วันพฤหัสบดีที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

advertisement

รากนครา ตอนที่ 5


21 ก.ย. 2560 08:21
1,072,476 ครั้ง

รากนครา ตอนที่ 5

อ่านเรื่องย่อ

รากนครา

แนว:

พีเรียด-โรแมนติก-ดราม่า

บทประพันธ์โดย:

ปิยะพร ศักดิ์เกษม

บทโทรทัศน์โดย:

ยิ่งยศ ปัญญา

กำกับการแสดงโดย:

พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง

ผลิตโดย:

บริษัท แอค-อาร์ต เจเนเรชั่น จำกัด

วัน-เวลาออกอากาศ: ทุกวันจันทร์ - อังคาร เวลา 20.15 น.

ช่องออกอากาศ:

สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ:

ปริญ สุภารัตน์, ณฐพร เตมีรักษ์,นิษฐา จิรยั่งยืน

การเผชิญหน้าแบร็กกิ้นไม่ทำให้เจ้าแม้นเมืองกลัวหรือหวาดระแวงอย่างที่เจ้าศุขวงศ์คิด แต่ทำให้บรรดาผู้ติดตามจากเชียงเงิน โดยเฉพาะเขียนจันทร์กับคำแก้วแตกตื่น จนเจ้าแม้นเมืองต้องปรามให้สงบปากสงบคำ

แบร็กกิ้นก็ประทับใจเจ้าแม้นเมืองไม่น้อย ไม่คิดมาก่อนว่าการเดินทางไปเชียงเงินครั้งนี้ เจ้าศุขวงศ์จะได้ของล้ำค่ากลับมาด้วย ยิ่งเห็นว่าเธอมีดีมากกว่าความสวย ยิ่งยินดีที่สหายรักได้คู่ครองที่เหมาะสม

ขณะที่เจ้าแม้นเมืองปรับตัวได้ในเชียงพระคำ เจ้ามิ่งหล้ายังไม่มีโอกาสเข้าเฝ้ากษัตริย์เมืองมัณฑ์สักครั้ง จนเธอต้องหาทางเข้าไปในเขตวังชั้นในเองพร้อมกับฟองจันทร์

ฟองจันทร์เป็นห่วงเจ้ามิ่งหล้ามาก เสียวสันหลังวาบเมื่ออีกฝ่ายเล่นละครตบตาทหารยามหน้ารั้ววัง จนเข้าไปในเขตวังชั้นในได้ และได้พบเจ้านางปัทมสุดา ราชินีแห่งเมืองมัณฑ์เป็นครั้งแรก!

ความยิ่งใหญ่และโอ่อ่าในเขตวังชั้นในทำให้เจ้ามิ่งหล้าถึงกับเคลิ้ม เจ้านางข่ายคำชอบใจมาก และปลื้มใจเป็นพิเศษเมื่อลูกสาวคนเดียวประกาศจะกลับไปอีก

วันรุ่งขึ้น...และครั้งนี้เธอต้องได้เจอกษัตริย์เมืองมัณฑ์!

เจ้าศุขวงศ์พาเจ้าแม้นเมืองชมบรรยากาศในเมืองและภายในคุ้มส่วนตัวของเขาจนทั่ว เขียนจันทร์กับคำแก้วตามไม่ห่าง โดยเฉพาะรายหลังถึงกับตาวาวเมื่อเห็นสระบัวขนาดใหญ่ใกล้กับคุ้ม

ท่าทางตื่นเต้นจนน่าเวียนหัวของคำแก้วทำให้เขียนจันทร์กลุ้มใจมาก ต่างจากเจ้าศุขวงศ์ที่มองมาด้วยความเอ็นดู ไม่ถือสาแต่ไม่วายเตือนขำๆว่าอย่าลงเล่นแล้วกัน...เพราะน้ำมันลึก!

เจ้าแม้นเมืองปลีกตัวไปพักในห้อง เจ้าศุขวงศ์ตามหา จึงเห็นว่าเธอนั่งดูของที่ระลึกจากเชียงเงิน

“เม็ด...จากฝักต้นชมพูป่าเจ้า ข้าเจ้าขอให้คำแก้วไปเก็บให้ก่อนขบวนออกจากเชียงเงิน”

“เจ้าจะเอามาปลูกที่นี่รึแม้นเมือง”

“ถ้าทำได้และเจ้าอนุญาต”

“ต้นชมพูป่ามีความหมายกับเจ้ามากนักหรือแม้นเมือง”

“ดงชมพูป่า...เหมือนเป็นที่เดียวที่สุขสงบและทำให้ข้าเจ้ามีกำลังใจกลับมาทุกครั้งที่หมดหวัง”

“ครั้งแรกและทุกครั้งที่พี่พบเจ้าก็ที่ดงชมพูป่านั่น”

สายตาแพรวพราวทำให้เจ้าแม้นเมืองเขินไม่กล้าสบตา เจ้าศุขวงศ์เลยเลิกแกล้ง

“พรุ่งนี้พี่จะสั่งอินทรเพาะให้ พอแตกเป็นต้นอ่อนแข็งแรง พี่จะให้เอาไปปลูกบนภูผาเมืองดีไหม ที่นั่นจะกลายเป็นดงชมพูป่าเหมือนที่เชียงเงิน เจ้าจะได้คลายคิดถึง แต่ตระหนักว่าชีวิตและหัวใจของเจ้ามาอยู่ที่เชียงพระคำแล้ว”

สองหนุ่มสาวคงจะส่งสายตาสื่อความในใจกันอีกนาน ถ้าเจ้าย่าเรือนคำจะไม่แวะมาด้วยความคิดถึงและเป็นห่วงหลานชายคนโปรด และอยากเห็นหน้าตาหลานสะใภ้จากเชียงเงิน

“ย่าแปลกใจตั้งแต่ได้รับจดหมาย ไปเพียงไม่นานก็ได้ดวงแก้วของเชียงเงินติดตัวกลับมา มันยังไงกันเจ้าน้อย”

“ก็ไม่มีอะไรเจ้าย่า หลานก็แค่ถูกตาต้องใจดวงแก้วดวงนั้น เลยต้องคว้ามาเป็นดวงแก้วของเจ้าย่าด้วย”

“ไหน...ขอย่าพบหน้าหลานสะใภ้หน่อยซิ...”

ooooooo

ใบหน้าหมดจดและท่าทางจริงใจของเจ้าแม้นเมืองเป็นที่เอ็นดูยิ่งนัก เจ้าศุขวงศ์ยิ่งกว่าภูมิใจจะแนะนำเจ้าย่าเรือนคำให้รู้จักหลานสะใภ้อย่างเป็นทางการ

“เจ้าปู่ของเจ้ามาที่นี่บ่อยเมื่อครั้งยังมีชีวิต แสนอินทะ ...เมื่อขึ้นเป็นเจ้าหลวงแล้วภารกิจมากมายนักก็เหินห่างไป แต่หน่อเมืองพี่ชายของเจ้าเคยมาหาย่านะ นี่ไม่ได้มาส่งเจ้าหรอกรึ”

“เจ้าพี่มาส่งถึงภูผาเมืองเมื่อคืนนี้เจ้า เปิ้นต้องรีบไปรับตราตั้งเจ้าอุปราชจากผู้แทนพระองค์ที่เชียงใหม่ บอกว่าเสร็จธุระแล้วจะย้อนกลับมาเยี่ยมอีกครั้งก่อนเดินทางกลับเชียงเงิน”

วาจาฉะฉานและกิริยามารยาทงดงามของเจ้าแม้นเมืองทำให้เจ้าย่าเรือนคำพอใจมาก

“พวกผู้ชายก็มีแต่เรื่องวุ่นวาย ทั้งราชการงานเมือง เจ้าน้อยก็เถอะ...กลับมาแล้วก็ต้องช่วยงานเจ้าอาไปราชการที่เชียงใหม่ แถมงานป่าไม้กับเจ้าฝรั่งนั่นอีก ตอนกลางวันไปอยู่ด้วยกันกับย่านะ ต้องขอบใจเจ้าแสนอินทะ กับชาวเชียงเงินที่ยอมให้หลานสาวมาอยู่เป็นเพื่อนคนแก่ สวยจับตา กิริยามารยาทนุ่มนวลมีสง่า...ถูกใจย่าเสียจริงๆ”

เจ้าแม้นเมืองก้มหน้าเขินอาย โดยมีเจ้าศุขวงศ์ยิ้มกริ่ม ภูมิใจออกนอกหน้า

“อะไรกันเจ้าน้อย ย่าชมเมียเจ้า ไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้าสักนิด มานั่งยิ้มอยู่ทำไม”

“ก็หลานดีใจที่หาหลานสะใภ้มาได้ถูกใจเจ้าย่านี่เจ้า”

ระหว่างที่เจ้าแม้นเมืองผูกมิตรกับครอบครัวเจ้าศุขวงศ์ เขียนจันทร์กับคำแก้วก็พยายามหาข้อมูลเจ้าศุขวงศ์จากคนท้องถิ่น และบัวผันสาวใช้ประจำคุ้มก็คือแหล่งข้อมูลชั้นดี ทำให้รู้ว่านอกจากเจ้าย่าเรือนคำจะปลื้มหลานสะใภ้อย่างเจ้าแม้นเมืองแล้ว เจ้าศุขวงศ์ยังเป็นคนรักเดียว ใจเดียว ไม่ชอบและไม่อยากมีบ้านเล็กบ้านน้อยให้วุ่นวาย

นอกจากเจ้าย่าเรือนคำ เจ้าแม้นเมืองไปกราบเจ้าหลวงศรีวงศ์กับเจ้าจักรคำ อากับลูกพี่ลูกน้องของเจ้าศุขวงศ์ด้วย การทักทายเป็นไปด้วยดี เจ้าหลวงและเจ้าอุปราชแห่งเชียงพระคำชอบใจที่เจ้าแม้นเมืองมีใจใฝ่รู้สาขาวิชาต่างๆ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ แต่กระนั้นก็อดกังวลไม่ได้เพราะได้ยินข่าวไม่ค่อยดีเกี่ยวกับเชียงเงิน

ข่าวไม่ดีเกี่ยวกับเชียงเงินหนีไม่พ้นเรื่องบรรณาการถวายเมืองมัณฑ์ เจ้าแม้นเมืองถึงกับหน้าซีด หายใจไม่ทั่วท้อง กลัวความลับของพ่อกับพี่ชายรั่วไหล แต่เจ้าศุขวงศ์ก็ช่วยแก้แทนว่าคงเป็นแค่เครื่องบรรณาการธรรมดา

เจ้าแม้นเมืองดีใจและโล่งใจที่สวามีทำตามสัญญา เมื่อกลับคุ้มก็สำรวจห้องทำงานของเขา เจ้าศุขวงศ์ตามหาจนเจอ ยิ้มเอ็นดูเมื่อเห็นเธอทำท่าเหมือนรู้สึกผิด

“ขอโทษเจ้า ถ้าห้องนี้เป็นห้องส่วนตัว เป็นเขตหวงห้ามเฉพาะ”

“ไม่เลยแม้นเมือง...ทุกซอกมุมในคุ้มนี้เป็นของเจ้าเหมือนกัน ของทุกชิ้น หนังสือทุกเล่มเป็นของเจ้าทั้งนั้น ไม่มีคำว่าหวงห้ามสำหรับเจ้า เจ้าจะหยิบจับ เปิดเล่มไหนดูก็ได้ทั้งนั้น พี่ออกจะดีใจเสียด้วยซ้ำไป”

ความใจดีของเขาทำให้เจ้าแม้นเมืองปลื้มใจ และถือโอกาสขอบคุณที่เขารักษาสัญญา

“เจ้าพี่ทำตามที่รับปาก...จะไม่เปิดเผยว่าเครื่องบรรณาการในขบวนเชียงเงินที่ส่งไปเมืองมัณฑ์คืออะไร”

“เพื่อความสุขความสบายใจของเจ้า พี่ทำได้ทุกอย่างแม้นเมือง”

เจ้าศุขวงศ์ทำตามที่พูดกับเจ้าแม้นเมืองจริงๆ แถมเผื่อแผ่ถึงเจ้ามิ่งหล้า ด้วยการส่งอินทรไปสืบข่าวเมืองมัณฑ์ เผื่อว่าเธอเดือดร้อน เขาอาจหาทางช่วยเหลือ ...อย่างน้อยเวลานี้เธอก็คือน้องสาวคนเดียวของผู้หญิงที่เขารักสุดหัวใจ

ooooooo

เจ้าแม้นเมืองแอบได้ยินเจ้าศุขวงศ์สั่งอินทรเรื่องหาข่าวเมืองมัณฑ์จึงเข้าใจว่าเขาตัดใจจากเจ้ามิ่งหล้าไม่ได้ แต่ที่เธอไม่รู้คือเขาไม่ได้ทำเพื่อน้องสาวของเธอ แต่อยากทำเพราะรักเธอ

ความเข้าใจผิดทำให้เจ้าแม้นเมืองข่มตาไม่ลง เจ้าศุขวงศ์เป็นห่วง หยิบผ้ามาคลุมไหล่ให้อย่างอ่อนโยน

“ที่เมืองมัณฑ์คงจะหนาวเย็นอย่างนี้เหมือนกันใช่ไหมเจ้า”

“ก็คงอย่างนั้น คงจะหนาวเย็นไม่แพ้กันหรอก”

ไม่ใช่แค่เจ้าแม้นเมืองที่เข้าใจผิด เจ้าศุขวงศ์ก็คิดเองว่าชายาคนสวยพูดถึงเมืองมัณฑ์เพราะฝังใจ อยากทำหน้าที่เป็นบรรณาการของกษัตริย์เมืองมัณฑ์แทนเจ้ามิ่งหล้า

“เมืองมัณฑ์กับที่นี่...จะว่าไปก็ต่างกันลิบลับ พี่ได้ยินมาว่าในวัง...กษัตริย์เมืองมัณฑ์มีมหรสพการละเล่นครื้นเครงให้ดูแทบทุกคืน ไม่มีคืนไหนจะเงียบเหงาเลย เทียบกันไม่ได้เลยกับเชียงพระคำ”

เจ้าศุขวงศ์อยากเปิดใจกับเจ้าแม้นเมืองถึงความรู้สึกของเขา แต่ยั้งปากไว้เพราะไม่อยากให้บรรยากาศอึดอัด โดยไม่รู้เลยว่าการไม่อธิบายของเขาทำให้เธอเข้าใจผิดมากขึ้น...คิดว่าคนที่เขารักจริงๆคือเจ้ามิ่งหล้า...ไม่ใช่เธอ

เจ้ามิ่งหล้าไม่คิดถึงความหวังดีจากใครทั้งนั้น มัวหาทางเข้าเขตวังชั้นในอีกครั้งเพื่อเข้าเฝ้ากษัตริย์เมืองมัณฑ์ เจ้านางข่ายคำเห็นดีเห็นงามด้วยเต็มที่ และมอบแหวนที่สวมติดมือตลอดเป็นของนำโชค

แหวนวงนั้นของเจ้านางข่ายคำนำโชคให้เจ้ามิ่งหล้าจริงๆ เมื่อเธอใช้มันหลอกล่อพวกทหารยามให้ติดกับ และฉวยจังหวะนั้นเข้าเขตวังชั้นในพร้อมกับฟองจันทร์

“เจ้าเห็นแล้วใช่ไหมฟองจันทร์ ขนาดเมืองเจริญแล้วอย่างเมืองมัณฑ์ ใครจะไปคิดว่าผู้คนมันก็หิวกระหาย ละโมบกับเงินทองทรัพย์สมบัติเสียยิ่งกว่า”

“เสียดายแหวนของเจ้านางนะเจ้า”

“แลกกับสิ่งที่ข้าต้องได้มาในวันข้างหน้า แหวนวงนั้นมันก็แค่ก้อนหินก้อนกรวดเท่านั้นฟองจันทร์”

แหวนของเจ้านางข่ายคำไม่แค่นำโชคให้เจ้ามิ่งหล้าเข้าไปในเขตวังชั้นในสำเร็จ แต่การเล็ดลอดเข้าไปครั้งนี้ ทำให้เจ้ามิ่งหล้าได้มีโอกาสสบตากษัตริย์เมืองมัณฑ์เป็นครั้งแรก

ความสวยงามและเสื้อผ้าโดดเด่นของเธอกลายเป็นเป้าสายตา ไม่เว้นแม้แต่เจ้านางปัทมสุดาที่ถึงกับตาวาว ก่อนจะส่งมิ่นคนสนิทไปสืบว่าผู้หญิงต่างเมืองคนนั้นคือใคร!

เจ้ามิ่งหล้าไม่สะทกสะท้านกับการจับจ้องของเจ้านางปัทมสุดา ราชินีแห่งเมืองมัณฑ์ มัวเคลิ้มกับรูปโฉมสง่างามของกษัตริย์เมืองมัณฑ์ และสายตาหยาดเยิ้มที่มองตามเธอจนเหลียวหลัง

“สายตาท่าน...เหมือนชั่วชีวิตนี้เพิ่งได้พบสิ่งที่ค้นหามานานแสนนาน”

“วันนี้เป็นวันโชคดีของลูก...เพราะแหวนของแม่นำโชคแท้ๆ”

เจ้านางข่ายคำยิ้มร่าภูมิใจ ก่อนหุบฉับเมื่อเห็นว่าแหวนวงนั้นไม่อยู่บนมือลูกสาวแล้ว...

ooooooo

หลังจากได้รับอนุญาตจากเจ้าศุขวงศ์ เจ้าแม้นเมืองก็นำเม็ดชมพูป่าไปให้อินทรปลูก อินทรนิ่งไปอึดใจ ก่อนจะยิ้มกว้าง กวาดมือไปที่พื้นดินรอบๆตัว

“เมื่อวานเจ้าน้อยก็เอาเมล็ดต้นชมพูป่ามาให้อินทรเหมือนกันเจ้า สั่งให้เพาะให้ขึ้นเป็นต้นให้ได้ คงเป็นชมพูป่าจากเชียงเงินดงเดียวกันกับที่เจ้าเก็บมาเหมือนกันเจ้า”

“เจ้าน้อยเปิ้นก็เก็บมาเหมือนกันรึ”

“เจ้า...เจ้าน้อยเปิ้นกำชับว่าอย่าเพิ่งบอกเจ้าแม้นเมือง เปิ้นอยากทำให้เจ้าแม้นเมืองประหลาดใจเจ้า”

คำบอกเล่าของอินทรทำให้เจ้าแม้นเมืองปลื้มมาก แต่เพียงครู่เดียวก็หน้าเสีย เมื่อเขียนจันทร์ตามไปดูคำแก้ว เด็กสาวจอมแก่นจากเชียงเงินที่แอบลงไปว่ายน้ำในสระบัว

แม้จะมีเจตนาบริสุทธิ์อยากหัดว่ายน้ำด้วยตัวเอง แต่การลงสระท่ามกลางสายตาผู้คนมากมายในคุ้มหลวงทำให้คำแก้วถูกเขียนจันทร์ดุ ส่วนเจ้าแม้นเมือง...แม้

ไม่ติดใจเอาความแต่ก็ไม่อยากให้มีเรื่องวุ่นวายเพราะตัวเองก็เพิ่งมาอยู่ แล้วก็เกิดเรื่องจนได้...เมื่อคำแก้วดันจมน้ำ!

อินทรที่เพิ่งมาสมทบพร้อมเจ้าศุขวงศ์กระโจนไปช่วย กว่าจะนำตัวคำแก้วขึ้นมาได้ก็ทุลักทุเลเต็มทน

ทุกคนไม่เว้นแม้แต่เจ้าย่าเรือนคำที่มาดูเหตุการณ์ถึงกับตบอกผาง เมื่อคำแก้วประกาศต่อหน้าทุกคนว่าไม่เข็ดและจะหัดว่ายน้ำจนกว่าจะว่ายเป็น เจ้าศุขวงศ์ส่ายหน้าอ่อนใจ ก่อนถามเสียงอ่อน

“ใครท้าทายเจ้ารึคำแก้ว”

“ไม่มีใครท้าทายข้าเจ้า ข้าเจ้าคิดเองว่าผู้ชายว่ายน้ำได้แล้วทำไมผู้หญิงถึงจะว่ายไม่ได้เจ้า”

คำตอบของคำแก้วทำให้เจ้าศุขวงศ์พอใจมาก ตามประสาผู้เคยเรียนและสัมผัสวัฒนธรรมตะวันตกที่ให้สิทธิชายหญิงเสมอภาคกัน เขาตัดสินใจให้อินทรสอนคำแก้วว่ายน้ำ โดยมีเขียนจันทร์ตามดูไม่ห่าง เจ้าแม้นเมืองซาบซึ้งใจมากที่สวามีไม่ถือสาหาความคำแก้ว แต่กระนั้นก็อดรู้สึกผิดไม่ได้

“ข้าเจ้าขอโทษถ้าคนของข้าเจ้าก่อเรื่องให้เจ้าเดือดร้อนรำคาญใจ ข้าเจ้าจะดูแลไม่ให้เกิดเรื่องทำนองนี้อีกเจ้า”

“ไม่มีเรื่องอะไรทำให้พี่เดือดร้อนรำคาญใจอย่างเจ้าว่าสักนิดแม้นเมือง”

“คำแก้วยังละอ่อน ทำอะไรก็คิดแต่เห็นเป็นเรื่องสนุก”

“แต่พี่กลับเห็นคนละอย่างกับเจ้า...จะหญิงหรือชายก็มีสิทธิมีศักดิ์ศรีไม่ต่างกันหรอกแม้นเมือง ทุกวันนี้เราตีกรอบให้ผู้หญิงทำโน่นไม่ได้ทำนี่ไม่ได้ด้วยประเพณีธรรมเนียมจนเคยชินกันไปหมดแล้ว พี่ว่าเป็นเรื่องดีที่คำแก้วกล้าจะแสดงออกให้เห็นความคิดความต้องการของตัวเอง”

“ใครต่อใครจะติฉินนินทาเอาได้นะเจ้า”

“แค่อยากหัดว่ายน้ำให้เป็น คำแก้วไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนสักหน่อย พี่ว่าดีเสียอีก วันข้างหน้าหากเกิด อะไรขึ้น ตกน้ำตกท่าคำแก้วก็ยังช่วยเหลือตัวเองได้ อาจจะช่วยคนอื่นได้ด้วยซ้ำไป...ทำไมเจ้ามองพี่อย่างนั้น”

“ผู้หญิงฝรั่งคงกล้าคิดกล้าทำกว่าผู้หญิงเชียงเงินใช่ไหมเจ้า”

คำถามของเธอทำให้เจ้าศุขวงศ์ถอนใจยาว ก่อนจะตัดสินใจแสดงความเห็นตรงๆ

“โลกที่พี่ได้ไปเห็น...แตกต่างจากบ้านเมืองเรามากแม้นเมือง พี่ไม่ได้ยกย่องฝรั่งทุกสิ่ง บางสิ่งที่ดีเราก็ควรเอาเป็นแบบอย่าง บางสิ่งไม่ดี เราก็มีศักดิ์ศรีพอจะปฏิเสธไม่ยอมรับได้ เราจึงจะพ้นข้อกล่าวหาของพวกฝรั่งว่าบ้านเมืองเราไร้อารยธรรม...สิ่งนี้ไม่ใช่ความคิดพี่เอง พี่เพียงเห็นพ้องความคิดและพระราโชบายพระเจ้าแผ่นดินสยามเท่านั้น”

ooooooo

มิ่นสืบเรื่องที่ได้รับมอบหมายจากเจ้านางปัทมสุดาจนรู้ว่าหญิงสาวแปลกหน้าแต่งตัวแปลกตาที่แอบเล่นหูเล่นตากษัตริย์เมืองมัณฑ์สวามีของเธอคือ เจ้ามิ่งหล้า...ผู้แทนจากเชียงเงินเพื่อถวายเครื่องบรรณาการ

“ทองคำ กำยาน ผ้าไหม เงิน เหล้าอย่างดี น้ำผึ้งป่า...หรือยังมีอย่างอื่นอีก”

“มิ่นไม่รู้ แต่มิ่นแน่ใจว่ามิพญาเดาไม่ผิด เมืองเล็กพวกนี้ไม่พ้นส่งของขวัญที่คิดว่าจะต้องราชหฤทัยองค์เหนือหัว”

เจ้านางปัทมสุดานิ่งไปอึดใจ แววตาเยือกเย็นแลดูน่ากลัวจนมิ่นเริ่มหายใจไม่ทั่วท้อง

“เจ้าได้เห็นของขวัญชิ้นนั้นแล้วใช่ไหมนังมิ่น”

“สายตาหลักแหลมของมิ่นบอกมิ่นว่า...มิ่นเดาไม่ผิดเจ้าค่ะ”

“ข้าเข้าประชุมเสนาบดีกับองค์เหนือหัวทุกวัน ยังไม่เคยเห็นกรมวังทูลเกล้าเสนอรายงานนี้”

“มิพญาจะประมาทไม่ได้นะเจ้าคะ”

“ข้ารู้...เจ้าเองก็รู้ว่าควรทำยังไงต่อไป”

กรมวังเมืองมัณฑ์ถูกเรียกตัวเข้าพบเวลาต่อมา เพื่อให้เจ้านางปัทมสุดาคาดคั้นจนรู้ว่าเจ้าหลวงแห่งเชียงเงินส่งเครื่องบรรณาการ รวมทั้งเจ้ามิ่งหล้าลูกสาวคนเล็กมาถวายตัวกับสวามีของเธอ

“คอยได้ก็จงคอยต่อไป คอยไม่ไหวก็ให้กลับเชียงเงินไปพร้อมกับของขวัญของพวกมันนั่นแหละ!”

เจ้ามิ่งหล้าไม่ได้สำเหนียกว่าจะถูกขัดขวางไม่ให้ถวายตัว มัวลำพองใจว่าความสวยสดงดงามของตัวจะทำให้กษัตริย์เมืองมัณฑ์หลงใหลและเรียกตัวถวายงานในที่สุด เจ้านางข่ายคำปลื้มใจมาก รีบส่งข่าวให้สวามี

“แม่ส่งจดหมายกลับไปหาเจ้าพ่อของลูกแล้ว แจ้งไปว่าพวกเรายังค้างเติ่งที่เมืองมัณฑ์ ยังไม่มีข่าวว่าจะได้เข้าเฝ้ากษัตริย์เมืองมัณฑ์เมื่อไรแน่ แม่ไม่อยากให้เจ้าพ่อของลูกเป็นกังวลเลย”

“ถ้าเจ้าพ่อรู้สึกว่าเมืองมัณฑ์ไม่เห็นหัวเชียงเงิน เจ้าแม่กลัวว่าเจ้าพ่อจะสั่งให้เรากลับเชียงเงินทันทีใช่ไหม”

“เจ้าพ่อของลูก...ถึงให้โกรธยังไงก็คงไม่ทำอะไรผลีผลามอย่างนั้นแน่ เพราะเรื่องนี้สำคัญมาก”

“เมืองมัณฑ์อาจยกกองทัพไปโจมตีเชียงเงิน...อย่างนั้นใช่รึไม่เจ้าแม่”

เจ้านางข่ายคำตอบไม่ถูก ท่าทีอึกอักอย่างเห็นได้ชัด เจ้ามิ่งหล้าเลยฮึด ประกาศกร้าว

“ต่อให้เจ้าพ่อเรียกตัวพวกเรากลับเชียงเงิน ลูกก็จะขอขัดขืนคำสั่ง ลูกก้าวมาถึงขนาดนี้แล้ว ลูกไม่ขอกลับไปมือเปล่าหรอกเจ้าแม่ ตราบใดที่ลูกยังไม่ได้สมหวังในสิ่งที่ลูกต้องการ!”

ooooooo

หลังทราบจนแน่ชัดจากกรมวังเรื่องบรรณาการจากเชียงเงิน เจ้านางปัทมสุดาก็ทำทุกอย่างเพื่อขัดขวางและปิดกั้นทุกทางไม่ให้กษัตริย์เมืองมัณฑ์รับรู้ รวมไปถึงกิจบ้านการเมือง นโยบายต่อต้านชาติตะวันตก เจ้านางปัทมสุดาก็มีส่วนร่วมหารือ ทั้งเพื่อควบคุมสวามีและรักษาอำนาจไว้กับตัว

เจ้ามิ่งหล้าตงิดใจ หลังการปรากฏตัวของมิ่นที่มาหยั่งเชิงเธอกับแม่เมื่อหลายวันก่อน แต่ก็ยังไม่ถูกเรียกตัวเข้าเฝ้า เมื่อตรองดูอีกครั้งจึงจำได้ว่ามิ่นคือคนสนิทของเจ้านางปัทมสุดา

“ลูกว่าลูกพอจะเดาออกแล้วเจ้าแม่ว่าศัตรูของเราเป็นใคร”

เจ้านางข่ายคำตามความคิดลูกสาวไม่ทัน เจ้ามิ่งหล้าเลยเฉลยว่ามิ่นคือคนสนิทของเจ้านางปัทมสุดา

“ดีแล้ว...เปิดหน้ามาให้เห็นกันชัดๆเถอะ จะทำสงครามกันทั้งที มัวหลบกันอยู่ในที่ลับตาทำไม”

“มิ่งหล้า...เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ อย่าเอาบ้านเมืองเป็นเดิมพันทีเดียว”

“ลูกรู้...จะทำสงครามก็ต้องคิดถึงแต่ชัยชนะ ลูกไม่ยอมเป็นแค่เครื่องบรรณาการชิ้นหนึ่งเท่านั้นหรอกเจ้าแม่”

สงครามชิงดีชิงเด่นในเมืองมัณฑ์ร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ ต่างจากบรรยากาศในเชียงพระคำเป็นไปอย่างราบรื่น โดยเฉพาะสถานการณ์ระหว่างเจ้าศุขวงศ์กับเจ้าแม้นเมือง ปรับตัวหากันได้ดีจนแทบไม่มีปัญหา

เจ้าศุขวงศ์เอาอกเอาใจเจ้าแม้นเมืองทุกอย่าง อยากให้เธอมีความสุขในฐานะชายาและชาวเชียงเงิน เขาจึงพยายามทำให้เธอสบายใจ รวมทั้งแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ต่างๆกับเธอด้วย

“ข้าเจ้ากำลังสงสัยว่าทำไมพวกฝรั่งจึงอยากได้ไม้สักของพวกเรานัก”

“เพราะบ้านเมืองเขาไม่มีไม้มีค่าอย่างไม้สักของเรา ไม้สัก...เติบโตเฉพาะบ้านเมืองเขตร้อนชื้นของเราเท่านั้น”

ความอยากรู้อยากเห็นของเจ้าแม้นเมืองทำให้เจ้าศุขวงศ์ชอบใจ และยิ่งกว่าเต็มใจจะอธิบายเพิ่มเติม

“บ้านเมืองเขา...ถึงจะเจริญก้าวหน้ากว่าบ้านเมืองเรามาก แต่ก็ขาดแคลน ไม่มีหลายอย่างที่พวกเรามี เครื่องเทศ สินแร่ แม้แต่ข้าว ถึงฤดูหนาวของเขาก็เท่ากับความยากจนทุกข์ทรมานมาเยือน”

“แต่พวกเขาก็เข้ามาอย่างต้องการซื้อขายกับเรามิใช่รึ”

“ใครจะไปรู้...เจตนาแท้จริงของพวกเขาอาจคือการเข้ามาครอบครองเป็นเจ้าของแผ่นดินพวกเราก็ได้ การค้าเป็นแค่ข้ออ้างเท่านั้น พอๆกับการนำศาสนาใหม่มาเผยแผ่ การอ้างว่าพวกเราเป็นบ้านเมืองไร้อารยธรรม ทุกอย่างเป็นข้ออ้างสำหรับการรุกรานเพื่อความชอบธรรมในการยึดครองทั้งนั้น...น้องเข้าใจสิ่งที่พี่พูดใช่ไหม”

“ในเมื่อพวกเขาเข้ามาอย่างมีเจตนาร้ายต่อบ้านเมืองของเรา...”

“พี่รู้ว่าน้องกำลังคิดอะไร ยังไงพวกเราก็ต้องปกป้องแผ่นดินของพวกเราไว้ แต่การต่อสู้ตอบโต้

พวกเขามีหลายรูปแบบ พวกเขาแข็งแกร่งกว่าพวกเรามาก หากเลือกปะทะชน...ก็ไม่ต่างจากสู้กับยักษ์ด้วยมือเปล่า พี่ถึงไม่เห็นด้วยกับเมืองมัณฑ์ที่ยังหลงคิดว่าตัวเองมีแสนยานุภาพเหนือใครในโลกนี้”

เจ้าแม้นเมืองฟังด้วยท่าทีนิ่งสงบกว่าเคย เหตุผลและข้อมูลของเจ้าศุขวงศ์เป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้

“เมืองมัณฑ์กำลังใกล้ตกที่นั่งลำบาก...น่าเป็นห่วง การปฏิบัติต่อเขาอย่างศัตรูไม่ใช่เรื่องฉลาด แต่การให้ความเป็นมิตรและใช้ประโยชน์จากเขาให้มากที่สุดน่าจะเป็นการต่อสู้ที่เหมาะสมที่สุด”

ooooooo

นอกจากความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับชาติตะวันตกของเจ้าศุขวงศ์ เจ้าแม้นเมืองยังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับแบร็กกิ้น ท่าทางสุภาพและแววตาจริงใจของเขาทำให้เธอผ่อนคลายและพูดคุยด้วยอย่างเป็นกันเองขึ้น

เขียนจันทร์กับคำแก้วได้เรียนรู้และทำความรู้จักชาวตะวันตกเช่นเดียวกัน โดยมีสายตาของเจ้าศุขวงศ์มองตามด้วยความพอใจ ยินดีและภูมิใจมากที่เจ้าแม้นเมืองและบรรดาผู้ติดตามยอมเปิดใจ

แบร็กกิ้นไม่ได้มีแค่ความรู้และความคิดเห็นมาฝาก แต่มีข่าวจากเมืองมัณฑ์มาฝากเจ้าศุขวงศ์ด้วย

“รัฐบาลอินเดียยื่นเงื่อนไขให้กษัตริย์เมืองมัณฑ์พิจารณา แต่คาดเดาได้ไม่ยากว่ากษัตริย์เมืองมัณฑ์คงปฏิเสธ แต่หันไปรับเงื่อนไขทางฝรั่งเศสมากกว่า”

“ท่านว่าเป็นการตัดสินใจของกษัตริย์เมืองมัณฑ์เองหรือเป็นความเห็นชอบของเสนาบดี”

“อาจจะไม่ใช่ทั้งสองอย่าง เป็นที่รู้กันว่าคนมีอำนาจเหนือการตัดสินใจของกษัตริย์ก็คือองค์ราชินี”

เจ้าศุขวงศ์นิ่วหน้า ก่อนถึงบางอ้อว่าใครคนนั้นก็คือเจ้านางปัทมสุดา

“ใช่แล้ว...พระนางปัทมสุดา...ขืนกษัตริย์ยอมเป็นแค่หุ่นเชิดและปล่อยอำนาจการตัดสินใจให้องค์ราชินีครอบงำได้อย่างนี้ เมืองมัณฑ์อยู่ในสถานะลำบากแน่!”

เจ้าแม้นเมืองไม่อยู่คุยกับแบร็กกิ้นด้วย แต่ไปหาเจ้าย่าเรือนคำและได้พบเจ้าละอองคำญาติสาวของเจ้าศุขวงศ์เป็นครั้งแรก ใบหน้าหมดจดและรอยยิ้มจริงใจของอีกฝ่ายทำให้เจ้าแม้นเมืองนึกเอ็นดู

“เจ้าพี่แม้นเมืองเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุดเลยนะเจ้า เจ้าพี่ศุขวงศ์เป็นคนดี เปิ้นรักใครแล้วรักจริงเสมอต้นเสมอปลาย คนเชียงพระคำเคารพรักเปิ้นกันทุกคน โลกนี้ผู้ชายดีพร้อมอย่างเจ้าพี่ศุขวงศ์จะมีสักคน ตอนเปิ้นส่งข่าวว่าจะกลับจากใต้ เจ้าย่าเปิ้นกลุ้มอกกลุ้มใจกลัวเปิ้นจะพาหลานสะใภ้คนใต้มาให้ท่านเสียแล้ว”

เจ้าศุขวงศ์มาสมทบหลังจากนั้น เจ้าละอองคำหันไปยิ้มต้อนรับ ก่อนจะขอสมัครเป็นน้องสาวเจ้าแม้นเมือง

“น้องเป็นคนน่ารักขนาดนี้ ใครๆก็อยากได้เป็นน้องสาว ไม่มีใครกล้าปฏิเสธน้องหรอก พี่ว่าเป็นเรื่องดีเสียอีก เจ้าแม้นเมืองจะได้ไม่เหงา จะได้คลายความคิดถึงเชียงเงินบ้านเกิดด้วย”

เจ้าแม้นเมืองทำได้แค่ยิ้มรับบางๆ เจ้าศุขวงศ์เลยถือโอกาสอวดว่าเธอพูดภาษาอังกฤษได้ดี เจ้าละอองคำตื่นเต้นมาก เพราะความรู้เรื่องภาษาอังกฤษหรือฝรั่งเศสถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับผู้คนในดินแดนล้านนา

“เจ้าพี่แม้นเมืองรู้ภาษาอังกฤษด้วยก๊า”

“พี่ก็พอรู้...งูๆปลาๆ”

เจ้าศุขวงศ์ส่ายหน้าให้อาการถ่อมตัวของเจ้าแม้นเมือง

“ใครว่างูๆปลาๆ ทั้งอ่านฟังพูดเขียน เจ้าแม้นเมือง

เปิ้นแตกฉานทีเดียวละอองคำ”

“ถ้าอย่างนั้น...นอกจากรับน้องเป็นน้องสาวแล้ว เจ้าพี่รับน้องเป็นลูกศิษย์ด้วยนะเจ้า...นะเจ้า”

ไม่ใช่แค่เจ้าละอองคำที่ตื่นเต้นเรื่องเจ้าแม้นเมืองมีความรู้เรื่องภาษาอังกฤษ เจ้าศรีวงศ์กับเจ้าจักรคำก็สนอกสนใจไม่แพ้กัน เจ้าแม้นเมืองได้แต่ยิ้มรับ ถ่อมตัวเหมือนเคย

“ข้าเจ้าพออ่านออกเขียนได้เท่านั้นเองเจ้า”

“เจ้านี่สมกับศุขวงศ์ เป็นเนื้อคู่กันแท้ๆ อาดีใจที่ได้เจ้ามาร่วมวงศ์วานว่านเครือ...ตอนนี้ก็ถือว่าเจ้าเป็นลูกหลานเชียงพระคำแล้ว อาอยากให้เราช่วยกันดูแลรักษาบ้านเมืองของบรรพบุรุษให้แข็งแรงมั่นคง ช่วยกันนะ...แม้นเมือง”

เจ้าแม้นเมืองลำบากใจมาก รู้ดีกว่าใครว่าอุดมการณ์ทางการเมืองของเชียงพระคำกับเชียงเงินต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่เมื่อเห็นว่าเจ้าศุขวงศ์มองมาด้วยความหวัง จึงตัดสินใจตอบรับแต่โดยดี

“มีสิ่งใดที่ข้าเจ้าทำได้เพื่อสนองพระเดชพระคุณ ข้าเจ้าก็ยินดีทำสุดกำลังความสามารถเจ้า”

ooooooo

เจ้าหน่อเมืองเจ้าอุปราชแห่งเชียงเงินเข้าพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาด้วยความขมขื่นใจ แต่เพื่อแผนประกาศตัวเป็นอิสระ ไม่เป็นประเทศราชของสยามหรือตกใต้อำนาจของชาติตะวันตก ทำให้ต้องฝืนใจ

ท่านเจ้าคุณฯข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จากสยามอยากให้เจ้าหน่อเมืองอยู่เชียงใหม่ต่อสักพัก เพื่อร่วมพิธีส่งตัวเจ้าหญิงดารารัศมีสู่บางกอก แต่เจ้าอุปราชแห่งเชียงเงินก็ปฏิเสธ อยากกลับบ้าน ไม่อยากทนอยู่ต่อแม้อึดใจเดียว

เจ้าหน่อเมืองเดินทางกลับเชียงเงินวันต่อมา แต่เพราะจิตใจหมกมุ่นเรื่องการปลดแอกบ้านเกิดเมืองนอน ทำให้ฟุ้งซ่าน เก็บไปฝันร้ายว่าต้องตายเพราะคมหอกดาบเพราะผิดคำสาบานในพิธีถือน้ำฯ

ฝันร้ายทำให้เจ้าหน่อเมืองสะดุ้งตื่นกลางดึก ใจหวิวเพราะภาพในฝันเหมือนจริงเหลือเกิน แต่กระนั้นภาระหน้าที่และความคิดที่ถูกปลูกฝังตั้งแต่เด็กก็ทำให้ต้องข่มใจและเลือกจะสู้

“ข้าต่างหากคือผู้กำหนดชะตาชีวิตของตัวข้าเอง!”

เจ้ามิ่งหล้าก็ดิ้นรนเพื่อชัยชนะของตัวเองเช่นกัน และคืนนี้...เธอจะหาทางเข้าเขตวังชั้นในอีกครั้ง เพราะเป็นโอกาสเหมาะที่ภายในวังมีจัดงานมหรสพ เจ้านางข่ายคำเป็นห่วง ไม่อยากให้ลูกสาวเสี่ยงตอนกลางคืน แต่เจ้ามิ่งหล้าก็ไม่เปลี่ยนใจ...มั่นใจว่าคืนนี้เธอจะมีโชคและได้พบกษัตริย์เมืองมัณฑ์!

ด่านแรกที่เจ้ามิ่งหล้าต้องฝ่าคือทหารยาม ครั้งนี้เธอไม่ได้ติดสินบน แต่เลือกอ้างชื่อเจ้านางปัทมสุดา อำนาจของราชินีเมืองมัณฑ์ทำให้ทหารยามกลัวหัวหดและยอมปล่อยให้เธอกับฟองจันทร์เข้าเขตชั้นในแต่โดยดี

“ภายนอกดูแข็งแกร่ง แต่แท้จริงแล้วเมืองมัณฑ์ก็อ่อนแอเน่าเฟะ...เจ้าเห็นรึยังฟองจันทร์”

“เจ้า...แต่ข้าเจ้ากลัวว่าขากลับออกไปเราจะมีปัญหานะเจ้า”

เจ้ามิ่งหล้าไม่หวั่น เชื่อแน่ว่าตัวเองต้องรอดไปได้ “จะต้องกลับไปทำไมฟองจันทร์ บารมีเจ้าหลวงเชียงเงินยังไงก็ยังคุ้มหัวเจ้าอยู่ ต่อให้ราชินีมีอำนาจขนาดไหนก็ไม่มีทางอยู่เหนือกษัตริย์ไปได้หรอก”

แผนเอาตัวเข้าล่อของเจ้ามิ่งหล้าได้ผลเกินคาด ความงามโดดเด่นของเธอเข้าตากษัตริย์เมืองมัณฑ์อย่างจัง และฉวยโอกาสตอนเจ้านางปัทมสุดาเพลิดเพลินกับการฟ้อนรำที่แสนโปรดปราน แอบไปดักรอ...

เจ้ามิ่งหล้าสั่งให้ฟองจันทร์รอข้างนอก ส่วนตัวเองไปดักรอกษัตริย์เมืองมัณฑ์ในมุมมืด และการเจอกันครั้งแรกก็ทำให้เธอหัวใจเต้นแรง ก่อนจะวาบหวิวทั้งตัวและหัวใจเมื่อถูกกระชากตัวไปใกล้

“ราชธิดาเจ้าหลวงเชียงเงินงั้นรึ...แล้วไยเจ้ามาอยู่ที่นี่”

“ข้าเจ้ารอนแรมมาไกลในฐานะตัวแทนเจ้าหลวงเชียงเงิน เพื่อถวายตัวเป็นเครื่องบรรณาการแสดงความ จงรักภักดีต่อพระองค์...กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเมืองมัณฑ์”

“ทำไมข้าไม่เคยรับรู้เรื่องนี้”

“อาจเป็นเพราะข้าเจ้าวาสนาน้อย ทั้งที่หัวใจดวงนี้มาเพื่อหวังพึ่งพระบรมโพธิสมภาร”

ความงามของเจ้ามิ่งหล้าทำให้กษัตริย์เมืองมัณฑ์พึงใจมาก กระชับอ้อมแขนและจูบซุกไซ้อย่างหื่นกระหาย เจ้ามิ่งหล้าลอบยิ้มในความมืด ก่อนจะแกล้งทำท่าแตกตื่นร้องขอให้หยุด

“ข้าเจ้าต้องไปแล้ว หากถูกจับได้ว่าลักลอบเข้ามาในเขตพระราชฐานข้าเจ้าอาจต้องอาญาหนัก”

“ข้าคือผู้ถืออาญานั้น เจ้าจะต้องกลัวไปไย”

“ข้าเจ้าพร้อมพลีกายและใจถวายองค์เหนือหัว แต่ได้โปรดประทานโอกาสให้ข้าเจ้าได้ถวายเครื่องบรรณาการอย่างเป็นทางการเสียก่อนเถิด”

วาจาฉอเลาะและถ่อมตัวของเจ้ามิ่งหล้าทำให้กษัตริย์เมืองมัณฑ์พอใจ แม้ไม่ค่อยเห็นด้วย แต่เมื่อเห็นแสงไฟจากเหล่ามหาดเล็กต้นห้องที่มาตามจึงต้องตัดใจและกลับเข้าไปในงาน...รอเวลาเจอกันอีก

ooooooo

เจ้ามิ่งหล้าลำพองใจมากว่าความงามของตนจะทำให้กษัตริย์เมืองมัณฑ์คลุ้มคลั่งและหาทางเรียกตัวมาเฝ้า โดยไม่รู้ล่วงหน้าเลยว่าเจ้านางปัทมสุดาที่ตามประกบสวามีตลอดจะเตรียมแผนตั้งรับไว้แล้ว

ระหว่างที่เจ้ามิ่งหล้าดิ้นรนทุกทางเพื่อถวายตัวต่อกษัตริย์เมืองมัณฑ์ เจ้าแม้นเมืองกลับได้รับการยอมรับจากครอบครัวของเจ้าศุขวงศ์ ถึงขั้นได้รับความไว้วางใจให้แปลจดหมายภาษาอังกฤษ

“นี่เป็นจดหมายจากบริษัทบริติชบอร์เนียว พี่อยากให้น้องอ่านดูให้ละเอียดแล้วร่างจดหมายโต้ตอบว่าเงื่อนไขข้อหนึ่งถึงสี่เรายินดีและยอมรับได้ แต่ข้อห้าและหกเราขอต่อรองด้วยการเปิดเจรจาใหม่ น้องช่วยพี่ได้ไหมแม้นเมือง”

“เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เป็นความลับของบ้านเมือง เจ้าแน่ใจแล้วหรือจะให้ข้าเจ้าล่วงรู้”

“แม้นเมือง...ถึงเวลานี้แล้ว น้องยังไม่เชื่อมั่นอีกรึว่าน้องคือส่วนหนึ่งของเชียงคำและส่วนหนึ่งของชีวิตพี่”

เจ้าแม้นเมืองก้มหน้านิ่ง สะท้านกับคำพูดตรงไป ตรงมาของเขา แต่ต้องข่มอารมณ์ทำเฉย เจ้าศุขวงศ์เห็นดังนั้นก็ยิ้มบางๆด้วยความเอ็นดู ก่อนจะย้ำให้มั่นใจว่าเขาเชื่อใจเธอ

เจ้าศุขวงศ์แสดงความจริงใจให้เจ้าแม้นเมืองเห็นเสมอ ไม่ว่าเรื่องใดที่ทำได้ เขาไม่ลังเลจะทำ แต่ความลับก็ไม่มีในโลก เมื่อเขียนจันทร์กับคำแก้วดันได้ยินเรื่อง ความหวังของเจ้าย่าเรือนคำจากบัวผันว่าอยากได้เจ้าละอองคำเป็นสะใภ้ สองสาวคนสนิทของเจ้าแม้นเมืองร้อนใจมาก กลัวเจ้านายสาวจะทุกข์ใจเพราะสวามีมีชายา อีกคน

ความหวังของเจ้าย่าเรือนคำยังเรืองรอง รวมทั้งหัวใจดวงน้อยของเจ้าละอองคำที่หลงรักเจ้าศุขวงศ์มานาน แม้เขาจะแต่งงานกับเจ้าแม้นเมืองแล้ว เจ้าละอองคำก็ไม่ถอดใจและคิดว่ายังมีโอกาส อย่างเช่นวันนี้ที่เธอหอบขนมอบแบบฝรั่งของโปรดของเจ้าศุขวงศ์ที่เพิ่งหัดทำมาฝากถึงคุ้ม

เจ้าแม้นเมืองมัวร่างจดหมายตามคำขอของเจ้าศุขวงศ์เลยไม่ได้ไปต้อนรับ เขียนจันทร์กระวนกระวายแทน ส่งคำแก้วไปตาม เจ้าแม้นเมืองไม่รู้เรื่องด้วย แต่ก็ยอมไปต้อนรับเจ้าละอองคำที่เรือนเพาะชำต้นชมพูป่า

เจ้าละอองคำขอต้นอ่อนชมพูป่าจากเจ้าศุขวงศ์ แต่เขากลับบอกให้เธอขอจากเจ้าแม้นเมืองเจ้าของตัวจริงแทน ซึ่งเจ้าแม้นเมืองก็มอบให้ด้วยความยินดี ไม่คิดแม้แต่น้อยว่าอีกฝ่ายจะกลายมาเป็นศัตรูหัวใจในไม่ช้า

เจ้าศุขวงศ์ปลีกตัวไปเฝ้าเจ้าหลวงศรีวงศ์กับเจ้าจักรคำเจ้าอุปราชแห่งเชียงพระคำ เจ้าแม้นเมืองต้องอยู่ต้อนรับเจ้าละอองคำตามลำพัง และได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องบ้านเมืองเป็นครั้งแรก

“ป่าไม้เมืองเรามีมากมาย ตัดเท่าไรก็ไม่มีวันหมด น้องว่าเจ้าพี่ศุขวงศ์ไม่เห็นต้องกังวลเรื่องเสียเปรียบฝรั่งเลย”

“ต่อให้ป่าไม้มีมากมายขนาดไหนสักวันก็ต้องหมดไป ถ้าไม่ดูแลรักษาให้ดี”

“แล้วที่เชียงเงินของเจ้าพี่จัดการเรื่องนี้ยังไงเจ้า”

“เชียงเงินไม่เปิดรับฝรั่งต่างชาติเพราะเราเชื่อว่าพวกนี้มาเพื่อหวังกอบโกยตักตวงสมบัติบรรพบุรุษของเรา”

“เจ้าพี่พูดเหมือนเจ้าย่าเรือนคำเลย แต่เรื่องแบบนี้น้องว่าปล่อยพวกผู้ชายเป็นฝ่ายตัดสินใจดีกว่ามังเจ้า”

“จะหญิงหรือชายก็มีสิทธิ์คิดได้เหมือนกัน เพราะหน้าที่รักษาบ้านเมืองเป็นของทุกคน”

“น้องขอเป็นช้างเท้าหลังเจ้า น้องไม่ได้กล้าหาญอย่างเจ้าพี่...”

ooooooo

เจ้าหลวงศรีวงศ์เรียกตัวเจ้าศุขวงศ์เข้าพบเพื่อหารือเรื่องเจ้าหน่อเมือง เชื่อแน่ว่าเจ้าอุปราชคนใหม่แห่งเชียงเงินคงไม่ยอมอยู่เชียงใหม่ต่อเพื่อส่งเจ้าหญิงดารารัศมีพร้อมข้าราชการสยาม

“เท่าที่หลานรู้จักหน่อเมือง หลานแน่ใจว่าเขาต้องทำอย่างนั้น ศักดิ์ศรีสำคัญกว่าอะไรทั้งสิ้นสำหรับคนคนนี้”

“ทำไมเขาไม่คิดมองอีกด้าน เชียงใหม่ตัดสินใจส่งเจ้าหญิงดารารัศมีถวายตัวกับพระเจ้าแผ่นดินสยามแทนที่จะส่งไปเป็นลูกบุญธรรมกษัตริย์อังกฤษ นั่นก็แสดงว่าเชียงใหม่เชื่อมั่นและจงรักภักดีต่อสยามขนาดไหน”

“หน่อเมืองต้องรู้ข้อนี้ดี แต่ก็อย่างที่บอก...ตัวตนที่แท้ของเขาเป็นอย่างไร การแสดงออกก็เป็นอย่างนั้น”

“พิธีถือน้ำฯเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าแสนอินทะกับ

หน่อเมืองคิดว่าเป็นแค่ฉากละครตบตาก็นับว่าคิดผิดอย่างมหันต์”

“หลานเชื่อว่าในความสงบต่อจากนี้ยิ่งเป็นเรื่องต้องจับตามองอย่างไม่ให้คลาดสายตาเจ้าอา...”

หลังได้พบเจ้ามิ่งหล้า กษัตริย์เมืองมัณฑ์ก็ร้อนรุ่มอยากเจออีก เร่งหาทางหลบหลีกเจ้านางปัทมสุดาและเรียกกรมวังมาสั่งการ แต่ถึงปกปิดแค่ไหน เจ้านางปัทมสุดาก็รู้จนได้และไม่รอช้าจะหาต้นตอคนที่กล้างัดข้อกับเธอ โดยมีมิ่นต้นห้องคนสนิทเป็นคนรับคำสั่งเหมือนเคย

“ข้าไม่เชื่อเด็ดขาดว่าตาแก่กรมวังนั่นจะกล้าท้าทายข้า”

“แล้วมันจะมีใครหน้าไหนเล่าเพคะที่เข้าถึงองค์เหนือหัวได้”

“ไม่ว่ามันจะเป็นใคร มันได้ประกาศความเป็นศัตรูกับข้าแล้ว”

“มิ่นว่าต้องเป็นคนใกล้ตัวเพคะ ไม่อย่างนั้นมันจะรู้ ความเคลื่อนไหว ความคิดมิพญาได้อย่างไร... จริงไหมเพคะ”

ในที่สุด...เจ้ามิ่งหล้าก็ได้เข้าเฝ้าถวายเครื่องบรรณาการกษัตริย์เมืองมัณฑ์ เจ้านางปัทมสุดาต้องข่มใจไม่แสดงอาการหึงหวง เจ้ามิ่งหล้าเลยยิ่งได้ใจ สบตากษัตริย์เมืองมัณฑ์อย่างยั่วยวน

“นอกจากบรรดาของมีค่าแลหายากจากเชียงเงินแล้ว หม่อมฉันในฐานะราชธิดาแห่งเชียงเงิน ขอถวายตัวเพื่อรับใช้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทด้วยชีวิตและดวงใจภักดีของหม่อมฉัน ควรมิควรสุดแท้แต่จะทรงพระกรุณาเพคะ”

ท่าทางของเจ้ามิ่งหล้าขัดหูขัดตาเจ้านางปัทมสุดายิ่งนัก ยิ่งเจ้านางข่ายคำที่ถือโอกาสเข้าเฝ้าพร้อมลูกสาว พูดจาเปิดทางให้สวามีของเธอ ยิ่งร้อนรน อยากฆ่าให้ตาย แต่ก็ทำได้แค่เอ่ยเสียงหวานกลบเกลื่อน

“น้องเอ็นดูมิ่งหล้าเหลือเกิน รู้สึกถูกชะตาอย่างบอกไม่ถูก”

เจ้ามิ่งหล้ากับเจ้านางข่ายคำสบตากันเงียบๆ สัญชาตญาณผู้หญิงทำให้เชื่อว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล ต่างจากกษัตริย์เมืองมัณฑ์ที่ตามเล่ห์เหลี่ยมมารยาหญิงไม่ทัน

“พี่ดีใจที่ได้ยินอย่างนั้น”

“ถึงจะเป็นราชธิดาเจ้าหลวงเชียงเงิน แต่การใช้ชีวิตในพระราชวังเมืองมัณฑ์ น้องเชื่อว่ามิ่งหล้ายังต้องปรับตัวอีกมาก ถ้าทรงไว้ใจน้อง น้องอยากจะขอตัวมิ่งหล้ามาเป็นคนของน้องสักระยะจะได้ไหมเพคะ”

พูดพลางโปรยยิ้มหวานเอียนไปทางเจ้านางมิ่งหล้าและเจ้านางข่ายคำ

“ได้สิ...เป็นเรื่องดีเหมือนกัน มิ่งหล้าจะได้เรียนรู้อะไรต่ออะไรจากน้องอีกมาก”

“เป็นพระกรุณาเพคะ...น้องสัญญาว่าจะดูแลมิ่งหล้าอย่างดีที่สุดเพคะ”

แววตาท้าทายจากเจ้านางปัทมสุดาทำให้เจ้านางข่ายคำกังวล กลัวอีกฝ่ายจะทำร้ายและขัดขวางความรุ่งโรจน์ของลูกสาวคนเดียว แต่เจ้ามิ่งหล้าไม่สะทกสะท้าน ประกาศกร้าวจะเอาชนะและทำให้ตัวเองกลายเป็นราชินีแทนให้ได้!

ooooooo

นิยายไทยรัฐ
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement