โซ่เสน่หา ตอนที่ 5 นิยายไทยรัฐ
วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

advertisement

โซ่เสน่หา ตอนที่ 5


25 พ.ค. 2560 09:59
1,815,989 ครั้ง

ละคร นิยาย โซ่เสน่หา

โซ่เสน่หา ตอนที่ 5

อ่านเรื่องย่อ

โซ่เสน่หา

แนว:

โรแมนติก-ดราม่า

บทประพันธ์โดย:

ชลาลัย

บทโทรทัศน์โดย:

ภาวิต

กำกับการแสดงโดย:

ณพธันกรณ์ ธัญญาสิริทรัพย์

ผลิตโดย:

บริษัทดีด้า วิดีโอ โปรดักชั่น จำกัด

วัน-เวลาออกอากาศ: ทุกวันจันทร์ - อังคาร เวลา 20.20 น.

ช่องออกอากาศ:

สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

นักแสดงนำ:

ศรัณย์ ศิริลักษณ์, ภัทรศยา เครือสุวรรณศิริ

คุณหญิงเจริญศรีกับลิ้นจี่นั่งมองราเมศว์ที่ชี้ชวนให้สุนีรัตน์ชมสวนสวยอยู่ที่สนามหน้าบ้าน ต่างมีสีหน้ายิ้มแย้มไปคนละแบบ คุณหญิงเจริญศรีมองอย่าง ชื่นชม ขณะที่ลิ้นจี่รู้สึกเหมือนกำลังดูละครสนุกสนาน ฝ่ายแรกพึมพำดีใจที่อีกไม่นานบ้านนี้คงจะคึกคักสดชื่น ลิ้นจี่หันขวับหมายความว่าอย่างไร

“แหม คุณพี่ก็ ในเมื่อน้องรัตน์มีสามีมีลูก บ้านดิฉันก็ต้องคึกคักขึ้นน่ะสิคะ”

ลิ้นจี่คงยอมไม่ได้ หากราเมศว์แต่งงาน ลูกเมียของเขาก็ต้องไปอยู่บ้านเขา ตนจะเป็นคนเลี้ยงหลานเอง จะเลี้ยงให้เป็นเด็กดีเลิศเหมือนกับราเมศว์เลย คุณหญิงเจริญศรีได้แต่ยิ้มแหยๆ...

ครั้นสองแม่ลูกลิ้นจี่กับราเมศว์กลับไปแล้ว คุณหญิงเจริญศรีเล่าให้แจ่มจิตฟังว่าสุนีรัตน์แต่งงานเมื่อไหร่จะต้องไปอยู่บ้านลิ้นจี่ ท่านรู้สึกแปลกๆบอกไม่ถูก แจ่มจิตไม่คิดว่ามีอะไร ใครๆก็รู้กิตติศัพท์ลิ้นจี่ทั้งนั้นว่าหวงลูกชายขนาดไหน แต่ก็ยังเมตตาสู่ขอสุนีรัตน์ไปเป็นสะใภ้ คุณหญิงเจริญศรีสีหน้าสบายใจขึ้น แต่ยังไม่วายเป็นกังวล ดังนั้นท่านจะส่งแจ่มจิตไปอยู่กับสุนีรัตน์ จะได้คอยรายงานท่าน แล้วแอบถอนใจ

“เฮ่อ...ไอ้เราก็คิดว่าจะมีคนมาอยู่เพิ่ม ทำให้บ้านคึกคัก ที่ไหนได้”

ด้านลิ้นจี่กำลังขุ่นเคืองที่คุณหญิงเจริญศรีคิดจะเอาราเมศว์ของตนไปอยู่บ้านโน้น ครั้นได้รับโทรศัพท์แจ้งข่าวดีจากพวนว่าปราลีท้องแล้ว สีหน้าเปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มพอใจ สั่งให้เธอดูแลนังนั่นให้ดี เด็กจะได้ออกมาแข็งแรงสมบูรณ์เหมือนราเมศว์ พวนอยากรู้ว่าจะต้องให้ปราลีกินยาบำรุงไหม

“ไม่ต้องกงไม่ต้องกินหรอก เพราะแม่ของตาเมศว์ก็คงไม่ได้กินเหมือนกัน มันถึงได้คลอดแล้วทิ้ง แกคอยโทร.มารายงานฉันด้วยก็แล้วกัน” พูดเสร็จลิ้นจี่วางสายอารมณ์ดี อำไพอยากเอาหน้า รีบแสดงความยินดีด้วย กลับถูกด่าว่าสะเออะ...

ในเวลาเดียวกันที่หน้าคอนโดฯที่พักของรังสรรค์ ราเมศว์เห็นท่าทางกระตือรือร้นของน้องชายที่รับปากจะไปทำงานวันพรุ่งนี้เลยก็ยิ้มพอใจที่เขากลับเนื้อกลับตัวได้ ตบไหล่เขาเบาๆอย่างให้กำลังใจแล้วขอตัวกลับก่อน รังสรรค์เรียกไว้ ถามหยั่งเชิงว่ามีอะไรจะเล่าให้ฟังหรือเปล่า ราเมศว์ส่ายหน้า แล้วเดินจากไป รังสรรค์ได้แต่มองตามครุ่นคิดสงสัย...

รังสรรค์อยากบอกข่าวดีเรื่องงานให้เตือนตารู้เป็นคนแรก และอยากให้เธออวยพรให้ เธอกลับแช่งให้เขาถูกไล่ออกเร็วๆ เขาตัดพ้ออุตส่าห์ตั้งใจดีจะทำงานเพื่อหาเลี้ยงเธอแท้ๆ ทำไมต้องบั่นทอนจิตใจกันด้วย นี่ไม่คิดจะให้อภัยกันเลยหรือ เตือนตาขี้เกียจฟัง ตัดบททันที

“แค่นี้นะ ฉันจะนอนแล้ว” เตือนตาพูดจบปิดมือถือไปเลย รังสรรค์ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันทำไมคนอย่างเขาต้องมาคอยง้องอนผู้หญิงจืดชืดแบบนี้ด้วย

ooooooo

ที่ห้องทำงาน ราเมศว์แอบปรึกษากับสุคนธ์ว่าจะขออนุญาตคุณแม่ไปหาปราลี เธอไม่แนะนำให้ทำอย่างนั้น เพราะรู้ดีว่าท่านคงไม่ให้ไป เขาจะสารภาพว่ารักปราลีมากมาย เผื่อคุณแม่จะเห็นใจ สุคนธ์ยังไม่ทันจะว่าอะไร รังสรรค์เปิดประตูเข้ามาเสียก่อน ราเมศว์ร้องทักมาแต่เช้าเลยหรือ

“ไม่ได้สิครับ มาทำงานวันแรกต้องขยันหน่อย ผมพร้อมจะทำงานแล้วครับพี่เมศว์”

“งั้นก็ตามมา” ราเมศว์เดินนำรังสรรค์ออกไป สุคนธ์มองตามสงสารสองพี่น้องจับใจ ครู่ต่อมาราเมศว์พารังสรรค์มานั่งคุกเข่าอยู่ข้างๆรถเข็นของลิ้นจี่ รังสรรค์พยายามจะพูดดีด้วย แต่ลองท่านตั้งแง่รังเกียจใครแล้วจะหาเรื่องไม่เลิก แถมออกปากนี่ถ้าไม่ใช่เพราะราเมศว์อ้อนวอนขอร้อง ท่านคงไม่มีวันให้เขามาเหยียบที่บ้านนี้อีก ชายหนุ่มกำมือแน่นด้วยความแค้น ราเมศว์ต้องเอื้อมมือมาบีบแขนน้องเบาๆเป็นเชิงปราม

“สำหรับเงินเดือน ฉันจะให้แกวันละ 100 ฐานกรุณา”

“ค่าแรงขั้นต่ำยังวันละ 300 เลยนะครับ” รังสรรค์ทักท้วง

ลิ้นจี่ตวาดแว้ด จะทำหรือไม่ทำ ถ้าไม่ทำก็ไสหัวไป รังสรรค์ขยับจะลุก แต่ราเมศว์จับแขนไว้แน่น ชิงบอกแม่ว่าน้องจะทำ ลิ้นจี่ยิ้มพอใจ สั่งให้รังสรรค์ไปทำสวนเป็นงานแรก คนถูกสั่งไม่พูดอะไรลุกออกไปเลย ราเมศว์ขอบคุณคุณแม่มากที่ยอมให้น้องทำงาน

“ไอ้รังมันต้องเป็นคนพูดไม่ใช่แก” ลิ้นจี่ตวาดแว้ด ราเมศว์อึ้งไปชั่วขณะ ก่อนลุกออกไป จากนั้นราเมศว์พารังสรรค์ไปหานพดลที่กำลังรื้อแปลงปลูกต้นไม้ใหญ่อยู่ที่สวนข้างบ้าน พลางบอกให้น้องอดทนเพื่อเอาชนะใจคุณแม่ให้ได้ รังสรรค์ไม่รู้ว่าอีก 10 ชาติจะทำสำเร็จหรือเปล่า

“ต้องสำเร็จสิ ยังไงท่านก็เป็นแม่”

รังสรรค์อ้าปากจะแย้งแต่แล้วเปลี่ยนใจนิ่งเงียบแทน ราเมศว์รู้ว่าเงินเดือนแค่สามพันบาทน้อยเกินไป แต่เขาก็จะมีข้าวกินครบ 3 มื้อ ส่วนเงินที่เขาเคยได้จากตนก็จะยังได้เหมือนเดิม รังสรรค์ขอแค่ค่าคอนโดฯก็พอ จะพยายามอยู่ให้ได้ด้วยเงินเดือนที่คุณแม่ให้ ราเมศว์แนะให้เขาหางานอื่นทำไปด้วย รังสรรค์จะไปหางานได้ที่ไหนในเมื่อเรียนไม่จบ ราเมศว์แนะให้เขาเรียนมหาวิทยาลัยเปิดจะได้ทำงานไปด้วยได้

“บางทีผู้หญิงคนนั้นเขาอาจจะเห็นใจในความพยายามและความมุ่งมั่นของนายก็ได้ อย่าลืมว่าผู้หญิงเขาจะฝากชีวิตไว้กับผู้ชายสักคน เขาต้องมั่นใจว่าผู้ชายคนนั้นจะต้องเป็นผู้นำครอบครัวพร้อมจะดูแลเขาได้”

“ถึงมันจะยากสำหรับผมแค่ไหน ผมก็จะทำให้สำเร็จ”

ราเมศว์ตบไหล่รังสรรค์อย่างเป็นกำลังใจ แล้วเดินเลี่ยงออกมา ยังไม่ทันจะกลับไปห้องทำงาน ลิ้นจี่สั่งให้น้อยมาเรียกไปพบที่ห้องนั่งเล่น เพื่อสอบถามว่ารังสรรค์นึกอย่างไรถึงได้อยากจะทำงานขึ้นมา ติดผู้หญิงหรือเปล่า ท่านเห็นราเมศว์นิ่งก็พอจะเดาออก ชักอยากจะเห็นหน้านังผู้หญิงคนนั้น สงสัยจะไม่เอาไหนเหมือนกันถึงได้มาชอบพอกัน ราเมศว์ยังคงนั่งนิ่ง ลิ้นจี่จะไม่ยอมให้ผู้หญิงของลูกชายสุดเลิฟเป็นอย่างนั้น

“ลูกของแม่จะต้องได้ผู้หญิงที่สวยใสไร้จริตมารยา จะต้องบริสุทธิ์ไร้เดียงสา”

“ผมคิดว่าผมพบผู้หญิงคนนั้นแล้วครับ ผมพบคนที่ผมรักแล้ว และผมต้องกราบขอบพระคุณคุณแม่” ราเมศว์ก้มกราบที่ตัก ลิ้นจี่ตวาดลั่นไม่ต้องการฟังอะไรทั้งนั้น สั่งให้อำไพพากลับห้อง

ooooooo

ราเมศว์เดินเข้ามาในห้องทำงานด้วยสีหน้าหนักใจ สุคนธ์เห็นท่าทางของเขาแล้วถามว่าเป็นอะไรไป เขาอยากพบปราลี มีทางไหนที่จะทำได้ สุคนธ์อึกอัก ขืนเขาไปที่นั่นลิ้นจี่ต้องทราบแน่ๆ ระยะทางก็ไม่ใช่ใกล้ๆ อย่างน้อยต้องใช้เวลาเดินทางเป็นวันกว่าจะไปกว่าจะกลับ

“ถ้าคุณแม่ถาม พี่สุก็ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น พอกลับมาผมจะบอกท่านเอง”

สุคนธ์ได้ยินกรมอุตุฯพยากรณ์ว่าวันนี้จะมีมรสุมเข้า ราเมศว์ไม่สนใจเห็นมีพายุเข้าเป็นประจำอยู่แล้ว คืนนี้พอคุณแม่เข้านอน เขาจะออกเดินทาง ขอร้องสุคนธ์อย่าบอกใครแม้แต่รังสรรค์ เธอให้สัญญาจะไม่ปริปากบอกใครเด็ดขาด...

ดูเหมือนลิ้นจี่จะเดาออกว่าราเมศว์คิดจะทำอะไร รีบโทร.ไปหาพวน แต่ไม่มีใครรับสาย เธอโยนโทรศัพท์ทิ้งอย่างหงุดหงิด ทำไมวันนี้พวกที่เกาะไม่มีใครขึ้นฝั่ง...

ในเวลาเดียวกัน ท้องฟ้าเหนือเกาะส่วนตัวของลิ้นจี่บ่งบอกให้เห็นว่ากำลังจะมีพายุ พวนเดินมาสั่งให้ทิวกับช้วนขึ้นฝั่งด้วย ช้วนไปให้ได้แต่จะให้กลับมาคงไม่ไหวเพราะกำลังจะมีมรสุม พวนยืนกรานหากคุณนายลิ้นจี่มีคำสั่งอะไรมาถึงตน ทั้งคู่ต้องกลับมาแจ้ง หากไม่มีก็แล้วไป ทิวต่อรองไปพรุ่งนี้ไม่ได้หรือ

“พรุ่งนี้ก็มีมรสุมเหมือนกัน เพราะฉะนั้นไปซะวันนี้เลย” พวนสั่งเสร็จเดินกลับเข้าบ้าน ทันทีที่ปราลีเจอหน้าเธอ เสนอจะให้เงินถ้าเธอพาขึ้นฝั่งไปโทรศัพท์หาราเมศว์ เธอไม่ต้องการเงินของปราลีเดินหนีไปเลย...

ทันทีที่ถึงฝั่ง ช้วนกับทิวเข้าไปในร้านค้าเจ้าประจำแล้วโทรศัพท์หาลิ้นจี่ซึ่งต่อว่าช้วนหูชาที่วันนี้ไม่มีใครอยู่รับสายตนสักคน เขายังไม่ทันจะอธิบายก็โดนสั่งห้ามพูดอะไรทั้งนั้น ให้เขากลับไปบอกพวนให้ย้ายนังผู้หญิงคนนั้นไปที่ที่เตรียมไว้จนกว่ามันจะคลอดและกำชับให้ไปจัดการเดี๋ยวนี้...

ในเวลาต่อมา ขณะปราลีกำลังนอนหลับสนิทอยู่ในห้อง พวนเข้าไปปลุก สั่งให้เก็บเสื้อผ้ากับของใช้จำเป็น ตนได้รับคำสั่งให้ย้ายเธอไปจากที่นี่ ปราลีต่อสู้ขัดขืนไม่ยอมไป พวนตบเปรี้ยงเลือดกบปากและขอร้องอย่าดื้อดึงอีกเลย เพราะอาจจะทำให้แท้งลูกได้ เธอถึงได้ยอมไปด้วยแต่โดยดี...

ขณะที่ปราลีกำลังจะถูกย้ายไปอยู่ที่อื่น ราเมศว์เห็นไฟในห้องนอนของลิ้นจี่ดับสนิท ค่อยๆย่องออกจากบ้าน โดยมีสุคนธ์เดินตามไปไขกุญแจประตูรั้วให้ เขายกมือไหว้ขอบคุณเธอสำหรับทุกอย่าง เธอเร่งให้รีบไป แท็กซี่รออยู่ สุคนธ์ยืนส่งเขาขึ้นรถแท็กซี่จนลับสายตาถึงค่อยกลับเข้าบ้านโดยไม่รู้เลยว่าลิ้นจี่ยืนมองอยู่ในความมืดลงมาจากห้องนอนของตัวเองด้วยสีหน้าเคียดแค้น...

ด้านพวนเห็นเรือโดนคลื่นซัดโคลงไปโคลงมา ฟ้าแลบแปลบปลาบเป็นสัญญาณว่าฝนใกล้ตกหนักจึงบอกให้ปราลีเข้าไปอยู่ข้างใน ลมแรงแบบนี้เดี๋ยวจะไม่สบาย เธอตวาดแว้ดไม่ต้องมายุ่งจะเป็นจะตายก็เรื่องของเธอ พวนไม่ได้เป็นห่วงเธอ เป็นห่วงเด็กในท้องต่างหาก ตนได้รับคำสั่งให้ดูแลเด็กให้ดีๆ ปราลีจำต้องทำตาม แต่ไม่วายยื่นข้อเสนอจะให้เงินพวนหากยอมปล่อยเธอไป คุยว่าตัวเองมีเงินเยอะ

“นึกว่าฉันโง่เรอะ ถ้ามีเงินเยอะแยะอย่างที่ว่าแล้วคุณมารับจ้างอุ้มบุญทำไม” พวนว่าแล้วเดินออกไป

ooooooo

ลงจากเครื่องบินได้ ราเมศว์ขึ้นรถรับจ้างตรงไปยังบ้านวัฒน์เพื่อขอความช่วยเหลือโดยจะขอยืมเรือกับคนขับพาไปเกาะ วัฒน์โวยลั่น

“ไอ้เมศว์ คนบ้าที่ไหนมันจะขับเรือให้แกตอนมีมรสุมอย่างนี้วะ”

คนบ้าที่ขับเรือฝ่าพายุฝนฟ้าคะนองพาราเมศว์ข้ามไปเกาะไม่ใช่ใครที่ไหน คือวัฒน์นั่นเอง ครั้นเรือแล่นมาถึงท่าจอดเรือบนเกาะ ราเมศว์ร้อนใจมากโดดขึ้นไปบนท่าโดยไม่รอให้เรือจอดสนิทก่อน แล้วรีบวิ่งไปที่บ้านพัก วัฒน์จัดการผูกเรือเรียบร้อย ก่อนจะวิ่งตามไป

ราเมศว์เข้าไปในบ้านพบแต่ความว่างเปล่าไม่เจอแม้แต่เงาของปราลี เสื้อผ้าข้าวของก็หายหมด วัฒน์ตามเข้ามาร้องถามว่าไหนแฟนของเขา ไม่เห็นมีใครสักคน เงียบราวกับบ้านร้าง

“คุณแม่...คุณแม่พรากปุ๋มไปจากผม” ราเมศว์ซบหน้ากับฝ่ามือตัวเอง วัฒน์เข้ามาทรุดตัวลงนั่งข้างๆ

“ใจเย็นๆ แฟนแกอาจจะไปหาแกที่กรุงเทพฯ...”

“ไม่ใช่แน่นอน ทุกอย่างเป็นเพราะคุณแม่...คุณแม่คนเดียว” ราเมศว์ตะโกนขึ้นอย่างอัดอั้น วัฒน์อยากให้เขาระบายออกมาเผื่อจะช่วยได้ เขาส่ายหน้าไม่อยากพูดถึง ขอให้วัฒน์ช่วยตระเวนหาตามเกาะใกล้ๆ เผื่อจะเจออะไรบ้าง สองหนุ่มขับเรือฝ่าพายุไปตามหมู่บ้านชาวเลแต่ไม่มีใครพบเธอสักคน

ooooooo

บนเกาะอีกแห่งหนึ่งห่างไกลออกไป ปราลีนอนขดอยู่ในบ้านหลังหนึ่งอย่างหมดสภาพหลังจากถูกคลื่นเหวี่ยงเรือโคลงไปมาเกือบค่อนคืน พวนเอาเสื้อผ้าแบบชาวบ้านมาโยนให้ เธองัวเงียลืมตาขึ้นมอง

“เปลี่ยนเสื้อผ้าซะ จะได้ไม่สะดุดตาใคร ทำตามที่ฉันสั่ง จะได้ไม่เจ็บตัว”

ปราลีมองไปรอบๆก่อนจะถามว่าพามาที่ไหน พวนตอบเสียงห้วนว่าบ้านช้วน เราสองคนอยู่บ้านหลังนี้ ส่วนช้วนกับพวกอยู่หลังนั้น แล้วชี้นิ้วไปยังบ้านอีกหลังไม่ห่างกันนัก ก่อนไปพวนเตือนว่าอย่าคิดหนี เปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วจะได้ล้างหน้าล้างตากินข้าว ปราลีเอนหลังพิงผนังห้อง น้ำตาที่แห้งไปแล้วเอ่อขึ้นมาอีก

“ราเมศว์ คุณอยู่ที่ไหน”...

คนที่ปราลีบ่นถึงกำลังนั่งอยู่บนโต๊ะอาหารในบ้านวัฒน์ ใช้ช้อนเขี่ยอาหารเล่นไม่ยอมตักเข้าปาก วัฒน์ต้องขอร้องให้กินอะไรบ้างสักนิดก็ยังดี เขากินไม่ลงไม่รู้ป่านนี้ปราลีจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร วัฒน์ขอรูปจากเขา จะได้ตามหาให้ ราเมศว์ไม่มีรูปเธอติดตัว ไว้ถึงกรุงเทพฯแล้วจะส่งมาให้ ขอบใจเพื่อนรักมากสำหรับทุกอย่าง คงต้องขอตัวกลับก่อน วัฒน์ชวนอยู่ค้างสักคืนสองคืนก่อน เขาขอติดไว้ก่อน คราวหน้าค่อยว่ากัน

“ฉันจะไปส่งที่สนามบิน”

ราเมศว์ไม่อยากรบกวนอะไรวัฒน์อีกจะขอไปเอง เขาสั่งไม่ให้พูดมากไม่อย่างนั้นจะไปส่งถึงกรุงเทพฯ...

ขณะที่ราเมศว์มุ่งหน้ากลับกรุงเทพฯ สุคนธ์ถูกลิ้นจี่เฆี่ยนด้วยหวายฐานเป็นใจให้ราเมศว์ออกจากบ้าน ป่วยจะขอความเมตตาเพราะลิ้นจี่สะกดคำนี้ไม่เป็น เธอถูกเฆี่ยนจนล้มฟุบไปกับพื้น ยิ่งเห็นความเจ็บปวดของคนอื่น ลิ้นจี่ก็ยิ่งสะใจ...

อีกมุมหนึ่งหน้าประตูรั้ว นพดลไม่ยอมเปิดประตูให้รถของรังสรรค์เข้ามาจอด อ้างว่าวันนี้คุณนายสั่งให้เขาหยุดงานหนึ่งวัน อย่าถามว่าทำไมเพราะตนก็ไม่รู้เหมือนกัน รังสรรค์จะขอเข้าไปพบราเมศว์

“คุณเมศว์ไม่อยู่ คุณสุคนธ์ก็ไม่สบาย” พูดจบนพดลปิดประตูรั้วหน้าตาเฉย รังสรรค์โวยวายเรียกให้มาเปิด อีกฝ่ายทำเฉย เขาแค้นใจมากถีบประตูแต่มันไม่เขยื้อน ตัดสินใจโทร.หาพี่ชาย มีเพียงสัญญาณให้ฝากข้อความไว้เพราะราเมศว์อยู่บนเครื่องบิน เขายิ่งหงุดหงิดหนัก แล้วนึกถึงสุคนธ์ขึ้นมาได้ ลองโทร.หา เธอกำลังเอายาใส่แผลถูกเฆี่ยนให้ตัวเอง ตอนที่มีเสียงมือถือดังขึ้น เห็นเป็นเบอร์รังสรรค์รีบกดรับ

“มีอะไรหรือคะคุณรัง” สุคนธ์พยายามปรับเสียงเป็นปกติ แต่ยังมีเสียงอู้อี้ลอดออกมา

“ไอ้นพดลมันไม่ให้ผมเข้าบ้าน”

สุคนธ์โกหกว่าคุณแม่มีประชุมนิดหน่อยแล้วขอร้องให้รังสรรค์กลับไปก่อน อย่าพยายามสร้างความยุ่งยากให้ตัวเอง เดี๋ยวจะกระทบถึงงาน พอดีเธอก็ไม่ค่อยสบาย ส่วนราเมศว์ไม่อยู่ไปเยี่ยมเพื่อน แล้วขอตัววางสายก่อน เธอมีงานด่วนต้องทำ แล้ววางสายไปเลย รังสรรค์หงุดหงิดใจมากแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร แล้วนึกถึงป้าวิไลขึ้นมาได้ รีบขับรถไปหา ท่านต้อนรับขับสู้อย่างดี ทำกับข้าวให้กินอีกต่างหาก...

กว่าราเมศว์จะเช็กมือถือ ก็เป็นตอนที่อยู่ในรถแท็กซี่มุ่งหน้ากลับบ้าน เห็นมีสายมิสคอลจากรังสรรค์รีบโทร.กลับ แต่ปรากฏว่าเขาลืมมือถือทิ้งไว้ในรถ ราเมศว์ถือสายรอจนสัญญาณตัดไปเอง...

หลังจากอิ่มหมีพีมัน ป้าวิไลถามรังสรรค์อย่างไม่อ้อมค้อมว่าเตือนตาโกรธเขาเรื่องอะไร รังสรรค์ย้อนถามว่าเตือนตาเล่าอะไรให้ท่านฟังบ้างหรือเปล่า ป้าวิไลส่ายหน้า แค่ไม่ได้พูดถึงเขาเลยเท่านั้น เขาอึกอักไม่รู้จะตอบอย่างไร ป้าวิไลไม่บังคับ พูดไม่ได้ก็ไม่ต้องพูด แล้วถามว่าเคยสวดมนต์บ้างไหม ชายหนุ่มส่ายหน้า ป้าวิไลลุกขึ้นไปหยิบหนังสือสวดมนต์เล่มเล็กๆเล่มหนึ่งมาให้เขาลองเอาไปหัดสวด

“เริ่มจากอิติปิโสก่อน คุณจะรู้สึกว่าชีวิตสงบขึ้น เกิดสติ เกิดปัญญา คนเราเมื่อมีสติ มีปัญญา ชีวิตก็จะไม่ยุ่งเหยิง วุ่นวาย”...

อิ่มท้องแถมยังได้คำสั่งสอนดีๆมาอีกกระบุงหนึ่ง แต่รังสรรค์ยังรู้สึกผิดอยู่ลึกๆที่ดอดมาพบกับป้าวิไลโดยไม่ได้บอกกล่าวเตือนตาก่อน ก็เลยนัดให้มาเจอกันที่ร้านอาหารหน้าออฟฟิศของเธอ เขาเล่าเรื่องที่คุยกับป้าวิไลให้ฟัง เตือนตาหน้าตื่น คงไม่ได้เผลอเล่าเรื่องของเรา

“เปล่า ผมรู้ว่าคุณไม่อยากให้เล่า ผมจะไม่ทำอะไรโดยที่ไม่ได้ขออนุญาตคุณก่อนเด็ดขาด”

เตือนตาเป็นกังวลไปหมดไม่รู้ว่าป้าวิไลสงสัยอะไรบ้างหรือเปล่า ก็เลยพาลหงุดหงิดใส่รังสรรค์หาว่าเป็นตัววุ่นวาย เธอส่งเสียงดังไปหน่อยโต๊ะข้างๆมองเหล่ เตือนตาเห็นว่าได้เวลาเข้างานขยับจะไป รังสรรค์ตีขลุมจะขอเจอเธอเย็นนี้อีก เตือนตาตวาดแว้ด ไปให้พ้นๆอย่ามาให้เธอเห็นหน้าอีก แล้วเดินลิ่วกลับออฟฟิศ

ooooooo

ลิ้นจี่เรียกราเมศว์มาต่อว่าว่าจะไปไหนทั้งทีทำไมไม่บอก เขาโกหกว่าพอดีวัฒน์โทร.มาชวนกะทันหัน ตลอดเวลาเขาพูดโดยไม่กล้าสบตาด้วย ลิ้นจี่เองก็ไม่ได้ซักอะไรมากมาย ต่างฝ่ายต่างรู้ว่าอีกฝ่ายไปทำอะไรมา ลิ้นจี่ขอร้องลูกสุดที่เลิฟทีหน้าทีหลังจะไปไหนให้บอกกันด้วย

“ไปพักผ่อนเถอะ เดินทางกลับมาเหนื่อยๆ”

ราเมศว์รับคำแล้วลุกออกไป อำไพกระซิบกับลิ้นจี่ว่าเขาไม่กล้าสบตากับท่านเลย

“ก็มันรู้นี่ว่าตัวมันทำผิด สมน้ำหน้า ต่อไปนี้มันก็ไม่มีทางหากันเจอแล้ว” ลิ้นจี่ยิ้มสะใจ...

ทางฝ่ายราเมศว์เข้าห้องปิดประตูเรียบร้อยรีบคว้า มือถือขึ้นมาโทร.หาสุคนธ์ซึ่งนอนซมอยู่ในห้อง เพราะแผลถูกเฆี่ยน เธอคว้ามือถือขึ้นมาดู ดีใจที่เห็นเบอร์เขาโชว์อยู่หน้าจอรีบรับสาย เขาแปลกใจว่าเธออยู่ไหน ไปที่ห้องทำงานทำไมไม่เจอ เธอโกหกว่าไม่ค่อยสบายปวดหัวนิดหน่อยตอนนี้นอนอยู่ในห้อง เขาแค่จะถามว่าเธอบอกคุณแม่ใช่ไหมว่าเขาไปหาปราลี สุคนธ์สาบานได้ว่าไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น

“แล้วคุณแม่จะทราบได้อย่างไร ท่านสั่งย้ายปุ๋มไปอยู่ที่อื่นแล้ว ไม่นึกเลยว่าพี่สุจะหักหลังผม”

สุคนธ์ยืนยันว่าไม่ได้บอกอะไร ราเมศว์ไม่เชื่อเพราะมีแค่เธอคนเดียวเท่านั้นที่รู้ว่าเขาไปไหน เธอยังยืนกรานคำเดิมว่าไม่ได้บอก ไม่มีวันหักหลังเขาเด็ดขาด ราเมศว์จนแต้มไม่รู้จะไปหาปราลีได้ที่ไหน สุคนธ์แนะให้เขาลองถามจากคุณแม่ดู เขาคิดไม่ตกไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปดี...

ด้วยความเป็นห่วงที่เห็นราเมศว์ไม่ค่อยสบาย สุคนธ์กัดฟันฝืนความเจ็บปวดเข้าครัวจะชงเครื่องดื่มบำรุงร่างกายให้ อำไพเข็นรถเข็นที่ลิ้นจี่นั่งเห็นเข้า ตวาดแว้ดคิดจะทำอะไร เธอจะชงเครื่องดื่มร้อนๆไปให้ราเมศว์ ลิ้นจี่โวยวายนั่นมันหน้าที่ของตนไม่ใช่ของเธอ แล้วไล่ตะเพิดไปให้พ้นหน้า

“โดนโบยไป 5 ทีไม่เข็ดเหรอ”

หญิงสาวไม่ตอบโต้เดินเลี่ยงออกไป ลิ้นจี่สั่งให้อำไพไปชงเครื่องดื่มต่อ ครั้นชงเสร็จ ลิ้นจี่ยื่นซองยาให้ สั่งให้ใส่ยาลงไปในนั้นหนึ่งเม็ด อำไพไม่กล้าถามว่ายาอะไร ได้แต่ทำตามสั่งทั้งที่คันปากยิกๆ ยาละลายเข้ากับเครื่องดื่มเรียบร้อย ลิ้นจี่สั่งให้อำไพเข็นรถพาไปยังห้องนอนของราเมศว์ แล้วเคาะประตูเรียก

ชายหนุ่มนอนหลับอยู่บนเตียง ค่อยๆลุกขึ้นไปเปิดรับ แปลกใจที่วันนี้คุณแม่มาถึงห้องของตัวเอง ลิ้นจี่เป็นห่วงที่เขาไม่ค่อยสบายก็เลยชงเครื่องดื่มมาให้ สั่งให้ดื่มให้หมด ราเมศว์ทำตามอย่างว่าง่าย

“ทีนี้ก็ไปนอนบนเตียง หลับตาลง ปล่อยใจให้สบาย” ลิ้นจี่เห็นเขาอ้าปากจะพูดบางอย่างชิงพูดขึ้นก่อน “จุ๊ๆ หลับให้สบายก่อน เดี๋ยวตื่นขึ้นมาค่อยคุยกัน”

อึดใจยานอนหลับอย่างแรงก็ออกฤทธิ์ หนังตาของราเมศว์เริ่มหนักจนลืมไม่ไหว และหลับไปในที่สุด...

ทางด้านรังสรรค์กลับถึงที่พักเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าไม่ได้เช็กมือถือ รีบหยิบขึ้นมาดู เห็นมิสคอลจากพี่ชายรีบโทร.กลับไป มีเสียงมือถือของราเมศว์ดังขึ้น ลิ้นจี่สั่งให้อำไพไปหยิบมาให้

“อ้อ ไอ้เจ้ารังนี่เอง จะมาชวนเด็กดีของฉันไปเหลวแหลกที่ไหนอีกล่ะ” ลิ้นจี่ปิดมือถือทันที

รังสรรค์นิ่วหน้าแปลกใจ ปกติพี่ชายไม่เคยปิดมือถือใส่ตนเองอย่างนี้ ต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ๆ ยืนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจออกจากห้องพัก

ooooooo

ราเมศว์ฝันร้ายว่าเดินหลงอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ พลันมีเสียงเรียกของปราลีดังแว่วเข้ามา เขาจะเดินไปหาแต่ลิ้นจี่นั่งตระหง่านอยู่ในรถเข็นร้องห้ามไว้ เสียงปราลียังร้องเรียกให้เขาช่วยดังต่อเนื่อง ราเมศว์ขยับจะไปหาลิ้นจี่สั่งเสียงเข้มให้คนเอาตัวนังนั่นไป ชายสามคนกระชากตัวปราลีไป

“ช่วยด้วย คุณเมศว์ช่วยด้วย”

ชายหนุ่มตะโกนสุดเสียง “ปุ๋ม” ทั้งที่ยังนอนหลับตา ลิ้นจี่ที่นั่งเฝ้าอยู่ข้างๆจับแขนเขากดไว้กับเตียงเพื่อให้อยู่นิ่งๆ เขาถึงสงบลงได้ จังหวะนั้น น้อยเข้ามารายงาน ว่ารังสรรค์ปีนกำแพงบ้านเข้ามาจะขอพบราเมศว์...

อีกมุมหนึ่งหน้าตัวตึก นพดลกับชิดคนสวนกำลังช่วยกันหิ้วปีกรังสรรค์ที่ดิ้นรนจะเข้าบ้านให้ได้ สุคนธ์อ้อนวอนให้กลับไปก่อนแต่ไม่สำเร็จ รังสรรค์ยืนกรานจะไม่ไปไหนทั้งนั้นจนกว่าลิ้นจี่จะบอกมาก่อนว่าเอาพี่ชาย ของตนไปไว้ที่ไหน ลิ้นจี่ออกมาพอดี ตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่าราเมศว์อยู่ที่ห้องของเขา

“ผมมาขออนุญาตพบพี่เมศว์ครับ” ไม่พูดเปล่า รังสรรค์สะบัดแขนหลุดจากถูกรั้งตัวไว้

ลิ้นจี่ไม่ยอมให้พบ กลัวจะมาปลุกปั่นให้ราเมศว์เป็นลูกทรพีเหมือนรังสรรค์ แล้วไล่ตะเพิดไปให้พ้นหน้า อย่ามาเหยียบที่นี่อีก เขาขอพบพี่เมศว์ก่อนแล้วจะไปทันที จะให้กราบก็ยอม ลิ้นจี่ไม่สน ต่อให้เขากราบสักล้านครั้ง ก็ไม่อนุญาต รังสรรค์เดือดปุดๆทำแบบนี้ไม่มากเกินไปหรือ ถึงอย่างไรเขากับพี่เมศว์ก็เป็นพี่น้องกัน มีเลือดมีเนื้อชนิดเดียวกัน ตราบใดที่พี่เมศว์ยังอยู่ที่นี่ เขาก็ต้องมาถึงแม้ไม่อยากมาเหยียบก็ตาม

“ออกไปจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้...นพ...ชิด” ลิ้นจี่สั่งเสียงกร้าว รังสรรค์มองสบตาท่านอย่างไม่เกรงกลัว

“ผมไปเองก็ได้ แต่จำไว้ผมจะกลับมาอีก” พูดจบรังสรรค์เดินจากไป ลิ้นจี่ตะโกนไล่หลังถ้ากล้าก็ลองดู...

ทางด้านสุคนธ์ทนเก็บความอัดอั้นไว้คนเดียวไม่ไหว แอบโทร.นัดเจอกับรังสรรค์เพื่อแจ้งให้รู้ว่าราเมศว์ถูกลิ้นจี่กักตัวไว้ในบ้าน รังสรรค์แปลกใจจะกักตัวไว้ได้อย่างไร พี่ชายของตนไม่ใช่เด็กๆสักหน่อย

“วิธีกักมีตั้งหลายวิธีแต่พี่ไม่ได้จะพูดถึงเรื่องนั้น ...คุณรังอยากทราบไม่ใช่หรือว่าก่อนหน้านี้คุณเมศว์หายไปไหน ไปกับใคร พี่จะเล่าให้ฟัง...ที่คุณรังสงสัยน่ะ เป็นความจริงทุกอย่าง”

รังสรรค์มองคู่สนทนาตื่นเต้นคาดไม่ถึงที่อยู่ๆก็ได้ฟังเรื่องนี้

ooooooo

เมื่อได้รู้ความจริงจากสุคนธ์ รังสรรค์มาดักรอ เตือนตาหน้าออฟฟิศ ทันทีที่รถของเธอแล่นออกมา เขาโดดขวางหน้าไว้ พวกพนักงานที่กำลังจะกลับบ้าน ต่างพากันมองเป็นตาเดียวกัน เขายกมือไหว้รอบทิศ

“ขอโทษนะครับ ถ้าผมไม่ใช้วิธีนี้ แฟนผมเขาก็ไม่หยุด” ว่าแล้วรังสรรค์เดินมาเคาะกระจกรถ เตือนตาทั้งโกรธทั้งอายรีบเปิดประตูรถให้เขาขึ้นมานั่ง รถที่ตามมาด้านหลังบีบแตรไล่ เธอจำต้องเคลื่อนรถออกไป แต่ขับมาได้ไม่ไกล เตือนตาเบนรถจอดข้างทางไล่ให้เขาลง รังสรรค์ต้องบอกว่ามีเรื่องสำคัญเกี่ยวกับปราลี เธอถึงยอมฟังสิ่งที่เขาจะพูด รังสรรค์เล่าให้ฟังว่าปราลีไปรับจ้างอุ้มบุญลูกของราเมศว์อย่างที่เขาหวั่นใจ

“โดยที่คุณแม่ลิ้นจี่ผู้ประเสริฐเป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด ตั้งแต่รับสมัคร คัดเลือกและส่งไปอยู่กับพี่เมศว์”

เตือนตาซักเป็นการใหญ่ปราลีอยู่ไหน ตนจะไปรับกลับ รังสรรค์เองก็ไม่รู้เหมือนกัน เธอถูกย้ายไปอีกที่หนึ่งแล้ว แม้แต่ราเมศว์ก็ไม่รู้ว่าเป็นที่ไหน มีเพียงคุณแม่ของตนเท่านั้นที่รู้ เตือนตาจะไปอ้อนวอนขอร้องให้ท่านบอกที่อยู่ของปราลี รังสรรค์เตือนว่าแม่ของตนไม่ใช่ธรรมดา แต่เป็นโรคจิตเข้าขั้น

“คุณนี่ไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ ว่าแม่ตัวเองอย่างนั้นได้อย่างไร”

รังสรรค์ยืนยันว่าเป็นความจริง เตือนตาไม่สนใจชวนไปหาแม่ของเขาด้วยกัน...

เตือนตาไม่ทันจะได้เจอกับลิ้นจี่ แค่ผ่านด่านนพดลยังทำไม่ได้ เขายืนกรานว่าคุณท่านไม่ต้องการพบใครโดยเฉพาะรังสรรค์ ท่านสั่งไม่ให้มาเหยียบที่นี่อีก แล้วปิดประตูรั้วใส่หน้า เตือนตาโทษว่าเป็นเพราะรังสรรค์คนเดียว ถ้าไม่เสนอหน้าลงจากรถ ป่านนี้เธอคงได้เข้าไปข้างในแล้ว

“ถามจริง คุณคิดว่ามีคนปกติที่ไหนหรือที่จะคิดแผนอุ้มบุญประหลาดๆตามที่ผมเล่าให้ฟังได้”

คำพูดของรังสรรค์ทำให้เตือนตาอึ้งไปอึดใจ ก่อนจะถามว่าในบ้านพอจะมีใครที่พูดจารู้เรื่องบ้างไหม เขามั่นใจว่ารู้เรื่องกันทุกคนแต่ไม่มีใครกล้าพูด คนที่เล่าให้เขาฟังก็เสี่ยงมากพอแล้ว ถ้าจะให้ถามอะไรคนนั้นอีกอาจทำให้เธอเดือดร้อนได้ เตือนตาบ่นอุบ แล้วแบบนี้จะช่วยปราลีได้อย่างไร เขาแนะให้รอให้พี่เมศว์ติดต่อมาก่อน ระหว่างนี้เราคงต้องปรึกษากันตลอด เตือนตาแปลกใจไหนว่ารักปราลีแต่ทำไมไม่เห็นกระตือรือร้น

“ผมกระตือรือร้นที่จะช่วยปุ๋มอยู่แล้ว ผมเคยรักปุ๋ม แต่ตอนนี้ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปหมดแล้ว เขาเป็นของพี่เมศว์ ในขณะที่ผมก็มีใครอีกคนที่ต้องรับผิดชอบ” รังสรรค์ไม่พูดเปล่ามองเตือนตาอย่างลึกซึ้ง คนถูกมอง เขินหน้าแดงเดินหนีขึ้นรถกลบเกลื่อน เขาจะขึ้นตาม แต่ถูกไล่ให้กลับเองถึงกับถอนใจเซ็ง...

แม้จะถูกทิ้งขว้างอย่างไม่ไยดี แต่รังสรรค์ไม่ยอมถอดใจ ตกดึกยังโทร.หาเตือนตา อ้างมีเรื่องจะปรึกษา เราจะบอกเรื่องนี้ให้แม่ของปราลีรู้ไหม เธอยังไม่อยากให้บอก กลัวท่านจะตกใจ เขาไม่เห็นด้วยเท่าใดนัก การที่ไม่ได้ข่าวลูกก็ทรมานไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เตือนตา คิดคล้อยตาม

“พรุ่งนี้วันหยุด คุณอยู่บ้านใช่ไหม ผมจะไปปรึกษากับคุณอีกที พรุ่งนี้พบกันครับ” รังสรรค์ไม่รอให้เธอปฏิเสธ รีบวางสายทันที

ooooooo

รังสรรค์มาที่บ้านเตือนตาแต่เช้าพร้อมด้วยปาท่องโก๋และโจ๊ก ระหว่างรอเธอลงมาจากห้อง เขานั่งคุยกับป้าวิไลอย่างออกรส เตือนตาลงมาเห็นท่าทางสนิทสนมของทั้งคู่ก็ไม่พอใจ ทำท่าจะไม่ยอมกินอาหารที่เขาซื้อมาฝาก ป้าวิไลต้องสะกิดเตือนให้เธอนึกถึงมารยาทด้วย เตือนตาจึงต้องนั่งกินอาหารด้วย

หลังกินมื้อเช้าเรียบร้อย เตือนตาเดินมาขึ้นรถของรังสรรค์ที่จอดอยู่หน้าบ้านพร้อมกับเจ้าของรถ เธอสั่งห้ามเขามาประจบสอพลอคุณป้าของเธออีก ชายหนุ่มถึงกับอึ้งที่เธอใช้คำรุนแรง

“ผมทำทุกอย่างด้วยความหวังดี แต่ถ้าคุณคิดว่ามันทุเรศขนาดเรียกว่าประจบสอพลอล่ะก็ ผมก็ต้องขอโทษด้วย และต่อไปนี้ผมจะไม่ล้ำเส้นอีก ผมสัญญา...เราจะไปกันได้หรือยังครับ” ว่าแล้วรังสรรค์เดินไปขึ้นประจำที่นั่งคนขับด้วยสีหน้าเย็นชา เตือนตาตามขึ้นไปนั่งเบาะหน้าข้างคนขับไม่พูดอะไรอีก...

ขณะที่รังสรรค์เริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นแค่ลูกไล่ของเตือนตา แสงรวีกลับบ้านเร็วกว่าที่คาดไว้ เดินขึ้นชั้นบน เจอสารัตน์เดินออกมาจากห้องของจิราภาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แต่พอหันมาเห็นเธอเท่านั้นถึงกับหน้าเจื่อน ก่อนจะรีบปรับสีหน้าเป็นปกติ ปรี่เข้ามาหอมแก้ม แต่เธอเบี่ยงตัวหลบ

“ไหนว่าจะกลับบ่ายๆไงล่ะครับ หรือว่า...”

“ถ้ากลับบ่ายจะได้เห็นเธอออกจากห้องน้องสาวสุดที่รักหรือ” แสงรวีว่าแล้วเดินเข้าไปในห้องจิราภา กลับพบห้องว่างเปล่า สารัตน์ลอบถอนใจที่เธอไม่อยู่ในห้อง แสงรวีเดินไปดูในห้องน้ำไม่พบใครเช่นกัน หันไปถามเขาว่าจิราภาอยู่ไหน สารัตน์โกหกหน้าตายว่าไม่รู้ เขามาหาจดหมายที่พ่อเขียนมาขอเงิน จิราภาบอกว่าอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งก่อนจะออกไปข้างนอก แสงรวีสงสัยว่าไปไหน สารัตน์ยักไหล่

“จะไปรู้ได้ยังไงครับ คงออกไปหาแฟนเขามั้ง” พูดจบสารัตน์โอบแสงรวีออกจากห้อง จิราภาซึ่งแอบอยู่นอกหน้าต่างค่อยๆปีนกลับเข้าห้องอย่างทุลักทุเล ด้านสารัตน์โอบแสงรวีมาถึงห้องรับแขกทำเป็นนึกขึ้นได้ว่าลืมกุญแจรถไว้ในห้องจะพาเธอไปหาอะไรกินกัน แสงรวีเสนอให้เอารถของเธอไป เขาหนีไม่ออกจำต้องประคองเธอออกไป สักพักจิราภาค่อยๆย่องลงบันไดมาชะเง้อคอมองหาสารัตน์กับแสงรวี

“คอยืดคอยาวสอดแนมใครคะ” เขียนแดกดัน

จิราภาหันขวับมาทำปากขมุบขมิบด่าหยาบๆคายๆแต่ไม่ออกเสียง สองคนเปิดศึกน้ำลายกัน เหตุการณ์บานปลายถึงขั้นลงไม้ลงมือ จิราภาสาวกว่าตบเขียนล้มลงแล้วขึ้นคร่อมจิกหัวจะตบซ้ำ แต่ถวิลเข้ามาช่วยไว้เสียก่อน กระชากนังน้องจอมปลอมออก แล้วล็อกตัวไว้ให้เขียนเข้าไปตบซ้ายตบขวา

“นี่สำหรับที่พวกแกทำให้คุณหนูของฉันต้องออกไประเหเร่ร่อน จำเอาไว้” เขียนตบจิราภาไม่ยั้ง ฝ่ายหลังไม่ยอมเจ็บตัวฟรีสู้สุดฤทธิ์ มีเสียงกริ่งประตูรั้วดังขึ้นทั้งคู่ถึงแยกกันได้ ถวิลวิ่งไปเปิดประตูรั้ว เตือนตากับรังสรรค์เห็นสภาพหัวยุ่งเหยิงของเธอ ถามว่าไปทำอะไรมา ถวิลไม่ตอบ ได้แต่พาทั้งคู่ไปพบเขียนซึ่งมีสภาพหนักกว่าถวิล อดถามไม่ได้ว่าไปมีเรื่องกับใครมา เขียนมองค้อนไปทางตึกใหญ่

“ก็จะใครเสียอีกล่ะ ถ้าไม่ใช่พวกแก๊งต้มตุ๋นนั่น...สองคนนั่นมันเป็นผัวเมียกัน มันเห็นคุณแสงกำลังว้าเหว่ก็เลยสมคบกันต้มตุ๋นสูบเงินทอง ป้าน่ะเคยเห็นมันกอดกันกับตาเลยนะคะ แต่พอไปบอกคุณแสง เธอก็ไม่เชื่อ หาว่าป้าใส่ร้ายสามีเธอเสียอีก...ว่าแต่คุณได้ข่าวคุณปุ๋มบ้างหรือยังคะ”

“ครับ เราได้ข่าวปุ๋มแล้ว”...

ooooooo

ทันทีที่แสงรวีรู้เรื่องปราลีจากเขียน ก็เลิกสนใจใบหน้าบอบช้ำของคนเล่า รีบโทร.หาเตือนตากับรังสรรค์แต่ก็ไม่ได้อะไรคืบหน้าเพราะทั้งคู่รู้เท่าที่เล่าให้เขียนฟัง แสงรวีเครียดกับเรื่องของลูก พาลอาละวาดใส่ทุกคนทั้งเขียนทั้งสารัตน์ถูกไล่กระเจิดกระเจิง

เขาแกล้งเก็บเสื้อผ้าข้าวของลงกระเป๋าและสั่งให้จิราภาทำตาม

แสงรวีเห็นสารัตน์หอบผ้าหอบผ่อนจะไปจากที่นี่ก็ยิ่งสติแตก วิ่งไปกอดเอวเขาไว้คร่ำครวญว่าปราลีทิ้งเธอไปคนหนึ่งแล้ว เขาจะทิ้งเธอไปอีกคนหนึ่งหรือ

เธอไม่เคลือบแคลงสงสัยอะไรในตัวเขากับจิราภาแล้ว ขอร้องให้อยู่ที่นี่ต่อไป แสงรวีเพิ่งสังเกตเห็นใบหน้าจิราภาบอบช้ำเหมือนเขียนไม่ผิดเพี้ยนก็ร้องทักไปโดนอะไรมา เธอแต่งเรื่องว่าพื้นลื่นหกล้ม สารัตน์รีบตัดบท

“ช่างมันเถอะครับคุณพี่ เรื่องเศษธุลีขี้ผงเราเข้าใจกันแล้วเรื่องอื่นช่างมัน” สารัตน์โอบแสงรวีไว้

“จ้ะ...นี่ถ้ามียัยปุ๋มอีกคน พี่คงจะมีความสุขที่สุดในโลก” แสงรวีดึงจิราภามาโอบไว้ด้วย...

เตือนตานอนหลับอยู่บนเตียงทั้งที่เสื้อผ้ายังไม่ได้เปลี่ยน ป้าวิไลเพิ่งทำขนมเสร็จมาเคาะประตูเรียกแต่ไม่มีเสียงขานตอบ จึงเปิดประตูเข้ามาทรุดตัวลงนั่งข้างๆพลางถามว่าไม่สบายหรือเปล่า แล้วยื่นมือไปแตะหน้าผาก เห็นตัวไม่ร้อนก็เบาใจ เธอขยับจะลุกขึ้น แต่ป้าวิไลกดไหล่ให้นอนลงอย่างเดิม

“ไม่สบายก็ไม่ต้องลุกหรอก คุณแม่หนูปุ๋มว่ายังไงบ้าง”

“ท่านก็เป็นห่วง เป็นกังวลเหมือนแม่ทุกคนนั่นแหละค่ะ”

ป้าวิไลไม่ค่อยพอใจนักที่แสงรวีเป็นห่วงลูกแต่ไม่เคยเห็นลงมือทำอะไรสักอย่าง แล้วเตือนหลานรักว่าอย่าแง่งอนกับรังสรรค์ให้มากนัก ท่านรู้ว่าเขาชอบเธอ เตือนตาค้านทันทีว่าไม่จริง ป้าวิไลยืนกรานว่าจริง ถ้าไม่รักไม่ชอบเขาจะวนไปเวียนมาให้เธอทำฤทธิ์ใส่อย่างนี้หรือ เตือนตาเถียงเขาแค่อยากจะเอาชนะเธอเท่านั้น

“เอาชนะอะไร ป้าไม่เห็นมีอะไรที่จะต้องเอาชนะคะคานกัน” ป้าวิไลเห็นเตือนตาพลิกตัวนอนคะแคงเหมือนจะซ่อนสีหน้าก็ถอนใจ เหนื่อยใจ “ตามใจยังไม่อยากเล่าก็ไม่ต้องเล่า นอนพักให้สบายนะ ตื่นมาจะได้กินข้าวตังหน้าตั้ง ป้าเพิ่งทำเสร็จเมื่อครู่นี้เอง”

ooooooo

อำไพเข้ามารูดม่านหน้าต่างเปิดออกเพื่อให้แสงสว่างส่อง ราเมศว์รู้สึกตัวค่อยๆพยุงตัวลุกขึ้นนั่งถามว่าเช้าแล้วหรือ อำไพหัวเราะคิกๆ ก่อนจะบอกว่าเช้ามาสองเช้าแล้ว ชายหนุ่มตกใจถึงกับร้องเอะอะ

“คุณนายแม่ท่านสั่งว่าถ้าคุณเมศว์ตื่นแล้ว ให้อาบน้ำอาบท่าล้างหน้าแปรงฟันแล้วลงไปพบท่านที่ห้องรับประทานอาหารค่ะ” ว่าแล้วอำไพก็เดินออกจากห้อง ราเมศว์สะบัดศีรษะเพื่อให้หายจากอาการมึนงง แล้วลุกไปเข้าห้องน้ำ จากนั้นไม่นานเขาลงมาที่ห้องอาหาร ทรุดตัวนั่งเก้าอี้ข้างๆลิ้นจี่

“อำไพบอกว่าผมหลับไป 2 วันหรือครับคุณแม่”

“จ้ะ เมศว์คงจะเหนื่อยมากจนสลบไป กินข้าวเร็วๆเถอะ เรามีธุระสำคัญที่จะต้องไปทำ”...

ธุระสำคัญที่ลิ้นจี่ว่าคือจะพาราเมศว์ไปทาบทามสู่ขอสุนีรัตน์ ทีแรกเขาฮึดฮัดขัดขืนไม่ยอมทำตามที่ท่านต้องการแต่พอเจอมารยาบีบน้ำตาของลิ้นจี่เข้าไป ลูกที่ดีอย่างเขาก็ยอมทำตามทุกอย่าง...

ในเวลาต่อมา ลิ้นจี่กับราเมศว์มานั่งอยู่ตรงหน้าคุณหญิงเจริญศรี ส่วนสุนีรัตน์นั่งอยู่ใกล้ๆแจ่มจิตกับอำไพต่างยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผน ขณะที่ราเมศว์เอาแต่นั่งนิ่งไม่พูดไม่จา

“วันนี้ก็คงไม่ต้องมีพิธีการอะไรมาก นอกจากเรื่องสู่ขอทาบทามหนูรัตน์ให้ราเมศว์ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของพี่ แล้วค่อยไปฉลองในวันหมั้นวันแต่งกันอย่างยิ่งใหญ่อลังการอีกทีหนึ่ง”

“น้องน่ะไม่มีอะไรขัดข้องหรอกค่ะ นอกจากกราบขอบพระคุณคุณพี่ที่กรุณาน้องกับหลาน”

“ถ้าอย่างนั้นก็เป็นอันตกลง พี่จะได้ไปหาฤกษ์หมั้นฤกษ์แต่งเสียเลย เออ...เอาเป็นวันเดียวกันเลยดีไหม”

คุณหญิงเจริญศรีเห็นดีด้วย ลิ้นจี่หันไปถามความเห็นจากราเมศว์จะว่าอย่างไร เขาสุดแล้วแต่ท่าน ลิ้นจี่เป็นปลื้มคุยอวดว่าลูกชายตัวเองว่าง่ายดีมาก คุณหญิงเจริญศรีพลอยปลื้มไปด้วยผู้ชายอย่างนี้แทบไม่มีแล้ว

ooooooo

นิยายไทยรัฐ
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement