วันพฤหัสบดีที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

advertisement

รากนครา ตอนที่ 6


20 ก.ย. 2560 07:44
1,063,122 ครั้ง

รากนครา ตอนที่ 6

อ่านเรื่องย่อ

รากนครา

แนว:

พีเรียด-โรแมนติก-ดราม่า

บทประพันธ์โดย:

ปิยะพร ศักดิ์เกษม

บทโทรทัศน์โดย:

ยิ่งยศ ปัญญา

กำกับการแสดงโดย:

พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง

ผลิตโดย:

บริษัท แอค-อาร์ต เจเนเรชั่น จำกัด

วัน-เวลาออกอากาศ: ทุกวันจันทร์ - อังคาร เวลา 20.15 น.

ช่องออกอากาศ:

สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ:

ปริญ สุภารัตน์, ณฐพร เตมีรักษ์,นิษฐา จิรยั่งยืน

สงครามชิงรักหักสวาทระหว่างเจ้ามิ่งหล้ากับเจ้านางปัทมสุดาร้อนแรงขึ้นทุกที ไม่เหมือนสถานการณ์ของเจ้าแม้นเมืองที่เจ้าศุขวงศ์ดูแลเอาใจใส่เธออย่างดี

การมาอยู่เชียงพระคำทำให้เจ้าแม้นเมืองเรียนรู้หลายอย่าง นอกเหนือจากข่าวสารบ้านเมือง เธอยังได้เห็นความก้าวหน้าอื่นๆของชาติตะวันตกด้วย อย่างเช่นวันนี้ที่เธอได้เห็นเตารีดหรืออุดเตาเป็นครั้งแรก ระหว่างที่พวกเขียนจันทร์ช่วยกันเตรียมชุดและข้าวของสำหรับเดินป่าให้เจ้าศุขวงศ์

เจ้าศุขวงศ์อยากเอาใจชายาคนสวย ถือโอกาสชวนเธอเข้าป่าด้วยกัน

“ข้าเจ้าจะไปได้ยังไงในเมื่อเจ้าไปทำงาน ข้าเจ้าจะกลายเป็นเกะกะเปล่าๆ”

“พี่อยากให้เจ้าได้ไปเห็นน้ำตกเชียงพระคำด้วยกัน มันไม่ได้อยู่ไกลมากนักหรอก”

เจ้าแม้นเมืองสนใจแต่ทำเฉย เจ้าศุขวงศ์ต้องคะยั้นคะยอ “เอาอย่างนี้...น้องไปกับพี่ ตกบ่ายอินทรจะกลับมาส่งน้องที่คุ้ม แล้วถึงตามกลับไปสมทบกับพี่...ตกลงตามนี้นะแม้นเมือง น้องจะต้องชอบน้ำตกมาก...พี่มั่นใจ”

“ถ้าเจ้าแน่ใจว่าข้าเจ้าจะไม่กลายเป็นอุปสรรคการเดินทางของเจ้า”

เขียนจันทร์กับคำแก้วตื่นเต้นมาก ช่วยเตรียมข้าวของและสำรับอาหารสำหรับเดินป่าอย่างแข็งขัน แต่ก็ไม่วาย ระแวง กลัวเจ้าละอองคำจะรู้เรื่องและขอตามไปด้วย

“น้าเขียนจันทร์คิดไปเองรึเปล่า เจ้าละอองคำเปิ้นอาจไม่ได้คิดจะมาเป็นเมียน้อยเจ้าศุขวงศ์ของเราก็ได้”

“ข้าน่ะอาบน้ำร้อนมาก่อนตัว เรื่องแบบนี้ข้าเห็นมาเยอะแล้ว ดูปราดเดียวก็รู้แล้ว”

“แต่เรื่องพรรค์นี้ จะว่าไปมันก็ขึ้นอยู่กับเจ้าศุขวงศ์ เปิ้นนะน้าเขียนจันทร์”

“ผู้ชายมากเมียยังไงก็มีแต่ปัญหา ข้าล่ะไม่อยากเห็นเจ้าแม้นเมืองต้องช้ำใจ...ดูอย่างเจ้าหลวงสิ ขนาดมีเมียทีละคน ไอ้เรื่องเลือกที่รักมักที่ชังมันก็ตกที่ลูกหลานอยู่ดี...ขอให้เจ้าศุขวงศ์อย่าว่อกแว่กปันใจให้เจ้าละอองคำ เล้ย...สาธุ”

คำภาวนาของเขียนจันทร์จะเป็นจริงหรือไม่

เจ้าแม้นเมืองที่แอบได้ยินบทสนทนาของสองสาวคนสนิท คงไม่ได้สนใจแล้ว ช้ำใจมากกว่าและปักใจเสียแล้วว่าสวามีอาจมีเมียอีกคน

เจ้าศุขวงศ์เห็นเจ้าแม้นเมืองทำหน้าเหมือนมีอะไรหนักใจก็เป็นห่วง พยายามซักถามแต่เธอก็บ่ายเบี่ยง

“ปากเจ้าไม่ตรงกับใจ พี่เป็นต้นเหตุความไม่สบายใจของเจ้าหรือไม่...พี่พร้อมรับฟังปัญหาของเจ้า แต่หากเจ้าเก็บงำเงียบไว้กับตัวอย่างนี้ เจ้าจะไม่ได้ทุกข์เพียงลำพัง แต่เจ้าจะทำให้พี่พลอยทุกข์ไปด้วย...แม้นเมือง”

จนแล้วจนรอด เจ้าแม้นเมืองก็ไม่ปริปากเล่าความอึดอัดใจเรื่องเจ้าละอองคำ เจ้าศุขวงศ์ไม่เซ้าซี้แต่ตามประคบประหงมไม่ห่างเหมือนจะง้องอนและเอาใจ

เจ้าแม้นเมืองอ่อนใจมาก ไม่อยากถลำใจรักเขามากกว่านี้ แต่ก็ทำใจได้ยากเต็มที ยิ่งเจ้าย่าเรือนคำมาขอให้เจ้าละอองคำเดินป่าร่วมกับเธอและสวามียิ่งใจเสีย...กลัวเขาหวั่นไหวและปันใจให้เจ้าละอองคำจริงๆ

ooooooo

หลังได้รับอนุญาตจากสวามีเรื่องเจ้ามิ่งหล้า เจ้านางปัทมสุดาก็เปิดฉากข่มขวัญทันทีด้วยการเรียกตัวอีกฝ่ายมาใช้งานแต่เช้า เจ้ามิ่งหล้าไม่ยอมลงให้ง่ายๆ ยิ่งกษัตริย์เมืองมัณฑ์สั่งย้ายเธอกับแม่ไปตำหนักใหม่ ยิ่งลำพองใจและหาญกล้าพอจะงัดข้อกับเจ้านางปัทมสุดา

เจ้านางปัทมสุดาจิกตามองเจ้ามิ่งหล้าที่มาช่วยงานช้าด้วยแววตาเยือกเย็น ก่อนแขวะให้รู้จักสถานะตัวเอง

“มาแล้วรึเจ้านางมิ่งหล้า...บ่าวไพร่บริวารของข้า ทุกคนรู้ดีว่าเวลานี้เป็นเวลาอาหารเช้าของข้ากับองค์เหนือหัว เจ้ามาใหม่ก็ต้องรู้เช่นกันว่าถ้าถึงเวลา ข้าต้องเห็นทุกคน จะมัวขี้เกียจสันหลังยาวถือตัวว่ามีสิทธิ์สูงกว่าคนอื่นไม่ได้”

นอกจากแสดงตัวว่ารู้จักรู้ใจกษัตริย์เมืองมัณฑ์กว่าใคร เจ้านางปัทมสุดายังค่อนแคะถึงเชียงเงิน

ชาติกำเนิดของเจ้ามิ่งหล้าว่าเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน แต่ที่ทำให้เจ้ามิ่งหล้าแค้นใจที่สุดก็เมื่อถูกลามปามถึงบิดา

“ดูจากการแต่งเนื้อแต่งตัวของเจ้า...คงยากจนข้นแค้นหนัก ไม่อย่างนั้นบิดาของเจ้าคงไม่ลงทุนส่งเจ้ามาเป็นของขวัญปะปนมากับต้นไม้เงินต้นไม้ทองต้นกระจ้อยร่อยหรอก...จริงรึไม่”

พูดจบก็ยื่นจานอาหารของกษัตริย์เมืองมัณฑ์ที่ต้องปรุงใหม่ให้นำไปที่ครัว เจ้ามิ่งหล้าเจ็บใจมากแต่จำต้องทำตามสั่ง ก่อนจะได้เบิกตาโพลงอึดใจต่อมา เมื่อมิ่นแกล้งกระแทกทำให้อาหารหกรดผ้านุ่งของเธอ!

ฟองจันทร์เฝ้ามองเจ้านายสาวด้วยความเห็นใจ เจ้ามิ่งหล้าเคยเป็นที่หนึ่งตั้งแต่เด็กจนโต แต่การมาถวายตัวที่เมืองมัณฑ์ครั้งนี้ทำให้ธิดาคนเล็กแห่งเชียงเงิน แทบกลั้นใจตาย

“ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีใครดูหมิ่นข้าให้ต่ำต้อยเท่าครั้งนี้”

“เจ้ามิ่งหล้า...เราอยู่ในฐานะต้องจำยอม เจ้าต้องอดทนให้ได้นะเจ้า”

“ความอดทนของข้าก็มีขีดจำกัดเหมือนกันนะฟองจันทร์ อย่าให้ถึงทีข้าบ้างก็แล้วกันปัทมสุดา...นังคนถ่อย!”

กว่าเจ้ามิ่งหล้าจะสงบอารมณ์ได้ก็ถึงเวลาอาหารของกษัตริย์เมืองมัณฑ์ เจ้านางปัทมสุดานั่งประจำที่คอยปรนนิบัติพัดวีสวามีอย่างดี แต่กระนั้นความงามแปลกตาของเจ้ามิ่งหล้าก็ทำให้เขามองตามไม่วางตา

อาการของสวามีทำให้เจ้านางปัทมสุดาแค้นใจมาก และไม่รอช้าจะประจานเจ้ามิ่งหล้าต่อหน้าธารกำนัล

“เจ้ามิ่งหล้ากิริยามารยาทงดงามสอนง่าย แค่ชั่วข้ามคืนที่เคยเดินกระโดกกระเดกแบบคนป่าคนดอย ตอนนี้ไม่ใช่แล้วนะเพคะ สง่างามสมเป็นนางในราชสำนัก เมืองมัณฑ์”

“ความดีความชอบนี้คงต้องยกให้ซูซูกระมัง”

ซูซูหรือเจ้านางปัทมสุดายิ้มรับ ก่อนจะเรียกสวามีว่าหม่องหม่องเพื่อแสดงความรักอย่างเท่าเทียมกัน

“น้องน้อมรับเพคะหม่องหม่อง เสียอย่างเดียวน้องจนปัญญา ไม่รู้จะมอบหมายงานอะไรให้เจ้ามิ่งหล้าเพราะน้องไม่รู้จริงๆว่าเจ้ามิ่งหล้าถนัดสันทัดงานอะไร”

มิ่นรอจังหวะอยู่แล้ว แอบกระซิบกระซาบเจ้านายสาวตามแผนที่เตรียมมา เจ้ามิ่งหล้าเริ่มใจไม่ดี แล้วก็ต้องกัดฟันแน่นเมื่อเจ้านางปัทมสุดาฉีกหน้าเธอด้วยการบอกกษัตริย์เมืองมัณฑ์ว่าเธออยากฟ้อนรำถวาย

เจ้ามิ่งหล้าไม่มีทางเลือกต้องรับคำท้าของเจ้านาง ปัทมสุดา เมื่อเจ้านางข่ายคำรู้เรื่องก็โกรธมาก

“ลูกไปตกปากรับคำมันได้ยังไง ลูกเป็นถึงราชธิดาเจ้าหลวงไม่ใช่ช่างฟ้อน ทำไมลดตัวไปให้มันดูถูกขนาดนี้”

“ลูกมีสติดีพอเจ้าแม่ แต่ในเมื่อไม่มีอะไรจะเสีย ลูกจะขอให้คำดูถูกดูแคลนของมันในวันนี้กลายเป็นหนามทิ่มตำใจมันในวันข้างหน้า เจ้าแม่คอยดูให้ดี มิ่งหล้าคนนี้มีราคามากกว่าที่มันประเมิน!”

ooooooo

คณะเดินป่าของเจ้าศุขวงศ์มาถึงน้ำตกเชียงพระคำ จนได้ เจ้าละอองคำตื่นเต้นกว่าใคร เจ้าแม้นเมืองไม่อยากเห็น ภาพบาดตาเลยตัดใจปล่อยสวามีปีนไปดูน้ำตกชั้นบน กับเจ้านางละอองคำแบบสองต่อสอง

เขียนจันทร์กับคำแก้วหัวเสียแทนเจ้าแม้นเมืองมาก ทั้งสองอยู่เฝ้าเจ้านายสาวกับสัมภาระ รวมถึงรับหน้าที่จัดเตรียมอาหารให้คนทั้งคณะ และหัวข้อที่ทั้งสองคุยกันก็หนีไม่พ้นเรื่องเจ้าละอองคำกับเจ้าศุขวงศ์

สองสาวคนสนิทของเจ้าแม้นเมืองอยากยุให้เจ้านายสาวตามไปขัดคอที่น้ำตกให้รู้แล้วรู้รอด แต่กลัวจะเสียใจ เลยพยายามสงบปากสงบคำ ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามชะตากรรม

แต่ใช่ว่าเจ้าแม้นเมืองจะไม่รู้สึกรู้สา ภาพความสนิทสนมและความสุภาพอ่อนโยนของเจ้าศุขวงศ์ผู้เป็นสวามีทำให้หงุดหงิด แบร็กกิ้นที่ตามเจ้าศุขวงศ์มาสำรวจป่าด้วยเห็นเจ้าแม้นเมืองยืนเหม่อจึงไปชวนคุย

เจ้าแม้นเมืองไม่ได้อึดอัดจะพูดคุยกับแบร็กกิ้นเหมือนเมื่อก่อน แต่หัวข้อสนทนาถึงเชียงเงินบ้านเกิดก็ทำให้เธอหน้าเจื่อน ทั้งหน้าที่ต่อบ้านเมืองในฐานะลูกหลานเชียงเงินและหน้าที่ของหัวใจ ทำให้เธอเศร้าใจ อย่างบอกไม่ถูก

“ไม่มีที่ไหนในโลกสุขกายสบายใจเท่าบ้านเกิด แต่ในเมื่อภาระหน้าที่อยู่ในมือเราแล้ว ความสุขอะไรก็ไม่มีความหมาย ไม่มีความสำคัญเท่าความรับผิดชอบหรอกมิสเตอร์แบร็กกิ้น”

“เจ้านี่เหมาะสมกับการเป็นคู่ชีวิตเจ้าศุขวงศ์แท้ๆ...ความคิดเหมือนกันไม่มีผิด”

“เราจะถือว่านี่คือคำชมนะมิสเตอร์แบร็กกิ้น”

ช่วงเวลาเดียวกันที่น้ำตกชั้นบน...เจ้านางละอองคำมีความสุขมากได้อยู่ตามลำพังกับเจ้าศุขวงศ์ ญาติหนุ่มที่ตนแอบหลงรักมานาน และถือโอกาสนี้ถามเรื่องคาใจ

“เจ้าพี่ตั้งใจไปเชียงเงินแค่ร่วมงานศพเจ้าอุปราช แต่ทำไมขากลับจึงมีเจ้าพี่แม้นเมืองตามมาด้วยในฐานะเมีย...ไม่ใช่น้องคนเดียวที่เกิดคำถามนี้ ใครต่อใครอีกหลายคนก็อยากรู้คำตอบนี้...”

เจ้าศุขวงศ์ไม่ได้ตอบคำถามนั้น เขาสัญญากับเจ้าแม้นเมืองไว้จะไม่บอกใครถึงเบื้องหลังการแต่งงานของเขากับเธอ เจ้าละอองคำไม่ได้เซ้าซี้ และยอมไปสมทบกับคนอื่นๆเมื่อถึงเวลา แต่เพราะเส้นทางค่อนข้างชันและขรุขระทำให้เธอเกือบหน้าคะมำ โชคดีที่เจ้าศุขวงศ์คว้าตัวไว้ทัน!

เจ้าแม้นเมืองเห็นสวามีหายไปนานก็เป็นห่วง ตามอินทรขึ้นไปหา แต่กลับได้เห็นภาพบาดตาบาดใจ เจ้าศุขวงศ์ตระกองกอดเจ้าละอองคำ และถึงรู้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัย ก็อดระแวงไม่ได้อยู่ดี

ไม่มีใครรู้ความจริงว่าทุกอย่างเป็นแผนของเจ้าละอองคำ ทั้งหาทางตีสนิทเจ้าแม้นเมืองและหาโอกาสใกล้ชิดเจ้าศุขวงศ์ และการเดินป่าครั้งนี้ก็ได้ผลสำเร็จอย่างงดงาม ไม่มีใครจับได้ มีแต่ยิ้มด้วยความเอ็นดูที่เห็นเธอมีความสุขกับบรรยากาศธรรมชาติงดงามรอบตัว

แต่กระนั้นท่าทีเอาใจใส่ของเจ้าศุขวงศ์ที่มีต่อเจ้าแม้นเมืองก็ทำให้เจ้าละอองคำอิจฉา ยิ่งเขาเอ่ยชมชายาคนสวยเรื่องฝีมือการขี่ม้าที่เชี่ยวชาญและคล่องแคล่วต่างจากผู้หญิงทั่วไป ยิ่งฮึด อยากเอาชนะ

“เจ้าพี่แม้นเมืองทำได้หลายสิ่งที่ผู้หญิงคนอื่นทำไม่ได้...น้องอยากเป็นอย่างเจ้าพี่สักเสี้ยวส่วนนึงก็ยังดี”

“น้องเป็นอย่างที่น้องเป็นอยู่อย่างนี้ก็ดีแล้วนะละอองคำ”

เจ้าศุขวงศ์ปลอบยิ้มๆ แต่เจ้าละอองคำไม่รับรู้ อยากทำได้เหมือนเจ้าแม้นเมือง

“อย่างน้อยน้องก็อยากลองหัดขี่ม้าดูบ้าง เดินป่าคราวหน้าน้องจะได้ไปกับเจ้าพี่ได้ไงล่ะเจ้า...”

ooooooo

เมื่อทนถูกคะยั้นคะยอไม่ไหว เจ้าศุขวงศ์จึงยอมให้เจ้าละอองคำลองขี่ม้า แต่เพราะไม่คุ้นเคยและไม่ทันระวัง ทำให้ม้าที่เคยเชื่องกลายเป็นรั้นและบังคับไม่อยู่ ผลคือเจ้าละอองคำตกม้าบาดเจ็บสาหัส!

แผลฟกช้ำและอาการปวดร้าวตามตัวเพราะตกม้าทำให้ไม่มีใครคิดว่าเป็นแผนหรือมารยาของเจ้าละอองคำ และเธอก็ฉกฉวยโอกาสนี้ออเซาะเต็มที่ เจ้าศุขวงศ์ที่รู้สึกผิดอยู่แล้วจึงคอยดูแลเธออย่างดี กลายเป็นภาพบาดตาบาดใจสำหรับเจ้าแม้นเมือง รวมถึงเขียนจันทร์กับ คำแก้วที่อดเคืองแทนเจ้านายสาวไม่ได้

“เอ็งดูเอาไว้เป็นเยี่ยงเลยนะคำแก้ว...เกิดเป็นลูกผู้หญิงอุตริทำเรื่องที่ไม่ควรทำมันก็เดือดร้อนคนอื่นเขาอย่างนี้”

“ข้าเจ้าว่าเจ้าละอองคำเปิ้นอยากอวดให้เจ้าน้อยเปิ้นเห็นว่าอะไรที่เจ้าแม้นเมืองทำได้เปิ้นก็ทำได้เหมือนกัน”

“คิดโง่ๆ ตกม้าแล้วมันคุ้มกันไหมล่ะ”

“คุ้มสิ...ข้าเจ้าว่าข้าเจ้าเห็นกับตา ม้ามันเชื่องแต่ คนที่ขี่มันแกล้งทำให้มันพยศ...จะได้ตกม้าอย่างชอบธรรมไง”

“นังคนนี้...พูดไปทั่ว”

“มันก็ได้ผลไม่ใช่เหรอน้าเขียนจันทร์ เจ้าน้อย เปิ้นแทบเป็นบ้าแปลว่าเปิ้นห่วงเจ้าละอองคำมากมายจริงไหมล่ะ”

“เอ็งอย่าได้เที่ยวพูดเรื่องนี้ออกไปเชียว เจ้าแม้นเมือง เปิ้นจะไม่สบายใจ”

คำแก้วรับคำแบบไม่เต็มใจนัก ก่อนจะหน้าเสียเมื่อพบว่าเจ้าแม้นเมืองได้ยินทุกอย่าง

“ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหรอกเขียนจันทร์ คนรักกันยังไงเขาก็ห่วงใยกันเป็นธรรมดา เขาอาจจะรักกันมาก่อนด้วยซ้ำ เราเป็นคนมาทีหลัง ควรจะรู้ตัวว่าต้องวางตัวยังไง...อย่างนั้นไม่ใช่เหรอ...”

เส้นทางความรักของเจ้าแม้นเมืองเริ่มสะดุดเพราะเจ้าละอองคำ เส้นทางสู่บัลลังก์เมืองมัณฑ์ของเจ้ามิ่งหล้าก็เต็มไปด้วยขวากหนามไม่แพ้กันเมื่อเจ้าปัทมสุดาท้าทายให้ฟ้อนรำต่อหน้าธารกำนัล แต่ถึงเจ็บใจแค่ไหน เจ้ามิ่งหล้าก็ไม่ยอมแพ้ รำสุดฝีมือด้วยลีลายั่วยวนจนทุกคนตะลึงลาน โดยเฉพาะกษัตริย์เมืองมัณฑ์ที่เหมือนต้องมนต์สะกด หลงเสน่ห์บรรณาการจากเชียงเงินแบบถอนตัวไม่ขึ้น!

“นับเป็นบุญตาของข้า...ฟ้อนเชียงเงินของเจ้างดงามประทับใจข้ามาก”

“ด้วยดวงใจภักดี...หม่อมฉันในฐานะตัวแทนเชียงเงินขอถวายพระพรให้ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน”

เจ้านางปัทมสุดาหมั่นไส้มาก อยากถลาไปตบให้หายคลั่ง แต่ทำได้แค่ยิ้มรับ ทั้งที่ช้ำใจแทบกระอักเมื่อเห็นสวามีสุดที่รักถอดแหวนบนนิ้วเป็นรางวัลให้เจ้ามิ่งหล้า

“หม่องหม่องตัดหน้าน้องเสียแล้ว ความจริงน้องตั้งใจจะถอดสร้อยเส้นนี้ตกรางวัลเจ้ามิ่งหล้าอยู่ทีเดียว”

“ก็จะเป็นไรไปซูซู หากน้องเอ็นดูมิ่งหล้า สร้อยเส้นนั้นก็เหมาะสมกับนาง”

“น้องมิบังอาจเพคะ...เอาไว้โอกาสหน้าเถอะนะเจ้ามิ่งหล้า”

“สุดแท้แต่จะทรงพระกรุณาเพคะ”

ท่าทางอ่อนน้อม เจียมเนื้อเจียมตัวของเจ้ามิ่งหล้าทำให้กษัตริย์เมืองมัณฑ์ยิ่งเอ็นดู “เสียดาย...เราไม่เคยมีโอกาสไปเที่ยวเชียงเงินของเจ้าสักที แต่เราเชื่อว่าบ้านเมืองของเจ้าคงจะสวยงามไม่แพ้การฟ้อนรำของเจ้า”

“หากทรงอยากสัมผัสความงามของเชียงเงิน หม่อมฉันยินดีถวายงานด้วยอาหารเชียงเงินสักสำรับนึงเพคะ”

กษัตริย์เมืองมัณฑ์ชอบใจมาก เจ้านางปัทมสุดาจึงต้องปั้นหน้ายิ้มพอใจไปด้วย แต่ทันทีที่ลับหลังสวามีและได้อยู่ตามลำพังกับมิ่นก็โพล่งสั่งอย่างเหลืออด

“จับตาดูอีนังบ้านป่าเชียงเงินนี่ให้ดี อีนังคนนี้ไม่ธรรมดา”

“มิ่นเห็นแล้ว...ตอนที่มันกราบลงแทบพระบาท มิ่นแทบอยากจะเข้าไปจิกหัวมันแล้วตบซ้ำ”

“ฝ่าพระบาทท่าทางจะติดใจมันไม่น้อย”

“มันก็แค่ใจกล้าหน้าทนเพคะ มิพญาสง่างามกว่ามันมาก ถ้าเหนือหัวจะหลงใหลมันก็แค่ชั่วครั้งชั่วคราวเพคะ”

“ชั่วครั้งชั่วคราวยังงั้นเรอะ แค่อึดใจข้ายังยอมให้มันเกิดขึ้นไม่ได้เลย”

“เพคะ...มิ่นจะคอยจับตาดูมันไว้”

“มันอาจจะคิดฝันว่าเมืองมัณฑ์เป็นสวรรค์สำหรับมัน...แต่มันข้ามหน้าข้ามตาข้าแบบนี้...มันจะได้พบความจริงว่าสวรรค์ที่มันเห็น แท้จริงมันคือนรกต่างหาก!”

ooooooo

เพราะต้องพาเจ้าละอองคำมารักษาตัวที่คุ้มหลวง คณะเดินป่าของเจ้าศุขวงศ์กับแบร็กกิ้นจึงต้องเลื่อนกำหนดการ กว่าจะได้ฤกษ์เดินทางอีกครั้งก็หลายวันต่อมา

เจ้าแม้นเมืองเตรียมข้าวของให้สวามีด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย แม้เจ้าศุขวงศ์จะมีท่าทางอาลัยอาวรณ์เธอไม่น้อย แต่ความห่วงใยของเขาที่มีต่อเจ้าละอองคำก็ทำให้กินแหนงแคลงใจ

แต่ถึงน้อยใจแค่ไหน เจ้าแม้นเมืองก็ไม่ลืมดูแลเจ้าละอองคำแทนสวามี ขอให้เขียนจันทร์ต้มน้ำแกงบำรุงไปเยี่ยมถึงคุ้มเจ้าย่าเรือนคำ แต่คำแก้วที่ยังเคืองแทนเจ้านายสาวดันแอบใส่เกลือลงไป

เจ้าละอองคำไม่ได้แสดงท่าทีผิดปกติหลังชิมน้ำแกง แต่เป็นเจ้าย่าเรือนคำที่บ้วนทิ้งแทบไม่ทัน เจ้าแม้นเมืองตกใจมาก และเมื่อตั้งสติได้ก็ออกรับแทนคนสนิททั้งสองว่าเป็นคนลงมือทำน้ำแกงนี้ด้วยตัวเอง

เขียนจันทร์โกรธมาก ฟาดคำแก้วไม่ยั้งที่ทำให้เจ้านายสาวเสื่อมเสีย เจ้าแม้นเมืองได้แต่ส่ายหน้าอ่อนใจ ก่อนจะร้องห้ามด้วยความเวทนาเด็กสาว แต่ไม่วายเตือนสติ

“คำแก้ว...มีคนรักยังไงก็ดีกว่าทำให้คนชัง เพราะถ้ามีแต่คนชัง ไปอยู่ที่ไหนเจ้าก็จะหาความสุขไม่ได้”

“บุญของเอ็งขนาดไหนแล้วที่เจ้าเปิ้นออกรับแทนว่าแกงหม้อนั้น เจ้าเปิ้นทำเอง...ไม่อย่างนั้น...”

คำพูดของเขียนจันทร์ตอกย้ำให้คำแก้วยิ่งรู้สึกผิด ก้มหน้างุดเพราะกลัวถูกตีซ้ำ

“สิ่งที่เจ้าทำลงไปไม่ได้เป็นการหมิ่นเกียรติใครเลยนอกจากตัวเจ้าเอง แต่เราจะถือว่าครั้งนี้เจ้าทำลงไปอย่างไร้ความยั้งคิดเพราะความเป็นเด็กของตัวเจ้าเอง แต่ขอให้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายนะคำแก้ว”

คำแก้วก้มกราบทั้งน้ำตา ซาบซึ้งใจกับความห่วงใยของเจ้านายสาว เจ้าแม้นเมืองถอนใจยาว ก่อนทิ้งท้าย

“ทั้งสองคน...ฟังเราให้ดี เรารู้ว่าเจ้าสองคนรักเรามาก แต่เรื่องบางเรื่องไม่ต้องคิดแทนเรา วันนี้มีเจ้าละอองคำวันข้างหน้าอาจมีผู้หญิงคนอื่นเข้ามาอีกก็เป็นไปได้ เรารู้ตัวของเราดีว่าควรจัดการอย่างไร เจ้าสองคนก็เหมือนกัน ให้ระลึกไว้เสมอว่าทุกอย่างสุดแท้แต่เจ้าศุขวงศ์เปิ้นจะคิดตัดสินใจ ไม่มีใครไปบังคับฝืนใจเปิ้นได้...”

เจ้าแม้นเมืองบังคับใจเจ้าศุขวงศ์ไม่ได้ฉันใด เจ้านางปัทมสุดาก็บังคับใจกษัตริย์เมืองมัณฑ์ไม่ได้ฉันนั้น อย่างเช่นวันนี้ที่เขาแอบหนีเธอไปเยี่ยมเจ้ามิ่งหล้าถึงตำหนักและชิมอาหารรสเลิศจากเชียงเงินเป็นครั้งแรก

เมื่อเจ้านางปัทมสุดารู้เรื่องจากมิ่นซึ่งรีบมาฟ้องก็โกรธมาก แต่เลือกไม่ทำอะไร อยากให้สวามีตายใจ

“ในเมื่อทรงอยากลองชิมลิ้มรสของสกปรกชั้นต่ำ ใครจะไปห้ามพระองค์ได้ สุดท้ายก็จะทรงสำรอกออกมาเอง!”

กษัตริย์เมืองมัณฑ์หลงใหลในตัวเจ้ามิ่งหล้ามาก ถึงขนาดถอดสร้อยที่สวมเป็นรางวัลสำหรับอาหาร สายตาที่ทอดมองมาทำให้เจ้านางข่ายคำตื่นเต้น เชื่อแน่ว่าหนทางสู่บัลลังก์เมืองมัณฑ์ของลูกสาวคนเดียวคง เป็นจริงในไม่ช้า

“นี่ถ้าเจ้าพ่อของลูกได้รับข่าวดีนี้คงดีใจเป็นที่สุด เพราะเมืองมัณฑ์ต้องสิ้นความหวาดระแวงเชียงเงินของเราแน่”

“ไม่ใช่แค่นั้นเจ้าแม่...แต่วันข้างหน้าใครจะไปรู้ เมืองมัณฑ์เป็นฝ่ายตกอยู่ภายใต้อำนาจเชียงเงินก็เป็น ไปได้”

“ถึงวันนั้นแม่คงมีความสุขที่สุด”

“ไม่นานเกินรอหรอกเจ้าแม่...ความมั่นคงแห่งเศวตฉัตรเมืองมัณฑ์อยู่ที่ใครจะให้กำเนิดราชโอรสสายเลือดบริสุทธิ์แห่งราชวงศ์ได้ก่อนกันเท่านั้นเอง”

เจ้ามิ่งหล้าวาดหวังสูงจะชิงตำแหน่งราชินีเมืองมัณฑ์ให้ได้ แต่ที่คาดไม่ถึงคือเจ้านางปัทมสุดาเตรียมแผนตั้งรับเพื่อดึงความสนใจของสวามีกลับมา ด้วยการบอกกษัตริย์เมืองมัณฑ์ว่าตนกำลังตั้งครรภ์!

ooooooo

เรื่องรัชทายาทเป็นสิ่งที่ทุกราชวงศ์ให้ความสำคัญ ไม่ใช่แค่เมืองมัณฑ์ที่ชิงความเป็นหนึ่งด้วยวิธีนี้ แม้แต่ในเชียงพระคำ เจ้าย่าเรือนคำก็ตั้งความหวังไว้ อยากให้เจ้าศุขวงศ์มีทายาทสืบสกุล

เจ้าแม้นเมืองเก็บเรื่องทายาทไปคิด ความฟุ้งซ่านเรื่องเจ้าละอองคำค่อยๆเลือนหายเมื่อคิดว่าตนอาจมีลูกกับสวามีในไม่ช้า แต่ไม่นานความตึงเครียดก็มาเยือนเธออีก เมื่อเจ้าหน่อเมืองแวะมาเยี่ยมกลางดึก

การมาถึงเชียงพระคำของเจ้าหน่อเมือง นอกจากเพื่อเยี่ยมเยียนน้องสาว ยังเพื่อสั่งความบางอย่าง

“เชียงพระคำกับเชียงเงินไม่ได้ไกลกันนักหนา พี่จะพยายามมาเยี่ยมเจ้าให้สม่ำเสมอ...แต่หากมีข่าวสารอะไรที่สำคัญต่อความเป็นไปของบ้านเมือง โดยเฉพาะข่าวจากสยามและเชียงใหม่ เจ้าต้องรีบส่งถึงพี่ทันที”

“น้องจะพยายามทำไม่ให้ผิดสังเกต”

“ระลึกไว้อย่างเดียวเท่านั้นแม้นเมือง...เพื่อบ้านเมืองแผ่นดินเกิดของเรา”

“เจ้า...เจ้าพี่ น้องจะจดจำสิ่งนั้นจนวันตาย”

“พี่อดเป็นห่วงเจ้าไม่ได้ สักวันเจ้าอาจละทิ้งคำสัตย์สาบานของเจ้า”

“น้องจะละทิ้งได้อย่างไร...เจ้าพี่ ในเมื่อบ้านเมืองคือลมหายใจของน้อง”

เจ้าหน่อเมืองไม่ได้สงสัยความรักชาติบ้านเมืองของน้องสาว แต่กลัวความรักตามประสาชายหญิงมากกว่าจะทำให้ความฝันและความหวังที่เคยคิดมานานจะปลดแอกเชียงเงินต้องล้มไป

“เช่นนั้นพี่ขอเตือนเจ้า...แม้นเมือง อย่าปล่อยให้ความรักเข้าครอบงำหัวใจของเจ้า เจ้าจะหลงรักเจ้าศุขวงศ์ ศัตรูของบ้านเมืองเราไม่ได้เป็นอันขาด”

คำเตือนของพี่ชายแทงใจดำเจ้าแม้นเมืองจนพูดไม่ออก และไม่กล้าแม้แต่จะสบตาเพื่อยืนยันคำขอของเขา

“ถึงเชียงเงินไม่ได้ยิ่งใหญ่เท่าสยามหรือเมืองมัณฑ์ แต่ศักดิ์ศรีของเชียงเงินคือความเป็นอิสระไม่ก้มหัวให้ใคร”

“สิ่งนั้นอยู่ในลมหายใจของน้องเสมอเจ้าพี่”

“ดี...เมื่อวันนั้นมาถึง พี่จะมารับตัวเจ้ากลับเชียงเงินด้วยตัวพี่เอง!”

อุดมการณ์แรงกล้าของเจ้าหน่อเมืองทำให้เจ้าแม้นเมืองนอนไม่หลับ ช่วงที่ผ่านมา...การได้อยู่ร่วมกับเจ้าศุขวงศ์และการสนทนาถึงเรื่องราวเกี่ยวกับชาติตะวันตกทำให้ทัศนคติและความคิดของเธอเปลี่ยน แต่กระนั้นก็เลือกไม่โต้เถียงหรืออธิบายอะไรมาก เพราะเชื่อว่าพี่ชายคงไม่อยากฟัง

เจ้าหน่อเมืองไม่ได้หวาดระแวงในตัวน้องสาวนัก อารมณ์ดีขึ้นมากเมื่อแวะเยี่ยมเจ้าย่าเรือนคำเช้าวันต่อมา แล้วพบว่าอีกฝ่ายมีท่าทีและทัศนคติต่อชาวตะวันตกไม่ต่างจากเขา

แต่นั่นก็เพราะเจ้าย่าเรือนคำเป็นคนรุ่นเก่า ต่างจากเจ้าหลวงศรีวงศ์กับเจ้าจักรคำที่ไม่คล้อยตามความคิดของเขา แต่กลับพยายามหว่านล้อมให้เชียงเงินพึ่งพาบารมีสยามแทน

“พระเจ้าอยู่หัวแห่งสยามท่านทรงตระหนักดีท่านอุปราชหน่อเมือง การตอบโต้ด้วยความแข็งกร้าวไม่ใช่วิธีที่ทรงเลือกใช้ แต่ทรงใช้การเจรจาทางการทูตเสียมากกว่า”

เจ้าศรีวงศ์พยักหน้าสนับสนุน “การรวมตัวกันให้เป็นปึกแผ่นจึงสำคัญสุดเวลานี้ ดูเมืองมัณฑ์เป็นเยี่ยงอย่างเถอะ การตอบโต้พวกฝาหรั่งอย่างแข็งกร้าวจะทำให้เมืองมัณฑ์ตกที่นั่งลำบากแน่ๆ”

“แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น วันข้างหน้าลูกหลานจะต้องจดจำว่าบรรพบุรุษเมืองมัณฑ์ได้ลุกขึ้นปกป้องเกียรติยศศักดิ์ศรีของตัวเองอย่างเต็มกำลังแล้วเจ้าอา...”

ooooooo

การสนทนากับเจ้าศรีวงศ์และเจ้าจักรคำเรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองทำให้เจ้าหน่อเมืองหัวเสีย เดาได้โดยไม่ต้องคิดว่าเจ้าหลวงกับเจ้าอุปราชแห่งเชียงเงินมีใจฝักใฝ่สยามเหมือนเจ้าศุขวงศ์ไม่มีผิด!

“ลมหายใจของคนพวกนี้มีแต่ความขลาดเขลา ไม่เหลือแม้แต่ซากของความทะนงในสายเลือดนักรบอย่างนี้แล้วก็จงเลิกกราบไหว้บูชาวิญญาณบรรพบุรุษซะเถิด”

เจ้าแม้นเมืองเข้าใจอารมณ์พี่ชาย แต่อยากให้ลองเปิดใจฟังความคิดเห็นอื่นๆบ้าง

“เจ้าพี่...โลกนี้อาจจะกว้างใหญ่เกินกว่าที่เราจะรู้ทุกสิ่งได้ บางที...”

“เจ้าจะพูดอะไรแม้นเมือง...บางทีความคิดของคนพวกนี้อาจจะถูกต้องอย่างนั้นรึ”

“การคิดเข้าข้างตัวเองเกินไปก็ไม่ต่างจากปิดหูปิดตาจนกลายเป็นคนตาบอด”

“เจ้าไปเอาความคิดแบบนี้มาจากไหนกันแม้นเมือง ...เจ้าก้าวพ้นออกมาจากบ้านเกิดเมืองนอนได้ไม่ทันไร ความคิดของเจ้าก็เปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้เชียวรึ”

“เจ้าพี่...บางทีการมองให้เห็นในอีกมุมก็อาจจะช่วยให้เราคิดใคร่ครวญบางสิ่งที่เราไม่เคยมองเห็นก็ได้เจ้า”

“ศุขวงศ์ทำให้เจ้าเปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้เชียวหรือ...เจ้าทำให้พี่เริ่มรู้สึกไม่ไว้ใจในตัวเจ้าเสียแล้วแม้นเมือง”

แววตาเอาเรื่องของพี่ชายทำให้เจ้าแม้นเมืองหายใจไม่ทั่วท้อง แต่ไม่ทันแก้ต่างให้ตัวเอง เจ้าศุขวงศ์ก็ปรากฏตัว เจ้าหน่อเมืองยังเก็บอาการไว้อย่างดีเมื่อถูกน้องเขยถามเรื่องการเดินทางไปเชียงใหม่และการร่วมพิธีถือน้ำฯ

“เสด็จในกรมท่านทรงเมตตามาก เจ้าอุปราชคงได้สัมผัสด้วยตัวเองแล้ว”

“เราซาบซึ้งในน้ำพระทัยท่านเป็นอย่างดีแลคงไม่มีวันลืม”

“ถือน้ำสาบานแล้วเจ้าอุปราชคงสบายใจขึ้น”

“ไม่เคยมีอะไรทำให้เราไม่สบายใจ เมื่อตัดสินใจทำสิ่งใด เรามุ่งหน้าสู่จุดหมายอย่างไม่เคยคิดลังเลเสมอ”

เจตนาแข็งกร้าวของเจ้าหน่อเมืองทำให้เจ้าศุขวงศ์หนักใจ ไม่ต่างจากเจ้าแม้นเมืองที่หาโอกาสเตือนสติพี่ชายคนเดียว แต่ดูจะไม่ค่อยได้ผล เจ้าหน่อเมืองตั้งใจแล้วจะปลดแอกเชียงเงินให้ได้!

เจ้าแม้นเมืองเหนื่อยใจมาก ทั้งห่วงพี่ชายคนเดียวและระแวงเจ้าละอองคำ จนไม่เป็นอันทำอะไร เจ้าศุขวงศ์ มองตามตลอด ไม่เห็นเธอยิ้มหรือพูดคุยกับเขาจึงอดถามไถ่ไม่ได้

“เจ้าโกรธเจ้าเคืองพี่เรื่องไร”

“เปล่าเจ้า...ข้าเจ้าจะมีสิทธิ์ทำอย่างนั้นได้อย่างไรกัน”

“ตั้งแต่พี่กลับมา เจ้าคุยกับพี่แทบนับคำได้ พี่ทำอะไรให้ขุ่นเคืองใจรึเปล่า บอกพี่มาตามตรงเถอะแม้นเมือง”

“เจ้าไม่ได้ทำอะไรผิด ข้าเจ้าเองต่างหากที่อาจทำหน้าที่บกพร่อง ข้าเจ้าต้องขอโทษด้วย”

พูดจบก็ลุกออกไป ทิ้งเจ้าศุขวงศ์ให้มองตามงงๆ ไม่รู้ตัวว่าทำอะไรผิด...

ooooooo

ข่าวการตั้งครรภ์ของเจ้านางปัทมสุดาทำให้ความฝันสู่บัลลังก์ของเจ้ามิ่งหล้าสั่นคลอน ความสนใจของกษัตริย์เมืองมัณฑ์ที่เคยแบ่งปันมาให้เธอกลับไปเป็นของเจ้านางปัทมสุดาทั้งหมด

เจ้านางปัทมสุดาสะใจมาก รู้ดีว่าสวามีอยากมีทายาทสืบราชบัลลังก์แค่ไหน และเพื่อการนี้...หมอหลวงจึงถูกเรียกตัวมาเฝ้าในเช้าวันหนึ่ง เพื่อให้ช่วยยืนยันสถานะการตั้งครรภ์ของเธอ

หมอหลวงมีท่าทีอึกอักอย่างเห็นได้ชัด รู้ดีว่าราชินีเมืองมัณฑ์ต้องการอะไร แต่แกล้งทำเป็นไม่รู้

“ข้าพระพุทธเจ้าไม่เข้าใจ ข้าพระพุทธเจ้าอ่อนด้อยสติปัญญา”

“ข้ารู้...เจ้าเข้าใจทุกอย่างดี สติปัญญาของเจ้าก็ปราดเปรื่อง”

มิ่นแสยะยิ้มร้าย หยิบถุงใส่ทองคำส่งให้เจ้านางปัทมสุดาโยนให้หมอหลวง

“สิ่งนั้นน่าจะมากพอจะช่วยเปิดปากเจ้าให้ประกาศข่าวดีแก่แผ่นดินเมืองมัณฑ์...ใช่รึไม่”

อำนาจสินบนทองคำมากพอจะทำให้หมอหลวงยอมปดคนทั้งวังเรื่องการตั้งครรภ์ของเจ้านางปัทมสุดา กษัตริย์เมืองมัณฑ์ปลื้มใจมาก ต่างจากกรมวังที่สำเหนียกถึงความไม่ชอบมาพากล

แต่ถึงสงสัย กรมวังก็ไม่กล้าสืบเพราะเจ้านางปัทมสุดามีหูตาทั่ววัง คอยจับผิดตลอด อย่างเรื่องของเจ้ามิ่งหล้าเมื่อวันก่อน ที่กษัตริย์เมืองมัณฑ์แวะเยี่ยมถึงตำหนัก เขาก็ไม่พ้นถูกเจ้านางปัทมสุดาคาดโทษ

อำนาจของเจ้านางปัทมสุดาเป็นที่ประจักษ์สายตาคนทั้งวัง นอกจากเรื่องสนมนางในของสวามี เรื่องการบ้านการเมือง เธอก็มีส่วนร่วมด้วยทุกครั้ง และเป็นตัวตั้งตัวตีเรื่องนโยบายโต้กลับชาติตะวันตกอย่างแข็งกร้าว

กษัตริย์เมืองมัณฑ์เกรงอำนาจราชินีเมืองมัณฑ์จึงไม่กล้าขัดใจ และทุกอย่างก็ยิ่งเลวร้าย เมื่อเธอประกาศว่าตั้งครรภ์ทายาทคนแรก...ไม่ว่าเธอปรารถนาสิ่งใด กษัตริย์เมืองมัณฑ์ก็พร้อมหามาให้ทุกอย่าง

เจ้ามิ่งหล้าเจ็บใจมาก แต่ทำอะไรไม่ได้ ต้องทนข่มความแค้นในอก จนเมื่อกษัตริย์เมืองมัณฑ์มีรับสั่งให้เธอกับนางกำนัลคนอื่นมาร่วมเล่นปิดตาซ่อนหา จึงคิดแผนร้ายบางอย่างได้

เจ้ามิ่งหล้าผละจากฟองจันทร์มาดักหน้ากษัตริย์เมืองมัณฑ์ แต่ถูกเจ้านางปัทมสุดารู้ทันเสียก่อน

“เจ้านี้ฉลาดหลักแหลม เลือกที่ซ่อนได้ตรงกับใจข้าทีเดียว...ข้าไม่เคยนึกโกรธสวามีของข้าเพราะข้ารู้ดีว่าสันดานผู้ชายมันเหมือนกันทั้งโลก คือมักลักลอบกินของต่ำของสกปรกบ้างเป็นบางครั้งบางคราว หากข้าจะชิงชัง ข้าก็เลือกจะชิงชังของต่ำของสกปรกที่มันมาเสนอตัวเองให้ผัวข้ากินมากกว่า”

เจ้ามิ่งหล้าต้องข่มอารมณ์ไม่โต้กลับ แต่นั่นยิ่งทำให้เจ้านางปัทมสุดาได้ใจ

“ข้าเจอมานักต่อนักแล้ว พวกทะเยอะทะยานใฝ่สูงอย่างเจ้า หากเจ้ามีสมองสักนิด เจ้าจะรู้ว่าข้าใช้วิธีใดจัดการรับมือพวกนั้น ตำแหน่งราชธิดาเชียงเงินของเจ้ามันไม่ได้ช่วยอะไรเจ้าเลย เพราะฉะนั้น...บันทึกลงในส่วนลึกที่สุดในกมลสันดานเจ้า จงอยู่ในที่ทางของเจ้า...อย่าได้คิดเผยออาจเอื้อมในสิ่งที่ไกลเกินตัวเจ้า!”

แหวจบก็ไล่ออกไป ฟองจันทร์ถลามาประคองเจ้านายสาวที่ต้องระงับความโกรธของตัวเองอย่างสุดความสามารถ เมื่อเจ้านางข่ายคำรู้เรื่องก็พยายามปลอบ แต่เหมือนจะไม่ค่อยได้ผล

“เจ้าพ่อสำคัญผิดว่าตำแหน่งราชธิดาเจ้าหลวงเชียงเงินจะทำให้คนที่นี่เกรงใจบ้าง แต่มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย นับวันลูกยิ่งเหมือนถูกเหยียบย่ำให้จมดินลงไปเรื่อยๆ”

เจ้านางข่ายคำสงสารลูก ตั้งท่าจะปลอบอีกรอบ แต่เจ้ามิ่งหล้าก็โพล่งออกมาก่อน

“คนอย่างมิ่งหล้าก้าวข้ามความผิดหวังและเจ็บปวดที่สุดในชีวิตมาแล้ว ไม่มีอะไรทำให้ลูกเจ็บปวดไปกว่านี้ ลูกอาจต้องขอบคุณสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ เพราะมันทำให้ลูกได้เรียนรู้ว่าจุดหมายปลายทางมันก็แค่ภาพลวงตา หากลูกไม่ยอมแพ้ สักวันจะต้องเป็นวันของลูกบ้าง แลเมื่อถึงวันนั้นลูกจะตอบแทนมันให้สาสมยิ่งกว่าที่มันทำกับลูก!”

ooooooo

แม้ยังไม่รู้เรื่องที่ทำให้หมางเมิน แต่เจ้าศุขวงศ์ไม่ละความพยายามจะง้องอนเจ้าแม้นเมือง ไม่ว่าเธอจะเดินไปไหนหรือทำอะไร เขาก็ตามติดไม่ห่างจนเธอเริ่มรำคาญ

“เจ้ามาเดินตามข้าเจ้าอยู่ทำไมเจ้า”

“ก็ตั้งแต่เช้า น้องไม่อยู่นิ่งๆให้พี่ได้พูดได้คุยด้วยเลย แล้วจะให้พี่ทำยังไง”

“ข้าเจ้ามีงานต้องทำมากมาย ไม่มีเวลาอยู่นิ่งๆเฉยๆได้หรอกเจ้า”

“น้องโกรธเคืองพี่ด้วยเรื่องไร บอกพี่มาตามตรงเถอะแม้นเมือง”

“เจ้าอย่าเสียเวลากับเรื่องเหลวไหลบางเรื่องเลยเจ้า จะให้ดีเจ้าเอาเวลาไปเยี่ยมไข้เจ้าละอองคำเสียจะดีกว่า”

จนแล้วจนรอดเจ้าศุขวงศ์ก็ยังไม่รู้ตัวว่าทำอะไรผิด แบร็กกิ้นสงสารเลยช่วยเฉลย

“เจ้ายังจำเรื่องอุบัติเหตุที่เกิดกับเจ้าละอองคำที่น้ำตกได้รึไม่”

เจ้าศุขวงศ์ยังจับต้นชนปลายไม่ได้ แบร็กกิ้นจึงย้ำว่าเขาไม่ใช่คนเดียวที่เห็นความผิดปกติ

“ถ้าเจ้าคิดว่าเจ้าแม้นเมืองไม่ได้รู้สึกอะไร...ข้าว่าเจ้าเข้าใจผิดถนัด”

“เรื่องแค่นี้น่ะเหรอแบร็กกิ้น”

“เรื่องเล็กสำหรับผู้ชาย มักเป็นเรื่องใหญ่เสมอสำหรับผู้หญิง ประเพณีของเจ้ายอมรับได้กับเรื่องมีเมียหลายคน แต่เจ้าเชื่อข้าเถอะ ผู้หญิงทุกคนที่เป็นเมียรู้สึกถึงการถูกแย่งชิงความรักแลถูกลดทอนคุณค่าในตัวเองด้วยกันทุกคน”

เจ้าศุขวงศ์ตื่นเต้นมากที่เจ้าแม้นเมืองมีความรู้สึกบางอย่างกับเขา และแผนลองใจชายาคนสวยก็เริ่มขึ้นหลังจากนั้น ด้วยการแกล้งทำทีเป็นห่วงใยเจ้าละอองคำแบบออกนอกหน้าเพื่อดูอาการของเธอ

ภาพบาดตาบาดใจระหว่างเจ้าศุขวงศ์กับเจ้าละอองคำทำให้เจ้าแม้นเมืองช้ำใจมาก แต่ต้องพยายามข่มไว้ไม่แสดงออก แม้แต่ตอนได้อยู่ตามลำพังกับเจ้าละอองคำ เธอก็ดูแลอีกฝ่ายอย่างดี

“เจ้าพี่มีน้ำใจกับน้องเหลือเกิน น้องไม่รู้ว่าจะตอบแทนเจ้าพี่อย่างไรดี”

“แค่น้องหายเจ็บไข้ ทุกคนสบายใจ พี่ก็สบายใจไปด้วย เพราะน้องก็เหมือนน้องแท้ๆของพี่คนนึง”

“น้องแท้ๆคนนึง...ถ้าอย่างนั้น ถ้าน้องคนนี้จะขออะไรสักอย่างจากเจ้าพี่ เจ้าพี่จะให้น้องได้ใช่ไหมเจ้า”

ท่าทางนิ่งเฉยของเจ้าแม้นเมืองทำให้เจ้าละอองคำกล้าพอจะขอเป็นชายาอีกคนของเจ้าศุขวงศ์

“เจ้าพี่เป็นเหมือนเงาของเจ้าพี่ศุขวงศ์...สิ่งที่น้องจะขอ น้องเชื่อว่าไม่เหนือบ่ากว่าแรงที่เจ้าพี่จะให้น้องได้ ...น้องขอแค่ได้เป็นเงาอีกเงาของเจ้าพี่ศุขวงศ์...ได้รึไม่เจ้าพี่”

เจ้าแม้นเมืองถึงกับพูดไม่ออก แต่เจ้าละอองคำไม่สนใจแล้ว อยากเปิดอกคุยตรงๆ

“เจ้าพี่อาจจะไม่รู้มาก่อนว่าจริงๆแล้วเจ้าย่าเรือนคำตั้งใจไว้แต่แรกจะให้น้องได้ตบแต่งเป็นเมียเจ้าพี่ศุขวงศ์”

“พี่คงปฏิเสธน้องไม่ได้หรอกว่าไม่เคยได้ยินสิ่งนี้”

“อย่างนั้นก็แปลว่าเจ้าพี่ก็รู้อยู่แก่ใจ...เจ้าพี่โกรธเคืองน้องรึไม่ที่น้องพูดอะไรๆออกมาตรงๆอย่างนี้”

“ความจริงก็คือความจริง ถึงจะไม่พูดกันในวันนี้ สักวันก็ต้องพูดอยู่ดี น้องสบายใจเถอะละอองคำ”

“ถ้าอย่างนั้น...น้องขอถามความจริงจากเจ้าพี่อีกสักอย่าง...จริงเท็จอย่างไรที่เขาพูดกันว่าเจ้าพี่ศุขวงศ์ทำผิดผีที่เชียงเงิน จึงจำต้องผูกข้อไม้ข้อมือแต่งงานกับเจ้าพี่ แต่น้องไม่มีวันเชื่อหรอกว่ามันจะเป็นความจริง เรื่องระหว่างเจ้าพี่กับเจ้าพี่ศุขวงศ์มันเป็นรักแรกพบมากกว่า...ใช่ไหมเจ้า...”

ooooooo

ไม่ใช่แค่เจ้าแม้นเมืองต้องทึ่งกับการขอตรงๆของเจ้าละอองคำ เจ้าศุขวงศ์ตะลึงไม่ต่างกันเมื่อเจ้าย่าเรือนคำบอกว่าตั้งใจจับคู่เจ้าละอองคำให้เป็นชายาของเขาอีกคน

ความจริงจากปากเจ้าย่าเรือนคำทำให้เจ้าศุขวงศ์คิดหนัก มั่นใจว่าเจ้าแม้นเมืองต้องระแคะระคายเรื่องนี้ แต่ก็ยังทำไม่รู้ไม่ชี้ แกล้งถามเธอที่หนีกลับคุ้มโดยไม่รอเขา

“ข้าเจ้าไม่กล้ารบกวนความสุขของเจ้าหรอกเจ้า”

“ความสุขของพี่คือมีเจ้าอยู่ด้วยในทุกที่ที่พี่ไป”

“เจ้าเก็บคำคำนี้ไว้พูดกับคนอื่นเถอะเจ้า ข้าเจ้ารู้ตัวดีว่าไม่ได้มีค่าถึงเพียงนั้น”

พูดจบก็จะผละไป เจ้าศุขวงศ์ต้องคว้ามือไว้

“เจ้าหึงพี่เรื่องละอองคำรึ”

“เจ้าละอองคำเปิ้นมาก่อนข้าเจ้าเสียด้วยซ้ำ ข้าเจ้านอกจากจะมาทีหลังเปิ้น ยังมาด้วยเหตุผลที่ไม่ใช่เพราะรัก”

“เจ้าเอาอะไรมาพูด”

“ความจริงที่เราก็รู้กันอยู่แก่ใจดี”

“เราตกลงกันเอาไว้แล้วว่าจะไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก”

เจ้าแม้นเมืองเข้าใจผิดคิดว่าเขาผิดสัญญา บอกสาเหตุที่ต้องแต่งงานกับเธอให้เจ้าละอองคำรับรู้ เจ้าศุขวงศ์พยายามจะอธิบาย แต่เหมือนเธอจะไม่อยากฟัง

“เจ้าจะทำอะไรก็สุดแท้แต่ใจเจ้า ส่วนข้าเจ้า

จะพยายามเตือนตัวเองไว้เสมอ ไม่ให้ลืมสถานะของตัวข้าเจ้าเองว่ามาที่นี่ไม่ได้มาเพราะความรัก แต่เป็นเพราะเรื่องน่าอัปยศอดสูนำพามาเท่านั้นเอง!”

ooooooo

นิยายไทยรัฐ
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement