วันพฤหัสบดีที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

advertisement

รากนครา ตอนที่ 9


21 ก.ย. 2560 08:21
1,102,420 ครั้ง

รากนครา ตอนที่ 9

อ่านเรื่องย่อ

รากนครา

แนว:

พีเรียด-โรแมนติก-ดราม่า

บทประพันธ์โดย:

ปิยะพร ศักดิ์เกษม

บทโทรทัศน์โดย:

ยิ่งยศ ปัญญา

กำกับการแสดงโดย:

พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง

ผลิตโดย:

บริษัท แอค-อาร์ต เจเนเรชั่น จำกัด

วัน-เวลาออกอากาศ: ทุกวันจันทร์ - อังคาร เวลา 20.15 น.

ช่องออกอากาศ:

สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ:

ปริญ สุภารัตน์, ณฐพร เตมีรักษ์,นิษฐา จิรยั่งยืน

ความพยายามของเจ้าแม้นเมืองสัมฤทธิผล เมื่อหมอฝรั่งตรวจครรภ์วันต่อมาพบว่าเด็กปลอดภัยและแข็งแรงดี เจ้าศุขวงศ์ยินดีที่สุด และถือโอกาสนี้พาหมอฝรั่งไปดูอาการเจ้าย่าเรือนคำที่กำลังไม่สบาย

เจ้าย่าเรือนคำไม่เต็มใจนัก กลัวหมอฝรั่งจะรักษาแบบที่ร่ำลือคือผ่าท้อง แต่ต้องผิดคาด เพราะการรักษาแบบฝรั่งไม่เลวร้ายอย่างที่คิด แค่วิธีการและชนิดของยาที่ใช้แตกต่างกันเท่านั้น

เจ้าศุขวงศ์รอดูจนอาการป่วยของเจ้าย่าเรือนคำดีขึ้น จึงให้อินทรส่งหมอกลับ ส่วนตัวเองรับมื้อเย็นตามคำขอเจ้าย่าและเจ้าละอองคำ โดยไม่รู้เลยว่าสองสาวย่าหลานจะมีแผนการบางอย่าง

เจ้าแม้นเมืองไม่รู้ว่าสวามีจะถูกรั้งตัว เตรียมตั้งสำรับรอจนมืดค่ำ กว่าอินทรจะมาบอกว่าเจ้าศุขวงศ์จะรับมื้อค่ำที่เรือนเจ้าย่าเรือนคำ ความน้อยใจผุดขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ เดาอย่างมั่นใจว่านอกจากมื้อค่ำถูกปาก คงมีเรื่องอื่นหรือใครอื่นทำให้สวามีถูกใจด้วยเป็นแน่

การคาดเดาของเจ้าแม้นเมืองไม่เกินจริงเลย นอกจากมื้อค่ำรสเลิศ เจ้าย่าเรือนคำยังเตรียมให้เจ้าละอองคำ ถวายตัวเป็นชายาอีกคนของเจ้าศุขวงศ์หลานชายคนโปรด

เขียนจันทร์เห็นเจ้าศุขวงศ์ไม่กลับเรือนก็ระแวงว่าเจ้าละอองคำจะยื้อตัวไว้ คำแก้วโมโหแทนเจ้านายสาว มาก ตั้งท่าจะไปตามถึงเรือนเจ้าย่าเรือนคำ แต่เจ้าแม้นเมือง ก็ห้ามเด็ดขาด

“จำเอาไว้เถอะ...ในโลกนี้มีอยู่สองสิ่งที่ใครก็แย่งชิงหรือปล้นไปจากเราไม่ได้ อย่างหนึ่งคือความรู้ อีกอย่างคือศักดิ์ศรี มันจะอยู่กับเราจนวันตาย ยกเว้นว่าเราจะทำลายหรือขายมันด้วยตัวเราเอง ในเมื่อเราไม่อยากเป็นที่เกลียดชังของใคร ก็จงอยู่อย่างเข้าใจคนอื่นให้มากนะคำแก้ว”

คำแก้วก้มหน้างุดด้วยความรู้สึกผิด ประกาศกร้าวจะไม่ยอมมีผัวให้ช้ำใจ เจ้าแม้นเมืองส่ายหน้าอ่อนใจ

“รักให้เป็น รักอย่างให้เกียรติคนที่เรารัก อย่ารักอย่างต้องการครอบครอง ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอกคำแก้ว วันนี้เจ้าอาจไม่เข้าใจในสิ่งที่เราพูด แต่วันข้างหน้า...เจ้าจะเข้าใจด้วยตัวเจ้าเอง”

เจ้าแม้นเมืองตั้งใจแล้วจะไม่ขัดขวางเรื่องเจ้าละอองคำ หากเป็นความต้องการของสวามี เจ้าศุขวงศ์เสียอีก ต้องต่อสู้กับตัวเองอย่างหนักไม่ให้จมกับตัณหาและแรงขับเคลื่อนตามธรรมชาติ

เสน่หาและความอ่อนเยาว์ของเจ้าละอองคำเกือบทำให้เขาเตลิด แต่เพราะสำนึกผิดชอบชั่วดีและความรักที่มีต่อเจ้าแม้นเมืองทำให้ยับยั้งชั่งใจสำเร็จ ขืนตัวไว้และบอกปฏิเสธ
เจ้าละอองคำหน้าชา น้ำตาร่วงด้วยความอับอาย

“ในสายตาเจ้าพี่...น้องคงไม่ต่างอะไรกับผู้หญิงชั้นต่ำไร้ค่า น่าอายเหลือเกิน”

“ตรงกันข้ามละอองคำ...ในสายตาของพี่ น้องมีค่าเกินกว่าจะต้องมาแปดเปื้อนเพราะพี่ หยุดร้องไห้เสียเถอะ สำหรับพี่...น้องยังคงเป็นน้องสาวที่พี่รักและเอ็นดูเสมอ”

ooooooo

เพราะรู้สึกผิดที่เกือบนอกใจชายาคนสวย เจ้าศุขวงศ์จึงเอาใจเจ้าแม้นเมืองเป็นพิเศษ พะเน้าพะนอและแทบไม่ยอมห่างไปไหน เหมือนอยากจะชดเชยความผิดของตัวเองที่เกือบทำให้เธอต้องช้ำใจ

เจ้าแม้นเมืองชอบใจการแสดงออกถึงความรักของสวามีมาก แต่ความสุขแสนหวานตามประสาผัวเมียก็อยู่ไม่นาน เช้าวันต่อมาเจ้าย่าเรือนคำก็ให้คนมาส่งข่าว... เจ้าละอองคำจะฆ่าตัวตาย!

โชคดีเจ้าละอองคำทำไม่สำเร็จ แต่กระนั้น...การกระทำของเธอก็ทำให้ทุกคนเป็นห่วง โดยเฉพาะเจ้าย่าเรือนคำถึงกับเปิดอกคุยกับเจ้าแม้นเมืองว่าอยากให้เจ้าศุขวงศ์รับเจ้าละอองคำเป็นชายาอีกคน

คำขอจากเจ้าย่าเรือนคำทำให้เจ้าแม้นเมืองลำบากใจไม่น้อย เธอไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ แต่อยากคุยกับเจ้าละอองคำตามประสาผู้หญิงด้วยกันก่อน

“เจ้าพี่รู้สึกสมเพชน้องมากใช่ไหม เจ้าพี่รู้อยู่แก่ใจว่าน้องคิดยังไงกับเจ้าพี่ศุขวงศ์”

“หัวอกลูกผู้หญิงด้วยกัน พี่เข้าใจ พี่ไม่เคยคิดขัดขวางน้อง เพราะสิ่งใดที่เป็นความสุขของเจ้าน้อย พี่ต้องน้อมรับด้วยความเต็มใจ อย่างน้อยน้องก็มาก่อนพี่ ถ้าวันนี้เชียงพระคำต้องสูญเสียน้อง คนที่จะเสียใจที่สุดก็คือพี่เอง”

“ความรักคือสิ่งงดงามที่สุดและโหดร้ายที่สุด น้องเพิ่งรู้แจ้งวันนี้เอง”

“ทำใจให้สบายละอองคำ แล้วทุกอย่างจะผ่านไปเอง สำหรับพี่...เคยรู้สึกอย่างไรกับน้องพี่ไม่เคยเปลี่ยน น้องยังเป็นน้องที่พี่รักและเอ็นดูเสมอ”

แม้ปากจะบอกว่ายอมรับได้ แต่เจ้าแม้นเมืองก็อดกระเง้ากระงอดไม่ได้ เจ้าศุขวงศ์ไม่ถือสา นึกเอ็นดูด้วยซ้ำเมื่อเธอถามถึงเรือนหลังใหม่ที่รื้อจากภูผาเมือง เพราะเข้าใจว่าเขาจะใช้เป็นเรือนหอกับเจ้าละอองคำ

“มันคือเรือนหอของน้องต่างหาก...คืนแรกที่พี่พาน้องมาถึงเชียงพระคำ น้องยังจำได้ไหมแม้นเมือง...ว่าเราค้างแรมกันบนภูผาเมือง ความทรงจำและความรักของพี่ที่มีต่อน้องอยู่ที่เรือนหลังนั้น พี่ไม่ต้องการให้ใครไปใช้เรือนหลังนั้นอีก พี่ถึงสั่งให้รื้อลงมาปลูกที่นี่เพราะมันคืออนุสรณ์ความรักของเราสองคน”

“อย่างนั้น...ตบแต่งเจ้าละอองคำแล้วเจ้าจะให้เปิ้นขึ้นมาอยู่บนเรือนนี้ด้วยกันหรือยังไง”

“จะไม่มีงานแต่งอะไรทั้งนั้นแม้นเมือง”

“ข้าเจ้าเกรงว่าจะไม่งาม อย่างน้อยเจ้าย่าเปิ้นก็จะได้สบายใจนะเจ้า”

เจ้าศุขวงศ์ส่ายหน้า ยืนยันเสียงเข้ม “พี่จะไม่แต่งงานกับใครอีก พี่จะไม่มีเมียรอง เมียน้อย เมียบ่าว เพราะพี่มีเมียชื่อเจ้าแม้นเมืองคนนี้คนเดียวอยู่แล้ว...ชัดเจนพอรึยังแม้นเมือง”

เจ้าแม้นเมืองปลื้มใจมาก แต่ไม่วายสงสัยว่าเขาจะขัดใจเจ้าย่าเรือนคำได้อย่างไร เจ้าศุขวงศ์ต้องเล่าให้เบาใจว่ายืนกรานกับเจ้าย่าแล้วว่าตั้งใจจะอยู่แบบผัวเดียวเมียเดียว และเขาก็ไม่เคยรู้สึกกับเจ้าละอองคำมากกว่าน้องสาว

“ยังมีอะไรค้างคาในใจน้องอีกบ้าง”

“แล้วเจ้าไม่ห่วงความรู้สึกละอองคำบ้างรึไร”

“ละอองคำยังเด็กเกินไป ยังต้องเรียนรู้ทำความ เข้าใจความรักกับชีวิตอีกมาก น้องอย่ากังวลเลย พี่เชื่อว่า เวลานี้ละอองคำเข้าใจอะไรขึ้นมากแล้ว วันข้างหน้าละอองคำจะเข้มแข็ง มีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างรู้คุณค่าและมีความมุ่งหมาย”

เจ้าแม้นเมืองสบายใจขึ้น แต่ไม่วายฟุ้งซ่าน กลัวเขามีหญิงอื่นอีก เจ้าศุขวงศ์ต้องย้ำให้มั่นใจ

“พี่บอกแล้วชีวิตพี่ขอมีน้องเพียงคนเดียว คนอื่นอาจคิดว่าการมีเมียมากคืออำนาจและบารมี แต่สำหรับพี่...เห็นแต่ความทุกข์ที่ตามมามากกว่า ขนาดพี่ไม่ทันมีเมียรอง ก็ทำเอาเจ้าเจ็บปวดขมขื่นใจเสียมากมายจริงไหม”

คำเย้าของเขาทำให้เจ้าแม้นเมืองค้อนขวับ เจ้าศุขวงศ์ชอบใจมาก ปลอบเสียงอ่อน

“ในโลกตะวันตกเท่าที่พี่ได้สัมผัสและใช้ชีวิตมา พี่เห็นแต่ฝาหรั่งอยู่กินกันอย่างผัวเดียวเมียเดียวตามคำสอนศาสนาของพวกเขา น้องเข้าใจแล้วใช่ไหม...การที่เราเอาความคิดอย่างฝาหรั่งตะวันตกมาเลือกใช้ไม่ได้หมายความว่าเรายอมก้มหัวหรือเสียศักดิ์ศรีของเราให้พวกฝาหรั่งแม้แต่น้อย อย่างไหนดีเราก็รับมา อย่างไหนไม่เข้าท่าเราก็ปฏิเสธ ถึงจะเรียกว่ารับมาอย่างมีสติและใช้ปัญญาของเราเอง”

ooooooo

บรรยากาศความรักอบอวลด้วยความสุขที่เชียงพระคำ ต่างจากสถานการณ์บ้าคลั่งเพราะความโกรธของเจ้านางปัทมสุดา เมื่อขิ่นแหม่ทูลฟ้องเรื่องมิ่นยักยอกเงินส่วนพระองค์ที่ประทานให้ชาวบ้าน

แน่นอนว่าการเป็นคนโปรดทำให้เจ้านางปัทมสุดาไม่เชื่อ ขิ่นแหม่ต้องหาหลักฐานและยุแยงผู้คนในวังจนมิ่นถูกจับได้คาหนังคาเขา และถูกนำตัวไปเฝ้าเจ้านางปัทมสุดาเพื่อรับโทษ

“มิพญาให้ความเป็นธรรมมิ่นด้วย มิ่นไม่รู้ไม่เห็นเรื่องนี้จริงๆ มิ่นถูกใส่ร้าย”

“ไม่มีใครใส่ร้ายมึงเพราะหลักฐานทนโท่เต็มเรือนมึง อีมิ่น...มึงมันงูเห่า! เก็บมาเลี้ยงดียังไง มึงก็แว้งกัดกูจนได้”

“มิพญา...ยกโทษให้มิ่นด้วย มิ่นผิดไปแล้ว มิ่นจะไม่ทำอย่างนี้อีกแล้วเพคะ”

“เอาตัวมันไปเฆี่ยนจนกว่าข้าจะสั่งให้หยุด!”

ขิ่นแหม่สะใจมาก เป็นตัวตั้งตัวตีให้พวกโขลนทำตามคำสั่ง โดยมีสายตาของเจ้ามิ่งหล้ามองตามด้วยความสมเพชปนเวทนา ก่อนจะคิดแผนการบางอย่างได้ว่าความแค้นของมิ่นอาจเป็นประโยชน์กับเธอ

ข่าวการลงโทษมิ่นอย่างโหดเหี้ยมและทารุณแพร่สะพัดไปทั่ววัง กษัตริย์เมืองมัณฑ์รู้นิสัยและสันดานของมิ่นดี เห็นด้วยว่าควรถูกลงโทษ แต่ไม่คิดว่าควรจะโดนหนักขนาดนี้

แต่ครั้นเขาเตือน พระนางปัทมสุดากลับไม่ยี่หระและเห็นเป็นเรื่องสมควร

“ถ้าไม่เห็นอีมิ่นเป็นตัวอย่าง แล้วไอ้อีแถวนี้มันจะจดจำเข็ดหลาบกันได้ยังไงหม่องหม่อง”

“ปกครองคนต้องใช้ทั้งอำนาจและเมตตาธรรมไปพร้อมๆกันนะซูซู ใช้แต่อำนาจอย่างเดียวไม่ได้หรอก”

“คนเลี้ยงไม่เชื่องอย่างอีมิ่น ไม่สมควรได้รับความเมตตา”

“อย่างน้อยก็นึกถึงความดีความชอบที่มันเคยทำบ้าง น้องเคยพูดจะหาใครรู้ใจดีกว่านังมิ่นไม่มีอีกแล้ว”

คำเตือนของกษัตริย์ไม่ได้ทำให้เจ้านางปัทมสุดาสำนึก แม้จะสั่งหยุดโบยมิ่นแต่ไม่ให้ใครช่วย แถมลดตำแหน่งอีกต่างหาก จากต้นห้องคนสนิทเป็นคนทำความสะอาด...คอยเก็บกระโถนขี้เยี่ยว!

แต่ที่ทำให้มิ่นช้ำใจสุดคือขิ่นแหม่ได้เลื่อนตำแหน่งจากบริวารในวังรับใช้ทั่วไป เป็นคุณท้าวหัวหน้านางกำนัลและเป็นต้นห้องคนสนิทของเจ้านางปัทมสุดาแทนเธอ

เจ้ามิ่งหล้าเฝ้ามองสถานการณ์ของมิ่นด้วยแววตาร้ายลึก ก่อนสั่งให้ฟองจันทร์พาตัวมิ่นไปทายา มิ่นยังหยิ่งและไม่ไว้ใจเจ้ามิ่งหล้า ยอมให้ทำแผลแต่ไม่ยอมพูดด้วย แต่เจ้ามิ่งหล้าไม่ยอมแพ้ แวะเวียนมาเยี่ยมจนมิ่นทนไม่ไหว

“มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่ทั้งรู้ว่าไฟมันจะลวกมือก็ยังเอาไฟมาถือไว้”

“ข้ารู้ว่าคนอย่างเจ้าควรจะหนีอายด้วยการเชือดคอตัวเอง ไม่ใช่ยอมรับสถานภาพคนเก็บกระโถนขี้เยี่ยวอย่างนี้”

“ใครที่มันทำกับข้าเอาไว้ สักวันข้าจะเอาคืนให้สาสม”

“เจ้าไม่มีทางมีวันนั้นหรอกถ้าไม่มีข้า!”

ooooooo

หลังเปิดใจกัน เจ้าศุขวงศ์ก็แสดงความรักที่มีต่อเจ้าแม้นเมืองอย่างเปิดเผย กลายเป็นภาพชินตาเสียแล้วสำหรับคนทั้งวังที่เขาจะเดินตามชายาคนสวย อย่างเช่นวันนี้ที่เขาตามเธอไม่ห่าง ทั้งที่มีนัดคุยกับเจ้าหลวงศรีวงศ์

“เจ้าหลวงเปิ้นจะคอยนะเจ้า เจ้าพี่มาคอยเดินตามข้าเจ้าอยู่ทำไม”

“ก็...วันนี้พี่อยากอยู่ใกล้ๆเจ้า อยากเห็นเจ้าอยู่ในสายตาพี่ทุกนาที”

“เห็นกันอยู่ทุกวันไม่เบื่อรึไง”

“ไม่เบื่อ ไม่เคยเบื่อ แถมยิ่งจะรักมากขึ้นทุกวันมากกว่า”

กว่าเจ้าศุขวงศ์จะผละจากเจ้าแม้นเมืองก็ต้องเตือนหลายรอบ เปิดโอกาสให้เจ้าหน่อเมืองที่ซุ่มรอจังหวะอยู่แล้ว ส่งสัญญาณให้น้องสาวมาพบเพื่อพูดคุยเรื่องเจ้าศุขวงศ์

เรื่องราวการบุกทลายคลังอาวุธของกองทัพเชียงเงินในวัดร้างแถบชายแดนถูกถ่ายทอดถึงเจ้าแม้นเมืองหลังจากนั้น แม้เธอจะยืนยันว่าเจ้าศุขวงศ์ออกเดินป่าเพื่อสำรวจเรื่องค้าไม้กับอังกฤษ แต่เจ้าหน่อเมืองไม่เชื่อ เพราะมีหลักฐานแน่นหนา รวมทั้งพยานบุคคลคือเหล่าสมุนที่ได้ยินเต็มสองหูว่าหัวหน้าคนก่อเหตุคือเจ้าศุขวงศ์

“เจ้าพ่อเสียใจมาก โกรธมากกับเรื่องที่เกิดขึ้น...มันเอาใจสยามจนไม่เห็นแก่ความเป็นญาติพี่น้องอย่างที่ปากมันพูดสักนิด ทั้งที่มีเจ้ามาเป็นตัวประกันอยู่ที่นี่ มันก็ยังไม่เห็นหัวเจ้าพ่อของเรา แม้นเมือง...ไอ้ศุขวงศ์คนนี้มันคือศัตรูหมายเลขหนึ่งของเชียงเงิน!”

และเพื่อชำระแค้นให้สาสม เจ้าหน่อเมืองจึงอยากให้น้องสาวช่วยวางยาพิษเจ้าศุขวงศ์ ขวดใบจิ๋วแต่เต็มไปด้วยพิษร้ายแรงทำให้เจ้าแม้นเมืองหายใจไม่ทั่วท้อง ตัวสั่นจนเจ้าหน่อเมืองสัมผัสได้

“มือเจ้าสั่นด้วยความกลัวขนาดนี้ ความขลาดเข้าครอบงำจิตใจตั้งแต่เมื่อไรกัน”

“น้องระลึกถึงบุญคุณแผ่นดินเกิดแลเลือดเนื้อบรรพบุรุษเชียงเงินเสมอ”

“ไม่มีเหตุผลอื่นทำให้เจ้ากลายเป็นคนอ่อนแอเยี่ยงนี้ได้ นอกจากเจ้ายอมตกเป็นทาสรับใช้มัน เจ้ายอมเอาหัวใจตัวเองไปหลงรักมันแล้ว...อย่างนั้นใช่ไหมแม้นเมือง!”

น้ำเสียงคาดคั้นและดุดันของพี่ชายทำให้เจ้าแม้นเมืองหน้าชา พูดไม่ออกว่าหลงรักเจ้าศุขวงศ์ในฐานะสวามีอย่างสุดหัวใจ เจ้าหน่อเมืองจึงตีความท่าทางเหล่านั้นว่าตกลง

“มันจะต้องเจ็บปวดทรมานเหมือนกับที่มันทำกับพวกเรา วิญญาณบรรพชนเชียงเงินจะชื่นชมความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของเจ้า...ถึงวันที่พี่ได้รับข่าวดีจากเจ้า พี่จะรีบมารับเจ้ากลับไปอยู่เชียงเงินด้วยกันเหมือนเดิม”

ระหว่างที่เจ้าแม้นเมืองลำบากใจเรื่องวางยาสวามี เจ้าศุขวงศ์ปลาบปลื้มยินดียิ่งนักเมื่อเจ้าหลวงศรีวงศ์อยากจัดงานแต่งงานให้เจ้าจักรคำ และคนที่เจ้าจักรคำอยากแต่งงานด้วยก็คือเจ้าละอองคำ

เจ้าย่าเรือนคำแปลกใจมาก ไม่คิดมาก่อนว่าเจ้าจักรคำจะแอบมีใจให้เจ้าละอองคำ เจ้าศุขวงศ์เสียอีกที่สังเกตมาตลอด และมั่นใจว่าญาติหนุ่มกับญาติสาวจะลงเอยกันได้

“เจ้าย่า...ความรักเป็นเรื่องสัมผัสได้ด้วยความรู้สึก หลานแน่ใจว่าเจ้าอุปราชจะดูแลละอองคำเป็นอย่างดี เพราะเจ้าอุปราชรักละอองคำมานานแล้วเจ้า”

“จักรคำจะไม่ตะขิดตะขวงใจใช่ไหม ถ้ารู้ว่าละอองคำมีใจให้เจ้า”

“หลานเชื่อแน่ว่าความรักของเจ้าอุปราชมั่นคง เจ้าย่าอย่ากังวลเลย ให้เวลาละอองคำสักนิด ละอองคำจะเรียนรู้ด้วยตัวเองว่าการได้อยู่กับคนที่รักตนมีค่าขนาดไหน ความรักเป็นเรื่องการแบ่งปัน ไม่ใช่การรอเป็นผู้ได้รับฝ่ายเดียว”

ooooooo

เจ้ามิ่งหล้าไม่ละความพยายามจะดึงมิ่นมาเป็นพวก แม้ว่าอีกฝ่ายจะทำเมินไม่สนใจเธอก็ตาม

“น่าเห็นใจที่เจ้ามีทางเลือกไม่มากนัก...กลับไปบ้านเกิดอย่างแบกความอัปยศอดสูกลับไปด้วย หรือทนอยู่ที่นี่ต่อ แต่ความน่าอดสูก็ไม่ต่างกัน”

“เลิกพูดจาทับถมข้าได้แล้ว”

“ข้าเพียงเตือนว่างานที่เราจะทำเสี่ยงขนาดไหน ความสำเร็จหรือความตายคือปลายทางที่เจ้ากับข้าจะได้รับ”

ถ้อยคำแฝงนัยบางอย่างของเจ้ามิ่งหล้าทำให้ มิ่นเอะใจ ก่อนจะตัดสินใจยอมร่วมมือ ด้วยการเป็นพยานในการถวายฎีกาต่อกษัตริย์เมืองมัณฑ์เรื่องเจ้านางปัทมสุดาโกหกว่าตั้งครรภ์องค์รัชทายาท!

ฎีกาปริศนาที่หาตัวคนส่งไม่ได้ทำให้เจ้านางปัทมสุดาตกในสถานการณ์ลำบาก เหล่าเสนาบดีแบ่งเป็นสองฝ่าย ตั้งหน้าตั้งตาเถียงกันแบบเอาเป็นเอาตาย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ข้อสรุป

เจ้ามิ่งหล้าตัวบงการที่แท้จริงเฝ้ามองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความสาแก่ใจ เอ่ยกับฟองจันทร์

“เวลาของความเปลี่ยนแปลงกำลังจะมาถึงแล้วฟองจันทร์ ความแน่นอนในโลกนี้คือความไม่แน่นอน แต่ที่แน่นอนที่สุดคือชัยชนะย่อมตกแก่ผู้แข็งแกร่งกว่าเสมอ ดูเอาไว้ให้เต็มตาฟองจันทร์ ที่ตรงนั้นอีกไม่นานมันจะเป็นที่ของข้า โลกจะต้องจดจำว่าครั้งหนึ่งราชธิดาจากเชียงเงินขึ้นนั่งบัลลังก์ราชินีเมืองมัณฑ์อย่างสมศักดิ์ศรี”

เจ้านางปัทมสุดาถูกเรียกตัวสอบสวนหลังจากนั้น เหล่าเสนาบดีต่างก้มหน้านิ่งด้วยเกรงกลัวฤทธิ์เดชของเธอ กษัตริย์เมืองมัณฑ์เห็นท่าไม่ดี จำต้องบอกว่าฎีกาเจ้าปัญหายังหาต้นตอคนยื่นเรื่องไม่ได้

“หมายความว่าเรื่องไร้สาระ เรื่องต่ำทรามหมิ่นเกียรติศักดิ์ศรีอย่างไรก็ทรงรับไว้หมดอย่างนั้นรึเพคะ”

“ซูซู...นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่ประชุมในที่นี้ รวมไปถึงราษฎรเมืองมัณฑ์ต่างก็ตกใจกับสิ่งนี้พอๆกับน้อง น้องควรถือโอกาสนี้ไขข้อกังขาด้วยการพิสูจน์ความจริงนี้เถิด”

“น้องกลายเป็นผู้ต้องหา กระทำเรื่องเลวทรามชั่วช้าจนต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองเสียแล้วอย่างนั้นรึ ท้องพระโรงแห่งนี้กลายเป็นที่พิพากษาความผิดของน้องไปแล้วอย่างนั้นรึ”

จบคำก็แสร้งเป็นลมต่อหน้าธารกำนัล เจ้ามิ่งหล้าเฝ้ามองด้วยความสมเพช มั่นใจว่าเป็นมารยาสาไถยของอีกฝ่าย และคนอย่างเจ้านางปัทมสุดาคงไม่ยอมตกเป็นเบี้ยล่างใครได้นาน

การคาดการณ์ของเจ้ามิ่งหล้าไม่เกินจริงเลย เจ้านางปัทมสุดาเร่งจัดการปิดปากหมอหลวงพยานปากเอกให้ตายแบบไร้ร่องรอย เจ้ามิ่งหล้าเลยต้องใช้ไม้ตายสุดท้ายคือรักษาตัวมิ่นอย่างดี และเดินแผนขั้นต่อไปคือสารภาพกับกษัตริย์เมืองมัณฑ์ว่าเป็นคนยื่นฎีกานั้นด้วยตนเอง!

ooooooo

คำสั่งจากเจ้าหน่อเมืองให้วางยาเจ้าศุขวงศ์ทำให้เจ้าแม้นเมืองลำบากใจมาก ความรักและความผูกพันที่ก่อตัวในระยะเวลาไม่นานทำให้ยังทำใจไม่ได้จะฆ่าสวามีผู้เป็นแก้วตาดวงใจของเธอ

ยิ่งเจ้าศุขวงศ์ทำดีกับเธอ เจ้าแม้นเมืองยิ่งหนักใจ แผนการของเจ้าหน่อเมืองจะสังหารเจ้าศุขวงศ์จึงยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง จนแม้แต่เจ้าหลวงแสนอินทะก็อดกังวลแทนลูกชายไม่ได้

“จะทำอะไร ปรึกษากันก่อนได้ไหม”

“สิ่งที่ข้าทำ มันยังไม่สาแก่ใจได้ครึ่งกับสิ่งที่ไอ้ศุขวงศ์มันสมควรได้รับด้วยซ้ำเจ้าพ่อ”

“เรื่องเล็กจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ก็เพราะความหุนหันพลันแล่นของเจ้า”

“มันทำกับเชียงเงินของเราขนาดนี้ เจ้าพ่อจะให้ข้านิ่งเฉยได้ยังไง ไม่มีมันสักคน...งานของเราอาจจะยิ่งง่ายขึ้น สยามจะไม่มีทางสงสัยในความตายของมันเพราะทุกอย่างแนบเนียนอย่างที่สุด”

“เจ้ามั่นใจขนาดนั้นเชียวรึ”

“แม้นเมืองทำทุกอย่างได้เพื่อแผ่นดินเกิดของตัวเองเจ้าพ่อ...ลูกมั่นใจ”

สถานการณ์การเมืองว่าน่าปวดหัวแล้ว แต่สถานการณ์ในวังฝ่ายในน่าประสาทเสียกว่า เมื่อเจ้านางข่ายคำอาละวาดอย่างหนัก หลังพบว่าบุญมาเมียบ่าวของเจ้าหลวงแสนอินทะตั้งท้อง!

“อีสันดานไพร่ใฝ่สูง มึงคงคิดสินะว่ามีลูกให้เจ้าหลวงได้ มึงจะได้ขึ้นมาตีเสมอกู มึงรู้ไหมว่าสายเลือดบรรพบุรุษกูก่อร่างสร้างเชียงเงินมาเหนื่อยยากขนาดไหน แล้วอีคนชั้นต่ำอย่างมึงจะเผยอขึ้นมาเสมอกูด้วยวิธีสกปรกอย่างนี้ มันเหมาะควรแล้วอย่างนั้นรึอีบุญมา”

ขาดคำก็ตบฉาดใหญ่ ก่อนสั่งให้บริวารที่เหลือถีบบุญมาให้ตกบันได โชคดีที่เจ้าหลวงแสนอินทะมาขวางไว้

“เท่านี้ยังไม่วุ่นวายพอใช่ไหม จะต้องให้ถึงกับล้างผลาญให้วอดไปข้างหนึ่งใช่ไหม”

“ข้าเจ้าผิดตรงไหน ในเมื่อข้าเจ้าทำเพื่อแผ่นดินเชียงเงินเหมือนกัน วันข้างหน้าลูกสาวข้าเจ้าจะได้ขึ้นเป็นราชินีเมืองมัณฑ์ แล้วจะให้เปิ้นมองหน้าใครได้ยังไงว่าเปิ้นมีน้องร่วมสายเลือดที่แม่มันเป็นแค่บ่าวในเรือน”

“อย่าเอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่แล้วตัดสินทุกอย่างแทนคนอื่นไปหน่อยเลย เจ้าอ้างว่าเพื่อลูก แต่ทุกครั้งก็เพื่อตัวเจ้าเองทั้งนั้น อย่าให้เกิดเรื่องเลวทรามอย่างนี้ขึ้นอีก ข้าขอเตือนเป็นครั้งสุดท้าย”

“ข้าเจ้าก็ขอเตือนเป็นครั้งสุดท้ายเหมือนกัน ถ้าเจ้าหลวงยังไม่เลิกคิดจะยกย่องเชิดชูมัน ก็อย่าหวังเลยว่ามันจะอยู่ร่วมโลกกับข้าเจ้าได้!”

ooooooo

นอกจากหมอหลวง เจ้านางปัทมสุดาก็ให้ขิ่นแหม่ตามหาตัวมิ่นเพื่อฆ่าปิดปาก แต่พยายามตามหาเท่าไหร่ก็ไม่พบ จนกระทั่งถึงเวลาพิจารณาฎีกาอีกรอบ

เจ้ามิ่งหล้ารอโอกาสอยู่แล้ว ปรากฏตัวในท้องพระโรงเพื่อประกาศตัวต่อหน้าทุกคนว่าเป็นคนถวายฎีกาเจ้าปัญหา เจ้านางปัทมสุดาโกรธมาก แต่ต้องพยายามระงับอารมณ์

“บรรณาการจากหัวเมืองเล็กๆ บังอาจกระทำการเยี่ยงกบฏ”

“เชียงเงินเป็นหัวเมืองเล็กๆก็จริง แต่ฎีกานั้นแสดงให้ทรงตระหนักชัดแล้วว่าเชียงเงินมีความภักดีต่อราชบัลลังก์เพียงใด ผู้บิดเบือนกราบทูลความเท็จต่างหากเล่าคือกบฏ”

ถ้อยคำยอกย้อนแทงใจดำทำให้เจ้านางปัทมสุดาเนื้อเต้น เจ้ามิ่งหล้าสะใจมาก ท้าทายให้พิสูจน์

“หากพระองค์ทรงพระครรภ์จริงจะต้องทรงโกรธไปทำไม”

เจ้านางปัทมสุดาตาลุกวาวด้วยความโกรธจัด แต่เจ้ามิ่งหล้าก็หากลัวไม่

“หม่อมฉันยินดีถวายชีวิตหากฎีกาที่หม่อมฉันทูลเกล้าถวายเป็นความเท็จ กล้าที่จะเผชิญหน้าความจริงเถิดเพคะ อย่าให้ถึงกับต้องเรียกตัวใครต่อใครมาเป็นพยานกับเรื่องหมกเม็ดนี้เลย”

เจ้านางปัทมสุดาหน้าตึง สาปแช่ง “ดวงวิญญาณบรรพกษัตริย์ทุกพระองค์บนแผ่นดินนี้เป็นพยาน ข้า...ผู้สืบสายเลือดบริสุทธิ์แห่งราชวงศ์ มิเคยคิดทำสิ่งใดอันเป็นการหยามหมิ่นราชบัลลังก์ แต่หากมันผู้ใดกล่าวร้ายข้าด้วยความอันเป็นเท็จ ขอให้มันผู้นั้นจงพบแต่ความวิบัติ ตกนรกหมกไหม้ หาความสุขมิได้แม้แต่ชั่วลมหายใจเดียว”

กษัตริย์เมืองมัณฑ์เห็นท่าไม่ดี กลัวเรื่องไปกันใหญ่ ช่วยกล่อมเจ้านางปัทมสุดา

“บรรพกษัตริย์ทรงรับรู้ทุกคำพูดของน้องซูซู แต่เวลานี้สิ่งเดียวที่จะทำให้ทุกคนมั่นใจในความจริงคือพยาน”

จนแล้วจนรอดก็ไม่มีพยานโผล่มาช่วยยืนยันความบริสุทธิ์ของเจ้านางปัทมสุดา มีแต่มิ่น...พยานสนับสนุนข้อกล่าวหาที่ทำให้ราชินีเมืองมัณฑ์แทบกระอัก

“พระนางปัทมสุดาไม่ได้ทรงพระครรภ์จริงเพคะ”

“อีมิ่น...อีงูพิษ...มึงแว้งกัดกูเพราะมึงเจ็บแค้นที่กูสั่งเฆี่ยนมึงด้วยโทษยักยอกสมบัติหลวง มึงสมควรถูกเฆี่ยนจนตายคาหวาย ไม่สมควรได้รับความเมตตาใดๆ ทั้งสิ้นจากกู!”

มิ่นไม่สะทกสะท้าน โพล่งความลับที่เก็บมานาน “พระนางปัทมสุดาทรงแค่ต้องการให้พระองค์เอาพระทัยพระนางให้มาก พระนางจะได้ทรงมีข้ออ้างในการสร้างพระตำหนักทองคำเพคะ”
เจ้านางปัทมสุดาโกรธมาก ถลาไปตบตีมิ่นจนหัวโยกหัวคลอน ก่อนจะอ้อนวอนขอความเป็นธรรมจากกษัตริย์

“หม่อมฉันถูกใส่ร้ายมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่มีครั้งไหนเจ็บปวดเท่าครั้งนี้ ไม่เพียงคำให้ร้ายจากปากนังไพร่สันดานหยาบช้า แต่เพราะพระองค์ผู้ทรงคุณอันประเสริฐเหนือคนทั้งปวงก็ทรงรับฟังแลเชื่อในคำให้ร้ายนั้นด้วย”

กษัตริย์เมืองมัณฑ์ต้องตั้งสติอย่างมากเพื่อไตร่ตรองความจากทั้งสองฝ่าย เจ้านางปัทมสุดาจนด้วยหลักฐาน ต้องสารภาพแบบขอไปทีว่าแท้งแต่ไม่กล้าบอกใคร เหล่าเสนาบดีเลยต้องช่วยกันคิดเพื่อหาข้อสรุปแทน

ooooooo

ข้อกล่าวหาเรื่องเจ้านางปัทมสุดาโกหกทั้งวังร้ายแรงเกินจะมองข้าม กว่าเหล่าเสนาบดีกับกษัตริย์เมืองมัณฑ์จะได้ข้อสรุปก็หลายอึดใจต่อมากษัตริย์เมืองมัณฑ์ลำบากใจมาก แต่ก็จำต้องประกาศคำตัดสิน

“ปัทมสุดา...เจ้าอยู่ในตำแหน่งราชินีเมืองมัณฑ์ก็จริง แต่ข้อกล่าวหาดูหมิ่นเราด้วยการโกหกหลอกลวง โทษของเจ้าคือให้ปลดจากสถานะกลับคืนสู่คนสามัญแลให้ประหารชีวิตด้วยการตัดคอ”

เจ้านางปัทมสุดาหน้าซีดเผือด ก่อนจะหายใจได้ทั่วท้องอีกครั้งเมื่อกษัตริย์ยอมลดโทษให้

“แต่เห็นแก่คุณงามความดีที่เจ้าเคยค้ำชูแผ่นดินแลราชบัลลังก์มา เราเห็นสมควรให้ลดโทษประหาร แลไม่จำเป็นต้องปลดออกจากตำแหน่งราชินี แต่มีข้อแม้ว่าเจ้าต้องกลับสู่ตำแหน่งราชินีภายใต้กฎมณเฑียรบาลเหมือนเมื่อแผ่นดินรัชกาลก่อน หาใช่กฎมณเฑียรบาลที่เปลี่ยนแปลงแก้ไขโดยฝีมือเจ้าไม่...เจ้ายอมรับได้รึไม่ปัทมสุดา”

เจ้านางปัทมสุดายอมแบบเสียไม่ได้ ก่อนจะตาลุกวาวเมื่อได้ยินรางวัลของเจ้ามิ่งหล้า

“เจ้ามิ่งหล้า...ความกล้าหาญแลมุ่งมั่นจะปกป้องเกียรติภูมิราชบัลลังก์เมืองมัณฑ์ แสดงให้เห็นถึงความภักดีแลเสียสละของเจ้า นับแต่วันนี้...เพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจของเจ้า เราขอแต่งตั้งให้เจ้าเป็นสมเด็จพระบรมราชเทวีของเรา”

นิยายไทยรัฐ
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement