วันพฤหัสบดีที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

advertisement

รักหลงโรง ตอนที่ 3


21 ก.ย. 2560 08:20
554,892 ครั้ง

รักหลงโรง ตอนที่ 3

อ่านเรื่องย่อ

รักหลงโรง

แนว:

โรแมนติก-ดราม่า

บทประพันธ์โดย:

ญนันทร

บทโทรทัศน์โดย:

คนเขียนงา / หลี่เจิน

กำกับการแสดงโดย:

ปิยะพงษ์ คำภากุล

ผลิตโดย:

บริษัท เมกเกอร์ เจ กรุ๊ป จำกัด

วัน-เวลาออกอากาศ: ทุกวันศุกร์ - อาทิตย์ เวลา 20.15 น.

ช่องออกอากาศ:

สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ:

จรณ โสรัตน์, ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง

ที่ศาลาสวดศพ เสี่ยฮุ่ยไปถึงก็เข้าไปหลีมัทรี ส่วนชิบก็ไปเจ๊าะแจ๊ะกัณหา แต่กัณหาไม่เล่นด้วยห้าวใส่จนเกือบมีเรื่องกัน มัทรีจึงเรียกกัณหาไปช่วยในครัวกัน

ไรวินทร์เห็นความห้าวของกัณหาก็ยิ้มชอบใจ

ตุลารอจนกีรณาอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ เธอนุ่งผ้าถุงกับใส่เสื้อของมัทรีผมก็รวบตึง หน้าไร้เครื่องสำอาง ตุลามองอึ้งดูเธอสวยกว่าที่อยู่ในคราบแกรนด์ กีรณาเสียอีก

เมื่อไปถึงศาลา กีรณาได้ยินชาวบ้านวิพากษ์วิจารณ์กันเรื่องแกรนด์ กีรณามั่วยาเสพติด ก็ไม่พอใจจะเถียง

ถูกตุลาลากไปอีกทาง เธอบอกว่าจะพิสูจน์ตัวเอง ตุลาบอกว่าเธอต้องพิสูจน์ตัวเองแต่ไม่ใช่ที่นี่ เพราะที่นี่ชาวบ้านรู้จักเธอในฐานะลูกแก้วหลานยายขวัญ เธอต้องอยู่เงียบๆ เพื่อตัวเธอเอง

กีรณายอมอยู่เงียบๆแต่มีเงื่อนไขสองข้อคือ หนึ่งเขาต้องพูดจากับตนดีกว่านี้ สองเขาต้องหาน้ำแร่ให้ตนดื่มเป็นประจำเพราะตนดื่มน้ำธรรมดาไม่ได้ ตุลารับพูดถึงข้อที่หนึ่ง แต่คนอย่างเธอไม่ควรได้รับสิทธิ์นั้นเพราะเธอเป็นเพียงแค่หลานอกตัญญูที่ทำให้ยายต้องเสียใจ ส่วนข้อสอง ที่นี่มีแต่น้ำบาดาล ถ้าดื่มไม่ได้ก็ช่วยไม่ได้

กีรณาบอกว่าตนเคยบอกเขาแล้วเรื่องนี้เขาไม่มีวันเข้าใจ แต่ตอนนี้ยายก็ตายไปแล้วจึงไม่จำเป็นที่ตนต้องพูดเรื่องนี้อีก ตุลาเลยไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเธอคิดอะไรอยู่

ooooooo

พอคืนนี้สวดเสร็จ กีรณาก็บอกทุกคนว่าเสร็จธุระแล้วตนจะกลับกรุงเทพฯ กัณหาหมั่นไส้ไล่ส่งเลย แต่มัทรีติงว่ากลับตอนนี้ลำบาก อยู่กับพวกเราที่นี่เถอะ

“ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณ ฉันดูแลตัวเองได้ ฉันลาล่ะ” กีรณาไหว้ลามัทรี แล้วหันหลังจะเดินไป ตุลาพูดแทรกขึ้นดังๆว่าปล่อยเขาไปเถอะน้ามัทรี ดีเหมือนกัน ส่วนแบ่งมรดกในพินัยกรรมจะได้ลดน้อยลง กีรณาได้ยินคำว่าพินัยกรรมก็ชะงัก ตุลาจงใจพูดต่ออีกว่า

“เสร็จงานศพของยายขวัญ ผมมีหน้าที่อ่านพินัยกรรม ของยาย ใครที่ไม่ได้อยู่ฟังจะถือว่าสละสิทธิ์ในมรดกที่ยายเขียนไว้”

“ยายขวัญมีพินัยกรรมด้วยเหรอ???” กีรณาสนใจ ขึ้นมา ตุลาไม่ตอบคิดในใจว่าเข้าทางตนแล้วเธอคงจะอยู่ต่อ กีรณาไปยืนที่อีกมุมหนึ่งของศาลาพยายามโทรศัพท์ติดต่ออาดาแต่ติดต่อไม่ได้

กีรณาไม่รู้จะกลับยังไง บอกตุลาว่าชีวิตตนมีแค่อาดาคนเดียว ตนมีคำถามมากมายที่ต้องถาม ต้องคุยกับอาดา ถามตุลาว่าถ้าเขาเป็นตนจะทำยังไง ตุลาไม่ทันตอบเธอก็พูดขึ้นก่อนว่า

“ฉันรู้แล้วว่าต้องทำยังไง ฉันจะอยู่ต่อจนกว่าจะหาทางติดต่ออาดาได้ เพราะที่นี่คือที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับฉัน นายเป็นคนบอก...เยี่ยม ฉลาดมาก”

ตุลาฟังแล้วส่ายหัวแบบเชื่อเขาเลย แล้วเดินหนีไป ส่วนกีรณาแอบยิ้มชอบใจที่ตัวเองแก้ปัญหาได้

ooooooo

คืนนี้มัทรีจัดให้กีรณานอนกับกัณหา แต่กัณหานอนยุกยิก กีรณาเอ็ดว่าอย่านอนยุกยิกตนนอนไม่หลับ กัณหาถามว่าแล้วทำไมต้องเลือกมานอนห้องนี้ กีรณาบอกว่าห้องนี้ดีที่สุด ถ้าไม่พอใจก็ไปนอนที่อื่น

กัณหาโต้ว่านี่เป็นห้องของตนทำไมต้องออกไปนอนที่อื่น กีรณาบอกว่างั้นก็นอนไป อย่ากวนตนอีกตนจะอยู่ ไม่นานหรอก กัณหาสวนไปทันทีว่าดีเพราะที่นี่ไม่ใช่ที่ของเธอ แต่ก็หอบหมอนจะออกไปนอนที่อื่น

“ฉันจะคิดว่าทำบุญให้พวกจรจัด ไม่มีที่ซุกหัวนอน ไม่มีแม้แต่ครอบครัว”

พอกัณหาออกไป กีรณานอนพลิกไปพลิกมา คิดถึงคำพูดของกัณหาแล้วนอนไม่หลับ ไม่มีความสุขจึงลุกเดินไปในสวน ได้ยินเสียงเป่าขลุ่ยจึงตามเสียงไป เห็นตุลานั่งเป่าขลุ่ยอยู่ เขาถามว่าทำไมยังไม่นอน

กีรณาบอกว่านอนไม่หลับ ถามว่าเขาทำนาทำไร่ที่นี่หรือ มีที่นาเยอะไหม หรือว่าเป็นลูกจ้างเขา คุยกันไม่เข้าหูก็เถียงกันอีก เถียงสู้ไม่ได้ก็กระทืบเท้าตุลาแล้วเดินหนี แต่เดินมาถึงมุมบ้านยายขวัญได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ ตกใจว่าผีหลอก

กีรณาร้องลั่นวิ่งเตลิดไปชนตุลาที่สวนหน้าบ้านจนล้มนั่งกับพื้นบอกว่าตนถูกผีหลอก ร้องแต่ว่าฉันกลัว... ฉันกลัว...จนตุลาพาไปดูที่ต้นเสียง ที่แท้กิ๊กนั่งร้องไห้อยู่ในห้องยายขวัญ กีรณาถามว่าดึกแล้วทำไมยังไม่นอน กิ๊กบอกว่าคิดถึงยาย จะไปหายาย

“อยู่กับยายมาตั้งนาน ไม่รู้เหรอว่ายายไม่ชอบคนขี้แย” กีรณาถาม กิ๊กหยุดร้องไห้ทันที ถามว่า

“พี่ไม่เคยอยู่กับยาย พี่รู้เหรอว่ายายชอบอะไร ไม่ชอบอะไร” แล้วลุกไปนอนที่เตียง ไม่ได้สนใจกีรณาเลย กีรณามองตามกิ๊กไปอย่างสงสาร เห็นใจ ทำให้ตุลาได้เห็นกีรณาในมุมที่เขาไม่เคยเห็น...

ooooooo

รุ่งขึ้นมีการประชุมเพื่อเปิดและอ่านพินัยกรรมของยายขวัญ ทุกคนที่เกี่ยวข้องนั่งกันพร้อมหน้ารวมทั้ง กีรณาด้วยตุลาอ่านพินัยกรรมที่ยายขวัญได้ทำไว้ก่อนสิ้นใจว่า

“ข้าพเจ้านางขวัญ ดาสารท อายุหกสิบห้าปี ขอทำพินัยกรรมฉบับนี้ไว้ว่า เมื่อข้าพเจ้าได้ถึงแก่กรรมแล้ว ทรัพย์สินของข้าพเจ้าให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลดังต่อไปนี้ ข้อหนึ่ง บ้านและที่ดิน ณ ที่อยู่บ้านเลขที่เก้าทับสิบสอง ตำบลบ้านไร่ อำเภอบ้านบ่อ จังหวัดอ่างทอง ขอยกให้กับนางมัทรี ห้วยท้ายกุด”

เสียงฮือดังขึ้น มัทรีปาดน้ำตาด้วยความซาบซึ้ง ตุลาหยุดนิดหนึ่ง มองไปทางกีรณาเห็นเธอนั่งเชิดคอแข็ง จึงอ่านต่อ

“ข้อสอง ที่นาจำนวนสองแปลงที่ปล่อยให้มีการเช่าทำนาอยู่นั้น ขอยกให้นางสาวแก้วขวัญ ขวัญประชา หลานสาวของข้าพเจ้า”

กีรณาที่นั่งเชิดอยู่แอบดีใจ คนอื่นๆส่งเสียงยินดีด้วย ตุลาจึงอ่านต่อ

“ภายใต้เงื่อนไข กรรมสิทธิ์ที่นาจะตกเป็นของนางสาวแก้วขวัญ ขวัญประชา ได้ ต่อเมื่อนางสาวแก้วขวัญ ขวัญประชา รับเป็นผู้จัดการคณะลิเกแก้วขวัญสืบต่อไป มิเช่นนั้นนางสาวแก้วขวัญ ขวัญประชาจะไม่มีสิทธิ์ใดๆ ในที่นาเด็ดขาด และขอยกถวายวัดเพื่อใช้เป็นสาธารณประโยชน์ต่อไป”

ooooooo

“ฉันไม่ยอม!!!” กีรณาตะโกนสุดเสียง ไม่ยอมเป็นผู้จัดการคณะลิเก แต่จะเอาที่ดินไปขายเพื่อเอาเงิน ก่อนขายต้องทวงค่าเช่านาด้วย ถามมัทรีว่าเขาค้างอยู่เท่าไหร่

“คือยายขวัญแกก็ให้ใช้ทำกิน ถือว่าช่วยกันดูแล ไม่ได้อยากจะได้เงินนักหนาหรอก อยากให้คนมีอาชีพมากกว่า” กีรณายืนยันว่าต้องเก็บ “ก็ไม่รู้จะเก็บยังไงก็ไม่ได้เก็บกันมาตั้งแต่แรก”

ตุลาขัดเสียงแข็งว่าถ้าไม่รับเป็นผู้จัดการคณะก็ไม่ได้อะไรทั้งนั้น กีรณาหันถามตุลาว่าทำไมกัดตนตลอด มีอะไรในใจพูดมาเลยดีกว่า กัณหาพรวดขึ้นประกาศลั่นว่า

“พูดแน่...บอกเลยนะ คณะลิเกของยายเป็นชีวิตและจิตวิญญาณของพวกเราทุกคน ถ้ารังเกียจนักก็ไม่ต้อง เข้ามายุ่ง” กีรณาโต้ว่าตนไม่อยากยุ่งแต่จะเอามรดกส่วนของตน เมื่อได้แล้วก็ไม่ต้องมาเห็นหน้ากันอีกเลย

“ทุเรศ พูดออกมาได้ยังไง ไม่มีศักดิ์ศรีเหลือแล้วใช่ไหม”

กัณหาสะอึกเข้าไปหากีรณา มัทรีกับชาลีรีบ ตุลากันไว้ ตุลาตัดบทให้กีรณามีทางออกว่า

“ยังไม่ต้องรีบให้คำตอบ เพราะคุณมีเวลาคิดอีกสามวัน ไม่รวมวันนี้ ถึงกำหนดผมจะมารอฟังคำตอบ”

มัทรีบอกว่าพวกเราก็จะมารอฟังคำตอบเหมือนกัน ทุกคนพยักหน้าหงึก กีรณามองทุกคนเครียดหุนหันเดินออกไป ตุลาตามออกไป มัทรีมองกีรณาอย่างหนักใจ

ตุลาตามออกไปถามว่าอยากได้แต่ไม่คิดให้มันไม่เห็นแก่ตัวไปหน่อยหรือ ต้องการเงินมากหรือ กีรณาบอกว่าตนต้องการเงินเพราะทั้งตัวมีเงินอยู่แค่สามร้อย ติดต่ออาดาก็ไม่ได้ ไปไหนก็ไม่ได้ ตนต้องมีเงินไว้ใช้ในชีวิต ตุลาบอกว่าที่นี่ไม่ต้องใช้เงินก็ได้นะ กีรณาตัดบทว่าไม่ต้องมาหลอกล่อ

“ก็แล้วแต่ ย้ำอีกที ยังมีเวลาอีกสามวัน” พูดแล้วตุลาเดินไปเลย กีรณาเครียดปลุกใจตัวเองว่ามันต้องมีทางออก ตนจะไม่ยอมแพ้ พริบตาเดียวก็คิดออก ดีใจตาเป็นประกายร้อง “รู้แล้ว!”

ทางออกของกีรณาคือ ไปหว่านล้อมมัทรีว่าจะยกคณะลิเกให้ จะให้มัทรีคุมคณะ แล้วตนจะไปให้คำตอบ ว่าจะเป็นผู้จัดการ เอาโฉนดที่นาของยายมา รีบประกาศขาย มัทรีก็เอาคณะลิเกไปเลยตนยกให้

มัทรีขอบใจแต่รับไว้ไม่ได้ ตนอยากให้ความต้องการของยายขวัญเป็นจริง ตนไม่กล้าทำร้ายความฝันของยายขวัญ ย้ำให้คิดว่า

“แต่ถ้าแก้วจะทำลายมัน ก็ขอให้แก้วทำลายมันด้วยมือของแก้วเอง อย่าให้น้าไปยุ่งด้วยเลยจ้ะ”

มัทรีเดินเข้าบ้านไป กีรณาตามไปจะหว่านล้อมอีก แต่พอดีกัณหาเรียกแม่กินข้าว มัทรีจึงชวนกีรณากินข้าวด้วยกัน เธอบอกว่าไม่หิวแค่นั้นยังพอฟังได้ แต่ยังพูดให้เจ็บช้ำน้ำใจว่า

“กับข้าวบ้านๆแบบนี้ ฉันไม่ถนัด กินไม่เป็น!” ทำเชิดใส่แล้วเดินไปเลย

กัณหาด่าตามหลังก็ถูกมัทรีส่ายหน้าห้ามว่าจะไปหาเรื่องอะไรเขานักหนา กัณหาถามแม่ว่ากีรณาเรียกไปคุยอะไร มัทรีบอกว่าเรื่องทั่วๆไปแล้วชวนกินข้าวกัน กัณหาเลยยิ่งสงสัย

ooooooo

แต่พอเดินเข้าบ้านท้องก็ร้องจ๊อก เลยไปที่บ้านตุลา ตุลาให้ศรีแม่ของเปี๊ยกทำข้าวไข่เจียวให้กิน เธอกินอย่างหิวโหยจนศรีพูดอย่างภูมิใจไม่คิดว่าฝีมือข้าวไข่เจียวของตนจะอร่อยถึงขนาดนี้

เมื่อเจรจากับมัทรีไม่ได้ผล กีรณาก็โทษว่าตุลาลักพาตนมาตกระกำลำบากฉะนั้นต้องรับผิดชอบ แต่ตนจะให้โอกาสเขาแก้ไขความผิด เนา ศรี กับเปี๊ยกหูผึ่งอยากรู้ว่าตุลาทำผิดอะไร ตุลาเห็นจึงบอกให้แยกย้ายกัน ไปทำงานเสีย

กีรณาโทษว่าตุลาลักพาตนมาตกระกำลำบากทรัพย์สินไม่เหลืออะไรเลย ฉะนั้นเขาต้องพาตนไปเก็บของที่คอนโด ดูๆไปก็มีแต่เขาที่เป็นมิตรกับตนที่สุด อ่อยว่า

“น่า...ช่วยหน่อย รับรองว่าถ้าฉันได้สมบัติกลับมา จะตอบแทนอย่างหนักเลย”

ตุลารับปากจะช่วยแต่ตนไม่ต้องการอะไรตอบแทน เธอจะได้รู้ว่าบนโลกนี้ยังมีคนที่ทำดีต่อกันโดยไม่หวังผลประโยชน์ บอกรอเดี๋ยว ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเราจะได้ออกเดินทางกันเลย

“คนที่ไม่หวังผลประโยชน์? ไม่มีหรอก...เชอะ!” กีรณาเบ้ปากใส่อย่างไม่เชื่อ

ooooooo

ตุลาพากีรณามาถึงคอนโด รปภ.ไม่ให้ขึ้นห้องบอกว่าทางบริษัทวีวิปให้คนอื่นมาอยู่แล้ว

“คนอื่น” ที่ รปภ.บอกคือเนตรดารานั่นเอง หลังจาก เธอแกล้งกีรณาจนกลายเป็นผู้ต้องหาเสพและมียาเสพติดในครอบครองจนถูกปลดจากงานทุกอย่างแล้ว เนตรดารา ก็เข้าหาบวรฤทธิ์ เอาตัวเข้าแลกออดอ้อนให้ฝากตน เสียบแทนกีรณา จึงได้เป็นนางเอกในละครและมาอยู่ที่คอนโดแทนกีรณา

กีรณาถามถึงของของตน รปภ.บอกว่าแม่บ้านเก็บใส่ลังไว้ให้แล้ว เธออุ่นใจขึ้นหวังจะเอารองเท้ากระเป๋าราคาแพงของตนไปขายเอาเงินมาใช้ แต่พอเปิดลังดูมีแต่ผ้าถูพื้น ชุดนอนเก่าๆ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน วิกผม เพราะของมีค่าอื่นอารดาขนไปหมดแล้ว

กีรณาให้ตุลาไปซื้อซิมใหม่มาเปลี่ยนเพื่อโทร.หาอารดาแต่ติดต่อไม่ได้เพราะอารดาเปลี่ยนเบอร์ไปแล้ว ตุลาจึงชวนกลับ แต่กีรณาไม่ยอมกลับมือเปล่า บอกว่าตนจะติดต่อนุ่มนิ่มไปเอาเงินก้อนสุดท้ายก่อน

แต่กีรณาคิดช้าไปแล้ว เพราะอารดาโทร.บอกนุ่มนิ่มให้ไปรับเงินค่าตัวที่กีรณาไปออกอีเวนต์แทน อ้างว่าจะเอาไปให้กีรณาเพราะตอนนี้เธอลำบากมาก นุ่มนิ่มรับปากจะจัดการให้

เนตรดาราที่นุ่มนิ่มมาเป็นผู้จัดการส่วนตัวให้ได้ยินรีบโทรศัพท์บอกบวรฤทธิ์ บวรฤทธิ์จึงให้ไอศูรย์ไปดักจัดการ

กีรณาจะโทร.หานุ่มนิ่มแต่จำเบอร์ไม่ได้ จึงเปิดไอจีของนุ่มนิ่มรู้ว่านุ่มนิ่มเปลี่ยนมาดูแลเนตรดาราแล้วและพรุ่งนี้จะไปถ่ายละครที่สวนสาธารณะปากน้ำนนท์เป็นละครที่เนตรดารามาเสียบแทนตน บอกตุลาว่าพรุ่งนี้ตนจะไปดักที่กองถ่าย

ตุลาถามว่าแล้วคืนนี้ล่ะ? กีรณาบอกว่าให้หาโรงแรมนอนก่อนแต่ตนจะไม่นอนห้องเดียวกับเขา แต่เพราะเงินมีจำกัด ตุลาจึงพาไปเข้าโรงแรมม่านรูด ทีแรกเธอก็ไม่ยอมนอนแต่ถูกรถคันหลังบีบแตรเร่ง ตุลาขู่ว่า ถ้าอยากให้ใครๆรู้ว่าแกรนด์กีรณามาเข้าโรงแรมม่านรูด ก็เอา เธอจึงยอมตามเข้าไป

แต่คืนนี้เกือบไม่ได้นอน เพราะนอกจากกีรณาจะระแวงตุลาแล้วยังถูกตุลาแกล้งนอนกรนดังจนเธอนอนไม่ได้ ลุกขึ้นมาทะเลาะทุบตีกันเสียงอึกทึก

ooooooo

มัทรีรู้จากป้าไฝว่ากีรณานั่งรถออกไปกับตุลาก็ตากยุงนั่งรอจนค่ำมืด กัณหามาบอกแม่ว่าไม่ต้องรอเพราะเขาคงหนีไปแล้ว

ขณะนั้นเอง หมวดไรวินทร์มาเรียกที่หน้าบ้าน กัณหาบอกให้แม่รออยู่นี่ตนจะไปถามเองว่ามีธุระอะไรมาซะดึก

“นาฬิกาตายเหรอคุณ ถึงได้ไม่รู้ว่าตอนนี้กี่โมงกี่ยามแล้ว” กัณหาถามเสียงขุ่น

“ขอโทษที่มาดึก พอดีเพิ่งเลิกงาน แม่คุณอยู่ไหม ผมซื้อขนมมาฝาก”

กัณหาบอกว่าตนไม่รับและก็จะไม่ให้แม่กินด้วยกลัวโดนวางยาเสน่ห์ ไรวินทร์ส่ายหน้าขำๆ บอกว่าถ้าจะวางยา วางให้เธอกินดีกว่าจะได้ไม่มาเหวี่ยงใส่ตนรายวันแบบนี้ บอกกัณหาให้ใจเย็นๆตนมาดี มาวันนี้เพราะมีเรื่องอยากคุยกับท่าน กัณหาถามว่าจะคุยเรื่องอะไร

“เรื่องทางราชการผมบอกไม่ได้”

“บอกไม่ได้ก็ไม่ให้คุย” แต่อึดใจเดียวก็บอกว่า “ฉันเปลี่ยนใจแล้ว ฉันให้คุยก็ได้แต่ฉันต้องนั่งฟังด้วย” พูดแล้วยิ้มอย่างเป็นต่อ

เมื่อเข้าไปนั่งคุยกับมัทรีโดยมีกัณหานั่งขวางอยู่ด้วย ไรวินทร์อยากรู้เรื่องตอนเสี่ยฮุ่ยมาจีบมัทรี มัทรีถามว่าอยากรู้ไปทำไม เขาบอกว่าตนอยากรู้เรื่องเสี่ยฮุ่ยให้มากที่สุด อยากรู้ทุกมุมของชีวิต ยิ่งรู้จักมากเท่าไหร่ยิ่งดี

“เรื่องนี้มันผ่านมานานแล้วนะ ตอนที่เสี่ยฮุ่ยมาสนใจน้า ตอนนั้นน้ายังเป็นนางเอกลิเกอยู่เลย แล้วพ่อของ กัณหาก็เป็นพระเอกลิเก เราสองคนเป็นคู่ขวัญประจำคณะ ส่วนเสี่ยฮุ่ย ตอนนั้นยังเป็นแค่...”

มัทรีเล่าไปนึกไปเพราะเรื่องราวผ่านมาถึง 25 ปีแล้ว...

ooooooo

เวลานั้นเสี่ยฮุ่ยยังเป็นวัยรุ่นนมเพิ่งแตกพาน เดินแทะอ้อยมาที่หลังโรงลิเก มีลูกน้องเสี่ยฮุ่ยตามมาสองคน มาถึงหลังโรงลิเกก็กวาดตามองหา พอเจอเป้าหมายก็ทำเสียงหล่อร้องเรียก

“น้องมัทรีจ๋า”

“ฉันจะขึ้นเล่นแล้ว มีอะไรไว้คุยกันวันหลังนะพี่ฮุ่ย” มัทรีในวันแรกรุ่นลุกหนี ถูกฮุ่ยคว้ามือให้นั่งคุยกันก่อน บอกว่าตนมาดี มัทรีเสียงขุ่นปรามว่า “อย่ามาทำรุ่มร่ามนะ ฉันไม่ชอบ!”

มัทรีกระชากมือออก ฮุ่ยกระชากคืนบอกว่าตนชอบ มัทรีเสียงดังสั่งให้ปล่อย ชาวคณะหันมองเป็นตาเดียว ฮุ่ยกร่างกระชากมัทรีเข้าหาตัวประกาศ

“เฮ้ย!! คนนี้ข้าจอง ใครก็ไม่มีสิทธิ์ โดยเฉพาะไอ้พระเอกลิเก!!! ไปบอกมันด้วย”

กล้า พ่อของกัณหาชาลีในชุดพระเอกลิเกที่หล่อกระชากใจแม่ยก ตรงเข้าผลักอกฮุ่ยกระเด็น ลูกน้องฮุ่ยรีบเข้ากันไว้ กล้าพูดใส่หน้าฮุ่ยว่า

“เออ! กูได้ยินแล้ว แต่กูไม่ให้!!”

ฮุ่ยกร่างแต่ไม่กล้า สั่งลูกน้องเตี่ยให้จัดการกล้า แต่ถูกบรรดาทหาร ตัวร้าย ตัวตลกชายทั้งคณะที่ถืออาวุธตามบทอยู่กรูกันเข้าขวางจนพวกฮุ่ยถอยกรูด

“พี่ฮุ่ย เลิกรังควานฉันซะที ฉันกับพี่กล้ากำลังจะแต่งงานกันอยู่ไม่กี่วันนี้แล้ว”

ฮุ่ยผงะแทบทรุด พลันก็น้ำตาปริ่มมองมัทรีทำหน้าเบะร้องไห้ฮือๆ ปาดน้ำตาป้อยๆ ปฏิเสธเสียงสะอื้นว่าไม่จริ๊ง...ไม่จริง...ฮือๆๆ พอมัทรียืนยันว่าจริง แค่นั้นฮุ่ยก็วิ่งเตลิดไปเลย

เล่าเรื่องเสี่ยฮุ่ยถึงตอนนี้ มัทรีเล่าเหตุการณ์ต่อมาว่า หลังจากที่ตนแต่งงานกับกล้าแล้ว ฮุ่ยก็ไปแต่งกับลูกสาวเศรษฐีในตัวเมือง แต่เมียคงทนความเลวของฮุ่ยไม่ได้เลยชิงตายไปก่อน

กัณหาเพิ่งได้ฟังเรื่องราวของแม่ พึมพำว่าสงสารแม่จัง ไม่มีผู้ชายดีๆมาให้เลือกเลย เลือกใครก็เหมือนตกนรกอยู่ดี มัทรีบอกให้อโหสิกรรมให้เขาเถอะ เดี๋ยวจะเป็นเวรเป็นกรรม

หมวดไรวินทร์ฟังแล้วเห็นบรรยากาศเศร้าเลยเปลี่ยนเรื่อง ชมว่าเพราะแม่สวย พ่อหล่อลูกๆถึงได้ออกมาหน้าตาดี กัณหาเผลอยิ้มออกมา แต่พอไรวินทร์บอกว่าตนหมายถึงชาลี แขวะกัณหาว่า

“อีกคนถ้าไม่ผิดเพศ ก็ถือว่าไม่เลว”

กัณหาหุบยิ้มทันที หาเรื่องไล่หมวดอ้างว่าแม่ง่วงแล้ว ไรวินทร์จำใจลุกไหว้ลามัทรีบอกว่าวันหลังจะหาเวลามาคุยด้วย บอกกัณหาที่นั่งหน้าบูดอยู่ว่า

“คุณจะนั่งอยู่ด้วยก็ได้นะครับ ผมยินดี” บอกมัทรีว่า “อย่าลืมทานขนมนะครับ ร้านนี้อร่อยมาก ถ้าน้ามัทรีชอบ ผมจะซื้อมาฝากบ่อยๆ” พอไรวินทร์เดินออกไป กัณหาก็มองตามตาขวาง

ooooooo

ที่โรงแรมม่านรูด กีรณากับตุลาต่างเหนื่อยหลับเป็นตาย ตื่นเช้าขึ้นมาพอเห็นคนนอนข้างๆก็ลุกพรวดเด้งตัวตกเตียงไปทั้งคู่

เนตรดาราเดินเข้ามาในกองถ่าย ถามนุ่มนิ่มว่าเรื่องเช็คที่ไปรับแทนอาดาเรียบร้อยไหม นุ่มนิ่มบอกว่าเรียบร้อย อีกชั่วโมงอาดาจะมารับ เนตรดาราขอเบอร์อาดาไว้เผื่อมีอะไรจะได้ติดต่อกัน ตนสงสารกีรณาไม่รู้เป็นยังไงบ้าง เผื่อมีงานจะได้ให้ทำ นุ่มนิ่มชื่นชมว่าแสนดี เดี๋ยวตนจะไลน์เบอร์ของอาดาให้

เวลาเดียวกัน อารดากำลังขับรถมุ่งมาที่กองถ่าย ไอศูรย์ก็ขับรถพลางรายงานบวรฤทธิ์ว่าตนมาใกล้ถึงกองถ่ายแล้ว งานนี้รับรองไม่พลาดแน่

ส่วนกีรณากับตุลามาจอดรถซุ่มแถวกองถ่ายแล้ว ครู่หนึ่งทั้งอารดาและไอศูรย์ก็มาถึง อารดาไปรับเช็คจากนุ่มนิ่ม บอกว่าแกรนด์กำลังลำบากมากถ้าไม่ได้เช็คใบนี้ต้องแย่แน่ๆ

เนตรดาราคอยฟังข่าวจากทุกฝ่าย พออารดาแยกกับนุ่มนิ่มก็ส่งข้อความบอกว่า บวรฤทธิ์ส่งคนมาดักทำร้าย บอกอารดาว่าอย่าออกด้านหน้าเพราะคนของบวรฤทธิ์ดักอยู่ อารดาไม่เชื่อแต่เหลือบไปเห็นไอศูรย์เดินมาจากด้านหลังสวนก็หลบวูบ

เนตรดาราบอกให้อารดาหนีออกไปทางประตูข้าง พออารดาหนีออกไปได้ก็โทร.ขอบคุณเนตรดาราบอกว่าติดหนี้บุญคุณเธอจริงๆ เนตรดารายิ้มร้ายพึมพำ

“หนี้บุญคุณครั้งนี้ แกได้ชดใช้แน่!”

ooooooo

กีรณาเอาวิกผมสั้นมาใส่ปลอมตัวจะเข้าไปในกองถ่าย ตุลายืนมองถามว่าจะรอดหรือ เธอดุว่าให้รีบไป เขากำลังจะพักกองพอดี

ไอศูรย์เดินเข้ามาไม่เห็นอารดาก็โทร.ถามเนตรดาราว่าข้อมูลผิดหรือเปล่า เธอบอกว่าไม่ผิดอาดาเพิ่งออกไปทางประตูหน้าให้รีบตามไปเลย

ไอศูรย์หันวิ่งไปทางประตูหน้าทันที ชนเข้ากับกีรณาอย่างจัง! กีรณาด่าตามประสาคนปากไว แต่พอเงยหน้าเห็นเป็นไอศูรย์ก็รีบตำหนิตัวเองว่าเดินซุ่มซ่ามเองแล้วรีบชิ่งหนี แต่ไอศูรย์เอะใจเรียกไว้ หลอกว่ากระเป๋าตังค์หล่น กีรณาหยุดเดินจะกลับไปเอา ตุลาคว้ามือไว้ บอกว่าเธอไม่มีกระเป๋าตังค์ มันเป็นแผน

“รีบเดินไป แต่อย่ารีบมากจนมันสงสัย” กีรณารีบทำตาม ทั้งสองเดินต่อไป ไอศูรย์ตามไปทันที แต่พอถึงลานจอดรถของกองถ่าย กีรณาพาตุลาหลบไปแอบระหว่างรถ เบียดกันนิ่ง ไอศูรย์ตามมาไม่เห็นทั้งสองจึงกลับไป

กีรณามองไปที่กองถ่ายเห็นจอมอนิเตอร์ในเต็นท์ผู้กำกับ เนตรดารากำลังเข้าพระเข้านางกับพระเอกอยู่จึงรู้ว่าตัวเองถูกถอดแล้ว ถึงกับคอตก ตุลาเตือนสติว่าอย่าลืมว่าตัวเองมาทำอะไรที่นี่ กีรณาจึงนึกขึ้นได้ หาทางเข้าไปหานุ่มนิ่ม โดยให้ตุลาปลอมตัวเป็นเด็กเสิร์ฟถือถาดน้ำเดินตามเข้าไปในกองถ่าย

พอเข้าไปคุยกับนุ่มนิ่ม จึงรู้ว่าอาดาเพิ่งมาเอาเช็คไป กีรณาโวยว่าให้ไปทำไม นุ่มนิ่มย้อนถามเสียงแข็งว่าที่แล้วมาร้อยวันพันปีอาดาก็เป็นคนรับ ให้ไปเคลียร์กันเองก็แล้วกัน ตนจะไปทำงานแล้ว ย้ำให้เจ็บใจด้วยว่า ให้สำเหนียกไว้ด้วยว่าเดี๋ยวนี้ตัวเองเป็นดาวร่วงแล้ว จะมาชี้นิ้วเหมือนก่อนไม่ได้

กีรณาถามว่าเนตรดารามาแทนที่ตนหรือ นุ่มนิ่มบอกว่าใช่ ทั้งละคร อีเวนต์ โฆษณา โชว์ตัว กีรณาถามว่าขึ้นมาได้ไง ถูกนุ่มนิ่มพูดใส่หน้าว่าช่วยไม่ได้เธอทำตัวเลวเอง กีรณาโต้ว่าตนไม่ได้ทำ!

“ทอล์กทูมายแฮนด์ค่ะ ไปแก้ตัวในศาลเถอะ สวัสดี กลับไปเสียถ้าไม่อยากถูกนักข่าวตามล่าตัว”

นุ่มนิ่มสะบัดไปอย่างไม่แยแส กีรณายืนหมดแรงอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่งจึงเดินไป ตุลามองอย่างเห็นใจรีบหาที่วางถาดน้ำแล้วตามไป

ระหว่างนั่งรถกลับ กีรณาซึมเศร้ามองออกไปนอกรถ ตุลาปลอบอย่าคิดมากเลยชีวิตคนเราก็มีขึ้นมีลง อย่างนี้แหละ กีรณายกมือห้ามบอก “ทอล์กทูมายแฮนด์” ตุลาจับมือเธอกระชากหันมาเผชิญหน้าบอก

“อย่าหนีความจริง”

“ฉันอยากอยู่เงียบๆคนเดียว! หรือจะให้ดีก็อยากตาย ตายๆไปเลย!”

ตุลาหักรถจอดข้างทางทันทีแล้วเดินอ้อมมาเปิดประตูรถดึงเธอลงมา กีรณาตกใจถามว่าจะทำอะไร ตุลาถามว่าอยากตายไม่ใช่หรือ ไปเลย วิ่งไปให้รถชนตายเลย กีรณาอึ้ง ไม่กล้า

“รออะไร อยากเห็นจุดจบของคนที่ไม่มีค่า ไม่มีราคาเหมือนกัน”

กีรณาตวาดให้หยุดพูด หยุดคิดว่าตนไม่มีค่าไม่มีราคา

“จะหยุดได้ไง ก็คุณทำตัวเองให้ผมเห็นว่าคุณเป็นคนอย่างนั้น! สมควรแล้วที่ถูกด่ามา อย่าไปโกรธคนที่เข้าด่าคุณเลยว่าเป็นดาวร่วง อย่าไปว่าใคร ถ้าเขาจะซ้ำเติม ไม่คิดจะช่วยเหลือคุณ เพราะมันแสดงให้เห็นแล้วว่าที่ผ่านมาคุณทำตัวเองให้ไม่มีใครอยากจะช่วยเหลือ!!!”

กีรณาเข่าอ่อนทรุดร้องไห้อย่างไม่อายใคร ตุลายังคงอบรมว่า

“ดูตัวเองก่อน อย่าเอาแต่โทษคนอื่นอย่างเดียว จุดจบของคนอย่างคุณคือที่ไหนรู้ไหม...ข้างถนน!”

“ทอล์กทูมายแฮนด์!!” กีรณายกมือใส่ตุลาพูดทั้งน้ำตา ตุลานึกเวทนา พูดเสียงอ่อนลงว่า

“เลือกเอา...จะเอาชีวิตมาทิ้งอย่างคนไม่มีค่าที่ข้างถนนหรือจะกลับขึ้นรถไปทำสิ่งที่สร้างคุณค่าให้ตัวเอง คุณร่วงจากฟ้าที่ไม่มีใครต้องการ แต่บนดินที่บ้านยายขวัญ ต้องการคุณ มีไว้รองรับคุณ ถึงมันจะเป็นเบาะเก่าๆ ขาดๆก็เถอะ”

ตุลากลับไปขึ้นรถนั่งสะกดอารมณ์มองกีรณาที่ยังร้องไห้อย่างหนักอยู่ข้างถนน เขานั่งรอจนเอนพนักนอนหลับตารอ จู่ๆก็มีเสียงเปิดประตูรถ ตุลาลุกขึ้นถามว่าไม่ไปตายแล้วเหรอ เธอตอบหน้าตาเฉยว่า ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน อยากตายได้ก็อยากมีชีวิตต่อได้

ตุลาโล่งใจแต่ก็ไม่วายพูดกวนว่าคิดได้ก็ดีเพราะตนคงไม่มีเงินทำศพ อาจต้องขอวัดเป็นศพอนาถา

“ขอความสงบ...ขอร้อง”

กีรณาพูดเบาๆอย่างไม่มีอารมณ์จะทะเลาะด้วย ตุลาจึงนั่งสังเกตเธอไปเงียบๆจนกระทั่งกลับถึงบ้าน

ยายขวัญ ตุลาบอกว่าเธอน่าจะตัดสินใจมาทำคณะได้แล้ว ให้แง่คิดเตือนสติว่า

“ลองคิดดีๆ ยังมีทางไหนให้คุณเดินไปได้อีกนอกจากทางนี้ อาดาคุณก็เอาเช็คหนีไปแล้ว ทุกประตูที่คุณคิดว่าเป็นทางออกมันถูกปิดตายหมด...อย่างน้อยทางนี้มันก็ยังมีเป้าหมายที่ชัดเจนให้เห็น”

กีรณาฟังอย่างสงบ เธอขอบใจเขาสำหรับทุกอย่าง ตุลาบอกว่าไม่เป็นไร ช่วยอะไรได้ก็จะช่วย เธอถามว่า ไม่เกลียดตนแล้วหรือ ตนเลวนะ ตุลาตอบอย่างสงวนท่าทีว่า “ขอคิดดูก่อน” แต่พอแยกกัน ตุลาคิดทบทวน...“คนเลวที่ไหนจะพูดว่าตัวเองเลว...จริงๆแล้วก็แค่ติงต๊อง รักตัวเองมากไปหน่อย...คนแบบนี้หรือใช้ยา?...

ooooooo

จากเหตุการณ์ที่ประสบ จากที่ได้ฟังตุลาทั้งประชด ทั้งให้กำลังใจและชี้ทางออก ทำให้กีรณาได้คิดสนใจที่จะศึกษาเกี่ยวกับลิเก จนกระทั่งศึกษาจากมัทรีถึงองค์ประกอบของคณะลิเกและรายได้แต่ละงาน

พอรู้ว่าคณะลิเกมีมากขึ้นทำให้รายได้น้อยลงเฉลี่ยได้คนละประมาณห้าร้อยบาทต่องานเท่านั้น แต่ทุกคนเต็มใจอยู่เพราะอยู่แล้วมีความสุข กีรณาฟังแล้วบอกว่ามันน่าจะได้มากกว่านี้ แต่พอมัทรีถามว่าพูดอะไรนะ เธอก็บอกว่าไม่มีอะไร ที่ถามก็อยากรู้เฉยๆเท่านั้น มัทรียิ้มคิดว่ากีรณาน่าจะรับทำคณะลิเกตามความหวังของยายขวัญ

เมื่อตุลาถามมัทรีบอกว่าคงตัดสินใจแล้วแต่ทำฟอร์ม ทั้งตุลาและมัทรียิ้มให้กันอย่างมีความหวัง

เมื่อใกล้ที่จะต้องให้คำตอบ ตุลาดักคอว่าคงไม่ทำใช่ไหม กีรณาบอกว่าตน “อาจจะทำ” แต่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อช่วยในการตัดสินใจ ขอให้เขาช่วยแนะนำคนในคณะให้รู้จักหน่อยว่าใครทำอะไรบ้าง ตุลาแนะนำอย่างละเอียด ตบท้ายว่าหน้าที่ของมัทรีเป็นคนดูแลคิวและเป็นคนเล่าเรื่องในคณะ

“อ๋อ...ผู้กำกับ” กีรณาสรุป มองไปที่กระดานจดงาน จดไว้ว่า วันนี้เป็นงานจ้างวัดน้อย เธอจึงขอให้ตุลาพาไปดู เขาถามว่าทำไมไม่ติดรถคณะไปล่ะ แล้วก็พูดอย่างรู้ทันว่า “อ๋อ...เสียฟอร์ม”

ooooooo

พอกัณหารู้ว่าคืนนี้กีรณาจะให้ตุลาพาไปดูลิเกก่อนตัดสินใจก็หมั่นไส้ มัทรีบอกว่าให้ไปเห็นกับตา ก่อนตัดสินใจก็ดีเพราะไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ตุลาเสริมว่าก็ต้องดูคืนนี้ว่าจะออกหมู่หรือจ่า

เพราะหมวดไรวินทร์บอกว่าอยากดูลิเก มัทรีหาเบอร์โทร.จะโทร.บอก กัณหาทำตาเจ้าเล่ห์บอกว่าตนจะไปบอกเองจะได้วาดแผนที่ให้ด้วย พอไปถึงหน้าบ้านพักของไรวินทร์ก็ตะโกนโหวกเหวก

“อยู่ไหม ไอ้ผู้หมวด!!!”

“แหม นึกว่าใครมาตะโกนขายผักอยู่หน้าบ้าน” ไรวินทร์สวนมายิ้มกวนๆ

กัณหาบอกว่ามีเรื่องจะมาเคลียร์ ถามว่าทำไมอยากดู ลิเกถึงขนาดต้องให้แม่บอกคิวงาน ไรวินทร์เดาว่าแสดงว่าคืนนี้มีงาน ถามว่าที่ไหนกี่โมง กัณหาก็ไม่บอก พอเขาจะโทร.ถามมัทรีเองก็รีบบอกว่าที่วัดน้อย ทุ่มนึง ไรวินทร์แกล้งบอกว่ายังไงก็ต้องโทร.อยู่ดีเพราะไปไม่ถูก กัณหาจึงวาดแผนที่ให้

ฝ่ายเสี่ยฮุ่ยกับชิบ สองพ่อลูกที่พ่อจีบแม่ลูกจีบลูก ต่างก็แต่งตัวเต็มที่ เสี่ยฮุ่ยสั่งน้ำตาลกับเกลือให้หาเสื้อลายดอกสีสดสะดุดตา ส่วนชิบก็ใส่เสื้อสีแดงแช้ด กางเกงสีเขียวอื๋อ บอกว่าจะให้กัณหาเห็นแล้วทิ่มเข้าตาทะลุถึงหัวใจเลย

น้ำตาลกับเกลือสองพี่น้องดูสองพ่อลูกแต่งตัวแล้วหัวเราะ เกลือพูดหมายเอาใจว่า

“ฮ่ะๆๆโคตรเว่อร์ทั้งพ่อทั้งลูกเลยจ้า ใครไม่เห็นก็บ้าแล้ว เผลอๆควายเห็นควายวิ่งมาขวิดด้วยนะ ฮ่ะๆๆ”

เกลือหยุดหัวเราะแทบไม่ทันเมื่อถูกทั้งชิบและเสี่ยฮุ่ยมองตาเขียวปั้ด!

ที่หน้าโรงลิเก ตุลายืนอยู่กับกีรณาอธิบายว่านี่เป็นการแสดงขนาดเล็กใช้คนไม่เยอะ กีรณามองทุกคนที่ต่างง่วนกับการแต่งตัวแต่งหน้าอย่างสังเกต พี่หล่อเหล่มองกีรณากับตุลาแล้วกระซิบกับมัทรีว่าเล่นลิเกมาตั้งนานไม่เคยเกร็งขนาดนี้มาก่อนเลย

ครู่หนึ่งป้าไฝพาหยกฟ้ามา พอหยกฟ้าไปแต่งหน้า ป้าไฝเหล่ไปทางกีรณากับตุลาที่ยังยืนดูและอธิบายกันอยู่ พูดแขวะดังๆว่าหมั่นไส้ วางท่าอย่างกับเป็นผู้จัดการคณะ หยกฟ้าผสมโรงว่า พี่ตุลย์คุยอะไรกันนักหนา ทีกับตน ไม่เห็นคุยด้วยแบบนี้เลย

“ลูกแก้วเขาอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับลิเก คงจะเตรียมตัวรับดูแลคณะเราแหละ” ชาลีชี้แจง หล่อแถเข้ามาแจมทันทีว่า

“ถ้ารับงานดูแลคณะเมื่อไหร่ มีหวังเล่นลิเกไปเยี่ยวราดไปแหงเลยว่ะชาลี”

ป้าไฝได้ยินก็พูดอย่างหมั่นไส้เต็มทนว่า วางท่าอย่างกับนางพญา คงไปได้ไม่กี่น้ำหรอก

ooooooo

กีรณาดูการเตรียมเล่นลิเกอย่างจริงจังมาก ตุลาถามว่าดูตาไม่กะพริบเลย ชอบมากใช่ไหม

“ดูเพื่อใช้เป็นข้อมูล วิเคราะห์ก่อนการตัดสินใจ ฉันต้องใช้สมาธิ” เธอมองไปหน้าเวทีถามว่า “ฉันไม่เข้าใจ ทำไมคนชอบดูลิเก มีแต่คนแก่...แล้วถ้าคนแก่พวกนี้ตายไป ใครจะดู”

กีรณาถามว่าทำไมคนรุ่นใหม่ไม่ชอบดูลิเก ตุลาถามว่าเธอต้องการอะไร กีรณาบอกว่าต้องการขยายกลุ่มเป้าหมาย พูดแล้วรีบออกตัวว่า ที่พูดนี่ไม่ได้แปลว่าตัดสินใจจะรับดูแลคณะแล้วนะ

“แต่ก็ดีนะที่คุณคิดแบบนั้นและจะยิ่งดีมากถ้าคุณจะขยายกลุ่มเป้าหมายออกไปได้ ทำให้ลิเกไม่ได้เป็นแค่มหรสพสำหรับคนแก่เท่านั้น ยายขวัญเองก็คงคิดเหมือนผม”

เมื่อดูการแสดงบนเวทีที่ดำเนินไปอย่างสนุกสนาน คนดูก็ดูอย่างมีความสุข ทำให้กีรณาตัดสินใจมุ่งมั่นขึ้นมา

กัณหาแกล้งใช้ไรวินทร์ให้ไปคอยหยิบอุปกรณ์ให้พวกลิเกที่โต๊ะ ไรวินทร์ไปยืนคอยบริการแต่ทุกคนมาถึงก็หยิบของเอง จนมัทรีมาเห็นถามว่าแกล้งผู้หมวดทำไม กีรณาจึงใช้ให้ไรวินทร์ไปช่วยกุ๊กกิ๊กขายพวงมาลัยริบบิ้น พอไรวินทร์เดินไป เสี่ยฮุ่ยก็แถเข้ามามองหามัทรี กัณหาไล่มาทางไหนกลับไปทางนั้นเลย เสี่ยเห็นกัณหาเอาจริงจึงถอย กัณหามองตามตาขวางบ่น

“มีแต่ผู้ชายเฮงซวย!!!”

ooooooo

กีรณาอยู่ที่โรงลิเกตั้งแต่เตรียมการแสดงจนแสดงจบ ทุกคนช่วยกันเก็บข้าวของและฉากอย่างแข็งขันมีความสุข พอเก็บเสร็จก็มาเข้าแถวรอรับเงินจากมัทรี กีรณามองตาไม่กะพริบ ถามมัทรีว่าทำไมน้าแบ่งเงินให้ทุกคนเท่ากัน

มัทรีบอกว่าทุกคนเหนื่อยเหมือนกัน เราอยู่กันอย่างพี่อย่างน้อง และเราแบ่งกันอย่างนี้ตั้งแต่สมัยยายขวัญอยู่แล้ว

“ไม่โปรเฟสชันนอลเลย พี่น้องกับปากท้องมันคนละเรื่องกัน...ถ้าให้ฉันดูแลฉันจะทำให้มันถูกต้องและยุติธรรมที่สุด”

เช้าวันใหม่ มัทรีเรียกประชุม ทุกคนมาพร้อมแล้วรอหยกฟ้าคนเดียวที่มาสายมาก พอถูกกีรณาตำหนิก็โทษว่าเมื่อคืนดึก ทำไมถึงประชุมแต่เช้า มาได้ก็บุญแล้ว

“จะเลิกดึกแค่ไหนไม่ใช่ข้ออ้าง มันแสดงออกถึงความไม่เป็นมืออาชีพ ต่อไปถ้าฉันนัด ห้ามทุกคนมาสาย” ทั้งสองโต้เถียงกันจนมัทรีบอกให้พอ กัณหาก็ประชดว่าทำแต่เรื่องวุ่นวาย มีอะไรให้รีบพูดเลย

“ต่อไปนี้ฉันจะปรับระบบการทำงานของคณะเราใหม่หมด เราจะต้องทำงานกันอย่างมืออาชีพ เรื่องค่าแรงที่จะได้ฉันก็จะปรับให้” หยกฟ้าหมั่นไส้ถามว่าเธอมีหน้าที่อะไร “ก็หน้าที่เจ้าของคณะลิเกแก้วขวัญ ขวัญประชาคนใหม่ไงล่ะ!!!”

หยกฟ้าอึ้งมองหน้ามัทรีกับชาลี ทั้งสองพยักหน้าว่าใช่ หยกฟ้าถามว่าจะมาดูแลคณะลิเก แล้วรู้เรื่องลิเกแค่ไหน มาถึงก็จะปรับโน่นเปลี่ยนนี่ ด่า “เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ” กีรณาบอกว่าถ้ารับไม่ได้ก็ไม่บังคับให้อยู่ บรรยากาศตึงเครียดทันที ชาลีจับมือกีรณาไปคุยกันข้างนอกขอให้ใจเย็นๆ การเปลี่ยนแปลงต้องค่อยเป็นค่อยไป เราต้องช่วยกันถ้าอยากอยู่รอด กีรณาโต้ว่า ถ้าอยากอยู่รอดจริงต้องเปลี่ยนแปลงทันที ใครรับไม่ได้ก็ลาออกไป ชาลีบอกว่าหยกฟ้าเป็นนางเอกให้เรามานานแล้ว

“ฉันไม่สนใจหรอก ทุกที่ต้องมีกฎและนี่คือกฎของฉัน ถ้าไม่ยอมรับ เชิญทางออกประตูหนึ่ง!”

ชาลีเล่าให้ตุลาฟัง ตุลาเตือนกีรณาว่าต้องตั้งสติทำความเข้าใจกับคำว่าดูแลคณะให้ถูกต้อง เพราะนอกจากดูแลเรื่องงานแล้วยังต้องดูแลความรู้สึกของคนในคณะด้วย ต้องใช้ทั้งพระเดชและพระคุณถึงจะคุมพวกเขาได้ แต่ถ้าซื้อใจคนในคณะไม่ได้ก็ไม่มีใครให้ความร่วมมือไม่มีใครอยู่เพื่อมาทำตามกฎของเธอ

“แต่ฉันมั่นใจว่าฉันจะต้องทำได้ คณะลิเกแก้วขวัญจะต้องกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งด้วยวิธีของฉัน”

“หึ...บทจะไม่เอาก็ไม่เอา บทจะเอาก็คิดใหญ่”

“งานนี้มันไม่ใช่แค่เรื่องเงินที่ฉันหวังจะได้จากการขายที่ แต่มันเป็นเรื่องของศักดิ์ศรี ฉันไม่ใช่คนเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ฉันจะทำให้ดูว่าฉัน...ตัวจริง!!!”

ooooooo

นิยายไทยรัฐ
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement