ไทยรัฐออนไลน์
วันพฤหัสบดีที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

advertisement

โซ่เสน่หา ตอนที่ 12


25 พ.ค. 2560 09:59
1,809,847 ครั้ง

โซ่เสน่หา ตอนที่ 12

อ่านเรื่องย่อ

โซ่เสน่หา

แนว:

โรแมนติก-ดราม่า

บทประพันธ์โดย:

ชลาลัย

บทโทรทัศน์โดย:

ภาวิต

กำกับการแสดงโดย:

ณพธันกรณ์ ธัญญาสิริทรัพย์

ผลิตโดย:

บริษัทดีด้า วิดีโอ โปรดักชั่น จำกัด

วัน-เวลาออกอากาศ: ทุกวันจันทร์ - อังคาร เวลา 20.20 น.

ช่องออกอากาศ:

สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

นักแสดงนำ:

ศรัณย์ ศิริลักษณ์, ภัทรศยา เครือสุวรรณศิริ

รังสรรค์เล่าเรื่องลิ้นจี่โทร.มาตามหาราเมศว์ให้เตือนตาฟัง เธอยิ้มพอใจนี่แสดงว่าเขาเริ่มจะแข็งข้อกับคุณแม่บ้างแล้ว ขอให้รังสรรค์ลองโทร.ไปหาเขาหน่อย

“ก็บอกแล้วว่าเขาปิดมือถือ”

เตือนตาลืมไป ถ้าอย่างนั้นตนจะโทร.หาปราลีเองแล้วเดินไปหยิบมือถือโทร.ถามเพื่อนรักว่าราเมศว์ยังอยู่ที่บ้านของเธอหรือเปล่า ปราลีค่อยๆชะโงกหน้าไปดูเห็นเขายังเดินไปเดินมาอยู่หน้าตัวบ้านก็รายงานให้เพื่อนรักรับรู้ เตือนตาเล่าให้ฟังเรื่องที่ลิ้นจี่โทร.มาตามเขาที่บ้านของตน เนื่องจากราเมศว์ปิดมือถือไม่ให้แม่ตามตัวเจอ เท่ากับเขาเริ่มแข็งข้อกับท่านแล้ว ปราลีหาว่าแบตฯหมดมากกว่าไม่ใช่ตั้งใจปิด

“ไม่หรอก ถ้าเขากลัวเขาก็ต้องรีบกลับไปบ้านแล้ว”

“ไม่ต้องมาแก้ตัวแทนเลยเตือนยังมีความผิดอยู่นะอย่าลืม แค่นี้ก่อนนะเตือน” ปราลีวางสายหงุดหงิด...

ทางด้านลิ้นจี่ทนต่อไปไม่ไหว สั่งให้สุคนธ์พาไปบ้านรังสรรค์เพื่อตามหาราเมศว์ เจ้าของบ้านเชิญท่านเข้าไปดูได้เลย ลิ้นจี่กลับบอกว่าไม่มีวันเหยียบบ้านของเขาให้เป็นเสนียดเท้า ไล่ให้เขาไปตามราเมศว์ออกมาพบกับท่าน เขายืนยันว่าราเมศว์ไม่ได้อยู่ที่นี่ ลิ้นจี่ไม่เชื่อสั่งให้นพดลเข้าไปดู เขาหายเข้าไปกับรังสรรค์สักพักก็ออกมารายงานเจ้านายว่าราเมศว์ไม่ได้อยู่ในนั้น ลิ้นจี่ถามว่าค้นดูทั่วทุกห้องแล้วหรือ

รังสรรค์ไม่ยอมให้ค้นขนาดนั้น ยืนยันว่าราเมศว์ไม่ได้อยู่ที่นี่จริงๆ สุคนธ์ต้องการให้เกิดความกระจ่างจึงอาสาจะเข้าไปดูให้เอง ลิ้นจี่เรื่องมากหาว่าเธอเป็นพวกเดียวกันจะให้อำไพเข้าไปด้วย รังสรรค์ไม่ชอบอำไพเป็นทุนเดิมก็เลยไม่อนุญาตให้เข้า เร่งให้ลิ้นจี่ตัดสินใจตกลงจะเอาอย่างไร ไม่อย่างนั้นตนจะปิดประตูบ้าน

“ก็ได้ ให้นังสุมันเข้าไปก็ได้”

สุคนธ์หายเข้าไปในบ้านกับรังสรรค์พักใหญ่ก็กลับมาแจ้งกับลิ้นจี่ว่าราเมศว์ไม่ได้อยู่ที่นี่ ในเมื่อไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร ลิ้นจี่สั่งให้ทุกคนขึ้นรถกลับบ้าน รังสรรค์เดินผิวปากอารมณ์ดีเข้าในตัวบ้าน เตือนตาอุ้มปุ้มปุ้ยเข้ามาถามว่าตกลงแม่ของเขาเชื่อพี่สุหรือเปล่า

“เชื่อ คุณแม่เลี้ยงพี่สุมา ต้องอ่านแววตาท่าทางของพี่สุออก คุณจะพาปุ้มปุ้ยไปนอนก็ไปเถอะ ผมจะปิดบ้านเอง” รังสรรค์เดินไปปิดประตูหน้าต่างไปพลางผิวปากไปด้วยอย่างมีความสุขที่ราเมศว์รู้จักขัดใจแม่บ้าง
ทางฝ่ายสุนีรัตน์อาละวาดใส่แจ่มจิตเมื่อรู้ว่าลิ้นจี่ออกไปตามราเมศว์แล้วไม่ชวนตนเองด้วย แจ่มจิตต้องขู่
ถ้ายังไม่หยุดทำอย่างนี้จะฟ้องราเมศว์ เธอถึงสงบจิตสงบใจได้

ooooooo

ปราลีนอนไม่หลับกระสับกระส่ายสุดท้ายลุกขึ้นไปชะโงกดูที่หน้าต่างเห็นราเมศว์นั่งฟุบหน้าอยู่กับโต๊ะสนาม สีหน้าแววตาของเธออ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด แต่อยู่ๆก็กลับแข็งกร้าวขึ้นมาใหม่

“สมน้ำหน้า ไม่มีใครใช้สักหน่อย” ปราลีขยับจะกลับไปที่เตียงแต่ต้องชะงักเมื่อเห็นเขียนถือถาดใส่จานข้าว มองซ้ายมองขวาก่อนจะย่องออกไปข้างนอก ปราลีจะลงไปห้ามแต่แล้วเปลี่ยนใจเดินกลับมาที่เตียง...

เขียนวางถาดอาหารลงบนโต๊ะสนามแล้วเขย่าตัวปลุกราเมศว์ให้ลุกขึ้นมากินข้าวไข่เจียวกับผัดผักที่ตัวเองเพิ่งทำให้ร้อนๆ เขายกมือไหว้ขอบคุณสำหรับความเอื้อเฟื้อ เธอรับไหว้แทบไม่ทันบอกว่าทีหน้าทีหลังไม่ต้องไหว้ก็ได้ที่ตนทำให้เพราะเห็นแก่ลูกหมู ราเมศว์จัดการกับอาหารตรงหน้า

“คุณคงแกล้งทรมานคุณปุ๋มมากละสิท่า เธอถึงได้แค้นคุณมากขนาดนี้”

“ถึงไม่ได้แกล้ง มันก็เหมือนแกล้ง” พูดเรื่องนี้ขึ้นมาราเมศว์ถึงกับกินอะไรไม่ลงรวบช้อนส้อมเลื่อนถาดอาหารออกห่าง เขียนขอโทษด้วย ไม่น่าถามเขาเรื่องนี้ เขาไม่ถือสาเพราะรู้ว่าเธอไม่ได้ตั้งใจ มันก็เหมือนกับเขาที่ไม่ได้ตั้งใจจะแกล้งทรมานปราลี แต่เธอก็ต้องทุกข์ทรมานเพราะเขา เขียนเลื่อนถาดอาหารมาวางตรงหน้าเขาอีกครั้ง บอกให้กินให้หมดจะได้เอาไปเก็บ

“ผมอิ่มจริงๆ ขอบคุณป้ามากที่อุตส่าห์เอาข้าวมาให้ผม”

“แล้วนี่คุณจะอยู่จนสว่างจริงๆเหรอ”

“ปุ๋มเคยรอผมโดยไม่มีความหวังมาตั้งหลายวัน นี่แค่วันเดียว ทำไมผมจะรอปุ๋มไม่ได้”

ครู่ต่อมา เขียนยกถาดใส่อาหารเข้ามาในบ้านด้วยน้ำตาคลอเบ้าสงสารราเมศว์ ปราลีเข้ามาดึงถาดอาหารไปจากมือ ดักคอว่าอย่าบอกว่าไปใส่บาตรมา เขียนไม่ได้ไปใส่บาตรแต่เอาอาหารไปให้พ่อของลูกหมูกิน ปราลีสั่งให้เธอเอาของไปเก็บแล้วไปนอนได้แล้ว

ถ้าขืนชักช้าจะเอาผิดฐานเข้าข้างอีกฝ่าย เขียนรีบยกถาดออกไป ส่วนปราลีตัดสินใจออกไปพบราเมศว์

“ฉันออกมาแล้ว คุณกลับไปได้”

ราเมศว์จะกลับตามที่ให้สัญญาแต่ขอมาเยี่ยมลูกหมูบ้าง เธอไม่อนุญาตในเมื่อเรื่องของเราจบไปแล้วก็อย่ารื้อฟื้นขึ้นมาอีกเลย เขาไม่ได้หวังจะให้เธอยกโทษให้ แค่ขอมาเยี่ยมลูกบ้างเท่านั้น เดือนละครั้งก็ยังดี เธอไม่จำเป็นต้องอยู่ด้วยก็ได้ ปราลีขอให้เขาลืมลูกหมูแล้วไปมีลูกใหม่กับภรรยาของเขา

“หรือถ้าคุณละอายใจเกินกว่าจะแตะต้องเธออย่างที่เคยพูดก็หาผู้หญิงสักคนมาอุ้มบุญอย่างที่เคยทำ คนมีเงินอย่างคุณจะมีลูกแบบนั้นสักกี่คนก็ได้ ลูกหมูก็แค่เด็กคนหนึ่งที่คุณต้องทำให้เกิดขึ้นมาตามหน้าที่ ไม่เห็นจะต้องมารักใคร่อาลัยอาวรณ์ผูกพันอะไร”

“ลูกหมูไม่ได้เกิดเพราะหน้าที่ แกเกิดมาจากความรัก ปุ๋ม...เห็นใจผมบ้างเถอะ ถ้าคุณไม่ให้ผมพบลูกหมู ผมก็จะไปๆมาๆคอยรบกวนคุณอยู่อย่างนี้ คุณทนได้ก็ทนไป อ้อ ถ้าคุณหนีผมโดยการแต่งงานกับวัฒน์หรือใครก็ตาม ผมก็จะ...” ราเมศว์พูดยังไม่ทันจบ ปราลีชิงอนุญาตตามที่เขาต้องการ เขาขอบคุณเธอมาก และจะมาเยี่ยมลูกหมูอาทิตย์ละครั้ง ปราลีหันขวับ นั่นไม่ใช่ที่ตกลงกันไว้

“ถ้าคุณอนุญาตแต่โดยดี ผมก็จะมาเดือนละครั้งตามที่พูดครั้งแรก แต่นี่คุณทำให้ผมต้องยื่นคำขาด”

ปราลีด่าราเมศว์ว่าทุเรศ เจตนาจริงๆต้องการกลั่นแกล้งเธอ ไม่ได้อยากจะพบลูกหมูจริงๆ เขาไม่สนเธอจะคิดอย่างไร แล้วขอตัวกลับก่อน ปราลีมองตามเขาขึ้นรถขับออกไปอย่างหัวเสีย

ooooooo

ระหว่างกินมื้อเช้าด้วยกัน ปราลีเล่าถึงข้อตกลงที่ทำกับราเมศว์เมื่อคืนนี้ให้แม่ฟัง ไม่นึกเลยว่าเขาจะเลวได้ขนาดนี้ แสงรวีทักท้วงพูดเกินไปหรือเปล่าเท่าที่ท่านดูเขาก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร แค่จะใช้สิทธิ์ในฐานะพ่อเพื่อพบลูกตัวเองเท่านั้น ปราลีไม่เห็นเขาเคยทำอะไรเพื่อปกป้องลูกในฐานะที่เป็นพ่อ

“เขาเคยรู้บ้างไหมว่าปุ๋มต้องหอบลูกหนีแม่เขาจนเอาชีวิตแทบไม่รอด” ปราลีน้ำตาคลอน้อยใจ แสงรวีจับมือลูกไว้อย่างปลอบโยนเชื่อว่าราเมศว์ไม่รู้เรื่องนี้ เธอหาว่าท่านเข้าข้างเขา ท่านจะเข้าข้างได้อย่างไรในเมื่อเธอเป็นลูกของท่าน แต่เรื่องนี้เราต้องให้ความยุติธรรมกับเขา ท่านเชื่ออีกว่าที่เขาทำอะไรไม่ถนัดก็เพราะคนที่ก่อเรื่องทั้งหมดคือแม่ของเขา ปราลีว่าประชด ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ให้เขาอยู่กับแม่ของเขาไปตลอดชีวิต

“แม่ถึงได้คิดว่าผู้ชายคนนี้น่าสงสาร ไอ้ความโกรธแค้นที่แม่ของเขากับเขาทำกับปุ๋มนั่นยังอยู่ แต่เขาก็ตกเป็นเหยื่อของแม่เขาเหมือนกัน เราเลิกพูดเรื่องนี้กันเถอะลูก อะไรที่มันผ่านมาก็ให้มันผ่านไป กินข้าวต่อดีกว่า” แสงรวีตัดบทดื้อๆ แล้วตักข้าวกินเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น...

ทันทีที่ราเมศว์จูงมือสุนีรัตน์เดินนำแจ่มจิตเข้ามาในห้องกินข้าว ลิ้นจี่ไล่ทุกคนออกไปข้างนอกยกเว้นเขาเท่านั้น ท่านมีเรื่องจะคุยกับเขาเป็นการส่วนตัว สุนีรัตน์ไม่ยอมไปอยากอยู่กับพี่เมศว์

“น้องรัตน์ออกไปกับป้าแจ่มจิตก่อนนะคะ เดี๋ยวพี่เมศว์จะพาไปเที่ยว”

สุนีรัตน์พยักหน้ารับคำออกไปกับแจ่มจิตอย่างว่าง่าย ลิ้นจี่ไม่พูดพล่ามถามว่าเมื่อคืนราเมศว์ไปไหนมากว่าจะกลับปาเข้าไปเกือบห้าทุ่มครึ่ง เขาโกหกว่าไปเจอเพื่อนก็เลยชวนกันไปหาอะไรกิน คุยเพลินไปหน่อยจึงกลับเอาดึกดื่น ลิ้นจี่ไม่เชื่อตบโต๊ะปังอย่างเอาเรื่อง

ราเมศว์รีบเข้ามาคุกเข่ากราบที่ตัก ขอโทษจะไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก ลิ้นจี่หาว่าเขาโกหก ความจริงเขาไปหาปราลีมา

“อ้าว ไหนคุณแม่บอกว่าเธอตกน้ำตายแล้ว...ผมไปแฮงก์เอาต์กับเพื่อนมาจริงๆ ที่ไม่โทร.มาเรียนให้คุณแม่ทราบเพราะแบตฯหมด เอาเป็นว่าผมจะพยายามไม่ให้มีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นอีก คุณแม่ทานข้าวเถอะครับ” ราเมศว์ลุกขึ้นมาตักข้าวให้ลิ้นจี่อย่างเอาใจ เธอต้องอดกลั้นไว้ไม่อาละวาดใส่เขา...

หลังจากราเมศว์พาสุนีรัตน์ออกไปเที่ยวเล่นโดยมีแจ่มจิตคอยตามติด ลิ้นจี่เป็นกังวลมากที่ลูกชายไม่มีอะไรกับสุนีรัตน์สักที สงสัยคงต้องลงมือเอง อำไพถึงกับออกปากจะไหวหรือ เห็นพยายามมาหลายครั้งแล้ว แต่ราเมศว์ก็ยังมองสุนีรัตน์เป็นน้องเล็กของตัวเอง ต่อให้เธอล้มกระโปรงเปิด เขาก็ไม่เกิดอารมณ์

“ยังไงยัยตุ๊กตาเสียกบาลนั่นก็เป็นสาวสวยเต็มไปด้วยเลือดเนื้อ เดี๋ยวเขากลับมากันเมื่อไหร่ แกไปตามยัยน้องรัตน์มาพบฉันทันทีเลย” ลิ้นจี่ยิ้มเจ้าเล่ห์

ooooooo

จิราภาได้ข่าวว่าสารัตน์ตกถังข้าวสารอีกครั้ง คราวนี้ใบใหญ่เป้ง จึงโทร.นัดให้มาเจอกันที่ร้านอาหาร อ้างว่าอยากจะกลับมาอยู่กับเขาเพราะโดนบอยผัวใหม่ซ้อม สำนึกผิดแล้วว่าไม่มีใครรักเธอเท่าเขา

สารัตน์ยักไหล่นี่ถ้าไม่โดนผัวใหม่ซ้อมคงไม่สำนึกใช่ไหม ถ้าไม่มีธุระอะไรตนขอตัวกลับก่อน จิราภาโวยลั่น

“พี่สารัตน์ อย่าทิ้งจิไป จิรักพี่คนเดียว อย่าทิ้งจิไปไม่อย่างนั้นจิจะฆ่าตัวตายให้ทุกคนดู”

ทั้งร้านหันขวับมองทั้งคู่เป็นตาเดียวกัน แถมบางรายหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายคลิปเอาไว้ สารัตน์ไม่อยากออกสื่อกลัวเหยื่อรายใหม่จะรู้ลากตัวจิราภาออกจากร้าน เธอยังพยายามเรียกร้องความสนใจจากผู้คนจนทำให้สารัตน์อึดอัดรีบพาขึ้นรถไปคุยกันตามลำพัง รับปากจะส่งเสียเธอเดือนละหนึ่งหมื่นห้าพันบาท เธออ้างไม่พอกิน สารัตน์ออกตัวตอนนี้ก็ลำบากเหมือนกัน จิราภาไม่เชื่อ

“จิสืบมาหมดแล้วว่าพี่มีคนเลี้ยงคนใหม่แล้วรวยมาก จิขอเดือนละห้าหมื่น”

“จะบ้าเหรอ ใครจะไปให้เธอได้”

“จิเชื่อว่าพี่ให้ได้ ก็แค่บอกยายแก่ของพี่ว่าต้องเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่เลี้ยงน้อง แล้วจิรับรองว่าจิจะไม่ไปรบกวนพี่ที่คฤหาสน์ร้อยล้านของพี่เลย ตกลงตามนี้นะคะ” จิราภายิ้มอย่างถือไพ่เหนือกว่า จากนั้นไม่นาน เธอกลับถึงรังรักของตัวเองบอกกับผัวใหม่ว่าจากนี้ไปเราจะสบายกันแล้ว มีเงินใช้เดือนละห้าหมื่นบาท

“เก่งมากที่รัก เก่งมาก” ผัวใหม่ชมเปาะ ทั้งคู่โผกอดกันไม่มีทีท่าจะตบตีกันแม้แต่น้อย...

ทางด้านสารัตน์ทั้งโมโหทั้งหงุดหงิดที่จิราภายังตามมาสูบเงินไม่เลิก เป็นจังหวะเดียวกับพิศวาสสาวไฮโซสูงวัยถังข้าวสารใบใหม่ของเขาโทร.หา เขาไม่ได้ดูตาม้าตาเรือรับสายตวาดใส่ บอกแล้วไม่ใช่หรือว่าไม่ให้โทร.มา พิศวาสตกใจรีบบอกว่านี่เธอโทร.มาเอง หงุดหงิดเรื่องอะไรหรือ เข้าทางเขาทันที

“อ๋อ...น้องชายผมน่ะครับ โทร.มาขอเงินไปไถ่ที่นาให้พ่อแม่ ผมให้ไปแล้วก็ยังไม่พอ”

“เหลืออีกเท่าไหร่” พิศวาสถามอย่างออดอ้อนเอาใจ สารัตน์ใช้แผนเดิมทำทีเหมือนไม่อยากให้เธอช่วยเหลือ เพราะเธอช่วยเขามามากแล้ว พิศวาสเต็มใจช่วย พรุ่งนี้จะโอนเงินเข้าบัญชีให้เขา 5 ล้านบาท

“อย่าลืมก็แล้วกันว่าเย็นนี้เรามีนัดกันที่บ้านคุณหญิงเจริญศรี”

“ไม่ลืมแน่ครับ คุณพี่...ผมกราบขอบพระคุณ ผมไม่ทราบจะพูดอย่างไรถูก”

พิศวาสไม่อยากให้เขาพูดอะไรทั้งนั้นขออย่างเดียวอย่าทรยศนอกใจเธอเป็นพอ สารัตน์รับปากหนักแน่นไม่มีวันทำอย่างนั้นเด็ดขาด แล้ววางสายสีหน้าสบายใจสุดๆ...

ฝ่ายคุณหญิงเจริญศรีนึกสนุกโทร.ชวนลิ้นจี่มาเที่ยวบ้านเย็นนี้ พอดีพิศวาสที่เป็นเศรษฐินีใหม่จะมาหาลิ้นจี่ไม่รู้จักพิศวาสเป็นใคร คุณหญิงเจริญศรีเล่าให้ฟังอย่างสนุกปากว่าเธอไปเก็บนักร้องตามห้องอาหารมาเลี้ยง เห็นว่าทั้งรักทั้งหลง นี่เธอจะพามาอวดตนที่บ้านก็เลยจะชวนลิ้นจี่มาดูเป็นเพื่อน ลิ้นจี่ด่าลั่นว่าทุเรศ

“พี่ไม่ได้ว่าคุณหญิงนะคะ พี่ว่าพวกไก่แก่แม่ปลาช่อนนั่น หน้าด้านไร้ยางอายที่สุด พี่ก็มีเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งที่ทำตัวทุเรศๆแบบนี้ ยัยแสงรวีไงคะเอาผู้ชายคราวลูกมาเลี้ยงเป็นผัวหน้าตาเฉย”

คุณหญิงเจริญศรีรู้ทันทีว่าลิ้นจี่ไม่ยอมมา บ่นเสียดายไม่หยุดปาก ถ้าอย่างนั้นตนจะเล่าให้ฟังก็แล้วกันว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ลิ้นจี่ไม่อยากฟัง ขยะแขยงจนขนลุกไปหมดแล้ว

“โอเคค่ะ งั้นน้องรบกวนแค่นี้นะคะ” คุณหญิงเจริญศรีวางสายพลางเบ้ปาก “สงสัยจะอิจฉาเขาที่ตัวเองทำไม่ได้”

ooooooo

ระหว่างเข็นรถเข็นพาลิ้นจี่กลับห้อง อำไพแนะให้เจ้านายลองทำอย่างพิศวาสบ้าง ลิ้นจี่งง
ทำอะไร เธอถลามานั่งพับเพียบตรงหน้าบอกว่าลองมีสามีเด็กดู จะได้ไม่ต้องไปสั่งให้ใครทำลูกมาให้เลี้ยงแถมชีวิตจะได้สดใสซาบซ่าฟินเว่อร์อีกต่างหาก ลิ้นจี่ยันโครมอำไพหงายท้องตึง

“นี่แน่ะฟินเว่อร์”

ก่อนที่อำไพจะถูกถีบซ้ำ มีเสียงแตรรถราเมศว์ดังขึ้นเสียก่อน ลิ้นจี่ไล่เธอไปตามตัวสุนีรัตน์มาที่นี่

ครู่ต่อมา ราเมศว์พาสุนีรัตน์มาหาลิ้นจี่ถึงห้องนอน ท่านไล่ให้เขาออกไปก่อนอ้างมีเรื่องต้องคุยกับลูกสะใภ้ตามประสาผู้หญิง เขาไม่ค่อยจะสบายใจนักจึงนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับสุคนธ์ซึ่งเห็นเขาเป็นห่วงเป็นใยสุนีรัตน์มากถามว่ารักเธอหรือ เขารู้สึกกับเธอแค่น้องสาวเท่านั้น สุคนธ์แนะถ้าเป็นอย่างนั้นเขาควรจะหย่าขาดจากเธอแล้วไปแต่งงานกับปราลี

“น้องรัตน์แกมีความคิดเหมือนเด็กๆ แกไม่รู้สึกอะไรหรอกค่ะ คุณเมศว์ควรจะเด็ดขาดไม่ปล่อยให้เรื่องนี้คาราคาซังอีกต่อไปเพราะมันจะไม่เป็นผลดีอะไรเลยกับทุกๆคน แรกๆคุณแม่ท่านอาจจะโกรธ อาละวาดต่างๆนานา แต่เชื่อพี่เถอะว่าไม่มีใครอาละวาดไปได้ตลอดหรอก”

“แต่ท่านเป็นโรคหัวใจ”

“ท่านไม่ได้เป็นหรอกค่ะ ท่านใช้วิธีเจ็บป่วยเพื่อทำให้คุณเมศว์ไม่กล้าขัดใจท่านพี่รู้ดี เชื่อพี่เถอะ” สุคนธ์เห็นราเมศว์ลังเล ก็เสริมอีกว่าเขาเคยคุยกับหมอที่รักษาคุณแม่ตามลำพังไหม เขานิ่งคิดก่อนจะส่ายหน้าแทนคำตอบ สุคนธ์มั่นใจถ้าเขาได้คุยกับหมอ จะทำให้รู้ว่าท่านไม่ได้ป่วย ท่านพยายามกักตัวเขาไว้เป็นของท่านคนเดียว ส่วนสุนีรัตน์ที่ถูกดึงเข้ามาก็เพื่อเป็นเครื่องมือของท่านเท่านั้น ราเมศว์สงสารสุนีรัตน์มาก

“สงสารก็ต้องปล่อยให้แกไปมีชีวิตของตัวเอง ไม่ใช่มาถูกกักใส่ความคิดของผู้ใหญ่ให้แบบนี้ สมองแกเป็นเด็กก็ควรจะปล่อยให้แกมีความสุขตามประสาเด็กๆ”

ราเมศว์จะลองพยายามดู สุคนธ์โล่งใจที่ได้พูดในสิ่งที่หนักอึ้งอยู่ในใจไปหมดแล้ว จากนี้ไปก็จะเป็นหน้าที่ของเขาที่จะไปใคร่ครวญให้ดี จำไว้ว่าชีวิตของทุกคนอยู่ในมือของเขา ราเมศว์ขอบคุณสำหรับคำแนะนำของเธอแล้วขอตัวก่อน...

เหมือนลิ้นจี่จะอ่านใจราเมศว์ออกว่าคิดจะทำอะไร จึงเสี้ยมสุนีรัตน์ไม่ให้หย่ากับราเมศว์เด็ดขาด เธอไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าหย่าคืออะไร ท่านต้องแปลให้ฟังว่าหย่าคือแยกกันอยู่ไม่ได้เป็นผัวเมียกันต่อไป

สุนีรัตน์จะต้องกลับไปอยู่บ้านตัวเองได้เจอราเมศว์น้อยลง แล้วยกตัวอย่างว่าตุ๊กตาที่เธออุ้มเป็นลูก ส่วนสุนีรัตน์เป็นแม่ถ้าหย่ากันก็จะไม่มีพ่อซึ่งคือราเมศว์ เธอถึงกับหน้าเสีย ลิ้นจี่ยังสั่งสอนอีกว่าถ้าราเมศว์เอากระดาษอะไรมาให้เซ็น ห้ามเซ็นชื่อเช่นกัน และอย่าปล่อยให้เขาไปไหนคนเดียวเพราะเขาอาจจะแอบไปหาลูกใหม่ก็ได้ แล้วถามย้ำว่าที่ท่านพูดไปทั้งหมดเข้าใจใช่ไหม

“เข้าใจค่ะ น้องรัตน์จะไม่ยอมให้ลูกตุ๊กตาของน้องรัตน์ไม่มีพ่อ”

ooooooo

ราเมศว์เห็นสุนีรัตน์ออกจากห้องลิ้นจี่ก็เรียกมาถามว่าคุยอะไรกันบ้าง เธอเล่าว่าคุยกันเยอะแยะ แล้วถามเขาว่ารักลูกตุ๊กตาตัวนี้ไหม เราจะตั้งชื่อลูกของเราว่าอะไรดี ราเมศว์หน้าเครียดขึ้นมาทันที รีบเข้าไปถามลิ้นจี่ว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนหน้าที่สุนีรัตน์จะเข้าไปคุยกับท่านก็ไม่เคยพูดจาแก่แดดแบบนี้

“อ้อ งั้นแกก็หาว่าฉันเป็นคนสั่งสอนอย่างนั้นสิ”

“ใช่หรือเปล่าล่ะครับ” ราเมศว์ย้อนถามเสียงเข้มอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน ลิ้นจี่ไม่พอใจแว้ดใส่จะมากไปแล้วที่บังอาจพูดจากับตนแบบนี้ สุนีรัตน์จะแก่แดดก็ไม่เกี่ยวอะไรกับตน ราเมศว์หมดความอดทน โพล่งขึ้นทันทีว่าจะหย่าขาดจากสุนีรัตน์ ลิ้นจี่ต้องการเหตุผลในการขอหย่า

“ผมคิดว่าไม่ควรเอาแกมาทรมานด้วยเรื่องของผู้ใหญ่ จิตใจแกบริสุทธิ์ ผมอยากให้แกกลับไปใช้ชีวิตสดใสในโลกของแกตามเดิม และผมเองก็อยากจะมีชีวิตของผมเหมือนกัน”

ลิ้นจี่ไม่อนุญาตให้หย่า ราเมศว์ไม่สนใจขอตัวก่อนแล้วเดินออกไปเลย เธอกำมือแน่นด้วยความโกรธ ก่อนจะกรีดร้องราวกับคนบ้า ประกาศกร้าวให้คอยดูกันไปว่าใครจะแน่กว่ากัน...

ในเวลาไล่เลี่ยกัน พิศวาสกับสารัตน์มาถึงบ้านคุณหญิงเจริญศรีตามนัด เจ้าของบ้านรู้สึกเหมือนเคยเห็นเขาที่ไหนมาก่อนแต่จำไม่ได้ พิศวาสแนะนำว่าเขาเคยเป็นนักร้องแต่ตอนนี้เธอให้เลิกแล้ว เพราะไม่อยากให้เขาเหนื่อย สารัตน์มองสบตาเธอหวานซึ้งจนคุณหญิงเจริญศรีกระเซ้าให้เห็นใจคนไม่มีคู่บ้าง

สร้อยเข้ามารายงานว่าตั้งสำรับเรียบร้อยแล้ว คุณหญิงเจริญศรีจึงเชิญคู่รักต่างวัยไปที่ห้องกินข้าว ครั้นได้ถ่ายรูปแขกผู้มาเยือนไว้เป็นที่ระลึก คุณหญิงเจริญศรีรีบส่งไลน์ไปให้ลิ้นจี่ แต่เธอไม่อ่าน คนส่งก็เลยต้องโทร.ไปบอกให้ช่วยดูรูปหญ้าอ่อนของพิศวาสจะได้ช่วยกันนึกว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน

“อุ๊ย พี่ไม่อยากดูให้เสียสายตาหรอก”

“น่า ดูสักนิดเผลอๆคุณพี่อาจจะเคยเห็นเหมือนกัน”

ลิ้นจี่รับรองว่าไม่เคยและก็ไม่อยากเห็นด้วย คุณหญิงเจริญศรียังไม่ยอมแพ้ เอาไว้เธอว่างเมื่อไหร่ให้ช่วยดูหน่อยก็แล้วกัน แล้วถามถึงลูกสาวกับราเมศว์ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ลิ้นจี่ก็เห็นยังดีอยู่และจะดีอย่างนี้ตลอดไป แล้วโยนมือถือให้อำไพช่วยวางสายให้...

ราเมศว์ไม่ค่อยจะพอใจนักที่ลิ้นจี่เอาเรื่องพ่อแม่ลูกกับเรื่องหย่ายัดใส่สมองสุนีรัตน์จนเธอเอาแต่พูดเรื่องนี้ไม่หยุดแถมตอนนอนยังกวักมือเรียกให้เขาไปนอนบนเตียงด้วย อ้างพ่อแม่ลูกต้องอยู่ด้วยกันพร้อมหน้า

พอเขาขอตัวกลับไปนอนโซฟาเหมือนเดิม เธอก็เป็นน้ำหูน้ำตาหาว่าเขาจะหย่ากับเธอ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใครสั่งใครสอน ราเมศว์เอ็ดเธอให้เลิกพูดจาเหลวไหลแล้วนอนได้แล้ว แต่เธอยังร้องไห้ไม่หยุด

ทีแรกเขาจะเดินกลับไปปลอบแต่แล้วเปลี่ยนใจเดินไปปิดไฟแล้วล้มตัวลงนอนบนโซฟา

ooooooo

ลิ้นจี่เห็นสุนีรัตน์เอาแต่นั่งก้มหน้าก้มตาเขี่ยอาหารเช้าในจานก็เอ็ดว่าอาหารเอาไว้กินไม่ใช่ไว้เขี่ยเล่นแล้วพาลเล่นงานแจ่มจิตที่ชอบโอ๋ทำให้เธอไม่รู้จักโตสักที แล้วสั่งให้สุนีรัตน์กินข้าว เดี๋ยวจะต้องไปเรียนบัลเล่ต์ สุนีรัตน์รีบตักกินด้วยความกลัวลิ้นจี่พูดขึ้นลอยๆแล้วใครเป็นคนไปส่งนพดลหรือเปล่า

ราเมศว์จะไปส่งเธอเอง ลิ้นจี่ไม่ให้เขาไป อ้างมีธุระกับเขาให้นพดลทำหน้าที่แทน เขาดูนาฬิกาเห็นเหลือเวลาอีกตั้งชั่วโมงกว่าจึงบอกให้ลิ้นจี่คุยธุระกับเขาได้เลย ท่านไม่เข้าใจทำไมให้นพดลไปส่งไม่ได้ ราเมศว์กลัวว่าสุนีรัตน์ยังไม่คุ้นกับนพดล อีกอย่างถ้ามีปัญหาอะไรแล้วเขาอยู่ด้วยเธอจะอุ่นใจกว่า

“เพราะอย่างนี้ไงเมียแกถึงไม่โตสักที ตามใจจะเอายังไงก็ตามใจ อำพาฉันออกไปได้แล้วหงุดหงิด”...

ในเวลาต่อมา ราเมศว์ขับรถพาสุนีรัตน์เข้ามาในบริเวณลาดจอดรถของโรงเรียนสอนเต้นบัลเล่ต์ แทนที่จะตื่นเต้นดีใจที่ได้มาเรียนในสิ่งที่ตัวเองชอบ สุนีรัตน์กลับนั่งตัวสั่นตลอดเวลาถามไถ่ก็ได้ความว่ากลัวไม่อยากเรียนแล้ว ไม่ใช่ไม่ชอบเรียนแต่ไม่ชอบเพื่อนๆเพราะชอบล้อเธอว่าเป็นเด็กยักษ์ คนอื่นๆเขาตัวเล็กๆกันทั้งนั้น ราเมศว์ลูบหัวเธออย่างเวทนาสงสาร แล้วทำไมไม่เล่าให้ฟังบ้าง เธอกลัวเขาจะดุเอา

“พี่จะไปดุน้องรัตน์ทำไม เอาอย่างนี้พี่จะลองพาน้องรัตน์เข้าไปดูก่อนถ้าชอบค่อยเรียน ถ้าไม่ชอบก็ไม่เป็นไร เพื่อนใหม่ๆอาจจะดีกว่าเพื่อนเก่าก็ได้...ลองดูนะคะ” ราเมศว์ว่าแล้วจูงสุนีรัตน์ที่ยังกลัวตัวสั่นเข้าไปข้างใน การสมัครเรียนผ่านไปด้วยดีเพราะเธอเคยมีชื่อเป็นนักเรียนที่นี่มาก่อน

ระหว่างนั่งรอสุนีรัตน์เข้าเรียน ราเมศว์มองไปที่ฝั่งตรงข้ามโรงเรียนเห็นปราลีกำลังเดินออกมาจากอาคารสำนักงานกับเพื่อนร่วมงานสองคน เข้าไปในร้านก๋วยเตี๋ยวที่อยู่ใกล้ๆ เขารีบตามเข้าไปทักทาย

เพื่อนๆของเธอรู้งานลุกไปนั่งโต๊ะอื่น ปราลีจะลุกตาม ราเมศว์คว้าแขนไว้ ขอร้องให้นั่งคุยกันดีๆก่อน แล้วเล่าให้ฟังว่ากำลังทำบางอย่างเพื่อเธอเพื่อลูกและเพื่อเรา โดยจะหย่ากับสุนีรัตน์ พูดไม่ทันขาดคำคนที่เขาพูดถึงโทร.มาตาม ร้องไห้จะกลับบ้าน ปราลียิ้มเยาะ ภรรยาโทร.มาตามแล้วหรือ

“เรายังมีเรื่องต้องพูดกันอีก ผมไม่มีวันยอมเสียคุณกับลูกไปแน่ๆ แล้วพบกัน” ราเมศว์ลุกออกไปทันที ท่าทางเก่งกาจเมื่อครู่นี้ของปราลีหายไปพร้อมกับร่างของเขาที่เดินจากไป...
เมื่อราเมศว์มาถึงที่โรงเรียนสอนเต้นบัลเล่ต์

สุนีรัตน์ร้องงอแงจะกลับบ้าน เขากล่อมไม่กี่อึดใจเธอก็ยอมกลับเข้าห้องเรียน ระหว่างเดินจูงมือไปที่ห้องเรียน สุนีรัตน์ไม่วายถามว่าหายไปไหนมา ราเมศว์โกหกว่าไปกินก๋วยเตี๋ยวมา เธอพยักหน้าหงึกๆไม่ถามอะไรอีก

ooooooo

ตกเย็น ปราลีนำเรื่องที่ราเมศว์จะหย่ากับสุนีรัตน์มาเล่าให้แม่ฟัง ด่าเขาตบท้ายว่าเป็นคนเห็นแก่ตัว แสงรวีไม่คิดว่าเป็นการเห็นแก่ตัวแต่เขาเพิ่งน่าจะคิดได้มากกว่าว่าเขาทำเพื่อคนอื่นมามากแล้ว ชีวิตที่เหลือต่อจากนี้เขาควรจะทำเพื่อตัวเองบ้าง ซึ่งเธอคิดว่าเขาทำถูก ปราลีมองแม่อย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง

“ปุ๋มก็ควรจะมีความสุขเหมือนกัน ลูกหมูก็ควรจะมีชีวิตที่อบอุ่นพร้อมหน้าพ่อแม่ลูก”

“แม่ก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้”

“ปุ๋มคิดเองเออเองทั้งนั้น แม่บอกแล้วใช่ไหมว่าปุ๋มมาก่อนผู้หญิงที่แม่โรคจิตเขาบังคับให้แต่งงานด้วย”

ปราลีแปลกใจแม่รู้ได้อย่างไร ท่านสรุปเอาจากที่ฟังเธอพูด คนสติดีที่ไหนบ้างจะคิดเรื่องบ้าๆแบบนี้ได้ คนอย่างนี้ควรจะได้รับบทเรียนเสียบ้างว่าคนอื่นก็มีหัวจิตหัวใจเหมือนกัน ตอนนี้ราเมศว์คิดได้แล้ว ปราลีเองก็ควรจะคิดได้เหมือนกัน อย่าทิฐิอะไรนักหนากับความรักเลย คนเราอยู่ได้ถึงร้อยปีเมื่อไหร่ ความสุขความรักอยู่ใกล้ๆ แค่นี้ก็รีบคว้าเอาไว้ก่อนที่มันจะล่วงเลยไปไม่ดีกว่าหรือ ปราลีถึงกับออกปากว่าแม่เปลี่ยนไป

“ปุ๋มก็ควรจะเปลี่ยนเหมือนกัน คิดดูให้ดีนะลูกนะ”...

ทันทีที่กลับจากเรียนบัลเล่ต์ ลิ้นจี่เรียกสุนีรัตน์มาถามหลอกถามโน่นถามนี่โดยมีขนมคัพเค้กหน้าตาน่ากินมาเป็นตัวช่วย และไม่ลืมหลอกถามว่าราเมศว์รออยู่ที่โรงเรียนตลอดเวลาเลยหรือ

“เปล่าค่ะพี่เมศว์บอกน้องรัตน์ว่าออกไปกินก๋วยเตี๋ยว”

ลิ้นจี่ตาวาวด้วยความไม่พอใจ ตามไปเล่นงานราเมศว์หาว่าที่พาสุนีรัตน์ไปเรียนเต้นบัลเล่ต์เป็นแค่ข้ออ้างที่เขาจะได้ไปพบใครบางคน แล้วประกาศกร้าวตราบใดที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ เขาจะทอดทิ้งสุนีรัตน์ไม่ได้ เธอคือผู้หญิงคนเดียวที่ท่านยอมรับเป็นลูกสะใภ้ ราเมศว์สวนทันทีที่ยอมรับเพราะเธอปัญญาอ่อนใช่ไหม

“ถ้าฉันบอกว่าใช่แล้วแกจะทำไม...อ้อ หรือว่าจะเนรคุณฉันอย่างที่ไอ้รังมันทำ ก็เอาสิ จะได้รู้กันไปเลยว่าฉันมีกรรม ทำบุญกับใครไม่ขึ้น ปีกกล้าขาแข็งกันทั้งนั้นนี่”

ราเมศว์ไม่ได้คิดจะเนรคุณแค่อยากมีชีวิตของตัวเองบ้าง ลิ้นจี่รู้ว่าเขาเห็นน้ำตาไม่ได้ แกล้งบีบน้ำตาคร่ำครวญต่างๆนานา เขาใจอ่อนเหมือนเดิมรีบเข้าไปกราบขอโทษที่ทำให้ท่านไม่สบายใจ ลิ้นจี่ลอบยิ้มพอใจแกล้งถามว่าเขาจะไม่ทิ้งท่านไปไหนแล้วใช่ไหม เขาสัญญาจะไม่ทิ้งท่านถึงเขาจะไปมีครอบครัวกับคนที่เขารักก็ตาม ลิ้นจี่หุบยิ้มทันควันแบบนั้นคือการทิ้ง ถ้าเขามีผู้หญิงอื่นก็เท่ากับทิ้งท่าน เนรคุณท่าน

“นังอำ พาฉันกลับห้อง แล้วออกไปซื้อยาฆ่าแมลงมา”...

จากนั้นไม่นาน ราเมศว์ไปหาน้องชายที่บ้าน เล่าเรื่องที่มีปากเสียงกับลิ้นจี่ให้ฟังรวมทั้งเรื่องยาฆ่าแมลงด้วย รังสรรค์หัวเราะลั่น ปลอบพี่ชายว่าไม่ต้องกังวลท่านไม่เอายานั่นมากินเอง แต่จะเก็บเอาไว้ใส่ในอาหารให้ราเมศว์กินมากกว่า ท่านเคยเอายานอนหลับให้เขากินมาแล้วทำไมจะเอายาฆ่าแมลงให้กินไม่ได้

“ตกลงพี่เมศว์ตัดสินใจแน่นอนเรื่องปุ๋มแล้วใช่ไหมครับ”

“ใช่ ถึงตอนนี้เธอจะยังไม่ยอมรับแต่พี่จะพยายามแสดงความจริงใจให้เธอใจอ่อนให้ได้”

ทั้งคู่มัวแต่คุยกันไม่ทันเห็นเตือนตากับป้าวิไลแอบฟังอยู่ ราเมศว์ยังบอกรังสรรค์อีกว่าพรุ่งนี้จะลองไปคุยกับคุณหญิงเจริญศรีดู รังสรรค์เห็นดีด้วยแต่คิดว่าคงไม่ได้ผล เขาจะลองดูแม้จะไม่มีหวัง รังสรรค์ดีใจที่เห็นเขาเปลี่ยนไปในทางที่ดี ตนอยากเห็นเขาเป็นอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว และขอภาวนาให้เขาทำสำเร็จ

ooooooo

เป็นอย่างที่รังสรรค์ว่าไว้ไม่มีผิด คุณหญิงเจริญศรีประกาศกร้าวจะไม่ยอมให้ราเมศว์หย่ากับสุนีรัตน์เด็ดขาด เขาพยายามอธิบายว่าอยู่ด้วยกันต่อไปรังแต่จะทรมานด้วยกันทั้งสองฝ่าย สุนีรัตน์เองก็ไม่มีความสุข ไม่ว่าเขาจะยกเหตุผลอะไรขึ้นมาพูด คุณหญิงเจริญศรีก็ไม่ฟัง ยังคงยืนกรานเสียงเข้ม

“ยังไงก็ไม่หย่า เข้าใจไหม เธอแต่งงานกับน้องรัตน์แล้ว เธอก็ต้องดูแลรับผิดชอบแกไปตลอดชีวิต”...

ขณะที่ราเมศว์ถูกคุณหญิงเจริญศรีเกรี้ยวกราดใส่ที่มาขอหย่าขาดจากสุนีรัตน์ ลิ้นจี่นั่งเบื่อๆหยิบมือถือขึ้นมาเปิดดูรูปที่คุณหญิงเจริญศรีไลน์มาให้ดู เห็นภาพสวีตหวานของพิศวาสกับสารัตน์ก็จำได้ทันที

“ใช่แล้ว ผัวเด็กของนังแสงรวีตัวดีนั่นเอง นี่คงผลาญเงินนังเมียแก่หมดแล้วน่ะสิ ถึงได้มาเกาะยัยพิศวาสบาดใจ สมน้ำหน้า” ลิ้นจี่หัวเราะสะใจ...

ทางด้านคุณหญิงเจริญศรีร้อนใจมาก ลากตัวแจ่มจิต ออกมาคุยกันตรงมุมปลอดคน ต่อว่าต่อขานว่าดูแลสุนีรัตน์อย่างไรถึงได้ปล่อยให้ราเมศว์มาขอหย่า เธอถึงกับตบอกผาง ก่อนจะยุส่งอย่ายอมให้หย่าเด็ดขาด คุณหญิงตั้งใจจะทำอย่างนั้นอยู่แล้ว แต่อยากจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเขาถึงได้ลุกขึ้นมาขอหย่า

“ก็ไม่เห็นมีอะไร แจ่มยังเห็นเธอรักและเอาใจใส่น้องรัตน์เสมอต้นเสมอปลาย ดูเหมือนคุณราเมศว์พยายามจะทำให้น้องรัตน์ได้เห็นโลกภายนอกมากขึ้นด้วย”

“แล้วเกิดอะไรขึ้น ฉันคงต้องคุยกับคุณพี่ลิ้นจี่ดูแล้ว” คุณหญิงเจริญศรียังงุนงงไม่หาย...

ลิ้นจี่ทราบเรื่องที่ราเมศว์ไปพูดกับคุณหญิงเจริญศรีจะขอหย่าขาดจากสุนีรัตน์จึงเรียกลูกชายมาต่อว่าว่าทำแบบนี้ไม่สงสารน้องบ้างเลยหรือ เขารับปากถึงแม้จะหย่ากันก็จะไม่ทอดทิ้งเธอและยังมีเธอเป็นน้องสาวตัวเล็กๆ ของเขาเสมอ ลิ้นจี่ตวาดลั่นไม่ได้ขอเธอให้มาเป็นน้องสาว และที่สำคัญท่านไม่อนุญาตให้หย่า

“ผมเป็นคนนะครับคุณแม่” ราเมศว์ตัดพ้อ

“เออ รู้อย่างนี้ฉันเลี้ยงหมาให้รู้แล้วรู้รอด หมามันคงไม่เนรคุณฉันหรอก ออกไป” ลิ้นจี่มองตามแค้นใจ...

โดนด่าว่าเนรคุณบ่อยๆ ราเมศว์เริ่มไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ตัวเองทำถูกต้องหรือเปล่า สุคนธ์ต้องพูดให้กำลังใจและยืนยันว่าเขามาถูกทางแล้ว แค่ต้องใจแข็งให้ตลอด รอดฝั่งเพราะถ้าใจอ่อนตอนนี้จะไม่มีวันหลุดพ้นจากนรกนี่ได้ ในที่สุดเขาก็จะสูญเสียลูกเมียที่เขารักไปตลอดกาล

“คุณเมศว์มาได้ครึ่งทางแล้วเกือบจะสำเร็จแล้ว อย่าได้ใจอ่อนย้อนกลับไปอีกเลย พี่ขอร้อง คุณแม่ท่านจะไม่มีวันยอมแพ้ท่านจะพยายามใช้อาวุธทุกอย่างที่มีเพื่อดึงคุณเมศว์กลับไปเป็นอย่างเดิมให้ได้เพราะฉะนั้น คุณเมศว์จะต้องเข้มแข็งไว้” สุคนธ์พูดไม่ทันขาดคำ สุนีรัตน์ หนึ่งในอาวุธของลิ้นจี่วิ่งเข้ามากอดราเมศว์ ชวนให้ไป วาดรูประบายสีด้วยกัน แล้วลากแขนเขาออกไป...

อาวุธอีกอย่างหนึ่งของลิ้นจี่ก็คือพวน ท่านโทร.จิกเธอให้มาพบที่บ้าน ครั้นเห็นหน้าเท่านั้น ลิ้นจี่ต่อว่ายกใหญ่ที่ทำงานสะเพร่าทำให้ปราลีพาลูกหนีไปได้ พวนถือโอกาสนี้เอาเงินมาคืน ในเมื่อทำงานไม่สำเร็จเธอก็ไม่ควรได้เงินค่าจ้าง ลิ้นจี่ไม่อยากได้เงินคืน และที่เรียกเธอมาพบเพราะมีงานชิ้นใหม่ให้ทำ จะให้เธอช่วยสืบหาบ้านปราลี เธอเคยทำงานเป็นผู้คุมน่าจะมีสายสนกลใน พอช่วยเหลือได้

“ดิฉันออกจากงานนานแล้ว”

“แต่คนที่แกรู้จักก็ยังเท่าเดิม ไปจัดการทำตามที่ฉันบอก เอาเงินที่แกจะคืนฉันนั่นแหละเป็นค่าจ้าง” ลิ้นจี่มองพวนอย่างรู้สึกผิดสังเกตที่ไม่ค่อยกระตือรือร้นเหมือนอย่างเคย...

พวนร้อนใจเป็นห่วงปราลีกับลูกหมูรีบมาหาที่บ้านเล่าเรื่องที่มาพบกับลิ้นจี่ให้ฟัง เตือนให้เธอระวังตัวไว้ ปราลีประกาศกร้าวจะไม่หนีไม่ซ่อนตัวอีกต่อไปแล้ว ดีไม่ดีจะอุ้มลูกหมูไปเยี่ยมลิ้นจี่ให้รู้แล้วรู้รอด บ้านเมืองมีขื่อมีแปจะต้องไปกลัวทำไม พวนเตือนว่าคุณนายตัวแสบ นั่นเล่ห์เหลี่ยมเยอะ

“ยังไงก็ไม่กลัว” ปราลียืนกราน เป็นจังหวะเดียวกับมีเสียงแตรรถของแสงรวีดังขึ้น เธอขอร้องพวนอย่าพูดเรื่องนี้ให้แม่กับเขียนฟัง เธอไม่อยากให้พวกท่านตกใจ...

หลังจากคิดทบทวนอยู่หลายตลบในที่สุดปราลีตัดสินใจบอกแม่เรื่องที่ลิ้นจี่สั่งให้พวนส่งคนมาตามหาลูกหมูจะเอาตัวกลับไปให้ได้ และเธอจะไม่ยอมอยู่เฉย อีกต่อไปจะไปพูดกับยัยคุณนายนั่นให้รู้เรื่องว่าลูกหมูเป็นลูกของตนใครจะมาแตะต้องไม่ได้ อีกทั้งจะบอกให้ท่านเลิกล้มความตั้งใจบ้าๆสักที

“ก็ดีเหมือนกัน แม่จะไปกับปุ๋มด้วย”

ooooooo

ราเมศว์กำลังจะไปส่งสุนีรัตน์ที่โรงเรียนสอนวาดรูป ตอนที่เห็นนพดลเดินนำแสงรวีกับปราลีเข้ามา เขารีบเดินตามสองแม่ลูกไม่สนใจเสียงโวยวายของสุนีรัตน์ที่เรียกให้เขากลับมาพาเธอไปส่งโรงเรียนก่อน สุคนธ์นั่งทำงานอยู่ในห้องกระจกเห็นสุนีรัตน์ร้องงอแงรีบออกมาถามว่ามีอะไรหรือ

“ก็พี่เมศว์น่ะสิ มัวแต่เดินตามยัยคนนั้น น้องรัตน์กลัวยัยคนนั้นจะแย่งพี่เมศว์ไป”

“ไม่มีใครแย่งใครหรอกค่ะ น้องรัตน์มารอกับพี่สุในห้องทำงานก่อนดีกว่า พี่สุอยากเห็นน้องรัตน์วาดรูป น้องรัตน์ไปเรียนวาดรูปมาไม่ใช่หรือคะ พี่สุอยากวาดดอกไม้ น้องรัตน์ช่วยสอนให้พี่สุหน่อยได้ไหม”

สุนีรัตน์พยักหน้าอย่างกระตือรือร้นลืมเรื่องราเมศว์ ไปเสียสิ้น...

อีกมุมหนึ่งในห้องรับแขก ราเมศว์เป็นกังวลว่าสองแม่ลูกมาพบกับแม่ของตนทำไม พยายามจะซักไซ้เอาความจริง แต่ปราลีไม่ยอมบอกอะไร แถมขู่ถ้าไม่ไปตามลิ้นจี่มาพบ เธอจะเดินไปหาท่านเอง ราเมศว์ถึงได้พยักหน้าให้น้อยเป็นทำนองให้ไปตามคุณแม่ ไม่นานนัก อำไพเข็นรถเข็นพาลิ้นจี่เข้ามา ท่านไม่อยากให้ราเมศว์รู้เรื่องที่จะคุยกันไล่ให้ไปส่งสุนีรัตน์ อ้างมีเรื่องจะคุยกับแขกทั้งสองคนหลายเรื่อง เขาอึกอัก

“ไปเถอะจ้ะ เดี๋ยวเมียของลูกจะรอ ไปเถอะ” ลิ้นจี่มองตามราเมศว์ที่เดินออกไปพลางสรรเสริญไล่หลัง “ขบวนรักเมียตามใจเมียน่ะต้องยกให้ราเมศว์ พาไปเรียนเต้นพาไปเรียนวาดรูป เรียนเปียโน เรียน...”

“เราไม่ได้มาฟังคุณพี่พร่ำพรรณนาถึงความรักของลูกชายลูกสะใภ้หรอกค่ะ”

“ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเธอจะเป็นแม่ของแม่คนนี้” ลิ้นจี่ยิ้มเยาะแสงรวี ปราลีสวนทันทีว่าตนเองชื่อ ปราลีไม่ใช่ชื่อแม่คนนี้ ลิ้นจี่ไม่วายจิกกัดก่อนจะคุยธุระกันต้องขอชมแม่ของปราลีว่าเก่งมากเลี้ยงลูกได้เหมือนตัวเองไม่มีผิดเพี้ยน แสงรวีอยากรู้พูดแบบนี้หมายความว่าอย่างไร

“ก็หมายความว่าเธอเก่งที่สามารถเลี้ยงลูกออกมาได้เป็นผู้หญิงพรรค์นั้นเหมือนกันน่ะสิ”

“คุณนายก็เก่ง...เก่งที่เลี้ยงลูกจากที่เป็นคนอยู่ดีๆมากลายเป็นเหมือนสัตว์ตัวหนึ่ง” ปราลีโต้ไม่ยอมแพ้

ลิ้นจี่โดนยอกย้อนให้บ้างถึงกับจุกแทบกระอัก จ้องเธอราวกับจะเผาให้มอดไหม้

ooooooo