advertisement

รอยมาร ตอนที่ 5

บทประพันธ์ พัดชา จากบทละครโทรทัศน์ทางช่อง 3 โดย ผิน เกรียงไกรสกุล
25 ต.ค. 2554 11:10

สายวันนี้ สไบนางกับระเบียบคู่หูชวนกันไปเก็บชมพู่ที่สวน ระหว่างคุยกันประสาวัยรุ่นนั้น ระเบียบเอ่ยถึงนายมาร์คที่บ้านไทย สไบนางเถียงว่าเขาชื่อนายมาต่างหาก แต่เมื่อบรรยายรูปร่างลักษณะผิวพรรณกันแล้ว นายมากับนายมาร์คไม่เหมือนกันเลย

ทั้งสองเลยท้าไปดูตัวกัน เพราะวันนี้มาร์คอยู่บ้าน

เมื่อพากันไปถึงหน้าบ้านไทยประยุกต์ ไปยืนมองจากริมรั้ว เห็นหัสดินกำลังสั่งงานคนงานที่สนามหน้าบ้าน สไบนางบอกว่าคนนี้คือลูกชายลุงมีชื่อนายมา ระเบียบเถียงว่าไม่ใช่ คนนี้คือคุณหัสดินเพื่อนคุณมาร์ค สไบนางหาว่าระเบียบเถียงทำเป็นรู้ดี พูดราวกับว่ามาที่นี่บ่อยๆ

“บ่อยสิคะยายจันทร์กับน้าแรมเขาซี้กันจะตาย ทำอาหารแลกกันชิมประจำ”

แต่สไบนางก็ยังไม่เชื่อท้าไปพิสูจน์กัน ว่าแล้วก็เดินอาดๆเข้าไปหาหัสดินถึงตัวก็ผลักหลังจนเขาเซ ทำกร่างถามว่า “คุณเป็นใครกันแน่ คุณชื่อนายมาลูกลุงมีหรือว่าหัสดินหัสโคลนอะไรกันแน่”

ไม่ทันที่หัสดินจะตอบก็ถูกสไบนางจับหักแขกบิดจนร้องจ๊าก

“ปล่อยเพื่อนฉันเดี๋ยวนี้นะ” เสียงอุปมาสั่งก่อนเดินเข้ามา พอเห็นชัดๆ ว่าเป็นสไบนางก็พูดยั่วว่า “คิดว่าใครที่แท้ก็จิ๊กกี๋ริมคลองนี่เอง” แล้วหันถามหัสดินว่า “เขามาหาเรื่องอะไรแกวะหัส”

พอได้ยินอุปมาเรียก “หัส” เท่านั้น สไบนางก็แน่ใจว่าถูกหลอกจริงๆ เข้าไปถองหัสดินด่าว่าว่างมากใช่ไหม ทั้งทุบ ถอง หักแขน เสียจนหัสดินร้องโอดโอยแต่เขาไม่สู้

แต่พอหันมองอุปมาเห็นเขาจ้องอยู่ยิ้มกวนๆ สไบนางเสียววาบกลัวจะถูกจูบซํ้ารอยรีบผละไปยืนกับระเบียบ อุปมาถามหัสดินว่ามีเรื่องอะไรกัน หัสดินตอบหน้าเบ้เพราะโดนน่วมไปทั้งตัวว่า

“ก็ที่เคยเล่าไง ฉันไปหลอกเขาว่าฉันเป็นแก”

“หาเรื่อง...เด็กแสบนี่มา แสดงว่าคุณย่าก็ต้องมา ไปเยี่ยมญาติเจ้าสาวเป็นเพื่อนฉันหน่อยสิ”

อุปมากอดคอหัสดินพาเดินไปทางบ้านสวน

ooooooo

คุณหญิงมาบ้านสวนทีไรก็จะเก็บผลไม้สดๆ จากสวนจัดใส่ตะกร้าไปฝากญาติมิตรเป็นประจำ วันนี้ก็เช่นกัน เก็บผลไม้แล้วมานั่งจัดอยู่กับยายจันทร์ที่ท่าน้ำ เล่าให้ยายจันทร์ฟังเรื่องจะยกบ้านสวนให้สไบนาง

“ยกบ้านให้คุณบีซะก็ดีค่ะ คุณมุขเธอได้มากเกินไปแล้ว” ยายจันทร์เห็นด้วย

“เธอพูดให้ฉันได้อายนะแม่จันทร์ ตามุขทำให้ฉันเจ็บจริงๆ ตั้งแต่หนุ่มยันแก่ เวรกรรมอะไรของฉันก็ไม่รู้” คุณหญิงถอนใจหนักหน่วง ยายจันทร์ถามว่าทศยังไม่รู้เรื่องใช่ไหม “เรื่องใหม่นี่ยังไม่มีใครรู้แน่ แม้แต่แม่จิตรากับแม่เม แต่เรื่องเก่าพ่อทศรู้แล้วล่ะ รู้นานแล้ว ตั้งแต่พ่อทศยังวัยรุ่นอยู่”

แล้วคุณหญิงก็เล่าเรื่องทศวรรษให้ยายจันทร์ฟังว่า ทศวรรษถูกวิจิตราด่าเสมอว่าเป็นลูกกาฝาก จนคุณหญิงต้องบอกประมุขให้เตือนวิจิตราให้เลิกด่าทศวรรษแบบนั้นเสียที ประมุขรับปากจะเตือนวิจิตราให้ ตอนนั้น คุณหญิงย้ำว่า “เตือนไม่พอต้องกำชับไม่ให้พูดแบบนี้อีก กลัวเด็กมันจะไม่รู้รึไงว่าเป็นลูกกำพร้า”

เล่าถึงตอนนี้แล้ว คุณหญิงบอกยายจันทร์อย่างเสียใจว่า

“ฉันไม่รู้เลยว่า ตอนนั้นพ่อทศยืนอยู่หน้าห้อง ได้ยินทุกอย่างที่ฉันพูด”

หลังจากนั้นทศวรรษก็มารบเร้า อ้อนวอน กระทั่งขู่ว่าถ้าคุณหญิงไม่เล่าความจริงเรื่องประวัติของตนให้ฟังก็จะขนของออกจากบ้านไป จนคุณหญิงต้องเล่าความจริงให้ฟัง ทศวรรษรำพึงอย่างเจ็บปวดว่า

“ตกลงพ่อประมุขไม่ใช่พ่อแท้ๆ ของผมใช่ไหมครับคุณย่า...”

หลังจากนั้นเขาก็ไม่ยอมทานข้าวร่วมโต๊ะกับคุณหญิงบอกว่าตนควรทานข้าวกับพวกเด็กรับใช้ถึงจะถูกเพราะ

“ผมไม่มีความเกี่ยวดองกับใครสักคนในบ้านหลังนี้ ผมมันลูกไม่มีพ่อไม่มีแม่ มันไม่ต่างอะไรกับเด็กข้างถนนถูกเก็บมาเลี้ยงหรอกครับ”

คุณหญิงบอกยายจันทร์ว่า นี่ขนาดตนไม่ได้เล่ารายละเอียดยังขนาดนี้ แต่หลังๆ มานี้ดีขึ้นหน่อย มีความคิดสุขุมเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก คุณหญิงพูดอย่างโล่งใจขึ้นว่า

“ดีที่ได้สมบัติเก่าของแม่ส่งเสียไปเรียนเมืองนอกเมืองนา”

“พ่อมีเขากลับมาแล้วนะคะคุณท่าน เจ้าของบ้านไทย-ฝรั่งหลังใหญ่นั่นไงคะ” ยายจันทร์เปลี่ยนเรื่องทำให้คุณหญิงถอนใจ เปรยๆ ว่าเขาคงมาทวงหนี้ของเขา ถามยายจันทร์ว่า ฉันจะทำยังไงดีแม่จันทร์...

ooooooo

จนใกล้เที่ยง ยายจันทร์กับบังอรกำลังช่วยกันทำลอดช่องไว้ทานตอนบ่าย ทำไปคุยกันไป ยายจันทร์ฟังคำถามของบังอรแล้วพูดออกตัวอย่างลำบากใจว่า ตนก็ไม่อยากพูดมากหรอกแต่เห็นบังอรเป็นคนกันเองและเป็นคนใหม่ ไม่รู้อะไรหรอก เพราะอดีตของบ้านสวนสลับซับซ้อนราวกับนิยาย

แล้วยายจันทร์ก็ตัดสินใจเล่าสรุปสั้นๆให้ฟังว่า บารมีส่งอุปมาไปที่บ้านอัคราชเพื่อดูตัวเจ้าสาว ทำเอาบังอรมองอึ้ง ทวนคำ “ดูตัวเจ้าสาว...”

“ค่ะ คุณประมุขขอให้คุณท่านต้อนรับขับสู้ว่าที่ลูกเขยอย่างดีที่สุด”

บังอรซักถามจนรู้ว่าเจ้าสาวของอุปมาคือเมธาวี แต่เป็นเจ้าสาวละลายหนี้ให้พ่อ ยายจันทร์พูดอย่างสมเพชว่า “คุณประมุขผลาญสมบัติไม่พอ ยังชุ่ยคิดขายลูกกิน”

“ตายจริง...คุณเมร่ำเรียนมาตั้งสูงจะยอมเหรอยาย”

“คุณท่านบอกว่าถ้าคุณเมไม่ยอมบ้านเราก็ล้มละลาย ขายบ้านอัคราชยังไม่พอใช้หนี้ บ้านจะไม่มีให้ซุกหัวนอนกันแล้วล่ะค่ะ คุณท่านคงอัดอั้นตันใจมากถึงเล่าให้ยายฟังเมื่อเช้า อย่าพูดไปนะคะคุณบังอร ความลับสุดยอด” ยายจันทร์ย้ำ

พอดีอุปมาเข้ามาทัก หัสดินกระเซ้าว่า ทำลอดช่องอยู่หรือ เผื่อแขกไม่ได้นัดด้วยหรือเปล่า ยายจันทร์บอกว่า เผื่อแบ่งไปที่บ้านไทยอยู่เหมือนกัน หัสดินรีบขอบคุณ

อุปมาทักบังอรว่า “คุณบังอรมา แสดงว่าคุณย่าต้องมาด้วยใช่ไหมครับ ช่วยเรียนคุณย่าด้วย ว่าผมอยากมากราบขอโทษเรื่องเมื่อวาน”

“ได้ค่ะ รอสักครู่นะคะ” บังอรรับคำแล้วลุกไป อุปมาแปลกใจที่เห็นบังอรสีหน้าขรึมผิดปกติ

ooooooo

ครู่หนึ่ง อุปมากับหัสดินก็ขึ้นไปนั่งที่ห้องรับแขก เมื่อคุณหญิงเดินเข้ามาทั้งสองลุกขึ้นยกมือไหว้ อุปมา แนะนำหัสดินแก่คุณหญิงว่าเป็นเพื่อนตน เป็นวิศวกรปลูกบ้านให้ตน

“คุณย่าเคยไปเที่ยวบ้านมาร์ครึยังครับ ใกล้ๆ แค่นี้เอง เดินไปได้ คุณบีไปเที่ยวบ่อยนะครับ เมื่อกี้ก็เพิ่งไปมา” หัสดินเล่าให้คุณหญิงฟัง ทำเอาคุณหญิงตกใจ ถามว่าสไบนางไปหาเรื่องอะไรอุปมาอีกรึเปล่า อุปมาพูดกลั้วหัวเราะขำๆ ว่า

“เปล่าครับ วันนี้เขาไปเล่นงานหัส โทษฐานหลอกลวง”

ฟังหัสดินเล่าเรื่องที่ตนหลอกสไบนางแล้ว คุณหญิงบอกทั้งสองอย่างเกรงใจว่า ถ้าสไบนางไปทำอะไรเสียมารยาทก็ขอโทษด้วย บ่นว่าซนเหลือเกิน คนชินกันมาก็ว่าน่ารัก คนไม่เคยก็ว่าดื้อ

“ลุงบารมีก็ว่าน้องบีน่ารัก ลุงบอกว่าเป็นเพื่อนซี้” หัสดินเล่ายิ้มแย้ม พลางส่งถุงของฝากให้อุปมา

อุปมารับถุงแล้วส่งต่อให้คุณหญิง บอกว่าคุณพ่อซื้อผ้าปูโต๊ะมาฝาก คุณหญิงรับไปวางไว้บนโต๊ะ พูดเหมือนเกรงใจแต่น้ำเสียงเคืองๆ ว่า

“ทีหลังไม่ต้องก็ได้นะ”

หัสดินกับอุปมามองหน้ากันเชิงปรึกษา หัสดินพยักหน้า อุปมาจึงเอ่ยขอโทษคุณหญิงเรื่องเมื่อวาน ซึ่งคุณหญิงก็บอกว่าเรื่องผ่านไปแล้ว อย่าให้เกิดซํ้าสองอีกก็แล้วกัน ทำให้อุปมาถอนใจโล่งอก

ฝ่ายสไบนางเข้าไปดูบังอรทำลอดช่อง พอรู้ว่าคุณย่ามีแขกคุยกับอุปมาอยู่ก็หงุดหงิดขึ้นมาทันที

“แค่นี้ก็รีบแจ้นมาฟ้องคุณย่าเลยนะ” สไบนางจะขึ้นไปเอาเรื่อง บังอรรีบฉุดไว้ขอร้องให้นั่งลง อย่ามีเรื่องให้คุณย่าต้องไม่สบายใจอีกเลย เธอจึงยอมนั่งลง แต่ไม่วายมองไปทางห้องรับแขกเคืองๆ

ooooooo

จากการคุยอย่างต้องการเรียนรู้อีกฝ่าย หัสดินเป็นฝ่ายเริ่ม เกริ่นว่ามาร์คเล่าว่าคุณลุงรู้จักกับคุณย่าตั้งแต่สมัยเด็กๆเลยหรือ

“ใช่จ้ะ พ่อมีเป็นเด็กดี เอาการเอางาน ตัวดำเมี่ยม ขยันลอกท้องร่องท้องคู เป็นเพื่อนกับพ่อของเมกับพ่อของบีเขา” คุณหญิงเล่าด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แต่พออุปมาบอกว่าพ่อเล่าว่ามีเพื่อนรักอยู่คนหนึ่งชื่อประจักษ์ รอยยิ้มคุณหญิงก็จางลงก่อนบอกว่า “พ่อของแม่บีเขานั่นแหละ ลูกชายคนเล็กของย่าเอง เสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่บีได้ 4-5 ขวบ”

จากการถามบ้างเล่าบ้างของอุปมา คุณหญิงเล่าว่า พ่อของบีเสียชีวิตไปด้วยไข้ป่า ตั้งแต่เธออายุ 4-5 ขวบ ส่วนแม่ของเธอตกน้ำตาย ครั้นอุปมาถามว่าแม่ของบีว่ายน้ำไม่เป็นหรือ คุณหญิงไม่ตอบแต่กลับย้อนถามว่า พ่อของเขาเคยเล่าอะไรเกี่ยวกับอดีตให้ฟังบ้างไหม พลางขยับเตรียมฟัง

“พ่อเล่าว่า ปู่รวยมาก เคยรับจำนองที่ดินของเศรษฐีผู้ดีเก่าไว้ แต่เศรษฐีคนนั้นไม่รู้”

อุปมาเล่าว่า เหตุที่เศรษฐีคนนั้นไม่รู้ เพราะลูกหลานขโมยไปจำนอง คุณปู่ตั้งใจจะบอกเศรษฐีคนนั้นเหมือนกัน แต่หาโอกาสไม่ได้และคุณปู่ก็ไม่รู้จะพูดยังไงด้วย เพราะลูกหลานของคนนั้นขอร้องไว้ รับปากว่าจะพยายามหาเงินมาไถ่คืนให้เร็วที่สุดโดยไม่ให้ทางบ้านรู้

คุณหญิงถามว่า แล้วยังไงต่อไป อุปมาเล่าเนิบๆว่า

“พ่อรับรู้ไว้เฉยๆ ไม่บอกทางบ้านเศรษฐีเหมือนกัน ทั้งที่รู้จักเป็นเพื่อนกับคนบ้านนั้น...ไม่นานความฉิบหายก็มาเยือนพ่อ ปู่ย่า และอาของผม” เสียงอุปมาแข็งกร้าวขึ้นทุกที

ยิ่งฟังคุณหญิงก็ยิ่งรู้สึกกดดันจนแม้แต่น้ำลายก็ยังกลืนไม่ลงคอ แต่พยายามฝืนกลั้นใจฟังนิ่งๆ

ooooooo

ที่อุปมาบอกคุณหญิงว่าความฉิบหายมาเยือนพ่อ ปู่ย่า และอาของตนคือ...

ขณะบารมีเดินผ่านสวนกลับบ้านในค่ำวันนั้นมีชาวบ้าน แอบมาบอกว่าให้รีบหนีไปเสียเพราะตำรวจล้อมบ้านเขาไว้หมดแล้ว ด้วยข้อหาว่าบ้านเขาพัวพันกับพวกค้าอาวุธสงคราม บารมีตกใจมากที่ถูกตั้งข้อหาร้ายแรงถามว่าพ่อกับแม่ตนล่ะ

“ไม่รู้ ไม่มีใครกล้าเข้าไปเฉียดบ้านพ่อมีหรอก รีบหนีไปเถอะ เร็วสิพ่อมี พวกมันตามล่าพ่อมีอยู่นะ” ชาวบ้านผู้นั้นเร่งเร้า

ค่ำวันนั้น เศรษฐีเทียนถูกยิงตายจมกองเลือดที่บันไดบ้าน ขณะวิ่งหนีลงมา ส่วนศรีอำไพกับแม่พากันวิ่งมาใต้ถุนบ้าน แม่บอกให้ศรีอำไพแยกไป แม่จะล่อพวกมันไปอีกทาง ศรีอำไพไม่ยอมไป แต่จู่ๆก็มีมือลึกลับมากระชากศรีอำไพหลบไปหลังพุ่มไม้และเอาอีกมืออุดปากไว้ไม่ให้ร้อง

ไม่ทันไรแม่ที่วิ่งแยกไปก็ต้องรีบยกมือยอมแพ้เมื่อมีปืนจ่อมาตรงหน้า พริบตาเดียวแม่ก็ถูกยิงเสียชีวิตทั้งที่ตายังเบิกโพลง ที่พุ่มไม้ใกล้ๆนั้นมีชาวบ้านที่ซ่อนตัวอยู่เห็นเต็มตา ตกใจทำพุ่มไม้ไหวเลยถูกมือปืนนั้นไล่ยิง ดีแต่ชาวบ้าน คนนั้นชำนาญภูมิประเทศจึงหนีรอดไปได้คุณหญิงฟังอุปมาเล่า ยิ่งฟังหน้าก็ยิ่งซีดเผือด นั่งนิ่งเงียบกริบเหมือนถูกสาป มีเพียงน้ำตาที่เอ่อท้นขึ้นมา เท่านั้นที่บ่งบอกว่ายังมีความรู้สึกอยู่อุปมาเล่าสิ่งที่รับรู้จากพ่อให้ฟังอีกว่า “เพื่อนบ้านยังเล่าอีกว่าลูกหลานเศรษฐีคนนั้นเป็นทหารสวมเครื่องแบบสีเดียวกับพ่อ แต่ยศน้อยกว่า ที่สำคัญมันเป็นเพื่อนของพ่อ มีละแวกบ้านติดกัน จึงรู้ทุกช่องทางเข้าออกบ้านพ่ออย่างดี มันบุกทำการอย่างรวดเร็วทุกอย่าง”

อุปมาจับตามองคุณหญิงถามอย่างสุขุมเยือกเย็นว่า“

แล้วคุณย่าทราบไหมครับว่าใครเป็นคนช่วยคุณอาศรีอำไพไว้”

ที่แท้คือประจักษ์นั่นเอง ประจักษ์เห็นแม่ของบารมีถูกยิงตายไปกับตา ศรีอำไพร้องไห้ตะโกนเรียกแม่ ประจักษ์เร่งให้หนีไปก่อนพลางปิดปากศรีอำไพที่ร้องไห้อย่างหนัก พาวิ่งไปในสวนตกท้องร่องสวนก็พากันฉุดลากขึ้นมา หนีซมซานกลับไปที่บ้าน

ส่วนบารมีไปซ่อนตัวที่บ้านชาวสวนผู้หวังดี เขาเป็นห่วงพ่อกับแม่ แต่เพื่อนบ้านบอกให้รีบหนีไปก่อนเพราะตอนนี้บ้านเขาถูกไฟไหม้ไปครึ่งหลังแล้ว พลางพาบารมีลัดเลาะหลบหนีไปในความมืด...

ooooooo

เล่าถึงตรงนี้อุปมาลุกขึ้นยืนดันเก้าอี้ไปข้างหลังเกิดเสียงดังจนคุณหญิงที่นิ่งอึ้งถึงกับสะดุ้งเฮือก

“ต่างคนต่างเล่าเรื่องไปคนละทาง เสริมแต่งกันจนสนุกปาก” อุปมาเอ่ยขึ้น จ้องหน้าคุณหญิง “บางคนก็แต่งเติมเรื่องเพื่อปกป้องลูกหลานตัวเองจนตอนนี้ไม่รู้ว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องจริงเรื่องเท็จ”

คุณหญิงมองต่ำไม่กล้าสบตาอุปมาที่จ้องอยู่ เขาเล่าต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า

“หลายคนเล่าว่า ช่วงชุลมุนสมบัติของปู่กับย่าถูกรื้อค้นกระจุยกระจาย พอเรื่องเรียบร้อย บ้านเหลือแต่ซาก พ่อกลับมาตามหาน้องสาว แต่แปลก พ่อไม่พบน้องสาวอีกเลย”

“อ้าว ไหนว่าเพื่อนลุงมาช่วยน้องสาวไปไง” หัสดินถามขึ้น

“ใช่ เขาช่วยพาไปฝากไว้กับญาติ แต่จากนั้นน้องก็หายสาบสูญ พ่อเดาได้ว่าอาไพต้องถูกฆ่าปิดปากเพราะเธอเป็นคนเดียวที่เห็นเหตุการณ์ว่าใครคือคนฆ่าคุณปู่”

คุณหญิงลุกขึ้นขอให้อุปมาหยุดเล่าเพราะเรื่องเนิ่นนานมากแล้วพยานหลักฐานก็ไม่มี มีแต่คำบอกเล่าปากต่อปาก ความจริงเหลือ 10 เปอร์เซ็นต์ถึงหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่อุปมาขอต่ออีกนิดเดียว เพราะตนมีเรื่องอยากจะถามหาคำตอบจากคุณย่า ทำเอาคุณหญิงกลืนน้ำลายฝืดคอ จำต้องฟัง

“หลังจากพ่อผมทำตัวกบดานหนีออกนอกประเทศ จนได้เจอกับแม่ผม มีฐานะดีขึ้น พ่อกลับมาตามหาอาไพอีกครั้ง พ่อเลยรู้ความจริงว่าอาไพถูกฆ่าตายกลางแม่น้ำหน้าบ้านคุณปู่...คนที่เห็นเหตุการณ์เล่าถึงการฆ่าสดกลางแดดกลางน้ำว่า เป็นอุบัติเหตุ ซึ่งก็ทำได้แนบเนียนพอใช้....อาผมตาย...”

คุณหญิงน้ำตาท่วม แทบจะยืนทรงกายไม่อยู่ อุปมาเสียงแข็งขึ้นถามว่า

“คุณย่าครับ แม่ของบี คือคุณอาศรีอำไพของผมใช่รึเปล่าครับ”

คุณหญิงเข่าอ่อนทรุดนั่งกับโซฟาทันที ทันใดนั้นสไบนางก็วิ่งพรวดเข้ามาร้องเรียกคุณย่าและมองขวับไปที่อุปมาถามว่าทำอะไรคุณย่าตน บังอรพยายามเข้ามาแก้สถานการณ์ ช่วยสไบนางประคองคุณหญิงบอกว่าพาท่านกลับไปที่ห้องนอนก่อนเถอะ

หัสดินลุกไปถามอุปมาว่านี่มันเรื่องอะไรกัน ตนงงไปหมดแล้ว อุปมาไม่ตอบ เขากดโทรศัพท์มือถือโทร.ออกแล้วเดินเลี่ยงไปคุยห่างๆเมื่อต่อปลายสายติด เขาพูดหน้าเครียด

“ผมเอาผ้าปูโต๊ะมากราบขอโทษคุณหญิงรุจา ตามที่พ่อสั่งแล้วครับ”

ooooooo

หลังจากช่วยบังอรพาคุณหญิงขึ้นไปที่ห้องนอนแล้ว สไบนางคว้าร่มคันยาวลงมาเล่นงานอุปมา ไล่ฟาดไล่ตีแต่อุปมาก็หลบหลีกรอดตัวได้อย่างคล่องแคล่ว ยายจันทร์ตกใจร้องห้ามก็ถูกสไบนางไล่ไม่ให้มายุ่ง

สไบนางใช้ร่มไล่ฟาดอุปมา เสียจังหวะพลาดท่าถูกอุปมาพลิกตัวเอาร่มล็อกเธอไว้ แต่ถูกสไบนางกัดเสียจนจมเขี้ยวร้องจ๊าก

คุณหญิงได้ยินเสียงอึกทึกครึกโครมข้างล่างคาดว่าสไบนางก่อเรื่องแน่ ลุกขึ้นเดินลงมาเพลียๆ ลงมาเจอสไบนางกำลังอาละวาดอุปมาจริงๆ คุณหญิงสั่งให้หยุดเดี๋ยวนี้ สไบนางชะงัก บังอรรีบไปแย่งร่มจากสไบนาง ส่วนคุณหญิงถามอุปมาอย่างไม่พอใจว่าทำอะไรหลานตนอีก

“ผมยังไม่ทันจะทำอะไรเลยครับ อยู่ๆก็เอาร่มมาฟาดผม ดูสิครับกัดแขนผมเกือบเนื้อแหว่ง” อุปมาถลกแขนเสื้อให้ดู พูดยั่วว่าขอยืมไปเฝ้าบ้านสักวันได้ไหม ถูกสไบนางแว้ดใส่ทันที ส่วนคุณหญิงก็ให้สไบนางขอโทษอุปมาเสีย

สไบนางไม่ยอมขอโทษ คุณหญิงดุว่าอย่าเสียมารยาทเพราะอุปมาเป็นแขกของย่า พูดเชิงติติงเชิงตัดพ้อว่า “อยากเห็นย่าเครียดจนตายใช่ไหม...ย่าขออะไรอย่างได้ไหมบี”

สไบนางถามว่าอะไรหรือ คุณหญิงพูดบอกเป็นนัยว่า “ไหว้พี่เขา ฝากเนื้อฝากตัวกับพี่เขาเสีย”

“ไม่มีทางค่ะคุณย่า บีบคอบีให้ตายเสียดีกว่า” สไบนางค้อนอุปมาตาแทบกลับ คุณหญิงพูดชัดลงไปว่า

“นี่ล่ะน้องเรา ดื้อน่ารักดีไหมล่ะ” แล้วถาม “พ่อเธอ เขาคิดยังไงกับเรื่องที่ได้ยินมาทั้งหมด” เมื่ออุปมาบอกว่าไม่ทราบเพราะพ่อกำลังดำเนินการอยู่ คุณหญิงถามว่า “รวมทั้งเรื่องการแต่งงานของเธอด้วยใช่ไหม”

“นั่นคือข้อเสนอของลูกชายคุณย่านะครับ พ่อเพียงตอบสนองในขอบเขตที่พ่อเห็นควร” เมื่อคุณหญิงบอกว่าย่าไม่เข้าใจ เขาตอบตัดบทว่า “แล้วคุณย่าจะเข้าใจเมื่อพ่อผมกลับมา”

สไบนางมองหน้าคนโน้นทีคนนี้ทีบ่นว่าพูดอะไรกันไม่เห็นรู้เรื่อง ถูกอุปมามองแวบหนึ่ง ตอบห้วนๆ

“ไม่ใช่เรื่องของเด็ก” แล้วหันไปลาคุณหญิงและบังอร มองเหยียดๆมาทางสไบนางแล้วเลี่ยงไป ยังความแค้นแก่สไบนางนัก

ยายจันทร์ถือหม้อกะทิและชามใส่ลอดช่องเดินมาพอดี สไบนางพรวดเข้าไปคว้าลอดช่องเทใส่หัวอุปมาตามด้วยกะทิ เท่านั้นไม่พอเอาให้ครบเครื่องด้วยการสาดน้ำแข็งใส่ตามหลังด้วย

ทุกคนตกใจมองตะลึง คุณหญิงเอ็ดสไบนางที่หัวเราะชอบใจอยู่ตรงนั้น แล้วบอกอุปมาให้ขึ้นไปล้างเนื้อล้างตัวก่อน อุปมาไม่ตอบแต่เดินหัวเสียกลับไปทันที หัสดินรีบเดินตาม

คุณหญิงเดินมาบิดแขนหลานสาวอย่างแรงดุว่าเล่นไม่รู้เรื่อง พี่เขาโกรธแล้วเห็นไหม แทนที่จะรู้สึกผิดสไบนาง กลับบอกว่าสมน้ำหน้าแล้วเดินหัวเราะคิกคักเข้าบ้านไป คุณหญิงได้แต่มองตามอย่างอ่อนใจ

ooooooo

ในงานอีเวนต์ประมูลเพื่อน้อง วิจิตราเอาชุดชาโบราณไปวางประมูลโดยมีเมธาวีไปยืนโชว์ตัวอยู่ด้วย นักข่าวรี่เข้าไปขอสัมภาษณ์เรื่องร้อยตำรวจเอกอาทิตย์ สุริโย ถามว่าวันนี้ไม่มาด้วยหรือ เมธาวี ตอบอย่างรู้ทันและปัดป้องว่าทำไมต้องมาด้วย เขาก็ทำงานของเขา

วิจิตราซึ่งเชียร์อาทิตย์อยู่แล้วแทรกขึ้นขำๆว่าไม่มาด้วยแต่เดี๋ยวก็มารับ พลางจับมือเมธาวีบีบเบาๆ ทำนองเตือนให้พูดดีๆหน่อย แต่เมธาวีไม่ใช่คนที่ใครจะมาชี้นำได้ ดังนั้น เมื่อนักข่าวถามว่าปีนี้จะมีข่าวดีไหม เธอยิ้มขำๆ ตอบกลั้วเสียงหัวเราะว่า “เพื่อนๆกันทั้งนั้น เมยังสนุกกับงานอยู่ ยังไม่คิด จะมีครอบครัวตอนนี้หรอกค่ะ”

“แต่พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายไฟเขียวผ่านตลอดค่ะ” วิจิตรา เสริมแทรกขึ้นอีก พูดแล้วยิ้มเป็นนัยกับนักข่าว

ระหว่างนั้น วิมาดาเดินเฉียดๆมาข้างหลังจ้องจิกเมธาวีอย่าหมั่นไส้ สบโอกาสเมื่อเมธาวีเดินออกมาคุยโทรศัพท์มือถือที่อีกมุมหนึ่งของงาน วิมาดาแอบฟัง

“ก็ไม่มีอะไรแล้วล่ะค่ะ แม่เขาเจอกลุ่มเพื่อนแล้ว เมก็อยากจะกลับเหมือนกัน...ขึ้นมาได้เลยค่ะ”

พอเมธาวีตัดสาย วิมาดาก็ทักขึ้น “สวัสดีค่ะคุณเม” เมธาวีหันมอง ยิ้มและตอบรับตามมารยาท วิมาดาทำตีสนิทเข้ามาชมว่า “วันนี้คุณเมสวยจังเลยนะคะ”

เมธาวีมองงงๆถามว่าเราเคยรู้จักกันที่ไหนมาก่อนเหรือเปล่า พูดออกตัวว่าวันนี้คนเยอะจนตนงงไปหมดแล้ว วิมาดาจึงแนะนำตัวเองว่า ตนรู้จักเธอเพราะเรามีเพื่อนคนเดียวกันคืออุปมา บุญอนันต์ วิมาดาย้ำ เมื่อเห็นเมธาวีมองหน้าตนแปลกๆ

เมื่อเมธาวีปั้นหน้านิ่งเฉย วิมาดายิ้มแย้มแนะนำตัวเองว่าเป็นแฟนกับอุปมา บอกไว้เผื่อเธอยังไม่ทราบ เมธาวีไม่ยอมเสียฟอร์มถามว่าเธอบอกผิดคนหรือเปล่า คิดแก้เผ็ดได้ทันควัน หันไปเรียกนักข่าวมาบอกว่าถ้าอยากดังตกเป็นข่าวคบหากับไฮโซคนไหนอยู่ให้บอกได้เลย รับรองได้ดังสมใจแน่ ว่าแล้วก็ปลีกตัวไป

วิมาดาจิกตามองตามเมธาวีไปอย่างเจ็บใจ แต่ต้องฝืนยิ้มรับหน้าพวกนักข่าวที่กรูกันเข้ามา

ooooooo

อาทิตย์มารับเมธาวีตามที่เธอโทรศัพท์เรียก เมธาวีแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของอาทิตย์ให้วิมาดาเห็น อาทิตย์บอกว่าวันนี้ตนกะจะไปหาสไบนางกับคุณย่าที่บ้านสวนจะชวนก็รู้ว่าเธอไม่ชอบไปที่นั่น

“วันนี้เมอยากไปค่ะ” เมธาวีเดินนำไปที่รถเลย ทำเอาอาทิตย์งงๆ กับท่าทีแปลกๆของเธอ

เมื่อไปถึงบ้านสวน อาทิตย์ตะโกนโหวกเหวกบอกสไบนางว่าเพื่อนมาเยี่ยม เมธาวีมองอย่างหมั่นไส้ติติงอาทิตย์ว่า เล่นหัวกับสไบนางมากไปจนติดนิสัยมาด้วยแล้วรู้ตัวหรือเปล่า อาทิตย์เลยยิ้มจ๋อยๆไป

ปรากฏว่าบ้านเงียบ เจอสมปองจึงรู้ว่าคุณย่าไปบ้านท้ายสวนส่วนสไบนางนอนหลับอยู่บนบ้าน พอเมธาวีรู้ว่าคุณย่า ไปบ้านท้ายสวนคือบ้านไทยประยุกต์เท่านั้น เธอชวนอาทิตย์ไปหาคุณย่ากันดีกว่า

ว่าแล้วเมธาวีก็เดินบ่ายหน้าไปทางท้ายสวนอย่างต้องการไปเคลียร์เรื่องวิมาดากับอุปมาให้ชัด อาทิตย์เดินตามไปงงๆ กับท่าทีแปลกๆ ของเธอวันนี้

ฝ่ายคุณหญิงอยู่ที่บ้านไทยประยุกต์ของอุปมา มองไปรอบบ้านรำพึงว่าที่นี่เปลี่ยนแปลงไปจนไม่เหลือสภาพเดิมเลย อุปมาบอกว่าเพราะบ้านถูกเผาจนแม้แต่เสาก็ไม่เหลือซาก คุณหญิงจึงเปลี่ยนเรื่องถามว่า

“พ่อเธอคิดยังไงกับเรื่องน้องสาวกับหลาน” อุปมาทำหน้านิ่งบอกให้ทำใจสบายๆ คุณพ่อกลับมาเมื่อไรก็จะรู้กัน ทำให้คุณหญิงยิ่งกังวล

พอดีเมธาวีมาถึง เธอร้องเรียกคุณย่าโดยไม่แม้แต่จะหางตาไปมองอุปมา มีแต่อาทิตย์เท่านั้นที่ยิ้มให้อุปมาตามมารยาท ก็พอดีหัสดินมาบอกอุปมาว่าอาหารตั้งโต๊ะเรียบร้อยแล้ว อุปมาจึงให้ไปบอกน้าแรมด้วยว่าให้เพิ่มอีกสองที่

อาทิตย์พูดติดตลกว่ากำลังหิวพอดีเลย อุปมาจึงเชิญทั้งหมดเข้าไปในบ้าน คุณหญิงเดินนำไปก่อน อุปมาสบตาเมธาวียิ้มเชิญ เธอจงใจคล้องแขนอาทิตย์เดินผ่านอุปมาเข้าไป ทำให้อุปมาไม่พอใจ เมื่อไปเจอกันที่มุมลับตา เขาจับแขนเธอถามว่า ทำอะไรของเธอ ดูก็รู้ว่าจงใจประชดตน

ถูกอุปมาคาดคั้นเมธาวีจึงบอกว่าตนทำแบบนี้เพื่อให้เขารู้ว่าตนไม่ใช่ตัวเผื่อเลือกของใคร ซักไซ้กันจึงรู้ว่าเธอประชดเรื่องวิมาดา ยื่นคำขาดว่าถ้าเขายังเคลียร์ปัญหากับวิมาดาไม่ลงตัวเราก็ไม่ควรเจอกันอีก เมื่ออุปมาบอกว่าสักวันหนึ่ง เธอจะรู้ว่ามันไม่ใช่อย่างที่เธอคิด

เมธาวียิ้มหยันแล้วเดินกลับเข้าไปในห้องทานอาหาร อุปมามองพูดตามหลังให้ได้ยินว่า

“ยังไงคุณก็ต้องแต่งงานกับผมอยู่ดี...คุณหนีผมไม่พ้นหรอก”

ooooooo

รอยมาร ตอนที่ 5

อ่านเรื่องย่อ

รอยมาร

แนว:

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย:

กำกับการแสดงโดย:

ผลิตโดย:

วัน-เวลาออกอากาศ:

ช่องออกอากาศ:

นักแสดงนำ: