พริ้ง คนเริงเมือง ตอนที่ 4 นิยายไทยรัฐ
วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

advertisement

พริ้ง คนเริงเมือง ตอนที่ 4


27 พ.ค. 2560 08:04
1,043,142 ครั้ง

ละคร นิยาย พริ้ง คนเริงเมือง

พริ้ง คนเริงเมือง ตอนที่ 4

อ่านเรื่องย่อ

พริ้ง คนเริงเมือง

แนว:

ดราม่า-โรแมนติก

บทประพันธ์โดย:

สุวรรณี สุคนธา

บทโทรทัศน์โดย:

เจ้าคำดี

กำกับการแสดงโดย:

รัญญา ศิยานนท์

ผลิตโดย:

บริษัท นีโน่ บราเดอร์ส จำกัดและบริษัท มีเดีย สตูดิโอ จำกัด

วัน-เวลาออกอากาศ: ทุกวันพุธ - พฤหัสบดี เวลา 20.15 น.

ช่องออกอากาศ:

สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

นักแสดงนำ:

อคัมย์สิริ สุวรรณสุข,เขตต์ ฐานทัพ, กฤษฎา สุภาพพร้อม, วัชรบูล ลี้สุวรรณ, ภูริ หิรัญพฤกษ์, พูลภัทร อัตถปัญญาพล, เมทนี บุรณศิริ

พริ้งลืมตาตื่นขึ้นมาเห็นพินิจอยู่ในชุดเตรียมออกจากบ้านนั่งมองตัวเองอยู่ ลุกขึ้นมาถามว่ายังไม่ไปอีกหรือ เขายังไปไหนไม่ได้ ต้องทำหน้าที่ของเขาก่อน พริ้งกระหยิ่มใจที่ในที่สุดเขาก็ไปไหนไม่รอดยอมตกอยู่ในกำมือของเธอ พินิจชวนเธอไปเยี่ยมประเทียบด้วยกัน ถือว่าทำเพื่อเขาเป็นครั้งสุดท้าย

“หลังจากนี้ผมจะไม่ขออะไรคุณพริ้งอีก คุณพริ้งจะทำอะไรผมจะไม่ขัดและจะไม่ถามเหตุผลว่าทำไมอีก ไปเยี่ยมคุณพี่ที่เป็นญาติคุณพริ้งกับผม...ผมจะลงไปรอข้างล่างนะ” พินิจลุกขึ้นจะไปแต่ชะงักหันกลับมามอง “อย่าสงสัยผมเลย ผมทำเพื่อคุณพริ้ง ผมอยากให้ทุกคนชื่นชมเมียผม แค่นี้แหละ”

“ถ้าอย่างนั้น พริ้งจะนั่งรถหมอไป ไม่งั้นไม่ไป”

พินิจรู้อยู่แล้วก็เลยหาน้ำมันมาเติมไว้แล้วจากนั้นก็เดินออกจากห้อง พริ้งลุกขึ้นเตะข้าวของที่ตัวเองอาละวาดเอาไว้พลางตะโกนเรียกแก้วเด็กรับใช้คนใหม่ให้เข้ามาทำห้องให้ด้วย...

ชายหนุ่มลงมาข้างล่างเจอแม่กำลังสั่งการให้แววเก็บข้าวของอยู่ เดินเข้ามาก้มกราบขอโทษสำหรับความผิดของเขาและกราบขอโทษแทนพริ้งด้วยสำหรับทุกอย่างที่เธอทำไม่ดีกับท่าน จากนั้นเขาเข้าไปกราบ ขอโทษพ่อเช่นกันเหมือนจะเป็นการขอโทษครั้งสุดท้าย แล้วเดินไปรอพริ้งที่รถ...

ในเวลาต่อมา พินิจขับรถพาพริ้งมาจอดหน้าบ้านประเทียบ สังเกตเห็นเธอมีน้ำมีนวลขึ้นทักว่าท้องหรือเปล่า เธอส่ายหน้า แค่กินมากไปเท่านั้น เขาอยากมีลูกเพราะอาจทำให้อะไรต่ออะไรดีขึ้นมากกว่าที่เป็นอยู่ เธอยังไม่พร้อมจะมีขอติดไว้ก่อน เขาไม่ว่าอะไรยังไม่พร้อมก็ไม่เป็นไรแล้วชวนเธอเข้าไปเยี่ยมประเทียบกันก่อน ทีแรกพริ้งยอมไปเยี่ยมคุณพี่ด้วยกัน แต่พอรู้ว่าท่านเป็นฝีในท้องเท่านั้น วิ่งแจ้นไปนั่งรอที่รถแทบไม่ทัน

ระหว่างที่พินิจเข้าไปตรวจอาการป่วยของประเทียบ พริ้งไปหาช้อยที่บ้านเพื่อขออะไรกินแก้หิว ช้อยเห็นน้องอวบอิ่มก็ร้องทักเช่นกันว่าท้องหรือเปล่า ให้ลองนับว่าระดูขาดไปนานหรือยัง พริ้งนั่งนับก็พบว่าขาดมาหลายเดือนแล้ว ช้อยสรุปทันทีว่าเธอท้อง แล้วไล่ให้ไปบอกข่าวดีนี้ให้พินิจรู้

“บางทีมันอาจจะช่วยให้หมอพบทางออกว่าจะจัดการปัญหาเรื่องพริ้งกับแม่ผัวได้ยังไง ไปสิ”

เหมือนกับโชคชะตากลั่นแกล้ง พริ้งยังไม่ทันได้บอกข่าวดีเรื่องลูก พินิจตรวจอาการประเทียบเสร็จจะเดินมาหาเมียรัก อยู่ๆเกิดปวดหัวรุนแรงถึงกับหมดสติล้มหัวฟาดฟื้น พริ้งมาทันเห็นพอดี กรีดร้องด้วยความตกใจ รีบเข้าไปเขย่าตัว แต่เขานอนแน่นิ่งไม่ไหวติง

ooooooo

พินิจถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแต่ไม่ทันกาล เขาตายด้วยอาการเส้นเลือดสมองแตกตรงก้านสมองพอดี ประสานช่วยเขาไว้ไม่ทัน ช้องนางทำใจไม่ได้ที่ต้องสูญเสียลูกชายคนเดียว ลูบหน้าลูบตาลูกถามว่าเจ็บตรงไหนให้บอก หมอที่นี่ช่วยไม่ได้ท่านจะพาไปหาหมอที่อื่น

“คุณหญิงลูกไปสบายแล้ว ตาพินิจตายแล้ว” ชาญกอดช้องนางไว้อย่างปลอบโยน ในที่สุดเธอก็ยอมรับสภาพได้ถึงกับปล่อยโฮกอดศพพินิจร้องไห้อย่างน่าเวทนา...

อีกมุมหนึ่งไม่ห่างกันนัก พริ้งนั่งร้องไห้คร่ำครวญอยู่กับช้อยและคุณพระเวทย์ว่ายังไม่ได้บอกพินิจเลยว่าเธอรักเขาแค่ไหน ช้องนางได้ยินก็โกรธมาก ปรี่เข้าไปกระชากพริ้งมาตบ ด่าซ้ำว่าอีคนกินผัว ถ้าไม่เป็นเพราะเธอบีบคั้นสารพัดพินิจคงไม่ตาย ชาญกับแววรีบเข้าไปดึงช้องนางไว้

“อย่ามาห้าม ฉันจะฆ่ามัน ชดใช้ชีวิตให้ตาพินิจ ชีวิตมันต้องแลกด้วยชีวิต”

“ฆ่าตัวเองดีกว่าอีคุณหญิง หมอตายเพราะแกต่างหากไม่ใช่ฉัน เขาเครียดเพราะแก ถ้าไม่เสือกขัดขวางความรักของหมอกับฉันมันก็จะไม่มีเรื่อง แต่แกมันยึดติดยึดลูกไว้กับอกไม่ยอมปล่อย”

สองคนจะตีกันให้ได้ ช้อยจะห้ามก็กลัวถูกลูกหลงเพราะตัวเองท้องอยู่ คุณพระเวทย์เหลืออด สั่งให้พริ้งหยุดได้แล้ว ตัวเองกำลังท้องกำลังไส้อยู่ ช้องนางถึงกับอึ้ง ไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจ ผู้หญิงที่ตัวเองชิงชังกำลังอุ้มท้องเลือดเนื้อเชื้อไขของตนอยู่...

ช้อยพาพริ้งไปนอนค้างที่บ้าน พรุ่งนี้เช้าค่อยไปรับศพพินิจไปไว้วัดด้วยกัน ระหว่างปูที่นอนให้ ช้อยปลอบเธอให้ทำใจดีๆ ต้องเข้มแข็งเร็วๆเพื่อเห็นแก่ลูกในท้อง สิ้นหมอพินิจแต่เธอก็ยังมีลูกเป็นตัวแทนของเขา

“ตัวแทนของหมอเหรอ” พริ้งก้มมองท้องตัวเองพลางยิ้มน้อยๆ ช้อยรู้สึกดีขึ้นเข้าใจว่าเธอมีกำลังใจเพราะลูก โดยหารู้ไม่ว่าจริงๆแล้วเธอต้องการใช้ลูกเป็นเครื่องมือจัดการกับช้องนาง

“ใช่ แล้วพี่ก็คิดว่าคุณหญิงเองก็ต้องเห็นแก่หลานในท้อง เห็นแก่วิญญาณหมอพินิจ แกคงยอมลดราวาศอกให้พริ้งก็คราวนี้ แกถึงได้ยอมหยุดอาละวาด”...

ทางด้านช้องนางกลับถึงบ้าน หยิบรูปถ่ายของพินิจขึ้นมากอดแนบอกด้วยความอาลัยรัก ร้องไห้ไปพลางสั่งให้แววเอาข้าวของที่เก็บใส่ลังเตรียมย้ายกลับอยุธยาไปเก็บไว้ที่เดิม เธอจะไม่ไปไหนจะอยู่ดูหน้าหลาน ชาญเห็นดีด้วย อโหสิได้ก็อโหสิให้พริ้งด้วย พินิจจะได้ตายตาหลับ

“พอหลานฉันคลอดเมื่อไหร่ ฉันจะเฉดหัวมัน ฉันจะไม่ให้มันได้อะไรจากฉัน ฉันไม่มีทางอโหสิให้นังผู้หญิงเสนียดจัญไร ตัวซวย ถ้าไม่มีมัน ลูกฉันก็ไม่ต้องตาย ลูกควรจะเป็นคนเผาแม่ไม่ใช่แม่เผาลูก” ช้องนางร้องไห้ออกมาอีกเหมือนจะขาดใจตาย ชาญกับแววได้แต่มองด้วยความสงสาร

ooooooo

พริ้งยังนั่งน้ำตาไหลพราก บ่นให้ช้อยฟังว่าน่าจะเชื่อพี่ตั้งแต่แรก น่าจะบอกให้พินิจรู้ว่าตนกำลังจะมีลูก บางทีเขาอาจจะไม่ตาย ช้อยดึงน้องมากอด

“เชื่อพี่หรือยัง อย่ารอให้มันสายเกินไปแล้วมานั่งเสียใจเสียดายทีหลัง จำไว้เป็นบทเรียนนะพริ้ง ชีวิตคนมันสั้น จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่มีใครรู้”

“ฉันจะจำไว้ ต่อไปนี้ฉันจะไม่รีรออะไรอีกแล้ว ฉันจะทำตามที่หัวใจฉันรู้สึก ไม่ให้มานั่งเสียใจเสียดายอีก”

“ดีแล้ว นึกถึงลูกที่กำลังจะลืมตาออกมาดูโลกไว้นะพริ้ง จะทำให้พริ้งเข้มแข็ง มีแรงก้าวข้ามปัญหาทุกอย่างได้ พักผ่อนเถอะนะ มีอะไรก็เรียกพี่” ช้อยมองน้องสาวที่นั่งซึมด้วยความเห็นใจ ก่อนจะค่อยๆลุกออกจากห้อง ทันทีที่ปิดประตูตามหลัง พริ้งก็ร้องไห้โฮออกมา...

ด้านประเทียบอดถามปริกไม่ได้ว่าพริ้งเป็นอย่างไรบ้าง พอรู้ว่ายังร้องไห้ไม่หยุดก็ได้แต่สงสารและเสียดายแทนที่อุตส่าห์ได้คนดีๆอย่างพินิจมาเป็นคู่ชีวิตแต่กลับมีวาสนาได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันไม่เท่าไหร่

“นับจากนี้ ชีวิตนังพริ้งมันจะไปทางไหนต่อหนอ ต้องเป็นหม้ายตั้งแต่ยังสาวนัก แถมลูกติดท้องอีกคน” ประเทียบอดหนักใจแทนพริ้งไม่ได้

ooooooo

บรรยากาศในงานสวดศพพินิจเป็นไปอย่างเศร้าสร้อย บรรดาแขกที่มาร่วมงานต่างเข้ามาแสดงความเสียใจกับช้องนางและชาญ ทุกคนพูดไปในทำนองเดียวกันว่าเสียดายที่คนดีๆอย่างเขาต้องมาตายก่อนวัยอันควร พริ้งนั่งน้ำตาซึมอยู่อีกมุมหนึ่งไม่ได้สนใจใครทั้งสิ้น

ประสานเข้ามากับฉวีเห็นพริ้งนั่งร้องไห้อยู่ สงสารจับใจ ก่อนจะพากันเข้าไปไหว้ศพ พริ้งรู้สึกอึดอัดเวียนหัวกับกลิ่นและควันธูปบอกช้อยว่าขอออกไปสูดอากาศข้างนอกหน่อยเดี๋ยวเข้ามาใหม่ ประสานไหว้ศพเสร็จหันมองอีกทีไม่เห็นพริ้งอยู่ตรงนั้นแล้ว ชะเง้อคอมองหา เห็นเธอยืนอยู่ข้างนอกศาลา รีบเข้าไปทักทายถามไถ่ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ฝากท้องหรือยัง เธองงทำไมต้องฝาก

“หมอจะได้ช่วยดูแลสุขภาพทั้งแม่และเด็กที่กำลังเจริญเติบโตในท้อง”

พริ้งยังไม่ว่างจะไป ตอนนี้ไม่มีเรี่ยวแรงจะทำอะไรทั้งนั้น เครียดไปหมด พินิจไม่อยู่สักคนก็ไม่มีใครให้เป็นที่พึ่ง รู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียว ประสานทักท้วง เธอยังมีลูกในท้องอีกคน ไม่ได้ตัวคนเดียวสักหน่อย พริ้งเถียง ในเมื่อยังไม่ได้ออกมาช่วยอะไรก็เท่ากับเธอต้องช่วยตัวเองเพียงลำพัง

“ถ้ามีอะไรให้ผมช่วยได้ บอกนะครับ ผมยินดีและเต็มใจ”

ช้องนางเดินมากับแววเห็นพริ้งยืนคุยอยู่กับประสานรีบหลบมุมแอบฟัง พริ้งอยากให้ประสานมาช่วยที่คลินิกแบบเต็มวัน เขาอยากช่วยแต่คงไม่ได้ตอนกลางวันต้องทำงานที่โรงพยาบาล แต่ถ้าเธอเปิดร้านเฉพาะตอนเย็นยังพอมีหวัง พริ้งชักสีหน้าทันที ประสานรีบเอาใจ

“ถ้าอย่างนั้นคุณก็ต้องจ้างหมอจบใหม่ๆ แต่ก็หายาก ส่วนมากเขาอยากจะอยู่ในโรงพยาบาล โอกาสมันมีมากกว่า หรือไม่คุณก็ต้องจ้างแพงๆ”

“สักเท่าไหร่คะ”

ประสานกระซิบข้างหูพริ้ง ความใกล้ชิดกับกลิ่นหอมจากกายของเธอทำให้เขาหวั่นไหว ช้องนางที่แอบดูอยู่กับแววไม่พอใจมาก ศพผัวยังไม่ทันเผาก็ระริกระรี้จะมีผัวใหม่แถมนี่ก็เป็นเขตวัดแท้ๆไม่รู้จักอายพระอายเจ้า ทนดูไม่ได้เดินเลี่ยงออกไปกับแวว พริ้งยังคงต่อรองราคาค่าจ้างหมอใหม่อยู่กับประสาน

“แต่ยังไงค่าตรวจรักษาเดือนๆหนึ่งนั้นยังได้มากกว่าค่าจ้างหมอ คุณจ่ายได้ผมรู้”

พริ้งไม่กล้าเสี่ยงกลัวคนไข้จะไม่ชอบให้หมอใหม่รักษาเท่าพินิจ ประสานให้เธอลองเอาไปคิดดูก่อน...

ด้านช้องนางอยากรู้เรื่องที่คลินิกก็เลยสอบถามจากฉวีว่าจะเอาอย่างไรต่อไป เธอตัดสินใจไม่ได้ต้องแล้วแต่พริ้ง ช้องนางแปลกใจนังนั่นจัดการเป็นด้วยหรือ ฉวีพยักหน้า ช่วงหลังๆมานี่ พริ้งเข้ามาจัดการเอง

“คงจะกลัวเงินกระเด็นออกจากกระเป๋าล่ะสิ ฉันรู้นะว่ามันเขี้ยวลากดินแค่ไหน คนยากคนจนที่ตาพินิจรักษาให้เปล่าๆ มันก็บังคับให้เก็บเงิน”

ฉวียังไม่ทันจะว่าอะไร พริ้งเดินเข้ามากับประสานเสียก่อน บอกฉวีว่าประสานหาหมอคนใหม่มาให้เราได้เมื่อไหร่ ก็จะเปิดคลินิกเลย ปิดนานเสียรายได้ ช้องนางไม่วายแดกดัน ผัวยังไม่ทันเผาก็ช่างคิดเรื่องอะไรต่อมิอะไรแล้วหรือ พริ้งงงเรื่องอะไรต่อมิอะไรที่ท่านว่าคือเรื่องอะไรไม่ทราบ

“เรื่องของหล่อนเถอะ รู้อยู่แก่ใจ” ช้องนางตวัดสายตามองประสานก่อนจะเดินจากไป พริ้งยังคุยธุระกับท่านไม่เสร็จรีบเดินตามจนทัน ถามว่าจะย้ายออกไปเมื่อไหร่ ตนจะได้กลับบ้านสักที ช้องนางไม่ย้ายไปไหนแล้วจะอยู่ดูหลาน พริ้งให้อยู่ด้วยได้ แต่ต้องทำดีกับเธอหน่อย ไม่อย่างนั้นเธอจะเป็นคนย้ายออกไปเอง แล้วท่านจะไม่มีวันได้เห็นหน้าหลานอีก ช้องนางเตือนอย่ามาขู่กันดีกว่า

“คุณแม่น่าจะรู้ว่าคนอย่างพริ้งทำได้ทุกอย่าง เพราะเห็นแก่วิญญาณของหมอถึงได้เตือนนะคะ” พริ้งพูดจบเดินสะบัดออกไปอย่างถือไพ่เหนือกว่า ช้องนางมองตามเจ็บใจ...

งานเผาศพพินิจเป็นไปอย่างเรียบง่าย เสียงสรรเสริญต่อผู้จากไปยังคงมีอย่างต่อเนื่อง แม้จะเสียใจที่ต้องสูญเสียลูก แต่ช้องนางและชาญต่างภูมิใจที่ลูกเป็นคนดี

ooooooo

กลับจากลอยอังคารของพินิจ ทั้งช้องนาง แววและชาญต่างนั่งเงียบ พริ้งเดินผ่านพ่อผัวแม่ผัวอย่างไม่เห็นหัว ก่อนจะสั่งให้แววไปหาอะไรให้กินหน่อย ตนไล่นังแก้วออกไปแล้ว ช้องนางแปลกใจไล่ออกทำไม

“เปลืองค่ะ มีขี้ข้าอยู่แล้วตั้งคนหนึ่งไม่มีหมอให้รับใช้มีแค่พริ้ง ก็ไม่น่าจะหนักหนาอะไร”

แววยังคงนั่งนิ่ง ช้องนางต้องสั่งให้ไปเข้าครัวทำกับข้าว เธอถึงได้ขยับ พริ้งไม่วายตะโกนไล่หลัง ทำให้เร็วๆเสร็จแล้วไปเรียกด้วย แววไม่หันมาตอบ ช้องนางต้องสั่งเธอถึงได้รับคำ พริ้งเดินยิ้มขึ้นข้างบน ชาญมองเมียทีหนึ่งมองสะใภ้ทีหนึ่งด้วยความสงสัย ช้องนางจึงเฉลยให้ฟัง

“มันขู่ฉันว่าถ้าทำไม่ดีกับมันมันจะหนี แล้วฉันจะไม่ได้เห็นหน้าหลานอีก”

“ถือว่าทำให้วิญญาณพินิจสงบสุขก็แล้วกัน”...

ฝ่ายพริ้งเข้ามาในห้องนอนรู้สึกโหวงเหวงชอบกล ทรุดตัวลงนั่งบนเตียงลูบไล้ตรงที่ที่พินิจเคยนอน น้ำตาเอ่อขึ้นมาอีกครั้ง เอามือจับท้องตัวเองรับรู้ได้ว่ามีสิ่งมีชีวิตหายใจอยู่ในนั้น เหมือนจะซาบซึ้งแต่เป็นแค่ชั่วลัดนิ้วมือเดียว ความรู้สึกเปลี่ยนเป็นไม่พอใจขึ้นมาแทนที่

“หมอเห็นแก่ตัว ทิ้งพริ้งให้อยู่คนเดียวไม่พอ ยังจะไข่ทิ้งไว้ให้เลี้ยงอีก” พริ้งปาดน้ำตาสลัดความอ่อนแอทิ้งแล้วลุกขึ้นไปยืนหน้ากระจกห้องแต่งตัว เห็นตัวเองโทรมรีบทำให้กลับมาดูดี สำรวจท้องที่เริ่มนูนถึงกับบ่นอุบทำไมดูอ้วนแบบนี้ น่าเกลียดจริงๆ มีเสียงแววดังขึ้น

“คุณพริ้ง รับประทานข้าวได้แล้วเจ้าค่ะ”...

ทั้งที่บ่นหิว แต่พริ้งกลับกินได้แค่แมวดมก็รวบช้อนส้อม แววทักท้วงไม่คิดจะกินเผื่อลูกในท้องบ้างหรือ พริ้งตวาดแว้ดมาท้องเองเลยไหม ช้องนางได้ยินเสียงเอะอะเข้ามาถามว่ามีอะไรกัน

“บอกขี้ข้าคุณแม่ด้วย ทีหลังอย่าปากมาก”

ช้องนางมองแววปรามด้วยสายตา ก่อนจะเหลือบไปเห็นข้าวในจานพริ้งพร่องไปนิดเดียวถามว่ากินไม่ลงหรือ เธอพยักหน้า ช้องนางหันไปสั่งให้แววหาอะไรให้พริ้งกินก่อนนอนอีกครั้งหนึ่งด้วย เธอปฏิเสธทันทีว่าไม่เอาเดี๋ยวอ้วน ช้องนางโวยวายไม่ได้อยากจะทะเลาะอะไรด้วย แต่ที่อยู่ในท้องเธอเป็นหลานของตนด้วย

“คิดอะไรของหล่อนจะให้ออกมาไม่สมประกอบเพราะแม่มันไม่กินอะไรเลยน่ะฉันไม่ยอม และถ้าหล่อนไม่เชื่อก็ลองดู ฉันจะเขียนพินัยกรรมว่าสมบัติทุกชิ้นที่เป็นของฉันจะยกให้วัด อย่าหวังว่าจะตกถึงท้องหล่อน”

พริ้งมองช้องนางเจ็บใจที่โดนขู่กลับ จึงนำเรื่องนี้ไปฟ้องช้อยถึงที่บ้าน ฝ่ายนั้นกลับเห็นว่าดีเห็นว่าเข้าท่า สั่งให้พริ้งกินให้พอนอนให้พอจะได้แข็งแรงทั้งแม่ทั้งลูก เธอยังสาวพอคลอดลูกแล้วอยู่ไฟสักหน่อย และให้ลูกดูดนมตัวเองด้วย ไม่นานก็จะกลับมามีรูปร่างเหมือนเดิม พริ้งขี้เกียจเถียงด้วยรีบเปลี่ยนเรื่องพูด ถามช้อยเมื่อไหร่จะคลอด เธอนับดูแล้วคงอีกไม่นาน พริ้งอิจฉาที่พี่สาวมีคุณพระเวทย์คอยดูแลรักใคร่

“ไม่เหมือนฉัน ดวงฉันมันไม่ดี นังคุณหญิงว่าฉันเป็นอีกินผัว”

ช้อยเชื่อว่าคนเรามีดีมีเสียไม่เหมือนกัน อีกอย่างอย่าไปโทษดวงโทษชะตา ชีวิตของเราจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่ที่การกระทำของเราเอง พริ้งร้อนตัว ถ้าพูดแบบนี้ก็หาว่าที่ผัวของตนตายก็เพราะตนเป็นคนทำใช่ไหม ช้อยเชื่อว่า
พริ้งเป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุ เธอกลับโยนความผิดให้ช้องนาง

“โอ๊ย ทำไมต้องทำให้ฉันหงุดหงิดทุกทีที่มาคุยด้วยนะ” พริ้งเริ่มเดือดปุดๆ ช้อยของจะขึ้นเหมือนกัน

“มาหาข้า เอ็งก็อย่าหวังว่าข้าจะโปรยดอกไม้ใส่เอ็งตลอดเวลา เพราะมันจะมีความจริงที่เป็นหนามทิ่มตำใจเอ็งออกมาจากปากข้าด้วยเหมือนกัน”

“งั้นฉันก็จะเลือกไม่มาให้ทิ่มให้ตำสักพักใหญ่ๆก็แล้วกัน ไปล่ะ” พริ้งเดินกระแทกเท้าออกไป สวนกับปริกที่กำลังถือชามเปล่าเข้ามาเพื่อรับกับข้าว ขวางทางพริ้งพอดี ปริกไม่วายแดกดันอีกฝ่ายต่างๆนานา พริ้งไม่พอใจด่ากลับ ช้อยต้องเตือนกำลังท้องกำลังไส้ อย่าโมโหร้ายไม่ดีกับลูกในท้อง

“โอ๊ย คำก็ลูกสองคำก็เด็กในท้อง เกิดมาทำไมให้เป็นภาระ ไม่ได้อยากให้เกิดเข้าใจไหมไม่ได้อยากมีมัน” พริ้งโวยจบเดินหัวฟัดหัวเหวี่ยงออกไป ช้อยกับปริกตกใจกับความคิดของเธอ

ooooooo

ครู่ต่อมา ช้อยกับคุณพระเวทย์ยกสำรับกับข้าวมาให้ประเทียบและถือโอกาสเยี่ยมเยียนไปในตัว เห็นท่านไอเป็นระยะๆถามปริกว่าท่านกินยาครบไหม ยาที่หมอพินิจให้มาหมดหรือยัง ปริกอยากจะบอกใจแทบขาดว่าหมดนานแล้ว แต่ประเทียบขยิบตาไม่ให้พูด และชิงตอบว่ายังมีอยู่

“พี่เพิ่งกินยาไป อีกสักพักมันถึงจะค่อยยังชั่ว”

ช้อยเตือนถ้ายาหมดเมื่อไหร่ก็ให้บอก ประวัติการรักษาอยู่ที่คลินิกหมอพินิจ จะได้ไปตรวจที่นั่นเหมือนเดิม ประเทียบรับปากยาหมดเมื่อไหร่จะบอก แล้วถามว่าพริ้งได้หมอคนใหม่มาแล้วหรือ...

พริ้งเห็นหมอปัญญาที่ประสานพามาแนะนำตัวว่าเป็นหมอใหม่เพิ่งจบจะมาทำงานที่คลินิกแล้วอดหวั่นใจไม่ได้ว่าจะไม่สู้งานเพราะดูท่าจะห่วงหล่อมากกว่าห่วงงาน ประสานแนะให้ลองทำไปก่อน

“ก็ได้ หมอไม่สนใจจะมาทำงานให้ฉันบ้างเหรอคะ ฉันให้เงินเดือนดีกว่าเงินเดือนข้าราชการนะ”

ประสานขอผ่าน ทางโน้นยังต้องการเขาอยู่ พริ้งเดาได้ไม่ยากว่าเขาเป็นพวกกินอุดมการณ์ประเภทเดียวกับพินิจ แล้วหันไปสั่งฉวีให้บอกหมอปัญญาด้วยว่าอะไรเป็นอะไร ส่วนเรื่องคิดเงินคนไข้ตนจะคิดเอง ให้เขาแค่สั่งยาก็พอ พริ้งมองตามฉวีที่พาปัญญาชมสถานที่ ก่อนจะเดินไปนั่งตรวจบัญชี...

ด้านปริกทนไม่ไหวที่เห็นประเทียบป่วยแต่ไม่ได้รับการรักษา ตัดสินใจเล่าเรื่องยาแก้ฝีในท้องหมดให้ช้อยกับคุณพระเวทย์ฟัง และยังบอกถึงสาเหตุที่ประเทียบไม่ไปที่คลินิกพินิจเพราะไม่อยากรบกวนพริ้ง

ooooooo

หมอปัญญาทำงานได้ไม่เท่าไหร่ก็ออกลายให้เห็น งานการไม่ทำเอาแต่คุยอยู่กับคนไข้สาว พริ้งมองอยู่พักใหญ่ไม่เห็นเขารู้สึกตัวโวยวายลั่นคลินิกไม่เกรงใจใคร ว่าจ้างเขามารักษาคนไข้ไม่ได้จ้างมาคุยเล่น

“ขอตัวไปทำงานก่อนนะครับ” พูดจบหมอปัญญาเดินเข้าห้องตรวจ พริ้งยังตามไปเอาเรื่องอีก

คนอย่างพริ้งลองของขึ้นแล้วลงยาก ด่าจนหมอปัญญาทนไม่ไหวขอลาออก เธอไม่สนใจเชิญออกไปได้เลย เขาคว้ากระเป๋ากับของใช้ส่วนตัวเดินออกไปทันที พริ้งยังไม่สาแก่ใจตามออกมาด่าอีก ไม่ด่าแต่หมอปัญญา คนไข้สาวก็โดนหางเลขไปด้วย คนถูกด่าอายมากรีบลุกหนี ฉวีต้องเข้ามาเตือนพริ้งให้ใจเย็นๆ ไม่มีหมอแล้วใครจะตรวจคนไข้ พริ้งได้สติหันมองคนไข้ที่นั่งตัวลีบ ก่อนจะยิ้มหวานให้

“รอสักครู่นะคะ มีหมออีกคนจะมาตอนเย็นๆรอไหวไหมคะ” พริ้งเห็นคนไข้ส่ายหน้าค่อยๆลุกไป

ทีละคนสองคนชักฉุน “รอนิดรอหน่อยทำไมรอกันไม่ได้ เออ...แล้วไม่ต้องกลับมาง้อนะ ไม่มีที่ไหนมีหมอมียาให้พวกแกนอกจากที่นี่นะโว้ย” ด่าเสร็จพริ้งเวียนหัว ฉวีต้องประคองให้นั่งแล้วพัดวีให้ เตือนให้ใจเย็นๆ เครียดง่ายๆอาจทำให้คลอดก่อนกำหนดได้ พริ้งวานให้เธอช่วยติดต่อประสานให้ด้วย มีเสียงใครบางคนเปิดประตูเข้ามา

“หมอไม่อยู่” พริ้งแว้ดใส่ ปริกแว้ดกลับเสียงดังเท่ากันว่าไม่ได้มาหาหมอ พริ้งเงยหน้ามองปริกยืนหน้าเครียดอยู่กับช้อยก็แปลกใจมาทำไมกัน ปริกทั้งหว่านล้อมทั้งข่มขู่ให้พริ้งช่วยเหลือประเทียบ ไม่เช่นนั้นจะโพนทะนาให้คนแถวนี้รู้ว่าเจ้าของคลินิกแห่งนี้เนรคุณคน ทั้งๆที่มีกำลังจะช่วยเหลือได้

“อยากรู้นักถ้าชาวบ้านรู้ยังจะอยากเอาเงินมาให้คนอย่างคุณหรือเปล่า” พูดจบปริกขยับจะไป พริ้งตกใจรีบดึงมือไว้ สองคนยื้อยุดฉุดกันไปมา ประสานเปิดประตูคลินิกเข้ามาเห็นก็ร้องถามว่าเกิดอะไรขึ้น...

ในเวลาต่อมาประสานมาตรวจอาการป่วยของประเทียบถึงที่บ้าน โดยเทียบเคียงกับประวัติการรักษาในสมุดเวชระเบียนที่พินิจทำไว้ พริ้งนั่งอยู่ห่างๆเพราะกลัวติดโรค ประสานจ่ายยาให้ประเทียบเหมือนกับที่พินิจจ่ายให้ เพียงแต่ต้องเริ่มต้นรักษาใหม่

“อย่าลำบากเอายามารักษาข้าเลยนังพริ้ง ยามันแพง ข้าก็อยู่ต่อไปได้อีกไม่นานเท่าไหร่หรอก”

ปริกแทรกทันที “คุณพริ้งเขาอาสามาช่วยเอง จริงๆแล้วเขามีน้ำใจเจ้าค่ะ แต่ที่ผ่านมาไม่ว่าง ยาเดี๋ยวนี้หาได้ง่ายๆเมื่อไหร่ล่ะเจ้าคะคุณประเทียบ พวกหน้าเลือดมันกว้านไปตุนไว้หมด”

“ขอบใจนะพริ้ง ว่างๆเหงาๆก็แวะมาบ่อยๆนะ ถ้าไม่รังเกียจข้า มาคุยเป็นเพื่อนแม่ช้อยก็ได้ หรือไม่ก็มาทะเลาะกับนังปริกแก้เบื่อดีนักล่ะ” ประเทียบยิ้มมีความสุข...

เสร็จจากรักษาประเทียบ พริ้งกับประสานเดินออกมารอสามล้อที่หน้าบ้าน เธอไม่วายทวงสัญญาเขารับปากแล้วว่าระหว่างหาหมอคนใหม่มาให้ เขาจะมาช่วยงานที่คลินิกตอนเย็น ประสานจำคำพูดของตัวเองได้ รับรองไม่ผิดสัญญาแน่นอน เป็นจังหวะเดียวกับสามล้อแล่นมาจอด พริ้งขอตัวไปก่อน ให้เขารอคันหลัง

“ผมเกรงว่าจะรอนาน พอดีต้องรีบไปเข้าเวรขอผมนั่งไปกับคุณพริ้งได้ไหมครับ”

พริ้งไม่ค่อยจะพอใจนัก แต่ต้องยอมให้ไปด้วยเพราะต้องพึ่งพาเขาอีกหลายอย่าง ประสานพอใจที่ได้นั่งเบียดเธอ แม้ระยะทางจะไม่ไกลมากแต่นั่นก็ทำให้เขาได้ชุ่มชื่นหัวใจ รถสามล้อที่พริ้งกับประสานนั่งมาสวนกับรถสามล้อที่คุณพระเวทย์นั่ง เขาเห็นกิริยาท่าทางของประสานแล้วพอจะมองออกว่าคิดอย่างไรกับพริ้ง จึงนำเรื่องนี้มาเล่าให้ช้อยฟังว่าท่าทางประสานดูจะมีใจให้พริ้ง

“แต่น้องสาวของแม่ช้อยอาจจะไม่ทันได้คิด เพราะยังเด็กนัก แต่หมอประสานท่าทางจะรอบจัดอยู่พอตัว พริ้งอาจจะตามเขาไม่ทัน

“หมอประสานดูแกเป็นคนดีจิตใจดีเหมือนหมอพินิจเลยนะคะ คงไม่คิดร้ายอะไรกับพริ้งกระมัง”

คุณพระเวทย์ให้ดูไปก่อน อาจจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยก็ได้ แต่ตนเชื่ออยู่อย่างหนึ่งถ้าลองพริ้งไม่เล่นด้วย จะกี่สิบหมอประสานก็คงทำอะไรไม่ได้ ช้อยเองก็คิดว่าพริ้งคงไม่ยุ่งด้วยเพราะไม่ชอบคนแก่

ooooooo

ระหว่างนั่งมาในรถสามล้อ ประสานคอยส่งสายตาให้พริ้งเป็นระยะๆ เธอไม่ชอบใจกับสายตาของเขานัก เขยิบออกห่าง ประสานคุยถึงเรื่องสงครามเห็นว่าอาจจะยืดเยื้อไปอีกหลายปี พริ้งชอบใจที่เกิดสงครามเพราะทำให้เธอร่ำรวยจากยาที่พินิจตุนเอาไว้ก่อนตาย

“คุณพริ้งควรหาที่เก็บยาใหม่นะ เก็บไว้ที่คลินิกผมว่าไม่ค่อยปลอดภัย”

“ทำไมคะ” พูดไม่ทันจะขาดคำมีเสียงตูมดังมาจากที่ไกลๆ มีเสียงระเบิดดังขึ้นอีกคราวนี้ห่างไปไม่เท่าไหร่ ทั้งพริ้ง ประสานและคนถีบสามล้อพากันลงไปหมอบกับพื้น พริ้งกลัวมากละล่ำละลักถามว่าเกิดอะไรขึ้น

“ฝรั่งทิ้งระเบิดพระนครแล้ว คุณพริ้ง”

พริ้งมองไปรอบๆเห็นแต่ความวุ่นวาย ผู้คนพากันวิ่งหนีระเบิด แล้วนึกเป็นห่วงคลินิก รีบวิ่งฝ่าผู้คนที่หนีตายมุ่งหน้าไปที่นั่น ประสานขอร้องไม่ให้ไปเธอก็ไม่ฟัง เขาเป็นห่วงความปลอดภัยของเธอรีบวิ่งตาม...

การทิ้งระเบิดของพันธมิตรสร้างความหวาดกลัวไปทั่ว คุณพระเวทย์พาช้อยซึ่งอุ้มตานิดไว้ในอ้อมกอดหนีออกจากบ้าน สั่งห้ามเธอเปิดไฟฉายเด็ดขาด กลัวแสงไฟจะพาอันตรายมาถึงตัว เร่งให้ไปหลบระเบิดที่หลังบ้านประเทียบ เป็นจังหวะที่ปริกประคองประเทียบที่ยังอ่อนแรงจากการป่วยลงจากเรือนมาสมทบ...

ด้านพริ้งวิ่งมาตามถนนโดยมีประสานไล่ตามสวนกับผู้คนที่วิ่งหนีตาย ระเบิดตกลงมาข้างหน้าตูม เขารวบตัวเธอหมอบลงกับพื้นอย่างปกป้อง เมื่อทุกอย่างซาลงเห็นผู้คนนอนบาดเจ็บล้มตาย พริ้งผงะด้วยความหวาดกลัว ส่วนประสานเข้าไปดูอาการคนเจ็บด้วยสัญชาตญาณของความเป็นหมอ...

ในเวลาเดียวกัน ช้อยที่หลบระเบิดอยู่ในท้องร่องกับคุณพระเวทย์ ปริกกับประเทียบและตานิด เกิดเจ็บท้องจะคลอด คุณพระเวทย์ต้องประคองเมียรักค่อยๆเดินมาหน้าบ้าน ปริกอุ้มตานิด มองไปรอบๆบริเวณมีแต่ความมืด แล้วจะพาไปโรงพยาบาลได้อย่างไร เขายังไม่เห็นทางเช่นกัน พยายามเพ่งฝ่าความมืดเห็นรถสามล้อถีบจอดทิ้งไว้ รีบอุ้มช้อยไปวางบนที่นั่ง แล้วปั่นออกไปอย่างรวดเร็ว ปริกภาวนาให้ปลอดภัยทั้งแม่ทั้งลูก...

ในที่สุดพริ้งกับประสานมาถึงหน้าคลินิกที่ยังอยู่รอดปลอดภัยไม่โดนระเบิด ฉวีวิ่งมาจากอีกทางหนึ่ง เห็นทั้งคู่ก็ดีใจมากรีบเข้ามาหา พริ้งด่าลั่นทำไมไม่อยู่เฝ้าที่นี่ ไปอยู่ไหนมา เธออธิบายว่ามีคนของทางการมาบอกให้เธอไปหลบในที่ที่ปลอดภัย ตอนนั้นเธอกลัวมากก็เลยตามพวกนั้นไป พริ้งโวยวายแล้วไม่กลัวใครจะเข้ามาขโมยของไปหรือ เธอล็อกประตูแน่นหนาแล้ว พริ้งไม่ไว้ใจกลัวใครมางัดประตูขโมยของไปรีบเข้าไปตรวจดู

กุญแจที่คล้องประตูห้องเก็บยาอยู่ในสภาพปกติไม่มีการถูกงัด ประสานที่เดินตามเข้ามาอดสงสัยไม่ได้ทำไมเป็นห่วงของในนั้นมากนัก พริ้งต้องห่วงเป็นธรรมดาอยู่แล้วเพราะของพวกนี้มาจากน้ำพักน้ำแรงของเธอ

“ไม่ใช่น้ำพักน้ำแรงของพินิจเหรอครับ” ประสานเห็นท่าทางของพริ้งก็พอจะเดาออกว่าเธอไม่ได้กักตุนแค่ยา เธอสงสัยเขารู้ได้อย่างไรหรือฉวีเป็นคนบอก ประสานรับรองว่าเธอเป็นลูกจ้างที่ซื่อสัตย์ไม่มีวันทำอย่างนั้นแน่นอน พริ้งโล่งอกนึกว่าจะต้องไล่เธอออกฉลองระเบิดลงพระนคร

“ไม่ขาดมนุษยธรรมไปหน่อยเหรอครับ”

“ฉันไม่รู้จักหรอกไอ้คำที่คุณพูดน่ะ ฉันรู้จักแต่เงิน... เงินเท่านั้นที่ทำให้ฉันร่ำรวยมีความสุข หรือว่าไม่จริง”

ประสานโต้ไม่ยอมแพ้ ตายไปก็เอาไปไม่ได้แม้แต่เงินสักบาทหรือเสื้อสักชุด พริ้งไม่สน ตอนนี้ยังไม่ตายถ้าไม่หาไว้จะเอาอะไรกินแล้วขอร้องประสานอย่ามาโต้เถียงเรื่องอุดมคติบ้าๆกับเธออีก

“ฉันแค่ต้องอยู่ให้รอดในโลกของความจริง หมอจะไปไหนก็ไปเถอะ ตอนนี้ฉันปลอดภัยอยู่ที่ของฉันแล้ว” พริ้งไขกุญแจเปิดห้องยาไม่สนใจประสานที่เดินจากไปแม้แต่น้อย

ooooooo

คุณพระเวทย์ปั่นสามล้อพาช้อยมาถึงโรง-พยาบาลจนได้ ที่นี่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย คนที่ได้รับบาดเจ็บจากการทิ้งระเบิดถูกลำเลียงเข้ามาไม่ขาดสาย ทั้งหมอและพยาบาลต่างมีงานล้นมือ คุณพระเวทย์อุ้มช้อยวิ่งไปหาหมอคนหนึ่งที่เนื้อตัวเปื้อนเลือด แจ้งว่าเมียของเขากำลังจะคลอดลูก หมอไล่ให้เข้าไปข้างใน

“คุณพระ...ฉัน...ไม่ไหว...แล้ว...คุณพระ”

สภาพภายในโรงพยาบาลวุ่นวายกว่าข้างนอกเสียอีก คุณพระเวทย์ได้แต่ยืนงงไม่รู้จะทำอย่างไรดี ระหว่างนั้น ประสานวิ่งเข้ามาหา สองผัวเมียดีใจมากที่เขามาช่วย...

ขณะที่ช้อยกำลังคลอดลูก พริ้งเดินนับกล่องสินค้ามากมายที่ไม่ได้มีแค่ยารักษาโรค แต่มีทั้งสบู่ ไม้ขีดไฟ น้ำตาล เทียนไข ยาสีฟัน สินค้าอยู่ครบตามจำนวนก็ทรุดตัวลงนั่งยิ้มพอใจ ฉวีเอาน้ำมาให้ดื่ม เดี๋ยวจะไปตามรถให้ไปส่งเธอที่บ้าน ตอนนี้ข้างนอกสงบแล้ว พริ้งกำชับอย่าเอาเรื่องนี้ไปพูดเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นโดนไล่ออกแน่

“เดี๋ยวฉันจะหาที่เก็บของใหม่ ที่นี่คงไม่ปลอดภัยแล้วก็คับแคบเกินไปเสียแล้ว ฉันอาจจะเอาของมาเพิ่ม ยิ่งระเบิดลงของยิ่งหายาก คงทำกำไรได้มากขึ้น ไอ้สงครามนี่มีไปนานๆก็ดีนะ ฉันล่ะชอบจริง สงครามทำให้ฉันรวย รู้ไหมคุณฉวี” พริ้งฝันหวานกับเงินทองที่จะกอบโกยได้...

ประสานช่วยทำคลอดให้ช้อย ปลอดภัยทั้งเด็กและแม่ คุณพระเวทย์ขอบคุณเขามากถ้าไม่ได้เขาช่วยไว้ ช้อยอาจจะต้องคลอดกลางโถงทางเดินแน่ๆ ประสานให้พยาบาลหาเตียงไว้ให้เธอได้นอนพักแล้ว ถ้าร่างกายแข็งแรงดี อีกวันสองวันก็กลับไปพักผ่อนต่อที่บ้านได้ แล้วขอตัวออกไปช่วยดูแลคนเจ็บด้านนอกก่อน สองผัวเมียมองตามประสานที่เดินจากไปอย่างชื่นชม...

ในเวลาไล่เลี่ยกัน พริ้งเดินอย่างอ่อนแรงเข้าบ้าน ช้องนาง แววและชาญซึ่งนั่งรออยู่ด้วยความเป็นห่วงพากันโล่งใจที่เธอกลับมาอย่างปลอดภัย ชาญขอตัวขึ้นไปนอนก่อน ช้องนางไม่วายต่อว่าพริ้งว่าอยากตายนักหรือถึงได้ออกไปตะลอนๆข้างนอกแบบนี้ทั้งที่เขาทิ้งระเบิดกันโครมๆ ไม่ห่วงตัวเองก็ให้ห่วงหลานของตนบ้าง

“ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ หลานคุณแม่อยู่ดีมีสุขแน่ แหมเสียดาย ระเบิดมันน่าจะลงบนหลังคาบ้านนี้สักลูกสองลูก” ว่าแล้วพริ้งเดินนวยนาดขึ้นข้างบน ช้องนางเห็นท่าไม่ดี สั่งให้แววไปหาคนมาขุดหลุมหลบภัย

“ยิ่งมันแช่ง ฉันยิ่งจะไม่ยอมตายง่ายๆ”

ooooooo

วันรุ่งขึ้นช้อยแข็งแรงพอ หมอจึงอนุญาตให้กลับไปพักฟื้นต่อที่บ้านได้ คุณพระเวทย์เป็นห่วงความปลอดภัยของลูกเมียคิดจะย้ายไปอยู่นอกเมืองเพราะแถวนี้ใกล้จุดทิ้งระเบิด ระหว่างรอขายบ้าน เขาจะให้คนมาขุดหลุมหลบภัยไว้ที่หลังบ้านประเทียบ และให้ช้อยลองพูดกับคุณพี่ให้ย้ายไปกับเรา

ไม่ว่าจะเกลี้ยกล่อมอย่างไรประเทียบก็ไม่ยอมไปจากบ้านหลังนี้ บอกให้ช้อยกับคุณพระเวทย์พาลูกไปก่อนได้เลยไม่ต้องห่วงตน ช้อยยืนกรานถ้าท่านไม่ไปพวกเราก็ไม่ไป เรื่องย้ายออกจากพระนครจึงเป็นอันยุติ...

พระนครถูกทิ้งระเบิดอย่างหนักทุกคืนสร้างความเสียหายไปทั่ว คืนนี้ก็เช่นกัน เสียงไซเรนเตือนภัยดังสนั่น ทุกคนพากันเข้าไปหลบในหลุมหลบภัย ประเทียบดูอ่อนแรงผิดปกติจนช้อยอดเป็นห่วงไม่ได้

ระหว่างที่เสียงระเบิดดังไม่ขาดสาย ประเทียบสิ้นใจอยู่ในหลุมหลบภัย ช้อยและปริกถึงกับปล่อยโฮ...

เสียงระเบิดสงบแล้ว คุณพระเวทย์อุ้มร่างไร้วิญญาณของประเทียบมาวางไว้ที่โถงกลางบ้าน ปริกอดแปลกใจไม่ได้ทำไมอยู่ๆประเทียบถึงตายทั้งที่ยาก็มีกินไม่ขาด นึกเอะใจวิ่งเข้าไปรื้อค้นดูในห้องของท่าน ถึงได้รู้ท่านไม่ได้กินยาสักเม็ด เอาทิ้งไว้ซอกเตียงเหมือนไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ แล้วตั้งข้อสังเกตว่าประเทียบไม่อยากย้ายไปจากที่นี่และไม่อยากเป็นภาระให้กับครอบครัวของช้อย ก็เลยตัดสินใจไม่กินยา...

ทางด้านพริ้งเป็นห่วงคลินิกมาก ทันทีที่เสียงระเบิดสงบรีบออกจากหลุมหลบภัยตรงไปที่นั่นโดยไม่ฟังเสียงห้ามปรามของช้องนาง เป็นอย่างที่พริ้งหวั่นใจ คลินิกถูกระเบิดทำลายเหลือแต่ซาก

ooooooo

นิยายไทยรัฐ
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement