โซ่เสน่หา ตอนที่ 6 นิยายไทยรัฐ
วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

advertisement

โซ่เสน่หา ตอนที่ 6


25 พ.ค. 2560 09:59
1,816,067 ครั้ง

ละคร นิยาย โซ่เสน่หา

โซ่เสน่หา ตอนที่ 6

อ่านเรื่องย่อ

โซ่เสน่หา

แนว:

โรแมนติก-ดราม่า

บทประพันธ์โดย:

ชลาลัย

บทโทรทัศน์โดย:

ภาวิต

กำกับการแสดงโดย:

ณพธันกรณ์ ธัญญาสิริทรัพย์

ผลิตโดย:

บริษัทดีด้า วิดีโอ โปรดักชั่น จำกัด

วัน-เวลาออกอากาศ: ทุกวันจันทร์ - อังคาร เวลา 20.20 น.

ช่องออกอากาศ:

สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

นักแสดงนำ:

ศรัณย์ ศิริลักษณ์, ภัทรศยา เครือสุวรรณศิริ

ผ่านไปสองเดือนแล้ว ตั้งแต่ถูกย้ายมาอยู่ที่เกาะแห่งนี้ ปราลีเดินมานั่งใต้ต้นมะพร้าวทอดสายตามองไปยังทะเลเวิ้งว้างเบื้องหน้า คิดถึงราเมศว์เหลือเกิน เห็นนกทะเลตัวหนึ่งบินอย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางท้องฟ้ากว้างใหญ่ อดนึกถึงตัวเองไม่ได้

พลันภาพในอดีตผุดขึ้นมาในความคิดของเธอ ตอนนั้นเตือนตาบอกเธอว่า

“สิ่งที่ปุ๋มกำลังจะทำน่ะเขาเรียกว่า ปิ้งปลาประชดแมว ซึ่งนอกจากจะไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว ปุ๋มอาจจะต้องเปลืองตัว ปุ๋มจะทำยังไงกับชีวิตที่เหลือ”

ปราลียักไหล่ไม่ยี่หระ “ไม่เห็นจะต้องทำยังไง สบายเสียอีกที่ได้เงินเพิ่มมาฟรีๆตั้ง 5 ล้าน”

“ในโลกนี้ไม่มีอะไรฟรีหรอก มีแต่ว่าสิ่งที่ได้มาจะคุ้มกับสิ่งที่เราเสียไปหรือไม่เท่านั้นเอง”

คิดถึงคำพูดเหล่านั้นแล้วปราลีถึงกับน้ำตาซึม ต้องยกแขนขึ้นปาดน้ำตาทิ้ง มีเสียงพวนดังขึ้น

“เป็นไง คุ้มไหมล่ะที่ทำใจกล้าบ้าบิ่นแบบนี้”

หญิงสาวตวาดลั่นไม่ใช่ธุระอะไรของพวน แล้วลุกขึ้นจะเดินหนี เธอมีข่าวราเมศว์จะมาบอก อีกไม่นานเขาจะแต่งงานกับผู้หญิงที่คุณแม่ของเขาสรรหามาให้ เพราะฉะนั้นเลิกอาลัยอาวรณ์เขา แล้วกลับมาสนใจตัวเองกับเด็กในท้องได้แล้ว ปราลีได้แต่ยืนตะลึงพึมพำแทบไม่มีเสียงว่าไม่จริง พวนยิ้มสะใจแล้วหันหลังจะไป เธอคว้าแขนไว้ นี่เป็นแค่เรื่องที่แต่งขึ้นเองใช่ไหม

“คุณว่าฉันเคยโกหกคุณไหมล่ะ” พวนสะบัดแขนออกแล้วเดินต่อไป ปราลีถึงกับหมดเรี่ยวแรงทรุดตัวลงนั่งแปะกับพื้นน้ำตาไหลพราก ก่อนจะฮึดขึ้นมาปาดน้ำตาทิ้งแล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปที่สะพานปลา ขอร้องเจ้าของเรือประมงให้ช่วยพาเธอไปจากที่นี่ สัญญาจะจ่ายค่าจ้างให้อย่างงาม เจ้าของเรือส่ายหน้า ทำงานต่อไปไม่สนใจ เธอพยายามจ้างคนอื่นๆแถวนั้น แต่ไม่มีใครสนใจเช่นกัน จึงตะโกนเสียงลั่นด้วยความคับแค้นใจ

“เออ...หูหนวกเป็นใบ้กันหมดหรือไง เงินตั้ง

เยอะแยะไม่มีใครสนใจใช่ไหม โง่...โง่หมดเลย” โวยเสร็จ ปราลีหันหลังจะไปเจอทิวกับช้วนจ้องมองอย่างเอาเรื่อง จึงจำได้เดินกลับที่พัก...

ขณะที่ปราลีพยายามหาทางออกจากเกาะที่ถูกกักตัว ราเมศว์นั่งใจลอยอยู่ที่โซฟาในร้านตัดชุดแต่งงาน คิดถึงช่วงเวลาดีๆที่เคยมีกับหญิงคนรักบนเกาะส่วนตัวของลิ้นจี่ เสียงคุณหญิงเจริญศรีร้องเรียก ทำให้เขาตื่นจากภวังค์ ถึงได้เห็นสุนีรัตน์ในชุดไทยสวยงามยืนอยู่ตรงหน้า มีคุณหญิงเจริญศรี แจ่มจิตและเจ้าของร้านเสื้อยืนประกบไม่ห่าง แจ่มจิตสะกิดสุนีรัตน์เบาๆ

“น้องรัตน์สวยไหมคะ พี่เมศว์ขา”

ราเมศว์ยิ้มให้อย่างเอ็นดู พร้อมกับชมว่าสวยมาก คุณหญิงเจริญศรีอธิบายว่านี่เป็นชุดหมั้น ยังมีชุดรดน้ำ ชุดแต่งงานและชุดอาฟเตอร์ ปาร์ตี้ที่ต้องลองให้เขาดูอีก เผื่อชุดไหนยังไม่ถูกใจจะได้เปลี่ยนใหม่ แล้วบอกให้สุนีรัตน์ไปเปลี่ยนชุดต่อไปมาให้เขาดู

ooooooo

ปราลีนั่งมองกับข้าวที่พวนยกมาวางตรงหน้าอย่างไร้อารมณ์ พวนสั่งให้กินๆเข้าไปถึงกับข้าวจะดูไม่น่ากินเท่าที่เก่าแต่ก็มีประโยชน์กับลูกในท้องของเธอ ปราลีฝืนตักข้าวเข้าปาก แต่ทนไม่ไหวลุกขึ้นไปอาเจียน

“ยังไม่หายแพ้ท้องอีก อย่างนี้แล้วลูกจะแข็งแรงได้ยังไง...อ้วกได้อ้วกไป อ้วกออกมาก็ต้องกินเข้าไปอีก ให้มันรู้ไปสิว่าจะอ้วกได้ทั้งวันทั้งคืน” พวนว่าแล้วตักน้ำในตุ่มเอาไปให้ปราลีบ้วนปาก...

เสร็จจากพาสุนีรัตน์ไปกินไอศกรีม คุณหญิงเจริญศรีกับพวกยกขบวนกันมาหาลิ้นจี่ที่บ้าน สุคนธ์เห็นขบวนของแขกผู้มาเยือนมองตามสีหน้าเศร้าจนกระทั่งทั้งหมดเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่น ลิ้นจี่รอท่าอยู่ถามด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่าเป็นอย่างไรบ้าง คุณหญิงเจริญศรีคุยอวดว่าสวยถูกใจราเมศว์ทุกชุด สุนีรัตน์โพล่งขึ้นตามประสาเด็กน้อยว่าอยากดูการ์ตูน ลิ้นจี่บอกให้ราเมศว์พาน้องไปหน่อย

สุนีรัตน์ยื่นมือไปให้เขาจูงก่อนจะพากันออกไปท่ามกลางสายตาปลาบปลื้มของคุณหญิงเจริญศรีกับแจ่มจิต ส่วนลิ้นจี่นั้นแอบยิ้มเยาะ...

ไม่ได้มีแต่ปราลีเท่านั้นที่คลื่นไส้วิงเวียนเมื่อได้กลิ่นอาหาร เตือนตาก็มีอาการอย่างเดียวกันไม่ผิดเพี้ยน ตักข้าวต้มเข้าปากยังไม่ทันเคี้ยว ลมตีขึ้นมาต้องวิ่งไปเข้าห้องน้ำอาเจียนอย่างหนักจนป้าวิไลแปลกใจ อาเจียนจนหมดไส้หมดพุง เตือนตาเดินมาทิ้งตัวนอนที่โซฟาหยิบยาดมมาดมเผื่ออาการจะดีขึ้น ป้าวิไลเข้ามาถามว่าเป็นอะไรมากหรือเปล่า จะไปหาหมอไหมจะได้ไปเป็นเพื่อน เธอส่ายหน้า อีกสักครู่คงหาย

“ป้าว่าควรจะไปนะ เผื่อเป็นอะไรจะได้รักษาทัน”

“เตือนไม่ได้เป็นอะไรจริงๆค่ะคุณป้าไม่ต้องเป็นห่วง คุณป้าจะเอาอะไรไหมคะ เตือนจะออกไปข้างนอก”

ป้าวิไลอยากได้แค่ผลไม้เท่านั้น เตือนตาพยักหน้ารับรู้ ลุกขึ้นไปบนห้องเพื่อหยิบกระเป๋าถือ เดินผ่านกระจกเงาเห็นตัวเองซีดเซียวหยิบแป้งมาผัดหน้าให้ดูดีขึ้นแล้วจึงออกไป ครู่ต่อมาเตือนตามาถึงร้านขายยาเพื่อซื้ออุปกรณ์สำหรับตรวจการตั้งครรภ์ 3 ชุด โดยไม่ลืมแวะซื้อผลไม้ให้ป้าวิไล

ทันทีที่กลับถึงบ้านเตือนตาตรงขึ้นห้องตัวเองหยิบชุดตรวจการตั้งครรภ์เข้าห้องน้ำ...

อีกมุมหนึ่งในห้องรับแขก มีเสียงโทรศัพท์บ้านดังขึ้น รังสรรค์โทร.มาถามว่าเตือนตาเป็นอย่างไรบ้าง ป้าวิไลซึ่งเป็นคนรับสายเล่าว่าวันนี้เธอไม่ได้ไปทำงาน ไม่สบายตั้งแต่เช้าเวียนหัวคลื่นไส้อาเจียน

“แล้วหายหรือยังครับ”

“น่าจะค่อยยังชั่วแล้วมั้ง ออกไปซื้อของแล้วก็ขึ้นไปปิดประตูเงียบอยู่ในห้อง”

รังสรรค์เป็นห่วงเตือนตาก็เลยจะแวะมาดูสักหน่อย ป้าวิไลบอกให้เขามาตอนเลิกเรียนแล้วก็ได้ แต่เขายืนยันจะมาตอนนี้เลย...

คนที่รังสรรค์ถามถึงมองเครื่องมือตรวจการตั้งครรภ์ที่บ่งบอกว่าเธอกำลังท้องด้วยสีหน้ากลัดกลุ้ม ก่อนจะโยนเครื่องมือทิ้งถังขยะ เดินออกจากห้องน้ำมาทรุดตัวนั่งลงบนเตียง ยกมืออุดปากตัวเองไว้กลัวเสียงร้องไห้จะดังลอดออกมา

ooooooo

เตือนตาหยุดร้องไห้เมื่อได้ยินเสียงป้าวิไลเคาะประตูถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่า เรียกให้มาเปิดประตูให้ด้วย เธอรีบหยิบทิชชูมาเช็ดน้ำตาแล้วเอาแป้งผัดหน้า ก่อนจะเดินไปเปิดประตู ป้าวิไลมองเธออย่างพิจารณา ร้องทักว่านั่นร้องไห้มาหรือ เธอโกหกว่าแป้งเข้าตาทำให้น้ำตาไหล แล้วถามว่ามีอะไรหรือเปล่า

“เดี๋ยวคุณรังเขาจะมาเยี่ยม เขาโทรศัพท์มา ป้าก็เลยบอกว่าหนูไม่ค่อยสบาย”

“เตือนไม่อยากพบเขา เตือนเกลียดเขา”

ป้าวิไลไม่เข้าใจไปเกลียดรังสรรค์เรื่องอะไร เขาเป็นคนดี มีจิตใจมั่นคง นี่ถ้าเป็นคนอื่น เจอฤทธิ์ของ เตือนตาขนาดนี้คงถอดใจไปแล้ว ในเมื่อเธอบอกไม่ได้ว่าเกลียดเขาเพราะอะไร ดังนั้นถ้าเขามาเยี่ยมก็ควรจะลงไปพบเขา อย่าให้เสียมารยาท จากนั้นไม่นานรังสรรค์ก็มาถึง เตือนตาจำต้องลงไปต้อนรับตามที่ป้าวิไลสั่ง ท่านปล่อยให้สองหนุ่มสาวคุยกันตามลำพัง ขอตัวไปทำขนมต่อ

ทันทีที่ป้าวิไลคล้อยหลัง เตือนตาไล่ตะเพิดรังสรรค์กลับ แล้วลุกขึ้นจะไปเกิดหน้ามืดเป็นลม เขารับไว้ทัน ประคองไปนอนที่โซฟาพร้อมกับส่งเสียงเรียกป้าวิไลให้มาช่วย ครั้นเธอฟื้นคืนสติ รังสรรค์รีบออกไปรอข้างนอกก่อนที่เธอจะเอ่ยปากไล่ ป้าวิไลเห็นหลานสาวหน้าตา ซีดเซียว สั่งให้ไปหาหมอ แล้วอาสาจะไปเป็นเพื่อน

“ไม่ต้องค่ะ เตือนไปเองได้”

ท่านไม่ยอมให้ไปคนเดียว เกิดเป็นลมเป็นแล้งกลางทางจะทำอย่างไร เตือนตากลัวความลับแตก เสนอจะให้รังสรรค์พาไป ป้าวิไลแปลกใจ ไม่ชอบขี้หน้าเขาไม่ใช่หรือ

“ไม่เป็นไรค่ะ คุณป้าจะได้ไม่เป็นห่วง” พูดจบเตือนตาเดินลิ่วออกไปเลย ป้าวิไลมองตามสงสัย...

เตือนตาขึ้นรถไปกับรังสรรค์แต่ไม่ยอมให้พาไปโรงพยาบาล ขู่ถ้าขืนพาเข้าไปจะไม่มองหน้าเขาอีกเลย รังสรรค์จึงพามาที่สวนสาธารณะร่มรื่นแห่งหนึ่ง ชวนเธอลงไปเดินเล่นเผื่อจะหายเครียด เธอส่ายหน้าไม่ยอมลง เขาอยากรู้เธอจะให้บอกป้าวิไลอย่างไรเรื่องไปหาหมอ เธอให้เขาโกหกว่าเธอไม่ได้เป็นอะไร

“ทำไมคุณถึงกลัวการไปหาหมอนัก มีความลับอะไรนักหนา...หรือว่าคุณท้อง” รังสรรค์เห็นเตือนตาท่าทางมีพิรุธทำให้ยิ่งมั่นใจ “คุณต้องท้องแน่ๆไม่อย่างนั้นคุณต้องยอมไปหาหมอแล้ว คุณกลัวคุณป้ากับผมจะรู้ความจริง ผมจะไปสารภาพกับคุณป้า แล้วจะให้ผู้ใหญ่มาสู่ขอคุณ”

“อย่านะ” เตือนตาร้องห้ามเสียงหลง รังสรรค์อยากรู้ถ้าไม่ให้บอกคุณป้าแล้วจะให้ทำอย่างไร เธอจะทำแท้ง เขายอมให้ทำอย่างนั้นไม่ได้เพราะผิดทั้งทางโลกและทางธรรม เขาจะขอรับผิดชอบเธอเอง

“คุณน่ะหรือจะมารับผิดชอบฉัน ตัวของคุณยังเอาไม่รอดเลย”

“ผมจะพาคุณไปส่งบ้านแล้วจะจัดการเรื่องทั้งหมดนี่เอง”

ooooooo

เนื่องจากติดต่อราเมศว์ไม่ได้ เพราะไปข้างนอกกับว่าที่คู่หมั้น รังสรรค์จึงโทร.นัดสุคนธ์ออกมาพบเพื่อจะปรึกษาเรื่องจะขอให้ลิ้นจี่ช่วยไปสู่ขอสาวให้ สุคนธ์ไม่คิดว่าเป็นความคิดที่ดี เขาน่าจะให้ราเมศว์ไปจะง่ายกว่า รังสรรค์อยากให้คุณแม่ไปเพราะต้องการจะให้เกียรติฝ่ายโน้น สุคนธ์ส่ายหน้าพลางถอนใจ

“ทำไม พี่สุคิดว่าท่านจะด่าผมหรือครับ ไม่เป็นไรด่าก็ด่า ผมยอมทุกอย่าง ขอแต่ให้คุณแม่ยอมเป็นเถ้าแก่ให้ผมก็พอ ผมมั่นใจว่าถ้าผมใช้ความจริงใจเข้าสู้ คุณแม่ก็อาจจะเมตตาผม ความจริงใจเท่านั้น”...

ต่อให้หมื่นล้านความจริงใจก็ไม่ทำให้ลิ้นจี่หายเกลียดชังรังสรรค์ไปได้ ยิ่งได้เห็นเขาทุกข์ใจที่หาเถ้าแก่ไปสู่ขอสาวไม่ได้ก็ยิ่งสะใจ เท่านั้นไม่พอยังด่าเขาสาดเสียเทเสียแถมไล่ตะเพิดไปให้พ้นอีกต่างหาก รังสรรค์เดินขบกรามแน่นออกมาเจอสุคนธ์ดักรออยู่ เห็นสีหน้าของเขาเธอก็พอจะเดาออก

“ไม่สำเร็จใช่ไหมคะ...ไม่เป็นไร พี่จะเป็นเถ้าแก่ให้คุณรังเอง พี่แก่กว่าคุณเมศว์น่าจะพอทดแทนกันได้”

รังสรรค์ซาบซึ้งใจมากโผกอดสุคนธ์...

แม้จะเสร็จธุระแล้ว แต่รังสรรค์ยังไม่กลับ จอดรถแอบๆอยู่ในซอยบ้านลิ้นจี่ พอเห็นรถของราเมศว์แล่นเข้ามา เขาเปิดไฟกะพริบเป็นสัญญาณ ราเมศว์ค่อยๆชะลอรถกดกระจกลงมาถามว่าทำไมมาแอบจอดรถมืดๆ เขามีเรื่องจะคุยด้วย จากนั้นไม่นาน สองหนุ่มมานั่งอยู่ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง รังสรรค์ได้ยินมาว่าพี่ชายกำลังจะหมั้นกับสาวที่คุณแม่ลิ้นจี่ผู้ประเสริฐจัดหามาให้ ราเมศว์ขอร้องอย่าพูดถึงท่านด้วยน้ำเสียงอย่างนั้น

“ทำไมจะพูดไม่ได้ ทีท่านยังว่าผมเลยว่าขนาดเอากล้องจุลทรรศน์ส่องดูแล้วยังมองไม่เห็นความดี ให้ตายเถอะ ชอบประโยคนี้ชะมัด แต่คนพูดควรจะเป็นผมไม่ใช่คุณแม่”

ราเมศว์เตือนรังสรรค์ขืนยังพูดจาก้าวร้าวคุณแม่อีก ตนจะต่อยปากเขาแล้วลุกออกไปทันที รังสรรค์ยอกย้อนว่าเขาน่าจะเป็นคนต่อยปากราเมศว์มากกว่าฐานพาผู้หญิงที่เขารักไปอุ้มบุญ แล้วยังมีหน้ามาทำตัวเป็นสุภาพบุรุษใส่เขาอีก เขารู้ความจริงจากสุคนธ์หมดแล้ว ราเมศว์สารภาพว่ารักปราลีมาก

รังสรรค์ไม่เข้าใจถ้ารักเธอมากอย่างปากว่า ทำไมถึงจะแต่งงานกับผู้หญิงที่คุณแม่เลือกให้ ราเมศว์กำลังพยายามจะหาทางแก้ไขเรื่องนี้อยู่ อีกวันสองวันจะลองพูดกับคุณแม่ดู และให้สัญญาจะทำทุกวิถีทางเพื่อจะได้อยู่กับปราลีอย่างถูกต้องตามประเพณี ตนจะต้องทำให้คุณแม่ยอมรับปราลีเป็นสะใภ้ให้ได้

“ผมว่าชาติหน้าก็ไม่มีหวัง ตราบใดที่คุณแม่ยังมีชีวิตอยู่ล่ะก็ ผมมองไม่เห็นทางเลย ท่านเป็นคนเห็นแก่ตัว ท่านจะไม่มีวันยอมให้ใครเบียดบังความรัก ความเอาใจใส่ไปจากท่านแน่นอน”

ราเมศว์มั่นใจว่าจะเปลี่ยนใจคุณแม่ได้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เขาจะต้องได้อยู่กับปราลี...

ทางด้านปราลียังคงมีปัญหากับพวนไม่เลิก เนื่องจากไม่พอใจที่อีกฝ่ายคอยบังคับทุกอย่างโดยเฉพาะเรื่องกินข้าว เย็นนี้ก็เช่นกัน พวนเดินมาตามถึงริมหาดให้กลับไปกินข้าว แถมข่มขู่ถ้าไม่ยอมกินดีๆจะจับกรอกปาก เธอไม่วายถามถึงข่าวของราเมศว์ พวนไม่เข้าใจเธอจะไปสนใจเขาทำไมในเมื่อเขากำลังจะแต่งงานกับคนอื่น ปราลีหาว่าพวนสุมหัวกับลิ้นจี่โกหกเรื่องนี้เพื่อกันท่าไม่ให้เธอติดต่อกับราเมศว์

“ฉันเชื่อว่าเขามีสติปัญญา มีความคิดของตัวเองมากพอที่จะไม่ยอมให้คนอื่นมาบงการชีวิต”

“ถ้าเชื่ออย่างนั้นแล้วสบายใจก็เชิญ”

ooooooo

ปราลีเก็บเอาเรื่องที่ราเมศว์จะแต่งงานกับคนอื่นไปฝันร้ายว่าพยายามคาดคั้นเขาว่าจะแต่งงานจริงหรือเปล่า แต่ยังไม่ทันจะรู้เรื่อง ลิ้นจี่โผล่มาหัวเราะเยาะใส่หน้า เสียงดังจนเธอต้องเอามือปิดหู ก่อนจะตกใจตื่น ลุกพรวดขึ้นนั่ง มองไปรอบๆถึงได้รู้ว่าตัวเองฝันไป เห็นใกล้สว่างแล้วลุกไปเข้าห้องน้ำ

ครู่ต่อมาปราลีออกไปเดินเล่นแถวริมหาด เห็นเด็กๆกำลังขุดทรายหาหอยกันอยู่ เธอนึกสนุกจะขุดบ้าง แต่เหลือบไปเห็นทิวกำลังคุยมือถืออยู่ ปรี่เข้าไปหา เสนอจะให้เงินหนึ่งแสนบาทแลกกับขอโทรศัพท์หนึ่งครั้ง เขาขอเงินตอนนี้เลยแต่เธอไม่มีให้ ถึงกรุงเทพฯเมื่อไหร่จะจ่ายให้ทันที ทิวคิดว่าเธอหลอก ก็เลยเดินหนี ปราลีพยายามร้องเรียก แต่เขาไม่สนใจ เธอจึงต้องกลับบ้านพักอย่างหงุดหงิด

บ้านเงียบสนิทไม่มีใครอยู่ ปราลีนึกอะไรขึ้นมาได้ นังผีเสื้อสมุทรพวนจะต้องมีมือถือเช่นกัน คิดได้ดังนั้น รีบตรงไปที่ห้องของพวน เหลียวซ้ายมองขวา ไม่เห็นใคร รีบผลุบเข้าห้อง รื้อค้นจนทั่วเจอมือถือซุกอยู่ใต้ที่นอน รีบหยิบขึ้นมาจะโทร.แต่ติดต่อไม่ได้ มีเสียงพวนดังขึ้นจากด้านหลัง

“โทรศัพท์ไม่มีซิม โทร.ไม่ได้หรอก ฉันไม่โง่เหมือนที่คุณคิดหรอก”

ปราลีแค้นใจมาก เอามือถือปาใส่ พวนหลบไม่ทันโดนหน้าผากเต็มๆเลือดไหล...

ฝ่ายรังสรรค์แวะมาหาเตือนตาที่บ้านแต่เช้าก่อนเธอจะไปทำงาน ทันทีที่เจอหน้าป้าวิไล เขาก้มลงกราบขอประทานโทษท่านด้วย เขารู้แล้วว่าเตือนตาเป็นอะไร เธอท้องลูกของเขา ป้าวิไลตกใจจะเป็นลม รังสรรค์ประคองไปนั่งพักแล้วบีบนวดขานวดเท้าให้ เตือนตารีบไปชงยาหอมมาให้ดื่ม ท่านค่อยยังชั่วขึ้นมีแรงต่อว่ารังสรรค์ยกใหญ่ นี่ถ้าไม่ได้ปฏิบัติธรรมถือศีล ท่านคงถีบเขากระเด็นติดผนังไปแล้ว

“คุณป้าจะถีบผมก็ได้ครับ ผมอโหสิ” รังสรรค์ว่าแล้วก้มกราบป้าวิไลอีกครั้ง “ในเมื่อทุกอย่างมันล่วงเลยมาจนถึงป่านนี้แล้ว ผมขอรับผิดชอบทุกสิ่งทุกอย่าง”

เตือนตาตวาดแว้ดให้รังสรรค์หุบปาก ป้าวิไลตวาดกลับให้เธอเงียบๆไว้แล้วบอกให้เขาพูดต่อ รังสรรค์จะส่งผู้ใหญ่มาสู่ขอเตือนตาวันพรุ่งนี้ ป้าวิไลสั่งสอนทั้งคู่ชุดใหญ่ที่ชิงสุกก่อนห่าม แต่ในเมื่อเรื่องราวก็เลยเถิดแก้ไขอะไรไม่ได้ก็ให้รังสรรค์ทำให้ถูกต้องตามประเพณีก็แล้วกัน

“ผมมีเรื่องที่จะต้องกราบเรียนคุณป้า ผมคงไม่มีเงินพอที่จะจัดงานตามโรงแรมใหญ่ๆ”

“บ้านเราก็มีไม่เห็นจะต้องไปจัดตามโรงแรมเลย นิมนต์พระมาที่บ้านน่ะเป็นสิริมงคลเสียอีก”

รังสรรค์ก้มกราบขอบพระคุณป้าวิไลด้วยความซาบซึ้งใจ...

ขณะราเมศว์กำลังคุยอยู่กับสุคนธ์ในห้องทำงาน มีเสียงมือถือของเธอดังขึ้น สุคนธ์หยิบขึ้นมาดูเห็นเป็นเบอร์รังสรรค์มีพิรุธทันที ขอตัวออกไปรับสาย ราเมศว์รู้ทันว่าน้องชายโทร.มาบอกให้เธอรับสายในนี้ได้เลย

สุคนธ์เล่าเรื่องที่รังสรรค์มาปรึกษาเรื่องค่าใช้จ่ายวันแต่งงานให้ฟัง ราเมศว์จึงอาสาจะไปคุยกับเขาเอง แล้วไปหาเขาที่ห้องพัก ต่อว่าว่าทำไมไม่บอกเรื่องนี้กับตน เขาเกรงใจเห็นพี่มีเรื่องยุ่งยากพออยู่แล้ว

“เราเป็นพี่น้องกัน ฉันจะจัดการทุกสิ่งทุกอย่างให้เอง เห็นว่าผู้หญิงท้องแล้ว งั้นก็ต้องแต่งโดยเร็วที่สุด ต้นเดือนหน้าทันไหม”

ooooooo

ป้าวิไลเห็นดีด้วยที่รังสรรค์จะจัดงานแต่งงานต้นเดือนหน้าเนื่องจากไม่อยากรอให้เตือนตาท้องโย้ออกมาก่อน ราเมศว์กลัวไม่ทัน เร่งให้รังสรรค์พาเตือนตาไปตัดชุดแต่งงานร้านเดียวกับที่สุนีรัตน์ไปตัด

“เสื้อผ้าร้านนั้นสวยมาก จะใช้กี่ชุดก็สุดแล้วแต่คุณเตือนจะเลือก ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย ส่วนเรื่องอาหารและการจัดสถานที่ พี่สุจะเป็นคนดูแลทั้งหมด หรือคุณป้าจะจัดที่โรงแรมดีครับ”

“จัดที่บ้านนี่แหละค่ะสะดวกที่สุด แขกที่มาก็คงไม่ได้มากมายแค่เพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาว แล้วก็ญาติธรรมของป้า ป้าบอกคุณรังไปแล้วว่าขอแค่ทำตามประเพณีเท่านั้น แต่งแล้วคุณรังก็ย้ายมาอยู่ด้วยกันที่นี่เลย”

เตือนตาอยากให้ต่างคนต่างอยู่มากกว่า รังสรรค์ก็อยู่คอนโดฯไป ส่วนเราก็อยู่ที่นี่ ป้าวิไลไม่เห็นด้วย แต่งงานแล้วจะต่างคนต่างอยู่ได้อย่างไร ให้เขามาอยู่ที่นี่ดีที่สุดแล้ว บ้านนี้จะได้มีผู้ชายบ้าง รังสรรค์ยิ้มพอใจ ขณะที่เตือนตาถลึงตาใส่ ราเมศว์มองภาพนั้นเหมือนจะมีความสุขสดชื่นไปด้วย

ในเวลาต่อมา รังสรรค์กับเตือนตาออกมาส่งราเมศว์ที่รถ เขาไหว้ขอบคุณพี่ชายสำหรับทุกอย่าง แล้วโอบกอดด้วยความซาบซึ้งใจ ราเมศว์ตบไหล่เขาเบาๆ เราเป็นพี่น้องกัน ถ้าไม่ช่วยเขาแล้วจะช่วยใคร จากนั้นหันไปบอกเตือนตาถ้ารังสรรค์ทำอะไรไม่ดีให้บอก ตนจะจัดการให้ แล้วขยับจะขึ้นรถ เตือนตาร้องเรียกไว้ อยากจะสอบถามเรื่องปราลีซึ่งเป็นเพื่อนรักของเธอ รังสรรค์แตะแขนเธอไว้

“เอาไว้ค่อยคุยกันวันอื่นก็ได้ พี่เมศว์ต้องไปธุระต่อ เราเองก็ต้องไปธุระเหมือนกัน”

ทีแรกเตือนตาจะค้านแต่แล้วพยักหน้ารับคำ ก่อนทั้งสองฝ่ายจะแยกย้ายกันไปทำธุระของตัวเอง...

ครั้นกลับถึงบ้าน ราเมศว์ต้องเจอกับข่าวร้ายเมื่อลิ้นจี่แจ้งว่าได้ฤกษ์แต่งงานของเขากับสุนีรัตน์แล้ว ไม่ได้ไปขอพระขอเจ้าที่ไหน แค่ใช้ฤกษ์สะดวกของตัวเอง โดยกำหนดวันแต่งงานในอีก 3 เดือน เขาอ้างยังไม่พร้อมขอเลื่อนออกไปก่อน ลิ้นจี่ไม่เข้าใจจะเลื่อนทำไมในเมื่อต้องแต่งอยู่ดี ราเมศว์ได้แต่นิ่ง ลิ้นจี่ไม่พอใจ

“ทำไมไม่รับปากแม่”

“เพราะผมยังไม่พร้อมจริงๆครับ”...

เนื่องจากลูกชายไม่ยอมตามใจ ดึกคืนเดียวกัน ลิ้นจี่แกล้งหายใจพะงาบๆ ราเมศว์จะเอาตัวไปส่งโรงพยาบาลท่านก็ไม่ยอมไป ขอให้ปล่อยท่านให้ตายที่นี่ไม่อยากมีชีวิตต่อไปแล้ว แล้วพลิกตัวหันหลังให้

“จะไปไหนก็ไป ไม่ต้องมาสนใจไยดีฉัน”

“ถ้าคุณแม่ยอมไปโรงพยาบาล ผมจะยอมทำตามคุณแม่ทุกอย่าง”

ลิ้นจี่แอบยิ้มพอใจที่ราเมศว์หลงกลอีกจนได้

ooooooo

แกล้งป่วยครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อนๆเพราะลิ้นจี่ต้องไปเข้าโรงพยาบาล วินัยหมอประจำตัวของท่านตรวจอาการแล้วไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แค่ความดันขึ้นนิดหน่อยเท่านั้น พรุ่งนี้ก็กลับบ้านได้แล้วขอตัวไปตรวจคนไข้ก่อน พรุ่งนี้สายๆจะแวะมาดูอีกครั้ง ราเมศว์ไหว้ขอบคุณหมอ แล้วเดินกลับมาหาคุณแม่

ลิ้นจี่ไม่พอใจที่หมอวินิจฉัยแบบนั้น เห็นอยู่ว่านอนพะงาบๆจนต้องหามมาที่นี่ยังจะบอกว่าไม่เป็นอะไรอีก อาการแย่ขนาดนี้มันต้องอยู่โรงพยาบาลสัก 6-7 วันเป็นอย่างน้อย ราเมศว์เห็นดีด้วย ท่านจะได้พัก ทางบ้านก็ให้สุคนธ์กับเขาดูแลแทน ลิ้นจี่นึกได้ ขืนตัวเองไม่อยู่หนูได้ร่าเริงกันแน่ๆ

“เอาอย่างนี้ แม่จะพยายามหายให้เร็วที่สุดจะได้รีบกลับบ้านพรุ่งนี้” ลิ้นจี่พลิกลิ้นได้รวดเร็วมาก แล้วหันมาทวงสัญญาจากลูกชายสุดเลิฟว่ารับปากกับท่านแล้วหากท่านมาโรงพยาบาลจะทำตามที่ท่านต้องการทุกอย่าง ทันทีที่ราเมศว์รับคำ ลิ้นจี่รู้สึกดีขึ้นทันตาเห็น ถ้าเป็นอย่างนี้สงสัยวันนี้คงจะกลับบ้านได้...

ลิ้นจี่ไม่รอช้ารีบโทร.บอกข่าวดีให้คุณหญิงเจริญศรีรับทราบ ท่านดีใจมากจะพาสุนีรัตน์ไปกราบเท้าลิ้นจี่ถึงโรงพยาบาล เธอบอกว่าไม่ต้อง อีกสักครู่ก็จะกลับแล้ว ราเมศว์กำลังมารับ ให้สองแม่ลูกไปเจอกันที่บ้านของเธอเลย คุณหญิงเจริญศรีจะรีบไปรอรับเธอทันที...

หลังจากนั้นไม่นาน รถตู้ที่ลิ้นจี่กับราเมศว์นั่งก็แล่นมาจอดหน้าตัวตึกใหญ่ของบ้าน เห็นสุนีรัตน์แต่งชุดหมอรอต้อนรับอยู่กับคุณหญิงเจริญศรี แจ่มจิต รวมทั้งสุคนธ์และน้อย ลิ้นจี่หัวเราะออกมาอย่างขบขันปนสังเวช แถมนินทาว่าคนเป็นแม่ก็ช่างแต่งตัวให้ลูกได้ทุเรศลูกตาจริงๆ

ลับหลังนินทาแต่อยู่ต่อหน้าลิ้นจี่แทบจะจูบปากกับคุณหญิงเจริญศรี สุนีรัตน์รีบเข้ามาเสนอตัวจะเข็นรถเข็นให้ ลิ้นจี่ปฏิเสธว่าไม่ต้อง เดี๋ยวจะพากันล้ม เธอถึงกับหน้าเสีย เบ้ปากทำท่าจะร้องไห้ ราเมศว์ต้องปลอบที่ท่านไม่ให้เธอเข็นรถ เพราะเป็นห่วงเธอ สุนีรัตน์ถึงยิ้มออกมาได้...

สุคนธ์ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงเด็ก พาสุนีรัตน์ไปดูการ์ตูนระหว่างที่ราเมศว์ ลิ้นจี่กับคุณหญิงเจริญศรีคุยกันเรื่องงานแต่งงาน แต่เป็นการคุยทางเดียว หากลิ้นจี่เสนออะไรมาแม้ราเมศว์จะไม่เห็นด้วยก็ไม่กล้าขัด ว่าอะไรว่าตามกัน ทำให้ท่านปลื้มปริ่มมาก

ooooooo

สารัตน์ตระหนักแล้วว่าการเอาจิราภามาอยู่ใกล้ตัวกลับทำให้ยุ่งยากในการจะกุ๊กกิ๊กกันจึงให้เธอย้ายออก โดยบอกกับแสงรวีว่าได้งานเป็นนักร้องต้องกลับดึกๆดื่นๆไม่สะดวกจะอยู่ที่นี่ แสงรวีไม่ขัดข้อง แล้วหันไปถามสารัตน์ว่าจะไปส่งน้องหรือ เขาพยักหน้ารับคำ

“คุณพี่คงไม่คิดว่าผมจะให้ยายจินั่งแท็กซี่ไปคนเดียวหรอกนะครับ” ว่าแล้วสารัตน์เดินนำจิราภาไปขึ้นรถ แสงรวีตะโกนถามเขาไล่หลังว่าจะกลับกี่โมง

สารัตน์ไม่ตอบขับรถออกไปหน้าตาเฉย แสงรวีไม่พอใจ คว้ามือถือโทร.หาสารัตน์แต่ไม่มีใครรับสาย เธอพยายามโทร.อยู่หลายครั้งยังเหมือนเดิม เขียนเข้ามาหา

“คุณควรจะตาสว่างได้แล้ว อยู่ที่นี่จะแอบลักลอบได้เสียกันทีมันไม่สะดวก ก็เลยหอบผู้หญิงไปอยู่ที่อื่น นี่มันคงผลาญเงินคุณไปพอแรงแล้วล่ะสิ ถึงได้...” พูดยังไม่ทันจบ แสงรวีทนฟังไม่ไหวไล่ตะเพิดเขียนไปให้พ้น

“ฉันอาจจะพูดโผงผางขวานผ่าซาก แต่ทุกคำพูดของฉันล้วนแต่ต้องการจะเตือนสติคุณด้วยความหวังดีเท่านั้น” ว่าแล้วเขียนเดินจากไป แสงรวีคิดคล้อยตาม เดินขึ้นไปบนห้อง หยิบสมุดบัญชีเงินฝากต่างๆขึ้นมาดู ทุกบัญชีมีแต่รายการถอนจนเหลือเงินไม่กี่หมื่นบาท เสียงเขียนเตือนเมื่อครู่ดังขึ้น

“นี่มันผลาญเงินคุณไปพอแรงแล้วล่ะสิ”

แสงรวีสะบัดหัวราวกับจะไล่คำพูดนี้ออกไป...

เป็นอย่างที่เขียนเตือนแสงรวีไม่มีผิดเพี้ยน สารัตน์ปรึกษากับจิราภาว่าจะตีตัวออกห่างแสงรวีเพราะการเงินของเธอเริ่มฝืดเคือง จิราภาทักท้วงในเมื่อเรายังไม่มีที่หมายใหม่ก็ให้เกาะแสงรวีไปเรื่อยๆก่อน อย่างน้อยเธอก็ยังมีเครื่องประดับแพงๆอยู่อีกหลายชิ้น...

หลังเสพสุขกับจิราภาจนหนำใจแล้ว สารัตน์กลับมาทันได้ยินเขียนกำลังนินทาเขาให้ถวิลฟังก็ไม่พอใจจนมีปากเสียงกัน เขาเถียงสู้เขียนไม่ได้ถลาจะเข้าไปตบ เขียนพุ่งไปคว้าแจกันใบใหญ่ยกขึ้นจะฟาด ถวิลก็คว้าของใกล้มือขึ้นมาเช่นกัน เขียนท้าให้เขาเข้ามาได้เลย สารัตน์เจ็บใจชี้หน้ากราด

“ฉันจะบอกให้คุณพี่ไสหัวแกทั้งสองคนไปให้พ้นบ้านนี้ เตรียมเก็บข้าวของไว้ได้เลย”

เขียนไม่กลัว ท้าเหยงๆให้ไปฟ้อง สารัตน์ไปฟ้องแสงรวีตามที่เขียนท้าทาย แต่เธอกลับบอกว่าถ้าไล่เขียนออกแล้วจะอยู่กับใครหากเขาทิ้งเธอไป สารัตน์พยายามเข้าไปกอดอ้อนออด แต่คราวนี้เธอไม่เล่นด้วย ขอร้องให้เขาออกไปจากห้องก่อน เธออยากอยู่คนเดียว เขาจำต้องออกมาอย่างเงียบๆ

ครู่ต่อมา สารัตน์โทร.ไปฟ้องจิราภาว่าแสงรวีชักจะแข็งข้อไม่ยอมตามใจเขาเหมือนเดิม เธอแนะให้ง้อมากกว่านี้ หมั่นเอาใจหน่อยเดี๋ยวยัยแก่นั่นก็หายโกรธไปเอง แล้วบอกเขาว่าง่วงแล้วขอนอนก่อน พรุ่งนี้จะโทร.หาแต่เช้า วางสายเสร็จจิราภากลับออกไปเที่ยวกับผู้ชายคนอื่นไม่ได้เข้านอนอย่างที่บอกกับสารัตน์

ooooooo

ในที่สุดก็ถึงงานแต่งงานของรังสรรค์กับเตือนตา พิธีตอนเช้าไม่มีอะไรมาก เจ้าบ่าวกับเจ้าสาวตักบาตรพระสงฆ์ 9 รูป โดยมีป้าวิไลเป็นญาติผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาว ส่วนราเมศว์กับสุคนธ์เป็นญาติผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าบ่าว สีหน้าของเตือนตาเฉยเมย ขณะที่รังสรรค์ยิ้มแย้มมีความสุข

เสร็จจากตักบาตรก็ถึงพิธีรดน้ำสังข์โดยป้าวิไลเป็นคนแรกที่รดน้ำอวยพรคู่บ่าวสาว ราเมศว์มองภาพนี้แล้วฝันว่าตัวเองเป็นเจ้าบ่าวส่วนปราลีเป็นเจ้าสาวกำลังให้ลิ้นจี่รดน้ำอวยพร เขามัวแต่ใจลอยไม่ได้ยินเสียงเรียกของสุคนธ์จนเธอต้องสะกิดเตือนว่าถึงคิวเขาขึ้นไปรดน้ำแล้ว เขาถึงตื่นจากภวังค์เดินไปที่ตั่ง

“เป็นผู้ใหญ่สักทีนะนายรัง พี่ขอให้นายและเจ้าสาวจงมีความสุขตลอดไป...คุณเตือนขอให้รักกันยืนยาวตลอดไปนะครับ” รดน้ำเสร็จ ราเมศว์ถอยออกมาให้แขกคนอื่นๆรดน้ำสังข์กันต่อไป...

ฤกษ์ส่งตัวเป็นฤกษ์ตอนสายต่อจากพิธีรดน้ำ ห้องหอเป็นห้องที่ตกแต่งใหม่โดยสุคนธ์เป็นคนจัดการให้ พิธีส่งตัวผ่านไปด้วยดี ราเมศว์ยังแอบฝันว่านี่เป็นพิธีส่งตัวของเขากับปราลีอีกครั้ง...

ราเมศว์กับสุคนธ์ส่งตัวคู่บ่าวสาวเสร็จก็ขอตัวกลับก่อน ครั้นถึงบ้านเขาไหว้ขอบคุณลิ้นจี่ที่อนุญาตให้ไปงานของน้อง ท่านกลับห้ามพูดถึงงานอัปมงคลนั่น แถมด่าไปถึงคู่บ่าวสาว ราเมศว์พยายามจะห้าม กลับโดนเล่นงานหูชา และยังโดนไล่ตะเพิดถ้าฟังคำด่าของท่านไม่ได้ เขารีบเดินหนีกลับห้องตัวเอง

เป็นจังหวะเดียวกับรังสรรค์โทร.มาขอบคุณสำหรับทุกอย่าง ราเมศว์นึกขึ้นได้บอกเขาว่าตนฝากงานที่บริษัทเพื่อนให้เป็นงานเกี่ยวกับเอกสาร วันจันทร์นี้เริ่มงานได้เลย รังสรรค์ขอบคุณพี่ชายอีกครั้ง...

งานเลี้ยงฉลองสมรสยังคงดำเนินต่อไป หนึ่งในญาติธรรมของป้าวิไลทักท้วงเมื่อเห็นเตือนตาออกมาร่วมวงกับเพื่อนว่าตามความเชื่อแล้วบ่าวสาวไม่ควรออกจากห้องในวันส่งตัว ป้าวิไลบอกเธอแล้ว แต่เธอแย้งว่า

ฤกษ์ส่งตัวเป็นเวลากลางวันไม่ใช่กลางคืน และที่สำคัญเพื่อนๆก็ยังไม่กลับจึงต้องลงมาต้อนรับแขก ระหว่างนั้นรังสรรค์ตามเข้าไปร่วมกลุ่มกับเตือนตา

“เจ้าบ่าวท่าทางจะรักเจ้าสาวมากนะคะ แต่เจ้าสาวเหมือนจะงอนๆอะไรอยู่”

“แม่คนนี้เขาก็เป็นอย่างนี้แหละค่ะ อะไรนิดอะไรหน่อยก็ไม่ได้”

รังสรรค์พยายามเอาใจเตือนตาโดยมีเพื่อนๆคอยปรบมือเชียร์ แต่เจ้าสาวยังคงนิ่งเฉยไม่เฮฮาด้วย...

ในเวลาต่อมา หลังจากส่งป้าวิไลเข้านอนแล้ว รังสรรค์เปิดประตูห้องหอเข้าไปพบแต่ความว่างเปล่า ร้องเรียกเตือนตาแต่ไม่มีเสียงตอบ จึงเดินไปที่หน้าห้องน้ำ

“คุณเตือนอยู่ในห้องน้ำหรือเปล่าครับ” เงียบไม่มีเสียงใดๆ รังสรรค์เปิดประตูเข้าไปดูไม่มีใครอยู่ในนั้น เขาถอนใจก่อนจะเดินไปที่ห้องนอนเก่าของเตือนตา เคาะประตูเรียก เธอตะโกนถามว่าต้องการอะไร เขาพูดติดตลกว่ามาตามเจ้าสาวกลับห้องหอ เธอไม่ขำด้วย ในเมื่อเขาต้องการแต่งงานก็ได้แต่งสมใจแล้ว ทั้งที่เธอไม่ได้อยากแต่งด้วย เพราะฉะนั้นเขาอยู่ห้องโน้น ส่วนเธอจะอยู่ห้องนี้

“แล้วคุณป้าละครับ ถ้าท่านทราบ...”

“อ๋อ ท่านไม่มีวันทราบแน่ ถ้าคุณไม่ปากบอน คุณเข้ามาอยู่บ้านฉันก็ต้องทำตามกฎของฉัน”

“ก็ได้ เราจะต่างคนต่างอยู่จนกว่าคุณจะยินยอมพร้อมใจเข้ามาอยู่กับผม” พูดจบรังสรรค์กลับห้องหอ...

ดึกแล้วลิ้นจี่ยังไม่หลับ สั่งให้อำไพไปตามตัวราเมศว์มาพบเพื่อแจ้งว่าการแต่งงานของรังสรรค์ทำให้ท่านได้ไอเดียใหม่ คืออยากให้เขาแต่งงานเร็วที่สุด 3 เดือนที่เคยกำหนดไว้เดิมยังเร็วไม่สะใจ ก็เลยจะเลื่อนให้เร็วขึ้นเป็นต้นเดือนหน้า ราเมศว์ถึงกับร้องเอะอะ ต้นเดือนหน้าก็อีกสัปดาห์เดียว ลิ้นจี่ฉีกยิ้ม

“ใช่จ้ะ อีกสัปดาห์เดียว ไม่ต้องกลัวจะไม่ทัน แม่โทร.บอกคุณหญิงแม่ยายลูกไปแล้ว แกก็เห็นด้วย โธ่ จะไม่เห็นด้วยได้ยังไง ในเมื่อ...พูดก็พูดเถอะ ยายสุนีรัตน์น่ะผู้ชายที่ดีพร้อมเลิศเลอที่ไหนเขาจะเอา เรื่องเสื้อผ้าหน้าผมก็ไม่ต้องเป็นห่วง แม่ให้สุคนธ์โทร.ไปเร่งแล้ว เงินถึงเสียอย่างจะต้องการเร็วแค่ไหนก็ต้องได้”

“แต่...น้องรัตน์อาจจะยังไม่พร้อม แล้วเรื่องโรงแรม”

ลิ้นจี่มั่นใจว่ายัยตุ๊กตาเสียกบาลนั่นให้แต่งเดี๋ยวนี้ยังพร้อมเลย ส่วนเรื่องโรงแรมก็ไม่ต้องเป็นห่วง ท่านจะให้สุคนธ์โทร.ไปยกเลิกและจ่ายค่าเสียหายให้ แล้วเปลี่ยนมาจัดที่บ้านเรา รังสรรค์ยังแต่งในบ้านเท่ารูหนูได้ บ้านเราออกใหญ่โตกว้างขวางรับรองไม่มีปัญหา ราเมศว์ได้แต่นั่งก้มหน้า รู้ดีว่าคัดค้านไปก็ไม่มีประโยชน์

ooooooo

วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในที่สุดก็ถึงวันแต่งงานของราเมศว์และสุนีรัตน์ คฤหาสน์ของลิ้นจี่ถูกตกแต่งอย่างสวยงาม พิธีตอนเช้านิมนต์พระสงฆ์ 9 รูปมาสวดให้พรคู่บ่าวสาว แขกที่มาร่วมงานส่วนใหญ่เป็นญาติสนิท สุนีรัตน์นั่งหยุกหยิกอยู่ไม่สุขตามประสาเด็กน้อย ราเมศว์จะห้ามก็ไม่ถนัดนัก

ลิ้นจี่มองภาพตรงหน้าราวกับกำลังดูละครชวนหัว ขณะที่คุณหญิงเจริญศรีเป็นกังวล หันไปพยักพเยิดให้แจ่มจิตซึ่งรู้งานรีบคลานเข้าไปนั่งประกบอยู่ด้านหลังสุนีรัตน์ แขกเหรื่อบ้างก็ซุบซิบกัน บางท่านก็ขำๆยิ่งทำให้คุณหญิงเจริญศรีหนักใจ แต่สุดท้ายพิธีต่างๆ ทั้งการถวายภัตตาหารเพล และพิธีรดน้ำสังข์ผ่านไปได้ด้วยดี

ทางด้านสุนีรัตน์เดินอย่างหมดเรี่ยวแรงเข้ามาในห้องของสุคนธ์ซึ่งจัดให้เป็นห้องแต่งตัวเจ้าสาว แล้วโดดขึ้นเตียงนอนแผ่หลา แจ่มจิตที่ตามเข้ามาพยายามจะแซะให้เธอลุกขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดสำหรับงานเลี้ยงตอนกลางคืน เดี๋ยวช่างแต่งผมแต่งหน้าจะมาแล้ว เธอไม่ยอมลุกอ้างว่าง่วงอยากนอน

“น้องรัตน์ไม่อยากแต่งงานกับคุณพี่เมศว์แล้วหรือคะ”

สุนีรัตน์ไม่ตอบ พลิกตัวนอนตะแคงหลับตา คุณหญิงเจริญศรีเปิดประตูเข้ามาเห็นลูกนอนอยู่ เข้ามาเขย่าตัวให้ลุกขึ้น พลางต่อว่าแจ่มจิตที่ปล่อยให้เธอนอน แล้วสั่งให้ลูกลุกขึ้นเดี๋ยวนี้ เข้ามาดึงแขนลูก

“ไม่เอาน้องรัตน์จะนอน”

“อย่าดื้อกับคุณแม่นะ เดี๋ยวก็ถูกตีหรอก แจ่มจิตมาช่วยกันหน่อย” คุณหญิงเจริญศรีกับแจ่มจิตช่วยกันลากตัวสุนีรัตน์ลุกขึ้น เธอยิ่งงอแงร้องไห้เป็นเด็กน้อย...

ขณะสุคนธ์กำลังตรวจดูความเรียบร้อยเพื่อเตรียมงานเลี้ยงตอนเย็น รังสรรค์โทร.มาบอกว่าอยู่ในซอยบ้าน วานเธอบอกให้ราเมศว์ออกมาพบ ตนอยากอวยพรให้เขา เธออ้างว่าราเมศว์อยู่กับลิ้นจี่และแขกผู้ใหญ่ รังสรรค์เชื่อในความสามารถของเธอที่จะทำให้ราเมศว์ออกมาหาตนจนได้ แล้ววางสายไปเลย

แม้จะหนักใจอยู่บ้าง แต่ในที่สุดสุคนธ์ก็จัดการให้เป็นไปตามที่รังสรรค์ต้องการ...

รังสรรค์เห็นพี่ชายเดินมาหา ปรี่เข้าไปกอด แสดงความยินดี แม้จะรู้ว่าเขาไม่ได้เต็มใจจะแต่งงาน แล้วหันไปหยิบกล่องของขวัญจากเบาะหลังรถยื่นให้ เป็นของขวัญเล็กๆน้อยๆจากตน ถึงจะไม่มีราคาค่างวดอะไร แต่ก็เป็นความทรงจำดีๆของเราสองคนพี่น้องแล้วขอตัวกลับก่อน ราเมศว์นึกอะไรขึ้นมาได้

“พี่โทร.หาเจ้าวัฒน์มันเรื่องปุ๋มแล้ว พอดีมันไปต่างประเทศ อาทิตย์หน้าถึงจะกลับแล้วพี่จะโทร.ไปใหม่”

“ครับ คราวนี้ไปจริงๆล่ะครับ” รังสรรค์ไหว้ลาพี่ชาย แล้วขึ้นรถขับออกไป จากนั้นราเมศว์เอาของขวัญที่ได้เข้าไปแกะในห้อง เป็นรูปถ่ายของเขากับรังสรรค์ยืนขนาบสองข้างสุคนธ์ ทั้งสามคนยิ้มอย่างมีความสุข ราเมศว์วางรูปพร้อมกรอบสวยงามไว้บนโต๊ะข้างเตียงยิ้มเศร้าให้กับรูปนั้น...

สุนีรัตน์ยังคงแสดงความเป็นเด็กน้อยออกมาให้ทุกคนในงานเห็น ถึงเวลาต้องตัดเค้กแต่งงานให้แขกผู้ใหญ่ ตัดเสร็จเธอกลับเอาเค้กมากินเอง เรียกเสียงหัวเราะให้บรรดาแขกเหรื่อโดยบางคนคิดว่าเป็นมุกตลก

เรื่องวุ่นๆของสุนีรัตน์ยังไม่จบ หลังเสร็จพิธีส่งตัวและได้อยู่กันตามลำพังในเรือนหอ เธอร้องไห้งอแงจะกลับบ้านคิดถึงแม่ ราเมศว์ทั้งปลอมทั้งหลอกล่อเธอถึงยอมนอนที่นี่ ระหว่างรอให้แจ่มจิตมาเปลี่ยนเสื้อผ้าให้สุนีรัตน์ ราเมศว์ออกมายืนทอดอารมณ์อยู่ที่ระเบียงบ้าน มองดวงจันทร์แล้วอดคิดถึงปราลีไม่ได้

“ปุ๋ม คุณอยู่ไหน เป็นตายร้ายดีอย่างไร ผมไม่รู้เลย”

ooooooo

หลายเดือนผ่านไป...

ปราลีซึ่งตอนนี้ท้องแก่เกือบ 7 เดือนแล้ว นั่งมองชาวบ้านเก็บมะพร้าวอยู่ริมหาดอย่างสนใจ ลุงชาวบ้านเฉาะมะพร้าวเอามาให้ เธอยังไม่ทันจะยกดื่ม เสียงพวนดังขึ้นจากด้านหลัง

“คนท้องคนไส้กินน้ำมะพร้าวมากๆน่ะดี เด็กออกมาจะได้ตัวสะอาด” พูดไม่ทันขาดคำ มะพร้าวในมือปราลีพุ่งเฉียดหน้าพวนไปนิดเดียว ท่ามกลางความตกใจของพวกชาวบ้าน

“กำลังท้องกำลังไส้ อย่าโมโหง่ายนักสิคุณ เดี๋ยวลูกคลอดออกมาก็กลายเป็นเด็กขี้โมโหหรอก”

“มันเรื่องของฉัน อย่าแส่” ด่าเสร็จปราลีเดินจากไปอย่างหงุดหงิด ครู่ต่อมาเธอเดินเข้ามาทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงนอนของตัวเอง ทอดสายตาไปยังผืนน้ำเบื้องนอก พลางยกมือขึ้นมาลูบท้องเบาๆสีหน้าสับสน พวนยังตามมาตอแย แนะให้เธอลืมราเมศว์ได้แล้ว เขาแต่งงานไปหลายเดือนแล้ว ป่านนี้คงจะมีความสุขอยู่กับเมียของเขา และลืมปราลีไปสนิทใจแล้ว เธอเถียงว่าไม่จริง

“ไม่จริงแล้วทำไมเขาไม่พยายามมาหาคุณเลยล่ะ”

“ก็แม่เขาห้าม แกเป็นคนบอกเองว่าเขาเชื่อแม่ของเขามากที่สุด”

“ถ้าเชื่อแม่ขนาดนั้น ก็แสดงว่าเขารักคุณไม่พอ เพราะฉะนั้น จงตัดอกตัดใจจากคุณเมศว์เสีย แล้วก็ก้มหน้าก้มตาบำรุงลูกในท้องตามหน้าที่จนกว่าจะถึงกำหนดคลอด หลังจากนั้นคุณก็จะได้รับเงินที่เหลือและเป็นอิสระ คนสวยขนาดคุณจะหาแฟนใหม่สักกี่คนมันไม่ยากหรอก”

ปราลีตัดพ้อต่อว่าด้วยน้ำเสียงขมขื่นใจว่าพวกพวนทำราวกับเธอเป็นแม่วัวพอผสมเสร็จก็แยกผัวแยกเมีย พวนขอร้องอย่าโทษคนอื่น ในเมื่อเธอเลือกเองไม่ได้มีใครบังคับ ปราลีถูกจี้ใจดำก็โกรธพุ่งเข้าไปตบพวนจนหน้าหัน คนถูกตบเงื้อมือจะตบคืน แต่กลับเปลี่ยนใจลดมือลง ก่อนจะเดินออกไปเงียบๆ ปราลีทรุดตัวลงปิดหน้าร้องไห้ด้วยความขมขื่นใจ...

ในเวลาเดียวกัน ลิ้นจี่ต้องการให้ราเมศว์ตัดใจจากปราลีจึงหลอกว่าเธอตายแล้ว จมน้ำตาย พวนบอกว่าเธอนั่งซึมเศร้า เฝ้าแต่มองน้ำทะเลมาตั้งหลายวันก่อนจะหายตัวไป พวกนั้นช่วยกันตามหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ จนกระทั่งน้ำทะเลซัดศพเข้ามาราวกับโลมาเกยตื้น ลิ้นจี่เห็นราเมศว์ยืนตะลึงก็ยิ่งสนุก

“แม่ต้องขอโทษที่ไม่ได้บอกเมศว์ตั้งแต่แรกแม่เก็บเรื่องนี้เอาไว้เพราะไม่อยากเห็นเมศว์เศร้าโศกเสียใจ ไม่อยากให้ลูกมีความทุกข์เพราะแม่รักลูกมาก เข้าใจแม่ใช่ไหมลูก”
“มิน่า ตอนที่ผมไปหา ถึงไม่พบใคร”

ลิ้นจี่ทำเป็นแปลกใจ ราเมศว์ไปหาปราลีตั้งแต่เมื่อไหร่ทำไมท่านไม่รู้ เขาพูดอะไรไม่ออกเหมือนมีก้อนบางอย่างมาจุกคอหอย ลิ้นจี่แสร้งตีหน้าเศร้า โทษตัวเองไม่ควรบอกเรื่องนี้ให้เขารู้ เขาคงจะเสียใจมาก

“คุณแม่ผิดไปแล้ว เอาอย่างนี้เมศว์ไปพักผ่อนให้สบายใจก่อนเถอะลูก เดี๋ยวแม่จะให้นพดลเข็นต่อเอง” ลิ้นจี่เห็นราเมศว์ยังนิ่ง “ยังไม่ไปอีก แม่ไม่ชอบเด็กดื้อนะ เรียกนพดลให้มาหาแม่ด้วยนะลูก”

ooooooo

นพดลกำลังเช็ดรถอยู่ตอนที่ราเมศว์เดินเข้ามาขอกุญแจรถ เขาอดถามไม่ได้ว่าเจ้านายจะไปไหน ราเมศว์ไม่ตอบได้แต่มองหน้า นพดลรู้ตัวว่าไม่ควรถามรีบขอโทษ พร้อมกับส่งกุญแจรถให้

“เดี๋ยวไปพบคุณแม่ด้วย”

“ครับ” รับคำเสร็จนพดลวิ่งไปเปิดประตูรั้วให้ราเมศว์...

ขณะที่ราเมศว์หลงเชื่อคำลวงของลิ้นจี่ ปราลียืนมองออกไปนอกหน้าต่างบ้านพักเห็นครอบครัวชาวประมงสามคนพ่อแม่ลูกกำลังวิ่งไล่จับกันอยู่บนชายหาด เสียงหัวเราะอย่างมีความสุขของเด็กน้อยดังก้องไปทั่ว เธอเห็นภาพตรงหน้าแล้วอดสะท้อนใจเมื่อนึกถึงตัวเอง ก้มมองท้องพลางลูบไล้

“ลูกแม่ ถึงพ่อของลูกจะทิ้งไปแต่แม่ยังอยู่ แม่จะไม่ยอมให้ใครพรากเราจากกันเด็ดขาด”

มีเสียงพวนเคาะประตูเรียกให้ไปกินข้าว ปราลีเดินออกมาจากห้อง นั่งลงกินข้าวอย่างว่าง่าย จากนั้นไม่นาน พวนโทร.ไปรายงานลิ้นจี่เหมือนเช่นเคยว่า

ตอนนี้ปราลียิ่งท้องแก่ก็ยิ่งกินเก่ง และท่าทางจะผูกพันกับเด็กในท้องมากขึ้น ลิ้นจี่ไม่สนใจ อยากผูกพันก็ผูกพันไป พอถึงเวลาคลอดก็ให้แยกแม่ลูกจากกัน
เท่านั้นเอง

“นี่หกเดือนกว่าแล้วใช่ไหม อีกไม่เท่าไหร่ก็คลอดแล้วล่ะสิ แกคอยระวังอย่าให้มันเกิดอุบัติเหตุอันตรายจนต้องแท้งก็แล้วกัน เท่านี้แหละ กลับไปคุมนักโทษของแกเถอะ”

พวนรับคำแล้ววางสาย เบือนหน้าไปมองที่นอกชานของบ้านพัก เห็นปราลีกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย สายตาที่พวนมองเธอนิ่งสนิทจนเดาไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่...

ทางฝ่ายราเมศว์เก็บเรื่องปราลีตายไว้คนเดียวไม่ไหว แวะไปหารังสรรค์ถึงบ้านเพื่อเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง รังสรรค์ไม่เชื่อว่าเป็นความจริง คุณแม่เจ้าเล่ห์ได้โล่ขนาดนั้น ตราบใดที่ยังไม่เห็นศพกับตาตัวเองจะไม่มีวันเชื่อเด็ดขาด แล้วตนจะลองให้พรรคพวกสืบดู

“ไม่เป็นไร พี่มีเพื่อนอยู่แถวนั้น พี่จะลองให้เขาสืบดูว่ามีใครได้ยินเรื่องผู้หญิงจมน้ำตายไหม”

“นั่นแหละครับถูกต้องที่สุดแล้ว ระหว่างนี้พี่เมศว์ทำใจให้สบายก่อน”

ราเมศว์ถอนใจ หนักใจ ชีวิตของตนคงไม่มีคำว่าสบายหรือมีความสุขอีกแล้ว รังสรรค์เข้าใจดีว่าเขาหมายถึงสุนีรัตน์ ยุให้พี่ชายหย่ากับเธอก็สิ้นเรื่อง เขาทำอย่างนั้นไม่ได้ เธอไม่รู้เรื่องอะไรด้วย เธอเหมือนผ้าขาวที่บริสุทธิ์จนเขาทำร้ายจิตใจเธอไม่ลง รังสรรค์นิ่งเงียบไปอึดใจก่อนตัดสินใจพูด

“พี่เมศว์รู้ใช่ไหมว่าเราไม่ใช่ลูกแท้ๆของคุณแม่ ถึงผมจะเป็นอย่างนี้แต่ผมไม่โง่หรอกนะ ผมรู้ว่าคุณแม่ไม่เคยแต่งงาน ท่านขอเรารวมทั้งพี่สุมาเลี้ยงเพื่อจะปั้นให้เป็นอะไรก็ได้ตามใจท่าน”

“ถ้าไม่มีท่านป่านนี้เราอาจจะเป็นพวกอาชญากรหรือโจรที่ไหนก็ได้ ถึงท่านจะไม่ใช่แม่แท้ๆ แต่ท่านก็เมตตาเลี้ยงเราอย่างดีที่สุด”

รังสรรค์ยิ้มหยัน แบบนี้หรือที่เรียกว่าดีที่สุด ราเมศว์ยังไม่ทันจะว่าอะไร ป้าวิไลออกมาบอกว่าอาหารเสร็จแล้ว รังสรรค์ขอร้องพี่ชายอย่าเพิ่งบอกเรื่องปราลีให้เตือนตาที่กำลังท้องรู้ เขาพยักหน้ารับคำ

ooooooo

นิยายไทยรัฐ
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement