ราชนาวีที่รัก ตอนที่ 6 นิยายไทยรัฐ
วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

advertisement

ราชนาวีที่รัก ตอนที่ 6


5 ก.ย. 2560 07:07
727,618 ครั้ง

ละคร นิยาย ราชนาวีที่รัก

ราชนาวีที่รัก ตอนที่ 6

อ่านเรื่องย่อ

ราชนาวีที่รัก

แนว:

โรแมนติก-ดราม่า-แอคชั่น

บทประพันธ์โดย:

เฟื่องนคร

บทโทรทัศน์โดย:

ลูกทะเล

กำกับการแสดงโดย:

ชัชวาล ศาสวัตกลูน

ผลิตโดย:

บริษัท พอดีคำ เอนเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด

วัน-เวลาออกอากาศ: ทุกวันศุกร์ - อาทิตย์ เวลา 20.15 น.

ช่องออกอากาศ:

สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

นักแสดงนำ:

อรรคพันธ์ นะมาตร์, แซมมี่ เคาวเวลล์

เจ๊ญากับหนึ่งนาทีตกใจมากเมื่อรู้จากแพรวว่าต้นกล้ากับศุภโชคทะเลาะกันถึงขั้นชกต่อยและศุภโชคลาออกจากงานโดยไม่มีใครรู้สาเหตุ

ทั้งสามคนชวนกันไปพบต้นกล้าอีกครั้ง แต่พวกมะเดี่ยวบอกว่าต้นกล้าโดนหัวหน้าเรียกพบนานเกือบหนึ่งชั่วโมงแล้ว ทุกคนจึงปักหลักรอจนกระทั่งต้นกล้ากลับออกมาพูดความจริงว่าศุภโชคเป็นพวกเดียวกับเสี่ยทับ เล่นเอาทุกคนอึ้งคาดไม่ถึง ก่อนที่ทีมฉลามวาฬจะพากันประณามศุภโชคอย่างรับไม่ได้

เจ๊ญาเป็นคนเดียวที่ไม่เชื่อว่าศุภโชคจะทำเรื่องแบบนั้นจริง เขาไม่ใช่คนเลว เขาต้องมีเหตุผลบางอย่าง ตนต้องไปพบเขาให้ได้

เวลาเดียวกันนั้นศุภโชคไปหาเสี่ยทับ แทนที่เสี่ยจะดีใจกลับอารมณ์เสียตำหนิเขายกใหญ่

“ผมเตือนแล้วใช่ไหมให้ระวัง หมวดปล่อยให้ไอ้ต้นกล้ามันจับได้ยังไง ผมต้องการให้หมวดอยู่ที่นั่น แต่หมวดดันลาออก แล้วใครจะคอยบอกความเคลื่อนไหวของทหารให้ผม”

เข้าทางจ่ายศพอดี เขารีบบอกเสี่ยว่าหมวดโชคหมดประโยชน์แล้ว จบกันแค่นี้ดีกว่า แต่ศุภโชคเถียงว่า
“ผมจะมีประโยชน์มากขึ้นต่างหากถ้าผมอยู่ที่นี่ ผมจะช่วยงานเสี่ยได้มากกว่าเดิม ผมสนิทกับต้นกล้าที่สุดในทีม เราทำงานกันมานาน ผมรู้วิธีคิดของต้นกล้า”

“อย่าเชื่อมันครับนาย นี่อาจเป็นแผนตลบหลังเราก็ได้ มันเป็นทหาร มันไม่มีทางเปลี่ยนขั้วง่ายๆหรอกครับ”

“จ่าเองก็เคยเป็นทหาร” ศุภโชคย้อน

“แกกับฉันไม่เหมือนกัน ฉันเต็มใจทำงานนี้แต่แรก แต่แกไม่ใช่”

“สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว จ่าก็รู้ว่าทหารที่ถูกจับได้ว่าทำผิดจะต้องโดนอะไรบ้าง ถ้าผมเลือกเป็นทหารต่อ ก็ต้องโดนสอบสวน อาจติดคุก แต่ถ้าผมเลือกเดินออกมา สิ่งที่รอผมอยู่คือเงินทั้งนั้น มันต่างกันมากนะจ่า”

“หมวดคิดอย่างนั้นจริงหรือ”

“ผมจำเป็นต้องเอาตัวรอด เมื่อมีทางที่ดีกว่ารออยู่ ผมจะเลือกทางลำบากทำไม อีกอย่างชีวิตพ่อของผม
อยู่ในมือเสี่ย ผมคงไม่เอาชีวิตพ่อมาเสี่ยง”

ศุภโชคพูดจริงจัง จ่ายศระแวงไม่เชื่อ ขณะที่เสี่ยทับมองศุภโชคอย่างชั่งใจว่าจะเชื่อดีหรือไม่?

ooooooo

ยังไงเจ๊ญาก็ไม่เชื่อว่าศุภโชคจะทำเรื่อง เลวทรามอย่างนั้นได้ เธอดิ้นรนไปพบเขาถึงบ้านแต่โดนเขาไล่กลับไม่ให้มาพบอีก เพราะตนไม่ใช่คนดี

“ต่อให้คนทั้งโลกไม่เชื่อใจหมวด แต่ฉันเชื่อ ฉันรู้ว่าหมวดเป็นคนดี ถึงวันนี้หมวดจะไม่บอกความจริงกับฉัน แต่ฉันจะรอ...ได้ยินไหมคะ ฉันจะรอ”

เจ๊ญาตะโกนลั่น แต่ศุภโชคเก็บตัวเงียบในบ้าน สุดท้ายเธอต้องกลับมาร้องไห้ฟูมฟายกับแพรวและหนึ่งนาที แพรวไม่รู้จะปลอบยังไง นอกจากลูบหลังให้กำลังใจด้วยความสงสาร

รุ่งขึ้นเอกรินทร์มาขอพบแพรว แต่แพรวออกไปที่บ้านพักต้นกล้าก่อนหน้านี้ รู้จากมะเดี่ยวว่าต้นกล้าไม่ได้กลับบ้านตั้งแต่เมื่อวานก็เป็นห่วงต้นกล้าประชุมลูกทีมเพื่อปรับยุทธวิธีการทำงาน แต่ไม่หาคนใหม่มาแทนศุภโชค ทุกคนเห็นด้วยและอยากให้ศุภโชครู้ว่าถึงไม่มีเขาแต่พวกเราก็ยังแกร่ง

ประชุมเสร็จคนอื่นๆออกไปหมด ยกเว้นต้นกล้าที่เตรียมจะทำงานต่อ แต่แพรวก้าวเข้ามาขอร้องให้เขาพักผ่อน กินข้าวกินปลาบ้าง โดยเอาเรื่องพัสสนมาอ้าง

“ฉันไม่ได้ห่วงคุณ ฉันทำเพื่อพัสต่างหากคุณสัญญาว่าจะช่วยฉันตามหาพัส แต่กลับไม่ดูแลตัวเอง ถ้าเป็นอะไรไป คุณจะช่วยพัสได้ยังไง หรือว่าคุณจะผิดสัญญากับฉันอีกแล้ว”

ต้นกล้ายอมจำนน โดยที่แพรวคอยคะยั้นคะยอแทบจะป้อนอาหารให้กิน เอกรินทร์จับตามองไม่พอใจ แล้วตัดสินใจโทร.เลื่อนการเข้าไปทำงานในบริษัท แต่หากมีงานด่วนขอใช้วิธีทำงานผ่านโทรศัพท์ไปก่อน
ทางฝ่ายฐาปนิสรกับเสี่ยทับที่ยังไม่ไว้ใจ

ศุภโชคเต็มร้อย จึงวางแผนพิสูจน์ด้วยการให้จ่ายศพาศุภโชคไปเก็บเงินจากลูกหนี้ซึ่งเป็นชายชรากับเด็ก ปรากฏว่าศุภโชคไม่กล้าทำรุนแรง ได้แต่ยิงปืนข่มขู่และยืดเวลาใช้หนี้ให้อีกสามวัน

จ่ายศอยากกำจัดศุภโชคไปพ้นทางอยู่แล้ว จึงยุแหย่เสี่ยทับให้ไล่ศุภโชคไป เพราะแค่นี้ก็รู้แล้วว่าไว้ใจมันไม่ได้ คนใจอ่อนจะทำงานให้เสี่ยได้ยังไง

“ผมยังมีเวลาอีกสามวัน จ่ารู้ได้ยังไงว่าผมจะเอาเงินมาคืนเสี่ยไม่ได้”

“เขาก็พูดถูกนะคะพ่อ เราคงต้องให้เวลาเขาอีกสามวัน”

“ขอบคุณครับคุณสร...ผมยอมรับว่าทำร้ายคนแก่ไม่ลง มันเป็นนิสัยผม แต่มันไม่ได้แปลว่าเสี่ยจะเชื่อใจผมไม่ได้”

แต่แล้วในวันเดียวกันศุภโชคก็ได้ใจสองพ่อลูกไปเต็มๆ เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน มือปืนสองคนพยายามจะสังหารเสี่ยทับแต่ศุภโชคตามมาช่วยไว้ทัน ขณะที่จ่ายศมาด้วยแต่ทำอะไรไม่ได้ รู้สึกเสียหน้าเป็นที่สุด

ooooooo

ต้นกล้าถูกเรียกตัวมาปฏิบัติภารกิจด่วนร่วมกับภูริช ครินทร์ และกรัณย์ หลังจากเกิดเหตุการณ์วางระเบิดในกรุงเทพฯ และกำลังจะเกิดขึ้นอีกที่พัทยา ซึ่งผู้ก่อการร้ายกลุ่มนี้มีความเชื่อมโยงกับเสี่ยทับที่ทำธุรกิจผิดกฎหมายหลายอย่าง

สี่หนุ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างฉลาดรอบคอบทำให้หยุดยั้งผู้ก่อการร้ายได้สำเร็จและจับพวกมันยัดห้องขังเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

หลังเสร็จสิ้นภารกิจครั้งนี้ สี่หนุ่มมีโอกาสได้พบแพรวและพอจะรู้ว่าเธอคือคนที่ต้นกล้าหลงรัก แต่ต้นกล้ากลับไม่กล้าสานต่อเพราะมีเหตุผลส่วนตัวที่ไม่ได้บอกเพื่อนเรื่องแม่ของแพรวไม่อยากได้ลูกเขยเป็นทหาร ถึงกระนั้นสามหนุ่มก็พอมองออกว่าเพื่อนมีความกังวลบางอย่าง จึงให้แง่คิดเรื่องความรักที่ทั้งภูริชและคณินทร์ต่างเคยประสบปัญหากลัวการมีแฟนเพราะกลัวจะอยู่ดูแลเธอไม่ได้

พวกเขาอยากให้ต้นกล้าหยุดคิดมาก อย่ากลัวสิ่งที่ยังมาไม่ถึง แต่ควรใช้ชีวิตกับปัจจุบัน และผู้หญิงบางคนก็พร้อมจะเสี่ยงกับเขา เหมือนที่ภูริชกับคณินทร์ได้เจอกับตัวเองมาแล้ว

“นายมีปัญหาอะไร ฉันไม่รู้ แต่ฉันอยากให้นายเผชิญหน้ากับมันมากกว่าวิ่งหนี”

“ชายชาติทหารนะเว้ย อย่ายอมแพ้ง่ายๆ ที่สำคัญนายไม่มีวันหนีหัวใจตัวเองพ้น”

ต้นกล้ารับฟังและตัดสินใจจะลองสู้เพื่อหัวใจตัวเองอีกครั้ง...

หลังจากเพื่อนๆแยกย้ายกันกลับไปแล้ว ต้นกล้าได้เจอแพรวและพยายามจะสารภาพความในใจ แต่หญิงสาวกลับเดินหนีด้วยท่าทีขวยเขิน ตกตอนค่ำต้นกล้าตั้งใจไปหาแพรวอีกครั้ง แต่ไม่ทันได้พบเธอก็เจอเอกรินทร์เสียก่อน

เอกรินทร์พูดไม่อ้อมค้อมว่า “ผมมีเรื่องจะคุยกับผู้กองเกี่ยวกับเรื่องการตามหาพัส ผมจะเป็นคนจัดการเอง”

ต้นกล้าไม่พอใจแต่สวนกลับเสียงเรียบ “นั่นมันงานของผม คุณไม่มีสิทธิ์ห้าม”

“ผู้กองอยากทำอะไรก็ทำไป แต่ผมอยากให้ผู้กองรู้เอาไว้ว่าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปผมจะเป็นคนดูแลน้องแพรวเอง”

“นั่นก็เป็นการตัดสินใจของผม คุณไม่มีสิทธิ์สั่ง”

ต้นกล้ายอมเรื่องแพรวไม่ได้ พูดแล้วจ้องหน้าอีกฝ่ายเขม็ง ขณะที่เอกรินทร์ก็จ้องตอบ ไม่ยอมง่ายๆ เหมือนกัน

แล้วคืนเดียวกันนี้เอง วันเพ็ญก็โทรศัพท์หาแพรวสั่งให้กลับบ้าน แพรวตกใจทวนคำพูดแม่อย่างงุนงง

“แม่จะให้แพรวกลับบ้าน?”

“ใช่ ตาเอกใช้เส้นสายเขาช่วยตามหาพัสให้เราแล้ว ไม่ต้องไปง้อลูกศัตรูอย่างไอ้ต้นกล้าอีก”

“พี่เอกเขามารู้เรื่องของพัสได้ยังไง แพรวไม่ได้บอกเขาสักหน่อย หรือว่าแม่เป็นคนบอกเขาคะ”

“เปล่า เขาจะรู้ได้ยังไงก็ช่างเถอะ ถ้าเป็นตาเอกช่วย แม่ก็จะได้เบาใจ เราน่ะรีบเก็บข้าวของซะให้เรียบร้อย พรุ่งนี้ตาเอกจะไปรับลูกกลับมาบ้าน”

แพรวอึ้งมาก ยังไม่ทันจะพูดอะไรอีกแม่ก็ชิงวางสาย...คิดไปคิดมาแพรวคาดเดาว่าอาจเป็นหนึ่งนาทีที่ปากมาก จึงมาคาดคั้นจนเจ้าตัวยอมรับสารภาพและขอโทษเพื่อน แต่ไม่คิดว่าเอกรินทร์จะไปพูดแบบนั้นกับต้นกล้า

แพรวคิดหนักว่าจะหาทางออกเรื่องนี้ยังไงดี พอรุ่งเช้าเอกรินทร์มารับแพรวตามที่วันเพ็ญบอกไว้เมื่อคืน แต่เธอไม่ได้เก็บข้าวของอะไรสักอย่าง

“แพรวขอบคุณในความหวังดีของพี่เอกนะคะที่อยากจะช่วยพัส แต่แพรวคงยังไปจากที่นี่ไม่ได้”

“ทำไมครับ พี่ก็จะช่วยหาพัสให้แล้วไง หรือว่ามีใครมาพูดไม่ให้น้องแพรวไป ผู้กองจิรวัติใช่ไหม”

“พี่เอกเข้าใจผิดแล้วล่ะค่ะ แพรวยังไม่ได้คุยเรื่องนี้กับผู้กองเลย เอ๊ะ...นี่พี่เอกบอกผู้กองด้วยเหรอคะ”

เอกรินทร์อ้ำอึ้งทำให้แพรวได้คำตอบ เธอเดินหนีเขาทันที เอกรินทร์หน้าเสียรีบก้าวตาม

“น้องแพรวครับ น้องแพรว...นี่โกรธพี่เหรอครับ พี่หวังดีกับน้องแพรวนะ”

“ถ้าพี่เอกหวังดีกับแพรวจริงๆ ช่วยไปบอกแม่นะคะ ว่าแพรวจะอยู่หาพัสต่อ อะไรที่แพรวเริ่มไปแล้วแพรวอยากทำมันให้สำเร็จ แค่นี้นะคะ”

แพรวเดินเข้าบ้านปิดประตูดังปัง ทำเอาเอกรินทร์ซึมและเซ็งไปเลย

ooooooo

รุ่งขึ้นแพรวไปเคาะประตูบ้านเรียกต้นกล้าแต่เช้า ถามตรงๆเรื่องตามหาพัสสนว่ายังจะรักษาสัญญาอยู่หรือไม่ พอได้ยินคำตอบชัดถ้อยชัดคำของเขาก็เบาใจ

“ผมไม่เคยคิดจะเลิกตามหาพัส ถึงใครจะมาพูดอะไรก็ตาม”

“ฉันต้องขอโทษด้วยที่พี่เอกมาพูดแบบนั้นกับคุณ ค่อยยังชั่วที่คุณไม่ถือ”

“แต่คราวหลังคุณก็ควรจะคุยกับคนของคุณให้เข้าใจว่านี่มันเป็นหน้าที่ของผม ไม่ใช่ว่าผมอยากจะทำเพื่อแข่งกับใคร เขาจะได้ไม่ต้องระแวงอะไรผิดๆ”

แพรวชะงัก น้ำเสียงเริ่มไม่พอใจ “พี่เอกเขาไม่ใช่คนของฉัน”

“งั้นเหรอครับ แต่เห็นท่าทางเขามั่นใจมาก ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะคิดไปเอง”

“ฉันบอกว่าไม่ใช่ก็คือไม่ แต่ใครจะคิดไปเองยังไง ฉันก็คงห้ามไม่ได้”

“ครับ ถึงวันนี้ไม่ใช่ วันหน้ามันก็ไม่แน่ เพราะยังไงอีกฝ่ายเขาก็พยายามทำทุกอย่างขนาดนี้”

แพรวน้อยใจ ประชดกลับบ้าง “คิดๆไปก็อาจจะไม่แน่จริงๆ เพราะโลกนี้ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็เปลี่ยนแปลงกันได้ทั้งนั้น บางทีฉันอาจจะนึกชอบพี่เอกขึ้นมาจริงๆก็เป็นได้ และถ้าถึงวันนั้นจริงๆ เรียนเชิญผู้กองมางานแต่งงานฉันกับพี่เอกล่วงหน้าเลยก็แล้วกัน...ฉันไม่รบกวนเวลาอันมีค่าของผู้กองแล้ว ขอบคุณที่สละเวลาฟัง”

“ผมจะรีบหาน้องชายของคุณให้เจอ คุณจะได้ไม่ต้องมาเสียเวลาอยู่ที่นี่ ส่วนคุณเอกก็จะได้ไม่ต้องมาคอยเป็นห่วงคุณ”

“ถ้าได้อย่างนั้นก็จะดีมาก” แพรวกระแทกเสียงแล้วหันหลังเดินออกไปด้วยความโกรธและเสียใจ

ต้นกล้าได้คิดว่าไม่ควรพูดกับเธอแบบนั้นจึงวิ่งตามไปดึงแขนเธอไว้

“มีอะไรกับฉันอีก”

“ผมขอโทษ ที่พูดกับคุณแรงเกินไป”

“สายไปแล้วค่ะ ทีตอนจะพูดทำไมถึงไม่คิดให้ดี”

“เพราะว่าผมหึงคุณกับคุณเอก เหตุผลแค่นี้เข้าใจไหมครับ”

แพรวเหวอ ถามเขาว่าพูดอะไรออกมารู้ตัวหรือเปล่า เราไม่เคยเป็นอะไรกัน แล้วเขามาหึงเธอทำไม

“คุณไม่คิดอะไรกับผม แต่คุณก็น่าจะรู้ว่าผมคิดอะไรกับคุณ หรือต้องให้ผมพูดชัดๆว่าผม...”

“หยุด! ไม่ต้องพูด” แพรวไม่อยากฟังเพราะกลัวหวั่นไหว

“ที่ไม่อยากให้พูดเพราะอะไร”

“ไม่เพราะอะไรทั้งนั้น ปล่อยมือฉันนะ”

“ไม่ปล่อยได้มั้ย”

แพรวทำหงุดหงิดกลบเกลื่อนความเขิน ต้นกล้าดึงเธอมากอดหน้าตาเฉย

“มันจะมากไปแล้วนะ นี่กลางวันแสกๆ แถมยังอยู่ข้างนอกอีก ฉันไม่อยากให้ใครเข้าใจฉันกับคุณผิด”

“แต่ผมอยาก ผมอยากให้ทุกคนรู้ว่าคุณเป็นผู้หญิงของผู้กองจิรวัติ...ว่าไงครับคุณแพรว คุณพอจะเป็นผู้หญิงของผมได้รึเปล่า”

แพรวไม่ตอบแต่เหยียบเท้าต้นกล้าเต็มแรงแล้วเดินลิ่วไปทันที

ooooooo

จ่ายศเกิดความอิจฉาศุภโชคขึ้นมาอีกเมื่อรู้เห็นว่าเสี่ยทับซื้อปืนใหม่เอี่ยมให้พร้อมกับมอบตำแหน่งมือขวาให้ด้วย

ศุภโชคถือโอกาสนี้ขอให้เสี่ยปล่อยพ่อของตน จ่ายศได้ทียุแหย่เสี่ยว่า

“เห็นแล้วใช่ไหมครับนาย ว่าที่มันช่วยนายก็แค่อยากให้นายรีบปล่อยพ่อมัน พอตัวเองเป็นอิสระแล้วก็จะได้ย้อนมาหักหลังเรา”

“ถึงผมไม่ใช่คนฉลาด แต่ผมก็รู้ว่าตอนนี้คนหักหลังกองทัพอย่างผมมีแค่บารมีของเสี่ยเท่านั้นที่จะปกป้องผมได้ ทางรอดของผมก็คือทำงานของเสี่ยให้ดี”

“แต่ก็ยังไว้ใจไม่ได้อยู่ดี มีพ่อมันไว้เป็นตัวประกันยังไงก็ดีกว่านะครับ”

ศุภโชคกำมือแน่นเคืองจ่ายศที่พยายามพูดให้พ่อของเขาหมดโอกาสได้รับอิสระ

“สรว่า...อย่างที่หมวดโชคพูดก็ถูกนะคะ เขากลับเข้ากองทัพไม่ได้แล้ว ถ้าหันหลังให้พวกเราก็ยิ่งจะไม่มีเงาหัว ในเมื่อพ่ออยากจะตบรางวัลใหญ่ให้เขา ก็น่าจะให้สิ่งที่เขาอยากได้ จะได้รู้ว่าการเป็นลูกน้องเสี่ยทับมันดีแค่ไหน”

จ่ายศจะค้านอีกแต่เสี่ยทับแผดเสียงพร้อมกับโบกมือปราม

“เฮ้ย! พอๆๆ ขี้เกียจฟัง อย่างที่ลูกสาวฉันพูด ถือว่าเป็นรางวัลของคุณ ผมจะปล่อยพ่อคุณตามที่คุณขอ ว่าแต่ผมอุตส่าห์ใจป้ำขนาดนี้ก็อย่าทำให้ผิดหวังล่ะ”

ศุภโชครับปากเสี่ยทับและขอบคุณลูกสาวของเสี่ยด้วย

“เรื่องเล็กน่ะ เอาไว้หมวดค่อยตอบแทนฉัน ช่วยโฆษณากับต้นกล้าลูกพี่เก่าของหมวดว่าอยู่ทางนี้น่ะมันยอดเยี่ยมมากแค่ไหน”

ศุภโชคพยักหน้ารับ ส่วนจ่ายศไม่พอใจสองพ่อลูกที่เอาแต่เชิดชูชื่นชมศุภโชค แต่จำต้องสะกดอารมณ์ไว้

เมื่อสง่าพ่อของศุภโชคได้รับการปล่อยตัวออกจากห้องคุมขังกลับมาบ้านแล้วรู้ว่าศุภโชคลาออกจากทหารด้วยเหตุผลที่ต้องการช่วยพ่อให้ปลอดภัยจากเสี่ยทับ

ถึงขนาดทรยศต่อกองทัพ ทำให้สง่ารับไม่ได้ ตีอกชกตัวและด่าทอขับไล่ศุภโชคด้วยความเสียใจ

ooooooo

เย็นวันถัดมา หนึ่งนาทีกับเจ๊ญาออกไปข้างนอกแล้วรู้ข่าวว่ามีการจับเรือประมงเถื่อน ทหารกับคนร้ายยิงปะทะกันทำให้มีคนบาดเจ็บและแรงงานส่วนใหญ่คือคนงานไทยที่ตกเป็นเหยื่อของแก๊งค้ามนุษย์

สองคนรีบกลับมาบอกเล่าให้แพรวฟัง แพรวห่วงพัสสนขึ้นมาจับใจ รีบไปพบต้นกล้าเพื่อให้ช่วยสืบว่าในจำนวนแรงงานเถื่อนมีพัสสนอยู่ด้วยหรือไม่

ต้นกล้าเร่งดำเนินการให้ ไม่นานนักก็ได้คำตอบให้แพรวสบายใจว่าไม่มีแรงงานเถื่อนชื่อพัสสน แพรวโล่งใจไปที แต่ยังห่วงน้องชายอยู่ดีจึงมีอาการเหม่อลอยบ่อยครั้งให้คนใกล้ชิดเห็นและเป็นห่วง

เมื่อวันเพ็ญโทร.มาเร่งเร้าให้แพรวกลับบ้านและตัดพ้อต่อว่า ทำให้แพรวหนักใจยิ่งขึ้นไปอีก

“แพรวไม่เชื่อฟังแม่คนนี้แล้วใช่มั้ย แม่บอกให้แพรวกลับ ทำไมยังจะดื้อกับแม่อีก”

“แม่คะ ยังไงแพรวก็ต้องอยู่นี่หาพัสต่อ จะให้พึ่งพี่เอกอย่างเดียว แพรวทำไม่ได้”

“ไม่อยากพึ่งตาเอก แต่อยากพึ่งไอ้ต้นกล้า เชื่อมันนักใช่มั้ย เอาเลย งั้นอยากจะทำอะไรก็ตามใจ ไม่ต้องมาสนใจคำพูดแม่คนนี้อีกแล้ว”

วันเพ็ญวางสายด้วยความน้อยใจและเคืองลูกสาวมากที่ไม่ยอมเชื่อฟัง แพรวกลุ้มใจจนหนึ่งนาทีกับเจ๊ญาพากันเป็นห่วง พอต้นกล้ารู้จากหนึ่งนาทีว่าวันเพ็ญโทร.มาทำให้แพรวเครียดอีก จึงคิดหากิจกรรมให้เธอทำเพื่อผ่อนคลาย

ต้นกล้าชวนแพรวไปดำน้ำดูปะการังแต่เอาเรื่องงานมาอ้าง หน้าที่ทหารเรือต้องคอยสำรวจเกาะแก่งเพื่อคงไว้ซึ่งธรรมชาติที่สวยงาม

แม้ว่ายน้ำไม่เป็นแต่แพรวก็เชื่อมั่นในตัวต้นกล้า เขาทำให้เธอดำน้ำดูปะการังและธรรมชาติใต้ท้องทะเลได้ด้วยความปลอดภัย โดยใช้อุปกรณ์อย่างถูกวิธี

แพรวเพลิดเพลินมาก หายเครียดไปชั่วขณะ มีรอยยิ้มให้ต้นกล้าเห็นเป็นที่พอใจ

“เห็นน้องแพรวยิ้มได้ ไม่เบื่องานนี้ พี่ก็โล่งอก”

ต้นกล้าพูดแล้วเดินไปหยิบเสบียงที่จัดเตรียมมา แพรวจับตามองงงๆ พอต้นกล้ายกกล่องเสบียงซึ่งคล้ายกับมาปิกนิกมาวางตรงหน้า หญิงสาวก็เอะใจ

“มาสำรวจเกาะ เสบียงต้องดีขนาดนี้เลยเหรอคะ”

“ก็บนเกาะมันไม่มีอะไร เราก็ต้องเตรียมพร้อมไว้ก่อน”

“แน่ใจนะว่าคุณไม่ได้เอางานมาอ้างเพื่อให้ฉันออกมาด้วย”

“ความจริงพี่รู้จากคุณหนึ่งเรื่องที่น้องแพรวมีปากเสียงคุณน้าวันเพ็ญ พี่อยากช่วยให้น้องแพรวสบายใจขึ้น ก็เลยชวนมาที่นี่ น้องแพรวอย่าโกรธพี่เลยนะ”

“ถ้าโกรธคุณ ก็ไม่มีเหตุผลเกินไปแล้ว...หิวแล้ว มีอะไรกินบ้าง”

แพรวท่าทีกระตือรือร้นค้นหาของกิน ต้นกล้าเลยยิ้มได้...แต่คนที่ยิ้มไม่ออกเพราะเป็นห่วงเพื่อนที่หายไปทั้งวันก็คือเจ๊ญากับหนึ่งนาที สองคนกำลังตามหาแพรว ครั้นโทร.หาก็ไม่มีสัญญาณ ยิ่งทำให้กระวนกระวายแทบนั่งไม่ติด

นอกจากดำน้ำแล้วต้นกล้ายังพาแพรวปีนเขาขึ้นไปยืนดูธรรมชาติรอบทิศ แพรวไม่เคยเห็นมาก่อนยอมรับว่าทะเลไทยและแหล่งท่องเที่ยวสวยงามเหลือเกิน

สองคนเพลิดเพลินมากอยู่กันจนมืดค่ำกว่าต้นกล้าจะพาแพรวกลับมาถึงท่าเรือ

“พี่พาน้องแพรวกลับมาส่งค่ำไปหน่อย ขอโทษนะครับ”

“ไม่ต้องขอโทษหรอกค่ะ วันนี้ฉันมีความสุขมาก ขอบคุณนะคะ ขอบคุณที่ทำเพื่อฉันขนาดนี้ ทั้งๆที่ฉันทำตัวงี่เง่ากับคุณมาตลอด”

แววตาของแพรวอ่อนโยนไม่ต่างจากคำที่พูด เธอก้มหน้าเขินน้อยๆ ก่อนทำท่าจะผละไป ต้นกล้าตัดสินใจในนาทีนั้นดึงเธอไว้และประทับจูบอย่างหักห้ามความรู้สึกไม่ไหว พอถอนริมฝีปากออกก็จะบอกรัก แต่เสียงเจ๊ญาดังขึ้นเสียก่อน

“แพรว...”

เสียงนั้นปลุกให้หนุ่มสาวตื่นจากภวังค์ แพรวถอยห่างออกมาจากต้นกล้าอย่างระวังตัวและรีบหันไปทางเจ๊ญากับหนึ่งนาที

“แพรว แกไปไหนมา มือถือก็ติดต่อไม่ได้”

“เห็นมะเดี่ยวบอกว่าแกกับผู้กองลงเรือไป เราก็เลยมาตามที่นี่”

“ผมพาแพรวไปช่วยสำรวจเกาะน่ะครับ พวกคุณคงจะโทร.ไปตอนที่ไม่มีสัญญาณ”

เจ๊ญาและหนึ่งนาทีพยักหน้ารับรู้ แล้วสังเกตแพรวและต้นกล้าดูลนๆแปลกๆ

“แล้วนี่เสร็จธุระแล้วใช่ไหมคะ”

ต้นกล้าอึกอัก อยากจะคุยกับแพรวอีก แต่แพรวชิงตอบว่าเสร็จแล้ว จากนั้นก็เดินลิ่วออกไปทันที

เจ๊ญากับหนึ่งนาทีแปลกใจ พอกลับไปถึงบ้านพักก็อดซักแพรวไม่ได้ว่า

“ท่าทางผู้กองเหมือนมีอะไรจะคุยกับแกเลย”

“นั่นสิ เหมือนเขายังไม่อยากให้แกกลับ”

แพรวปฏิเสธเสียงสูงว่าไม่มีอะไรแล้วลุกหนี ทำให้เพื่อนสองคนรู้สึกได้ว่าต้องมี!

เมื่อเข้ามาอยู่ในห้องนอนคนเดียว แพรวนึกถึงเหตุการณ์ที่โดนต้นกล้าจูบ...เธอสับสนมาก ถามตัวเองอยู่ไปมาว่าทำอะไรลงไป...

ooooooo

ต้นกล้าเก็บเรื่องเดียวกับแพรวมาคิดจนนอนไม่หลับ เช้าขึ้นเขารีบออกจากบ้านพักมุ่งหน้าไปหาแพรว แต่กลายเป็นมาเห็นเอกรินทร์กำลังยื่นช่อดอกไม้ให้แพรวก็ชะงักก้าวขาไม่ออก

“พี่ขอบคุณนะครับ ที่น้องแพรวยอมยกโทษให้พี่... มาคิดดูแล้วพี่ก็ผิดจริงๆที่ไม่ปรึกษาน้องแพรวก่อน พี่จะไม่ทำให้น้องแพรวต้องโกรธพี่อีกแล้ว เชื่อพี่นะครับ”

แพรวพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ เอกรินทร์ยิ้มหน้าบาน

“ดีใจจังที่น้องแพรวไม่โกรธพี่แล้ว ถ้ายังงั้นเราไปหาอะไรอร่อยๆฉลองที่เราปรับความเข้าใจกันได้แล้วดีไหมครับ”

แพรวไม่ทันตอบรับหรือปฏิเสธ หันไปเห็นต้นกล้ายืนอยู่ก็ชะงัก เอกรินทร์รีบกันท่าทันที

“อ้าว...ผู้กอง แวะมาแต่เช้ามีธุระกับใครที่นี่เหรอครับ หวังว่าคงไม่ใช่น้องแพรวนะครับ เพราะเราเพิ่งจะนัดกันออกไปทานข้าวเมื่อกี๊นี้...เรารีบไปกันเถอะครับ”

เอกรินทร์รวบรัด แพรวนิ่งไปนิดก่อนตัดสินใจเดินออกไปกับเอกรินทร์ ทิ้งให้ต้นกล้ายืนหน้าจ๋อยอยู่ตรงนั้น

แต่แล้วแพรวเปลี่ยนใจทั้งที่ยังเดินไม่ถึงรถของเอกรินทร์ “แพรวไปกินข้าวกับพี่เอกไม่ได้แล้วค่ะ ขอโทษด้วยนะคะ”

แพรวพูดโดยไม่รอฟังคำตอบจากเอกรินทร์ รีบเดินไปตามหาต้นกล้าแล้วถามเขาว่ามาหาตนมีธุระอะไร

“นี่น้องแพรวไม่ไปกับเขาแล้วเหรอ”

“ฉันถามคุณอยู่ ว่าตกลงคุณมีเรื่องอะไร”

“น้องแพรวครับ เรื่องเมื่อคืนนี้พี่อยากจะบอกว่า... สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานพี่จะไม่ขอโทษ เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่พี่ทำออกมาจากใจ พี่...”

ชายหนุ่มกำลังจะบอกรัก แต่เสียงโทรศัพท์มือถือแพรวดังขึ้นขัดจังหวะ

“ที่บ้านโทร.มา สงสัยจะเป็นแม่ ฉันต้องรับสายนี้”

“ครับ...งั้นพี่ไปก่อน แล้วไว้เราค่อยคุยกัน”

ต้นกล้าหันหลังเดินออกไป แพรวรับสายได้ยินเสียงพ่อพูดมาว่า

“แม่เขาเครียดมาก ข้าวปลาไม่ยอมกิน แพรวกลับบ้านมาดูแม่หน่อยได้ไหมลูก”

แพรวสีหน้าไม่สู้ดี ตอบรับด้วยความเป็นห่วงและรู้สึกผิดกับแม่

ooooooo

นิยายไทยรัฐ
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement