รากนครา ตอนที่ 1 นิยายไทยรัฐ
วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

advertisement

รากนครา ตอนที่ 1


29 ก.ย. 2560 17:34
2,146,744 ครั้ง

ละคร นิยาย รากนครา

รากนครา ตอนที่ 1

อ่านเรื่องย่อ

รากนครา

แนว:

พีเรียด-โรแมนติก-ดราม่า

บทประพันธ์โดย:

ปิยะพร ศักดิ์เกษม

บทโทรทัศน์โดย:

ยิ่งยศ ปัญญา

กำกับการแสดงโดย:

พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง

ผลิตโดย:

บริษัท แอค-อาร์ต เจเนเรชั่น จำกัด

วัน-เวลาออกอากาศ: ทุกวันจันทร์ - อังคาร เวลา 20.15 น.

ช่องออกอากาศ:

สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ:

ปริญ สุภารัตน์, ณฐพร เตมีรักษ์,นิษฐา จิรยั่งยืน

เจ้าศุขวงศ์หรือเจ้าน้อย บุตรชายคนเดียวของเจ้าศุษิระ อดีตเจ้าหลวงผู้ล่วงลับแห่งอาณาจักรเชียงพระคำ ทอดสายตามองผืนแผ่นดินเกิดจากบนหลังม้าด้วยสายตาเต็มตื้นปีติ เขาจากดินแดนนี้ไปนานนับสิบปีเพื่อศึกษาต่อที่สิงคโปร์และกลับมารับราชการในราชสำนักสยาม

ในฐานะผู้มีเชื้อสายเจ้าประเทศราชแห่งสยาม เจ้าศุขวงศ์จึงได้รับอิทธิพลความคิดจากเจ้าศุษิระผู้เป็นบิดาให้ศึกษาโลกภายนอกและความเป็นไปในสยาม เพื่อปรับใช้และสร้างความเข้าใจแก่เจ้าประเทศราชอื่นๆในแถบล้านนา ด้วยหวังพึ่งบารมีสยามให้บ้านเมืองรอดพ้นจากการคุกคามจากชาติตะวันตก

การกลับบ้านเกิดครั้งนี้ของเจ้าศุขวงศ์ คือการกลับในฐานะตัวแทนจากสยาม เพื่อทำหน้าที่ที่ได้รับการปลูกฝังมาตลอดจากเจ้าศุษิระและราชสำนักสยาม รวมทั้งถือโอกาสพาจอห์น แบร็กกิ้น สหายฝรั่งชาวอังกฤษมาสำรวจป่ารอบเชียงพระคำเพื่อหาลู่ทางทำการค้าไม้ในอนาคต

เจ้าศุขวงศ์รู้ดีว่าสถานะแท้จริงของจอห์น แบร็กกิ้นคือเจ้าหน้าที่บริษัทบริติช บอร์เนียว บริษัทสัมปทานค้าไม้ขนาดใหญ่จากประเทศอังกฤษที่ประสงค์จะสอดส่องทรัพยากรป่าไม้ในดินแดนล้านนาเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ การมาถึงเชียงพระคำด้วยกันครั้งนี้อาจทำให้หลายฝ่ายไม่ไว้ใจ แต่เจ้าศุขวงศ์ก็ตัดสินใจพามาด้วย เพราะอยากให้แบร็กกิ้นอยู่ในสายตามากกว่าปล่อยให้ไปสำรวจเมืองตามลำพัง

การมาถึงของชาวตะวันตกในดินแดนล้านนา ทำให้ชาวเมืองที่ออกมาต้อนรับเจ้าศุขวงศ์แตกตื่น แบร็กกิ้นแปลกใจไม่น้อย แต่ก็ไม่ยี่หระเท่าไหร่นัก อยากแต่จะออกไปสำรวจป่ามากกว่าจนเจ้าศุขวงศ์ต้องปรามให้ใจเย็น เพราะหากเจ้าหลวงศรีวงศ์ น้องชายเจ้าศุษิระและเจ้าหลวงองค์ปัจจุบันแห่งเชียงพระคำไม่เห็นด้วย การค้าไม้ก็คงไม่เกิดขึ้น

“ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเจ้าอา เราทำได้เพียงเสนอความคิดและแนวทางใหม่ที่ยังไม่มีใครทำ”

“งั้นก็ให้ข้าขึ้นเฝ้าเจ้าหลวงกับเจ้าสิจะได้ช่วยกันพูด”

“เราไม่ใช่คนที่จะอนุญาตให้ท่านเข้าเฝ้าเจ้าหลวงได้ กลับไปรอที่เรือนของท่าน แบร็กกิ้น”

“จะเข้มงวดอะไรนักหนา”

“ถึงที่นี่ไม่ใช่เมืองหลวง ห่างไกลความศิวิไลซ์ที่ท่านคุ้นเคย แต่ที่นี่ก็มีความเจริญ มีระเบียบธรรมเนียมของตัวเอง ท่านเป็นแขก ท่านต้องยอมรับด้วย”

แยกจากแบร็กกิ้น เจ้าศุขวงศ์พร้อมด้วยอินทร อดีตคนสนิทเจ้าศุษิระและปัจจุบันคือผู้ติดตามที่เขาวางใจมากที่สุด ก็ไปกราบอัฐิเจ้าศุษิระ อินทรเฝ้ามองเจ้านายหนุ่มรูปงามที่เขาอุ้มชูตั้งแต่เยาว์วัยด้วยความชื่นชม

“เสียดายที่เจ้าท่านจากไปเร็วเกินไป ไม่อย่างนั้นวันนี้ท่านคงได้ภาคภูมิใจที่ได้เห็นเจ้ากลับมาเชียงพระคำ”

“ยังหรอกอินทร...เราจะทำให้เจ้าพ่อภาคภูมิใจได้ก็ต่อเมื่อภารกิจที่เจ้าพ่อสั่งเสียไว้ประสบความสำเร็จเสียก่อน หนึ่งบ้านเมืองร่มเย็น สองผู้คนสงบ สามไม่ให้พวกฝรั่งมันเข้ามาถือโอกาสยึดครอง สี่ให้วงศ์ญาติ...หมายถึงหัวเมืองทุกแห่งอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อน ไม่ต้องมีใครถูกแบ่งแยกตัดเฉือนออกไป...”

ooooooo

เพลาเดียวกันที่เชียงเงิน...บ้านพี่เมืองน้องของเชียงพระคำก็กำลังเศร้าโศก เมื่อชาวเมืองและสมาชิกราชวงศ์ทราบข่าวร้ายของเจ้าสิงห์คำ ตำแหน่งอุปราชและน้องชายคนเดียวของเจ้าหลวงแสนอินทะ เจ้าหลวงคนปัจจุบันแห่งเชียงเงิน อาการป่วยทรุดฮวบจนต้องเรียกคนใกล้ชิดไปดูใจและสั่งเสียเป็นครั้งสุดท้าย

เจ้าหน่อเมืองและเจ้าแม้นเมือง สองพี่น้อง ลูกชายและลูกสาวของเจ้าหลวงแสนอินทะกับเจ้านางกาบแก้วผู้ล่วงลับ ถูกเรียกตัวไปหาเจ้าสิงห์คำ โดยเฉพาะฝ่ายแรกที่เขาหมายมั่นปั้นมือให้สืบทอดเจตนารมณ์

“หน่อเมือง...จงอย่าก้มหัวให้ความเปลี่ยนแปลง สยามกำลังพยายามเปลี่ยนเราให้เป็นสยาม แล้วค่อยกลืนเราให้เป็นพวกฝรั่ง...เมื่อไรที่เขาเปลี่ยนเราให้เหมือนเขาได้สำเร็จ เขาก็ยึดครองเราได้เต็มตัว ถึงวันนั้นพวกเราก็จะไม่มีวันได้ยืนอยู่บนขาของตัวเอง ไม่มีวันได้แม้แต่จะฝันถึงเสียด้วยซ้ำ”

เจ้าหน่อเมืองสะเทือนใจมาก รับปากหนักแน่นจะทำตามที่เจ้าสิงห์คำสั่งเสียและสั่งสอนมาตลอด

“เชียงเงินต้องอยู่ได้อย่างอิสระ ไม่ต้องเป็นข้าใคร ไม่ว่าสยาม...หรือเมืองมัณฑ์”

“เจ้าอาอย่าได้กังวล หลานจะปกป้องเชียงเงินด้วยชีวิตของหลานเอง”

เจ้าหลวงแสนอินทะเป็นคนถัดมาที่เจ้าสิงห์คำอยากสั่งเสีย แต่ก็หมดลมเสียก่อน ทิ้งให้เจ้าหลวง เจ้าหน่อเมือง เจ้าแม้นเมืองและสมาชิกราชวงศ์ที่เหลือก้มกราบทั้งน้ำตาเพื่ออำลาเป็นครั้งสุดท้าย

เจ้าแม้นเมืองเสียใจมากเพราะผูกพันกับเจ้าสิงห์คำอาแท้ๆมาตั้งแต่เด็ก หลังจากเจ้านางกาบแก้วแม่แท้ๆ

ตายและเจ้าข่ายคำน้าสาวได้ขึ้นเป็นเจ้านางหลวงแทน ทั้งเธอและเจ้าหน่อเมืองจึงอยู่ในความดูแลของเจ้าสิงห์คำอาแท้ๆ ความสูญเสียครั้งนี้จึงใหญ่หลวงนักจนเธอต้องแอบไปร้องไห้คนเดียว ก่อนที่เจ้าหน่อเมืองจะมาพบโดยบังเอิญ

“น้องผิดคำสัญญาต่อเจ้าอาว่าจะไม่ร้องไห้ให้ผู้ใด เห็น...น้องละอายใจ”

“หากร้องเพราะเสียใจต่อการจากไปของเจ้าอา... ก็จงร้องเถอะ แต่นับจากวันนี้ไปน้องต้องเข้มแข็ง...เพื่อเจ้าอาและเชียงเงินของเรา ยังมีภาระหน้าที่ที่เราต้องทำอีกมากมายนัก”

“สิ้นเจ้าอาสิงห์คำแล้ว เชียงเงินของเราจะเป็นอย่างไรเจ้าพี่”

เจ้าหน่อเมืองก็ตอบไม่ถูก แต่คำสัญญาต่อเจ้าสิงห์คำก็ทำให้มุ่งมั่น “เชียงเงินอย่างไรก็ยังต้องเป็นเชียงเงิน ถึงต้องแลกด้วยชีวิตพี่ก็จะไม่มีวันก้มหัวให้ศัตรูหน้าไหน...ไม่ว่าสยามหรือเมืองมัณฑ์”

“เพื่ออิสรภาพของเชียงเงิน ชีวิตเลือดเนื้อของน้องยินดีถวายแก่เจ้าหลวงและเชียงเงิน เป็นเครื่องสักการะบรรพชนของเรา เจ้าพี่...ไม่ว่าจะสยามหรือเมืองมัณฑ์ น้องจะไม่ยอมก้มหัวให้เช่นกัน!”

งานศพของเจ้าสิงห์คำถูกจัดเตรียมหลังจากนั้น มีเจ้านางข่ายคำเป็นแม่งานใหญ่ เจ้าแม้นเมืองลูกเลี้ยงสาวเป็นผู้ช่วย และเจ้ามิ่งหล้า ลูกสาวของเธอที่เกิดกับเจ้าหลวงแสนอินทะ ช่วยหยิบจับเล็กๆน้อยๆ

เจ้ามิ่งหล้าเป็นธิดาคนเล็กในเจ้าหลวงแสนอินทะ หน้าตาสวยงามหมดจด ไม่ต่างจากเจ้าแม้นเมืองพี่สาวคนละแม่ แต่เพราะถูกเลี้ยงดูแบบตามใจ โดยเฉพาะจากเจ้านางข่ายคำ ทำให้เจ้ามิ่งหล้าค่อนข้างเอาแต่ใจและคนที่เธอมักดื้อดึงและเอาชนะเสมอก็คือเจ้าแม้นเมืองอย่างเช่นวันนี้...ระหว่างที่ทุกคนวุ่นวายกับการเตรียมงานศพ เจ้ามิ่งหล้าก็จมกับกองผ้ามากมายเพื่อใช้ตัดชุดไปร่วมงาน เจ้านางข่ายคำช่วยเลือกเหมือนเคย โดยมีเจ้าแม้นเมืองเฝ้ามองนิ่งๆ ชินเสียแล้วที่ถูกกดให้ต่ำกว่าน้องสาวคนละแม่...ไม่ว่าสิ่งใดที่เจ้ามิ่งหล้าต้องการ ทุกคนในเชียงเงินก็ต้องยอม...

ooooooo

เจ้าย่าเรือนคำนั่งมองเจ้าศุขวงศ์หลานชายคนโตก้มกราบเธอด้วยความตื้นตันใจ ดีใจเหลือเกินที่เขากลับบ้านเกิดเพื่อสานต่อเจตนารมณ์ของเจ้าศุษิระ ลูกชายคนโตของเธอ

“คุณพระคุณเจ้าคุ้มครองนะลูก ย่ารอคอยวันนี้มานาน...กลัวว่าเจ้าจะไม่กลับบ้านเกิดเมืองนอนเสียแล้ว”

“เชียงพระคำเป็นแผ่นดินเกิด และจะเป็นแผ่นดินตายของหลาน หลานจะไม่กลับมาได้อย่างไร”

“เจ้าไปอยู่เมืองใต้เสียนาน ย่าคิดว่าเจ้ากลายเป็นคนสยาม นิยมฝรั่งมังค่าไปเสียแล้ว”

“หลานไปอยู่บางกอกและเมืองสิงคโปร์ก็เพื่อการเรียนรู้เท่านั้นเจ้าย่า”

“ย่าหวังว่าการเรียนรู้ของเจ้าจะเป็นประโยชน์แท้จริงกับบ้านเมือง ไม่ใช่เรียนรู้เพื่อเดินตามเขาเท่านั้นหรอกนะ”

เจ้าศุขวงศ์ยิ้มบางๆ รู้ดีว่าเจ้าย่าคงไม่ชอบใจเสื้อผ้าแบบฝรั่งที่เขาสวมสักเท่าไหร่

“ถึงหลานจะแต่งตัวแบบนี้ แต่ในใจหลานยังคงเหมือนเดิมเจ้าย่า หลานยังเป็นคนเชียงพระคำ ชีวิตของหลานเป็นของแผ่นดินนี้และผู้คนที่นี่เสมอ โลกภายนอกมีความเปลี่ยนแปลงทุกวันเจ้าย่า เพื่อจะให้อยู่รอด...เราต้องปรับตัวเองให้ทันความเปลี่ยนแปลงนั้นด้วย เหมือนกัน”

แม้จะไม่เห็นด้วยแต่เจ้าย่าเรือนคำก็ไม่ได้คัดค้านหลานชาย อยากรู้เรื่องแบร็กกิ้นมากกว่า

“หลานมีงานต้องทำร่วมกับเขาเจ้าย่า ถึงวันนี้การคบหากับพวกเขาเป็นเรื่องเลี่ยงไม่ได้เสียแล้ว หลานต้องทำเพื่อให้พวกเรารู้เท่าทันและเสียเปรียบพวกเขาน้อยที่สุด”

“พวกมันเป็นยิ่งกว่าคนป่า กระด้าง ถือดี อวดอำนาจ อวดความก้าวหน้าของพวกมัน ย่าละแสนเกลียด ไม่อยากให้เจ้าคบหากับมันเลย มันจะลามปามเหมือนขี้กลาก อยู่ห่างๆพวกมันไว้จะไม่ดีกว่ารึ”

“ไม่ได้หรอกเจ้าย่า โลกมันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว เราไม่อาจหลบเร้นจากสายตาพวกเขาได้อีก เราจำเป็นต้องเผชิญหน้า และเราก็ต้องยอมรับว่าเราเสียเปรียบพวกเขาเหมือนกระแสน้ำเชี่ยวที่ไหลบ่า ต่อให้เรากั้นทำนบขวางก็มีแต่จะพังไปด้วยกันทั้งหมด เราควรขุดเซาะเป็นร่องน้ำเหมือนกำหนดให้เขาเดินไปบนเส้นทางที่เหมาะสมมากกว่า”

“เจ้าหมายความว่าเราต้องยอมมันรึ”

“ยอมคบกับพวกเขาเพื่อควบคุมพวกเขาเท่านั้นเจ้าย่า หลานรู้ดีว่าการคบพวกนี้ไม่มีเส้นทางที่ราบลื่น แต่เราก็ต้องเสี่ยง และหลานสัญญาว่าจะรอบคอบ วงศ์ญาติผู้คนและแผ่นดินของพวกเราเป็นสิ่งที่หลานจะต้องปกป้อง ต้องดูแลรักษาไว้...ขอให้เจ้าย่าวางใจ”

คืนเดียวกันที่เชียงเงิน...เจ้าแม้นเมืองนั่งเขียนหนังสือในคุ้มหลวงตามลำพัง ฟองจันทร์เพื่อนสนิทตั้งแต่เด็กเดินถือเชิงเทียนมาให้ พร้อมเล่าเรื่องงานปักผ้าสำหรับชุดออกงานศพว่าเรียบร้อยสมเกียรติทุกอย่าง

“ถึงลายปักของเจ้าจะไม่งามเท่าของมิ่งหล้า แต่ข้าปักเองกับมือ จะไม่ยอมให้เจ้าน้อยหน้ามิ่งหล้าได้หรอก”

“ข้าไม่เคยคิดน้อยใจ ยังไงมิ่งหล้าก็น้องของข้า... ถึงจะคนละแม่ก็ตาม ข้าชินเสียแล้วกับการต้องเสียสละเพื่อน้อง สิ่งดีที่สุดต้องให้น้องก่อนเสมอ”

“คิดถึงตัวเองบ้างเถอะแม้นเมือง”

“ความสุขของข้าก็มีเท่านี้แหละฟองจันทร์ เพื่อน้อง เพื่อเจ้าหลวง เพื่อแผ่นดินเชียงเงิน...”

ooooooo

นอกจากเจ้าย่าเรือนคำ อีกบุคคลสำคัญที่เจ้าศุขวงศ์ต้องไปกราบคือเจ้าหลวงศรีวงศ์ น้องชายของเจ้าศุษิระและเจ้าหลวงองค์ปัจจุบันของเชียงพระคำ เจ้าหลวงศรีวงศ์ยินดีมากที่ได้หลานชายมาช่วยงาน

“เรื่องตำแหน่งของเจ้า อาจะจัดให้กินตำแหน่งเจ้าราชภาติยะไปก่อน แล้วค่อยขยับปรับให้เหมาะสม”

“เจ้าอา...หลานไม่ได้ต้องการตำแหน่งอะไรเลย... ขอเจ้าอาอย่ากังวล”

“คนอื่นจะตำหนิได้ที่ไม่จัดที่ทางที่เหมาะสมให้กับศักดิ์เดิมของเจ้า”

“หลานขอมีตำแหน่งเป็นหลานเจ้าอา หลานก็พอใจแล้ว ตำแหน่งประมุขคนต่อไป เจ้าอาวางไว้ที่จักรคำ อย่างทุกวันนี้เป็นเรื่องเหมาะสมที่สุดแล้ว”

ความจริงใจของเจ้าศุขวงศ์ทำให้เจ้าหลวงศรีวงศ์สบายใจ ยิ่งอีกฝ่ายเอ่ยปากไม่ขอรับตำแหน่งทางการเมือง แต่ยกสิทธิ์ทุกอย่างให้เจ้าจักรคำลูกชายคนเดียวของเขา ยิ่งเบาใจว่าการกลับมาของหลานชายจะมีแต่เรื่องดีๆ

และหนึ่งในนั้นก็คือการมาถึงของจอห์น แบร็กกิ้น เพื่อนฝรั่งชาวอังกฤษของเจ้าศุขวงศ์ แม้จะไม่ชอบใจและไม่ไว้ใจชาวตะวันตกนัก แต่ก็เชื่อว่าเจ้าศุขวงศ์จะควบคุมได้และนำผลประโยชน์อันควรแก่เชียงพระคำ

คิดได้ดังนั้น แบร็กกิ้นเลยได้รับอนุญาตให้สำรวจป่าในเชียงพระคำได้ โดยมีเจ้าศุขวงศ์เป็นคนแจ้งข่าว

“แต่มีเงื่อนไข...แบร็กกิ้น...เจ้าหลวงอนุญาตเพราะเรารับปากว่าการสำรวจป่าทุกครั้งต้องมีเราอยู่ร่วมด้วย”

“ไม่มีปัญหา ข้าต้องการเจ้าอยู่แล้ว”

“กับอีกข้อหนึ่ง...เจ้าหลวงรับบริติช บอร์เนียว ของท่านให้เข้ามาทำธุรกิจในลักษณะเข้าหุ้นร่วมทุน ไม่ใช่ยกสัมปทานให้เหมือนอย่างแต่ก่อน...ท่านถึงได้อนุญาต”

“บริติช บอร์เนียว...ไม่เอาเปรียบท่านหรอก”

“ธุรกิจก็คือธุรกิจ เราอยู่ในสถานะที่ต้องรักษาผลประโยชน์ให้แผ่นดินเกิดของเราด้วย หวังว่าท่านคงเข้าใจ”

งานแรกของเจ้าศุขวงศ์เป็นที่น่าประทับใจใครหลายคน โดยเฉพาะอินทรคนสนิทที่เขาวางใจที่สุด แต่กระนั้นเจ้าศุขวงศ์กลับไม่ภูมิใจนัก เพราะเจ้าย่าเรือนคำไม่ค่อยเห็นด้วยกับเรื่องนี้

“เจ้าย่าของเจ้าคงอยากเห็นเจ้าเป็นอย่างเจ้าหน่อเมือง ...เจ้าราชบุตรเชียงเงินละมั้ง”

“หน่อเมือง...เราคลับคล้ายคลับคลากับชื่อนี้”

“อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเจ้านี่แหละ แต่หัวแข็ง เลือดเชียงเงินเข้มข้นนัก ไม่ยอมก้มหัวให้ใครเลย”

“เชียงเงินกับเชียงพระคำ ยังไงก็เกี่ยวพันเป็นญาติห่างๆกันใช่ไหมอินทร”

อินทรพยักหน้ารับอย่างคนที่รู้ความเป็นมาของเชียงพระคำดี “สมัยเจ้าพ่อของเจ้ายังอยู่ ท่านไปมาหาสู่เชียงเงินหลายครั้ง ทุกวันนี้เชียงเงินก็ยังส่งเครื่องบรรณาการถวายพระเจ้าแผ่นดินสยามมิได้ขาด”

“ถ้าอย่างนั้น...สักวันเราก็คงได้เจอเจ้าราชบุตรเชียงเงินคนนี้”

ooooooo

งานศพเจ้าสิงห์คำถูกจัดพร้อมงานรับตำแหน่งอุปราชคนใหม่ของเชียงเงินด้วย และเจ้าหน่อเมืองก็คือผู้รับตำแหน่งนี้ เจ้าหลวงแสนอินทะไม่ห่วงเรื่องลูกชายจะมีภาระหน้าที่ยิ่งใหญ่ เบาใจด้วยซ้ำเพราะเจ้าหน่อเมืองถูกปลูกฝังจากเจ้าสิงห์คำตั้งแต่เด็กให้ทำทุกอย่างเพื่อบ้านเมือง

และภารกิจแรกในฐานะอุปราชคนใหม่แห่งเชียงเงินก็คือเดินทางไปร่วมพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาที่เชียงใหม่ เจ้าแม้นเมืองเป็นห่วงพี่ชาย จนเขาต้องปลอบไม่ให้กังวล...เพราะที่ต้องไปก็เพื่อลวงทางการสยามให้ตายใจเท่านั้น

แม้ว่าแบร็กกิ้นจะได้รับอนุญาตให้สำรวจป่าในเชียงพระคำได้ แต่ทรัพยากรทางธรรมชาติอื่นๆ โดยเฉพาะแร่ทองคำก็ทำให้เขาสนใจและอยากสำรวจเพิ่มจนถึงเชียงเงิน เจ้าศุขวงศ์ต้องคอยปรามและเบี่ยงเบนความสนใจ ไม่อยากให้ผลีผลาม กลัวจะเกิดปัญหาระหว่างดินแดนในระยะยาว

แต่ความหวังของเจ้าศุขวงศ์ก็ถูกขัด เมื่อมีม้าเร็วจากเชียงเงินส่งข่าวงานศพเจ้าสิงห์คำและพิธีรับอุปราชคนใหม่ เจ้าศรีวงศ์เห็นว่าเจ้าจักรคำลูกชายคนเดียวต้องไปร่วมพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาที่เชียงใหม่ เลยจะส่งเจ้าศุขวงศ์ไปแทนเพื่อเป็นสักขีพยานในฐานะญาติและบ้านพี่เมืองน้องกับเชียงเงิน

เมื่อแบร็กกิ้นรู้ก็ร่ำร้องอยากไปสำรวจป่าในเชียงเงินด้วย เจ้าศุขวงศ์รู้ทัน ไม่อยากให้ไปแต่ไม่มีทางเลือก ต้องพาไปด้วยเพราะไม่อยากให้อยู่ไกลสายตา โดยมีอินทรตามประกบในฐานะคนสนิทของเจ้าศุขวงศ์

เจ้าศุขวงศ์คอยระวังแบร็กกิ้นทุกฝีก้าว กลัวจะเกิดเรื่องผิดคาดแล้วจะมีปัญหาใหญ่ตามมา แต่กระนั้น... นายหน้าค้าไม้ชาวอังกฤษก็ไม่ได้ทำให้เขาลำบากใจ แต่กลับมีเรื่องให้เขากังวลมากกว่า เพราะตามกฎของเชียงเงิน ชาวต่างชาติไม่สามารถเข้าพักในเขตคุ้มหลวงได้

พญาวังขวาเป็นตัวแทนจากเชียงเงิน รับมอบหมายดูแลความเรียบร้อยของแขกบ้านแขกเมืองที่มาร่วมพิธีศพและพิธีรับอุปราชคนใหม่ และการมาถึงของแบร็กกิ้นก็ทำให้เขาอึดอัดใจ เจ้าศุขวงศ์เลยตัดปัญหาให้อินทร พาแบร็กกิ้นไปหาที่พักรอบเมืองเชียงเงิน ส่วนตัวเขาจะเข้าไปพักในเขตคุ้มหลวงตามลำพัง

เจ้าแม้นเมืองรับหน้าที่จัดเตรียมหอหน้าให้เจ้าหน่อเมืองพี่ชายและว่าที่อุปราชคนใหม่ของเชียงเงินเข้าพักตามตำแหน่ง รวมไปถึงเรือนรับรองต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง และเธอก็ทำได้ดี โดยเฉพาะที่พักส่วนตัวของเจ้าหน่อเมือง เธอก็ทำได้ไม่มีที่ติเพราะรู้ใจกันมานาน

การมาถึงของแขกบ้านแขกเมือง ซึ่งหลายคนมีฐานะเป็นญาติของราชวงศ์เชียงเงิน ทำให้เจ้าหน่อเมืองอึดอัดใจ ไม่เว้นแม้แต่ญาติจากเชียงพระคำ บ้านพี่เมืองน้อง ของเชียงเงิน เจ้าแม้นเมืองเข้าใจพี่ชาย เพราะรู้ว่าบรรดาเมืองน้อยใหญ่ในดินแดนล้านนาต่างก็เอาใจฝักใฝ่สยาม ไม่มีใครยืนหยัดลำพังหรือฝักใฝ่อิสรภาพเหมือนเชียงเงิน

แต่ที่สองพี่น้องไม่รู้ คือตัวแทนจากเชียงพระคำไม่ใช่เจ้าจักรคำ แต่เป็นเจ้าศุขวงศ์ หนุ่มหล่อมาดนิ่งในเครื่องแต่งกายแบบตะวันตก และการปรากฏตัวของเขาในดงชมพูป่าของคุ้มหลวง ก็ทำให้เจ้าหน่อเมืองกับเจ้าแม้นเมืองตกใจ และโกรธมาก เพราะเข้าใจว่าเขาเป็นชายต่างชาติบุกรุกเขตคุ้มหลวง

“เรารู้ธรรมเนียม และเข้ามาที่นี่ได้โดยได้รับอนุญาต”

“ไม่อยากเชื่อว่าพญาวังขวาจะอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาในกำแพงล้อม เป็นกฎรอบกำแพงล้อมของเชียงเงินว่าสถานที่ที่คนต่างชาติไม่มีสิทธิ์เหยียบ”

เจ้าศุขวงศ์มองหน้าคนพูดที่เป็นชายหนุ่มในเครื่องแต่งกายเต็มยศของเชียงเงินด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ไม่ถือสา

“การแต่งกายและสภาพภายนอกของผู้คนไม่อาจบอกความคิดของใครได้”

“ตรงกันข้าม สภาพภายนอกสะท้อนเงาภายใน การกระทำสะท้อนความคิด”

“นั่นเพียงแค่บางส่วนเท่านั้น เรากลับมองว่าการใช้สภาพแค่ที่มองเห็นตัดสินผู้คนเป็นความไม่รอบคอบ”

เจ้าแม้นเมืองเห็นท่าไม่ดี เมื่อเห็นเจ้าหน่อเมืองเตรียมดึงดาบจากฝัก สองหนุ่มหวิดจะมีเรื่องกัน ถ้าพญาวังขวาจะไม่โผล่มาขวาง แล้วรีบบอกว่าเจ้าศุขวงศ์ไม่ใช่ผู้บุกรุกแต่เป็นตัวแทนจากเชียงพระคำ

เจ้าหน่อเมืองทำหน้าเหมือนไม่เชื่อ สายตาฉายแววเย้ยหยันเมื่อเห็นว่าแขกจากเชียงพระคำแต่งตัวเยี่ยงชาวตะวันตก เดาได้โดยไม่ต้องคิดว่าจิตใจจะฝักใฝ่ฝ่ายไหน เจ้าศุขวงศ์ไม่ถือสาท่าทางเอาเรื่องนั้น แต่อยากขอความช่วยเหลือเรื่องที่พักให้แบร็กกิ้นมากกว่า ไม่อยากทิ้งให้อยู่ตามลำพัง

“กฎของที่นี่ก็คือคนต่างชาติไม่มีสิทธิ์เหยียบเข้าหลังกำแพงล้อม...เราตอบแทนเจ้าพ่อของเราได้เลย...

เจ้าศุขวงศ์ คนที่นี่ไม่มีวันคิดเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบเพื่อใครหรอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนพวกนั้นเป็นคนต่างชาติ คนที่นี่รักศักดิ์และศรีของตนเองมากพอ จะไม่ยอมให้หมองมัวแปดเปื้อนด้วยการลดตัวไปรับใช้คบหากับคนพวกนั้น”

เจ้าศุขวงศ์พยายามเกลี้ยกล่อมอย่างใจเย็น แต่เจ้าหน่อเมืองก็ยืนยันคำตอบเดิม ย้ำด้วยว่าเจ้าหลวงแสนอินทะ พ่อของเขาก็จะไม่ยอมฝ่าฝืนกฎให้ชาวตะวันตกมาเหยียบเขตคุ้มหลวงเช่นกัน!

พูดจบ เจ้าหน่อเมืองกับเจ้าแม้นเมืองก็จะแยกจากไป แต่ก็ต้องชะงักเมื่อถูกเจ้าศุขวงศ์รั้งไว้

“เราคงมีโอกาสพบปะพูดคุยกันมากกว่านี้ การพูดคุยคบหาไม่ว่ากับใครก็ตามล้วนมีประโยชน์ อยู่ที่เราจะเลือกหยิบ มีสิ่งใหม่ๆเกิดขึ้นหลายอย่างนอกเชียงเงิน และเหตุการณ์นอกสยามก็ไม่เคยหยุดนิ่ง”

ความคิดเห็นขัดต่ออุดมการณ์และสิ่งที่ปลูกฝังมานานทำให้เจ้าหน่อเมืองเคืองไม่น้อย โต้เสียงเครียด

“ไม่มีสิ่งใหม่สิ่งไหนมีค่าพอให้เราหยิบเท่าความใฝ่ฝันของบรรพบุรุษของเรา”

ooooooo

การพบกันครั้งแรกระหว่างเจ้าหน่อเมืองกับเจ้าศุขวงศ์ไม่น่าประทับใจนัก เจ้าแม้นเมืองสัมผัสได้ถึงความตึงเครียดระหว่างสองหนุ่ม และอดไม่ได้จะซักถามด้วยความอยากรู้

เจ้าหน่อเมืองไม่ลังเลจะเล่าเรื่องราวของเจ้าศุขวงศ์ที่เคยได้ยินว่าเป็นบุตรของเจ้าศุษิระแห่งเชียงพระคำ เขาถูกส่งตัวไปเรียนที่สิงคโปร์และรับราชการกับราชสำนักสยามหลายปี ก่อนกลับบ้านเกิดเมื่อไม่นานมานี้ แต่ที่เจ้าหน่อเมืองไม่ชอบใจที่สุด คือการที่เจ้าศุขวงศ์ยอมรับนโยบายจากสยามและชาติตะวันตก

ไม่ใช่แค่เจ้าหน่อเมืองกับเจ้าแม้นเมืองที่อยากรู้เรื่องของเขา เจ้าศุขวงศ์ก็อยากรู้เรื่องของสองพี่น้องจากเชียงเงิน อินทรเป็นคนไขข้อข้องใจว่าทั้งสองเป็นพี่น้องร่วมมารดา มีนิสัยและเป้าหมายเดียวกันคือทำให้เชียงเงินเป็นรัฐอิสระ ไม่อยู่ใต้อำนาจของใคร...ทั้งสยามและชาติตะวันตก!

เจ้าศุขวงศ์เตรียมใจไว้แล้วเรื่องแบร็กกิ้น และเขาก็ไม่อยากให้ยุ่งยาก อยากย้ายไปพักนอกเมืองด้วยกัน แต่อินทรกลับไม่เห็นด้วย เพราะเชื่อว่าเจ้าหลวงแสนอินทะคงไม่พอใจหากเขาไม่ยอมพักในเขตคุ้มหลวง

เจ้าศุขวงศ์จึงต้องพักในเขตคุ้มหลวงตามลำพัง และวันถัดมาเขาก็มีโอกาสพบเจ้าหลวงแสนอินทะ และได้รับคำยืนยันว่าจะไม่ยอมให้แบร็กกิ้นพักในเขตคุ้มหลวงด้วยเป็นอันขาด เจ้าหน่อเมืองสะใจมาก ต่างจากเจ้าแม้นเมืองที่แอบมองสถานการณ์ตรงหน้าด้วยความหนักใจ เชื่อแน่ว่าความขัดแย้งคงไม่จบเพียงเท่านี้

เจ้าศุขวงศ์ก็รู้ดี และอดไม่ได้จะระบายความอึดอัดใจกับอินทรในเวลาต่อมา

“ทั้งหมดที่เราทำเพราะเราเห็นเขาเป็นญาติ...เป็นพวกเดียวกับเรา”

“เขาคงเชื่อมั่นในความคิดและวิธีการของตัวเอง”

“ความคิดและวิธีการแบบเดิมๆแบบไม่ลืมตามองดูความเปลี่ยนแปลงของโลก ไม่ยอมรับความจริงที่เกิด”

“เขาก็คงคิดว่าความคิดอย่างเจ้าคืองอมืองอเท้ายอมจำนน ไม่ทะนงในสายเลือด ไม่รักบรรพบุรุษ”

“ช่วยบอกเราทีเถอะอินทรว่าพวกเขาโง่หรือฉลาด”

“มุมที่มองต่างกันเจ้าน้อย...ต้นเรื่องมันอยู่ตรงนี้”

ooooooo

ภาพเจ้าศุขวงศ์และความคิดเห็นเรื่องการเมืองของเขาติดในหัวเจ้าแม้นเมืองตลอดคืน แม้สลัดทิ้งเท่าไหร่ก็ไม่เป็นผล จนเธอต้องตื่นเช้าไปสงบสติอารมณ์ในดงชมพูป่า โดยไม่รู้เลยว่าจะได้เจอตัวต้นเหตุโดยบังเอิญ

“เจ้าน่ะเอง...แม้นเมือง ไปไหนมาแต่เช้า”

“ข้าไปหอหน้า ไปหาเจ้าพี่หน่อเมือง แล้วไปดูเขาเตรียมงานที่ลานหลวง”

ท่าทางเหมือนไม่ไว้ใจของเธอทำให้เจ้าศุขวงศ์หวั่นใจไม่น้อย แต่ก็พยายามชวนคุย “นั่นไม่น่าจะใช่งานของเจ้าเลยนะแม้นเมือง...อย่างเจ้าน่าจะนั่งในหอหลวงช่วยงานปักผ้า กรองดอกไม้อยู่ฝ่ายในมากกว่า”

“งานปักผ้า กรองดอกไม้มีคนทำมากพอแล้ว”

“เจ้าได้ทำอะไรๆตามใจตัวเองอย่างนี้อยู่เสมอรึ แล้วนี่ออกมาคนเดียวไม่มีใครตามมาเป็นเพื่อนด้วยรึ”

“ภายในเขตกำแพงล้อมนี้ทุกคนรู้ดีว่าไม่มีอันตรายอะไร”

เจ้าศุขวงศ์พยักหน้าเบาๆเหมือนจะเข้าใจ “เพราะเหตุนี้นี่เองเขตกำแพงล้อมจึงเป็นเขตหวงห้าม ความจริง... เมื่อพี่เป็นแขกและมีผู้รับรองพี่ ก็พอจะได้รับการยอมรับว่าเป็นคนใน”

“กฎเกณฑ์ของเชียงเงินไม่มีวันยอมรับคนต่างชาติว่าเป็นคนใน เจ้าพ่อพูดถูกแล้ว แขกของท่านก็ขอให้เป็นแขกของท่าน อย่าให้กลับมาเป็นแขกของเชียงเงินด้วยเลย”

คำพูดตอบโต้ทำให้เจ้าศุขวงศ์เข้าใจว่าเธอแอบฟังบทสนทนาของเขากับเจ้าหลวงแสนอินทะเมื่อคืนก่อน

“เมื่อวานเจ้าอยู่ร่วมในห้องโถงหอหลวงด้วยรึ พี่มองหาเจ้าทำไมจึงไม่เห็น”

เจ้าแม้นเมืองหน้าเสียที่ถูกจับได้ เจ้าศุขวงศ์เลยมั่นใจว่ามาถูกทาง

“หากพี่ทายไม่ผิด เจ้าคงแอบดูแอบฟังอยู่มุมใดมุมหนึ่งเป็นแน่ใช่รึไม่”

“จงอย่าทำเป็นรู้ดี”

“เจ้านี่เล่นสนุกเป็นเด็กน้อย”

“ข้ามิใช่เด็กแล้ว ข้าโตพอที่จะรับผิดชอบความเป็นไปของเชียงเงินด้วยซ้ำ”

“กฎเกณฑ์บางครั้งก็ต้องเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับยุคสมัยและสังคม ภายนอกเชียงเงินมีเหตุการณ์และความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมายที่บ้านที่เมืองของพี่...หรือแม้แต่สยามเองก็มีกฎเกณฑ์ของตัว แต่เราก็ต้องปรับเปลี่ยนและยกเลิกหลายอย่างเพื่อให้สอดรับกับโลกภายนอกด้วย”

“ปรับเปลี่ยนยกเลิกก็เพื่อเอาใจผู้อื่นน่ะหรือ...”

น้ำเสียงเย้ยหยันของเธอทำให้เจ้าศุขวงศ์นิ่งไป แต่ไม่ขัด ปล่อยให้เธอแสดงความคิดเห็นเต็มที่

“การเปลี่ยนแปลงตนเองเพื่อผู้อื่นก็ไม่ต่างจากคนไร้ราก ไร้ความคิด ไร้แม้กระทั่งศักดิ์ศรี ในกรณีนี้...

ข้าเจ้าออกจะศรัทธาเมืองมัณฑ์มากกว่าสยาม ที่บรรพบุรุษของเรานำบ้านเมืองไปถวายเป็นประเทศราชหลายเท่านัก อย่างน้อย...เมืองมัณฑ์ก็ดูเข้มแข็งและทะนงกว่าสยาม ข้าเจ้าเคยได้ยินว่ากษัตริย์เมืองมัณฑ์ไม่เคยเปลี่ยนแปลงอะไรเพื่อเอาใจพวกฝรั่ง ยังมีธรรมเนียมแบบไหนก็ให้คงไว้แบบนั้น”

“พูดแบบนี้...แสดงว่าเจ้ายังไม่รู้การเคลื่อนไหวการเมืองภายนอก ไม่เกินสองปี...อาจไม่มีเมืองมัณฑ์อีกต่อไป”

คำบอกเล่าของเขาทำให้เจ้าแม้นเมืองอึ้งไป

“นี่คือเหตุผลแห่งการโอนอ่อนราวกับยอดหญ้าของเมืองใหญ่อย่างสยามอย่างนั้นรึ”

รอยยิ้มบางๆของเขาเหมือนจะยืนยันคำตอบให้เจ้าแม้นเมืองร้อนรนอย่างบอกไม่ถูก

“สำหรับชาวเชียงเงิน...ขอยินดีล่มสลายไปพร้อมความเชื่อและศักดิ์ศรีของเรา ดีกว่าอยู่โดยต้องเปลี่ยนตัวเองให้เป็นทาสความคิดทางวัฒนธรรมประเพณีของผู้อื่น ข้าเจ้าเชื่อว่าการต่อต้านจนตัวตายดีกว่าการอยู่อย่างไร้ตัวตน!”

พูดจบก็จะผละไป เจ้าศุขวงศ์ต้องรั้งไว้

“เจ้าจะไม่เรียกเราว่าพี่หรือแม้นเมือง ด้วยศักดิ์และอายุ...เราเป็นพี่ของเจ้า”

เจ้าแม้นเมืองไม่ตอบรับ แต่ผลุนผลันจากไปดื้อๆ ก่อนจะชะลอฝีเท้าเมื่อเห็นว่าไกลจากเขาแล้ว

“มีความจำเป็นอะไรที่ข้าต้องเรียกเขาว่าพี่ เขาก็แค่คนแปลกหน้าที่บังเอิญผ่านมาเท่านั้นเอง...”

ooooooo

ท่าทางหัวแข็งและการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอย่างไม่กลัวเกรงของเจ้าแม้นเมืองทำให้เจ้าศุขวงศ์สนใจมากกว่ารังเกียจ อินทรรับฟังด้วยท่าทีนิ่งสงบ ก่อนจะเล่าความเป็นมาของเธอ

“นั่นแหละเจ้า...ความคิดยอมหักแต่ไม่ยอมงอ หล่อหลอมมาจากเจ้าหลวงแสนอินทะกับเจ้าอุปราชสิงห์คำล้วนๆเลย นี่ขนาดเกิดเป็นหญิงยังดุดันขนาดนี้ ถ้าเจ้าแม้นเมืองเกิดเป็นชายอีกคน เชียงเงินจะยิ่งแข็งกร้าวขนาดไหน”

“แต่เราเชื่ออย่างหนึ่งอินทร ต่อให้แข็งกร้าวยังไง แม้นเมืองก็ต้องเก็บคำพูดของเราไปขบคิดบ้างล่ะ”

“อะไรทำให้เจ้าเชื่ออย่างนั้น”

“ในความหยิ่งทะนงเราเห็นความคิดสติปัญญาในตัวนาง เราเชื่อว่าสักวันแม้นเมืองจะเปลี่ยนทัศนคติได้”

“หวังได้ยากเหลือเกินเจ้า ความคิดแบบนั้นหยั่งรากลึกในเชียงเงินมานานเกินไป ยิ่งเจ้าหน่อเมือง เจ้าแม้นเมืองได้รับการปลูกฝังความคิดมาจากเจ้าอุปราชสิงห์คำ ยิ่งมองไม่เห็นหนทาง”

ไม่ใช่แค่เจ้าศุขวงศ์ที่สนใจในตัวเจ้าแม้นเมือง ตัวเธอก็คาใจไม่น้อยกับท่าทางมั่นอกมั่นใจของเขา ถึงขั้นเก็บไปคิดใคร่ครวญถึงบทสนทนาเมื่อเช้าจนแทบไม่รู้ตัวว่าเจ้าหน่อเมืองแวะมาหา

โชคดีที่เจ้าหน่อเมืองไม่สงสัย เข้าใจว่าน้องสาวคิดถึงเจ้าสิงห์คำจนนอนไม่หลับ เลยได้แต่ปลอบด้วยความสงสารและเห็นใจ เจ้าแม้นเมืองละอายใจมากที่ต้องโกหกพี่ชาย ยิ่งเขาพูดถึงเจ้าศุขวงศ์กับสหายชาวต่างชาติด้วยความเกลียดชัง ยิ่งรู้สึกผิด แต่ก็ทำได้แค่สัญญากับตัวเองจะเลิกคิดถึงเจ้าศุขวงศ์อย่างเด็ดขาด!

เจ้าศุขวงศ์ไม่ได้คิดมากเหมือนเจ้าแม้นเมืองมัวยุ่งกับการพาแบร็กกิ้นสำรวจเชียงเงิน บรรยากาศแปลกใหม่และความอุดมสมบูรณ์ของดินแดนนี้ทำให้นายหน้าชาวอังกฤษทึ่งมาก แต่ก็ขัดใจที่ออกสำรวจรอบเมืองตามลำพังไม่ได้ ถูกอินทรตามประกบทุกฝีก้าว และวันนี้ก็ไม่ต่างจากวันอื่นๆ เจ้าศุขวงศ์มาพาเขาชมเมืองด้วยตัวเอง

นอกเหนือจากความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรป่าไม้และทองคำ หญิงสาวจากเมืองนี้ก็สวยถูกใจแบร็กกิ้นมาก

“ขนาดผู้หญิงชาวบ้านธรรมดายังสวยบาดตาขนาดนี้ แล้วผู้หญิงในคุ้มหลวงจะสวยขนาดไหน”

“ระวังความคิดและคำพูดของท่านให้ดีแบร็กกิ้น มันจะทำร้ายท่านสักวัน”

“ข้ารู้น่า...ข้าก็พูดกับเจ้าคนเดียว ว่าแต่...ขากลับเชียงพระคำ เจ้าจะพาเมียสักคนจากที่นี่กลับไปด้วยรึเปล่า”

สีหน้าเหมือนไม่ชอบใจของเจ้าศุขวงศ์ทำให้แบร็กกิ้นสำเหนียกได้ว่าล้ำเส้น

“ข้าเพียงพูดเล่นเท่านั้น ข้าเสียใจ...ข้าขอโทษถ้าทำให้ท่านไม่พอใจ”

งานศพเจ้าสิงห์คำอดีตอุปราชแห่งเชียงเงินถูกจัดอย่างใหญ่โต เต็มไปด้วยพิธีกรรมจนเจ้าแม้นเมืองแทบไม่ได้หยุดมือ เจ้ามิ่งหล้าไม่ได้ช่วยอะไรมาก นอกจากเลือกโน่นนี่ตามประสาน้องสาวคนเล็กที่ถูกแม่เลี้ยงมาอย่างตามใจและประคบประหงมทุกเรื่อง แต่กระนั้น... รายละเอียดของพิธีก็ทำให้อดทึ่งไม่ได้

เจ้าแม้นเมืองยิ้มให้น้องสาวคนละแม่ด้วยความเอ็นดู ก่อนจะบอกว่าหากเป็นงานศพเธอ เจ้ามิ่งหล้าไม่ต้องวุ่นวายจัดเตรียมงานใหญ่ขนาดนี้ แค่สร้างเจดีย์องค์เล็กเพื่อเก็บเถ้ากระดูกก็พอ แต่แทนที่จะได้ผลดี การพูดถึงความตายของเธอกลับทำให้เจ้ามิ่งหล้าใจไม่ดี

“ถอนคำพูดพี่เดี๋ยวนี้นะ ถอนคำพูดซะ น้องไม่ชอบเลย”

“พี่แค่พูดเล่นเท่านั้นเองมิ่งหล้า พี่แค่อยากรู้ว่าน้องจะรักพี่เหมือนที่เจ้าพ่อรักเจ้าอาไหม...เท่านั้นเอง”

“พี่ถามอะไรอย่างนั้น...รักสิ ทำไมจะไม่รัก”

“พี่ก็รักน้อง...มิ่งหล้า...น้องเป็นดวงใจของพี่เจ้าหลวงและเจ้านางหลวงเป็นศรีของเชียงเงิน เป็นน้องสาวคนเดียวของพี่ พี่จะรักและดูแลมิ่งหล้า ขอให้เรารักกันจริงรักตลอดไป เสียสละเพื่อกันจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต เพราะเราก็เป็นพี่น้องกัน...เหมือนอย่างเจ้าพ่อกับเจ้าอา”

ooooooo

หลังพิธีศพของเจ้าสิงห์คำและพิธีมอบตำแหน่งอุปราชคนใหม่ของเชียงเงิน เจ้าหน่อเมืองต้องเดินทางไปเชียงใหม่เพื่อร่วมพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาร่วมกับตัวแทนประเทศราชอื่นๆจากดินแดนล้านนา เจ้าหลวงแสนอินทะรู้ดีว่าลูกชายคนเดียวไม่เต็มใจ แต่ก็ต้องขัดใจเพื่อแผนการใหญ่ในอนาคต

“สยามกำลังจับตามองเรา ไม่อย่างนั้นก็คงไม่ส่งคนมาร่วมงาน ถึงฝืนใจ...เจ้าก็ต้องไป”

“ลวงให้สยามตายใจไปก่อนอย่างนั้นใช่รึไม่เจ้าพ่อ...”

การเมืองเป็นเรื่องของชาย ส่วนงานอื่นๆในคุ้มหลวงเป็นหน้าที่ของหญิงชาวเชียงเงินต้องรับภาระ และเจ้านางข่ายคำก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น โชคดีที่เธอมีเจ้าแม้นเมืองช่วยเหมือนเคย ทุกอย่างจึงถูกตระเตรียมอย่างบรรจงและเรียบร้อย

จบเรื่องเตรียมงาน เจ้านางข่ายคำก็เรียกตัวเจ้ามิ่งหล้ามาเลือกเครื่องประดับ สองแม่ลูกเลือกสรรชิ้นสวยงามที่สุด และเลือกชิ้นเรียบง่ายให้เจ้าแม้นเมืองเหมือนเคย

เจ้าแม้นเมืองชินแล้วกับการถูกกดให้ต่ำกว่า และแทบไม่รู้สึกอะไรกับการกะเกณฑ์ของเจ้านางข่ายคำ

“งานเสร็จก็ไปเตรียมตัวกันได้ พวกเข้าร่วมขบวนอย่าให้พลาดตำแหน่งล่ะ มิ่งหล้า...ลูกต้องอยู่หลังแม่ เข้าใจไหม”

เจ้ามิ่งหล้าก้มหน้ารับคำ เจ้านางข่ายคำเลยหันไปกำชับลูกเลี้ยงสาว

“แม้นเมืองก็ต้องระวังให้ดี อย่าเดินแซงน้องขึ้นมาเด็ดขาด ถึงเจ้าอุปราชจะเลี้ยงเจ้าอย่างลูกสาวแต่เจ้าก็ไม่ใช่ อย่าไปเดินตามหลังหน่อเมืองที่หัวขบวนล่ะ...เข้าใจไหม”

เจ้าแม้นเมืองไม่คิดชิงดีชิงเด่นกับน้องสาวคนละแม่ เลยไม่ตะขิดตะขวงใจนัก ต่างจากท่าทางจงเกลียดจงชังของเจ้าหน่อเมืองต่อแบร็กกิ้น ที่ทำให้เจ้าศุขวงศ์ต้องข่มอารมณ์พลุ่งพล่าน

“ดูเหมือนเจ้าศุขวงศ์จะเพลิดเพลินกับสถานที่แบบนี้ ก็ไหนว่าความศิวิไลซ์แบบคนตะวันตกมันเหนือกว่าดินแดนไหนๆไงล่ะ แล้วไยลดตัวเองไปเดินกับพวกต่างชาติต่างภาษา นี่คงไม่รู้ว่าจะเอาอกเอาใจแขกด้วยวิธีใดแล้วละมัง”

“เรายินดีเดินไปทุกที่ด้วยสองเท้าที่ติดดินของเรา ถ้ามันทำให้เราได้เห็นสุขทุกข์ วิถีชีวิตของไพร่ฟ้าประชาชน”

“ไม่พ้นความคิดพวกตะวันตกกระมัง”

“ท่านเข้าใจผิดแล้ว...หน่อเมือง ผู้มีอำนาจปกครองที่ดีก็ต้องยึดถือหลักการนี้เป็นสำคัญด้วยกันทั้งนั้น”

“เชียงเงินก็คือเชียงเงิน เรามีวิธีปกครองของเราเอง ไม่ต้องเหมือนใคร ไม่ต้องไปขอยืมใครมา...รับรองแขกของเจ้า พากันเดินเที่ยวตลาดให้สนุกเถอะนะเจ้าศุขวงศ์”

เจ้าหน่อเมืองกับเจ้าแม้นเมืองต่อต้านชาวต่างชาติอย่างเห็นได้ชัด ทั้งทางวัฒนธรรมและการเรียนรู้ เพราะสองพี่น้องถูกปลูกฝังตั้งแต่เด็ก ให้รักษารากเหง้าดั้งเดิมให้คงอยู่ตลอดไป ไม่เหมือนเจ้ามิ่งหล้าที่ไม่รู้เรื่องการเมือง บ่นเสียดายไม่ขาดปากเมื่อรู้ว่าเจ้าจักรคำไม่ได้มาร่วมงาน ทำให้เธอพลอยอดของฝากจากเมืองฝรั่ง

เจ้าแม้นเมืองไม่สบายใจที่น้องสาวคนละแม่ตื่นเต้นกับสินค้าจากเมืองฝรั่ง แต่เจ้ามิ่งหล้าก็ไม่ยี่หระ เฉไฉเปลี่ยนเรื่องถามถึงตัวแทนจากเชียงพระคำที่มาร่วมพิธีแทนเจ้าจักรคำ

คำถามของเจ้ามิ่งหล้าทำให้เจ้าแม้นเมืองนึกกระดาก ไม่อยากยอมรับว่าชื่อของเจ้าศุขวงศ์ทำให้เธอหวั่นไหว เลยได้แต่ตีหน้านิ่งกลบเกลื่อนและบอกน้องสาวว่าตัวแทนจากเชียงพระคำไม่มีอะไรน่าสนใจแม้แต่นิดเดียว!

เจ้าศุขวงศ์ไม่รู้ตัวว่าทำให้ใครหวั่นไหว ยุ่งกับการเตรียมตัวด้วยเครื่องแต่งกายแบบข้าราชการสยามเพื่อร่วมงานศพเจ้าสิงห์คำ และในงานนั่นเอง เขาก็ได้พบข้าราชการชั้นสูงจากราชสำนักสยามที่รู้จักกันดี

การปรากฏตัวของข้าราชการชั้นสูงจากราชสำนักสยามทำให้เจ้าศุขวงศ์สัมผัสได้ถึงสถานการณ์ที่กำลังจะเปลี่ยนไป และก็จริงดังคาด ข้าราชการจากสยามท่านนี้ก็สำเหนียกได้ถึงท่าทางแข็งขืนจากฝ่ายเชียงเงิน และรู้ด้วยว่าหากมีโอกาส...ทางเชียงเงินคงไม่รั้งรอจะประกาศอิสระจากสยาม

“ทั้งที่พวกเขาก็รู้ดีว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ยังพยายามดิ้นรนอยู่”

“ดูไปก็แล้วกัน เขานึกว่าเป็นเรือลำเล็กลอยอยู่ตามลำพังในมหาสมุทรที่กำลังเกิดพายุใหญ่นี่น่ะ...มันง่ายนักรึไง”

“แต่พวกเขาเห็นท่านเจ้าคุณขึ้นมาเองอย่างนี้ ก็คงรู้อยู่เหมือนกันว่าเป็นที่เพ่งเล็ง”

“ใช่...หน่อเมืองเองก็คงไม่อิดออดกับการลงไปรับตำแหน่งเจ้าอุปราชคนใหม่กับถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ที่เชียงใหม่ เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อสยาม แต่เชื่อเถอะว่าเขาก็ต้องลอบส่งบรรณาการชั้นเยี่ยมระดับยอดสักอย่างไปถวายกษัตริย์เมืองมัณฑ์ด้วย และคงมีเงื่อนไขอีกสักเปลาะจะผูกมัดให้ดูเหมือนว่าเขาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับญาติอย่างเจ้า”

คำคาดการณ์ของข้าราชการจากสยามทำให้เจ้าศุขวงศ์คิดหนัก แต่ไม่ทันสะระตะสิ่งใด พิธีการสำคัญก็เริ่มขึ้น ทั้งพิธีศพของเจ้าสิงห์คำและพิธีรับตำแหน่งอุปราชของเจ้าหน่อเมือง และในงานนี้...เจ้าหลวงแสนอินทะก็ได้เจอหน้าเจ้าศุขวงศ์เป็นครั้งแรก เช่นเดียวกับเจ้ามิ่งหล้าที่ถึงกับหัวใจเต้นไม่เป็นส่ำเมื่อเห็นหน้าตัวแทนจากเชียงพระคำ...

ooooooo

นิยายไทยรัฐ
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement