วันเสาร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

advertisement

พริ้ง คนเริงเมือง ตอนที่ 3


27 พ.ค. 2560 08:04
1,041,790 ครั้ง

พริ้ง คนเริงเมือง ตอนที่ 3

อ่านเรื่องย่อ

พริ้ง คนเริงเมือง

แนว:

ดราม่า-โรแมนติก

บทประพันธ์โดย:

สุวรรณี สุคนธา

บทโทรทัศน์โดย:

เจ้าคำดี

กำกับการแสดงโดย:

รัญญา ศิยานนท์

ผลิตโดย:

บริษัท นีโน่ บราเดอร์ส จำกัดและบริษัท มีเดีย สตูดิโอ จำกัด

วัน-เวลาออกอากาศ: ทุกวันพุธ - พฤหัสบดี เวลา 20.15 น.

ช่องออกอากาศ:

สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

นักแสดงนำ:

อคัมย์สิริ สุวรรณสุข,เขตต์ ฐานทัพ, กฤษฎา สุภาพพร้อม, วัชรบูล ลี้สุวรรณ, ภูริ หิรัญพฤกษ์, พูลภัทร อัตถปัญญาพล, เมทนี บุรณศิริ

ที่​โรงพยาบาล แม้​พินิจ​จะ​แจ้ง​ว่า​คุณ​พระ​จำรูญ​จาก​ไป​อย่าง​ไม่​ทรมาน​ด้วย​อาการ​เส้นเลือด​ใน​สมอง​แตก​แต่​นั่น​ไม่ได้​ทำให้​ประ​เทียบ​เสียใจ​น้อย​ลง ยัง​คง​ร้องไห้​อย่าง​หนัก​อยู่​กับ​ปริ​ก พินิจ​เดิน​เข้าไป​หาคุณ​พระเวท​ย์​กับ​ช้อย​ที่​กำลัง​อุ้ม​ตา​นิด​อยู่​ไม่​ห่าง​นัก

“เห็น​คุณ​พริ้ง​บอก​ว่า​จะ​ไป​เยี่ยม​คุณ​ช้อย ไม่ได้​มา​ด้วย​กัน​เหรอ​ครับ”

ช้อย​รีบ​แก้ตัว​ให้​น้อง​สาว “พริ้ง​ตกใจ​มาก​และ​เสียใจ​มาก​ค่ะ เลย​ขอตัว​กลับ​บ้าน​ไป​ก่อน”...

ทาง​ด้าน​ช้องนาง​กำลัง​นอน​ให้​แวว​นวด​อยู่ เห็น​พริ้ง​กลับ​เข้า​มา​ทำ​เป็น​ร้อง​ทักทาย​สีหน้า​ยิ้มแย้ม ไป​เยี่ยม​บ้าน​โน้น​มา​เป็น​อย่างไร​บ้าง

“น่า​จะ​ตายๆกัน​ไป​ให้​หมดๆ” พูด​ลอย​จบ พริ้ง​จะ​เดิน​ขึ้น​ข้าง​บน แวว​ไม่​พอใจ​ลุก​ขึ้น​ชี้​หน้า​ด่า​ว่า​พูดจา​หมาๆแบบ​นี้​ได้​อย่างไร พริ้ง​หัน​ขวับ​ชี้​หน้า​กลับ​ไปบ้าง “มึง​ว่า​ใคร​หมา อี​แวว”

สอง​คน​เปิด​ศึกน้ำลาย ด่า​กัน​ไป​ด่า​กัน​มาไม่​สาแก่ใจ​ลง​ไม้​ลงมือ​กัน​ด้วย ช้องนาง​ร้อง​เรียก​ชาญให้​มา​ช่วย​กัน​ห้าม เขา​กลับ​เดิน​หนี ทั้ง​คู่​ตบ​ตี​กัน​อุตลุด​ใน​บ้าน​คับแคบ​ไป​ต่าง​ลาก​กัน​ออก​มา​ตบ​ตี​กัน​ต่อ​แถว​สนาม​หญ้า​หน้า​บ้าน ช้องนาง​พยายาม​ห้าม​แต่​ไม่​มี​ใคร​ฟัง

ทันใดนั้น มี​น้ำ​ฉีด​จาก​สาย​ยาง​พุ่ง​เข้าใส่​สอง​สาว​ถึง​กับ​ชะงัก​ก่อน​จะ​พา​กัน​หัน​มอง​ไป​ทาง​ที่​น้ำ​ฉีด​มา เห็น​ชาญ​ยืน​รดน้ำ​ต้นไม้​อย่าง​ใจเย็น​อยู่ พินิจ​กลับ​เข้า​มา​เห็น​สภาพ​เปียก​ปอน​ของ​แวว​กับ​พริ้ง ถาม​ว่า​เกิด​อะไร​ขึ้น

“เอ่อ...คุณ​พ่อ​รดน้ำ​ต้นไม้​น่ะ​ลูก พริ้ง​กับ​แวว​เขา​อยู่​แถว​นี้​คุณ​พ่อ​มอง​ไม่​เห็น”

“ใช่ๆ ไม่​รู้​ว่า​อยู่​แถว​นี้” ชาญ​เออออ​ตาม​เมีย​ก่อน​จะ​เดิน​เลี่ยง​ไป​รดน้ำ​ต่อ พินิจ​มอง​ไม่​อยาก​จะ​เชื่อ

พริ้ง​ไม่​พอใจ​ช้องนาง​กับ​แวว สะบัด​หน้า​ใส่​เดินเข้า​บ้าน พินิจ​เชิญ​พ่อ​กับ​แม่​ที่​ห้อง​โถง​มี​เรื่อง​จะ​คุย​ด้วย...

ทั้ง​ช้องนาง​และ​ชาญ​ต่าง​ตกใจ​เมื่อ​รู้​จาก​ลูก​ชาย​ว่า​คุณ​พระ​จำรูญ​เสีย​ชีวิต​กะทันหัน​ด้วย​อาการ​เส้นเลือด​ใน​สมอง​แตก ช้องนาง​แปลก​ใจ​ทำไม​พริ้ง​ถึง​ไม่​ไป​ช่วย​ทาง​โน้น​จัดการ​เรื่อง​งาน​ศพ คุณ​พระ​จำรูญ​เป็น​พี่​ชาย​ไม่ใช่​หรือ พินิจ​แก้ตัว​ให้​เมีย​ว่า​เธอ​ตกใจ​จน​ทำ​อะไร​ไม่ถูก คง​สะเทือนใจ​มาก​ก็​เลย​ปลีกตัว​กลับ​มา

“ประเดี๋ยว​จะ​พา​ไป​งาน​ศพ​ด้วย​กัน คุณ​พ่อคุณแม่​จะ​ไป​วัน​นี้​เลย​หรือ​เปล่า​ครับ”

ชาญกับช้องนางพยักหน้ารับคำ พินิจขอตัวไปดูพริ้งก่อน ช้องนางรอจนลูกไปพ้นระยะได้ยินจึงนินทาลูกสะใภ้ว่าไม่ได้เสียใจที่พี่ชายตาย แต่สะใจต่างหากไม่รู้จิตใจนังนั่นทำด้วยอะไรถึงได้เนรคุณคนที่ชุบเลี้ยงตัวเองมา นี่พินิจจะรู้หรือเปล่าว่าเมียตัวเองใจยักษ์ขนาดไหน...

ความรักบังตาพินิจอีกเช่นเคยคิดว่าที่พริ้งหน้าตาบูดบึ้งเพราะยังช็อกและเสียใจกับการตายของคุณพระจำรูญ ดึงเธอมากอดปลอบใจ เธอรำคาญดิ้นหนีไปเปิดตู้หยิบเสื้อผ้าสีสดออกมาจะใส่ เขาร้องทักทำไมไม่ใส่สีดำเดี๋ยวจะต้องไปวัดอีก เธอไม่มีชุดดำและจะไม่ไปวัดอ้างไม่สบายแล้วเดินไปนอนที่เตียงหันหลังให้ เพื่อจะได้ไม่ต้องคุยกันอีก พินิจไม่พูดอะไร คว้าผ้าเช็ดตัวเข้าห้องน้ำ

ooooooo

บรรยากาศในงานสวดศพคุณพระจำรูญเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ประเทียบเอาแต่ร้องไห้ไม่เป็นอันทำอะไร ช้อยกับคุณพระเวทย์รับหน้าที่จัดการเรื่องงานศพทุกอย่างให้

ขณะที่พระสงฆ์สวดอภิธรรมศพคุณพระจำรูญอยู่ที่วัด พริ้งสะดุ้งตื่นขึ้นในความมืด รู้สึกหิวท้องกิ่ว เดินลงมาค้นหาของกินในตู้กับข้าวเจอปลาเค็มติดก้นจาน รีบคดข้าวใส่เอาขึ้นไปกินบนห้องนอน กินเสร็จเธอผลักจานข้าวเข้าไปใต้เตียง ดื่มน้ำเรียบร้อยวางแก้วไว้ส่งๆ แล้วเดินไปปิดไฟ ขึ้นเตียงนอนต่อ...

ทางฝ่ายช้อยดึงตัวสามีออกมาจากศาลาสวดศพ บ่นให้ฟังว่าพริ้งไม่ได้ป่วย มันบอกเธอว่ามันตัดขาดจากบ้านคุณพี่ แต่เธอบอกพินิจไม่ได้ เธออัดอั้นตันใจกับการกระทำของน้องสาวไม่อยากจะเชื่อว่าเธอสอนให้มันกลายเป็นคนเนรคุณคนตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ อยากจะด่ามันนัก

“โกรธได้ แต่อย่าด่าออกมา หมดจากพ่อแม่ก็มีพี่นี่แหละที่คำพูดศักดิ์สิทธิ์ พูดดีก็คือให้พร ด่าว่าก็เหมือนแช่ง พริ้งยังเด็กยังมีเวลาสอนได้ เราต้องอดทน” คุณพระเวทย์เตือนสติ...

แขกเริ่มทยอยกันกลับ ประเทียบ ช้อย ปริกและคุณพระเวทย์เดินมาส่งช้องนาง ชาญและพินิจที่รถประเทียบฝากพินิจไปบอกพริ้งด้วยว่าให้หายเจ็บหายไข้เร็วๆ แต่ถ้ายังไม่หายดีก็ให้มาวันเผาเลยก็ได้ พินิจรับคำ ช้อยสะเทือนใจกับการกระทำของน้องสาว...

ครู่ต่อมาพินิจเปิดประตูห้องนอนเข้ามานั่งบนเตียงมองพริ้งที่นอนหลับซุกตัวใต้ผ้าห่มด้วยสายตาเปี่ยมรัก ค่อยๆเอามือแตะหน้าผากไม่รู้สึกว่าตัวร้อนก็ถอนใจโล่งอก กลิ่นปลาเค็มลอยมาเตะจมูก เขาพยายามดมหาที่มาของกลิ่นกระทั่งเจอจานข้าวซุกอยู่ใต้เตียงถึงกับอึ้ง เพราะไม่เคยเห็นมุมนี้ของเธอมาก่อน เขาขยับจะไปหยิบจานเตะแก้วน้ำกับขวดน้ำที่วางเกะกะจนล้มน้ำนองพื้น

พินิจเดินไปเปิดไฟ เห็นสภาพห้องที่เลอะเทอะ มองเลยไปเห็นชุดเปียกของพริ้งกองระเกะระกะกับชุดอื่นที่ยังไม่ได้ซักก็ถอนใจเหนื่อยใจรู้สึกผิดหวังอยู่ลึกๆ จากนั้นเดินไปเก็บเสื้อผ้าที่กองรกๆใส่ตะกร้า เก็บจาน แก้วและขวดน้ำจะออกจากห้อง พริ้งขยับตัวลืมตาขึ้นมาเห็นพินิจสั่งให้ปิดไฟให้ด้วยเธอนอนไม่หลับ

“ครับ” พินิจรับคำ ปิดไฟแล้วถือจาน แก้วน้ำกับขวดน้ำลงไปที่ห้องครัวยังไม่ทันล้าง แววเดินเข้ามาอาสาจะล้างให้เอง แต่พอรู้ว่าเป็นจานที่พริ้งเอาขึ้นไปกินบนห้อง แทบจะทุ่มทิ้ง แต่ต้องข่มอารมณ์เอาไว้ แล้วออกตัวว่าอย่าเพิ่งหาว่าตนขี้ฟ้อง ตนสงสารคุณหญิงมาก วันนี้คุณพริ้งแช่งคุณหญิงว่าน่าจะตายๆไปให้พ้นๆ ตายไปพร้อมกับคุณพระจำรูญได้ยิ่งดี แถมยังด่าท่านต่างๆนานา ทำให้ตนทนไม่ไหวก็เลยมีเรื่องกัน

“คุณหมอจะโกรธแวว ไล่แววออกก็ได้นะเจ้าคะที่ล่วงเกินเมียคุณหมอ คุณหญิงก็ดีใจหาย ยังจะห้ามไม่ให้แววทำอะไรคุณพริ้งเพราะสงสารคุณหมอ ไม่อยากให้คุณหมอลำบากใจ แต่ใครจะคิดถึงใจคุณหญิงบ้างไหมเจ้าคะ ที่ต้องตกอยู่ในสภาพน้ำท่วมปาก ถูกลูกสะใภ้ถอนหงอก แต่บอกใครไม่ได้ พูดแล้วแววอยากจะร้องไห้เจ้าค่ะ เงินเดือนๆนี้แววไม่รับก็ได้นะเจ้าคะ พรุ่งนี้แววจะไปแต่เช้า”

พินิจสั่งให้แววอยู่ที่นี่ต่อไป ทั้งคู่มัวแต่คุยกันไม่ทันเห็นพริ้งแอบฟังอยู่และคิดหาทางเอาตัวรอด

ooooooo

ด้วยความเจ้าเล่ห์ พริ้งรีบกลับไปที่ห้องนอน อาบน้ำด้วยความรวดเร็ว หยิบชุดนอนตัวที่ยั่วยวนที่สุดมาสวม พรมน้ำหอม ผัดหน้าทาปากแล้วโดดขึ้นเตียง แต่ดันลืมปิดไฟ รีบลุกขึ้นมาปิด วิ่งกลับไปนอนบนเตียง

พินิจเปิดประตูห้องเข้ามายืนอยู่ในความมืดอึดใจ ก่อนจะเปิดไฟ พริ้งทำเป็นสะดุ้งตื่น งัวเงียมองเขาออดอ้อนว่าเปิดไฟทำไม ทำให้เธอปวดหัว เขามีเรื่องอยากจะคุยด้วย แล้วเดินมานั่งบนเตียงใกล้ๆ กลิ่นหอมจากเรือนกายกับใบหน้าที่สวยของเธอทำให้เขาชะงัก

“เมื่อยตัวจัง” พริ้งทำเป็นบิดขี้เกียจ ผ้าห่มเลื่อนลงเผยให้เห็นชุดนอนยั่วยวน พินิจลืมสิ่งที่จะพูดไปสิ้น เธอออดอ้อนให้เขาช่วยบีบนวดคอนวดไหล่ แถมเอาตัวเบียดจนร่างแนบชิด พินิจค่อยๆบีบนวดคอให้ ก่อนจะซุกไซ้ไปตามซอกคอระหงของเธอ พริ้งยิ้มกริ่ม หันมาโน้มคอเขาลงแนบกับเรือนร่างตัวเอง...

ช้องนางถึงกับยิ้มหน้าบานเมื่อแววเล่าเรื่องที่คุยกับพินิจเมื่อคืนนี้ให้ฟัง และยังเล่าอีกว่าเขาไม่ให้เธอลาออก เคยอยู่อย่างไรก็ให้อยู่อย่างนั้นแล้วเดินดุ่มๆขึ้นห้อง สงสัยคงจะไปจัดการกับอีคุณพริ้ง

“แกทำดีมาก คอยดูซิว่ามันจะทำยังไง” ช้องนางมั่นใจว่าพริ้งจะต้องอาละวาดและทะเลาะกับพินิจแน่ๆ...

เหตุการณ์ไม่เป็นไปอย่างที่ช้องนางหวัง สิ่งที่พริ้งปรนเปรอให้พินิจเมื่อคืนทำให้เขาสำลักความสุข เช้านี้เธอขออะไรเขายอมให้หมดทุกอย่าง เธอจึงออดอ้อนขอให้พินิจปลูกบ้านหลังใหม่ให้เธออยู่

แม่ผัวตัวดีรู้เรื่องนี้เข้าถึงกับเต้นผาง พริ้งยังคุยอวดอีกว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่พินิจหาได้ ตนจะเป็นคนเก็บให้เอง ถ้าจะใส่ธนาคารก็ต้องใส่ชื่อตนเท่านั้น โดยพินิจจะทำงานหนักกว่าเดิมเพื่อจะเก็บเงิน และจะเปิดคลินิกให้นานขึ้น วันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุด เขาก็จะทำงานด้วย

“ถ้าพ่อแม่หมอตาย หมอจะต้องโอนโฉนดที่ดินและบ้านนี้ให้พริ้งทันที รวมทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่อยู่ในบ้านหลังนี้ด้วย” สิ้นเสียงพริ้ง ช้องนางถึงกับอ้าปากค้างตกใจสุดขีด ชาญเองก็รู้สึกไม่ต่างจากเมียรักเช่นกัน...

ระหว่างที่พริ้งเดินควงแขนพินิจมาตามถนนที่มีร้านรวงเปิดทำการค้าขาย เขาพยายามชวนเธอไปไหว้ศพคุณพระจำรูญ เธออ้างว่ายังไม่หายดี คนโบราณเขาถือกันว่าหากไม่สบายห้ามไปงานศพ เดี๋ยวจะกลับมาป่วยตาย แล้วชวนพินิจเข้าร้านถ่ายรูปเพื่อให้เขาเลิกพูดถึงเรื่องงานศพ...

ตกค่ำมีพิธีสวดศพคุณพระจำรูญเป็นวันที่สาม ประเทียบออกปาก พรุ่งนี้จะเผาคุณพระแล้ว ทำไมพริ้งถึงยังไม่มาสักที ช้อยแก้ตัวให้น้องสาวว่าอาการป่วยของเธอยังไม่ดีขึ้น ประเทียบขอร้องอย่าโกหกกันเลย พริ้งไม่ยอมมาเองต่างหาก ตั้งแต่วันแรกที่คุณพระจำรูญสิ้นใจ พริ้งอยู่กับช้อยแท้ๆยังไม่ยอมโผล่หน้ามา เพราะเลือกที่จะตัดขาดจากตน ช้อยได้แต่ปลอบไม่ให้ท่านคิดมาก

“ฉันไม่ถือโทษมันหรอก หน้าที่ฉันคือให้อภัยมัน ไม่ว่าความผิดจะร้ายแรงแค่ไหน สักวันเมื่อมันย้อนกลับมามอง ถ้ามีวันนั้น มันจะเข้าใจ ตอนนี้มันยังแรงด้วยทิฐิ ปล่อยมันไป”

ooooooo

พริ้งในชุดสวยราศีคุณนายจับ เดินควงแขนพินิจที่กำลังจะไปทำงานผ่านมาเห็นช้องนางนั่งหน้าเศร้าอยู่ เธอเบ้ปากสะใจ ขณะที่เขาไม่ค่อยจะสบายใจนัก แววเดินเข้ามารายงานว่าพักนี้ช้องนางกินอะไรได้น้อยวันๆ เอาแต่นั่งเหม่อไม่พูดไม่จา ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดแล้ว แล้วปรายตามองพริ้งอย่างชิงชัง พินิจรีบตัดบท

“แววมีอะไรทำก็ไปทำไป...คุณพริ้งผมจะไปคุยกับแม่ คุณพริ้งไปรอหน้าบ้านก่อนเถอะนะ ครู่เดียว”

“พริ้งเรียกสามล้อรอไว้เลยแล้วกัน คุยไม่นานนะคะเดี๋ยวจะสาย” พริ้งว่าแล้วเดินออกไป แต่ไม่วายหันมองช้องนางด้วยสายตาเยาะหยันโดยที่พินิจไม่เห็น แววยืนอยู่อีกมุมหนึ่งมองพริ้งด้วยสายตามาดร้าย...

ด้านช้องนางเห็นลูกชายเข้ามานั่งข้างๆ เมินหน้าหนี เขาจับมือท่านไว้ ขอร้องอย่าโกรธกันเลย เขามีเหตุผลที่ต้องทำอย่างนั้น เนื่องจากต้องดูแลเมีย ช้องนางตัดพ้อต่อว่าลูกว่าดูแลแต่เมียไม่เหลียวแลแม่ จะหนีไปปลูกบ้านใหม่ไม่พอ ยังจะยกบ้านยกสมบัติให้เมียทั้งๆที่พ่อกับแม่ยังนั่งหัวโด่อยู่ในบ้าน

“แม่ยังไม่ตายพินิจ แม่ยังไม่ตาย แต่แกยอมให้เมียทำแบบนั้นเท่ากับแช่งให้แม่ตายเร็วๆ” ช้องนางพูดจบร้องไห้อย่างหนัก พินิจได้แต่กอดปลอบใจ...

อีกมุมหนึ่งหน้าบ้าน พริ้งยืนรอสามล้ออยู่อย่างหงุดหงิด มัวแต่ง่วนกับการหาพัดในกระเป๋าถือ ไม่ทันสังเกตเห็นชายฉกรรจ์ท่าทางไม่น่าไว้ใจเดินตรงเข้ามากระชากกระเป๋า เธอไม่ยอมให้ง่ายๆเพราะมีเงินอยู่ในนั้น อ้าปากจะร้องขอความช่วยเหลือ โจรตบเปรี้ยงพริ้งกระเด็นเลือดกบปาก แล้วคว้ากระเป๋าจะหนี เธอรวบข้อเท้าไว้ไม่ยอมให้ไป พร้อมกับตะโกนโหวกเหวกให้คนช่วย

พินิจที่นั่งปลอบแม่อยู่ในบ้านไม่ได้ยินเสียงพริ้งร้องขอความช่วยเหลือเพราะเสียงช้องนางร้องไห้กลบเสียงเธอเสียสิ้น เขาปวดร้าวใจมากที่เห็นแม่เสียใจ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไรดี

ฝ่ายโจรชั่วพยายามสลัดพริ้งให้หลุดแต่เธอเกาะขาไว้แน่น เขาหันมาเตะเข้าท้องน้อยจนเธอจุกตัวงอ โจรขโมยกระเป๋าถือไปจนได้ เธอเหลือบเห็นแววแอบดูอยู่ด้วยความสะใจก็พอจะเดาได้ว่านังนั่นต้องมีส่วนรู้เห็น ค่อยๆยันตัวลุกขึ้นเดินตามจนทันกระชากผมหน้าหงาย โวยวายว่าเป็นแผนชั่วของแววใช่ไหม

พินิจกับช้องนางตกใจเข้ามาถามว่ามีเรื่องอะไรกัน พริ้งกล่าวหาแววว่าใช้ให้คนมาวิ่งราวกระเป๋าและทำร้ายตน เขาเห็นสภาพเมียรักมีร่องรอยถูกทำร้าย ตระหนักในทันทีว่าเป็นเรื่องจริง แววยังทำไม่รู้ไม่ชี้ พริ้งหมั่นไส้ตบหน้าหัน แล้วตามเข้าไปจะซ้ำ ช้องนางขวางไว้สั่งให้หยุด พริ้งฟิวส์ขาดไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม

“ไม่หยุด...เพราะคำสั่งของแกใช่ไหมอีแก่”

หมอหนุ่มถึงกับตะลึงที่เมียด่าแม่ปาวๆ ขอร้องให้หยุด เธอไม่ยอมหยุด แถมจะเอาเรื่องช้องนางให้ได้โดยไม่ฟังคำแก้ตัวใดๆ ทั้งช้องนางและพริ้งต่างจะให้พินิจเลือกข้าง เขาหมดความอดทนประกาศกร้าว

“ผมไม่เลือกอะไรทั้งนั้น อยากจะด่ากัน ฆ่ากันให้ตายก็เอาเลย...เชิญ” พินิจหายใจหอบแรงด้วยความโกรธ มองหน้าแม่สลับกับเมียอย่างผิดหวังก่อนจะเดินจากไป ทั้งช้องนางและพริ้งต่างอึ้งไม่เคยเห็นเขาโกรธเท่านี้มาก่อน พริ้งรีบวิ่งตาม ขณะที่ช้องนางหันไปถามแววว่าเป็นฝีมือของเธออย่างที่พริ้งกล่าวหาหรือเปล่า

แววก้มหน้างุด ช้องนางไม่ต้องเดาก็รู้คำตอบ ได้แต่ถอนใจกลุ้ม

ooooooo

ทางด้านพริ้งพยายามร้องเรียกให้พินิจหยุดก่อน แต่เขาเดินจ้ำพรวดๆไม่สนใจ เธอแกล้งสะดุดขาตัวเองหกล้มร้องโอดโอยให้เขาช่วย เขาจะเข้าไปช่วยแต่แล้วชะงักเมื่อนึกถึงตอนที่เธอตะโกนด่าแม่ของเขาปาวๆ

“หมอ...ทำไมไม่เข้ามาช่วย พริ้งเจ็บเพราะแม่ของหมอ คนในบ้านหมอนะ หมอไม่คิดจะรับผิดชอบหรือไง ยืนบื้ออยู่ทำไม พริ้งเจ็บ” มารยาร้อยเล่มเกวียนของพริ้งยังใช้ได้ผล พินิจเข้ามาประคองเธอไปที่ห้อง แล้วช่วยทำแผลให้ เธอยืนกรานจะไปแจ้งความเอาเรื่องให้ถึงที่สุด พินิจขอร้องไม่ให้ทำอย่างนั้นเธอก็ไม่ฟัง ช้องนางผลักประตูห้องเข้ามา ท้าให้เธอวิ่งแร่ไปแจ้งความได้เลย ถ้ามีหลักฐาน

“ฉันเห็นตำตาว่านังแววมันยืนดูอยู่ มันจ้างให้ไอ้เลวนั่นมาวิ่งราว มาทำร้ายฉัน”

ช้องนางบอกให้พินิจช่วยเอาปัญญาใส่ในสมองเมียด้วยว่าแค่เห็นว่าใครยืนดูใช้เป็นหลักฐานเอาผิดไม่ได้ พินิจพยักหน้าเป็นทำนองว่าจริงอย่างที่แม่พูด พริ้งแค้นมากที่ถูกเล่นงานฝ่ายเดียวพุ่งเข้าหาช้องนางอย่างเอาเรื่อง แววรีบมาขวางไว้ พินิจดึงตัวพริ้งออกห่าง แต่เธอดิ้นพราดด้วยแรงโทสะไม่ฟังเสียงห้ามปรามใดๆทั้งสิ้น เขาหมดความอดทนเหวี่ยงพริ้งลงไปบนเตียง

“คุณต้องเลิกทำตัวแบบนี้สักทีนะคุณพริ้ง มีสติหน่อย อย่าเอาแต่อารมณ์”

พริ้งยืนยันไม่ยอมเลิก พินิจหมดแรงจะพูดด้วยขยับจะไป เธอทวงสัญญาที่เคยให้ไว้ เขายืนยันไม่ได้ผิดสัญญา ยังรักและจะดูแลเธอให้มีความสุขที่สุดต่อไป แม้ว่าเธอจะไม่ได้รักเขาเลยก็ตาม แล้วผละจากไป พริ้งตะโกนถามว่าจะไปไหน พินิจตะโกนตอบว่าจะไปทำงานคนไข้รออยู่...

ในเวลาต่อมาขณะที่ช้อยกำลังป้อนข้าวตานิด พริ้งแวะมาหาเพื่อจะปรับทุกข์ด้วย ช้อยยังเคืองเธอไม่หายต่อว่ายกใหญ่ว่าทุกข์เป็นกับเขาด้วยหรือ มีอะไรที่คนอย่างเธอจะเสียน้ำตาให้ได้ ขนาดผู้มีพระคุณที่เลี้ยงดูมาตาย เธอยังไม่เคยทุกข์ร้อน น้ำตาสักหยดก็ไม่มีให้เห็น พริ้งร้องไห้โฮทันที ช้อยใจแข็งต่อไปไม่ไหวเอาลูกใส่เปล แล้วดึงน้องสาวมากอด ปล่อยให้เธอใช้ไหล่ตัวเองเป็นที่ซับน้ำตา หลังจากปล่อยให้พริ้งร้องไห้จนสาแก่ใจ ช้อยอยากรู้ว่าเธอมาทำไมที่นี่ พริ้งไม่เห็นใครอีกแล้ว อย่าเพิ่งใจดำกันนัก ตอนนี้เธอเหมือนตัวคนเดียว

“เอ็งหมายความว่ายังไง ที่ว่าตัวคนเดียว แล้วหมอพินิจไปไหน”

พริ้งเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง บอกว่าไปแจ้งความไว้แล้ว ถ้าเป็นอย่างที่ตัวเองว่าจะไม่ยอมความเด็ดขาด ต่อให้เป็นแม่ผัวก็ไม่สนใจ ช้อยขอให้เธอเลิกแก้แค้นได้แล้ว แก้แค้นไปก็ไม่มีใครมีความสุข พริ้งไม่สนใจ ขอแค่ให้พวกนั้นป่นปี้ก็พอแล้ว ช้อยบอกให้เธอกลับไป ในเมื่อพูดอะไรเตือนอะไรก็ไม่ฟัง

“พี่ช้อย แล้วจะให้ฉันคุย ระบายกับใคร ฉันไม่อกแตกตายพอดีรึ ฉันมีพี่ช้อยคนเดียวที่ฉันไว้ใจ”

ช้อยอยากรู้ว่าพริ้งมาที่นี่จะให้ช่วยอะไร เธอไม่ได้จะให้พี่ช่วยแก้ไขอะไร แค่ฟังเธอระบาย เวลาที่เธอมีความทุกข์ก็พอ ช้อยอดถามไม่ได้ แล้วคิดหรือยังว่าจะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร

“มันยุให้หมอหย่า แต่ฉันจะไม่หย่า ฉันจะอยู่ตำตาตำใจมัน อะไรที่มันไม่ชอบฉันก็จะทำ เอาให้มันอกแตกตาย คอยดู” พริ้งหมายมั่นจะสูบเลือดสูบเนื้อและสมบัติของบ้านพินิจมาเป็นของตัวเองให้หมด

ooooooo

สี่ทุ่มแล้วพินิจยังไม่กลับ พริ้งมองไปยังที่นอนว่างเปล่าข้างๆซึ่งเป็นที่นอนประจำของเขา รู้สึกโหวงเหวงใจ อย่างบอกไม่ถูก ตัดสินใจลุกขึ้นไปปิดไฟ แล้วล้มตัวลงหลับตานอน...

คนที่พริ้งคิดถึงกำลังตรวจคนไข้คนสุดท้ายอยู่ที่คลินิก กำชับคนไข้ให้ดื่มน้ำมากๆ และพยายามอย่าให้เท้าเย็น คนไข้ขอบคุณเขามาก ถามถึงค่ารักษากับค่ายาประมาณเท่าไหร่ พินิจเห็นสภาพซอมซ่อของคนไข้แล้วย้อนถามว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่า คนไข้กลัวเงินไม่พอจ่ายแล้วควักเศษเงินไม่กี่สตางค์ออกมาให้

“ผมไม่คิดเงินครับ ไม่ต้องห่วง”

คนไข้ยกมือไหว้ขอบคุณหมอท่วมหัวที่ใจดีมีเมตตาต่อคนยากจน อวยพรให้เจริญๆยิ่งๆขึ้นไป พินิจเขียนกำกับไว้ในใบสั่งยาว่าไม่ต้องคิดเงิน แล้วยื่นใบสั่งยาให้คนไข้เอาไปให้พยาบาลช่วยจัดยาให้ คุณหมอหนุ่มรอจนคนไข้ไปแล้ว บิดตัวแก้เมื่อยขบ มองนาฬิกาบนผนังเห็นบอกเวลาสี่ทุ่มเศษ ตัดสินใจจะนอนค้างที่นี่ ครั้นคนไข้คนสุดท้ายไปแล้ว จึงรบกวนให้ฉวีปูที่นอนบนเตียงตรวจคนไข้ให้ เธอร้องเอะอะจะค้างที่นี่อีกแล้วหรือ

“รบกวนหน่อยนะครับ แล้วก็...วันต่อๆไปด้วย ผมมีเรื่องไม่สบายใจนิดหน่อยไม่อยากกลับบ้าน”

ฉวีไม่เห็นด้วย ทำแบบนี้จะดีหรือ เธอเคยได้ยินพ่อกับแม่ของเธอสอนไว้ว่าเวลาสามีภรรยามีปัญหากัน ไม่ควรออกจากบ้านเพื่อหนีปัญหา เพราะจะยิ่งสร้างปัญหามากขึ้น พินิจกลับไม่เห็นด้วย การไม่เห็นหน้ากันอาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ ฉวีไม่อยากเถียงด้วยได้แต่อวยพรให้เขาปรับความเข้าใจกับคุณพริ้งให้ได้ในเร็ววัน...

ทางฝ่ายช้อยเล่าเรื่องที่พริ้งมาปรับทุกข์ให้คุณพระเวทย์ฟัง และยังเล่าอีกด้วยว่าพริ้งไม่ยอมไปกราบประเทียบ เขาเชื่อว่าคนเราถ้าไม่มีความกตัญญูก็จะไม่มีอะไรคุ้มครองตัวเอง

“ฉันคงสอนพริ้งได้ลำบากแล้ว นับวันตัวตนของพริ้งยิ่งหนาหนัก”

“อย่าไปคิดถึงผล คิดถึงแค่การทำหน้าที่ที่เราต้องทำในฐานะพี่ที่ห่วงใยน้อง”

ช้อยกราบที่อกคุณพระเวทย์ สัญญาจะสอนตานิดให้คิดเหมือนที่เขาสอนเธอ เป็นพี่ต้องห่วงใยน้อง ไม่ว่าน้องจะเป็นอย่างไรก็ตาม เขาติงตานิดมีน้องตอนไหนกัน แล้วนึกขึ้นได้ นี่ช้อยกำลังท้องหรือ เธอยิ้มรับอายๆ

“ค่ะ...ตานิดกำลังจะมีน้องค่ะ”

คุณพระเวทย์โดดตัวลอย แล้วดึงช้อยมากอดด้วยความรักเปี่ยมหัวใจ

ooooooo

ช้องนางกำลังกินอาหารเช้าอยู่กับชาญ ตอนที่พริ้งลงมาที่โต๊ะอาหารทั้งที่สวมชุดนอน ชาญแทบสำลักกาแฟที่เห็นสภาพไม่เรียบร้อยของลูกสะใภ้ รีบหันหน้าหนี พริ้งโวยวายว่าเมื่อคืนพินิจไม่กลับบ้าน ช้องนางรู้ไหมว่าเขาไปไหน คนถูกถามทำหูทวนลมเหมือนเสียงของเธอเป็นเสียงนกเสียงกา

“ถามไม่ได้ยิน หูตึงกันหมดหรือไง” พริ้งตวาดแว้ด ช้องนางเหลืออด ไล่ให้เธอไปตามหาผัวที่อื่น อย่ามาอาละวาดแบบนี้ ไม่อย่างนั้นตนจะให้แววขนของของเธอไปทิ้งไว้ข้างนอกจะได้ไปหาที่อยู่ใหม่ตอนนี้เลย อยากออกไปนักไม่ใช่หรือ พริ้งเปลี่ยนใจแล้ว จะไม่ไปไหนทั้งนั้น ช้องนางด่าสวนทันทีว่าหน้าด้าน

“แล้วจะได้เห็นว่าฉันหน้าด้านได้มากกว่าที่พวกแกคิด” พริ้งสะบัดหน้าเดินจากไป ช้องนางแทบจะลมจับแววต้องเข้ามาช่วยบีบช่วยนวดจนท่านดีขึ้น...

ครู่ต่อมา พริ้งตามไปที่โรงพยาบาลเพื่อเอาเรื่องพินิจที่ไม่ยอมกลับบ้าน เขาอ้างไม่อยากเห็นเธอกับแม่ของเขาทะเลาะกัน แทนที่พริ้งจะยอมรับว่าตัวเองก็มีส่วนผิดที่ชอบหาเรื่องทะเลาะกับแม่ผัว กลับโยนความผิดไปให้อีกฝั่งหนึ่งแต่ฝ่ายเดียว หาว่าท่านสุมหัวกับแววหาเรื่องตนตลอดเวลา พินิจขอร้องไม่ทะเลาะกันได้ไหม

“ไปบอกแม่หมอเถอะ แกไม่อยากได้พริ้งมาเป็นลูกสะใภ้ตั้งแต่แรกแล้วนี่ พริ้งทำอะไรก็ผิดไปหมดไม่ดีไปได้หรอก เพราะฉะนั้น อย่ามาบอกพริ้ง พริ้งไม่ใช่ต้นเหตุ”

พินิจได้ฟังก็รู้ว่ายากจะประสานรอยร้าว...

การที่พินิจไม่กลับบ้านเมื่อคืนทำให้ช้องนางกับแววนินทากันไปต่างๆนานา พาลคิดว่าตอนนี้เขาอาจกำลังหาทางเลิกรากับพริ้งก็ได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง จะได้ทำบุญบ้านครั้งใหญ่รดน้ำมนต์ปัดเสนียดไปด้วย พูดยังไม่ทันขาดคำ พริ้งเดินควงแขนพินิจสีหน้ายิ้มแย้มรักใคร่กันดีเข้ามา

“พอดีเมื่อคืนนี้หมอติดคนไข้เยอะ เหนื่อย ก็เลยนอนที่คลินิก แต่ต่อไปนี้หมอสัญญากับพริ้งแล้วว่าให้เหนื่อยยังไงก็จะกลับบ้าน...บ้านของเรา” พริ้งยิ้มเย้ยช้องนาง

“มันทำของใส่แกหรือไงตาพินิจ ถึงได้หลงมันจนโงหัวไม่ขึ้น”

พินิจแค่ไม่อยากทำตัวให้เป็นปัญหากับใครขึ้นมาอีก...แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจคนกลางอย่างเขา ทั้งเมียและแม่คอยแต่จะใช้คำพูดเชือดเฉือนกัน บ้านตอนนี้ร้อนเป็นไฟทำให้พินิจไม่อยากอยู่ มุ่งแต่ทำงาน กลางวันทำที่โรงพยาบาล ส่วนกลางคืนก็เปิดคลินิก งานเท่านั้นที่ทำให้เขาไม่ต้องมาพบเจอกับการทะเลาะวิวาทของเมียกับแม่ ประสานต้องเตือนให้เขาพักผ่อนบ้าง เดี๋ยวจะกลายเป็นคนป่วยเสียเอง

“ไม่เป็นไรหรอก ผมยังไหว” นั่นคือคำพูดที่พินิจมักจะบอกกับประสานอยู่บ่อยครั้ง

ooooooo

ขณะช้อยกำลังช่วยกันกับปริกและประเทียบเตรียมของใส่บาตรวันพรุ่งนี้ ประเทียบไอแคกๆเป็นระยะๆ ช้อยเตือนให้ท่านหายามากินบ้าง ไอแบบนี้ไม่ค่อยจะดีนัก ท่านให้ปริกไปเจียดยามากินหลายครั้งแล้วแต่ยังไม่หายสักที นี่ยาหมดอีกแล้วยังไม่ได้ไปซื้อ ช่วงสงครามยาแพงมาก เงินทองก็ไม่ค่อยจะมี

“ไปหาหมอพินิจที่คลินิกไหมละคะคุณพี่ ใครๆก็พูดกันปากต่อปากว่าหมอมียาดีและเก็บค่ารักษาไม่แพง”

“เอาเถิดไว้ให้เป็นจนไม่ไหวค่อยไป พูดถึงหมอพินิจตอนนี้นังพริ้งมันท้องหรือยัง แม่ช้อยรู้ข่าวบ้างไหม”

คนถูกถามนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่ได้คุยกับพริ้ง เห็นเธออิ่มเอิบราศีคุณนายจับก็ร้องทักว่ามีน้ำมีนวลแบบนี้ท้องหรือเปล่า เธอไม่คิดว่าพินิจจะมีน้ำยา แต่ถ้าท้องขึ้นมาจริงๆจะให้เขาเอาออก มีผัวเป็นหมอจะกลัวอะไร อีกอย่างมีลูกจะทำให้ทะเลาะกับแม่ผัวไม่คล่องมือ

“ไม่รักไม่สงสารหมอบ้างรึ”

“ฉันไม่รู้หรอก”

“อย่ารู้เอาเมื่อสายเกินไปนะพริ้ง แล้วเอ็งจะเสียใจไปจนตายที่มีคนดีๆมาช่วยอุ้มชูแต่ก็รักษาเขาไว้ไม่ได้ ตอนนี้เอ็งยังมีเวลามีโอกาส ทำดีกับเขาได้ก็ทำเสีย เอ็งจะไปไหนก็ไป ข้าจะทำกับข้าว”

พริ้งเดินสะบัดออกไปไม่สนใจคำสั่งสอนของพี่สาว...

ช้อยตื่นจากภวังค์หันไปยิ้มเจื่อนให้ประเทียบก่อนจะเล่าว่าพริ้งมาหาบ้างเป็นครั้งคราว แต่มาไวไปไวไม่ได้อยู่คุยนาน ปริกไม่วายต่อว่าพริ้ง แค่จะเดินข้ามรั้วมาเยี่ยมกันบ้างก็ไม่มี อยากรู้นักว่าอะไรถ่วงเท้าไว้

ประเทียบต้องเอ็ด ปริกถึงได้สงบปากสงบคำได้...

ด้านพินิจทำงานหนักกว่าจะกลับบ้านก็ค่ำมืดทุกวัน กลับมาก็ไม่คุยกับใครเดินขึ้นห้อง พริ้งเองแทนที่จะอยู่ต้อนรับผัวกลับแกล้งนอนหลับ

ooooooo

วันนี้พริ้งแวะไปที่คลินิกทำให้รู้ว่าพินิจรักษาคนไข้ส่วนใหญ่ไม่คิดเงินสักบาท ปรี่เข้ามาโวยวายกับฉวีทำไมถึงไม่คิดเงิน คุณยายคนไข้ตกใจจะควักเงินให้ ฉวียืนยันว่าคุณหมอไม่ให้คิดเงิน

“แต่ฉันจะคิด เอามานี่” พริ้งดึงใบสั่งยาไปจากมือฉวีตรงรี่ไปที่ห้องตรวจ สั่งให้พินิจคิดเงินด้วย เขากำลังตรวจคนไข้อีกรายอยู่ ส่งใบสั่งยาให้คนไข้ไปเอายาที่พยาบาลด้านนอก พริ้งกระชากใบไปดูถึงกับร้องเอะอะ

“เก็บแค่เนี้ย นี่หมอโง่หรือเปล่า” เสียงแปดหลอดของพริ้งทำให้พินิจอายมาก ดึงใบสั่งยาคืนแล้วส่งให้คนไข้ บอกให้รีบไปรับยา พริ้งโวยวายไม่เลิกทำแบบนี้แล้วเมื่อไหร่จะรวย รักษาไม่คิดเงินบ้าง หรือคิดเงินเหมือนให้เปล่าบ้าง พินิจทักท้วงเราไม่ได้ลำบากอะไรสักหน่อย ช่วยคนอื่นได้ก็ช่วยๆกันไป

“เขาลำบากกันจริงๆนะ ผมเก็บเงินเขาไม่ลง”

“หมอไม่เก็บ ฉันเก็บเอง” พริ้งดึงใบสั่งยาของคุณยายกลับไปที่ฉวี หยิบปากกามาเขียนราคาค่ารักษาเอง ฉวีซึ่งเห็นค่ารักษาหนึ่งบาทก็ตกอกตกใจทำไมถึงแพงนัก เธอโวยกลับแล้วค่ายาที่ซื้อมา ค่าที่หมอร่ำเรียนมา ก็ต้องใช้เงินแลกมาทั้งนั้น จะไม่ให้มีกำไรบ้างเลยหรือ คุณยายออกตัวถ้าคิดแพงขนาดนี้จะเอาเงินที่ไหนให้ พริ้งตะโกนลั่นใครไม่มีเงินทีหลังไม่ต้องป่วย คนไข้ในคลินิกพากันอึ้ง พินิจยืนมองอยู่ยิ่งเครียดหนัก...

ขณะที่พริ้งเข้าไปวุ่นวายอยู่ที่คลินิกของพินิจ ช้อยกับคุณพระเวทย์เห็นอาการหอบเหนื่อยจากการไออย่างหนักของประเทียบช่วยกันพาขึ้นสามล้อไปหาหมอ...

พินิจตรวจคนไข้คนสุดท้ายเสร็จเดินออกจากห้องตรวจ ฉวีรายงานว่าพรุ่งนี้เลื่อนนัดคนไข้ไปวันอื่นเพื่อให้เขาได้พักบ้าง พริ้งสวนทันทีว่าใครสั่ง พินิจหยุดก็ไม่ได้ทำอะไรสู้มารักษาคนไข้ไม่ดีกว่าหรือ ฉวีไม่เห็นด้วย เขาทำงานหนักมาตลอดไม่ได้พักเลย ควรจะหยุดพักบ้าง พริ้งไม่พอใจแดกดันฉวีจะมาเป็นเมียแทนตนหรือ

“เป็นแค่ลูกจ้างมีหน้าที่ทำตามคำสั่ง อย่ามาคิดแทน”

“เอาเถอะ ผมจะมา ที่เลื่อนนัดไปแล้วก็ไม่เป็นไร เผื่อมีคนไข้ใหม่”

ระหว่างนั้นคุณพระเวทย์กับช้อยประคองประเทียบเข้ามา พริ้งเห็นผู้มีพระคุณจังๆหน้า ไม่รู้จะวางตัวอย่างไร พินิจรีบพาท่านเข้าไปในห้องตรวจ ขณะเขากำลังตรวจอาการประเทียบอย่างละเอียด ท่านเกิดไอขึ้นมา คราวนี้มีเลือดปนออกมาด้วย พินิจถอนใจหนักใจ เพราะมั่นใจว่าท่านเป็นฝีในท้องหรือวัณโรคนั่นเอง

สักพักพินิจออกจากห้องตรวจมากับประเทียบ คุณพระเวทย์และช้อย พริ้งซึ่งนั่งรออยู่แถวนั้นทำเป็นหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน พินิจเอาใบสั่งยาให้ฉวี แล้วบอกประเทียบว่าจะไปเยี่ยมดูอาการถึงบ้านบ่อยๆ โรคนี้ต้องใช้เวลานานในการรักษา และต้องกินยาติดต่อกันห้ามขาด ประเทียบหันไปทักทายพริ้งซึ่งทักตอบอย่างขอไปที แล้วเร่งพินิจให้รีบคิดเงินจ่ายเงินเร็วๆจะได้ปิดร้าน ฉวีจัดยาเสร็จพอดียื่นยาให้

“นี่ค่ะ รับประทานยาตามที่เขียนไว้หน้าซองนะคะอย่าให้ขาด คุณช้อยช่วยดูด้วยนะคะ”

“ยาอะไรกันนักหนา มากโขจะให้กินแทนข้าวรึ” ประเทียบบ่นอุบ พินิจอธิบายว่าโรคชนิดนี้ต้องกินยาต่อเนื่องอย่างน้อยปีครึ่งถึงสองปี พริ้งแอบบ่นโรคบ้าอะไรกินยานานขนาดนั้นสู้ตายๆไปเลยจะดีกว่า คุณพระเวทย์จะจ่ายค่ารักษาค่ายาให้แต่พินิจไม่รับ จะให้คิดเงินได้อย่างไรประเทียบเป็นผู้มีพระคุณ พริ้งอยากจะด่าผัวตัวเองใจแทบขาดแต่กลัวดูไม่ดีในสายตาคนอื่นจำต้องข่มอารมณ์ไว้ ขณะที่ฉวีแอบสะใจ

“ประเสริฐจริงพ่อ มีน้ำใจนัก ฉันไม่ปฏิเสธนะ” ประเทียบชื่นชมพินิจไม่หยุดปากเช่นเดียวกับช้อยและคุณพระเวทย์ ขณะที่พริ้งโกรธควันแทบออกหู รอจนประ–เทียบกับพวกไปหมดแล้ว เธอเข้าไปต่อว่าพินิจว่าทำไมไม่เก็บเงิน เธอบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าต้องเก็บเงินคนไข้ทุกคน ยายิ่งแพงๆอยู่

“เขาเป็นญาติของคุณพริ้งไม่ใช่รึ”

พริ้งปฏิเสธว่าเปล่าแค่ขอเธอไปเลี้ยงเหมือนขี้ข้าไม่ใช่ญาติ พินิจไม่พอใจที่เธออกตัญญู พูดซ้ำคำเดิมเพื่อตอกย้ำให้เธอรู้สึกตัวว่าประเทียบเป็นญาติของเธอหวังจะให้ซึมซับเข้าไปในกะโหลกหนาๆเผื่อจะมีสำนึกขึ้นมาได้บ้าง แล้วเดินออกจากคลินิก พริ้งรีบตามมาถามว่าพูดแบบนี้หมายความว่าอย่างไร พูดอยู่ได้ว่า ประเทียบเป็นญาติของเธอ พินิจใจเย็นลงแล้วก็เลยไม่พูดอะไร พริ้งขู่ถ้าไม่พูดก็ไม่ต้องพูดอีกเลยชาตินี้

“เขาเป็นญาติคุณพริ้ง หรือคุณไม่อยากยอมรับความจริงว่าคุณเป็นคนอกตัญญู”

หญิงสาวโกรธควันแทบออกหูตบพินิจหน้าหันฐานดูถูก โดยไม่มีสำนึกแม้แต่น้อยว่าตัวเองเป็นอย่างที่เขาว่าจริงๆ แถมยังพาลด่าเขาต่างๆนานา อีกทั้งท้าทายถ้าอยากจะเลิกกับเธอก็เลิกได้เลย เธอไม่สนใจ แล้วโบกเรียกสามล้อกลับบ้านไปคนเดียว พินิจได้แต่มองตามพริ้งที่นั่งสามล้อจากไปด้วยความผิดหวังและเสียใจ...

ครั้นกลับถึงบ้าน พริ้งเก็บเสื้อผ้าข้าวของของพินิจเอามาโยนออกนอกบ้าน ลงไปกองแทบเท้าเจ้าของที่เพิ่งเดินกลับเข้ามา ช้องนางโมโหมากโวยวายใส่พริ้งว่าทำอะไร

“ถ้าเขาไม่อยากอยู่กับพริ้งก็ให้ไปอยู่ที่อื่น”

ช้องนางด่าลั่นว่าอีคนเห็นแก่ตัวนี่มันบ้านของพินิจ คนที่ควรไปน่าจะเป็นเธอมากกว่า พริ้งไม่ยอมไปไหนทั้งนั้น ใครเกลียดตนทนอยู่ด้วยกันไม่ได้ก็ให้ออกไปจะไปตายที่ไหนก็ไป ช้องนางหมดความอดทนประกาศจะไปจากที่นี่ ย้ายกลับอยุธยา แล้วสั่งให้แววไปเก็บข้าวเก็บของ ชาญหันมองลูกชายจะเอาอย่างไร เขากลับไม่พูดอะไรเข้าไปนั่งหน้าเครียดอยู่คนเดียว ส่วนพริ้งกลับเข้าห้อง อาละวาดขว้างปาข้าวของกระจายเกลื่อน...

พินิจเข้ามาในห้อง พริ้งหลับไปแล้วท่ามกลางข้าวของกระจุยกระจาย เขาทรุดตัวลงนั่งข้างๆ

“ไม่ว่าคุณจะเป็นยังไงผมก็รักคุณ แต่ผมคงไม่ดีพอที่จะทำให้คุณรักผมและเปลี่ยนตัวเองเพื่อผมได้”

ooooooo

นิยายไทยรัฐ
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement