุดแรง ก่อนจะหมดสติไปพร้อมกับเสียงทารกร้องไห้ดังลั่นแข่งกับเสียงฟ้าฝน...

เหมือนมีสื่อถึงกัน ราเมศว์ฝันเห็นปราลีกำลังลำบาก เรียกหาเขาซึ่งพยายามตามหาเธอไปทั่วแต่ไม่เจอ มีเพียงเสียงเรียกของเธอดังไม่หยุดหย่อน จนเขาสะดุ้งตกใจตื่น

ราเมศว์นำความฝันนี้ไปเล่าให้สุคนธ์ฟังน้ำตาคลอเบ้าด้วยความเป็นห่วงปราลีสุดๆ ทนอยู่เฉยต่อไปไม่ไหวจะต้องไปที่นั่นด้วยตัวเอง...

เมื่อลิ้นจี่รู้ว่าราเมศว์จะไปต่างจังหวัด คร่ำครวญทั้งน้ำตาว่าจะทิ้งท่านไปจริงๆหรือ ท่านไม่ค่อยสบายเมื่อคืนปวดเมื่อยตามตัวไปหมด พอเขายืนกรานว่าจะไปให้ได้ คราวนี้ท่านจะเป็นจะตายขึ้นมาทันที เขาไม่อยากขัดใจท่านจำต้องล้มเลิกความตั้งใจจะไปตามหาปราลี ลิ้นจี่แอบยิ้มพอใจที่ลูกไม่กล้าขัดใจ...

ในเวลาเดียวกัน ปราลีก้มมองลูกที่กำลังดูดนมจากอกตัวเองด้วยน้ำตาคลอเบ้า

“ลูกรัก แม่จะไม่มีวันยอมให้ใครมาพรากลูกไปจากแม่เด็ดขาด”

พวนค่อยๆเปิดประตูห้องเข้ามาพร้อมกับถาดใส่อาหารถึงกับชะงักเมื่อเห็นภาพตรงหน้า ใบหน้าเฉยชาเหมือนจะฉายแววอ่อนโยนออกมาชั่วครู่ก็กลับไปเป็นอย่างเดิม พวนเห็นเด็กน้อยหลับไปแล้ว จึงบอกให้เธอวางลูกลงก่อนจะได้กินข้าวกินปลา ตนทำแกงเลียงมาให้กินจะได้มีน้ำนมให้ลูก ปราลีวางลูกลงอย่างเบามือ มองตามพวนที่เดินจากไปก่อนจะลงมือกินข้าวกับแกงเลียงด้วยความกระตือรือร้น

“แม่จะกินแกงเลียงเยอะๆจะได้มีน้ำนมให้ลูกมากๆ”...

ขณะราเมศว์กำลังจับมือลิ้นจี่ไว้อย่างอ่อนโยน มีเสียงมือถือของท่านดังขึ้น เขาเอื้อมมือจะไปรับ ลิ้นจี่ร้องห้ามเสียงหลงรีบไล่เขาไปทำงาน ตอนนี้ท่านดีขึ้นแล้ว ท่านรอจนราเมศว์ออกจากห้อง จึงสั่งให้อำไพหยิบมือถือให้ นึกโล่งอกที่เขาไม่เห็นเบอร์พวนที่โชว์อยู่หน้าจอมือถือ พวนโทร.มาแจ้งข่าวดีว่าปราลีคลอดแล้วเมื่อตอนตีหนึ่ง ปลอดภัยทั้งแม่และลูก เธอให้กำเนิดลูกผู้ชาย ลิ้นจี่แทบจะโดดตัวลอยด้วยความดีใจ

“แกต้องเลี้ยงให้ดีนะ พรุ่งนี้ฉันจะให้นพดลส่งข้าวของเครื่องใช้ไปให้ นมไม่ต้องเพราะฉันจะให้กินนมนังแม่มันจนกว่าจะครบ 6 เดือน อย่าลืมทำอาหารบำรุงอีนังแม่มันด้วยล่ะจะได้มีน้ำนมให้ลูกกิน เท่านั้นแหละ อ้อ แล้วอย่าให้มันคลาดสายตาเป็นอันขาด” สั่งเสร็จ ลิ้นจี่ส่งมือถือคืนให้อำไพไปวาง สีหน้าสุขใจสุดๆ บอกกับเธอว่าในที่สุดตนก็มีตัวตายตัวแทนของราเมศว์แล้ว อำไพทักท้วงคนเดียวจะพอหรือ

“นั่นสิ ต้องเร่งแม่ตุ๊กตาเสียกบาลนั่นอีกคน” ลิ้นจี่ว่าแล้วหัวเราะชอบใจ

ooooooo

ปราลีกินข้าวเสร็จเอาชามไปแอบไว้มุมห้องรอให้พวนมาเก็บ แล้วกลับไปนอนข้างๆลูกพลางโอบกอดไว้ด้วยความรัก พลันภาพความทรงจำดีๆระหว่างเธอซึ่งเป็นแค่ ด.ญ.กับแสงรวีผุดขึ้นมาในความคิดคำนึงไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์วันแม่ ตอนที่เธอคลานเอาดอกมะลิมากราบที่ตักท่าน หรือตอนที่เธอป่วย แม่จะคอยอยู่ใกล้ๆดูแลเอาใจใส่ไม่ห่าง ปราลีน้ำตาไหลพราก คิดถึงท่านขึ้นมาจับใจ

“แม่ขา ปุ๋มขอโทษ ตอนนี้ปุ๋มรู้แล้วว่าแม่รักปุ๋มมากแค่ไหน ปุ๋มไม่ควรทำร้ายจิตใจแม่เลย ไม่ควรจริงๆปุ๋มผิดไปแล้ว” หญิงสาวร้องไห้สะอึกสะอื้นเหมือนใจจะขาด...

ที่ห้องทำงาน ราเมศว์ต้องผิดหวังอีกครั้งเมื่อโทร.เช็กกับพรรคพวกแล้วไม่มีข่าวคืบหน้าของปราลี สุคนธ์ได้แต่ปลอบให้เขาใจเย็นๆ เธอเชื่อว่าเขาต้องหาปราลีพบแน่ๆ ระหว่างนั้นแจ่มจิตเปิดประตูห้องให้ สุนีรัตน์ซึ่งถือจานใส่ขนมครกไข่เข้ามา ยังไม่ทันจะเอาให้ราเมศว์ เธอทำจานตกแตกเสียก่อน สุนีรัตน์ร้องไห้โฮ แจ่มจิตต้องเข้ามาปลอบ แต่เธอยังไม่หยุดร้อง ราเมศว์มาจูงมือเธอไปนั่ง

“ขนมตกไปแล้วก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวน้องรัตน์ไปทำมาให้พี่เมศว์ได้อีก ไข่ของเรามีเยอะแยะไป”

“งั้นน้องรัตน์จะไปทำมาให้ใหม่...ป้าแจ่มไปได้แล้วค่ะ”

สุคนธ์อาสาจะจัดการชามแตกนี่เองให้แจ่มจิตไปกับสุนีรัตน์ตามสบาย ราเมศว์มองตามทั้งคู่ออกไปสีหน้าหนักใจโดยมีสายตาของสุคนธ์มองเขาอย่างเห็นอกเห็นใจ จังหวะนั้นลิ้นจี่โทร.มาตามราเมศว์ให้ไปพบ ครู่ต่อมาเขามานั่งอยู่ตรงหน้าลิ้นจี่ซึ่งมีเรื่องจะปรึกษาด้วย ท่านจะขอเด็กมาเลี้ยง เขานิ่วหน้าประหลาดใจ

“แม่มองๆเอาไว้แล้ว เป็นเด็กกำพร้าน่ะ คิดว่าจะเลี้ยงไว้เอาบุญ เป็นเด็กผู้ชายด้วยนะ เออ นึกออกแล้ว แม่จะยกให้เป็นลูกบุญธรรมของลูกกับน้องรัตน์ไง แม่จะเลี้ยงเด็กนั่นให้ดีที่สุดแล้วก็จะรักมันมากๆเท่าที่รักเมศว์นั่นแหละ” ลิ้นจี่หัวเราะชอบใจราวกับเป็นเรื่องสนุก ส่วนราเมศว์แววตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด

จากนั้นราเมศว์เดินกลับมายังห้องทำงาน รังสรรค์โทร.มาแจ้งข่าวดีว่าเตือนตาคลอดลูกสาวเมื่อคืนนี้ ปลอดภัยทั้งแม่ทั้งลูก สุนีรัตน์เปิดประตูห้องเข้ามาพอดีคราวนี้แจ่มจิตเป็นคนถือจานใส่ขนมครกไข่เอง

“น้องรัตน์มาแล้วค่ะ เอาขนมครกไข่มาให้พี่เมศว์เยอะเลย”

ราเมศว์บอกกับน้องชายว่าขอตัววางสายก่อนค่ำๆจะแวะไปเยี่ยมแล้วเก็บมือถือ หันไปสนใจขนมครกไข่ของสุนีรัตน์ ทั้งสุคนธ์ ราเมศว์และแจ่มจิตกินขนมครกไข่ฝีมือสุนีรัตน์กันอย่างเอร็ดอร่อย...

ด้านปราลีไม่ยอมให้พวนแตะต้องลูกแม้ตัวเองจะเหนื่อยล้าขนาดไหน เธอเสนอตัวจะช่วยระหว่างที่ ปราลีต้องอยู่ไฟเพื่อให้มดลูกกลับเข้าอู่ คุณแม่มือใหม่ยืนกรานจะเลี้ยงลูกเอง พวนตวาดแว้ดจะเลี้ยงเองได้อย่างไรในเมื่อไม่เคยมีลูก ปราลียอกย้อนแล้วพวนเคยมีแล้วหรือ เธอเคยมีลูกแต่ตายไปตอนอายุได้ตั้งแต่ 6 เดือน ผัวของเธอโยนลูกทิ้งน้ำ ปราลีไม่เชื่อ หาว่าพวนแต่งเรื่องขึ้นเพื่อให้ตนสงสารจะได้ไว้ใจให้เลี้ยงลูก

“ฉันไม่เชื่อว่าหน้าอย่างแกจะเคยมีความรัก ความอ่อนโยนกับใครเขา”

พวนน้ำตาเอ่อขึ้นมา ปราลีประหลาดใจมากไม่เคยเห็นโหมดนี้ของเธอมาก่อน พวนปาดน้ำตาทิ้ง ก่อนจะลุกออกไปเงียบๆ

ooooooo

ที่ห้องพักฟื้นคนไข้ ราเมศว์เยี่ยมหลานได้ครู่เดียว เตือนตาทำเป็นหลับตาราวกับเพลียมาก เขาเห็นดังนั้นจึงขอตัวกลับก่อน ไว้วันหลังจะหาเวลามาเยี่ยมใหม่ รังสรรค์อาสาจะไปส่งแล้วส่งลูกให้ป้าวิไลซึ่งรอให้สองพี่น้องออกจากห้องจึงวางหลานลงแล้วมองไปทางเตือนตา

“ป้ารู้นะว่าเตือนแกล้งหลับ ทำอย่างนี้ไม่น่ารักเลย คุณเมศว์เขาอุตส่าห์มาเยี่ยม”

เตือนตาทำไปเพราะหมั่นไส้รังสรรค์ ไม่ได้เกี่ยวกับราเมศว์สักหน่อย ป้าวิไลตำหนิไปหมั่นไส้เขาทำไม คนที่สมควรโดนหมั่นไส้คือเตือนตาต่างหาก โตจนมีลูกแล้วยังทำตัวเป็นเด็กๆ ท่านไม่ได้อยากจะเข้าไปยุ่งด้วย

“แต่กลัวอยู่อย่างเดียว เด็กมันโตขึ้นทุกวันมันจะคิดว่าทำไมแม่เป็นอย่างนี้”...

เมื่อมาถึงลานจอดรถของโรงพยาบาล ราเมศว์ยื่นซองเงินให้รังสรรค์คราวนี้ไม่ได้ให้เขาแต่ให้หลานสาวของตน แล้วบอกให้พาไปหาคุณย่าบ้าง รังสรรค์หัวเราะขำขืนพาไปท่านได้โยนออกจากบ้าน ราเมศว์ต้องส่งสายตาปราม รังสรรค์ถึงได้รู้สึกตัวขอโทษที่พูดจาถึงท่านในทางที่ไม่ดี เขาเล่าให้ฟังว่าคุณแม่เป็นคนรักเด็กนี่เห็นว่าจะขอเด็กมาเลี้ยง รังสรรค์ภาวนาให้มีคนมาขอตัดหน้า

“คุณแม่ท่านเลี้ยงเด็กเอาไว้เพื่อทดแทนปมด้อยบางอย่างของท่าน”

ราเมศว์ขอร้องให้รังสรรค์มองข้ามเรื่องบางอย่างที่ว่า อาจจะทำให้เรามีความสุขขึ้นมาได้บ้าง ฝ่ายหลังไม่ยอมทำตามทำให้ราเมศว์ไม่พอใจ ขึ้นรถขับออกไปทันที

ooooooo

ปราลียังคาใจไม่หาย พยายามจะซักพวนว่าเรื่องที่เล่าให้ฟังเมื่อคืนจริงหรือเปล่า เพราะตนคิดไม่ถึงว่าจะมีพ่อที่ไหนใจร้ายขนาดฆ่าลูกในไส้ได้ลงคอ

“ก็มันเป็นบ้าไง ตอนนั้นเรายากจนมาก ประสาทมันไม่ดีตั้งแต่รถคว่ำ ต้องเข้าๆออกๆโรงพยาบาลหลายครั้ง จนครั้งหลังสุดฉันคิดว่ามันหายแล้ว” พวนหยุดรวบรวมพลังอึดใจก่อนจะเล่าเพิ่มเติมว่าบ้านของเราอยู่ริมน้ำ วันนั้นเธอกำลังทำกับข้าวขณะที่ผัวของเธอเล่นอยู่กับลูกเหมือนที่เคยทำ อยู่ๆมันก็ลุกขึ้นตะโกน

“แล้วโยนลูกทิ้งน้ำไป เหมือน...เหมือนเป็นแค่ขยะ” พวนน้ำตาคลอขึ้นมาแวบหนึ่งก่อนจะเหือดไปอย่างรวดเร็ว ปราลีกระชับลูกไว้ในอ้อมกอดอย่างหวงแหน ไม่เข้าใจทำไมใจคอของเขาถึงโหดร้ายนัก พวนอยากรู้

ทีนี้ปราลีจะให้ตนช่วยเลี้ยงลูกได้หรือยัง เธอยังไม่ไว้ใจพวน ขอร้องอย่าเข้ามาใกล้เธอกับลูก

“คุณเลี้ยงคนเดียวไม่ไหวหรอกเชื่อฉันเถอะ แล้วทางที่ดีคุณไม่ควรผูกพันกับเด็กมากนัก คุณก็รู้ว่าเจ้านายของฉันจะต้องเอาเด็กไป”

ปราลีจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาแตะต้องลูกของตนเด็ดขาด แกเป็นของตนคนเดียว คนอื่นไม่มีสิทธิ์ เงินทุกบาททุกสตางค์ตนจะคืนให้หมด พวนว่าไม่มีประโยชน์ ถ้าจะพูดแบบนี้ก็ต้องพูดก่อนพบกับราเมศว์

“แต่เมื่อคุณได้พบเขา ยินยอมพร้อมใจที่จะมีอะไรกับเขา ทุกอย่างก็ต้องทำไปตามกติกา”

“ไม่ ฉันบอกว่าไม่ ทุกคนรวมทั้งแกก็ต้องเข้าใจเหมือนกัน” พูดจบปราลีกลับเข้าห้อง ปิดประตูใส่กลอนตามหลัง ทรุดตัวลงนั่งกอดลูกไว้ราวกับกลัวจะหาย ยืนยันจะต้องข้ามศพตัวเองหากจะมีใครเอาลูกไป พวนเคาะประตูเรียกให้เปิดรับ ปราลีอุ้มลูกไปปิดหน้าต่างทุกบาน พวนร้องเตือนว่าเธอจะขังตัวเองกับลูกอยู่ในนั้นตลอดไปไม่ได้ ปราลีทำได้ทุกอย่างเพื่อไม่ให้ใครมาพรากลูกไปจากตน...

เมื่อได้อยู่ตามลำพังแม่ลูก ลิ้นจี่ถามราเมศว์อย่างไม่อ้อมว่ามีอะไรกับสุนีรัตน์หรือยัง เขาหลบสายตาทันที ไม่ต้องเดาก็รู้ว่ายัง ลิ้นจี่อยากจะอุ้มลูกของเขาเต็มทีแล้ว ราเมศว์ออกหน้าแทนว่าสุนีรัตน์ยังไม่พร้อมสำหรับเรื่องนี้ ท่านดักคอเขาน่าจะเป็นฝ่ายไม่พร้อมมากกว่าเพราะยังคิดจะรอนังผีคนนั้น แล้วเล่าถึงคืนที่ปราลีตายให้ฟัง ถ้าไม่เป็นเพราะเธอต้องการจะไปหาเขา เธอก็คงไม่จมหายไปกับทะเลคลั่ง

“แต่ทำไมไม่มีใครพบศพ”

“พวกเจ้าทิวเป็นคนพบเช้าวันรุ่งขึ้น พวกมันเกรงกลัวความผิดก็เลยเอาศพไปเผาที่วัดแถวๆนั้น”

ราเมศว์จะไปแจ้งความเอาผิดกับพวกมัน ลิ้นจี่เตือนถ้าทำอย่างนั้นท่านจะพลอยติดร่างแหไปด้วย หรือเขาอยากจะกำจัดท่าน ราเมศว์ปฏิเสธทันทีว่าเปล่า ลิ้นจี่รุกไล่ถ้าอย่างนั้นเขาจะต้องเลือกระหว่างคนที่ยังมีชีวิตอยู่กับคนที่ตายไปแล้ว ถ้าต้องให้เลือกข้าง ราเมศว์ไม่มีทางเป็นอย่างอื่นนอกจากเลือกข้างคุณแม่...

ความกดดันบีบคั้นอย่างหนักทำให้ราเมศว์รีบกลับห้องอาเจียนออกมาจนหมดไส้หมดพุง ก่อนจะนั่งแปะกับพื้น เครียดจัดที่ต้องสูญเสียคนรักแต่ไม่สามารถทำอะไรได้...

หลังจากวิเคราะห์สภาพจิตใจของลูกชายอยู่หลายตลบ ลิ้นจี่สรุปให้อำไพฟังว่าเขาน่าจะเป็นโรคกลัวความชั่ว จนขึ้นสมอง กลัวจะเป็นคนอกตัญญู กลัวจะทำให้คนอื่นต้องเสียใจทุกข์ใจ โดยเฉพาะกับแม่ตัวเอง

“ดี ให้มันกลัวมากๆนั่นแหละดี มันจะได้ไม่กล้าขัดใจคุณแม่...คุณแม่จะได้สบายใจ” ลิ้นจี่หัวเราะชอบใจ อำไพพลอยขำไปด้วย...

ทางด้านราเมศว์เชื่อหมดใจว่าปราลีตายไปแล้ว จึงแวะไปทำสังฆทานอุทิศส่วนกุศลให้ กรวดน้ำเสร็จ เอาน้ำ มาเทที่โคนต้นไม้ใหญ่ อธิษฐานเบาๆ

“ปุ๋ม รอผมนะ เกิดชาติใดภพใดขอให้เราได้พบกันได้รักกัน ได้อยู่ด้วยกันตลอดไป อย่าให้ความรักของเราต้องมีอุปสรรคเหมือนชาตินี้เลย”...

คนที่ราเมศว์อธิษฐานถึงเริ่มเป็นโรคหวาดระแวง กลัวไปหมด กลัวพวนจะเอายานอนหลับใส่ในอาหารแล้วขโมยเอาลูกของเธอไป ก็เลยไม่ยอมแตะต้องอาหาร...

จากที่รังสรรค์เคยยืนกรานมาตลอดถ้าจะให้เชื่อว่าปราลีตายต้องเห็นศพด้วยตาตัวเอง มาถึงตอนนี้เมื่อราเมศว์พูดถึงบ่อยครั้งเข้า เขาเริ่มคิดคล้อยตามว่าปราลีตายไปแล้วจริงๆ และต้องการจะทวงความยุติธรรม ให้ราเมศว์ทักท้วงขืนทำอย่างนั้นคุณแม่จะพลอยเดือดร้อนไปด้วย

“ท่านบอกว่าท่านไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวด้วยไงครับ”

“นายก็รู้ว่าท่านเกี่ยวข้องด้วยตั้งแต่ต้น เพราะฉะนั้นถ้านายยืนยันจะเอาเรื่องให้ได้ นายกับฉันก็ไม่ต้องมาเจอหน้ากันอีกเลย” พูดจบราเมศว์วางเงินค่าอาหารไว้แล้วเดินหน้าเครียดออกไป รังสรรค์มองตามอ่อนใจ

ooooooo

รังสรรค์ตัดสินใจบอกเรื่องปราลีตายให้เตือนตารับรู้ เธอยืนตะลึงไปชั่วขณะก่อนจะถามว่าราเมศว์รู้ได้อย่างไร ได้ความว่ารู้จากลิ้นจี่อีกทอดหนึ่ง

“ท่านบอกว่าปุ๋มหนีออกมาจากเกาะแต่คืนนั้นมีมรสุม พายุพัดจัดแล้วเรือก็เล็ก ปุ๋มเลยจมน้ำพร้อมเรือ”

เตือนตาโกรธมาก โทษว่าเป็นความผิดของลิ้นจี่ที่วางแผนบ้าๆจนเพื่อนของตนต้องตาย ตนจะลากคอพวกนี้เข้าคุกให้หมด แล้วขยับจะไป รังสรรค์เตือนว่าปราลีเองเต็มใจจะทำไม่มีใครบังคับ เตือนตาหันมา
ตบหน้าเขาสุดแรง ป้าวิไลอุ้มลูกของทั้งคู่เข้ามาเห็นพอดี ต่อว่าหลานสาวทำไมถึงต้องตบหน้าเขาด้วย

“ปุ๋มตายแล้วค่ะ ถ้าคุณป้าอยากรู้ว่าปุ๋มเป็นอะไรตายก็ถามคุณรังสรรค์คนดีของคุณป้าสิคะ” เตือนตา

พูดจบวิ่งออกไปทั้งน้ำตา ป้าวิไลหันมาถามรังสรรค์ว่านี่มันเรื่องอะไรกัน...

หลังจากฟังรังสรรค์เล่าเรื่องปราลีแล้ว ป้าวิไลรีบขึ้นไปหาเตือนตาที่ห้อง เธอประกาศกร้าวว่าจะลากคอ พวกที่ทำร้ายปราลีเข้าคุกให้หมด ท่านท้วงอย่าลืมว่าปราลีสมัครใจรับงานนี้เอง ไม่ว่าเธอต้องการจะแก้แค้นแม่ของเธอด้วยเหตุผลใดก็ตาม ต้องถือว่าเธอได้รับประโยชน์ตามสัญญาที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน ถ้า

เตือนตาไปแจ้งความ ทุกอย่างจะถูกขุดคุ้ยขึ้นมา กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวไม่รู้จักจบจักสิ้น

“แล้วคุณป้าจะปล่อยให้พวกโรคจิตนั่นลอยนวลอยู่อย่างสบายหรือคะ”

ป้าวิไลเชื่อว่าคนต้นคิดเรื่องแผลงๆนี่ สุดท้ายก็ต้องติดกับตัวเองและที่สำคัญท่านเชื่อว่าทำดีต้องได้ดี ทำชั่วต้องได้ชั่ว แม้จะใช้เวลานานแต่ก็ไม่มีใครหนีพ้น แต่รังสรรค์ไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังนั้นเตือนตาไม่ควรเหมารวมเขาเข้าไปด้วย เธอเถียงความเขาเป็นพวกเดียวกัน ป้าวิไลชักรำคาญ

“งั้นก็ตามใจ ป้าน่ะเห็นว่าคุณรังเป็นคนดีมีจิตใจแน่วแน่ เขาพยายามปรับปรุงเปลี่ยนแปลงทุกอย่างเพื่อเรา ทำไมถึงได้ตาบอดตาใสมองไม่เห็นสักที”...

ทางด้านคุณหญิงเจริญศรีพยายามจะสอนให้สุนีรัตน์เป็นภรรยาทางพฤตินัยแต่ดูเหมือนท่านจะเหนื่อยเปล่าเพราะเธอไม่ประสีประสาเรื่องพรรค์นี้

ooooooo

คุณหญิงเจริญศรีไม่สบายใจมากเรื่องที่ราเมศว์กับสุนีรัตน์แต่งงานกันหลายเดือนแล้วแต่ไม่เคยมีอะไรกัน จึงนำเรื่องนี้มาปรึกษากับลิ้นจี่ถึงที่บ้านแต่เช้า ลิ้นจี่ปลอบให้ใจเย็นๆเรื่องนี้ต้องใช้เวลาและตัวช่วยเพราะราเมศว์รู้สึกกับสุนีรัตน์เหมือนเป็นน้องเล็ก คุณหญิงเจริญศรีพึมพำตัวช่วยหรือ

“ใช่ ถึงยังไงตาเมศว์ก็เป็นผู้ชาย มีเลือดมีเนื้อไม่ใช่พระอิฐพระปูน”...

ตัวช่วยที่ลิ้นจี่ว่าก็คือให้คุณหญิงเจริญศรีไปซื้อหาชุดนอนเซ็กซี่มาให้สุนีรัตน์สวมใส่ แต่ทำให้ราเมศว์หวั่นไหวได้แค่อึดใจเดียว เขาเห็นใบหน้าของปราลีปรากฏขึ้นมาในความคิด ความต้องการตามธรรมชาติหายไปทันที ก้มลงจูบผมสุนีรัตน์แล้วกลับมานอนโซฟาอย่างเดิม

“ไม่ว่าคุณจะมีชีวิตอยู่หรือตายไปแล้ว ผมจะไม่มีวันทรยศคุณ” ราเมศว์สีหน้าแน่วแน่มั่นคง...

ราเมศว์คิดถึงปราลีจนเก็บเอาไปฝันว่ากำลังเดินจูงมือเธอชมสวนสวยของบ้าน เขาเก็บดอกกุหลาบในสวน ให้เธอหอบใหญ่ ฝนเริ่มเทลงมาทั้งที่ไม่ตั้งเค้า เขาคว้ามือเธอวิ่งตรงไปยังตัวบ้าน ทันใดนั้นฟ้าผ่าเปรี้ยง ปราลี กรีดร้องเสียงลั่น สิ้นเสียงร้องเธอหายวับไป ราเมศว์ตกใจร้องลั่น

“ปุ๋ม...ปุ๋ม คุณอยู่ที่ไหน ปุ๋ม” ราเมศว์ลืมตา

ลุกพรวดขึ้นจากโซฟา มองไปรอบๆถึงได้รู้ว่าตัวเองฝันไป มองเลยไปที่เตียง สุนีรัตน์ลุกไปเรียบร้อยแล้ว เขาล้มตัวลงนอนอีกครั้งคิดถึงปราลีเหลือเกิน...

ระหว่างกินมื้อเช้ากับลิ้นจี่ ราเมศว์ต้องแปลกใจที่ท่านถามถึงลูกสาวของรังสรรค์ว่าเมื่อไหร่จะพามาให้ท่านรับขวัญ หรือพ่อมันหยิ่งยโสโอหัง ไม่นึกถึงข้าวแดงแกงร้อนที่เคยราดหัวมันมาถึงได้ไม่ยอมพาลูกมาหา ราเมศว์ แก้ตัวแทนน้องว่าคงยุ่งไม่มีเวลา เพราะต้องเรียน ไปด้วยทำงานไปด้วย

“ไม่ต้องมาแก้ตัวแทนมัน คิดแล้วมันน่าจะเอายาพิษกรอกปากมันเสียตั้งแต่แบเบาะ หรือไม่ก็ให้มดกัดตายอยู่ในขยะ จะได้ไม่ต้องย้อนกลับมาเนรคุณฉันอย่างทุกวันนี้...ฉันอยากได้ลูกไอ้รังมันมาเลี้ยง ตัวไอ้รังมันอาจจะไม่ให้ แต่แกลองพูดกับเมียมันดู บอกว่าฉันจะให้เงินตอบแทน 3 ล้าน ฉันจะเลี้ยงลูกมันอย่างดี ส่งเข้าโรงเรียนอินเตอร์ฯ ซึ่งถ้าพวกมันเลี้ยงกันเองคงมีปัญญาแค่ให้เรียนโรงเรียนวัด ได้ยินไหมราเมศว์”

ราเมศว์รับคำ ลิ้นจี่ต้องการจะอุ้มหลานเร็วๆ ยื่นคำขาดให้เขาผลิตลูกให้ภายใน 3 เดือนนี้ ดังนั้นงานการช่วงนี้เขาไม่ต้องทำ ท่านอนุญาตให้อยู่กับสุนีรัตน์ทั้งวันทั้งคืน ราเมศว์ทักท้วงไม่ต้องถึงขนาดนั้นก็ได้ จะขนาดไหนลิ้นจี่ไม่สนขอเพียงให้เขามีลูกกับสุนีรัตน์ภายในเวลาที่ตนกำหนด ชายหนุ่มจำใจรับปาก

“อย่าสักแต่ว่ารับปากให้พ้นๆตัว แม่ไม่ชอบให้ใครคิดว่าแม่โง่”

“ผมไม่เคยคิดอย่างนั้นครับ”

“ดี...แล้วนี่รู้หรือเปล่าแม่ยายคุณหญิงนั่นให้รถมารับลูกสาวแต่เช้า เห็นว่าจะพาไปปรับลุค” พูดจบลิ้นจี่หัวเราะชอบใจ ครู่ต่อมาราเมศว์มาทรุดตัวลงนั่งที่โต๊ะทำงาน บ่นกับสุคนธ์ที่ยกกาแฟมาวางให้ว่าจะไม่มีวันยอมให้เลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองต้องมามีชีวิตราวกับตกนรกหมกไหม้เหมือนเขา เธอทักว่าเขาดูซูบไปตั้งแต่วันที่ปราลีตาย เขากินอะไรไม่ค่อยลง รู้สึกหมดหวังในชีวิตไม่รู้จะอยู่ไปทำไม เธอปลอบว่าอย่าเพิ่งหมดหวัง

“คุณเมศว์ต้องรักษาเนื้อรักษาตัวดีๆ อย่าหมด อาลัยตายอยาก พี่เชื่อว่าคุณเมศว์จะต้องสมหวังในที่สุด”

ชายหนุ่มไม่ได้สนใจฟัง เพราะมัวแต่เหม่อใจลอยไปถึงไหนก็ไม่รู้

ooooooo

6 เดือนผ่านไป...

ขณะปราลีกำลังป้อนอาหารบดให้ลูกอยู่ในบ้านพักบนเกาะ พวนเข้ามาแจ้งว่าถึงเวลาที่ลิ้นจี่จะให้คนมารับตัวเด็กน้อย เธอรีบอุ้มลูกไว้แนบอกอย่างหวงแหน ประกาศกร้าวไม่มีวันให้ลูกกับใครเด็ดขาด

“ยังไงเขาก็ต้องเอาไปจนได้ เมื่อคืนคุณนายเพิ่งจะโทร.มา อ้อ เขาจะเอาเงินที่เหลือมาให้ตามสัญญา”

ปราลีคว้าถ้วยใส่ข้าวลูกปาหน้าพวนซึ่งไม่ทันตั้งตัวโดนเต็มหน้าผากแตกเลือดไหลอาบ พวนไม่พูดอะไรได้แต่เดินออกไปเงียบๆ ปราลีเอาลูกนอนแล้วจึงออกมาที่บริเวณซักล้าง เห็นพวนซึ่งทำแผลที่หน้าผากเรียบร้อยกำลังนั่งซักผ้าอยู่ เข้ามาทรุดตัวลงนั่งใกล้ๆ ขอโทษด้วยตนไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เจ็บ ลิ้นจี่จะส่งคนมารับลูกของตนเมื่อไหร่ พอรู้ว่าเป็นคืนนี้ก็โวยวายทำไมถึงไม่บอกล่วงหน้า

“เพราะถ้าคุณไม่รู้จะดีกว่า แต่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกเขาจะเอาลูกคุณไปเลี้ยงดูอย่างดี”

ปราลีเลื่อนตัวลงมานั่งแปะกับพื้นตรงหน้าพวน ขอร้องทั้งน้ำตาให้ช่วยตนด้วย ตนจะอยู่ได้อย่างไรถ้าไม่มีลูก พวนก็เคยมีลูกไม่ใช่หรือ รู้ใช่ไหมว่ามันเจ็บปวดแค่ไหนถ้าลูกถูกพรากไปจากเรา ปราลีจี้ถูกจุด พวนสีหน้าอ่อนลงทันที

“ช่วยฉันด้วย อย่าปล่อยให้เขาทำกับฉันอย่างนั้น”

“มันเสี่ยงมากนะคุณ”

“ถึงจะต้องตายฉันก็ยอม เอาอย่างนี้ ฉันจะให้เงินแกหมดเลย” ปราลีคว้ามือพวนมากุมไว้ “เงินที่ชั่วชีวิตแกหาไม่ได้ ถ้าเพียงแต่ช่วยให้ฉันกับลูกหนีรอดไปเท่านั้น คิดดูดีๆนะพวน ถือว่าแกทำบุญด้วย ได้เงินด้วย เกิดชาติหน้าแกกับลูกจะได้ไม่ต้องพลัดพรากจากกันอีก”

พวนดึงมือปราลีออกแล้วซักผ้าต่อไป...

ดึกสงัดวันเดียวกัน ปราลีหลับสนิทตอนที่พวนเข้ามาปลุกให้ออกเดินทางได้แล้วพร้อมกับยื่นห่อผ้าใส่สัมภาระให้ เตือนว่าเมื่อขึ้นจากท่าเรือได้ ให้เธอรีบหนีโดยเร็วที่สุด ระหว่างอยู่บนเรืออย่าทำอะไรให้พวกมันจับได้เด็ดขาด ปราลีรับรองจะทำให้เนียนที่สุดแล้วเดินไปอุ้มลูกที่กำลังหลับสนิท

“จำไว้ อย่าทำพิรุธให้พวกมันจับได้ ไม่อย่างนั้นจะตายกันหมด” พวนย้ำเสียงเครียด...

ระหว่างพวนกับปราลีเดินไปท่าเรือ ช้วน ทิวกับทวนออกจากเงามืดมาสมทบ ทิวแปลกใจทำไมต้องเอานังนี่ไปด้วย พวนอธิบายว่าเธอก็แค่ขออาศัยไปขึ้นฝั่งด้วย ช้วนกลัวเธอจะก่อปัญหาอีก

“ไม่มีหรอกเพราะมัวแต่ตื่นเต้นจะได้รับเงิน นังนี่เห็นแก่เงินจะตาย ขายได้แม้แต่ลูกตัวเอง” พวนว่าแล้วเดินนำทุกคนออกไป ครู่ต่อมาทุกคนมาถึงเรือ โดยช้วนทำหน้าที่คนขับเรือ พวนพาปราลีกับลูกไปนั่งหลบมุม บอกให้นอนหลับไปก่อนได้เลยกว่าจะถึงฝั่งก็สว่างโน่น แล้วเหลือบมองไปทางคนอื่นๆ ไม่เห็นใครมองมา รีบเอาเงินคืนปราลี บอกให้เก็บเอาไว้เธออาจจำเป็นต้องใช้มากกว่าตน ซ่อนไว้ให้ดีอย่าให้ใครเห็น

“ฉันจะไม่ลืมพวนเลย ไม่มีวัน เพราะขณะที่ฉันไม่เหลือใครสักคน ฉันมีพวนอยู่ข้างๆเสมอ”

“ไม่ต้องมาทำเป็นซาบซึ้งหรอก ฉันรู้ว่าคุณเกลียดฉันจะตาย...เก็บเงินให้ดี”

ปราลีเอาเงินปึกนั้นยัดใส่กระเป๋ากางเกงแล้วเหม่อมองไปยังขอบฟ้ามืดมิดเบื้องหน้า...

ลิ้นจี่นอนไม่หลับตื่นเต้นที่พรุ่งนี้จะได้ลูกของราเมศว์ซึ่งบอกใครต่อใครว่าขอมาเลี้ยงมาครอบครอง ตะโกนปลุกอำไพขึ้นมาถามว่าเตรียมห้องนอนเด็กไว้เรียบร้อยแล้วใช่ไหม พรุ่งนี้ลูกรักคนใหม่ของตนจะมาถึง

“แกว่าหน้าตาจะเหมือนราเมศว์หรือเปล่า”

อำไพงง เด็กขอมาเลี้ยงจะเหมือนราเมศว์ได้อย่างไร ลิ้นจี่บอกให้เธอคอยดูก็แล้วกัน

ooooooo

ใกล้ถึงฝั่ง พวนสะกิดเรียกปราลีให้ตื่น เธอลืมตาพร้อมกับกระชับลูกหมูลูกตัวน้อยของเธอไว้ในมือ ชะเง้อมองไปบนฝั่งเห็นผู้คนมากมายกำลังเดินหาซื้อของทะเลสดๆ พวนกระซิบแผนการให้ฟัง

“พอเรือเทียบท่า ฉันจะเดินตามหลังติดตัวคุณ คุณต้องพยายามเดินเข้าไปในฝูงชน อาศัยพวกเขาเป็นเกราะกำบังหนีไป อ้อ แล้วอย่าขึ้นรถโดยสารเพราะพวกมันจะตามคุณทันที ให้หารถเหมาให้ได้”

ปราลีพยักหน้ารับรู้ พวนเดินไปหาช้วน ทิวและทวน ช้วนกระเซ้าคุยกันได้แล้วหรือเห็นทุกทียังไม่ทันอ้าปากก็กัดกันแล้ว พวนแต่งเรื่องว่านังนั่นเห็นเงินเข้าก็ตาโตแต่ยังมีอาลัยอาวรณ์อยู่บ้างเลยขออุ้มลูกไปจนถึงฝั่ง ทวนเตือนให้ระวังมันจะหนี พวนรับรองมือชั้นนี้แล้วไม่มีทางปล่อยให้หนี จังหวะนั้นลิ้นจี่โทร.เข้ามือถือพวนถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง เธอรายงานว่าใกล้ถึงฝั่งแล้ว ปราลีขอติดเรือมาด้วยถึงฝั่งก็จะแยกไป

“ไม่ต้องให้แยก พาไปด้วย แกคิดหรือว่าฉันจะยอมเสียเงินตั้ง 4-5 ล้านให้มัน พอส่งมันขึ้นรถแล้วแกนั่นแหละให้แยกไป ที่เหลือไอ้สามคนนั่นมันจัดการเอง ฉันโทร.บอกมันตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว” วางสายแล้วลิ้นจี่มองตัวเองในกระจกเงา พึมพำว่าวันนี้ต้องแต่งตัวสวยคอยต้อนรับลูกชายคนใหม่ อำไพพลอยตื่นเต้นไปด้วย

“เห็นสองมือนี่ไหมนังอำ สองมือนี้ที่เลี้ยงเด็กมาอย่างมีคุณภาพที่สุดในโลก” ลิ้นจี่หัวเราะชอบใจ...

บนฝั่งผู้คนพลุกพล่านมากเพราะเป็นช่วงเวลาจับจ่ายซื้อหากับข้าวสด กลุ่มของพวนกับปราลีเดินหลบหลีกผู้คนไปทางโน้นทีทางนี้ที พวนสบช่องกระซิบบอกปราลีให้ผลักตนจนล้มแล้ววิ่งหนีไปเลย คุณแม่ลูกอ่อนสูดลมหายใจเข้าเพื่อเรียกความเข้มแข็ง ก่อนจะผลักพวนสุดแรงเกิด แล้ววิ่งหนีเข้าไปในฝูงชนเพื่อให้ช่วยเป็นเกราะกำบัง ช้วน ทิวและทวนไล่ตามทิ้งให้พวนนั่งก้นจ้ำเบ้าอยู่ตรงนั้น

ปราลีอุ้มลูกวิ่งหนีไม่คิดชีวิต ด้วยความที่ไม่คุ้นพื้นที่ถูกช้วน ทิวและทวนไล่ต้อนจนมุม เป็นจังหวะเดียวกับวัฒน์เดินคุยมากับตำรวจ เธอรีบเข้าไปขอความช่วยเหลือ ช้วนกับพวกเห็นท่าไม่ดี ชิ่งหนีไปทันที ด้วยความเหนื่อยบวกกับต้องสมบุกสมบันมาทั้งคืน ปราลีเป็นลมหมดสติ วัฒน์คว้าตัวเธอกับลูกไว้ทัน

“อ้าว...เป็นลมไปซะแล้ว พาไปบ้านผมก่อนดีกว่า ผู้หมวดก็ไปด้วยพอฟื้นขึ้นมาจะได้ไม่ตกใจ”...

ทางด้านพวนแอบถอนใจโล่งอกเมื่อเห็นช้วนกับพวกกลับมามือเปล่า รีบโทร.รายงานลิ้นจี่ถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ท่านด่าเธอจนหูชาที่ทำงานพลาด แล้วสั่งให้ไปตามตัวปราลีให้เจอ เอาตัวเด็กมาให้ท่านให้ได้ และระวังอย่าให้นังนั่นป่วนเธอกับพวกได้อีก แล้วเหวี่ยงโทรศัพท์ทิ้งอย่างหัวเสียแต่อำไพมือไวรับไว้ทัน...

ในเวลาต่อมา ปราลีรู้สึกตัวตื่นขึ้นที่บ้านของวัฒน์ด้วยท่าทางตื่นกลัว ผู้หมวดเพื่อนของวัฒน์พยายามซักถามว่าเกิดอะไรขึ้น เธอเอาแต่ร้องจะกลับไปหาแม่ที่กรุงเทพฯ วัฒน์อาสาจะไปส่งแต่ต้องขอรายละเอียดมากกว่านี้หน่อย เธอยังปิดปากเงียบ วัฒน์ตั้งข้อสังเกตเธออาจจะเห็นว่าเขาเป็นคนแปลกหน้าก็เลยแนะนำตัวเองว่าชื่อสุวัฒน์เป็นเจ้าของรีสอร์ตแห่งนี้ ส่วนเพื่อนของเขาเป็นนายตำรวจซึ่งสามารถช่วยเธอได้

ปราลีกอดลูกไว้แนบอกสีหน้าหวาดระแวง วัฒน์มองสบตากับตำรวจเป็นทำนองไม่ให้ถามอะไรอีก

“คุณควรพักผ่อนก่อน เดี๋ยวผมจะให้น้าบวบทำอาหารเช้ามาให้ คุณไว้ใจผมได้ อยู่ที่นี่คุณกับลูกจะ ปลอดภัยทุกอย่าง” วัฒน์ยืนยันหนักแน่น ตำรวจช่วยรับรองว่าเขาไว้ใจได้ ปราลีถึงได้มีท่าทีผ่อนคลาย...

ขณะที่ปราลีกับลูกรอดเงื้อมมือสมุนของลิ้นจี่มาได้ ราเมศว์หนักใจที่สุนีรัตน์ซึ่งถูกคุณหญิงเจริญศรีกับแจ่มจิตเสี้ยมให้มาพูดกับเขาถึงเรื่องจะมีลูกด้วยกัน ทั้งที่เธอไม่ประสี– ประสาอะไรเลย ได้แต่มองเธอด้วยความสงสารจับใจ...

ราเมศว์นำเรื่องนี้ไปเล่าให้สุคนธ์ฟังอย่างอัดอั้น ตันใจ เธอเองก็เชื่อว่าต้องมีคนสั่งสอนให้สุนีรัตน์พูดแบบนั้นเพราะลำพังตัวเองไม่น่าจะคิดเรื่องพรรค์นี้ได้ เขาเล่าเพิ่มเติมอีกว่าคุณแม่โกรธเขาเรื่องนี้เช่นกัน ท่านเคยให้เขาสัญญาว่าจะต้องมีลูกกับสุนีรัตน์ภายในสามเดือน แต่นี่ก็หกเดือนเข้าไปแล้ว

“พี่นึกว่าคุณแม่ได้เด็กใหม่มาเลี้ยง ท่านอาจจะลืมเรื่องลูกคุณเมศว์ได้ แต่กลับปรากฏว่ายังไม่ได้”

“ดีแล้วล่ะครับ ผมไม่อยากให้เด็กคนไหนต้องมาตกอยู่ในขุมนรกเหมือนผมอีก”

ooooooo

สารัตน์เริ่มทำตัวห่างเหินอยู่ๆก็หายหัวไปสี่วันเพิ่งจะกลับ อ้างกับแสงรวีว่าป้าไม่สบายต้องกลับไปเยี่ยมท่านที่ต่างจังหวัด เธอตัดพ้อต่อว่าว่าทำไมไม่ชวนเธอไปด้วย ป้าของเขาก็เหมือนป้าของเธอเช่นกัน สารัตน์ไม่อยากพูดถึงเรื่องป้าป่วยกลัวจะถูกจับโกหกได้ จึงทวงถามถึงเงินห้าแสนบาทที่ขอเอาไว้ไปลงทุนกับเพื่อน

แสงรวีมีเงินให้ไม่พอเนื่องจากเบิกจากทนายไม่ได้ สารัตน์อาสาจะไปพูดกับทนายให้เองในฐานะที่เขาเป็นสามีของเธอ แสงรวีติงเราไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน เขาชวนเธอไปจดทะเบียนกันเดี๋ยวนี้เลย เธออ้างว่าไม่ว่าง วันนี้นัดเพื่อนเอาไว้ เขามองออกว่าเธอไม่ไว้ใจถึงไม่ยอมจดทะเบียนสมรสด้วย

“งั้นเธอก็ทำให้พี่ไว้ใจสิ ทำตัวเป็นสามีที่เอาใจใส่ดูแลภรรยาจริงๆทำให้พี่มั่นใจว่าพี่สามารถฝากชีวิตไว้กับเธอได้ แล้วพี่จะจดทะเบียนกับเธอ” ข้อแม้ของแสงรวีทำให้สารัตน์ไม่พอใจ เดินหน้าบึ้งออกไป ผ่านหน้าเขียนกับถวิลที่กำลังทำความสะอาดห้องโถงอยู่ เห็นทั้งคู่มองๆ ก็พาลเล่นงานด่าว่าต่างๆนานา ก่อนจะเดินกระฟัดกระเฟียดออกจากบ้าน...

ฝ่ายเตือนตาตัดสินใจแวะมาหาแสงรวีกับเขียนที่บ้านเพื่อแจ้งข่าวร้ายเรื่องปราลี ทั้งคู่ถึงกับเข่าอ่อนทรุดกับพื้นร้องไห้กันระงมเมื่อรู้ว่าปราลีตาย...

คนที่ใครต่อใครคิดว่าตายกำลังกินมื้อเย็นฝีมือน้าบวบอย่างเอร็ดอร่อยอยู่ที่บ้านพักของวัฒน์ภายในรีสอร์ตร่มรื่น เธอขอบคุณน้าบวบสำหรับอาหารอร่อย แล้วขอตัวไปดูลูกหมู ก่อน น้าบวบเห็นวัฒน์มองตามเธอไม่วางสายตาก็อมยิ้ม

“สวยมากนะคะ เสียอย่างเดียวมีลูกมีสามีแล้ว สามีก็แปลกทำไมปล่อยให้ลูกเมียมาตกระกำลำบากอยู่ตามลำพัง”

วัฒน์ไม่พูดอะไรเดินตามปราลีไปที่ห้องพักเพื่อแจ้งให้ทราบว่าเธอกับลูกจะปลอดภัยที่นี่เพราะเพื่อนของเขาส่งตำรวจมาเฝ้าหน้าบ้านให้แล้ว ปราลีขอโทษด้วยที่มาสร้างความลำบากให้

“อย่าคิดอย่างนั้น คุณเหนื่อยมาทั้งวัน นอนเถอะครับ”

ปราลีขอบคุณเขาสำหรับทุกอย่าง วัฒน์ค้อมหัวให้เล็กน้อยก่อนจะออกไป เธอรีบลุกไปล็อกประตูห้อง แล้วหยิบมือถือขึ้นมาโทร.บอกพวนว่าปลอดภัย เจอคนใจดีช่วยเอาไว้แต่ยังไม่ทันจะบอกว่าอยู่ที่ไหน พวนชิงห้ามไว้ก่อนว่าไม่ต้องบอก แค่รู้ว่าเธอกับลูกหมูปลอดภัยก็ดีใจแล้ว

“ดูแลลูกหมูให้ดีด้วย อย่าให้เหมือนลูกฉัน” พวนวางสายทั้งน้ำตา...

ด้านรังสรรค์นั่งรอจนเตือนตากลับ ถามว่าแม่ปุ๋มเป็นอย่างไรบ้าง เธอกลับยอกย้อน ถ้าเขาเป็นอะไรไป แม่ ของเขาจะเป็นอย่างไรบ้าง เขาหัวเราะเยาะตัวเอง ถ้าเป็นอย่างนั้นแม่ของเขาคงดีใจ จัดงานฉลองเจ็ดวันเจ็ดคืน แล้วเดินผ่านหน้าเตือนตาขึ้นข้างบน เธอขอโทษไม่ได้ตั้งใจจะพูดแบบนั้น

“คุณก็รู้ว่าผมมันแค่กาฝากที่คุณนายลิ้นจี่เอามาเลี้ยงเล่นสนุกๆ” รังสรรค์เดินซึมกลับห้อง เตือนตารู้สึกผิดตามมาขอโทษเขาถึงที่ห้องหออีกครั้ง

“ไม่เป็นไร ผมชินแล้ว” รังสรรค์รับคำขอโทษอย่างเนือยๆ ไม่งอนง้อเหมือนอย่างเคย ทำให้เตือนตาใจหายอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งได้รู้จากป้าวิไลว่าเขารอเธอกลับจากบ้านปราลีอย่างกระวนกระวายใจก็ยิ่งรู้สึกแย่ที่ทำร้ายจิตใจเขา

ooooooo