รากนครา ตอนที่ 8 นิยายไทยรัฐ
วันอาทิตย์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

advertisement

รากนครา ตอนที่ 8


29 ก.ย. 2560 17:34
2,137,918 ครั้ง

ละคร นิยาย รากนครา

รากนครา ตอนที่ 8

อ่านเรื่องย่อ

รากนครา

แนว:

พีเรียด-โรแมนติก-ดราม่า

บทประพันธ์โดย:

ปิยะพร ศักดิ์เกษม

บทโทรทัศน์โดย:

ยิ่งยศ ปัญญา

กำกับการแสดงโดย:

พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง

ผลิตโดย:

บริษัท แอค-อาร์ต เจเนเรชั่น จำกัด

วัน-เวลาออกอากาศ: ทุกวันจันทร์ - อังคาร เวลา 20.15 น.

ช่องออกอากาศ:

สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ:

ปริญ สุภารัตน์, ณฐพร เตมีรักษ์,นิษฐา จิรยั่งยืน

สถานการณ์การเมืองสามดินแดนแห่งล้านนาไม่น่าไว้ใจนัก โดยเฉพาะเชียงเงิน เจ้าหลวงแสนอินทะกับเจ้าหน่อเมืองซื้ออาวุธจากพ่อค้าชาวตะวันตกเป็นจำนวนมาก เช่นเดียวกับเมืองมัณฑ์ เลือกใช้นโยบายแข็งกร้าวกับชาติตะวันตก กลายเป็นปัญหาเรื้อรังและอาจถึงขั้นแตกหักในไม่ช้า

เจ้าศุขวงศ์รู้ถึงแผนการกอบกู้ชาติของเชียงเงินและสถานการณ์เมืองมัณฑ์ แต่ไม่บอกเจ้าแม้นเมืองให้เป็นห่วง ปล่อยให้เธอฝากฝังแบร็กกิ้นที่มาลาไปสิงคโปร์ ให้ช่วยสืบข่าวคราวของเจ้ามิ่งหล้าที่เมืองมัณฑ์หากมีโอกาส

“ได้โปรดฝากความระลึกถึงจากข้าถึงนางด้วย ฝากบอกนางว่าพี่สาวคนนี้รักคิดถึงแลเป็นห่วงนางเสมอ”

“หากข้ามีโอกาสได้พบนาง ข้าจะไม่ลืมทุกคำพูดที่เจ้าฝากไป”

แบร็กกิ้นรับปากด้วยความเต็มใจ ก่อนอวยพรทิ้งท้ายให้เจ้าแม้นเมืองมีความสุขกับชีวิตแต่งงาน

“เจ้าเป็นผู้หญิงที่โชคดีมาก ดูแลตัวเองให้ดีด้วย เจ้าจะมีความสุขถ้าเจ้ามั่นใจในความรัก และทุกครั้งที่มีความทุกข์ ขอให้เจ้าเอาชนะมันด้วยความรักเช่นกัน”

นอกจากทิ้งคำพูดให้เจ้าแม้นเมืองคิด แบร็กกิ้นยังเตือนเจ้าศุขวงศ์ให้ดูแลหัวใจตัวเอง

“ดูแลตัวเอง...ดูแลหัวใจของชายาเจ้าด้วย อย่าทำร้ายจิตใจเจ้าแม้นเมืองจนเกินไปนัก”

“ท่านนี่...รู้ดีไปเสียทุกเรื่องจนจะทำเสียการก็หลายหน”

แบร็กกิ้นยิ้มรับ ก่อนเอ่ยจากใจจริง “คนเรามักมีข้ออ้างสำหรับตัวเองเสมอ และเมื่อนึกย้อนไปก็ต้องเสียใจทุกครั้ง เพราะไม่มีใครย้อนเวลากลับไปแก้ไขอะไรได้หรอกเจ้า”

“ขอบใจแบร็กกิ้น เราจะจำไว้เตือนใจ งานที่นี่ไม่ต้องห่วง เรากับคนของท่านเข้ากันได้ดี...ลาก่อน”

“ลาก่อนเจ้าศุขวงศ์ แล้วเราคงได้พบกันอีก”

“แน่นอน เราต้องได้พบกันอีก...เพื่อน”

ข่าวไม่ดีจากเชียงเงินทำให้เจ้าศุขวงศ์ตัดสินใจไปสืบด้วยตัวเอง เจ้าหลวงศรีวงศ์กับเจ้าจักรคำเป็นห่วง ไม่อยากให้ไปตามลำพังกับอินทร เกรงจะเป็นอันตรายหากรู้ถึงหูเจ้าหน่อเมืองผู้เลือดร้อน แต่เจ้าศุขวงศ์ก็ยืนกรานทำตามความตั้งใจเดิม อยากสืบให้แน่ใจโดยเร็วที่สุดเพื่อเตรียมแก้สถานการณ์ได้ทันท่วงที

จนแล้วจนรอดเจ้าแม้นเมืองก็ไม่บอกเรื่องตั้งท้องแก่เจ้าศุขวงศ์ แต่อาการแพ้ก็หนักหนาจนปิดต่อไม่ไหว ความแตกจนได้เมื่อเธอเกิดอาการแพ้อย่างหนักต่อหน้าเจ้าย่าเรือนคำและเจ้าละอองคำ

ข่าวการตั้งครรภ์ของเจ้าแม้นเมืองสร้างความปีติยินดีแก่ทุกคนในตระกูล โดยเฉพาะเจ้าศุขวงศ์ ซึ่งแม้จะรู้เรื่องเป็นคนสุดท้ายก็ไม่หวั่น วิ่งหน้าตั้งกลับเรือนไปหาชายาคนสวยด้วยความตื่นเต้นสุดขีด

“พี่ดีใจ...พี่รู้ข่าวจากเจ้าย่าก็รีบกลับมาหาน้อง นี่น้องรู้ตัวมาพักใหญ่แล้วใช่ไหม เห็นเจ้าย่าบอกว่าอาการแพ้ท้องหนักหนาอยู่ทีเดียวแต่น้องไม่ยอมให้บอกใคร ไม่ดีนะแม้นเมือง...ยังไงพรุ่งนี้ก็ต้องให้หมอมาตรวจแต่เช้าเลย”

ท่าทางตื่นเต้นดีใจของเขาทำให้เจ้าแม้นเมืองใจชื้น แต่ไม่วายถามให้มั่นใจ

“เจ้าดีใจจริงๆใช่ไหมเจ้า”

“ถามอะไรอย่างนั้น พี่ไม่เคยดีใจอะไรอย่างนี้มาก่อน พี่ว่ามันก็คงไม่ต่างจากน้องหรอกใช่ไหม เขามาเกิดแล้วนะ เขาจะเป็นทั้งแก้วตา ทั้งดวงใจของเราสองคน...พักผ่อนซะ พี่จะไม่รบกวนน้องแล้ว”

พูดจบก็ผละไป ทิ้งเจ้าแม้นเมืองให้นอนสะอื้นตามลำพัง ไม่เชื่อคำพูดเขานักว่าดีใจเรื่องลูก และก็เพราะอารมณ์แปรปรวน จิตใจฟุ้งซ่านนี่เอง ทำให้เธอปวดท้องพลัดตกจากเตียง เลือดออกหว่างขา!

ooooooo

ขณะที่อาการของเจ้าแม้นเมืองน่าเป็นห่วง เจ้ามิ่งหล้าพลาดหวังครั้งใหญ่เมื่อตื่นมาพบว่ามีระดู ฟองจันทร์รีบนำผ้าเปื้อนระดูไปทำลาย มิ่นผ่านมาเห็นเลยเชื่อสนิทว่าเจ้ามิ่งหล้ายังไม่ได้ถวายตัวอย่างที่เจ้านางปัทมสุดาสงสัย

แม้จะมีหลักฐานเป็นผ้าเปื้อนระดู แต่เจ้านางปัทมสุดาก็ไม่ไว้ใจเจ้ามิ่งหล้า ซึ่งไม่เกิดคาดเลย เจ้ามิ่งหล้าเจ็บใจที่พลาด และอยากให้กรมวังช่วยหาโอกาสถวายงานกษัตริย์อีกสักครั้ง

“เจ้าก็รู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่เจ้าคนเดียว แต่เป็นข้าด้วยที่กำลังถูกจับตามอง ถ้าไม่ระวังตัวเอาไว้ให้มากก็อย่าหวังเลยว่าโอกาสจะมาถึง”

“ทรงพอพระทัยในตัวข้ามาก แล้วยังจะมีปัญหาอะไรอีก”

“เจ้าไม่ใช่คนแรกที่ทรงพอพระทัย...ก่อนนี้ทรงมีพระมเหสีได้ถึงแปดคน แต่ทุกวันนี้ทรงมีได้เพียงหนึ่ง แลคนที่เปลี่ยนแปลงกฎมณเฑียรบาลนี้คือเจ้านางปัทม–สุดา พระนางร้ายกาจกว่าที่เจ้าคิด ฉะนั้นอย่าได้ประมาทเด็ดขาด”

“ข้ายังมีความเชื่อมั่นในตัวท่าน”

“ข้าเองก็เช่นกัน...สิ่งที่จะทำได้เวลานี้คือรอคอยโอกาสที่เหมาะสมเท่านั้น”

เจ้ามิ่งหล้าตั้งตารอโอกาสครั้งใหม่ด้วยใจจดจ่อ เช่นเดียวกับเจ้าศุขวงศ์ที่เฝ้ารอผลตรวจอย่างมีความหวังว่าเจ้าแม้นเมืองกับลูกในครรภ์จะไม่มีอันตราย แต่ผลตรวจเบื้องต้นจากหมอหลวงก็ทำให้ใจไม่ดี

เจ้าย่าเรือนคำกับเจ้าละอองคำเสียใจมากเมื่อได้ยินข่าวร้ายว่าเจ้าแม้นเมืองตกเลือดและอาจแท้งลูกในครรภ์

“เหลนทวด...น่าสงสาร นึกว่าจะได้เป็นศักดิ์เป็นศรีวงศ์ตระกูล กลับบุญน้อย...ทำให้คนแก่ดีใจไม่ทันข้ามวัน”

“เจ้าย่าเจ้า...อย่าทุกข์ใจไปเลยเจ้า”

“วงศ์เจ้าหลวงเชียงพระคำลูกหลานน้อยกันอยู่แล้ว เมียเจ้าน้อยยังมาเป็นอย่างนี้อีก โอกาสจะมีลูกริบหรี่พอๆกับไม่มีโอกาสอีกเลย แล้วจะไม่ให้ย่าทุกข์ใจได้ยังไงละอองคำ”

“ถ้าเจ้าพี่แม้นเมืองมีลูกอีกไม่ได้จริงๆ เจ้าย่าก็ยังมีข้าเจ้าอีกทั้งคนนะเจ้า สิ่งใดที่หลานจะทำได้เพื่อตอบแทนบุญคุณเจ้าย่าแลบ้านเมือง หลานก็ยินดีทำเจ้า”

แต่คนเสียใจสุดคงหนีไม่พ้นเจ้าแม้นเมือง ร่ำไห้และโทษตัวเองกับเขียนจันทร์ว่าไม่มีบุญให้ลูกมาเกิด

“เราเป็นคนบาปหนาทรยศตระบัดสัตย์ บาปกรรมกับคำสาปแช่งถึงได้ตอบสนองเราใช่ไหมเขียนจันทร์”

“เจ้าพูดอะไรอย่างนั้น”

“เราช่วงชิงของรักของคนอื่นมาเป็นของตัว เราถึงต้องเจ็บปวดอย่างนี้เหมือนกันใช่ไหม”

“เจ้าไม่ได้ทำอย่างนั้นซะหน่อยนะเจ้า”

“ลูกที่มาเกิด เขาคงไม่อยากรับเราเป็นแม่ใช่ไหมเขียนจันทร์ เขาถึงจากเราไปอย่างนี้”

“เจ้าอย่าคิดมากเลย คำแก้ว...รีบไปตามเจ้าน้อยเปิ้นกลับมา บอกเปิ้นว่าเจ้าแม้นเมืองเพ้อใหญ่แล้ว”

เจ้าศุขวงศ์ตัดสินใจให้หมอฝรั่งที่มากับคณะมิชชันนารีหรือหมอศาสนาตรวจเจ้าแม้นเมือง เขียนจันทร์ไม่เห็นด้วย แต่คำพูดเตือนสติของคำแก้วให้นึกถึงความปลอดภัยของเจ้าแม้นเมืองเป็นหลักทำให้ยอมแต่โดยดี

ooooooo

ผลการตรวจทำให้เจ้าศุขวงศ์กับเจ้าแม้นเมืองมีความหวัง เมื่อหมอฝรั่งยืนยันว่าเด็กยังอยู่ในครรภ์ เพียงแต่แม่ต้องรับศึกหนัก ห้ามเคลื่อนไหวระยะหนึ่งเพื่อให้เด็กปลอดภัย

“แม้นเมือง...คุณพระคุณเจ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยังคุ้มครองลูกของเรา พี่รู้ว่าน้องจะต้องใช้ความเข้มแข็ง อดทนขนาดไหน แต่เพื่อลูกของเรา พี่รู้ว่าน้องจะต้องทำได้”

พูดจบก็จูบหน้าผากอย่างอ่อนโยน เจ้าแม้นเมืองถึงกับน้ำตาคลอ ดีใจและเกิดกำลังใจสู้เพื่อลูก เจ้าศุขวงศ์ปลื้มใจมาก กำชับให้เขียนจันทร์กับคำแก้วดูแลชายาคนสวยอย่างดี

“ตั้งแต่วันนี้ไป เจ้าแม้นเมืองจะต้องนอนนิ่ง เคลื่อนไหวร่างกายให้น้อยที่สุด ถ้าจะรักษาลูกในท้องเอาไว้ เจ้าสองคนผลัดกันดูแลเจ้าแม้นเมืองให้ดี อย่าให้คลาดสายตาเด็ดขาด โอกาสมีเพียงครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น”

เพราะต้องเดินทางไกลไปสืบเรื่องเชียงเงินกับเมืองมัณฑ์ เจ้าศุขวงศ์จึงต้องตัดใจทิ้งเจ้าแม้นเมืองให้รักษาตัวตามลำพัง แม้หมอฝรั่งจะอาสามาตรวจอาการทุกวัน แต่เขียนจันทร์ก็ไม่วางใจ

“เราเลื่อนไม่ได้หรอกเขียนจันทร์”

“แต่เจ้าแม้นเมืองต้องการกำลังใจจากเจ้ามากนะเจ้า”

“งานที่เราต้องไปทำสำคัญมากเขียนจันทร์หมอจะมาดูแลเจ้าแม้นเมืองอย่างใกล้ชิด ไม่มีอะไรต้องห่วงเพราะเราเชื่อว่าเจ้าแม้นเมืองเข้มแข็งพอจะผ่านวิกฤตินี้ไปได้...”

สถานะสั่นคลอนเพราะเจ้าหลวงแสนอินทะยกบุญมาเป็นเมียบ่าว ทำให้เจ้านางข่ายคำเริ่มขนทรัพย์สินทั้งของส่วนตัวและของหลวง ยักยอกและทยอยส่งให้เจ้ามิ่งหล้า โดยแอบอ้างกับคนส่งสาส์นว่าเป็นคำสั่งเจ้าหลวง

แต่เพราะเจ้าหลวงแสนอินทะต้องใช้ทรัพย์สินจำนวนไม่น้อยทำสงครามกอบกู้ชาติ เรื่องยักยอกทรัพย์สินของเจ้านางข่ายคำเลยเป็นความลับได้ไม่นาน ห้องลับที่เจ้านางแอบนำสมบัติไปซ่อนก็มีคำสั่งให้งัด

“คุ้มเจ้าหลวงไม่มีห้องลับห้องเฉพาะสำหรับใครเป็นพิเศษ”

“เจ้าพี่ทำอย่างนี้ หยามน้ำหน้าน้องมากเกินไปแล้ว”

“แล้วที่เอาสมบัติทุกอย่างไปเก็บเอาไว้ในนี้ไม่คิดว่าหยามน้ำหน้าข้าบ้างเลยรึไงข่ายคำ”

“ข้าเจ้ากำลังปกป้องวงศ์ตระกูลต่างหาก เจ้าพี่มักมากเอาไพร่มาทำเมีย อีกหน่อยสมบัติมันจะเหลืออะไร”

เจ้าหลวงแสนอินทะอิดหนาระอาใจกับความเจ้าคิดเจ้าแค้นของชายา ประกาศกร้าว

“อยากได้อะไรก็เอาไป แต่เงินกับทองที่เจ้าแอบไขกำปั่นเหล็ก เอากลับมาคืนท้องพระคลังเสีย ทองกับเงินในหีบนั่นเป็นสมบัติคงคลังที่เชียงเงินต้องใช้สร้างความมั่นคงของบ้านเมือง ไม่ใช่สมบัติของใครคนใดคนหนึ่ง”

ขาดคำเหล่าบริวารก็ช่วยกันงัดและรื้อห้อง เจ้านางข่ายคำโกรธมาก แต่ไม่นานก็เปลี่ยนเป็นหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง

“หาให้ตายก็หาไม่เจอหรอก”

คำพูดท้าทายของเจ้านางข่ายคำทำให้เจ้าหลวงแสนอินทะหมดความอดทน “บ้านเมืองพร้อมจะมีศึกมาทุกทาง แต่คนในบ้าน...นอกจากมันจะไม่อินังขังขอบ มันยังตัดแขนตัดขาตัวเองอย่างไม่มีสำนึกอีกต่างหาก!”

ooooooo

ภารกิจกอบกู้ชาติของเจ้าหลวงแสนอินทะกับเจ้าหน่อเมืองดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ทุกขั้นตอนถูกเตรียมการอย่างดี ทั้งคลังอาวุธจากพ่อค้าชาวตะวันตกและการเตรียมไพร่พลประชิดชายแดน

เจ้ามิ่งหล้าไม่ได้อินังขังขอบภารกิจของพ่อกับพี่ชายคนละแม่ มัววุ่นวายหาโอกาสถวายงานกษัตริย์เมืองมัณฑ์อีกครั้ง และคืนนี้ก็อาจเป็นฤกษ์ดี เมื่อเธอรู้ว่าจะมีการคัดเลือกนางกำนัลขึ้นถวายงาน

เพราะข้ออ้างหาคนปลดเปลื้องอารมณ์ของกษัตริย์เมื่อหลายวันก่อน ทำให้เจ้านางปัทมสุดาต้องคัดเลือกนางกำนัลชุดใหญ่ให้สวามี กรมวังที่ทราบความเป็นไปภายในวังส่วนในดี เพียรห้ามปรามเพราะไม่อยากให้เจ้ามิ่งหล้าเอาตัวไปเสี่ยงและเชื่อว่าเจ้านางปัทมสุดาคงขวางทุกทาง ไม่เลือกเจ้ามิ่งหล้าขึ้นถวายงานแน่

แต่ถึงห้ามเท่าไหร่ เจ้ามิ่งหล้าก็ไม่เชื่อ หนีไปปะปนกับเหล่านางกำนัลที่จะถูกคัดเลือกจนได้ เจ้านางปัทมสุดากับมิ่นเห็นดังนั้นจึงจงใจมองข้ามและเลือกนางกำนัลที่มีรูปร่างหน้าตาด้อยกว่าเจ้ามิ่งหล้าเพื่อเยาะเย้ย

ไม่นานการคัดเลือกนางกำนัลก็สิ้นสุด เจ้ามิ่งหล้าคับแค้นใจมาก มองตามเหล่านางกำนัลที่ถูกเลือกด้วยแววตาริษยา ก่อนหันไปพูดกับฟองจันทร์ที่รู้ตื้นลึกหนาบางทุกอย่างดี

“เจ้าคิดว่าน้ำหน้าอย่างนังพวกนั้นจะถวายงานให้เป็นที่พอพระราชหฤทัยได้ไหมฟองจันทร์”

“พระนางปัทมสุดาทรงเลือกด้วยสายตาพระนางเอง พระนางคงรู้ว่าพระราชสวามีโปรดแบบไหนเจ้า”

“พระนางจงใจไม่เลือกข้า ไม่เห็นข้าในสายตา ดีล่ะ...อย่าให้ถึงวันของข้าบ้างแล้วกัน!”

ฟองจันทร์มองเจ้านายสาวด้วยแววตาอ่อนใจ เป็นห่วงและไม่อยากให้เสี่ยงกว่านี้ แต่ดูเหมือนเจ้ามิ่งหล้าจะไม่ได้กังวลถึงสวัสดิภาพความปลอดภัยของตัวเองมากไปกว่าชัยชนะเหนือเจ้านางปัทมสุดา

“ดึกแล้วนะเจ้า เข้านอนเถอะเจ้า”

“จะให้ข้าข่มตาหลับได้ยังไงฟองจันทร์ ข้ารู้เต็มอกว่าเหนือหัวต้องการข้า คนที่ควรได้ถวายงานคืนนี้ควรเป็นข้า!”

“การยอมรับความจริงบางอย่างให้ได้ ไม่ได้หมายความว่าเจ้าเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ตลอดไปนะเจ้า”

“ไม่ต้องมาสอนข้าฟองจันทร์ ยิ่งคิดว่าเหนือหัวจะถอดแหวนวงใดเป็นรางวัลนังพวกนั้น ข้ายิ่งเจ็บใจ!”

ขาดคำ ใจร้อนรุ่มก็พาร่างแบบบางของเจ้ามิ่งหล้าไปถึงสวนหน้าเรือนรับรองพิเศษ สถานที่ที่เหล่านางกำนัลที่ได้รับเลือกจะเข้าถวายงาน โดยมีมิ่นรับหน้าที่จากเจ้านางปัทมสุดาดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อรอเวลาสำคัญ

เพราะมิ่นต้องรอทำหน้าที่สำคัญหลังนางกำนัลขึ้นถวายงาน ขิ่นแหม่จึงได้โอกาสรับใช้เจ้านางปัทมสุดาแทน หวังไว้มากจะทำให้ตนกลายเป็นคนโปรด แต่ต้องฝันสลายเมื่อเจ้านางปัทมสุดาพูดใส่หน้าว่าคงไม่มีวันนั้น...เพราะไม่มีใครรู้ใจเธอดีเท่ามิ่นอีกแล้ว

มิ่นยังไม่รู้ตัวว่ามีคนจ้องแย่งตำแหน่งต้นห้องคนสนิทเจ้านางปัทมสุดา มัววุ่นวายจัดการนางกำนัลที่เพิ่งถวายงานภายในห้องรับรองพิเศษนั่นเอง เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดที่ดังจากห้องนั้นทำให้เจ้ามิ่งหล้ากับฟองจันทร์ชะงักเท้าพลางนึกสงสัย และต้องรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับนางกำนัลพวกนั้นกันแน่!

ooooooo

หลังฝากฝังให้ทุกคนดูแลเจ้าแม้นเมืองอย่างดี เจ้าศุขวงศ์ก็ตัดสินใจบอกลาเธอในเช้าวันต่อมา

“พี่ต้องไปล่ะนะแม้นเมือง...งานที่รอพี่อยู่สำคัญเกินกว่าที่พี่จะเลื่อนการเดินทางได้ ทั้งที่ใจจริงของพี่อยากจะอยู่เคียงข้างน้องในเวลานี้ น้องต้องเข้มแข็ง ต้องอดทนเพื่อลูกของเรา...งานสำเร็จเมื่อไหร่พี่จะรีบกลับทันที”

แม้จะเป็นเหตุผลเรื่องบ้านเมือง แต่เจ้าแม้นเมืองก็อดน้อยใจไม่ได้ เมื่อครั้งเจ้าละอองคำตกม้าเดินไม่ได้ไปหลายวัน เจ้าศุขวงศ์ยังยอมเลื่อนการเดินป่าเพื่อเฝ้าดูอาการญาติสาว แต่กับเธอเขากลับยืนยันแผนเดิม

แผนการของเจ้าศุขวงศ์จะเข้าป่าไปสืบความเรื่องเชียงเงินกับเมืองมัณฑ์เป็นความลับที่ไม่มีใครรู้ นอกจากอินทร เจ้าหลวงศรีวงศ์และเจ้าจักรคำ และเพื่อให้คล่องตัวที่สุด เจ้าศุขวงศ์จึงเลือกเข้าป่าตามลำพังกับอินทร

เจ้าหลวงศรีวงศ์อดห่วงไม่ได้ ทั้งความปลอดภัยของหลานชายและความรู้สึกของเจ้าแม้นเมืองหลานสะใภ้

“เมียเจ้ารู้เรื่องนี้รึไม่ศุขวงศ์”

“ไม่รู้เลยเจ้าอา แม้นเมืองรู้แค่เพียงว่าหลานต้องเข้าป่าเพราะเรื่องธุรกิจป่าไม้”

“ระวังตัวให้มากๆด้วยศุขวงศ์ เรื่องนี้เรื่องใหญ่ ถึงเป็นถึงตายได้”

“หลานจะระวังตัวให้มากเจ้าอา ภารกิจตัดไฟแต่ต้นลมครั้งนี้อาจทำให้หน่อเมืองกับเจ้าหลวงแสนอินทะไม่พอใจเป็นอย่างมาก แต่ในฐานะบ้านพี่เมืองน้อง เรากำลังช่วยเชียงเงินให้พ้นข้อหากบฏ ไม่อย่างนั้น...หากข่าวรู้ถึงท่านเจ้าคุณหรือเสด็จในกรม สยามต้องเล่นงานเชียงเงินเป็นจุลแน่!”

ความกังวลของพวกผู้ชายมีแค่เรื่องการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างดินแดน ต่างจากความกังวลของฝ่ายหญิงที่คิดว่าเจ้าศุขวงศ์อาจมีเหตุผลบางอย่างถึงไม่ยอมเลื่อนกำหนดการเข้าป่าและเจ้าละอองคำก็เป็นอีกคนที่ทำให้เจ้าแม้นเมืองไม่สบายใจ

“ต่อให้สำคัญยังไง ถ้าน้องเป็นเจ้าพี่ น้องไม่มีทางยอมให้เจ้าพี่ศุขวงศ์ไปหรอกเจ้า”

“ต่างคนต่างมีหน้าที่ต้องทำ”

“น้องทำใจคิดอย่างเจ้าพี่ไม่ได้ คงอกแตกตาย มันเหมือนว่าเจ้าพี่ไม่รักไม่ห่วงเจ้าพี่กับลูกเอาซะเลยนะเจ้า”

สีหน้าซีดเผือดของเจ้าแม้นเมืองทำให้เจ้าละอองคำรู้สึกตัว ขออภัยเสียงอ่อย

“น้องขอโทษเจ้าพี่ น้องไม่ควรพูดอะไรให้เจ้าพี่คิดมาก เจ้าพี่อย่าถือสาคำพูดน้องเลยนะเจ้า”

เจ้าแม้นเมืองฝืนยิ้มให้ แต่ไม่นานใบหน้าสลดของเจ้าละอองคำก็ร้อนรนใหม่ด้วยอารมณ์หึงหวงแทน

“น้องล่ะกลัวความจริง อีกอย่าง...เจ้าพี่ศุขวงศ์ขยันเข้าป่าแบบนี้ก็ไม่รู้ว่าแอบซ่อนแม่หญิงบ้านป่าเอาไว้ที่ปางไม้รึเปล่า ถ้าน้องเป็นเจ้าพี่ น้องจะแอบส่งคนไปสืบดูให้รู้แน่ เรื่องแบบนี้เรายอมให้เกิดขึ้นไม่ได้หรอกนะเจ้า...เจ้าพี่”

คำแก้วอดรนทนไม่ไหว พูดขอให้เจ้าแม้นเมืองพักผ่อน เจ้าละอองคำไม่ขัดยอมกลับ และทันทีที่ลับร่างญาติสาวของเจ้าศุขวงศ์ เจ้าแม้นเมืองก็ดุคำแก้วให้ระวังคำพูดของตน

“เราขอบใจเจ้านะที่เป็นห่วงความรู้สึกเรา แต่จะพูดจะทำอะไรคิดให้ดี ให้รอบคอบก่อนเสมอ ไม่อย่างนั้นคำพูดหรือการกระทำของเจ้าจะทำให้เปิ้นตำหนิถึงวงศ์วานว่านเครือของเราได้”

คำแก้วหน้าเสีย ก้มหน้างุดด้วยความรู้สึกผิด

เจ้าแม้นเมืองมองมาด้วยความเอ็นดู ก่อนจะขอให้เขียนจันทร์ฉีกผ้าเป็นเส้นๆมามัดข้อมือข้อเท้าของเธอไว้กับเตียง

“เราก้าวผ่านความเจ็บปวดผิดหวังเมื่อตอนรู้ว่าเราไม่มีวาสนาจะได้เป็นแม่ของลูกเรามาแล้วเขียนจันทร์ หัวใจของเราแทบแตกสลาย...ในเมื่อตอนนี้ลูกของเรา เขาให้โอกาสเราอีกครั้ง เราก็ควรทำเพื่อเขาให้ดีที่สุด...ไม่ใช่หรือ”

เขียนจันทร์ทำท่าจะขัด แต่เจ้าแม้นเมืองยืนกรานความตั้งใจเดิม

“ถ้ามีวิธีไหน...ถึงเราจะต้องทนทุกข์ทรมานหนักหนากว่านี้เราก็ยินดีที่จะทำ นอกจากคำอธิษฐานภาวนาทุกๆนาทีจากเรา เราอยากบอกให้ลูกของเรารู้ว่าเรารักเขา เราอยากให้เขาอยู่กับเราจนได้ออกมาลืมตาดูโลกนี้ ได้เห็นหน้าเรา ได้เรียกเราว่าแม่ ให้เราได้ชื่นใจว่าเราก็มีบุญวาสนาได้เป็นแม่เหมือนอย่างคนอื่นเขา”

ooooooo

ภารกิจสู้เพื่อลูกของเจ้าแม้นเมืองต้องอาศัยความตั้งใจจริง เช่นเดียวกับเจ้าศุขวงศ์ที่หวังดีต่อบ้านพี่เมืองน้องอย่างเชียงเงิน ด้วยการตามสืบเรื่องคลังอาวุธลับที่เชื่อว่าถูกซ่อนไว้ในหมู่บ้านแถบชายแดน

เจ้าศุขวงศ์พร้อมอินทรเดินทางถึงชายแดนเชียงพระคำกับเชียงเงิน เริ่มสืบจากชาวบ้านถึงความเคลื่อนไหวของเจ้าหน่อเมือง และพอเดาได้ว่าเจ้าอุปราชแห่งเชียงเงินคงกำลังมุ่งหน้าไปชายแดนเมืองมัณฑ์

“ข้อดีของคนอย่างอุปราชหน่อเมืองคือแน่แน่ว เอาจริงกับสิ่งที่ตัวเองคิดฝัน แต่ความมุทะลุเชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไป หน่อเมืองไม่รู้หรอกว่ามันคือจุดอ่อนและข้อเสียที่จะทำร้ายตัวเปิ้นเอง”

อินทรปลอมตัวเป็นชาวบ้านสืบจนรู้ว่าเจ้าหน่อเมืองแอบเก็บอาวุธบางส่วนในวัดร้างกลางหมู่บ้าน เจ้าศุขวงศ์หนักใจมากกว่าดีใจ เพราะนั่นเท่ากับว่าเขาต้องลงมือแก้สถานการณ์ให้เร็วที่สุด

ข่าวการตั้งครรภ์และอาการตกเลือดของเจ้าแม้นเมืองรู้ถึงหูเจ้าหลวงศรีวงศ์ เลยส่งเจ้าจักรคำลูกชายคนเดียวมาเยี่ยมแทนตัว สภาพอ่อนแรงของเจ้าแม้นเมืองทำให้ เจ้าจักรคำสงสาร

“ข้าเจ้าต้องขอโทษเจ้าอุปราชที่ออกไปต้อนรับไม่ได้ ทั้งยังต้องรับรองท่านด้วยสภาพอย่างนี้”

“เราก็เหมือนญาติพี่น้องกัน เจ้าพี่อย่าเกรงใจไปเลย ข้าเองควรได้รับการตำหนิด้วยซ้ำที่เพิ่งมาเยี่ยมไข้เจ้าพี่ทั้งที่ได้ข่าวเรื่องความเจ็บไข้ของเจ้าพี่มาหลายวันแล้ว เจ้าหลวงเองก็เป็นห่วงเจ้าพี่มาก”

“นับว่ายังเป็นโชคดีที่หมอฝาหรั่งผ่านมาทางนี้พอดี”

เจ้าจักรคำพยักหน้ารับ ยินดีกับโชคชะตาของพี่สะใภ้และข้าแผ่นดินสยาม “พระเจ้าแผ่นดินสยามทรงไม่กีดกันหมอสอนศาสนาก็เพราะเหตุนี้ ราษฎรจะนับถือศาสนาอะไรมิได้ทรงห้ามหรือบังคับ แล้วแต่ศรัทธาของราษฎร เพราะทุกๆศาสนาดีด้วยกันทั้งนั้น นับว่าอานิสงส์นี้ตกมาถึงราษฎรอย่างเราๆโดยตรงนะเจ้าพี่”

เจ้าแม้นเมืองยิ้มรับบางๆ เห็นด้วยจากใจจริงเพราะเจ็บป่วยครั้งนี้ หากไม่ได้หมอฝรั่งช่วย เธอกับเจ้าศุขวงศ์คงต้องเสียใจและผิดหวังเรื่องลูกไปอีกนาน

“เจ้าหลวงฝากเยี่ยมไข้เจ้าพี่ด้วย เปิ้นว่าขาดเหลืออะไรขอให้บอก เพราะเจ้าพี่ก็ลูกหลานเปิ้นคนหนึ่งเหมือนกัน”

“ฝากกราบขอบคุณเจ้าหลวง ความเมตตาที่ข้าเจ้าได้รับ ข้าเจ้าจะไม่มีวันลืม”

“เจ้าพี่ศุขวงศ์ก็เป็นห่วงเจ้าพี่มาก ในเวลาที่ลำบากยากเย็นอย่างนี้...เจ้าพี่ต้องการกำลังใจเป็นอย่างมาก ถึงเจ้าพี่ศุขวงศ์จะไม่อยู่ เจ้าพี่ก็อย่าได้น้อยใจ หากข้าเป็นเจ้าพี่ศุขวงศ์คงลำบากใจไม่แพ้กัน ในเมื่อต้องเลือกสิ่งสำคัญสองสิ่ง แต่ชายชาติทหาร...อย่างไรเสียภารกิจเพื่อบ้านเมืองต้องสำคัญเหนือสิ่งใด”

ooooooo

ภารกิจเพื่อบ้านเมืองของเจ้าศุขวงศ์เริ่มต้นอย่างจริงจังในคืนเดียวกัน เมื่อส่งอินทรสืบจนแน่ใจว่าคลังอาวุธของเจ้าหน่อเมืองถูกซ่อนในวัดร้าง จึงยกพวกบุกเพื่อทำลายทิ้ง

ลูกสมุนจำนวนหนึ่งของเจ้าหน่อเมืองสู้เพื่อปกป้องคลังอาวุธ แต่สู้เพลงดาบและชั้นเชิงของเจ้าศุขวงศ์ไม่ได้ ถูกพวกอินทรจับมัดรวมกันไว้อีกทาง

อินทรอยากให้ฆ่าปิดปาก กลัวเรื่องรู้ถึงหูเจ้าหน่อเมืองแล้วจะเป็นเรื่องใหญ่ แต่เจ้าศุขวงศ์ไม่เห็นด้วย

“เรามานี่ไม่ได้มุ่งหวังจะเอาชีวิตใครอินทร คนพวกนี้ก็ทำตามหน้าที่ของตัวเอง นอกจากพวกเขาจะไม่ใช่ศัตรูของพวกเราแล้ว คิดดูให้ดีนะอินทร...พวกเขาก็ญาติพี่น้องของเราทั้งนั้น”

“อินทรเข้าใจแล้ว...เจ้าน้อย”

ลังอาวุธร้ายแรงถูกยกจากที่ซ่อนในวัด เจ้าศุขวงศ์ถึงกับถอนใจยาว ไม่อยากคิด...หากปล่อยให้เจ้าหน่อเมืองมีอาวุธเหล่านี้ในมือ จะเกิดเรื่องนองเลือดขนาดไหน จึงตัดสินใจสั่งอินทรให้ทำลายทิ้งทั้งหมด

“เราไม่ส่งอาวุธพวกนี้ไปให้สยามหรอกรึเจ้าน้อย”

“ถ้าเราทำอย่างนั้น เชียงเงินต้องลำบากแน่ อินทร... ข้อหาซ่องสุมอาวุธเตรียมก่อการกบฏ โทษหนักหนา เราทำอย่างนั้นกับญาติพี่น้องของเราไม่ได้หรอกอินทร ไม่อย่างนั้นวันข้างหน้าคงมองหน้ากันไม่ได้แน่”

อินทรกับลูกน้องช่วยกันเผาอาวุธทั้งหมดจนไม่เหลือ ก่อนมุ่งหน้าไปสมทบเจ้าศุขวงศ์ที่ชายป่าอีกด้าน แว่วเสียงระเบิดปะทุเป็นระยะๆ เพราะในลัง...นอกจากปืนกลหลายชนิดก็มีดินปืนจำนวนไม่น้อย

“เจ้าอุปราชหน่อเมืองคงทั้งเสียดายทั้งเจ็บใจ แทบกระอักเลือดเชียวล่ะเจ้าน้อย”

“แต่ถ้าเปิ้นตรองให้ดี เปิ้นจะรู้ว่านี่คือการเตือนอย่างหวังดี ไม่ใช่แค่ฐานะญาติพี่น้องแต่เป็นมหามิตร...”

สิ่งที่เจ้าศุขวงศ์คิดเพราะความหวังดีล้วนๆ แต่ที่เขาคาดไม่ถึงคือผลของมันอาจทำให้ใครหลายคนต้องเสียน้ำตา หนึ่งในนั้นคือเจ้าแม้นเมือง ผวาทั้งยามหลับและตื่น หลังจากฝันร้ายว่าเชียงเงินตกอยู่ในเปลวเพลิง!

ooooooo

คนนำสาส์นจากเชียงเงินนำสิ่งของและเงินทองบางส่วนจากเจ้านางข่ายคำถึงมือเจ้ามิ่งหล้าในเช้าวันหนึ่ง มิ่นรู้เข้าก็รีบเสนอหน้าขอตรวจสอบของจากเชียงเงิน

“ทหารที่อยู่เวรเฝ้าประตูวังมันรายงานข้าว่าเมื่อครู่เจ้าให้คนของเจ้าขนของเข้ามาในเขตพระราชฐานส่วนใน”

“เจ้าหลวงเชียงเงิน...เจ้าพ่อของข้าส่งข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวของข้ามาให้”

ท่าทางยโสของเจ้ามิ่งหล้าทำให้มิ่นตาวาว แหวเสียงกร้าวและเย้ยหยัน

“ที่บ้านนอกของเจ้า เจ้าจะเรียกตัวเองว่าเป็นราชธิดา เจ้าหลวงอะไรก็แล้วแต่เจ้า แต่ที่นี่...เจ้าก็แค่นางข้าหลวงคนหนึ่งของพระราชินีเท่านั้น ถ้าเจ้าพอจะมีสมองอยู่บ้าง เจ้าต้องรู้สิว่าทุกคนต้องอยู่ในกฎระเบียบ ข้อบังคับราชสำนักเหมือนกันหมด...ตรวจดูให้หมด มีอะไรไม่ชอบมาพากลซุกซ่อนมารึเปล่า”

ขาดคำพวกโขลนก็ช่วยกันรื้อ ข้าวของมากมายถูกนำมาให้มิ่นดู เจ้ามิ่งหล้าไม่มีท่าทีสะทกสะท้าน แต่เลือกหยิบเบี้ยและทองจำนวนหนึ่งให้มิ่นเป็นค่าปิดปาก

มิ่นเป็นคนโลภ เห็นเบี้ยกับทองในถุงผ้าก็ตาวาว รีบเหน็บเข้าชายพก ยอมให้หยุดค้น แต่ไม่วายวางท่า

“ช่วงนี้ตำรวจวังงานเยอะ อาจจะไม่มีเวลาตรวจสอบเรื่องเล็กๆน้อยๆอย่างนี้หรอก แต่วันข้างหน้าก็ไม่แน่ อยู่ที่ข้าจะรายงานหรือไม่รายงาน ไป...กลับ...ไม่มีอะไรแล้ว เสียเวลาจริงๆ”

ลับร่างมิ่น เจ้ามิ่งหล้าก็หันไปให้ความสนใจกับจดหมายจากเจ้านางข่ายคำที่บอกเล่าเรื่องจากเชียงเงิน โดยมีฟองจันทร์ตามประกบ คอยควบคุมเหล่าบริวารสาวๆให้ช่วยกันยกลังเข้าตำหนัก

“เจ้าแม่ข้าเขียนจดหมายมาบอกว่าคุ้มเจ้าหลวงวุ่นวายมาก เพราะเจ้าพ่อเอาบ่าวมาทำเมีย เจ้าแม่ไม่อยากอยู่ที่เชียงเงินแล้ว อยากจะตามมาอยู่กับข้าที่นี่...เจ้าแม่คิดว่าที่นี่มันสุขสบายนักรึไง”

ฟองจันทร์ไม่ได้ห่วงเรื่องเจ้านางข่ายคำ แต่กังวลเรื่องท่าทีไม่น่าไว้ใจของมิ่นมากกว่า

“นังมิ่นนี่นับวันยิ่งเหิมเกริม ข้าเจ้าว่ามันต้องวนเวียนกลับมาวุ่นวายกับเจ้าอีกแน่”

“เจ้าจะกลัวอะไรฟองจันทร์...ดีแล้วที่วันนี้มันเปิดหน้าให้ข้าเห็นสันดานแท้ๆที่ไม่ได้ต่างจากทหารชั้นต่ำเฝ้าเวรยามหน้าประตูวัง สักวันเถอะฟองจันทร์ คนสันดานหยาบต่ำอย่างมันจะเป็นประโยชน์กับงานของข้า!”

ooooooo

นางกำนัลที่ถวายงานกษัตริย์เมืองมัณฑ์หายตัวอย่างลึกลับในวันต่อมา เจ้ามิ่งหล้ากับฟองจันทร์พยายามสืบหา แต่ขิ่นแหม่รู้ทันและดักคอว่าหากอยากรู้ให้มาถามเอง

เจ้านางปัทมสุดาอยู่เบื้องหลังการหายตัวไปครั้งนี้แน่ แต่เจ้ามิ่งหล้ายังไม่มีหลักฐาน เพราะศัตรูหัวใจมัวหมกมุ่นกับเรื่องการสร้างตำหนักทองคำเพื่อรับขวัญลูกในครรภ์

คณะเสนาบดีเห็นว่าสถานการณ์บ้านเมืองไม่น่าไว้ใจ จึงอยากให้ชะลอหรือเลื่อนการสร้างออกไป โดยมี กษัตริย์สนับสนุนเพราะอยากนำทรัพย์สินไปบำรุงปากท้อง ชาวเมืองที่ยากจนข้นแค้นมากกว่า

เจ้านางปัทมสุดาโกรธมาก เอ็ดให้เหล่าเสนาบดีเชื่อมั่นในความเก่งกล้าและเกรียงไกรของกองทัพเมืองมัณฑ์

“ยิ่งเวลานี้ หม่อมฉันยิ่งเห็นเป็นโอกาสอันดีที่เมืองมัณฑ์จะประกาศให้พวกฝาหรั่งอังกฤษได้เห็นว่า

นอกจากเราร่ำรวยมั่งคั่งแล้ว เรายังไม่ครั่นคร้ามพวกมัน แม้แต่นิด...จริงไหมเพคะ”

เสนาบดีที่ถือหางข้างเจ้านางปัทมสุดาพยักเพยิดเห็นด้วยเต็มที่ ต่างจากเสนาบดีอีกพวกที่ไม่ยอมแพ้ ทูลโต้

“ราษฎรภายนอกยากจนข้นแค้นเพราะฝนแล้งมาหลายปี มีแต่เรื่องจี้ปล้นชิงฆ่าไม่เว้นแต่ละวันเพราะความอดอยาก...ราษฎรจะเสียขวัญกำลังใจเพียงใด ในขณะที่พวกเขากำลังทุกข์ยาก แต่ในเขตพระราชสำนักกำลังจะสร้างพระตำหนักทองคำ...ขอจงทรงมีพระราช วินิจฉัยใหม่ด้วยเถิดพุทธเจ้าข้า”

“เหลวไหล! ท่านกล่าวหาว่าทรงทอดทิ้งราษฎรของพระองค์อย่างนั้นรึ”

เรื่องราวทำท่าจะไปกันใหญ่ เจ้านางปัทมสุดาทำให้การเมืองกลายเป็นเรื่องส่วนตัวได้เหมือนเคย กษัตริย์ เห็นท่าไม่ดี ไม่อยากขัดใจแต่อยากลองหว่านล้อมสักครั้ง

“ซูซู...พี่ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญนะ”

เจ้านางปัทมสุดาเข้าใจว่าสวามีหมายถึงเรื่องตำหนักทองคำ “สำคัญยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้นเพคะ นี่ถ้าเป็นแผ่นดินเสด็จปู่...ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเยี่ยงนี้ต้องถูกตัดหัวเสียบประจานเจ็ดชั่วโคตรไปแล้ว”

“พี่หมายความว่าความคิดของท่านเสนาบดีเป็นเรื่องที่เราต้องพึงตระหนักให้มากนะซูซู เราอยู่กันแต่ในวัง ไม่เคยออกไปเห็นกับตาสักครั้งว่าราษฎรของเรา อยู่ดีมีสุขหรือทุกข์ยากลำบากกันขนาดไหน”

“หมายความว่าทรงเห็นชอบให้ยกเลิกการสร้างตำหนักทองคำของหม่อมฉันอย่างนั้นรึเพคะ”

กษัตริย์มีท่าทีอึกอัก เจ้านางปัทมสุดายิ่งโมโห แหวลั่น

“เอาเลย...ในเมื่อไม่เห็นความสำคัญของโบราณราชประเพณี ไม่เห็นความสำคัญของหม่อมฉัน จะทรงตัดสินพระทัยยังไงก็สุดแท้แต่พระสติปัญญาของพระองค์เองเถิดเพคะ!”

ooooooo

ความดื้อดึงของเจ้านางปัทมสุดาทำให้เหล่าเสนาบดีหนักใจถ้วนหน้า ไม่เว้นแม้แต่กรมวังที่ต้องรู้เห็นทุกอย่าง

เจ้ามิ่งหล้าแอบได้ยินเหล่านางกำนัลพูดเรื่องที่เจ้านางปัทมสุดาโต้เถียงกับเหล่าเสนาบดีต่อหน้ากษัตริย์ จึงถือโอกาสไปสืบหาความจริงจากกรมวังในเวลาต่อมา

“ราชสำนักนี้วุ่นวายมากเพราะความดื้อรั้น เอาแต่ความคิดตัวเองเป็นใหญ่ของพระนางปัทมสุดาคนเดียว”

“ข้อราชการงานบ้านเมือง ผู้มีอำนาจตัดสินใจคือองค์กษัตริย์แต่พระองค์เดียวมิใช่รึ”

“เสนาบดีฝ่ายซ้ายกับพวกจำนวนไม่น้อยถือหางสนับสนุนพระนาง แลนับวันคนหนุนพระนางก็เพิ่มมากขึ้นทุกที”

“ไม่ว่าความเห็นนั้นจะเห็นผิดเป็นชอบอย่างนั้นรึ”

“ใครที่สนับสนุนพระนางมักจะได้รับการปูนบำเหน็จรางวัลอย่างงามเสมอ”

“หมายความว่าคนที่ชิงชังพระนางในราชสำนักนี้ก็มีไม่น้อยเหมือนกัน”

คำพูดของเจ้ามิ่งหล้าจุดประกายความหวังบางอย่างให้กรมวัง

“น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟเสมอ...ผู้มีศรัทธาแลจงรักภักดีต่อราชบัลลังก์ยังหวังอยู่เสมอว่าความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้”

ระหว่างที่กรมวังวางแผนร่วมกับเจ้ามิ่งหล้า กษัตริย์เมืองมัณฑ์ต้องบากหน้าไปกล่อมเจ้านางปัทมสุดา อีกครั้ง หวังให้เธอเปลี่ยนใจเพื่อความสุขสงบของบ้านเมือง

“อีกไม่นานลูกในท้องนี่ก็จะออกมาแล้ว ไม่มีตำหนักทองคำแล้วจะเอาอะไรรับขวัญลูก...คิดบ้างไหม”

“ยังมีสิ่งอื่นทดแทนกันได้ถมไปซูซู ขอเพียงราษฎรอยู่ดีมีสุข พวกเขาจะแซ่ซ้องบารมีองค์รัชทายาทเอง”

“เจ้าน่าจะกลับไปนุ่งห่มจีวร สวดมนต์แลอ่านพระไตรปิฎก แทนที่จะมาเสวยสุขบนบัลลังก์กษัตริย์เมืองมัณฑ์นี่ เป็นกษัตริย์แต่ไม่มีความเข้มแข็งเด็ดขาดแล้วจะเป็นกษัตริย์ไปทำไม...คนไม่รู้จักบุญคุณคน!”

ถ้อยคำลำเลิกบุญคุณของเจ้านางปัทมสุดาทำให้กษัตริย์ลำบากใจ เดินหน้าซีดออกจากห้องรับรองไปสงบสติอารมณ์ตามลำพัง เจ้ามิ่งหล้ารอจังหวะอยู่แล้ว แอบตามไปคุยด้วย

“ถึงจะต้องพระราชอาญาในเวลานี้โทษฐานขัดพระราชบัญชา หม่อมฉันก็ยินดีรับพระราชอาญานั้นเพคะ”

ท่าทางหมอบกรานและแววตาใสซื่อที่แสร้งทำอย่างแนบเนียนของเจ้ามิ่งหล้าทำให้กษัตริย์ใจอ่อนยวบ

“ขอบใจเจ้านะ ความจริงก็คือถ้าเจ้าถอยกลับออกไป ข้าคงรู้สึกแย่กว่านี้”

“หม่อมฉันอยากให้ทรงทราบว่าในเวลายากลำบากเยี่ยงนี้ พระองค์มิได้ต่อสู้อยู่เพียงลำพังเพคะ”

“เราอดถามตัวเองไม่ได้ว่าเรามาอยู่ในสถานะนี้ทำไมกัน”

“พระองค์ทรงได้รับการเลือกมาแล้ว แลผู้ที่เลือก...หาใช่ใครคนใดคนหนึ่งไม่ แต่เป็นบรรพกษัตริย์ของพระองค์เอง ดวงวิญญาณของพวกท่านเชื่อมั่นในพระองค์ว่าจะรักษาคันเศวตฉัตรให้มั่นคงแลราษฎรเมืองมัณฑ์สงบสุขเพคะ”

กษัตริย์มีกำลังใจและฮึกเหิมขึ้นมาก เจ้ามิ่งหล้ารู้ดีและถือโอกาสนี้ถวายตัวและความจงรักภักดี

“หม่อมฉันรู้ตัวดีว่าเป็นแค่เครื่องบรรณาการอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่หม่อมฉันก็ตั้งใจมาเพื่อพึ่งพระบรมโพธิสมภาร แม้ร่างกายจะต้องดับสลาย หม่อมฉันก็หวังจะฝากฝังร่างอันด้อยค่านี้กับแผ่นดินเมืองมัณฑ์เพคะ”

“เจ้าอย่าตีราคาตัวเองว่าต่ำต้อยด้อยค่า ในสายตาของเรา จิตใจเจ้าสูงส่งประเมินค่ามิได้เจ้ามิ่งหล้า...ขอบใจสำหรับกำลังใจที่เจ้ามอบให้เรา...จริงดังคำเจ้า...เราคือผู้ที่ดวงวิญญาณบรรพกษัตริย์เลือกแล้วให้เป็นผู้รักษาคันเศวตฉัตรหาใช่ใครอื่นไม่ ขอบใจที่เจ้ามาช่วยย้ำเตือนว่าแผ่นดินเมืองมัณฑ์น่าจะถึงเวลาของความเปลี่ยนแปลงเสียที!”

ooooooo

เจ้ามิ่งหล้ามั่นใจว่าแผนยุยงของตนต้องได้ผล แต่ต้องผิดคาดเมื่อเจ้านางปัทมสุดาพลิกสถานการณ์ให้ตัวเองเป็นต่อด้วยการเจรจากับเหล่าเสนาบดี ไม่ให้ยกเลิกการสร้างตำหนักทองคำ แลกกับการที่เธอจะสละทรัพย์สินส่วนพระองค์บริจาคเป็นทานช่วยเหลือชาวเมือง

แผนที่ถูกล่มไม่เป็นท่าทำให้เจ้ามิ่งหล้าเจ็บแค้นมาก หมายมั่นปั้นมือจะเปิดโปงเจ้านางปัทมสุดาที่โกหกคนทั้งวังเรื่องตั้งครรภ์ให้ได้

เช่นเดียวกับเจ้าหลวงแสนอินทะกับเจ้าหน่อเมือง ประกาศกร้าวจะเอาคืนเจ้าศุขวงศ์ ทันทีที่รู้จากเหล่าสมุนว่าคลังอาวุธในวัดร้างถูกเผาทำลายไม่มีเหลือ!

เจ้าศุขวงศ์ไม่ได้หวาดหวั่นความแค้นของเจ้าหน่อเมืองเพราะเตรียมใจไว้แล้ว ห่วงแต่ความรู้สึกและสุขภาพของเจ้าแม้นเมืองที่ตกเลือดเกือบตาย เมื่อกลับถึงคุ้มก็รีบไปเฝ้าถึงขอบเตียง

“ข้าเจ้าขอโทษที่คงลุกขึ้นมาดูแลเจ้าไม่ได้”

“นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญสักนิด พี่ต่างหากที่รู้สึกผิดไม่ได้อยู่ดูแลน้อง ยิ่งได้เห็นว่าน้องต้องทนทรมานตัวเองถึงขนาดมัดมือมัดแขนอย่างนี้ พี่ยิ่งรู้สึกว่าพี่ควรแบกรับความเจ็บปวดทรมานทั้งหมดเอาไว้เสียเองมากกว่า”

“ถึงต้องทุกข์ทรมานมากกว่านี้ร้อยเท่าพันเท่า ข้าเจ้าก็ยินดีทำ ขอแค่ให้ลูกได้อยู่กับข้าเจ้า ได้มีโอกาสออกมาลืมตาดูโลกใบนี้ ได้เห็นได้รับรู้ว่าแม่ของเขารักเขามากขนาดไหนเจ้า”

ความดีและความเสียสละของเจ้าแม้นเมืองทำให้เจ้าศุขวงศ์ซึ้งใจ เช่นเดียวกับเจ้าหลวงศรีวงศ์กับเจ้าจักรคำ ที่เชื่อว่าการมีเจ้าแม้นเมืองเป็นสะใภ้เชียงพระคำจะทำให้เจ้าหน่อเมืองไม่กล้าทำอะไรให้แตกหัก

แต่ที่สามหนุ่มจากเชียงพระคำคาดไม่ถึง คือความแค้นของเจ้าหลวงแสนอินทะกับเจ้าหน่อเมืองนั้นรุนแรงนัก และไม่รอช้าติดต่อพ่อค้าชาวตะวันตกเพื่อซื้ออาวุธใหม่ทั้งหมด!

อาวุธทำศึกหาซื้อใหม่ไม่ยาก แต่ความรู้สึกของเจ้านางข่ายคำที่ต้องแบ่งสวามีกับหญิงอื่นคงกู้คืนมาไม่ง่าย เจ้าหลวงแสนอินทะต้องปวดประสาทเพราะเจ้านางข่ายคำ มีเรื่องตบตีกับบุญมาไม่เว้นแต่ละวัน

“มึงเล่นอาคมใส่กูจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ อีสันดานไพร่มักใหญ่ใฝ่สูง คิดแย่งตำแหน่งเจ้านางหลวงไปจากข้า” บุญมาลนลานลงจากเรือน ทิ้งเจ้าหลวงแสนอินทะให้มองเจ้านางข่ายคำอย่างเหลืออด แหวลั่น

“สมบัติผู้ดีที่เคยมีในตัวเจ้ามันหายไปไหนหมด...วันนี้บ่าวไพร่มันยังเรียกเจ้าว่าเจ้านาง ถ้าขืนยังไม่ปรับปรุงตัวเองก็อย่าหวังจะได้ยินคำคำนั้นอีกเลย!”

ooooooo

นิยายไทยรัฐ
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement