พริ้ง คนเริงเมือง ตอนที่ 6 นิยายไทยรัฐ -
ไทยรัฐออนไลน์
วันศุกร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

advertisement

พริ้ง คนเริงเมือง ตอนที่ 6


27 พ.ค. 2560 08:04
1,037,798 ครั้ง

พริ้ง คนเริงเมือง ตอนที่ 6

อ่านเรื่องย่อ

พริ้ง คนเริงเมือง

แนว:

ดราม่า-โรแมนติก

บทประพันธ์โดย:

สุวรรณี สุคนธา

บทโทรทัศน์โดย:

เจ้าคำดี

กำกับการแสดงโดย:

รัญญา ศิยานนท์

ผลิตโดย:

บริษัท นีโน่ บราเดอร์ส จำกัดและบริษัท มีเดีย สตูดิโอ จำกัด

วัน-เวลาออกอากาศ: ทุกวันพุธ - พฤหัสบดี เวลา 20.15 น.

ช่องออกอากาศ:

สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

นักแสดงนำ:

อคัมย์สิริ สุวรรณสุข,เขตต์ ฐานทัพ, กฤษฎา สุภาพพร้อม, วัชรบูล ลี้สุวรรณ, ภูริ หิรัญพฤกษ์, พูลภัทร อัตถปัญญาพล, เมทนี บุรณศิริ

ไพโรจน์มาเยี่ยมพริ้งแต่เช้า พบเตียงว่างเปล่าหันไปถามเตียงข้างๆได้ความว่าผัวของคนไข้พากลับไปแล้ว ชายหนุ่มงงผัวที่ไหน

“ก็หมอประสานไง มาดูแลไม่ได้ขาดเช้าถึงเย็นถึง คุณมาแบบนี้ผัวเขาหึงนะ เคยเจอแล้วไม่ใช่รึ”

“นึกแล้วเชียว” ไพโรจน์บ่นด้วยความเจ็บใจ...

ขณะพริ้งกำลังนั่งอยู่ในโบกี้รถไฟโดยมีประสานคอยอุ้มตาหนูลูกของเธอไว้อย่างทะนุถนอม พลันมีเสียงหวอเตือนภัยดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวอยู่ไม่ห่างกันนัก ทุกคนแตกตื่นวิ่งหนีตายกันจ้าละหวั่น ใกล้ๆไม่มีหลุมหลบภัย ทุกคนต่างวิ่งหนีเข้าไปในป่าละเมาะแล้วพากันหมอบลงกับพื้น เสียงระเบิดยังคงดังต่อเนื่อง ประสานกอดปกป้องพริ้งกับตาหนูไว้

พักใหญ่เสียงระเบิดถึงได้สงบ ชาวบ้านเริ่มทยอยลุกขึ้น เสียงโจษจันว่าทางรถไฟขาด ทำให้พริ้งใจคอไม่ดี แล้วนี่เราจะทำอย่างไรต่อไป ประสานแนะให้หาบ้านคนแล้วค่อยหาทางไปต่อ พริ้งอยากรู้ว่าต้องเดินไกลแค่ไหน เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ถ้าเธอเดินไม่ไหวก็ให้คอยอยู่ที่นี่เขาจะไปคนเดียว พริ้งขอร้องไม่ให้ไป รอไปทีเดียวตอนเช้าเลยได้ไหม เขาไม่ขัดใจยอมทำตามที่เธอต้องการ พอถึงพลบค่ำ ประสานจุดกองไฟเล็กๆเพื่อไล่ยุง

พริ้งเห็นเขานั่งเหม่อมองกองไฟถามว่าคิดอะไรอยู่ เขาไม่คิดว่าจะต้องมาค้าง เธอแปลกใจมีอะไรต้องห่วงหรือ เขารีบกลบเกลื่อนว่าไม่ได้ลางานมา แล้วกระเถิบเข้าหา กระซิบว่ารักเธอจากนั้นโน้มตัวไปจูบเธออย่างดูดดื่ม เธออ่อนเป็นขี้ผึ้งลนไฟเนื่องจากร้างมือชายมานาน

“คุณพริ้งไม่รักผมบ้างเลยหรือ...บอกสิว่าคุณพริ้งก็รักผม”

หญิงสาวย้อนถามทำไมถึงรัก ทั้งที่เธอมีผัวมีลูกแล้ว ประสานใช้นิ้วเกลี่ยผมที่ปรกหน้าให้เธออย่างเบามือ มองด้วยสายตากรุ้มกริ่ม พริ้งใจเต้นไม่เป็นส่ำ เขาเองก็ตอบไม่ได้ รู้แค่เพียงรักเธอมาก รักตั้งแต่แรกเห็น ทำใจให้ลืมแค่ไหนกลับยิ่งจำ ยิ่งทรมานใจ แล้วโน้มตัวจูบเธออีกครั้ง มือซุกซนไปทั่ว พริ้งหลับตาพริ้มใจหวั่นไหวไปตามแรงราคะที่กำลังก่อตัว เขาจับเธอให้นอนลงแล้วโน้มตัวตาม เธอยันตัวเขาไว้

“ถ้าอย่างนั้น จะรับฉันกับตาหนูไปอยู่กับคุณได้ไหม”

ประสานชะงักทันที อึกอักอ้างว่าที่พระนครอันตรายทิ้งระเบิดกันแทบทุกวัน เธอกับลูกจะอยู่ได้อย่างไร ให้เธอยู่ที่อยุธยาไปพลางๆก่อน พริ้งหมดอารมณ์ทันทีลุกพรวดขึ้นนั่ง อ้างง่วงแล้ว เสียงตาหนูร้องงอแงดังขึ้น พริ้งโวยวายจะร้องทำไมอีก ประสานบอกว่าเด็กน้อยหิว เธอลุกไปอุ้มลูกมาให้นมอย่างหงุดหงิด

“อ่ะกินซะ เดี๋ยวก็จะไม่ให้กินแล้วนะจะให้ผัวใหม่กินแทน ผู้ชายรอจะเป็นพ่อใหม่เอ็งไม่รู้กี่คนนะตาหนู แม่จะบอกให้ คนที่ไม่ใจเสาะ กลัวโน่นกลัวนี่เหมือนบางคน...จำไว้นะ ถ้าอยากได้มันก็ต้องแลก อย่ามาหวังจะกินเปล่า ไม่ได้กินหรอก” พริ้งแดกดัน ประสานรู้ดีว่าถูกว่ากระทบ ลงนอนหันหลังให้โดยไม่ตอบโต้ใดๆ

ooooooo

รุ่งขึ้นประสานถือสัมภาระมาส่งพริ้งกับตาหนูขึ้นเรือทันเที่ยวสุดท้ายไปอยุธยาพอดี เขาขอส่งแค่นี้เพราะขืนไปด้วยคงจะกลับมาไม่ทันเนื่องจากไม่ได้ลางานไว้ ที่โรงพยาบาลคงตามหาเขาวุ่นอยู่ พริ้งไม่วายแดกดัน

“หรือจะรีบกลับไปหา ห่วงทางโน้น”

“ไม่เอาน่าคุณพริ้ง ผมสัญญาผมจะมาเยี่ยม”

พริ้งอยากรู้ที่เขาว่าเป็นห่วงอยู่เรื่องเดียวคือเรื่องงานจริงหรือเปล่าแล้วกล้าสาบานไหมว่ามีแค่นั้นจริงๆ ถ้าไม่กล้าก็ไม่ต้องมาหาไม่ต้องมาเจอหน้ากันอีก เรื่องเมื่อคืนเธอจะถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นและเขาจะเป็นเพียงคนแปลกหน้าในชีวิต ประสานอึ้งไปอึดใจก่อนจะทำเสียงแข็งว่ากล้า พริ้งไม่วายขู่ถ้าโกหกขอให้ถูกลูกระเบิดตาย

“ผมสาบาน ถ้าผมโกหกว่าผมมีห่วงอย่างอื่นอีกขอให้ผมถูกลูกระเบิดตาย” ประสานเห็นพริ้งยิ้มก็เบาใจ

“เตือนไว้ก่อนนะว่าอย่าชักช้า เพราะฉันอาจจะไม่รอคุณ”...

กว่าพริ้งจะถึงอยุธยาก็เหนื่อยแทบหมดสภาพ ช้องนางกับชาญเห็นหลานชายต่างดีใจมากเข้ามาขออุ้ม พริ้งรีบส่งให้เพราะหมดแรงจะดูแลเอง แล้วขยับจะเข้าห้อง ตาหนูร้องขึ้นพอดี ช้องนางผู้ผ่านประสบการณ์มาก่อนรู้ทันทีว่าหลานรักหิวนม บอกพริ้งมาให้นมลูกก่อน เธออ้างนมไม่ไหลทั้งที่หน้าอกเสื้อเปียกเป็นวงบอกให้ชงนมผงให้กินไปก่อน พอโดนเซ้าซี้หนักเข้าพริ้งขู่จะเอาลูกคืนถ้าช้องนางไม่อยากเลี้ยง

“หล่อนจะไปไหนก็ไป อารมณ์แบบนี้อย่ามาเลี้ยงหลานฉัน” ช้องนางไล่ตะเพิด

“เออ...พูดแล้วนะ” พริ้งพูดจบสะบัดหน้าใส่

เดินขึ้นข้างบน ช้องนางมองตามไม่คิดว่าเธอจะใจดำกับลูก...

ครั้นเข้ามาในห้อง พริ้งทิ้งตัวลงนอนบนเตียงด้วยความเหน็ดเหนื่อย พลันภาพเมื่อคืนตอนที่ถูกประสานจูบซุกไซ้ซอกคอผุดขึ้นมาในความคิด รู้สึกใจหวิวๆอย่างบอกไม่ถูก ก่อนจะค่อยๆหลับไป

ooooooo

ปริกชอบกินหมากมากขนาดมีตุนไว้ที่บ้านแล้ว ยังไปทะเลาะกับยายเมี้ยนแย่งซื้อหมากเก็บไว้อีกถึงขนาดจะลงไม้ลงมือกัน คุณพระเวทย์กับช้อยต้องเข้ามาปราม พร้อมกับขู่ว่าไม่กลัวตำรวจจับทั้งคนซื้อคนขายหรือ แล้วโกหกว่าเห็นตำรวจกำลังเดินมาทางนี้ ทั้งคนขายคนซื้อวงแตกทันที วิ่งหนีกันไปคนละทาง

เมื่อกลับถึงบ้าน คุณพระเวทย์ไม่วายตำหนิปริกของเก่าก็ยังมีอยู่ทำไมถึงต้องไปทะเลาะกับคนอื่นอีก เขามีแต่คนสะสมสมบัติ แต่ปริกดันสะสมหมาก เธอขอร้องหากเธอตายอย่าลืมเอาหมากใส่ในโลงให้ด้วยจะได้เอาไปฝากคุณประเทียบ ช้อยเอ็ดลั่นทีหน้าทีหลังอย่าได้เอาเรื่องความตายมาพูดเล่นอีก

“ขอประทานโทษเจ้าค่ะ แต่คุณช้อยน่าจะชินได้แล้วนะเจ้าคะ ไม่เห็นหรือว่าความตายอยู่ใกล้เราเหลือเกิน วุ้ย ก็เห็นสวดมนต์ไหว้พระทุกคืน ไอ้เราก็คิดว่าปลงได้”

ช้อยยังปลงไม่ได้ ยอมรับว่าถ้าเป็นคนใกล้ตัว ตายก็ยิ่งใจหาย สั่งห้ามทุกคนตายอีก...

ตั้งแต่กลับจากพระนคร พริ้งเอาแต่นั่งเหม่อใจลอยมองไปหน้าบ้าน รอประสานตัวเป็นๆมาหาหรือไม่แค่จดหมายจากเขาก็ยังดี แต่นี่หายเงียบ ช้องนางอดแปลกใจไม่ได้ว่าเธอเป็นอะไรไปวันๆเอาแต่นั่งซึม พอจดหมายมาก็ดีใจทีหนึ่ง แล้วก็ซึมอีก ระหว่างนั้นชาญไอแคกๆจะเอาขวดน้ำนมมาให้

ช้องนางบอกให้หยุดอยู่ตรงนั้น เป็นหวัดห้ามเข้ามาใกล้ตาหนูเด็ดขาด แล้วสั่งให้แววไปรับขวดนมจากเขา ไว้หายเมื่อไหร่เขาค่อยมาช่วยตนเลี้ยงหลาน บุรุษไปรษณีย์เอาจดหมายมาส่งพอดี พริ้งดีใจวิ่งไปรับ พอเห็นเป็นจดหมายจากช้อยก็บ่นอุบว่าประสานหายไปเลย หรือโดนระเบิดลงหัวตายไปแล้ว...

ขณะที่พริ้งรอแล้วรอเล่าไม่เห็นแม้แต่เงาของประสาน คุณพระเวทย์เร่งรุดมาที่โรงพยาบาลเนื่องจากได้รับข่าวร้ายว่าปริกถูกระเบิดเสียชีวิต ประสานซึ่งเป็นหมอเจ้าของไข้เล่าให้ฟังว่าคนที่นำตัวปริกมาส่งแจ้งว่าเธอโดนระเบิดระหว่างทางกลับบ้าน เนื่องจากวิ่งหนีไม่ทัน คุณพระเวทย์เป็นห่วงความรู้สึกของช้อย ไม่รู้จะบอกเรื่องนี้กับเธออย่างไรดี และคงต้องแจ้งข่าวนี้ให้พริ้งรู้ด้วยเพราะเห็นกันมาตั้งแต่เล็ก

“ขอบใจนะหมอที่มีน้ำใจช่วยเหลือครอบครัวเรามาโดยตลอด ทั้งที่ไม่ใช่ญาติ กลัวจะไปเพิ่มภาระหมอ”

“ไม่เป็นไรมิได้ครับ ผมยินดี ผมเองก็ไม่ได้มีญาติที่ไหน”

คุณพระเวทย์อยากรู้ว่าประสานได้ติดต่อกับพริ้งบ้างไหม เขาเจอเธอครั้งสุดท้ายก็ตอนไปส่งลงเรือคราวนั้นแล้วไม่ได้เจออีกเลย ส่วนพริ้งก็ไม่ได้ติดต่อกับเขาคงมัวแต่ยุ่งกับการเลี้ยงลูก

“พริ้งเองก็ไม่ได้จดหมายมาหาแม่ช้อยเลยเหมือนกัน มีแต่แม่ช้อยที่จดหมายถึงพริ้ง” คุณพระเวทย์ มองคู่สนทนาอย่างจ้องจับผิด มั่นใจว่าเขาเก็บงำอะไรบางอย่างไว้ เวลาที่พูดถึงพริ้งเขาจะดูเงียบผิดปกติ จังหวะนั้น พยาบาลวิ่งมาตามประสานเนื่องจากมีคนไข้ฉุกเฉิน เขาจึงขอตัวก่อน...

ในเวลาต่อมา ขณะช้อยกำลังเตรียมกับข้าวอยู่ในครัว คุณพระเวทย์เดินหน้าเศร้าเข้ามาหา เธอเห็นสีหน้าของเขาก็รู้ทันที ถึงกับร้องไห้โฮ เขาต้องเข้ามากอดเธอไว้

ooooooo

พริ้งยืนมองบุรุษไปรษณีย์ที่ขี่จักรยานเข้ามา พลางบ่นพึมพำกับตัวเอง นี่คือโอกาสสุดท้าย ถ้าคราวนี้ยังไม่มีข่าวจากประสานอีก ตนจะเลิกรอ บุรุษไปรษณีย์ส่งซองจดหมายให้ พริ้งรับมาดูหลังซองสีหน้าผิดหวังไม่ใช่จดหมายจากประสาน ทีแรกเธอตั้งใจจะไม่เปิดอ่าน แต่พอเปิดดูถึงกับอึ้ง...

ในขณะที่พริ้งยังบอกไม่ได้ว่ารู้สึกอย่างไรกับข่าวการตายของปริก ช้อยเก็บข้าวของของปริกไปก็ร้องไห้ไปด้วย คุณพระเวทย์ต้องเอื้อมมือไปกุมมือเมียรักไว้ บอกให้หักห้ามใจ ให้คิดเสียว่าความตายเป็นเรื่องธรรมดา

“ฉันรู้ทุกอย่างว่าควรคิดยังไง แต่ฉันยังทำใจยอมรับมันได้ยากเหลือเกิน ทำไมไม่เชื่อกันบ้างเลยว่าอย่าออกไปไหน ถ้าวันนั้นไม่ไป ก็ไม่...” พูดได้แค่นั้น ช้อยรู้สึกเหมือนมีอะไรมาจุกคอหอย

“เสียใจเถิด ฉันไม่ว่าแต่ต้องรีบตั้งสติให้ได้เร็วๆ ชีวิตมันต้องเดินไปข้างหน้า”...

ช้องนางรู้ข่าวปริกตายก็อดสงสารไม่ได้ บ่นให้แววกับชาญฟังว่าคนที่ตายก็ตายกันไป ส่วนคนที่ยังอยู่ก็ใช้กรรมต่อไปจนกว่าจะหมดเวรก็คงถึงเวลาที่ต้องไปเหมือนกัน แววไม่วายว่ากระทบพริ้งที่อุ้มลูกนั่งซึมอยู่อีกมุมหนึ่งว่าคนดีๆตายเร็วนัก ส่วนไอ้คนชั่วๆไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ถึงจะตาย พริ้งหันมองแววอย่างเอาเรื่อง

“จะตายวันตายพรุ่งก็ยังไม่รู้ แต่เดี๋ยวก็ตาย” ชาญพูดขึ้นลอยๆ

ช้องนางสงสัยว่าเขาหมายถึงใคร ชาญไม่ได้เจาะจง ถึงใคร แต่หมายถึงทุกคน เธอเห็นด้วย เธอเองก็คิดว่าชีวิตกำลังนับถอยหลังจะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้น เวลาที่เหลือเธอจะทำให้ตัวเองมีความสุขกับตาหนู แล้วเหลือบมองหลานด้วยสายตาเต็มไปด้วยความหวัง ก่อนจะเอื้อมมือไปแตะแขนชาญ

“รีบหายหวัดเร็วๆจะได้ช่วยฉันอุ้มหลานเลี้ยงหลานได้บ้าง”

ชาญพยักหน้ารับคำ พริ้งมองความผูกพันของคนอื่นแล้วหมั่นไส้ เอาตาหนูคืนให้ช้องนางซึ่งโวยวายทำไมคืนเร็วนักอุ้มแค่ครู่เดียวเอง เธออยากให้ท่านตักตวงความสุขไว้มากๆ ใครจะไปรู้เกิดพรุ่งนี้ไม่ตื่น สองผัวเมียถึงกับอ้าปากหวอที่ลูกสะใภ้แช่งซึ่งหน้า พริ้งทำไม่รู้ไม่ชี้เดินลิ่วออกไป แววจะกรี๊ดแทนเจ้านายแต่ช้องนางห้ามไว้

“อย่าเสียงดังประเดี๋ยวหลานฉันตกใจ”...

พริ้งเก็บจดหมายใส่กล่อง นั่งนิ่งใจหายเรื่องปริก แต่ก็ตัดใจได้ในเวลาอันรวดเร็ว คิดแค่ว่าคนหายไปอีกคนหนึ่ง แล้วลุกขึ้นไปยืนมองตัวเองหน้ากระจกเงา

“จะเสียเวลาชีวิตไปอีกทำไม จะตายวันตายพรุ่งก็ยังไม่รู้ หล่อนต้องมีความสุข จำไว้นะ”

ooooooo

ตั้งแต่วันที่รู้ข่าวการตายของปริก พริ้งจะแต่งตัวสวยไปร่วมรำวงในหมู่บ้านทุกคืนไม่เคยขาด กว่าจะ กลับก็ดึกดื่น กลางวันหลับเป็นตายไม่สนใจจะเลี้ยงลูกจนช้องนางทนไม่ไหวเข้ามาต่อว่า แทนที่จะสำนึก พริ้งกลับเถียงว่ามีคุณพ่อกับคุณแม่และแววเลี้ยงให้อยู่แล้วจะเพิ่มตนให้เกะกะทำไม ช้องนางโกรธมาก

“หมามันยังเลี้ยงลูกมัน นี่ทำตัวไม่อายหมา”

พริ้งแก้เผ็ดแม่ผัวที่บ่นดีนัก แย่งลูกคืนมาจากแววจะเอาไปเลี้ยงเองที่ลานรำวง ขู่สำทับขืนพูดมากอีกจะเอาลูกไปอยู่ที่อื่น ช้องนางสั่งให้แววไปอุ้มหลานของตนคืน เชิญพริ้งไปรำวงเจ็ดวันเจ็ดคืนตามสบาย แต่ไม่ต้องเอาหลานของตนไปด้วย พริ้งส่งตาหนูคืนให้ เด็กน้อยร้องไห้จะหาแม่

พริ้งเป็นห่วงลูกแค่แวบเดียว พอเสียงเพลงรำวงดังแว่วเข้ามาเท่านั้น ก็ลืมทุกอย่างเสียสิ้นเดินนวยนาดออกไป

แววตั้งข้อสังเกต พริ้งออกจากบ้านทุกคืนแบบนี้มันผิดปกติ ท่าทางจะไม่ใช่แค่ติดรำวง อาจจะติดผู้ชายอีกด้วย ดูจากการแต่งตัวก็ราวกับจะไปล่อผู้ชาย คำยุแยงของแววได้ผล ช้องนางสั่งให้เธอตามไปดูพริ้ง

“ถ้าเกิดมันจะมีผัวใหม่ ฉันจะได้ไปขอผู้ชายให้มันเลย มันจะได้ออกไปจากชีวิตฉันสักที” ช้องนางมองตามแววที่จ้ำพรวดๆออกไป แล้วหันมาโอ๋หลานรัก “โธ่ ลูกเอ๊ย กรรมเวรอะไรต้องมาเกิดในท้องยักษ์ท้องมาน แม่ไม่เลี้ยง ย่ากับปู่เลี้ยงเองลูก”

เสียงชาญไอแคกๆจนหอบตัวโยนทำให้ช้องนางไม่สบายใจ ขอร้องให้ไปหาหมอที่อนามัย เขาไม่ยอมไปอ้างว่าไกล กินยาต้มไม่นานก็คงจะหาย เธอมัวแต่ห่วงหลานก็เลยไม่เซ้าซี้อะไรเขาอีก...

ที่ลานรำวง พริ้งเป็นดาราประจำวงที่มีแต่ชายหนุ่มมาโค้งออกไปรำวงด้วยกันไม่ขาดสาย แววแอบมองอยู่ที่มุมหนึ่งอย่างหมั่นไส้ พลางภาวนาให้สวรรค์มีตานรกมีใจส่งผัวใหม่มาให้นังนั่นเร็วๆ สิ้นเสียงอธิษฐาน ไพโรจน์เข้ามาโค้งขอพริ้งออกไปรำวง แววมองอย่างสนใจ เห็นพริ้งตื่นเต้นกับหนุ่มน้อยแปลกหน้าคนนั้น

“ใครวะ รูปหล่อเสียด้วย” แววเห็นไม่ชัดพยายามชะโงกดูจนเสียหลักหน้าคะมำ...

ทั้งพริ้งและไพโรจน์คุยกันไปรำวงกันไปไม่พอ คุยติดลมออกไปนอกลานรำวงอีกด้วย การเจอกันครั้งนี้ทำให้เขารู้ว่าประสานไม่ได้เป็นผัวพริ้งก็ดีใจจนออกนอกหน้าเมื่อรู้ว่าเธอยังไม่มีใคร แล้วส่งตาหวานเยิ้มให้ พริ้งอายขวยเขินหลบสายตา แววแอบมองอยู่เห็นท่าทางสะบัดสะบิ้งของเธอแล้วก็ยิ่งหมั่นไส้...

รำวงเลิก ไพโรจน์เดินมาส่งพริ้งกระทั่งเห็นหลังคาบ้านไกลๆ เธอจึงบอกให้ส่งแค่นี้พอ ไม่อยากให้คนที่บ้านเห็น เพราะถูกจ้องจับผิดอยู่ตลอด เขาแนะถ้าอึดอัดใจมากนักทำไมไม่แยกออกมาอยู่ตามลำพัง เธออยากจะแยก ใจแทบขาด แต่ต้องรอไปก่อน ไพโรจน์อยากรู้ว่ารออะไร พริ้งชักรำคาญจะซักกันยันเช้าเลยไหม

“ขอโทษครับ ถ้าทำให้คุณพริ้งรำคาญ”

“ฉันไม่รำคาญหรอก จริงๆนะฉันชอบคุย คุณคุยเก่ง” พริ้งมองไพโรจน์ด้วยสายตาชื่นชมอย่างไม่ปิดบัง ชายหนุ่มถึงกับอึ้ง ไม่คาดคิดว่าเธอจะเป็นฝ่ายรุกก่อน ทั้งคู่ต่างถูกตาต้องใจกัน นัดเจอกันอีกที่ลานรำวงคืนพรุ่งนี้ ไพโรจน์ไม่วายหยอดคำหวาน คืนนี้อย่าลืมฝันถึงเขาบ้าง

“คงไม่ได้หรอก...ความฝันรึจะสู้ความจริง” พริ้งทิ้งสายตาให้ไพโรจน์อย่างยั่วยวน แล้วเดินจากไป เขามองตามหัวใจแทบจะหลุดออกมานอกอก แล้วหันหลังเดินกลับ ผ่านพุ่มไม้ที่แววซ่อนตัวอยู่ เธอฟังทั้งคู่หยอดคำหวานให้กันแล้วอยากจะอ้วกให้ได้

ooooooo

แววเดินมาถึงหน้าบ้าน มองซ้ายมองขวาไม่เห็นใคร จะเปิดประตูเข้าไป พริ้งย่องมาทางด้านหลังกระชากผมหน้าหงายตะคอกใส่ตามตนทำไม แววได้แต่ร้องโอดโอยให้ปล่อย

“สาระแนอยากรู้อยากเห็นนักเหรอ อย่างนี้ต้องตบให้ตาหลุด” พริ้งตบแววเต็มแรงแต่เธอหลบได้

“ถ้ากูไม่ตามมึงไปจะเห็นมึงยั่วผู้ชายคาตารึ หน้าไม่อาย ไม่สนใจหน้าตาตัวเองก็ให้เกียรติคุณหญิงกับคุณชาญบ้าง ทำตัวเป็นช็อกการีลานรำวง” สองคนเปิดศึก น้ำลายกัน ก่อนจะตบตีกันอุตลุด ช้องนางออกมาห้ามแต่ไม่มีใครฟัง ชาญตามออกมาพร้อมกับถังใส่น้ำยื่นให้ ช้องนางเอาน้ำในถังสาดใส่ ทั้งคู่ถึงแยกจากกันได้

แววรอจนพริ้งเข้าห้องไปแล้ว จึงเล่าให้ช้องนางฟังถึงชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาที่พริ้งไปเจอ แถมยังนัดให้คืนพรุ่งนี้ไปเจอกันอีก และยังเล่าอีกว่าพริ้งรู้จักกับชายหนุ่มคนนี้มาก่อน เขามาจากพระนครยังเรียนหนังสืออยู่เลย ช้องนางกลุ้มใจ อีกไม่นานชาวบ้านคงนินทาจะหาผัวใหม่ทั้งทีกลับถอยหลังลงคลองเอาเด็กมาทำผัว

“ฉันจะทำยังไงกับนังพริ้งมันดี โอย อยากจะเป็นลมตาย”

“ที่คุณหญิงบอกจะไปขอผู้ชายให้อีคุณพริ้ง ถ้ามันจะมีผัวใหม่ล่ะเจ้าคะ เปลี่ยนใจแล้วรึ”

ช้องนางแค่พูดประชดไม่ได้อยากไปยุ่งด้วยสักหน่อย เรื่องของพริ้ง ชีวิตของพริ้ง ตนไม่อยากมีส่วนด้วย แล้วทำท่าจะเป็นลม แววต้องเอายามาให้ดม ระหว่างนั้นพริ้งเดินออกมาหาสีหน้าบึ้งตึง

“ถ้าต่อไปนี้ ไม่ต่างคนต่างอยู่ อย่าหวังว่าจะได้เห็นฉันกับตาหนูอีก ฉันยื่นคำขาด ไม่เชื่อก็ลองดู” ขู่เสร็จพริ้งกลับเข้าห้อง

“เออ มึงอยากจะทำอะไรมึงทำเลย ทำไป อีนี่เป็นงูกลับชาติมาเกิดหรือไง ขู่กูอยู่ได้...นังแวว ฉันอยากไปวัด อยากทำบุญ กรวดน้ำให้นังพริ้งมันไปผุดไปเกิดเร็วๆ โอย...” ช้องนางบ่นไปพาลจะเป็นลมอีก

แววรีบเข้าไปบีบนวดแขนขาให้ “ใจเย็นๆเจ้าค่ะคุณหญิง ประเดี๋ยวแววจะพาไปเจ้าค่ะ”

ooooooo

ช้อยไม่สบายใจที่พริ้งหายไปจดหมายสักฉบับก็ไม่มี คุณพระเวทย์ต้องปลอบว่าคงเลี้ยงลูกวุ่นอยู่ก็เลยไม่มีเวลาส่งข่าว เธอพยายามจะคิดอย่างนั้น

“คิดเถิดเพื่อความสบายใจ สงครามจบเมื่อไหร่ก็จะได้เจอกันอีกแน่ ถึงเวลานั้นคร้านจะได้ยินแม่ช้อยมานั่งบ่นว่าเบื่อไม่อยากยุ่งกับพริ้ง”

“คุณพระล่ะก็ รู้จักผู้หญิงมากเกินไปหน่อยแล้วนะคะ” ช้อยว่าประชด...

ด้านชาญยังคงไอไม่เลิกและดูหอบเหนื่อยมากขึ้น ช้องนางเป็นกังวลแนะให้ไปหาหมอได้แล้ว ไอนานเกินไปแล้ว เขารับปากส่งๆว่าพรุ่งนี้ค่อยไป เธอได้แต่เหนื่อยใจให้กับความดื้อของสามี...

พริ้งยังคงรักษาระดับความเป็นแม่ไม่เอาไหนไว้อย่างเหนียวแน่น กลางคืนไปรำวง ตอนกลางวันออกไปเที่ยวเล่นกับไพโรจน์ไม่สนใจลูกแม้แต่น้อย วันนี้ก็เช่นกัน เธอชวนไพโรจน์ไปเดินเล่น มือของเขาบังเอิญปัดโดนมือเธอ เขาตกใจรีบชักมือหนี เธอเป็นฝ่ายจับมือเขาไว้ ต่อว่าว่าทำไมไม่จับ เขาไม่รู้จะตอบว่าอะไรก็เลย ขอโทษ พริ้งบ่นอุบขอโทษอีกแล้ว เบื่อกับคำนี้เต็มทีแล้ว

“ไม่รู้เป็นอะไร พออยู่ใกล้คุณพริ้ง ผมกลัวจะทำผิดไปหมด เลยขอโทษไว้ก่อน”

“ไม่รู้จริงๆรึว่าเพราะอะไร” พริ้งยิ้มยั่ว ไพโรจน์ยิ่งเขิน กว่าจะบอกได้ว่าเป็นเพราะชอบเธอ ทำเอาพริ้งรอจนเมื่อย พอได้สารภาพความในใจออกมาทุกอย่างก็ง่ายขึ้นสำหรับเขา กล้าถามเธอกลับว่าคิดอย่างไรกับเขา

“ที่ฉันยอมมาเที่ยวกับคุณทุกวัน เจอกันทุกคืน คิดว่าไงล่ะ”

ไพโรจน์จับมือพริ้งขึ้นมาหอม นี่เท่ากับเราสองคนใจตรงกันใช่ไหม เธอทำสะบัดสะบิ้งไม่รู้ไม่ชี้ด้วย แล้วจะเดินหนี เขาดึงเธอมาอยู่ในอ้อมกอด พริ้งดีดดิ้นพอเป็นพิธีก่อนจะซบอกเขา

“ยังไม่ได้บอกคุณเลย ที่ผ่านมาผมไม่กล้า แต่ต่อไปนี้ผมจะบอกกับทุกคนที่ลานรำวงว่าคนนี้ผมจอง”...

นับเป็นโชคร้ายของไพโรจน์ที่มาคิดจับจองพริ้งในคืนที่นักเลงเจ้าถิ่นแวะมาที่ลานรำวงเพื่อมาดูแม่ม่ายเสน่ห์แรงซึ่งเป็นที่โจษจันกันไปทั่ว พริ้งสวยถูกใจหัวหน้านักเลงซึ่งเดินเข้าไปขวางกลางวงรำวง ประจันหน้ากับไพโรจน์และพริ้งที่กำลังสนุกสนานกันอยู่ ชาวบ้านแตกฮือ ไพโรจน์กันพริ้งไว้ข้างหลังถามเขาว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่า เขาต้องการจับจองผู้หญิงคนนี้แล้วคว้ามือพริ้งไว้ เธอสะบัดหลุดด่ากราด

“แล้วถามกูหรือยังว่ายอมให้มึงจองหรือเปล่า”

ความก๋ากั่นของพริ้งทำให้หัวหน้านักเลงถูกใจคว้าตัวเธอมากอดสั่งให้วงดนตรีบรรเลงเพลงต่อ ไพโรจน์กลัวมากไม่กล้าหือ พริ้งทนไม่ไหวตะโกนสั่งให้ไพโรจน์ทำอะไรสักอย่างอย่ายืนเฉยๆ เขายังยืนนิ่ง เธอทนไม่ไหวกัดแขนหัวหน้านักเลงจมเขี้ยวถึงกับร้องลั่น เขาโกรธตบเธอกระเด็น ไพโรจน์เห็นพริ้งถูกทำร้ายปรี่เข้าไปต่อยหัวหน้านักเลง แต่หมัดเบามากไม่สะดุ้งสะเทือน พวกนักเลงรุมกระทืบไพโรจน์

พริ้งร้องขอให้คนช่วยแต่ไม่มีใครสนใจ ทันใดนั้น ตำรวจกรูกันเข้ามา พวกนักเลงแตกฮือ ตำรวจรีบตามไปจับ พริ้งเข้าไปช่วยประคองไพโรจน์ด้วยความสงสาร ครู่ต่อมาชายหนุ่มลากสังขารมาส่งพริ้งถึงหน้าบ้านพัก แม้ปากจะแตกจากถูกนักเลงต่อยแต่เขายังไม่วายหยอดคำหวานให้พริ้งตลอด เธออยากรู้ว่าเขาปากหวานจริงไหม ค่อยๆยื่นหน้าเข้าไปใกล้จนห่างไม่ถึงสองมิลลิเมตรก็หยุดแล้วถอยออกมา

“ไว้ลองตอนที่หายแล้วดีกว่า ฉันไม่อยากซ้ำเติมคนเจ็บ...คืนพรุ่งนี้สิ รีบหายเร็วๆแล้วฉันจะลอง” พริ้งให้ความหวังไพโรจน์ แล้วเดินหนีเข้าบ้าน ยิ้มมีความสุขที่มีอำนาจเหนือผู้ชาย แต่ต้องชะงักเมื่อเห็นช้องนางกับแววเฝ้าดูอาการของชาญที่มีไข้สูงต้องคอยเช็ดตัวตลอดเวลา ไอมากแถมหายใจติดขัด

ooooooo

ชาญอาการไม่ดีขึ้น ช้องนางให้แววไปตามหมอที่อนามัยแต่ไม่อยู่สักคนอีกหลายวันถึงจะกลับ ครั้นจะพามาหาหมอที่พระนครก็เดินทางลำบาก เกรงเขาจะตายกลางทางเสียก่อน แล้วนึกขึ้นมาได้หันไปทางพริ้ง

“หล่อนรู้จักหมอไม่ใช่รึ ชิ้นเก่าหล่อนเพื่อนตาพินิจน่ะ” ช้องนางหมายถึงประสานซึ่งพริ้งลืมเขาไปแล้วและไม่อยากเจอ ที่สำคัญคืนนี้นัดไพโรจน์ไว้ จึงโกหกว่ากลัวระเบิดไม่อยากไป ช้องนางขู่ถ้าไม่ไปตามหมอมาให้ ตนกับชาญอาจจะไม่ยกมรดกให้ พริ้งไม่พอใจที่ถูกข่มขู่ ประกาศลั่นว่าไม่ไป แต่พอคิดทบทวนอีกครั้ง กลัวจะไม่ได้สมบัติจากพ่อผัวแม่ผัว พริ้งจำใจนั่งรถไฟเข้าพระนคร...

โชคไม่ดีที่พริ้งมาถึงโรงพยาบาลแต่ประสานติดผ่าตัดคนไข้ อีกนานกว่าจะเสร็จ เธอขอร้องให้พยาบาลไปตามเขาออกมาพบสักครู่หนึ่งก่อน พยาบาลส่ายหน้า ทำไม่ได้ นี่เป็นผ่าตัดใหญ่ พริ้งได้แต่นั่งรออยู่หน้าห้องผ่าตัดอย่างกระวนกระวายใจ ไม่ใช่เพราะเป็นห่วงอาการป่วยของชาญแต่กลัวจะกลับไปไม่ทันนัดกับไพโรจน์

กว่าประสานจะออกจากห้องผ่าตัด พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปนานแล้ว เห็นพริ้งนั่งสัปหงกอยู่ทั้งดีใจทั้งตกใจ ค่อยๆเอื้อมมือไปแตะมือเธอ พริ้งสะดุ้งตื่นโวยวายลั่นระเบิดลงหนีเร็ว

“คุณพริ้งไม่มีระเบิดลงที่โรงพยาบาลหรอกครับ รอผมนานไหม มีธุระอะไร”

พริ้งเล่าอาการของชาญให้ฟัง แล้วลากประสานมาตามถนนจะไปขึ้นรถไฟกลับอยุธยา เขาขืนตัวไว้ จะไปตอนนี้ได้อย่างไร ในเมื่อรถไฟไม่วิ่งแล้ว เธอโทษว่าเป็นเพราะเขาผ่าตัดนาน เลยไม่ทันรถ เขาขอร้องให้เธอใจเย็นก่อน เธอเย็นไม่ไหว ตกลงเขาจะไปอยุธยาให้หรือเปล่า ประสานจะไปแต่ไม่ใช่ตอนนี้ ต้องรอให้สว่างก่อน

“คืนนี้คุณเองก็ต้องค้างที่นี่ด้วย คิดไว้หรือยังจะไปนอนที่ไหน”

“ฉันจะกลับไปนอนบ้าน” บ้านที่พริ้งพูดคือบ้านพินิจนั่นเอง พอประสานพาพริ้งมาถึงหน้าบ้าน เธอไล่ให้เขากลับ เขายังกลับไม่ได้ต้องตรวจดูความเรียบร้อยด้านในให้ก่อน

หลังจากเดินตรวจตราทั่วบ้านประสานพบร่องรอยงัดแงะหลายแห่ง ที่นี่มีแต่ของชิ้นใหญ่ หัวขโมยก็เลยเอาไปไม่ได้ พริ้งตัดสินใจจะนอนที่ห้องรับแขก อ้างว่าไม่อยากไปนอนในห้องพินิจเพราะกลัวผี ประสานสำรวจในห้องนี้เจอเหล้าเปิดแล้วหนึ่งขวดก็เลยขอ เธอยกให้ถ้าเขาไม่รังเกียจที่มันเปิดกินไปบ้างแล้ว เขาไม่รังเกียจอยู่แล้วและไม่ได้หมายความแค่เหล้าเท่านั้น ประสานเท้าความถึงเรื่องวันนั้นในป่าละเมาะ

“ฉันลืมมันไปหมดแล้ว อย่าพูดถึงมันอีกเลย ฉันลืมมันไปหมดแล้ว”

“ลืมได้เร็วดีนะครับ”

“จะเสียเวลาอยู่กับเรื่องเก่าๆคนแก่ๆที่ขี้หลงขี้ลืมไปทำไม คุณเป็นคนสาบานเอง รอเวลาให้ระเบิดทิ้งลงหัวได้เลย” แช่งไม่ทันขาดคำ มีเสียงหวอเตือนภัยดังขึ้น พริ้งหน้าตาตื่น อึดใจมีเสียงระเบิดดังตูม เธอสะดุ้งโหยง ประสานเข้าไปกอดเธอไว้ถามว่ามีหลุมหลบภัยไหม จากนั้นไม่นานทั้งคู่เข้ามานั่งอยู่ในหลุมหลบภัย ประสานเข้ามาโอบกอดปลอบใจพริ้งในมือยังติดขวดเหล้ามาด้วย

เสียงระเบิดดังติดๆกัน พริ้งตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว ประสานเปิดฝาเหล้าส่งให้ดื่มเผื่อจะช่วยให้ไม่กลัว เธอส่ายหน้าไม่ดื่มไม่ชอบ เขาเลยดื่มเสียเอง เสียงระเบิดดังต่อเนื่อง พริ้งปิดหูซุกหน้ากับเข่าตัวเอง สุดท้ายทนฟังเสียงระเบิดไม่ไหว คว้าขวดเหล้าจากมือประสานมาดื่ม...

ขณะที่พริ้งเพิ่งเคยดื่มเหล้าเป็นครั้งแรก ไพโรจน์กระวนกระวายหนัก พระจันทร์ตรงหัวแล้วทำไมพริ้งยังไม่มา จะไปตามหาที่บ้านก็ไม่กล้า ได้แต่นั่งรออยู่ที่ลานรำวง...

ฝ่ายพริ้งดื่มเหล้าจนหมดขวด ก่อนจะหลับไปด้วยความเมา เสียงระเบิดเงียบไปแล้ว ประสานอุ้มพริ้งที่เมาไม่ได้สติจะพาไปที่โซฟาซึ่งเตรียมไว้เป็นที่นอน อยู่ๆเธอเพ้อออกมา

“คุณไพโรจน์ ประเดี๋ยวเจอกันนะ ฉันอยากรำวงกับคุณจะแย่” พริ้งยังเพ้อไม่หยุด แถมเห็นหน้าประสานเป็นไพโรจน์อีกต่างหากโอบกอดนัวเนียด้วย เขาทั้งแค้นทั้งหึงเปลี่ยนใจพาขึ้นไปที่ห้องพินิจ แล้ววางลงบนเตียง เธอยังคงพร่ำเพ้อว่าอยากจะอยู่กับไพโรจน์แบบนี้ทั้งคืน ประสานเขี่ยผมที่ปรกหน้าเธอออก

“ผมจะอยู่กับคุณทั้งคืนในห้องนี้ คุณพริ้ง” พูดจบประสานโน้มตัวลงไปหาพริ้งที่เมาหลับไม่รู้เรื่อง...

ที่อยุธยา ไพโรจน์ทนรอพริ้งต่อไปไม่ไหว ตามมาที่บ้านพัก แววซึ่งเปิดประตูรับบอกว่าเธอไม่อยู่ ไปตามหมอมารักษาชาญ เขาสงสัยหมอไหน

“บอกไปจะรู้จักไหมล่ะ หมอประสานเพื่อนหมอพินิจ ผัวเก่าคุณพริ้ง”

ไพโรจน์อึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะเดินกลับไปด้วยความหึงหวง

ooooooo

พริ้งลืมตาตื่นขึ้นพร้อมกับอาการเมาค้าง แต่พอเห็นสภาพเปลือยเปล่าของตัวเองหายเป็นปลิดทิ้งดึงผ้าห่มมาคลุมตัวไว้ หันมองที่นอนข้างๆเห็นประสานนอนหลับสบายในสภาพท่อนบนเปลือยเปล่าก็รู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น ร้องกรี๊ดๆลั่น ประสานตกใจตื่นลุกพรวด เธอไม่พูดพล่ามตบเขาหน้าหัน

ประสานขยับเข้าหา พริ้งตบหน้าเขาอีกฉาด เขาโกรธมากจับเธอกดให้นอนกับเตียง เธอไม่ขัดขืนได้แต่มองหน้าเขาก่อนจะถุยน้ำลายใส่ เขาเห็นสายตาเกลียดชังของเธอถึงกับอึ้ง

“คุณเกลียดผมมากขนาดนี้เลยเหรอคุณพริ้ง” ประสานเห็นเธอนิ่งเฉยเขย่าตัว “พูดออกมาสิว่าเกลียดผมมากเลยใช่ไหม พูดออกมา...พูดออกมาก็ได้ว่าคุณรู้สึกอย่างไรกับผม”

พริ้งไม่ตอบ ได้แต่มองประสานด้วยสายตาเช่นเดิม เขาอ่อนใจกับเธอมาก ค่อยๆถอยออกมานั่งข้างเตียง เธอเองก็หันหลังให้เขา ไม่มีเสียงพูดใดๆมีแต่ความเงียบเข้าปกคลุม พริ้งร้องไห้ออกมาทั้งเสียใจทั้งคับแค้นใจ ประสานทนต่อไปไม่ไหว คว้าเสื้อผ้าเดินออกจากห้อง ทิ้งให้พริ้งนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยนเพียงลำพัง...

ประสานทนไม่ได้ที่พริ้งทำเหมือนเขาเป็นอากาศธาตุ เดินผ่านหน้าไปโดยไม่แม้แต่จะปรายตามอง ขอร้องเธอจะโกรธจะเกลียดก็ไม่ว่าแต่อย่าทำเหมือนเขาไม่มีตัวตน ช่วยพูดอะไรให้เขาได้รู้บ้าง พริ้งด่าว่าเขาสาดเสียเทเสีย ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน เธอจะถือว่าทำทานให้หมากิน แล้วขยับจะไป เขาร้องถามว่าจะไปไหน เธอจะกลับอยุธยาคนเดียว ประสานทักท้วงแล้วอาการป่วยของชาญจะทำอย่างไร

“คุณพูดเองไม่ใช่รึ จะไปตอนนี้หรือตอนไหนเจ้าคุณก็คงไม่รอด เราอย่าได้ร่วมทางกันอีกเลย” พริ้งพยายามเข้มแข็งทั้งที่ในใจทุกข์ทรมานเพราะการกระทำของประสาน...

ในเวลาต่อมา บนโบกี้รถไฟมุ่งหน้าสู่อยุธยา พริ้งนั่งมองเหม่อออกไปนอกหน้าต่าง สักพักประสานเดินเข้ามานั่งข้างๆ เธอหันมาเห็นก็ชักสีหน้าใส่ เขาอ้างว่าเป็นหมอต้องไปรักษาคนไข้

“ถ้าคุณพูดเรื่องเมื่อคืนนี้กับใคร ฉันสาบาน ฉันจะฆ่าคุณ”

“ผมคงไม่ทำให้คุณเกลียดผมมากไปกว่านี้” ประสานพูดจบก็นิ่งเงียบไม่พูดอะไรอีก...

ทางด้านไพโรจน์มาดักรอพริ้งอยู่ที่ท่าน้ำ พอเห็นเธอกลับมารีบวิ่งไปหาด้วยความดีใจ ประสานมองทั้งคู่หวานใส่กันเจ็บปวดใจอย่างบอกไม่ถูก พริ้งขอโทษไพโรจน์ด้วยที่ไปไม่ได้บอกกล่าว เธอรีบมากกลัวจะไม่ทัน แล้วถามว่าที่บ้านของเธอเป็นอย่างไรบ้าง ไพโรจน์ได้ยินเขาลือกันว่าชาญอาการหนัก

ประสานรีบไปที่บ้านพริ้งแต่ไม่ทันกาล ชาญสิ้นใจเสียก่อนด้วยอาการปอดติดเชื้อรุนแรง เนื่องจากไม่ได้รับการรักษาแต่เนิ่นๆจนเชื้อลามเข้ากระแสเลือด ช้องนางต่อว่าพริ้งว่าทำไมเพิ่งมาเอาป่านนี้ แล้วเข้าไปตบตีอุตลุด ปากก็ด่าว่าเธอเป็นต้นเหตุทำให้ผัวของตนต้องตาย ประสานรีบเข้าไปขวางไว้

“อย่าครับคุณหญิงเป็นความผิดของผมเอง ผมติดผ่าตัดใหญ่กว่าจะออกมาก็มืดค่ำแล้ว จำเป็นที่คุณพริ้งจะต้องค้างคืน อีกอย่างในความเห็นของผม ถึงผมมาก่อนหน้านี้ก็ไม่มียาที่จะรักษาท่านเจ้าคุณให้หายได้”

ช้องนางทรุดตัวลงซบหน้าร้องไห้กับร่างไร้วิญญาณของชาญอย่างน่าเวทนา พริ้งทนไม่ไหวเดินหนีออกไปนอกบ้าน ไพโรจน์ซึ่งรอท่าอยู่เข้ามาแสดงความเสียใจพร้อมกับจับมือเอาไว้อย่างปลอบโยน ประสานเห็นภาพบาดตา รีบเดินออกมาหา เธอไล่เขาทางอ้อมว่าจะกลับเลยใช่ไหม

“ผมจะอยู่จนกว่างานศพท่านเจ้าคุณจะเสร็จเรียบร้อย ท่านเป็นพ่อของพินิจเพื่อนผม ผมต้องอยู่ช่วยเพื่อแสดงมุทิตาจิต ไม่ต้องห่วงหรอก ผมไม่ทำอะไรขวางหูขวางตาคุณหรอก”

ไพโรจน์สงสัยทำไมพริ้งต้องขวางหูขวางตาประสานด้วย เขารู้แค่เธอเกลียดเขา ส่วนจะเกลียดเพราะอะไรคงต้องถามเธอเอาเอง แล้วเดินกลับเข้าบ้านนึกสะใจที่ทิ้งปัญหาให้พริ้งแก้ไขเอาเอง ไพโรจน์ซักเป็นการใหญ่มีเรื่องอะไรที่ตนควรจะรู้หรือเปล่า พริ้งไม่อยากตอบคำถาม สั่งห้ามซักอะไรอีก...

ช้องนางส่งข่าวการตายของชาญให้ช้อยกับคุณพระเวทย์รับรู้ และบอกว่าไม่ต้องมางานศพเพราะเป็นห่วงเด็กๆ ที่สำคัญกว่าจดหมายจะไปถึงทุกอย่างคงเรียบร้อยแล้ว ช้อยนึกสงสารช้องนาง ลูกตายไปแล้วผัวก็ยังมาตายอีก เหลือแต่หลานเท่านั้นที่พอจะให้เป็นที่พึ่งพิงทางใจ

ooooooo