อ่าน เรื่องย่อ รักหลงโรง นิยายไทยรัฐ - อ่านเรื่องย่อละคร รักหลงโรง นิยายไทยรัฐ
วันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

advertisement

รักหลงโรง เรื่องย่อ


24 ก.ย. 2560 08:52
644,116 ครั้ง

ละคร นิยาย รักหลงโรง

รักหลงโรง เรื่องย่อ

อ่านเรื่องย่อ

รักหลงโรง

แนว:

โรแมนติก-ดราม่า

บทประพันธ์โดย:

ญนันทร

บทโทรทัศน์โดย:

คนเขียนงา / หลี่เจิน

กำกับการแสดงโดย:

ปิยะพงษ์ คำภากุล

ผลิตโดย:

บริษัท เมกเกอร์ เจ กรุ๊ป จำกัด

วัน-เวลาออกอากาศ: ทุกวันศุกร์ - อาทิตย์ เวลา 20.15 น.

ช่องออกอากาศ:

สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ:

จรณ โสรัตน์, ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง

หลังจากที่ตำรวจบุกทะลายงานปาร์ตี้งานหนึ่งก็ได้พบว่าดาราสาวซุปเปอร์สตาร์ผู้โด่งดังก้องฟ้าเมืองไทย นามว่ากีรณา ดรุโณทัย ถูกจับในข้อหามียาเสพติดไว้ในครอบครองซึ่งก็ทำให้อนาคตที่เคยรุ่งโรจน์ของหญิงสาวดับวูบ ชะตาพลิกผันอย่างที่เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อน แม้กีรณาจะปฏิเสธไม่รู้ไม่เห็นอย่างไรแต่หลักฐานก็มัดเธอแน่นจนไม่อาจที่จะดิ้นหลุดในข้อหานี้ได้

ภายหลังจากกีรณาถูกจับก็เป็นข่าวใหญ่ครึกโครมไปทั้งประเทศเนื่องจากเธอเป็นคนดังและนอกจากเธอจะไม่มีใครเข้ามาช่วยเหลือแล้วยังได้รับการซ้ำเติมจากคนรอบข้างเพราะก่อนหน้านี้ในเวลาที่เธอโด่งดังมักจะทำตัวอยู่เหนือคนอื่น พูดจาตรงไปตรงมาไม่ถนอมน้ำใจใคร ไม่เกรงใจใคร ผยอง มั่นใจและมีอีโก้ที่สูงมากจนทุกคนเอือมระอาแต่เพื่อผลประโยชน์จึงยอมที่จะอยู่ภายใต้อาณัติและเมื่อข่าวแพร่สะพัดออกไปงานทุกอย่างที่เธอเคยได้รับ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ละคร โฆษณาต่างก็ขอยกเลิกสัญญา อีกทั้งยังขอเงินค่าสัญญาคืนรวมถึงขอเงินชดใช้ค่าเสียหายเมื่อเธอถูกแบนและทำงานต่อไม่ได้ภายในระยะเวลาสองวันชีวิตอันฟูฟ่าหรูหราก็สิ้นสุดลงกลายเป็นคนตกอับเงินที่เคยมีส่วนหนึ่งก็ต้องจ่ายค่าชดเชยและอีกส่วนหนึ่งก็ถูกศราลีผู้เป็นอาที่ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการส่วนตัวยักยอกและหนีไปต่างประเทศแม้จะพยายามขอความช่วยเหลือจากใครก็ไม่มีใครยอมช่วยรวมถึงศราลีที่ปล่อยให้กีรณาเผชิญชีวิตอยู่ตามลำพัง ซึ่งกีรณาไม่สามารถออกจากห้องไปไหนได้เนื่องจากมีนักข่าวคอบป้วนเปี้ยนทำข่าวของเธอเต็มไปหมด

ระหว่างที่หิวไส้จะขาดนั้นกีรณาก็นึกถึงชายหนุ่มคนหนึ่งที่เคยมาอ้างว่าเป็นตัวแทนญาติมาจากต่างจังหวัดมาขอพบเธอที่กองถ่ายละครเพื่อบอกว่ายายของเธอไม่สบายแต่ตอนนั้นเธอยุ่งและต้องปิดบังความจริงเกี่ยวกับชาติกำเนิดของตัวเองจึงไล่เขาไป หากเขากลับนำนามบัตรมาสอดไว้ในมือเธอซึ่งเป็นนามบัตรของคณะลิเกคณะหนึ่งซึ่งกีรณารู้จักดีแม้ว่าเธอจะไม่กลับไปที่นั่นเป็นเวลากว่าสิบปี เธอจึงตัดสินใจที่จะโทรไปหาและบอกเขาว่าจะไปเยี่ยมยายที่ป่วยอยู่

เมื่อชายคนนั้นมากีรณาจึงให้ รปภ.ประจำตึกเคลียร์ทางให้และกระโดดขึ้นรถของชายหนุ่มผู้เป็นตัวแทนของยายขวัญเจ้าของคณะลิเกเพื่อไปหาท่านและหลบอยู่กับท่านสักระยะจนกว่าเรื่องจะคลี่คลาย แต่ชายหนุ่มที่เธอมารู้ภายหลังว่าเขาชื่อตุลากลับตะโกนใส่หน้าเธอว่ายายขวัญเสียชีวิตแล้วและกำลังจะฌาปนกิจในวันนี้ กีรณาตกใจมากเธอไม่คิดว่ายายเธอจะจากไปเร็วถึงขนาดนี้ เธอจึงขอให้คชาพาไปงานเผาเพื่ออำลาท่านเป็นครั้งสุดท้าย

ตุลามีอคติกับกีรณาอย่างมาก เนื่องจากเขาเป็นนักกฎหมาย ยึดความซื่อตรง ซึ่งในขณะนี้ชายหนุ่มมีอาชีพเป็นทนายความสอบเนติบัณฑิตได้และกำลังอยู่ในระหว่างพักเพื่ออ่านหนังสือเตรียมสอบเป็นผู้พิพากษา เมื่อรู้ว่ากีรณาต้องมาตกอับเพราะข้อหายาเสพติดทำให้เขาไม่ค่อยชอบใจนัก อีกทั้งการวางตัวของกีรณาช่างห่างไกลจากคำว่าน่ารัก ยังทะนงตนไม่เลิกทั้งที่ตอนนี้เธอแทบจะไม่เหลืออะไรนอกจากความสวยทำให้เขามึนตึงกับเธอไปตลอดทาง

เป็นครั้งแรกที่กีรณารู้สึกว่าตัวเองถูกหมางเมิน ทั้งที่ตลอดมามีผู้ชายวิ่งเข้าหาเธอตลอดทำให้เธอรู้สึกไม่พอใจตุลาเช่นกันและอยากเอาชนะเขา แต่ไม่ว่าเธอใช้ความสวยความน่ารักหลอกล่อ ก็ไม่ได้ทำให้ตุลาหลงใหลเธอแม้แต่น้อย หนำซ้ำเขายังทำท่าทางรำคาญจนกระทั่งถึงวัดซึ่งก็ทันเวลาที่ทางวัดกำลังจะเอายายขวัญใส่เตาเผา

กีรณาเผาศพยายด้วยความเสียใจ เธอรู้สึกใจหาย เพราะในวัยเด็กนั้นเธออยู่กับยายหลังจากที่พ่อแม่เสียชีวิต ซึ่งชีวิตในช่วงนั้นเป็นไปด้วยความคับแค้นยากจน ยายขวัญเป็นเจ้าของคณะลิเก รับการแสดงตามงานวัด ซึ่งแต่ละครั้งก็ได้เงินไม่มากนักซึ่งต้องแบ่งให้กับนักแสดงรวมถึงนักดนตรี แต่ยายก็ยังยึดคณะลิเกเป็นอาชีพซึ่งกีรณาไม่ได้ชอบเอาเสียเลย เมื่อไปโรงเรียนก็ถูกเพื่อนล้อเลียน กีรณาจึงอยากออกจากคณะลิเกไปมีชีวิตที่สุขสบายกว่า มีชีวิตที่หรูหรา แล้ววันหนึ่งความฝันนั้นก็เป็นจริงเมื่ออารดาอาของเธอมารับและบอกว่าจะพาไปอยู่ต่างประเทศเธอจึงตกลงทันทีทอดทิ้งยายขวัญและคณะลิเกเอาไว้ข้างหลังอย่างไม่ใยดีอารดานำกีรณาไปอยู่ด้วยที่ต่างประเทศราว ๆ หนึ่งปีและหลังจากที่กลับมากีรณาก็เดินทางตามความฝันของตัวเองคือไปสมัครเป็นนักแสดง ซึ่งเธอก็ทำได้ดี โด่งดังขึ้นในช่วงเวลาไม่นานและกลายเป็นซุปเปอร์สตาร์ในปัจจุบัน

แต่เมื่อเข้าวงการบันเทิง กีรณาถูกสร้างให้เป็นคนใหม่ ถูกเปลี่ยนชื่อเล่นจากแก้วเป็นแกรนด์ส่วนชีวิตในวัยเด็กนั้นถูกปรับเปลี่ยนว่าเติบโตมาจากต่างประเทศ ซึ่งอารดานั้นก็เต็มอกเต็มใจที่จะให้กีรณาเข้าวงการบันเทิงอย่างเต็มตัวเพราะคือรายได้อันมากมายที่ช่วยให้ชีวิตของทั้งคู่ดีขึ้น โดยอารดาเข้ามาเป็นผู้จัดการส่วนตัวดูแลให้เรื่องคิว เรียกค่าตัว โดยมีเจ๊แหม่มเป็นผู้หางานให้และกินเปอร์เซ็นต์อีกทีซึ่งในระหว่างที่กีรณามีชื่อเสียงเธอก็ไม่ได้ติดต่อกลับมายังยายขวัญอีกเลย ส่วนยายขวัญเองก็ปล่อยให้กีรณามีชีวิตของเธอแต่ก็ติดตามข่าวอยู่เสมอโดยไม่ติดต่อไปหาเช่นกัน

เมื่อเผาศพยายขวัญเสร็จ กีรณาก็ถูกตุลาบังคับให้มาจัดการกับคณะลิเก ตอนแรกกีรณาคิดว่าไม่ใช่เรื่องของตนแต่เมื่อคิดว่าน่าจะมีอะไรที่พอจะขายและนำรายได้มาสู่เธอได้เธอจึงยอมไปเพราะตอนนี้เธอกำลังตกยาก เมื่อไปถึงกีรณาก็พบว่ายายขวัญได้เลี้ยงคนไว้ในคณะลิเกจำนวนกว่าสิบคน ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นคนเก่าคนแก่ที่เธอเคยเห็นหน้าและอยู่กับยายขวัญมาเป็นสิบปี เมื่อทุกคนเห็นกีรณาก็ดีใจแต่กีรณากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เธอเห็นว่าทุกคนคือภาระจึงประกาศว่าจะยกเลิกคณะลิเก และจะขายทุกอย่างที่ขายได้โดยไม่สนใจเลยว่าการกระทำของเธอนั้นจะทำให้ใครเดือดร้อนหรือขาดรายได้ไปบ้างเพราะคนทั้งหมดหากินกับคณะลิเกมานาน

ตุลาซึ่งทนความเห็นแก่ตัวของกีรณาไม่ไหวเอาเอกสารสัญญาที่ยายขวัญได้ทำไว้กับนายจ้างที่มาจ้างการแสดง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานวัดและงานแก้บนมาให้กีรณาดู และบอกว่าหากกีรณายกเลิกจะต้องจ่ายเงินค่ายกเลิกสัญญาเป็นสองเท่าของค่าจ้าง ซึ่งรวมแล้วก็เป็นจำนวนเงินหลายแสนบาทกีรณาตกใจ เธอไม่คิดว่าจะมีเหตุการณ์อย่างนี้จึงปฏิเสธและทำเป็นไม่รับรู้จะกลับกรุงเทพโดยที่ไม่แตะต้องอะไรเลย เคยอยู่กันมาอย่างไรก็ให้อยู่กันอย่างนั้น แต่ตุลาบอกว่าไม่ได้เพราะในสัญญายายขวัญได้ระบุว่ากีรณาจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมดหากยายขวัญมีอันเป็นไปเนื่องจากกีรณาเป็นทายาทคนเดียวอย่าว่าเงินแสน ตอนนี้เงินหมื่นกีรณายังแทบไม่มีเนื่องจากศราลีได้จากไปและไม่ยอมติดต่อเธอกลับมา แต่อย่างไรก็ตามกีรณาก็เดินทางกลับกรุงเทพแต่เมื่อเธอกลับไปนั้นก็พบว่าห้องเช่าสุดหรูกลางกรุงของเธอได้ถูกเจ้าของยึดกลับแล้วเนื่องจากเธอไม่ได้จ่ายค่าเช่า สุดท้ายกีรณาก็ต้องกลับอยุธยาและเหตุการณ์บังคับทำให้เธอต้องไปบริหารจัดการคณะลิเก
กีรณากลับไปอยู่บ้านเดิมเมื่อสมัยที่เธอเป็นเด็กซึ่งเป็นบ้านไม้หลังเล็กๆยกใต้ถุนสูง ที่นี่มีผู้คนในคณะลิเกอยู่ด้วยกันทำให้เธอไม่มีความเป็นส่วนตัว เวลานอนก็ต้องนอนกับกันหาลูกสาวของนรีนางเอกลิเกเก่าซึ่งบัดนี้ตาบอดข้างหนึ่งและเสียโฉมจากการถูกสามีสาดน้ำกรดใส่ ซึ่งกันหาไม่ค่อยชอบกีรณานักเนื่องจากนิสัยส่วนตัวที่ขี้วีน ขี้เหวี่ยงของกีรณา ทั้งคู่มีเรื่องทะเลาะกันบ่อยครั้งแต่ก็ยังต้องทนใช้ห้องเดียวกัน

คณะลิเกประสบปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายกีรณาจึงคิดจะเอาคนออก แต่ตุลาที่ทนไม่ได้กับความคิดอันเห็นแก่ตัวของกีรณาก็เอาสัญญาอีกฉบับมาให้กีรณาดู ว่ากีรณาต้องเลี้ยงดูคนทั้งหมดหากไล่ใครออกต้องจ่ายเงินชดเชยจำนวนห้าแสนต่อคน ซึ่งกีรณาไม่มีเงินและไม่สามารถที่จะเลี้ยงคนเหล่านี้ได้ตุลาเสนอหนทางหารายได้ให้กับกีรณา
บ้านของยายขวัญพอมีอาณาบริเวณอยู่บ้างและคนที่อาศัยในบ้านก็ได้ปลูกผักสวนครัวเอาไว้ ตุลาจึงพากีรณาไปเก็บมาจำหน่ายหลังจากที่เหลือกิน อีกทั้งริมทางยังมีดอกแค ดอกโสน ตำลึงและในบึงก็มีสายบัวและฝักบัวซึ่งสามารถนำไปขายได้ เศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวค่อยๆถูกตุลาแทรกเข้าไปในหัวใจของกีรณาโดยที่กีรณาไม่รู้ตัวเมื่อไม่มีทางเลือกกีรณาจึงต้องทำหน้าที่แม่ค้าจำเป็น เธอเก็บผักสวนครัวไปขายในตลาดซึ่งกันหาเองก็ช่วยขายและชาลีซึ่งน้องชายของกันหาและเป็นพระเอกลิเกในคณะรวมถึงชาวคณะคนอื่นๆก็เริ่มปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ ส่วนหนึ่งเก็บไว้กิน เมื่อเหลือก็ขายเป็นรายได้ ถึงไม่มากนักก็สามารถทำให้คณะลิเกอยู่รอด มีอาหารทุกมื้อไม่อด

เมื่อกีรณาขายของได้เธอก็รู้สึกดีและเริ่มสนุกกับมัน มองเห็นคุณค่าของเงินที่ได้มาแต่ละบาทที่ครั้งหนึ่งเธอใช้จ่ายอย่างไร้ความจำเป็น ความมีน้ำใจ ช่วยเหลือกันของทุกคนทำให้กีรณารู้สึกว่าความจริงการใช้ชีวิตอยู่ในต่างจังหวัดก็ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้าย เงินไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชีวิตมีความสุข ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ค้านกับชีวิตที่ผ่านมาของเธออย่างเหลือเกินระหว่างนี้กีรณาได้เห็นความเอื้อเฟื้อ ความมีน้ำใจของทุกคนที่ไม่ใช่ญาติทางสายเลือดแต่ก็อยู่กันอย่างญาติ มีการแบ่งปันกัน แม้กระทั่งไข่ต้มฟองเดียวยังแบ่งกินกันครบทุกคนทั้งที่เมื่อก่อนเธอกินทิ้งกินขว้างอย่างไม่รู้คุณค่าของอาหาร

ชีวิตของกีรณาเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือและเธอก็พบว่าชีวิตที่แสนวุ่นวายนี้ก็มีความสุขได้เหมือนกัน กันหาและกีรณาเริ่มญาติดีกัน และคุยกันมากขึ้นและวันหนึ่งกันหาทะเลาะกับนรีเพราะกันหาต้องการออกจาโรงเรียนเมื่อไม่มียายขวัญคอยส่งเสียแล้วซึ่งกีรณาเองก็ไม่เห็นด้วยกับกันหา สุดท้ายจึงขอให้กันหาเรียนต่อโดยเธอจะเป็นผู้ส่งเสียเองแต่มีข้อแม้ว่ากันหาจะต้องคืนเงินเธอทุกบาททุกสตางค์เมื่อเรียนจบเพราะรู้ว่ากันหาเป็นคนที่มีศักดิ์ศรีจะไม่ยอมรับเงินจากเธอฟรีๆอย่างแน่นอน เมื่อได้รับข้อเสนอดังนั้นกันหาก็ยินยอม

หยกฟ้านางเอกลิเกของคณะหนีไปกับผู้ชาย เป็นปัญหาให้คณะขาดนางเอกละคร กีรณาจึงต้องแก้ปัญหาด้วยการเป็นนางเอกลิเกแทนทั้งที่ไม่เต็มใจโดยมีข้อแม้ว่าเธอจะต้องแต่งหน้าให้หนาไม่ให้มีใครจำเธอได้ เพราะไม่อยากให้ใครมองว่าตกอับจนต้องมาแสดงลิเกในคณะเล็กๆซึ่งนรีก็รับปากจะทำตามที่กีรณาต้องการ
แม้กีรณาเคยเล่นลิเกเมื่อตอนเด็กแต่ในตอนนี้เธอก็จำไม่ได้จึงนรีสอนให้ การเล่นลิเกครั้งแรกของเธอไม่ดีนัก เนื่องจากกีรณาไม่กล้าที่จะร้องจะรำเต็มที่เพราะเธอยังรู้สึกว่าตัวเองเคยเป็นซุปเปอร์สตาร์ งานอย่างนี้ไม่เหมาะกับเธอเลย การแสดงล่มไม่เป็นท่า ถูกคนดูโห่ และเจ้าภาพขอเงินคืนซึ่งหากคืนเงินไปก็จะไม่มีข้าวสารสำหรับวันพรุ่งนี้ไว้เลี้ยงดูผู้คน กีรณาจึงไม่อาจคืนได้สุดท้ายเธอขอแสดงใหม่ในวันพรุ่งนี้

ความเครียด ความกดดันทำให้กีรณาแอบไปร้องไห้ที่ริมคันนา ซึ่งตุลากำลังฉีดสมุนไพรฆ่าแมลงอยู่ในนาข้าวบังเอิญเห็นเข้าซึ่งเขาก็รู้สึกเห็นใจและสงสาร ที่ผ่านมาเขาก็พบว่าเนื้อแท้ใจจริงของกีรณาก็ไม่ใช่คนที่เลวร้ายอะไรนัก เพียงแต่โตมาในสภาพแวดล้อมที่ทำให้เธอกลายเป็นคนเช่นนั้น จึงเขามาพูดเพิ่มแรงใจ “การเป็นนักแสดงไม่ว่าอยู่ในบทบาทไหนก็ต้องทำให้ดีที่สุด” ซึ่งคำพูดของตุลาทำให้กีรณาคิดได้ เมื่อต้องขึ้นแสดงอีกครั้งเธอก็ทำได้ดีและได้รับพวงมาลัยเป็นรางวัลแม้จะไม่มากมายนักแต่กีรณาก็มีความสุขอย่างประหลาด

ลุงเสริมหนึ่งในนักดนตรีป่วยจำเป็นต้องใช้เงิน แต่ลุงเสริมก็ไม่มีรายได้อะไร กีรณาจึงเอาเงินที่ตนเองเก็บหอมรอมริบจากพวงมาลัยที่บรรดาแม่ยกให้มาเป็นพิเศษออกมาเป็นค่ารักษาลุงเสริม ทั้งที่ความจริงแล้วนั้นเธอต้องการเก็บเงินก้อนนี้เอาไว้จ่ายค่าชดเชยให้กับเจ้าภาพที่จ้างงานไว้ล่วงหน้าเนื่องจากไม่อยากทำคณะลิเกอีกต่อไป แต่ถึงกีรณาจะเอาเงินทั้งหมดออกมาก็ไม่พอ ชาลีซึ่งเป็นพระเอกในคณะจึงเอาเงินของตนออกมาด้วย รวมถึงคนอื่น ๆ ลงขันทำให้ลุงเสริมมีเงินมากพอที่จะทำการรักษา แม้เงินจะหมดแต่กีรณาก็สุขใจเมื่อได้รับลุงเสริมกลับบ้าน เธอรู้สึกดีที่ได้ดูแลคนอื่น และรู้สึกถึงคำว่ารับผิดชอบเพราะเวลานี้เธอเสมือนเป็นหัวหน้าครอบครัว

เมื่อรายได้หลักมาจากการแสดง กีรณาจึงคิดว่าจะต้องทำให้มีรายได้มากที่สุด จึงปรับเปลี่ยนบทลิเกให้มีความทันสมัย เดินเรื่องเร้าใจเพื่อเจาะกระแสกลุ่มคนที่ไม่ใช่เฉพาะคนแก่เพราะเวลานี้กลุ่มคนที่ดูลิเกนั้นเหลือน้อยเต็มที ซึ่งชาวคณะต่างก็เห็นด้วยและเมื่อทำเช่นนั้นคณะลิเกก็เริ่มมีงานมากขึ้น เป็นที่กล่าวถึงบ้างในท้องถิ่นและในจังหวัดใกล้เคียง

ตุลามองการเปลี่ยนแปลงของกีรณาด้วยความพอใจ อีกทั้งท่าทางของกีรณาไม่เหมือนคนที่ต้องอยู่กับเสพติดเขาจึงถามไถ่เรื่องราวทั้งหมดเพื่อจะช่วยเหลือเธอ กีรณาจึงเล่าให้ฟังถึงสาเหตุนั่นคือเธอถูกเชิญไปงานเลี้ยงและดื่มเครื่องดื่มตามปกติแต่ไม่รู้ทำไมเมื่อตรวจปัสสาวะออกมาจึงเป็นสีม่วงซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าเธอถูกใส่ร้ายแต่อย่างไรก็ตามเธอไม่มีหลักฐานมาแก้ต่างให้ตนเองเมื่อใครๆต่างลอยแพเธอไม่เว้นแม้แต่อาที่หนีไปต่างประเทศและไม่ยอมติดต่อกลับมา เมื่อได้ยินดังนั้นตุลาเริ่มสืบความเป็นไป หากกีรณาไม่ผิดเธอก็ไม่ควรถูกตราหน้าว่าเป็นดาราขี้ยาและกลายเป็นคนหมดอนาคตอย่างนี้

กีรณากับตุลาสนิทกันมากขึ้น เพราะเมื่อมีปัญหาในคณะลิเกตุลาก็จะมาช่วยเหลือตลอดเวลาซึ่งกีรณาไม่เคยรู้ว่าตุลาเป็นทนายและเข้าใจว่าเขาเป็นชาวนาเนื่องจากตุลาขอครอบครัวมาอยู่กระท่อมปลายนาเพื่ออ่านหนังสือ วันหนึ่งชาลีขึ้นไปซ่อมหลังคาบ้านตกลงมาจนสมองได้รับการกระทบกระเทือนต้องเข้ารับการผ่าตัด ซึ่งเป็นครั้งแรกที่กีรณาหลั่งน้ำตาออกมาเพราะความกังวลเป็นห่วงชาลีทั้งที่เมื่อก่อนชีวิตของเธอทำเพื่อตัวเองเท่านั้นซึ่งมันทำให้เธอรู้ว่าเวลานี้ใจเธอนั้นกำลังผูกพันกับคนทั้งคณะอย่างไม่รู้ตัว

เมื่อชาลีป่วยก็ไม่มีพระเอกลิเก กีรณาจำเป็นจะต้องยกเลิกการแสดงลิเกซึ่งต้องเสียค่าปรับซึ่งเป็นจำนวนเงินไม่น้อย ทั้งที่อยากเก็บรักษาเงินก้อนนี้เอาไว้สำหรับค่าการศึกษาของกันหาและค่ารักษาพยาบาลของชาลีรวมถึงปากท้องของชาวคณะแต่เมื่อจำเป็นก็ต้องจ่าย เมื่อตุลารู้เรื่องเข้าก็ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออีกครั้งด้วยการยอมเป็นพระเอกลิเกให้ชั่วคราวจนกว่าชาลีจะหาย พอถึงเวลาแสดงแม้ในตอนแรกตุลาจะเก้ๆกังๆ หากสุดท้ายเขาก็ทำได้ดีเนื่องจากตามคุณตามาดูลิเกตั้งแต่เด็กและสนิทสนมกับยายขวัญเหมือนหลานคนหนึ่ง ศิลปะการแสดงชนิดนี้เสมือนซึมซับอยู่ในสายเลือด

กีรณาทำงานหนักขึ้น กลางคืนเป็นนางเอกลิเก กลางวันเป็นแม่ค้าโดยมีคนที่คณะทำขนมมาให้ขายบ้าง หรือพวกพืชผักสวนครัวมาขาย รวมถึงมีคนติดต่อมาให้เล่นลิเกบ่อยขึ้น จึงทำให้คณะเริ่มมีเงินและชาลีก็กลับบ้านได้ แต่แล้วก็มีคนเอารูปของกีรณาขณะแสดงลิเกไปโพสต์ในอินเตอร์เน็ต จึงทำให้มีข่าวเกรียวกราว มีนักข่าวมารุมล้อมขณะที่เธอแสดง กีรณารู้สึกอับอายกับเรื่องที่เกิดขึ้น รู้สึกกลัวว่าจะถูกมองอย่างน่าสมเพช หากตุลาเข้ามาปลอบใจรวมถึงเห็นความห่วงใยที่คนในคณะแสดงออกมาทำให้กีรณามีกำลังใจขึ้น และเธอก็นึกสะท้อนว่าตอนที่เธอเป็นซุปเปอร์สตาร์นั้นไม่เห็นมีใครมาอยู่ข้างเธออย่างนี้สักคน ดังนั้นเธอต้องลุกขึ้นมาสู้เพื่อครอบครัวของเธออีกครั้ง กีรณาจึงไม่สะทกสะท้านยามนักข่าวมาทำข่าวและขอสัมภาษณ์ อารมณ์ที่เย็นลง รู้จักคิดของเธอทำให้นักข่าวดีกับเธอมากขึ้น คณะลิเกของกีรณาดังในชั่วระยะเวลาไม่กี่วัน มีคิวการแสดงมาขึ้นรวมถึงค่าตัวในการแสดงเพิ่มขึ้นทำให้ทั้งคณะลืมตาอ้าปากได้

กีรณารู้สึกมีความสุข จนกระทั่งเธอถูกว่าจ้างไปเล่นแก้บนในงานหนึ่งซึ่งเป็นงานของลูกสาวผู้พิพากษาที่สอบเนติบัณฑิตได้และในวันนี้เองที่เธอได้รู้ว่าตัวเองเข้าใจเรื่องตุลาผิดมาตลอด ตุลาไม่ใช่ชาวนาอย่างที่เธอเข้าใจหากเป็นว่าที่ผู้ช่วยผู้พิพากษาเพราะเขาสามารถสอบข้อเขียนผ่านเหลือเพียงการสอบสัมภาษณ์เท่านั้น อีกทั้งยังได้รู้ด้วยว่าตุลาเป็นแฟนกับรมิตาลูกสาวของผู้พิพากษาหรือเจ้าภาพในวันนี้

สิ่งที่รับรู้ทำให้กีรณารู้สึกต่ำต้อยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แต่เมื่ออยู่บนเวทีเธอจำต้องแสดงต่อไปหลังจากแสดงจบเธอก็กลับมาร้องไห้ รู้สึกโกรธตุลาที่ทำเหมือนเธอเป็นตัวตลกจึงไม่ยอมพบและไม่ยอมพูดคุยกับชายหนุ่ม อีกทั้งเห็นว่าเขากำลังจะได้เป็นผู้พิพากษาดังนั้นเขาไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงที่มีคดียาเสพติดติดตัวอย่างเธอเพราะอาจมีผลกระทบต่อหน้าที่การงานของเขาในอนาคตได้ เพื่อลืมเรื่องความปวดร้าวกีรณาจึงทุ่มเทเวลาให้กับครอบครัวของเธอนั่นคือคณะลิเก เอาเงินที่หาได้มาทำให้ทุกคนกินดีอยู่ดี สร้างบ้านขึ้นอีกหลังเพื่อให้ทุกคนอยู่กันอย่างเป็นสัดส่วน พาไปหาหมอเพื่อตรวจสุขภาพประจำปีป้องกันโรคเพราะมีผู้สูงอายุอยู่ในคณะ ทำทุกอย่างเพื่อให้ทุกคนมีความสุขเพราะนั่นก็ทำให้เธอมีความสุขไปด้วย

แล้ววันหนึ่งตุลาก็มาหากีรณาพร้อมกับมอบของให้ นั่นก็คือกล่องใบหนึ่งที่ยายขวัญบอกให้เขามอบให้เธอซึ่งความจริงเขาควรจะมอบให้ตั้งแต่วันเผาศพ แต่การกระทำของเธอทำให้เขาไม่อาจมอบให้เธอได้ เมื่อกีรณาเปิดดูก็พบว่าเป็นสมุดที่ยายขวัญตัดภาพของเธอเก็บเอาไว้ตั้งแต่เริ่มเข้าวงการและเก็บสะสมเรื่อยมา ซึ่งก็ทำให้กีรณาร้องไห้ออกมาด้วยความเสียใจที่เธอละเลยยายขวัญและที่ทำให้เธอเสียใจยิ่งกว่าคือสมุดเงินฝาก ซึ่งมีเงินกว่าห้าล้านโดยระบุว่าเงินทั้งหมดมอบให้เธอและอีกสามล้านสำหรับคนในคณะลิเก

กีรณากลับไปหาตุลาด้วยความโกรธที่เขาปิดบังเรื่องนี้ เธอตบหน้าเขาที่เขาโกหกปล่อยให้เธอต้องเผชิญเรื่องราวร้ายๆ หากเธอได้เงินก้อนนี้มาตั้งแต่แรกเธอคงไม่ต้องมาตกระกำลำบากอยู่ในคณะลิเกแต่เมื่อกลับมาย้อนคิดหากเธอได้เงินจำนวนนี้ตั้งแต่ตอนนั้นเธอก็คงจะไม่ได้รู้จักคำว่าครอบครัว ไม่รู้จักคุณค่าของความรัก ไม่รู้จักความสุขจากการให้และการได้รับดังนั้นนี่คือของขวัญที่เธอได้รับจากคชาซึ่งก็ทำให้เธอหายโกรธแต่ถึงอย่างนั้นเธอและเขาก็ไม่ควรจะยุ่งเกี่ยวกันอยู่ดี

กีรณาถอนเงินทั้งหมดออกมาเพื่อมอบให้คนในคณะทุกคนเป็นโบนัส ให้ทุกคนได้ทำทุนเพราะคิดว่าทุกคนน่าจะมีงานอย่างอื่นบ้าง เช่นมีที่ดินเป็นของตัวเองหากแก่ตัวไปเมื่ออยู่ในคณะไม่ได้จะได้มีที่ไป ส่วนเธอนั้นจะยังทำลิเกต่อไปและจะฝึกเด็กใหม่ๆ ขึ้นมาอีกทั้งยังหาโอกาสเสนอช่องทางการแสดงเพิ่มด้วยการออกรายการโทรทัศน์กับช่องเคเบิ้ล

วันหนึ่งกีรณาได้รับหมายศาลจากคดียาเสพติดของเธอ ซึ่งเธอไม่รู้ตัวมาก่อนและไม่ได้เตรียมทนายจึงขอให้ทางสภาทนายจัดหาทนายสำหรับคนจนให้เนื่องจากเธอไม่เห็นความสำคัญของการขึ้นศาลครั้งนี้เพราะโทษของเธอไม่ถึงกับติดคุกเนื่องจากมียาเสพติดไม่เกิดที่กฎหมายบอกว่ามีไว้เพื่อจำหน่าย ไม่ว่าจะผิดหรือถูกเธอรู้ตัวเองดีและถึงแม้ชนะไปก็ใช่ว่าจะทำให้เธอมีความสุขมากขึ้น กีรณาไปที่ศาลซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ตุลามาสอบสัมภาษณ์ เธอกับเขาเจอกันหน้าตึก ตุลาเดินจากไปพร้อมกับรมิตาซึ่งก็สร้างความเจ็บปวดให้กับกีรณาอย่างเหลือเกิน

ทุกคนในคณะมาให้กำลังใจกีรณาก่อนจะมีการเบิกตัวทนายและกีรณาต้องตกใจเมื่อพบว่าทนายความของเธอนั้นคือ ตุลา เขาละทิ้งโอกาสการสอบสัมภาษณ์มาช่วยเธอต่อสู้คดี ตุลานำหลักฐานต่างๆ พร้อมกับเบิกตัวพยานว่ามีผู้นำยาใส่ในแก้วน้ำและในกระเป๋าของกีรณา ซึ่งคนที่ทำก็คือดาราร่วมช่องของเธอซึ่งเวลานี้กำลังกลายเป็นดาราดังเพราะงานที่เคยเป็นของกีรณาตกเป็นของดาราผู้นี้ทั้งสิ้น

เมื่อความจริงเปิดเผยกีรณากลายเป็นผู้บริสุทธิ์ บริษัทต่างๆ ก็ติดต่อกีรณามาให้ร่วมงานเหมือนดังเดิมซึ่งเธอก็ยอมหวนกลับสู่วงการ ไปทำงานเก่าที่ค้างไว้ให้หมดเพื่อที่จะออกจากวงการและไปอยู่กับครอบครัว และยิ่งได้กลับมาที่วงการบันเทิงกีรณาก็รู้ว่าที่นี่ไม่ใช่ที่สำหรับเธอ คอนโดหรูกลางใจเมืองที่เธอเคยคิดว่ามันเป็นหอคอยงาช้างในเวลานี้ช่างอ้างว้างและโดดเดี่ยว ไม่เหมือนห้องเล็กๆ ที่บ้านยายขวัญแม้จะอึดอัดแต่ก็อบอุ่น กีรณาเฝ้ารอวันที่จะหมดสัญญากับทางบริษัทและกลับไปสู่อ้อมแขนของครอบครัว

เมื่อทำงานเสร็จกีรณากลับไปที่บ้านยายขวัญซึ่งเธอมอบหน้าที่ดูแลคณะลิเกที่เติบโตขึ้นให้กับกันหาช่วยดูแลอีกทางหนึ่ง และเมื่อไปถึงเธอก็อดไม่ได้ที่จะเดินไปยังกระท่อมปลายนาของตุลาซึ่งเธอคิดว่าเขาไม่น่าจะอยู่ที่นี่แล้ว เมื่อเข้าไปเธอก็พบรูปภาพของตัวเอง ข่าวคราวที่ตุลาตัดไว้หลังจากที่เธอพ้นคดี เมื่อประตูเปิดออกตุลามาปรากฏตัว ทั้งคู่ตกใจ ซึ่งกีรณาค่อนข้างมั่นใจว่าตุลาเองก็น่าจะมีใจให้ตนจึงตัดสินใจเปิดคำถามบุก

ตุลาตกเป็นผู้ต้องหาที่ถูกไต่สวนหัวใจซึ่งเอาไม่อาจที่จะเก็บซ่อนสิ่งที่มีอยู่ได้จึงสารภาพออกไปว่ารักกีรณากีรณาจึงจัดการพิพากษาหัวใจทนายหนุ่มทันที บอกให้เขาชดใช้การโกหกหลอกลวงเธอด้วยการดูแลเธอไปตลอดชีวิต

งานแต่งงานของทั้งคู่ถูกจัดขึ้น กีรณารู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่ผู้หญิงที่อยากอยู่เหนือคนอื่นอีกต่อไปเพราะการอยู่เหนือคนอื่นทำให้เธอรู้สึกโดดเดี่ยวหากเธอต้องการอยู่ท่ามกลางคนอื่น อยู่กับครอบครัวและจะทำให้ทุกคนในครอบครัวมีความสุข ส่วนตุลาสามารถสอบผู้พิพากษาได้ในปีถัดมาและคราวนี้เขาสอบสัมภาษณ์ผ่านซึ่งได้เป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาอย่างที่ตั้งใจ .... ติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ทางช่อง 3 และอ่านเรื่องย่อได้ในนสพ.ไทยรัฐทุกวัน

นิยายไทยรัฐ
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement