พริ้ง คนเริงเมือง ตอนที่ 7 นิยายไทยรัฐ -
ไทยรัฐออนไลน์
วันศุกร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

advertisement

พริ้ง คนเริงเมือง ตอนที่ 7


27 พ.ค. 2560 08:04
1,037,798 ครั้ง

พริ้ง คนเริงเมือง ตอนที่ 7

อ่านเรื่องย่อ

พริ้ง คนเริงเมือง

แนว:

ดราม่า-โรแมนติก

บทประพันธ์โดย:

สุวรรณี สุคนธา

บทโทรทัศน์โดย:

เจ้าคำดี

กำกับการแสดงโดย:

รัญญา ศิยานนท์

ผลิตโดย:

บริษัท นีโน่ บราเดอร์ส จำกัดและบริษัท มีเดีย สตูดิโอ จำกัด

วัน-เวลาออกอากาศ: ทุกวันพุธ - พฤหัสบดี เวลา 20.15 น.

ช่องออกอากาศ:

สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

นักแสดงนำ:

อคัมย์สิริ สุวรรณสุข,เขตต์ ฐานทัพ, กฤษฎา สุภาพพร้อม, วัชรบูล ลี้สุวรรณ, ภูริ หิรัญพฤกษ์, พูลภัทร อัตถปัญญาพล, เมทนี บุรณศิริ

เสร็จจากงานเผาศพชาญ ประสานก็ขอตัวกลับพระนคร ช้องนางวานให้พริ้งไปส่งเขาหน่อย เธอเดินลิ่วออกไปเลยไม่รอ ประสานขยับจะตาม แต่ช้องนางเรียกไว้

“ถูกใจนังพริ้งมันอยู่ไม่ใช่รึ ถ้าอยากได้ฉันจะยกให้ รีบๆมาเอาไปซะ”

“ขอบพระคุณในความกรุณา แต่...” ประสานยังพูดไม่ทันจบ ช้องนางชิงพูดขึ้นเสียก่อนว่า ถ้าติดขัดเรื่องที่พริ้งเคยเป็นเมียพินิจก็ไม่ต้องเป็นห่วง ถึงอย่างไรมันก็ต้องมีผัวใหม่และมาเป็นพ่อให้กับตาหนู ท่านอยากได้คนที่มีหลักมีฐานไม่ใช่พวกกเฬวรากข้างวงรำวง ประสาน กราบขอบพระคุณที่ท่านเมตตา แต่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับพริ้งไม่ใช่เขา ช้องนางพยักหน้ารับรู้ หันไปกอดตาหนูไว้
ประสานค่อยๆเดินเลี่ยงออกมา เจอพริ้งรอท่าอยู่หน้าบ้าน เธอขอส่งเขาแค่นี้ ขณะพูดไม่มองหน้าเขาแม้แต่น้อย ประสานทั้งโกรธทั้งน้อยใจและอยากเอาชนะ จึงบอกเรื่องที่ช้องนางจะยกเธอให้เขา ไพโรจน์จะมาหาพริ้งได้ยินพอดี รีบหลบมุมแอบฟัง พริ้งโกรธแม่ผัวมากด่าลั่นที่สาระแนเที่ยวยกตนให้คนอื่น

“ท่านเป็นผู้ใหญ่รู้ดีว่า คนอย่างคุณถ้ามีผัวผิดชีวิตก็คงไม่พ้นลงต่ำ”

“อ้อ แต่คิดว่าถ้าได้คุณเป็นผัว ชีวิตฉันจะเจริญ”

“ก็รอดูต่อไป ถ้าคุณจะยอมรับว่าผมเป็นผัวคุณ”

ไพโรจน์ทนนิ่งเฉยต่อไปไม่ไหวเข้าไปถามว่านี่มันเรื่องอะไรกัน ได้ยินว่าประสานเป็นผัวเธอจริงหรือเปล่า เงียบไม่มีเสียงตอบ ไพโรจน์โมโหตะคอกใส่พริ้งว่าเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า เธอไปนอนกับประสานมาแล้วใช่ไหม พริ้งตบหน้าเขาฐานมาดูถูก ไล่ตะเพิดไปให้พ้นหน้า

ด่าซ้ำว่าไร้สมอง ได้ยินแค่นี้ก็เหมาว่าเธอยุ่งกับใครไม่เลือก คิดว่าตัวเองเรียนสูงแล้วจะดูแคลนเธออย่างไรก็ได้หรือ ไพโรจน์ได้สติละล่ำละลักอธิบาย

“ไม่ใช่อย่างนั้นคุณพริ้ง...ผมขอโทษ ผมรักคุณมากแล้วก็ห่วงคุณมากผมก็เลย...”

พริ้งไม่ต้องการฟังไล่ไพโรจน์ไปให้พ้นหน้า เขาปรายตามองประสานเห็นรอยยิ้มเยาะก็เจ็บใจ แต่ทำอะไรไม่ได้จำต้องผละจากไป พริ้งโล่งใจที่เอาตัวรอดมาได้ ประสานก้าวเข้ามายืนด้านหลังเธอ

“ฮึ จะเอาตัวรอดไปได้อีกนานแค่ไหนกันคุณพริ้ง ยังไงคุณก็หนีความจริงไปไม่พ้นหรอกว่าผมเป็นผัวคุณ”

“ฉันเพิ่งเห็นสันดานจริงๆของคุณก็วันนี้ ฉันเกลียดและขยะแขยงคุณที่สุด”

ประสานเชิญพริ้งเกลียดตามสบาย แต่ขอให้รู้ไว้ไม่ว่าเธอจะรู้สึกอย่างไรกับเขาก็ไม่มีทางหนีเขาพ้น ระหว่างนั้นแวววิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาบอกประสานว่าอย่าเพิ่งกลับช่วยไปดูคุณหญิงให้หน่อย

ooooooo

ประสานตรวจอาการช้องนางอย่างละเอียดแล้วพบว่าการที่ท่านเป็นลมบ่อยครั้งช่วงนี้เป็นเพราะความเครียด เดี๋ยวเขาจะจัดยาแล้วส่งมาให้ ท่านยังคงต้องกินยาเหมือนที่พินิจเคยจ่ายให้ ช้องนางถึงกับออกปากว่าเห็นประสานแล้วคิดถึงพินิจซึ่งเป็นคนไม่เคยนิ่งดูดาย อะไรที่ทำให้ได้ก็จะทำ

“เหมือนหมอนี่แหละ ประเสริฐเหลือเกินลูกเอ๊ย”

“ผมไม่ได้ประเสริฐอะไรนักหรอกครับ ยังมีคนคิดว่าผมเป็นคนไม่ดีอยู่เลยครับ” ประสานปรายตามองพริ้ง

“วุ้ย ไอ้อีคนไหนที่คิดกับหมอแบบนั้นต่างหากที่เป็นคนไม่ดี คนเลวที่ไหนมันจะรู้จักของดีล่ะเจ้าคะ”

พริ้งคันมืออยากจะตบแววมาก แต่มีเสียงตาหนูร้องงอแงดังขึ้นเสียก่อน แววบอกให้พริ้งไปดูลูกเพราะคุณหญิงยังไม่สบายอยู่ พริ้งจำต้องลุกขึ้นไปอย่างไม่ค่อยพอใจนัก ประสานสังเกตว่าตาหนูร้องมากมาหลายวันแล้ว ได้พาไปฉีดวัคซีนบ้างหรือยัง ช้องนางบอกให้พริ้งพาไปแล้ว ประสานไม่ไว้ใจรีบตามไปดู พบว่าตาหนูตัวร้อน และยังพบอีกว่าต่อมน้ำเหลืองที่คอและหลังหูโต รีบหยิบเครื่องมือแพทย์ขึ้นมาฟังการหายใจ

แววประคองช้องนางตามเข้ามา ท่านเป็นห่วงหลานรักถามว่ามีอะไรผิดปกติไหม ได้ความว่าตาหนูอาจจะเป็นโรคคอตีบเหมือนจะหายใจไม่ออก เขานิ่วหน้าสงสัย

“จะเป็นไปได้อย่างไร ถ้าฉีดวัคซีนป้องกันแล้ว คุณพริ้งพาลูกฉีดวัคซีนแล้วไม่ใช่รึ”

ช้องนางกับแววหันมองพริ้งเป็นตาเดียวกัน คนถูกมองถึงกับหน้าเจื่อน เพราะไม่ได้พาลูกไปฉีดวัคซีน วันนั้นวันที่ต้องไปอนามัย เธอแอบงีบหลับไปเนื่องจากเมื่อคืนไปลานรำวงกลับบ้านดึกมาก รู้สึกตัวตื่นขึ้น

อีกครั้งก็บ่ายคล้อยแล้ว หมอที่อนามัยกลับไปหมดแล้ว ตาหนูก็เลยไม่ได้ฉีดวัคซีน ช้องนางชี้หน้าพริ้ง

“กูว่าแล้ว อีพริ้ง อีเลว มึงไม่ได้พาลูกไปฉีดวัคซีน อี...” พูดได้แค่นั้นช้องนางปราดเข้าไปทุบตีพริ้งอุตลุด ประสานเห็นอาการเด็กน้อยไม่สู้ดีนัก บอกให้พริ้งเข้าพระนครกับเขาเดี๋ยวนี้ ช้ากว่านี้ตาหนูอาจไม่รอด ช้องนางจะไปด้วย เขาต้องขอร้องให้รอฟังข่าวที่นี่ ยิ่งสุขภาพไม่ค่อยดีอยู่ด้วย หากเป็นอะไรไปอีกคนจะยิ่งลำบาก แล้วอุ้มตาหนูออกไป พริ้งรีบคว้าตะกร้าของใช้เดินตาม ช้องนางตะโกนไล่หลัง

“ตาหนูอดทนไว้นะลูก หายเร็วๆรีบกลับมาหาย่านะลูก อีพริ้งถ้าหลานกูเป็นอะไรไป กูจะฆ่ามึง”...

แม้เครื่องไม้เครื่องมือที่โรงพยาบาลในพระนครจะทันสมัย แต่ก็ไม่อาจยื้อชีวิตตาหนูไว้ได้ พริ้งถึงกับทรุดลงไปกองกับพื้นร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด ประสานเข้าไปประคองเอาไว้ เธอทุบตีเขาไม่ยั้ง

“ตาหนูตายเพราะหมอไม่ช่วย เพราะหมอ...เพราะหมอ” พริ้งโยนความผิดให้คนอื่นเหมือนเช่นทุกครั้ง...

ช้องนางซึ่งอยู่ที่อยุธยายังไม่ทราบข่าวร้าย บ่นให้แววฟังว่าคนอย่างพริ้งวันๆคิดทำแต่ความเสื่อม ขาดสติไม่รู้จักหน้าที่ เป็นแม่คนไม่ใช่สักแต่ให้ลูกอาศัยท้องมาเกิด แต่ต้องรู้จักรัก รู้จักเลี้ยง เอาใจใส่ ไม่ใช่ผลักไสให้เป็นเรื่องของคนอื่น แต่สุดท้ายแล้ว คนที่ผิดทั้งหมดคือท่านเอง แววขอร้องท่านอย่าโทษตัวเอง

“ฉันผิดตั้งแต่ต้น ถ้าเพียงแต่ฉันไม่หวงลูกชายไว้กับอก ถ้าเพียงแต่ยอมให้มีเมียไปซะตั้งแต่ยังหนุ่ม ตาพินิจก็จะได้ไม่ต้องเจอนังพริ้ง แล้วฉันก็จะได้ไม่ต้องมีวันนี้...แต่ฉันทำอะไรไม่ได้แล้ว มันสายไปเสียแล้ว” ช้องนางร้องไห้เสียใจกับความผิดของตัวเอง

ooooooo

พริ้งในชุดดำยืนซึมอยู่ข้างๆประสานซึ่งถือห่อผ้าขาวใส่เถ้ากระดูกของตาหนูไว้ในมือกำลังคุยกับพระสงฆ์อยู่หน้าเมรุ ท่านเทศน์ให้ฟังว่าทุกชีวิตมีเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่มีใครหลีกเลี่ยงความจริงข้อนี้ได้ พริ้งทนฟังต่อไปไม่ไหว เดินเลี่ยงออกมาโดยที่ประสานและพระไม่ได้มอง...

คำขู่ของช้องนางที่จะฆ่าพริ้งหากตาหนูเป็นอะไรไปทำให้คนถูกข่มขู่ขวัญหนีดีฝ่อ เดินไร้จุดหมายออกจากวัดไปตามทาง ประสานไหว้ลาพระสงฆ์เสร็จ หันมองอีกทีไม่เห็นพริ้งอยู่ตรงนั้นก็แปลกใจ ตามหาทั่ววัดก็ไม่เจอ ถามคนในวัดก็ไม่มีใครเห็น เขาวิ่งตามออกมาหน้าวัด เหลียวซ้ายมองขวาไม่เห็นแม้แต่เงาของเธอ...

ช้อยปิดประตูบ้านเรียบร้อยกำลังจะเข้าห้องนอน ได้ยินเสียงเคาะประตูบ้านดังขึ้น เธอนิ่วหน้าแปลกใจ ใครมาค่ำๆมืดๆ ครั้นเปิดประตูรับ พริ้งที่ยืนรอท่าอยู่ ปล่อยโฮลั่น

“พี่ช้อย ตาหนูตายแล้ว” พริ้งร้องไห้สะอึกสะอื้น ช้อยเข้ามากอดน้องไว้ร้องไห้ไปด้วยกัน

ooooooo

พริ้งเอาแต่นั่งซึมอยู่ที่มุมหนึ่งของบ้าน ช้อยสงสารน้องจับใจ บ่นกับคุณพระเวทย์เวรกรรมอะไรก็ไม่รู้ ผัวตายไม่พอนี่ลูกก็มาตายอีก เผาลูกเสร็จพริ้งก็เลยมาที่นี่ไม่กล้ากลับไปสู้หน้าช้องนางซึ่งตอนนี้

ก็น่าจะรู้ข่าวร้ายนี้แล้ว พริ้งยังหนีประสานซึ่งจัดการเป็นธุระเรื่องตาหนูให้ทุกอย่างมาอีกด้วย

“น่าเห็นใจพริ้งและคุณหญิง ต้องสูญเสียคนที่เป็นที่รักในเวลาไล่เลี่ยกันแบบนี้ ไม่อยากจะคิดเลยว่าหัวใจของผู้หญิงสองคนนี้จะบอบช้ำมากแค่ไหน”

คุณพระเวทย์หันมองพริ้งอย่างเห็นใจ...ฝ่ายช้องนางรอฟังข่าวหลานรักอย่างใจจดจ่อไม่เป็นอันกินอันนอน ประสานถือห่อผ้าขาวใส่เถ้ากระดูกตาหนูเข้ามา ช้องนางใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มมองเขาด้วยสายตาเต็มไปด้วยคำถาม สายตาที่เขามองตอบทำให้ท่านยิ่งมั่นใจว่าในห่อผ้าเป็นตาหนู รับห่อผ้ามากอดไว้อย่างทะนุถนอม ร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด...

ทำหน้าที่แทนพริ้งเรียบร้อย ประสานเดินมาตามทางเพื่อไปขึ้นรถไฟกลับพระนคร เจอไพโรจน์ในสภาพเมามายเข้ามาทางด้านหลังกระชากไหล่เข้ามาต่อยหน้าคว่ำ ตะคอกซ้ำว่าพริ้งอยู่ที่ไหน หมอหนุ่มส่ายหน้าไม่รู้ว่าเธอหายไปไหน เขาไม่เชื่อหาว่าประสานโกหกต่อยซ้ำอีกหนึ่งหมัดจนลงไปกองกับพื้น

“คุณรู้ คุณพริ้งไปกับคุณแล้วทำไมไม่กลับมาด้วยกัน ทำไมคุณพริ้งไม่กลับมา คุณเอาคุณพริ้งไปขังไว้ใช่ไหม” ไพโรจน์ไม่พูดเปล่าขึ้นคร่อมประสานบีบคอไว้แน่น “คุณพริ้งไม่ได้รักคุณ เธอรักผม เอาเธอคืนมาให้ผม เอาคืนมา ผมรักคุณพริ้งมากกว่าคุณ ผมรู้ว่าคุณกับคุณพริ้งมีอะไรกัน”

แม้จะเมาแต่ไพโรจน์ยังจำเหตุการณ์เมื่อวันก่อนได้ดี ตอนนั้นพริ้งไล่ตะเพิดเขาออกมา แต่เขาไม่ได้กลับ แอบฟังทั้งคู่คุยกัน ทำให้เขาได้รู้ว่าประสานเป็นผัวพริ้ง แต่เขาไม่สนใจ เขารักเธอและอภัยให้เธอได้ทุกอย่าง สั่งให้ประสานเอาเธอคืนมา ประสานสบช่องอัดกำปั้นเข้าเต็มหน้า แล้วรีบลุกขึ้นยืน

“ผมไม่รู้ว่าคุณพริ้งอยู่ที่ไหน”

ไพโรจน์คลานเข้ามาขอร้องให้ประสานบอกที่อยู่ของพริ้ง จะให้กราบก็ยอม แล้วก้มลงกราบแทบเท้าประสานซึ่งถอยหนี เขาตามมาคว้าเท้าเอาไว้แล้วลงไปเกลือก ประสานพยายามสะบัดเขาจนหลุด คราวนี้เขานอนแผ่หรากับพื้น เพ้อหาพริ้งไม่หยุด อีกฝ่ายได้แต่มองด้วยความเวทนา...

จากนั้นไม่นาน ประสานพาไพโรจน์มานั่งดื่มกาแฟที่ร้านอาหารในตลาดเพื่อให้สร่างเมาจนอาการดีขึ้น เขา ยังบ้าไม่เลิกคาดคั้นให้ประสานบอกมาว่าพริ้งอยู่ไหน เขาอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเธอ

“ผมไม่รู้ว่าคุณพริ้งอยู่ไหน คุณหญิงก็ไม่รู้ ไม่มีใครรู้ทั้งนั้นว่าเธอเสียใจจนเตลิดไปไหน อย่ามาวุ่นวายกับผมอีก อย่าให้ผมต้องสมเพชเวทนาคุณมากไปกว่านี้เลย” ว่าแล้วประสานลุกออกไป...

ช้อยกำลังนั่งร้อยพวงมาลัยถวายพระ เห็นพริ้งนั่งเหม่ออยู่อดถามไม่ได้เมื่อไหร่จะกลับอยุธยา เธอไม่กลับไปที่นั่นอีกแล้ว หมดตาหนู เธอกับยัยคุณหญิงนั่นก็ไม่มีอะไรต้องเกี่ยวข้องกันอีกต่อไป ช้อยไม่วายแหย่ แล้วไม่อยากได้สมบัติของท่านแล้วหรือ พริ้งยังอยากได้อยู่ แต่ไม่อยากเป็นฆาตกรทำคนแก่หัวใจวายตาย ไม่มีตาหนูแล้ว เหลือสมบัติไว้ให้ท่านกอดแทนหลานก็แล้วกัน เดี๋ยวจะหาว่าเธอใจดำพรากทุกอย่างไปหมด

ช้อยพยายามพิจารณาพริ้งว่าคิดอะไรอยู่ ท่าทางเธอดูจะคลายโศกเศร้าจากการตายของลูกได้มากโข แต่ดูยังมีความกังวลบางอย่างซุกซ่อนอยู่...

ขณะที่พริ้งเหมือนจะคลายความเศร้าที่ลูกต้องมาตายไปอย่างรวดเร็ว ช้องนางโปรยเถ้ากระดูกของตาหนูลงแม่น้ำด้วยหัวใจที่แหลกสลาย อธิษฐานถ้าชาติหน้ามีจริงให้แกเกิดมาเป็นลูกของท่าน ท่านจะเลี้ยงแกด้วยมือของท่านเอง แล้วร้องไห้โฮออกมา แววต้องแตะแขนเตือนสติ ช้องนางถึงโปรยเถ้ากระดูกต่อไปได้

ooooooo

ช้อยเห็นน้องสาวสวมเสื้อผ้าสีสันสดใส ร้องทักไม่แต่งดำแล้วหรือ เธอแต่งให้หลายวันแล้ว ขนาดพินิจพ่อของตาหนูเธอยังไม่เคยทำให้ ตอนรู้ว่าลูกตายเธอร้องไห้เป็นเผาเต่า พินิจตายยังไม่เคยร้องไห้เสียใจเท่านี้

“ฉันรู้แล้วล่ะพี่ช้อย ว่าความรักลูกมันมากมายกว่ารักผัวจริงๆ”

คำพูดเอาดีเข้าตัวของพริ้งทำให้ช้อยหมั่นไส้ รู้ดีว่าเธอไม่เคยทำอะไรเพื่อลูก ไม่เคยเป็นแม่ที่ดี ช้องนางต่างหากที่เลี้ยงดูตาหนู เอาใจใส่ทุกอย่างก็เลยหลอกด่า พริ้งโกรธต่อว่ากลับว่าใครจะเป็นแม่ผู้ประเสริฐได้เท่าช้อย เธอทำอะไรลงไปก็ไม่ดีในสายตาคนอื่นทั้งนั้น ช้อยสั่งให้เธอหยุดประชดสักที

“เพราะเอ็งมันขี้ประชด ชีวิตเอ็งถึงได้สูญเสียคนดี เสียคนที่รักเอ็งอย่างจริงใจไปจนหมดแบบนี้”

“เออ ให้มันตายๆไปให้หมด ฉันจะได้เบาตัวไม่มีภาระ และฉันก็จะไม่อยู่ให้เป็นภาระพี่ช้อยกับคุณพระนานนักหรอก ให้ฉันคิดออกก่อนเถิดว่าจะเอายังไงกับชีวิตที่ไม่มีคนรักฉันเลยนับจากนี้ แล้วฉันไปแน่” พริ้งพูดจบเดินกระแทกส้นเท้าปังๆออกไปพลางบ่นพึมพำ “ดูถูก...แหมสูญเสียคนที่พร้อมจะรักเอ็งหมด ยังเหลือผู้ชายอีกเป็นเบือที่พร้อมจะเป็นผัวอีพริ้ง จริงสิ คุณไพโรจน์นี่ไม่คิดจะตามหากันบ้างหรือ”...
คนที่พริ้งบ่นถึงแวะไปที่บ้านพักของช้องนางเพื่อถามหาเธอทุกวัน ทีแรกช้องนางสั่งให้แววปฏิเสธว่าไม่รู้ไม่เห็นเนื่องจากไม่อยากยุ่งด้วย สุดท้ายทนรำคาญไม่ไหวให้ที่อยู่บ้านของช้อยที่หนองแขมไป แววอดถามไม่ได้ทำไมช้องนางถึงให้ที่อยู่ช้อยแก่ไพโรจน์

“แล้วจะปล่อยให้มันมาเคาะประตูบ้านจนถึงเมื่อไหร่ บอกไปก็จบเรื่อง ฉันกับนังพริ้งก็จะได้ไม่มีอะไรต้องเกี่ยวข้องกันอีก ส่วนแกกลับไปอยู่บ้านนะ”

“คุณหญิงตัดสินใจแน่แล้วรึเจ้าคะ”

ช้องนางพยักหน้า “ฉันเหนื่อยเหลือเกินแล้วแววเอ๊ย พอฉันยึดอยู่กับอะไรมันไม่เคยเป็นของฉันจริงๆสักอย่าง ไม่มีเลย ฉันเหนื่อยกับการที่ตัวเองตามรักตามหวง ตามคาดหวัง ตามโกรธ ตามเสียใจมามากพอแล้ว ฉันไม่อยากเอาอะไรแล้ว...ฝากจัดการเรื่องนั้นด้วยนะ”

แววรับปากจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย ไม่ต้องเป็นห่วง ช้องนางขอบใจเธอมาก แววคลานเข้าไปกราบแทบเท้าท่านด้วยความอาลัยรัก ท่านลูบหัวเธอเบาๆ อวยพรให้อยู่เย็นเป็นสุข...

ช้องนางตัดสินใจทิ้งทุกอย่างทางโลก นุ่งขาวห่มขาวเข้าวัด ใช้ธรรมะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ

ooooooo

พริ้งมาขออาศัยบ้านช้อยอยู่ นอกจากจะไม่ช่วยหยิบจับอะไรสักอย่าง ยังตื่นสายตะวันโด่งอีกต่างหาก ช้อยอยากรู้ว่าน้องคิดได้หรือยังว่าจะทำอย่างไรต่อไป พริ้งแว้ดใส่ทันที อยากจะให้ตนไปพ้นหน้า กลัวจะเปลืองกับข้าวหรือ เธอไม่เคยคิดแบบนั้น ที่ถามเพราะเป็นห่วง หากมีอะไรจะให้ช่วยก็บอกได้เลย

“เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะค่อยคิดช่วยฉันฉันรวยกว่าพี่ช้อยไม่รู้ตั้งเท่าไหร่นะ จะเอาอะไรมาช่วยฉัน”

“ช่วยด้วยความคิดด้วยแรงที่มีไงพริ้ง”

“ยังคิดไม่ออกหรอก ฉันจะรออีกสองสามวัน ถ้ามันยังไม่โผล่หัวมา ฉันค่อยคิด”

ช้อยงงรอใครหรือ พริ้งยังไม่ทันจะว่าอะไร คุณพระเวทย์ชะโงกหน้ามาบอกพริ้งว่ามีคนมาหา เธอดีใจเนื้อเต้นคิดว่าเป็นไพโรจน์ ที่ไหนได้กลายเป็นประสาน ชักสีหน้าใส่ทันที มาทำไม เขาส่งซองใส่เอกสารการมอบสิทธิครอบครองโฉนดบ้านพินิจกับจดหมายที่เขียนเป็นพินัยกรรมและโฉนดบ้านให้

“เมื่อวานแววเอามาให้ผมเพื่อฝากมาให้คุณพริ้ง”

พริ้งโวยลั่นทำไมแววไม่มาเอง หรือไม่อยากเห็นหน้าตน เป็นขี้ข้ายังทำจองหอง เจอเมื่อไหร่น่าดู ประสานขอร้องให้เลิกแล้วต่อกัน ช้องนางกับแววต่างอโหสิกรรมและยกโทษให้เธอหมดแล้ว ช้องนางเลือกเดินทางธรรมเป็นที่พึ่งสุดท้ายให้กับชีวิต ส่วนแววก็กลับไปอยู่บ้านนอก พริ้งจำใจต้องอโหสิกรรมให้ทั้งคู่เช่นกัน

“คุณหญิงท่านตัดสินใจยกบ้านที่พระนครให้เป็นของคุณ และเงินที่ได้จากการขายพวกเครื่องเงินเครื่องทอง ที่ดินทั้งหมดหลังจากที่ทำบุญให้กับวัดไปส่วนหนึ่งให้คุณ”

“หมดธุระแล้วใช่ไหม กลับไปได้แล้ว” พริ้งไล่อย่างไม่ไว้หน้า ประสานถามอย่างไม่อ้อมค้อมว่าเธอยังไม่มีใครใช่ไหม พริ้งของขึ้นทันที นี่เขายังกล้าพูดเรื่องนี้กับเธออีกหรือ และถ้าเธอจะมีใครหรือไม่มีก็ไม่เกี่ยวกับเขา

“คุณยังไม่มีใครเพราะคุณรอผม”

เธออยากจะด่าให้แรงๆแต่กลัวใครจะได้ยิน ด่าประสานได้แค่ว่าหน้าด้าน ด่าได้ด่าไปเขาไม่สนใจ แต่เธอมีคนอื่นไม่ได้เพราะคนที่จะอยู่กับเธอได้มีแต่เขาเท่านั้น เขาเคยบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าเธอหนีเขาไม่พ้น เธอเกิดมาเพื่อเป็นเมียของเขา แล้วคว้ามือเธอมากุมไว้ พริ้งไม่พอใจสั่งให้เขาปล่อย อย่ามาทำรุ่มร่ามเดี๋ยวใครมาเห็น

“เห็นเลย ผมอยากให้เห็น ถ้าทุกคนเห็นก็จะได้รู้ว่าคุณกับผมไม่ได้เป็นแค่เพื่อนแต่ลึกซึ้งเกินกว่านั้น ทีนี้คุณก็หนีผมไม่ได้อีก คุณต้องยอมรับกับทุกคนว่าเป็นเมียผม มาอยู่กับผม”

พริ้งโกรธควันแทบออกหู กัดมือประสานจมเขี้ยวจนต้องปล่อยเธอเป็นอิสระ แล้วตบซ้ำหน้าหัน ประกาศกร้าวว่าไม่มีทาง ประสานขยับจะเข้าหา แต่มีเสียงไพโรจน์ตะโกนเรียกพริ้งมาจากหน้าบ้านเสียก่อน เธอรีบออกไปหาโดยมีประสานเดินตาม พอเจอหน้าไพโรจน์เท่านั้นเธอโผกอดทันที เขาดีใจคิดว่าเธอคิดถึง แต่เธอทำเพื่อจะประชดประสานเท่านั้น และได้ผลตามคาดเขาเจ็บปวดใจที่เห็นเธออยู่ในอ้อมแขนของไพโรจน์

ต่างฝ่ายต่างพรรณนาว่าคิดถึงอีกฝ่ายขนาดไหน พริ้งตัดพ้อนึกว่าเขาจะไม่มาตามเธอแล้ว ไพโรจน์ตั้งใจมั่นไม่ว่าอย่างไรจะต้องตามหาเธอให้เจอ เขาคิดถึงเธอมากไม่อยากแยกจากเธออีก อยากอยู่ใกล้ๆ อยากเห็นเธออยู่ในสายตาตลอดเวลา พริ้งต้องการจะกันประสานออกจากชีวิต ตัดสินใจชวนไพโรจน์แต่งงาน

“ฉันเองก็อยากอยู่ใกล้คุณตลอดเวลา ถ้าไม่แต่งงานเราก็คงทำอย่างนี้ไม่ได้ ตกลงไหม”

“กับผมที่ยังเรียนไม่จบ ไม่มีสมบัติอะไรติดตัวสักอย่างเนี่ยเหรอครับ ผมไม่คู่ควรกับคุณพริ้งเลย”

พริ้งไม่สนใจเรื่องทรัพย์สมบัติ ขอแค่ไพโรจน์รักเธอเท่านั้นก็พอแล้ว เขาตอบตกลงจะแต่งงานกับเธอ สองคนโผกอดกันหวังเย้ยประสานซึ่งมองภาพบาดตาด้วยความเจ็บปวดใจ

ooooooo

ช้อยรู้เรื่องที่พริ้งตัดสินใจแต่งงานกับไพโรจน์แบบปัจจุบันทันด่วน รีบลากแขนเธอออกไปคุยกันตามลำพัง ซักเธอว่าเขายังเรียนไม่จบด้วยซ้ำจะทำมาหากินอะไรเลี้ยงครอบครัว

“ก็รอเขาเรียนจบก่อนสิ เดี๋ยวก็ได้งานทำแน่ หมอความเลยนะพี่ช้อย อนาคตฉันก็จะได้เป็นคุณนาย เคยเป็นแต่เมียหมอคน ลองได้เป็นเมียหมอความดูบ้าง คงโก้น่าดู”

“เอาแค่วันนี้ก่อนเถอะพริ้ง จะอยู่กันยังไงให้เมียเลี้ยงผัวรึ”

พริ้งเลี้ยงได้อยู่แล้วเพราะเธอรักของเธอ ช้อยดักคอแน่ใจหรือว่ารัก ไม่ใช่แต่งเพราะจะหนีใคร เธอยืนยันแต่งเพราะอยากแต่งไม่ได้แต่งเพราะหนีใครอย่างที่ช้อยว่า ในเมื่อรั้งไว้ไม่อยู่ ช้อยก็ไม่ห้าม เพียงแต่อย่าเพิ่งแต่งตอนนี้ได้ไหม ตาหนูเพิ่งตายไปไม่กี่วันเอง พริ้งไม่สนใจคนตายไปแล้วก็ตายไป แต่คนที่ยังหายใจอยู่มันต้องมีชีวิตต่อไป มัวแต่ยึดติดกับเรื่องเก่าๆ พอดีไม่ต้องทำอะไรกัน ป่วยการจะห้าม ช้อยจำต้องปล่อยเลยตามเลย...

อีกมุมหนึ่งของบ้าน คุณพระเวทย์ฟังไพโรจน์โม้ว่าตั้งใจมั่นจะต้องสอบเป็นผู้พิพากษาให้ได้ หลังเรียนจบกฎหมายจะทำงานในสำนักงานหมอความสักแห่งก่อนเพื่อช่วยเหลือคนทุกข์ยาก เก็บเกี่ยวประสบการณ์แล้วค่อยไปสอบเป็นผู้พิพากษา คุณพระเวทย์ชมว่าไฟแรงดี

“ครับ ผมอยากทำให้พ่อแม่ผมภูมิใจ”

สองพี่น้องยืนฟังอยู่ไม่ห่าง พริ้งได้ทีคุยทับว่าเห็นหรือยังว่าตนฝากผีฝากไข้กับไพโรจน์ได้ไม่ต้องห่วง ช้อยรู้ดีห้ามไปก็ไม่ฟัง ในเมื่อเธอตัดสินใจดีแล้วก็ตามใจ

ooooooo

หลังจากนั้นไม่กี่วัน งานแต่งงานของพริ้งกับไพโรจน์ก็มีขึ้น คุณพระเวทย์อดถามไม่ได้ทำไมมีแต่แขกฝ่ายเราไม่เห็นญาติฝ่ายเจ้าบ่าวหรือแม้แต่เพื่อนฝูงของเขาสักคน ไพโรจน์อ้างว่าอยู่ในภาวะสงครามเพื่อนๆอพยพกันไปอยู่ต่างจังหวัด เดินทางไม่สะดวก พริ้งไม่ติดใจสงสัยอะไร ขอมีแค่เขาก็พอใจแล้ว...

แม้ประสานจะได้รับการบอกกล่าวจากคุณพระเวทย์ถึงงานแต่งงานของพริ้ง แต่จะให้มาร่วมงานคงทำใจไม่ได้ เขาจึงได้แต่แอบมองอยู่นอกบ้านเช่าของช้อยซึ่งใช้เป็นสถานที่จัดงาน ยิ่งได้ยินเสียงหัวเราะอย่างเริงร่าของพริ้ง ประสานยิ่งเจ็บปวดใจเกินกว่าจะทนดูต่อไปได้ หันหลังเดินจากไป

ได้ฤกษ์ส่งตัวเข้าหอ มีเพียงช้อยกับคุณพระเวทย์เท่านั้นที่อยู่ร่วมพิธี ช้อยเห็นพริ้งเอาแต่เกาะแขนกระแซะไพโรจน์ก็ได้แต่มองอึ้ง จนคุณพระเวทย์ต้องสะกิดให้อวยพรน้องได้แล้วอย่ามัวแต่ตื้นตัน พริ้งบอกพี่สาวหน้าตาเฉยว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ส่งตนเข้าหอสักหน่อย ช้อยเหนื่อยหน่ายกับน้องสาวที่พูดจาไม่อายปาก บอกให้ทั้งคู่ดูแลกันให้ดีๆ ฝากไพโรจน์ดูแลพริ้งให้ด้วย เขารับปากจะรักและดูแลพริ้งยิ่งกว่าชีวิตตัวเอง

“ฉันก็จะดูแลคุณไพโรจน์ให้ดีที่สุด ฉันจะเป็นเมียแก้วเมียขวัญ อะไรที่ฉันไม่เคยทำตอนมีผัวคนแรก ฉันก็จะทำให้คุณไพโรจน์อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง”

ช้อยกับคุณพระเวทย์อับอายแทนพริ้งที่ไม่รู้จักกระดาก ชวนกันออกไป พริ้งยักไหล่ไม่สนใจ ไพโรจน์เองก็ไม่ใส่ใจเช่นกัน เวลานี้ควรเป็นเวลาของเราสองคน แล้วดึงพริ้งลงนอนบนเตียงด้วยกัน

ooooooo

พริ้งทำตามที่พูดไว้ไม่มีผิดเพี้ยน ทำตัวเป็นแม่ศรีเรือน ซักผ้ารีดผ้าให้ไพโรจน์ รวมทั้งหุงหาอาหารให้ แต่ไม่ได้เรื่องสักอย่าง ผ้าก็ซักไม่สะอาด รีดก็ไม่เรียบ แถมอาหารที่ทำไพโรจน์แทบกระเดือกไม่ลงแต่ต้องฝืนชมว่าอร่อยกลัวเมียเสียใจ ช้อยดีใจที่น้องสาวรู้จักทำตัวเป็นเมียที่ดี

แต่ที่รับไม่ได้ก็คือ คู่ผัวเมียข้าวใหม่ปลามันเวลาอยู่ในห้องนอนส่งเสียงดัง จึงต้องเรียกพริ้งมาตักเตือนว่าบ้านนี้มีเด็กได้ยินอะไรแบบนี้ไม่ใช่เรื่องดี แทนที่จะสำนึกเธอกลับโวยวายอยู่บ้านคนอื่นมันอึดอัดอย่างนี้นี่เอง ช้อยยื่นคำขาดถ้าทำอะไรไม่เกรงใจกันตนก็ไม่เลี้ยง พริ้งโวยบ้าง พี่ช้อยเลี้ยงเธอตรงไหน

“เอ็งเคยให้อัฐข้าสักแดงเป็นค่าข้าวค่าน้ำที่กินเข้าไปบ้างหรือไม่เล่า” ช้อยชักอารมณ์ขึ้น

สองพี่น้องมีปากเสียงกัน พริ้งโกรธหาว่าช้อยทวงบุญคุณ ไว้สงครามจบเมื่อไหร่ ตนจะไปจากที่นี่ทันที แล้วเดินปึงปังกลับห้อง ไพโรจน์รู้ว่าช้อยต่อว่าพริ้งเรื่องเสียงดังก็ยุส่งให้เธอย้ายไปอยู่บ้านตัวเองในเมื่อเธอก็มีบ้านอยู่แล้ว พริ้งกลัวระเบิดจะลงหัว ยืนกรานจะรอให้สงครามเลิกก่อนถึงจะกลับไปที่นั่น

“ผมตามใจคุณพริ้งสำหรับผมยังไงก็ได้ คุณพริ้งอยู่ที่ไหนผมก็จะอยู่ ถึงมันจะอึดอัดใจมากแค่ไหนก็ตาม”...

บ่ายวันเดียวกัน มีประกาศว่าญี่ปุ่นพ่ายแพ้ สงครามเป็นอันยุติ พริ้งทำตามที่พูดเอาไว้ ย้ายกลับไปอยู่บ้านพินิจ แม้บ้านหลังนี้จะมีความหลังมากมายแต่พริ้งก็พยายามลืมเพราะมันคือสมบัติที่ต้องรักษา มูลค่าของมันเป็นสิ่งที่เธอต้องคิดก่อนเป็นอันดับแรก ไพโรจน์ตื่นเต้นกับความโอ่อ่าของบ้านเข้าไปโอบกอดพริ้งไว้

“ขอบคุณนะครับคุณพริ้ง คุณคือผู้ให้คือทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของผม”

“ปากหวานจริงเชียว” พริ้งยิ้มปลื้ม ไพโรจน์สบช่อง อ้างมหาวิทยาลัยจะเปิดแล้วยังไม่ได้ซื้อเสื้อผ้าใหม่เลย ไหนจะต้องเตรียมค่าเรียนค่าตำรวจค่าเดินทางค่ากินอีกสารพัด พริ้งอาสาจะจัดการเรื่องนี้เอง เขาทำเป็นรู้สึกไม่ดีที่ต้องรบกวนเธอ ทั้งที่เขาเป็นสามี พริ้งขอร้องอย่าคิดมาก ตั้งใจเรียนให้จบตามที่ให้สัญญาไว้กับเธอ

“รู้ใช่ไหมว่าฉันไม่ชอบคนผิดคำสัญญา”

“รู้สิ ขอบคุณมากนะครับ สุดที่รักยอดดวงใจของผม” ไพโรจน์กอดพริ้งไว้แน่น เธอเองก็กอดเขาตอบมีความสุข โดยไม่รู้ว่าที่นอกประตูรั้ว ประสานยืนมองอยู่ในสภาพเมามาย พอเห็นไฟในห้องพินิจดับลง เขากระดกเหล้าในมือดื่ม ความแค้นแน่นอกอยากได้พริ้งมาครอบครองแต่ไม่มีปัญญา

ooooooo

พริ้งเอารูปถ่ายที่ถ่ายกับไพโรจน์ตอนไปซื้อของวันก่อนวางไว้บนโต๊ะที่เพิ่งเช็ดทำความสะอาด มองรูปอย่างพึงพอใจ เป็นจังหวะเดียวกับไพโรจน์ในชุดนักศึกษาถือตำราเรียนเดินเข้าจะกอด แต่ชะงักเมื่อเห็นสภาพเหงื่อท่วมตัวเป็นอีเพิ้งของเธอ ได้แต่บอกว่าจะไปเรียนก่อน เธอบอกให้ไปกินมื้อเช้าก่อนเตรียมไว้ให้แล้ว

ไพโรจน์มองกับข้าวที่อยู่บนโต๊ะอาหารแล้วแอบเบ้ปากไม่อยากกิน จึงโกหกว่าสายแล้วเดี๋ยวไปเรียนไม่ทัน พริ้งโวยวายไม่กินอะไรทุกเช้าแบบนี้จะไปเรียนหนังสือรู้เรื่องได้อย่างไร ไพโรจน์อ้างกลัวไม่ทันไปเรียนจริงๆ

“หรือไม่ชอบฝีมือฉันทำกับข้าว มือเย็นก็ไม่กินบอกว่ากินมาแล้ว มันยังไง” พริ้งเริ่มหงุดหงิด

ชายหนุ่มใช้ความเจ้าเล่ห์พูดจนเอาตัวรอดไปได้ แต่เพื่อความสบายใจของพริ้งเขาให้สัญญาจะกลับมากินมื้อเย็น แล้วเข้ามาหอมแก้มเธอหนึ่งฟอด พริ้งใจอ่อน บอกให้เขาไปเอาเงินวางไว้ให้บนโต๊ะ ไพโรจน์รีบคว้าเงินแล้ววิ่งปรู๊ดออกไป พริ้งมองไปรอบๆ เห็นงานบ้านยังรออยู่หลายอย่างถึงกับทรุดตัวลงนั่งหมดแรง...

ในเวลาต่อมา ไพโรจน์เดินถือตำรามาถึงหน้าตึกแถวหลังหนึ่งในตรอกโทรมๆ บอกกับแขกยามที่เฝ้าอยู่ว่ามาดูดวง แขกยามเดินไปเปิดประตูให้เขาเข้าไปข้างใน ปรากฏว่าภายในตึกแถวเป็นบ่อนการพนัน...

ระหว่างที่ไพโรจน์กำลังคร่ำเคร่งกับการเล่นพนัน พริ้งเจ้าเล่ห์ทำทีแวะมาเยี่ยมช้อย ชวนให้ไปอยู่บ้านตัวเอง จะได้ประหยัดค่าเช่าเก็บเงินไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการปลูกบ้าน ช้อยดักคอจะเอาตนไปทำงานบ้านให้หรือ พริ้งเสียหน้าที่ถูกจับไต๋ได้ก็ขอตัวกลับก่อน อ้างต้องไปจ่ายตลาดแล้วลุกออกมาพลางบ่นกระปอดกระแปด

“รู้ทันแล้วเก็บไว้ในใจไม่ได้หรือไง ทำไมต้องพูดออกมาให้หน้าแหกกันด้วยเนี่ย”

ช้อยวิ่งตามออกมาตะโกนบอกว่าจะหาคนไปช่วยทำงานบ้านให้ พริ้งดีใจวานให้เร่งหาให้...

ด้านไพโรจน์หมกตัวอยู่ในบ่อน ตั้งแต่เช้ายันเย็น ยิ่งเสียก็พยายามจะเล่นเพื่อเอาเงินคืน จนลืมเวลานัด พริ้งอุตส่าห์ทำกับข้าวรอ แม้จะหน้าตาไม่น่ากินแต่ก็ทำด้วยความตั้งใจ รอแล้วรอเล่าไม่เห็นแม้แต่เงาของผัวจนหลับฟุบคาโต๊ะกินข้าว สะดุ้งตื่นขึ้นมาไม่เห็นเขากลับก็แค้นใจมาก กวาดอาหารทิ้งถังขยะเหลือแกงเผ็ดวางไว้

“กูเหนื่อยแทบตาย ไม่ต้องกงไม่ต้องกินมันแล้ว”...

ค่ำมืดดึกดื่นไพโรจน์ถึงได้โผล่หัวเข้ามา พริ้งถามว่ากินอะไรมาหรือยัง เขารีบเข้าไปกอดออดอ้อน ยังไม่ได้กินอะไรเลยหิวมาก เธอคว้าชามแกงสาดใส่หน้าเขาถึงกับร้องลั่นแสบหน้าแสบตาไปหมด เท่านั้นไม่สะใจ พริ้งตามเข้าไปจิกตีเขาไม่ยั้งฐานผิดสัญญาจะรีบกลับมากินข้าวแต่เพิ่งโผล่ หายหัวไปไหนมา

“ผมไปอ่านตำรากับเพื่อน คุณพริ้งอย่า”

พริ้งไม่สนใจเสียงห้ามยังคงตบตีไพโรจน์อุตลุด เขาเหวี่ยงแขนกันแต่บังเอิญฟาดหน้าเธอโดยไม่ตั้งใจแล้วรีบวิ่งเข้าห้องน้ำล้างคราบแกงเผ็ดที่เข้าตา เธอโมโหวิ่งตามไปเอาเรื่องที่เขาบังอาจทำร้าย เขาขอโทษไม่ได้ตั้งใจทำอย่างนั้น แต่เธอไม่ฟังอาละวาดไม่หยุด เขาจับมือทั้งสองข้างของเธอล็อกไว้ แล้วตักน้ำราดเผื่อจะช่วยให้อารมณ์ของเธอเย็นลงได้ ขอร้องให้เธอฟังก่อนว่าทำไมเขาถึงกลับช้า พริ้งหยุดกึกรอฟัง

ไพโรจน์ใช้วาทศิลป์กล่อมจนพริ้งใจอ่อนไม่เอาเรื่องที่ผิดนัด เขาแอบโล่งใจคิดว่าเธอไม่ติดใจสงสัยอะไร

ooooooo

คนอย่างพริ้งไม่ยอมให้ใครมาหลอกง่ายๆ

เช้าวันรุ่งขึ้น เธอแอบสะกดรอยตามไพโรจน์ที่อ้างว่าจะเอาเงินหนึ่งพันบาทที่เธอให้ไปลงทุนทำเสื้อคณะขาย แต่กลับพบว่าเขาไม่ได้ไปมหาวิทยาลัย แต่หายเข้าไปในตึกแถวหลังหนึ่งที่มีแขกยามเฝ้าอยู่ เธอพยายามติดสินบนให้เขาเปิดประตูให้แต่ไม่สำเร็จ

มีนักพนันคนหนึ่งเข้ามายืนตรงหน้า บอกแขกยามว่าจะมาดูดวง เขารีบเปิดประตูให้ พริ้งเห็นอย่างนั้นก็ทำตาม แขกยามเปิดประตูให้เข้าไปอย่างง่ายดาย ครั้นเธอเห็นไพโรจน์ไม่ได้เอาเงินไปทำกิจกรรมแต่เอามาเล่นพนันก็โกรธที่เขาโกหก อาละวาดตบตีเขาอุตลุดด่าซ้ำหยาบๆคายๆ ที่หลอกว่าไปเรียนหนังสือแต่กลับมาสุมหัวอยู่ในบ่อน ไพโรจน์อายมากดันตัวเธอออกไปยังมุมปลอดคน แล้วคุกเข่าขอโทษที่โกหก

“พูดความจริงมาให้หมด นี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่คุณจะได้จากฉัน อย่าได้มีอะไรปิดบังฉันแม้แต่เรื่องเดียว”

ไพโรจน์ตัดสินใจเล่าความจริงแค่ส่วนเดียวให้ฟังว่าไม่ได้เรียนหนังสือแล้ว ลาออกตั้งแต่แต่งงานกับพริ้ง เนื่องจากอยากจะหาเงินมาเลี้ยงเธอไม่อยากแบมือขอ คิดว่ารวยเมื่อไหร่แล้วค่อยบอกความจริง การพนันเป็นทางออกเดียวที่จะทำให้เขารวยเร็วที่สุด คำว่ารวยเป็นคาถาหยุดความเดือดดาลของพริ้งลงได้ บวกกับคำพูดคำจาโน้มน้าวของไพโรจน์ทำให้เธอเห็นดีเห็นงามไปกับการพนัน พริ้งลองเล่นดูก็ติดใจตั้งแต่ครั้งแรก

ขณะเดียวกัน ช้อยพาจันทร์คนรับใช้คนใหม่ซึ่งเป็นญาติของคุณพระเวทย์มาที่บ้านพินิจ แต่บ้านล็อกกุญแจ คิดว่าพริ้งไปตลาดก็เลยรอ แต่รอแล้วรอเล่า ไม่เห็นเธอกลับมาก็เลยชวนกันกลับ พรุ่งนี้ค่อยมาอีกที...

พริ้งติดใจการพนันเล่นตั้งเช้ายันสว่างของอีกวันถึงได้กลับบ้าน ช้อยแวะมาอีกครั้งพร้อมกับจันทร์ เจอน้องสาวในสภาพหัวฟูยังไม่ตื่นเต็มตา แต่ก็รับจันทร์เป็นคนรับใช้ จันทร์ขอตัวกลับไปเก็บเสื้อผ้า พรุ่งนี้จะรีบมาแต่เช้า พริ้งเอากุญแจบ้านโยนให้ บอกให้เปิดเข้ามาเองได้เลยเผื่อมาแล้วตนยังไม่ตื่น จันทร์รับคำก่อนจะลุก ออกไป ช้อยเห็นสภาพน้องสาวถามว่าเมื่อคืนกลับดึกหรือ พริ้งส่ายหน้าเพิ่งกลับมาเมื่อเช้าไปเข้าบ่อนมา

“คุณพระช่วย...พริ้งเดี๋ยวนี้หัดเข้าบ่อนเล่นโปรึ ไม่รู้รึว่ามันผิดกฎหมาย”

พริ้งรู้ดีแต่ที่ยังทำเพราะลงทุนแค่ไม่กี่บาท ได้เงินกลับคืนมาตั้งมากมาย ช้อยพยายามจะห้าม แต่เธอชิงพูดขึ้นเสียก่อนว่าตัวเองรู้ตัวดีว่ากำลังทำอะไรอยู่ให้ช้อยเลิกสั่งสอนสักที...

ช้อยนำเรื่องที่ทั้งพริ้งและไพโรจน์ซึ่งเลิกเรียนหนังสือหนังสาพากันเข้าบ่อน เธอพยายามจะห้ามกลับถูกต่อว่า เธอไม่รู้จะทำอย่างไรดี ไม่อยากเห็นน้องถูกผีพนันสิง ไพโรจน์เองก็ไม่เอาไหน แทนที่จะช่วยกันพาให้เจริญกลับพาลงนรก คุณพระเวทย์เองก็อ่อนใจ เพราะรู้ดีว่าพูดไปพริ้งก็คงไม่เชื่อ

ooooooo

พริ้งถูกผีพนันเข้าสิงมาบ่อนทุกวันทั้งที่เล่นเสียมากกว่าได้ วันนี้โชคไม่เข้าข้างเธออีกเช่นเคยเสียเกือบหมดหน้าตัก เธอโวยวายหาว่าเจ้ามือโกง สงสัยจะซ่อนลูกเต๋าอีกลูกไว้ ลุกพรวดเข้าไปค้นตัว แถมจะแก้ผ้าเขาดู ไพโรจน์ห้ามก็ไม่ฟัง นักเลงคุมบ่อนเข้ามากับสมุนสั่งให้เธอหยุด พริ้งท้าทายไม่หยุดจะทำไม

“อีนี่เล่นเสียแล้วเป็นบ้า เฮ้ย ลากมันออกไป ไม่ต้องให้เข้ามาเล่นอีก”

ไพโรจน์ขอโทษทุกคน แล้วพยายามลากพริ้งออกไป แต่ไร้ประโยชน์เธอของขึ้นแล้วไม่ลงง่ายๆ ในเมื่อไม่ยอมให้แก้ผ้า เธอจึงอาละวาดคว่ำโต๊ะเก้าอี้พังเป็นแทบๆ นักเลงทนไม่ไหวกระชากเธอมาตบเซถลาไปปะทะกับตำรวจที่เข้ามาทลายบ่อนพอดี พริ้งโวยวายให้ตำรวจช่วยจัดการนักเลง แล้วนึกขึ้นได้ร้องลั่นว่าตำรวจมา

นักพนันแตกกระเจิงวิ่งหนีกันอลหม่าน พริ้งจะหนีแต่ตำรวจคว้าตัวไว้เสียก่อน เธอดิ้นๆๆจนเป็นอิสระ วิ่งไปคว้ากระเป๋าถือตัวเอง หยิบเงินกองกลางยัดใส่กระเป๋า หันรีหันขวางไม่รู้จะหนีไปทางไหน ไพโรจน์วิ่งมาคว้ามือพาหนีออกด้านหลัง รอดเงื้อมมือตำรวจมาได้หวุดหวิด...

พริ้งยังอารมณ์ค้างจากเสียพนันและเกือบถูกตำรวจรวบตัวก็เลยพาลมาเล่นงานจันทร์ที่ไม่ทำกับข้าวไว้ให้กิน ขว้างแก้วน้ำใส่ตกพื้นแตกกระจายแล้วไล่ตะเพิดออกจากงาน ไพโรจน์ทักท้วงไล่จันทร์ออกแล้วใครจะทำงานบ้านแทนหรือพริ้งจะไปขอให้พี่ช้อยช่วยหาคนให้อีก เธอตวาดแว้ด

“มึงก็ไปหามาสิ หัดทำอะไรให้กูบ้าง ไม่ใช่อะไรก็กู...เหนื่อย” พริ้งสะบัดใส่เดินขึ้นข้างบน ไพโรจน์คอตกจะออกจากบ้านเจอประสานยืนอยู่ถึงกับชะงัก...

ประสานรู้เรื่องพริ้งเข้าบ่อนจากช้อยก็เลยมาขอร้องให้เลิก เธอปฏิเสธทันทีว่าไม่เลิก ให้เลิกกับผัวยังง่ายกว่า ไพโรจน์เอาน้ำมาเสิร์ฟพอดีได้ยินเต็มสองหู จัดแจงจะนั่งฟังด้วย พริ้งไล่ตะเพิด

“จะไปทำอะไรก็ไปทำ ฉันกับคุณประสานมีธุระต้องคุยกัน แล้วก็ไม่ต้องสาระแนแอบฟังอีกนะ” พริ้งด่าไม่ไว้หน้า ทำให้ไพโรจน์ทั้งหึงหวงทั้งน้อยใจ การมาของประสานครั้งนี้ทำให้สองผัวเมียทะเลาะกันใหญ่โต...

ไพโรจน์แค้นมาก หันไปดื่มเหล้าดับอารมณ์พอเมาได้ที่ ไปดักตีหัวประสานแต่เขารู้ตัวเสียก่อน สองคนต่อสู้กัน ไพโรจน์สู้ไม่ได้ถูกเขาอัดคว่ำแล้วเหยียบยอดอกไว้ ไพโรจน์โวยวายว่าเขาเป็นคนทำให้พริ้งเปลี่ยนไปไม่รักตนเหมือนเดิม เขาหาว่าไพโรจน์ทำตัวเองต่างหาก ทำตัวไร้ค่าเหมือนกาฝากผู้หญิงที่ไหนจะทนได้

“ผู้ชายที่เหมาะสมกับคุณพริ้งที่สุดคือผม ที่เธอแต่งงานกับคุณเพราะเธอต้องการประชดผม เธอไม่ได้รักคุณและไม่มีวันรัก คุณก็แค่ตัวแก้ขัด ยิ่งตอนนี้คุณมันก็แค่หมาที่เลี้ยงไว้เฝ้าบ้าน เธอเบื่อคุณมาก อีกไม่นานก็จะเลิกกับคุณ” คำโป้ปดของประสานทำให้ไพโรจน์เสียใจมาก ร้องไห้อย่างหนักน้ำตาแทบเป็นสายเลือด...

เมื่อกลับถึงบ้าน ไพโรจน์พยายามจะหลับนอนกับพริ้งแต่เธอไม่เล่นด้วย ยิ่งตอกย้ำคำพูดของประสานที่ว่าเธอหมดรักเขาแล้ว ทั้งสองคนมีปากเสียงกันรุนแรงถึงขั้นลงไม้ลงมือ พริ้งด่าเขาว่าเป็นแมงดาแล้วไล่ตะเพิดออกจากบ้าน ด้วยความเมากอปรกับความน้อยใจ ไพโรจน์ใช้กรรไกรฆ่าตัวตายในบ้านนั่นเอง พริ้งลงมาเห็นเขานอนตายจมกองเลือดตกใจแทบสิ้นสติ

ooooooo