advertisement

ไฟหวน ตอนที่ 7

บทประพันธ์ ฐา-นวดี สถิตยุทธการ จากบทละครโทรทัศน์ทางช่อง 7 โดย มารุต สาโรวาท
6 ก.ค. 2556 11:40

ค่ำแล้ว ในครัวกำลังวุ่นวายตระเตรียมอาหาร ทับทิมกับไสวสงสัยว่าท่านนายพลไปไหนทำไมป่านนี้ยังไม่กลับ บุปผานั่งฟังอยู่เงียบๆ พอได้ยินเสียงรถแล่นมาจอดหน้าบ้านก็ชะเง้อชะแง้ แล้วลุกขึ้นเดินตามสร้อยไปห่างๆ

สร้อยรีบวิ่งไปรอรับใช้ท่านนายพลโดยไม่รู้ว่า บุปผาหลบมองอยู่มุมหนึ่ง

“ทำไมวันนี้กลับเสียค่ำเชียวคะท่าน”

นายพลเทพมองสร้อยแต่ไม่ตอบ สร้อยเลยเจื่อนเล็กน้อยก่อนเปลี่ยนไปถามว่าจะให้ยกสำรับอาหารค่ำเลยหรือไม่

“ไม่ต้อง ฉันไม่หิว” ตอบเสร็จท่านเดินขึ้นห้องนอนไปเลย ทิ้งสร้อยยืนเกาหัวแกรกๆ สงสัยว่าท่านอารมณ์เสียอะไรมาจากไหน?

นายพลเทพเดินหน้าเครียดเข้ามาในห้อง ทรุดลงนั่งถอนใจเฮือกใหญ่ก่อนหันไปหยิบรูปถ่ายของอุ่นที่ซ่อนไว้มิดชิดออกมาดู จากนั้นก็พร่ำรำพันขอโทษที่ตนไม่สามารถตามหาตัวลูกของเราได้ แต่ตราบใดที่ตนยังมีลมหายใจอยู่ก็จะตามหาต่อไปจนกว่าจะพบ...

เวลานั้นบุปผายังซุ่มอยู่หน้าตึก พอเห็นสร้อยกลับลงมาบุปผาก็ขยับจะหนี แต่พลาดทำเสียงดังขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ สร้อยเลยจับได้ พุ่งเข้าไปคว้าคอบุปผาไว้ทันที

“นังบุปผา...แกมาด้อมๆมองๆอะไรแถวนี้”

“เอ่อ...ฉันก็แค่นึกว่าท่านเพิ่งกลับมา พี่สร้อยคงต้องรีบยกสำรับอาหารเย็นขึ้นไปให้ท่าน ฉันอยู่ว่างๆก็เลยอยากจะช่วยน่ะจ้ะ”

“แต่ฉันสั่งแกแล้วใช่ไหมว่าถ้าคุณหญิงกับคุณหนูยังไม่กลับจากเชียงใหม่ แกไม่ต้องขึ้นไปบนตึก ฉันรู้นะนังบุปผาว่าแกกำลังพยายามจะเข้าหาท่านนายพล แต่ฉันขอบอกแกไว้ตรงนี้เลยนะว่า...ถ้าแกบังอาจคิดใฝ่สูง ไม่เจียมตัว แกกับฉันเป็นได้เห็นดีกัน”

สองคนจ้องตากันอย่างท้าทาย แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไรต่อจากนั้นก็มีเสียงรถแล่นมา สร้อยเหลียวไปดูแล้วยิ้มกว้างกระวีกระวาดมารอรับคุณหญิงมณีกับมัทนา โดยมีบุปผาเดินตามมาห่างๆ ส่วนนายพลเทพที่อยู่ในห้องก็รีบเก็บซ่อนรูปอุ่นก่อนลงมารับหน้าลูกเมีย

สวิงขนของตามหลังนายทั้งสองเดินมาหน้าตึก และนึกได้ว่ามีถุงผลไม้ของคุณหญิงแจ่มจันทร์ติดมาด้วย คุณหญิงมณีรับรู้และตั้งใจให้มัทนาเอาไปให้ในวันพรุ่งนี้ บุปผาได้ยินก็หูผึ่งตาพอง สบโอกาสที่จะไปบ้านไอศูรย์แล้ว...

นายพลเทพเดินมาทักทายลูกเมียก่อนจะเห็นแขนมัทนามีรอยแผล ถามว่าโดนอะไรมา มัทนาอึกอักไม่อยากโกหก คุณหญิงมณีมองออกรีบตอบแทน

“เราไปไหว้พระกันมาด้วยน่ะค่ะคุณ เผอิญที่วัดลมพัดแรง เลยพัดเอาเชิงเทียนล้มมาโดนยายมัทน่ะค่ะ”

“โถ...ลูกพ่อ เจ็บมากไหมลูก”

“เจ็บไม่มากหรอกค่ะ แต่มัทตกใจมากกว่า”

“โชคดีที่พ่อต้นไปด้วยนะคะคุณ เขาก็เลยช่วยทายาทำแผลให้ยายมัท”

“มีว่าที่ลูกเขยเป็นหมอใหญ่มันก็ดีอย่างนี้ล่ะค่ะคุณหญิง” สร้อยสอพลอแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปกับคุณหญิงมณี...บุปผาแอบมองมาอย่างหมั่นไส้ พึมพำว่ายังไงหมอไอศูรย์ก็ไม่มีวันได้เป็นลูกเขยบ้านนี้แน่!

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น มัทนาเอาแผ่นทองที่เขียนชื่อตนเองหลังทำพิธีที่บ้านชไมใส่ไว้ใต้ฐานพระประธานในห้องพระ เสร็จแล้วคุณหญิงมณียังกำชับให้บอกไอศูรย์หาเวลามาใส่บาตรร่วมกัน...

บุปผาจับจ้องรอคอยมัทนาเพราะต้องการติดรถไปด้วยเพื่อทำการบางอย่างที่บ้านไอศูรย์ แต่อ้างกับเธอว่าอยากแวะเยี่ยมนายสิน มัทนาตั้งใจจะเยี่ยมนายสินตอนขากลับอยู่แล้วจึงไม่ขัดข้อง

ไอศูรย์ออกจากบ้านแต่เช้าหลังจากหยุดงานมาสองสามวัน มัทนามาถึงจึงไม่เจอเขา เอาผลไม้ให้คุณหญิงแจ่มจันทร์และอยู่ทานข้าวด้วยกันตามคำชวน ส่วนบุปผาค่อยๆหลบออกมาแล้วหาโอกาสขึ้นไปให้ถึงห้องนอนหมอไอศูรย์

เวลานั้นที่โรงพยาบาล ไอศูรย์กับปรีชาอยู่ที่ห้องพักของอิ่ม สองคุณหมอพอใจที่อิ่มดีขึ้นมาก ดูสงบลงแววตาไม่เลื่อนลอยเหมือนแต่ก่อน

“ไม่ใช่ผลจากยาด้วยนะต้น...แต่ป้าอิ่มแกจะจำความได้แค่ไหน จะจำได้ทั้งหมดไหม ก็คงต้องดูกันต่อไป แต่พี่ว่ามันมีสัญญาณที่ดีแล้วละ”

ไอศูรย์ยิ้มยินดี มองอิ่มนอนที่นอนบนเตียงนิ่งๆ หารู้ไม่ว่าแกกำลังหวนคิดถึงอดีตตอนที่อุ่นคลอดลูกสาวมีปานแดงที่ต้นขา แล้วแกอุ้มหลานออกจากบ้านเพื่อไปหาหมอ แต่ไปได้ไม่ไกลบ้านก็ถูกไฟไหม้ พอวิ่งย้อนกลับมาก็เห็นอุ่นถูกสร้อยแทงตายอย่างโหดเหี้ยม

นึกมาถึงตรงนี้อิ่มน้ำตาไหลซึมสงสารน้องสาว และเป็นห่วงหลานสาวที่ไม่รู้เป็นตายร้ายดียังไง...เมื่อจำความได้ขนาดนี้แล้ว อิ่มจึงหลบหนีออกจากโรงพยาบาลโดยไม่บอกใครทั้งนั้น มุ่งหน้าไปแถวบ้านเกิด...

ด้านบุปผาที่ต้องการเอาหุ่นเสน่ห์ที่ได้จากตาเถาไปไว้ใต้ที่นอนหมอไอศูรย์ เวลานี้เธอสบโอกาสเหมาะแล้วตอนคุณหญิงแจ่มจันทร์กับมัทนากินข้าวและคุยกันเพลิน เธอย่องขึ้นไปถึงห้องนอนหมอแต่ทำการนั้นไม่สำเร็จเพราะโฉมสาวใช้คนสนิทของคุณหญิงเข้ามาเสียก่อน

บุปผาหลบซ่อนตัวที่ระเบียงนอกห้องไม่ให้โฉมเห็นแล้วทำหุ่นเสน่ห์หล่นลงไปข้างล่างแตกหัก ส่วนโฉมไม่ได้เอะใจสงสัยอะไร เข้ามาหยิบรูปถ่ายรับปริญญาของไอศูรย์ลงไปอวดมัทนา สักพักบุปผาก็เข้ามาทำตัวปกติ เก็บซ่อนความเจ็บใจที่แผนทำเสน่ห์หมอไอศูรย์ไม่สำเร็จลุล่วง

ส่วนที่บ้านเทพบริบาล มณีเรียกสร้อยมาซักถามว่าระหว่างตนไม่อยู่บ้านมีอะไรเคลื่อนไหวบ้าง โดยเฉพาะเรื่องบุปผา สร้อยรายงานว่าเรียบร้อยดีเพราะตนกำชับไม่ให้บุปผาขึ้นไปบนตึก

“แล้วเรื่องผู้หญิงที่ชื่อผกาล่ะ คนของสร้อยได้เรื่องอะไรคืบหน้าไหม”

สร้อยบอกว่ายังไม่ได้เรื่องเลย คุณหญิงจึงสั่งให้คนของสร้อยสืบต่อไป ตนต้องรู้ให้ได้ว่าผกาเป็นใครและสามีของตนตามหาหล่อนทำไม?

ooooooo

ที่หอโคมแดง แสงตั้งใจมาใช้บริการแต่โดนผกาผลักไสออกมาโดยบอกว่าวันนี้ปิดหนึ่งวัน แสงอารมณ์เสียเดินบ่นอุบว่ายิ่งไล่ออกมาอย่างนี้ก็ยิ่งน่าสงสัย ผกาคนนี้ต้องเป็นผกาเดียวกับที่ท่านนายพลตามหาแน่ๆ

เมื่อเข้าซ่องไม่ได้ แสงก็เบนเข็มไปเข้าบ่อนตามประสาคนว่างงาน...ส่วนที่หอโคมแดง สาวๆพากันข้องใจทำไมแม่ผกาของพวกตนถึงบอกว่าวันนี้ปิดบริการ

“ความจริงแม่ไม่ได้ปิดหรอก แต่ต่อจากนี้ไปแม่ไม่ต้อนรับคนจากบ้านเทพบริบาลน่ะ”

“ทำไมล่ะจ๊ะแม่”

“แม่มีเรื่องกับคนบ้านนั้นนิดหน่อยน่ะ เพราะฉะนั้นต่อจากนี้ไป ถ้ามีคนจากบ้านเทพบริบาลมาที่นี่ ไม่ต้องรับแขก ใครไม่เชื่อแม่ก็ออกไปจากที่นี่เลย”

ทุกคนพยักหน้าอย่างเชื่อฟังผกาแต่โดยดี ยกเว้นมุกเพียงคนเดียวที่ครุ่นคิดอย่างสงสัย...

ขณะเดียวกันที่โรงพยาบาล มัทนากับบุปผาเดินตามหมอไอศูรย์ไปดูอาการนายสินที่นอนตาโพลงรับรู้ทุกอย่างแต่พูดและขยับตัวไม่ได้

“อาการปอดบวมดีขึ้นแล้วละครับ ถ้าอาการดีวันดีคืนอย่างนี้ อีกไม่นานก็คงจะให้พากลับไปรักษาตัวต่อที่บ้านได้”

“ดีจริง” มัทนายิ้มบางๆ ขณะที่บุปผารีบยกมือไหว้ไอศูรย์อย่างนอบน้อม

“บุปผาขอบพระคุณคุณหมอจริงๆเลยค่ะ ถ้าไม่ได้คุณหมอ ป่านนี้ก็ไม่รู้ว่าพี่สินจะเป็นยังไง”

“ถ้าบุปผาอยากจะขอบคุณ ก็ต้องขอบคุณคุณอามณีกับน้องมัทมากกว่านะ ที่เมตตาช่วยเรื่องรักษานายสินอย่างเต็มที่น่ะ”

พูดแล้วไอศูรย์มองเลยไปยังมัทนาด้วยแววตารักใคร่ บุปผาอิจฉาตาร้อน แกล้งขัดคอถามถึงป้า อิ่มว่าอาการเป็นยังไงบ้าง จำอะไรได้บ้างหรือยัง ไอศูรย์ยังไม่ทันตอบ พยาบาลคนหนึ่งก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาแจ้งข่าว

“ไม่รู้ป้าอิ่มแกหายไปไหนค่ะคุณหมอ เมื่อเช้าก็ยังเห็นแกนั่งทานข้าวอยู่ดีๆ พอเดินมาดูอีกที หายไปไหนแล้วก็ไม่ทราบค่ะ”

“ให้คนหาทั่วทั้งโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้”

พยาบาลคำรับแล้วรีบร้อนออกไป มัทนาอาสาช่วยหาก่อนเดินตามไอศูรย์ไปสมทบกับหมอปรีชา จากนั้นทุกคนก็สาละวนตามหาอิ่ม ยกเว้นบุปผาที่ไม่เต็มใจ แต่ต้องทำกระวีกระวาดอย่างเสียไม่ได้

ผ่านไปพักใหญ่ไม่มีใครพบเจออิ่มเลยสักคน มัทนาคาดว่าแกคงออกนอกโรงพยาบาลไปแล้ว ไอศูรย์ก็คิดเช่นนั้น วิตกกังวลและเป็นห่วงแกเหลือเกิน บุปผามองคนโน้นคนนี้แล้วแสร้งตีหน้าเศร้าบ่นออกมา

“ถ้าแกออกไปนอกโรงพยาบาลจริง...ก็น่าสงสารแกจังนะคะ เพราะคนแก่ความจำเสื่อมตัวคนเดียว ป่านนี้จะเตลิดไปถึงไหนแล้วก็ไม่รู้นะคะ”

มัทนาฟังแล้วใจคอไม่ดี ภาวนาให้ป้าอิ่มปลอดภัย อย่ามีอันตรายใดๆเกิดขึ้นกับแกเลย...

ooooooo

อิ่มเซซังไปถึงบริเวณที่เคยมีบ้านของตนซึ่งอาศัยอยู่กับน้องสาว แต่ปัจจุบันผืนดินตรงนี้กลายเป็นที่โล่งแจ้งว่างเปล่าเนื่องจากบ้านถูกไฟไหม้เมื่อยี่สิบปีก่อน...อิ่มยืนน้ำตาไหลพราก รำพันถึงอุ่นที่ตายจากกันโดยไม่มีโอกาสได้เผาผี

วิญญาณอุ่นรับรู้และเฝ้ามองพี่สาวอยู่ไม่ไกล อยากพูดคุยด้วยแต่สื่อสารไม่ได้ ฉับพลันอิ่มมีอาการโงนเงนก่อนล้มลงหมดสติอยู่ตรงนั้น...

เวลาเดียวกัน คุณหญิงมณีร่วมโต๊ะอาหารกับนายพลเทพสองคนเพราะมัทนายังไม่กลับ คุณหญิงสังเกตสีหน้าสามีไม่สดชื่น ไม่พูดคุย กินข้าวไม่กี่คำก็รวบช้อน

“อิ่มแล้วหรือคะคุณ”

นายพลเทพพยักหน้าแทนคำตอบแล้วเดินจากไป ยิ่งทำให้คุณหญิงมณีสงสัย สบตาสร้อยที่ยืนอยู่มุมห้อง สร้อยเลยขยับเข้ามารายงาน

“เมื่อวานท่านก็ไม่ทานอะไรเลยค่ะ กลับจากกรมก็ขึ้นห้องนอนเลย แล้วก็ลงมาตอนที่คุณหญิงกลับจากเชียงใหม่นั่นแหละ”

คุณหญิงรับรู้ด้วยความข้องใจ และอดรนทนไม่ไหวตามไปเลียบๆเคียงๆถามไถ่สามี โดยไม่รู้ว่าเขากำลังเครียดเรื่องตามหาลูกสาวอีกคนที่เกิดจากอุ่น

“คุณไม่สบายรึเปล่าคะ เมื่อกี้คุณแทบจะไม่ทานอะไรเลยนะคะ”

“ผมไม่ได้เป็นอะไรหรอกคุณหญิง แค่งานยุ่งๆ เท่านั้น...เมื่อคืนเห็นคุณหญิงกลับมาเหนื่อยๆเลยยังไม่อยากซักอยากถาม ตกลงเรื่องฤกษ์หมั้นลูกมัทคุณชไมให้ฤกษ์มาวันไหนกัน”

“ปีหน้าค่ะ ปีนี้เธอว่าไม่มีฤกษ์มงคลเลย”

“อืม...ก็ไม่เป็นไร ถ้าลูกมัทของเรากับพ่อต้นเป็นเนื้อคู่กัน ย่อมไม่แคล้วคลาดกันหรอก จะหมั้นปีนี้หรือปีหน้าก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่หรอก เอาละ ผมจะออกไปกรมสักหน่อย มีนัดคุยงานน่ะ”

คุณหญิงมณีมองตามหลังสามีไป สีหน้ายังกังวล รู้สึกว่าเขามีอะไรบางอย่างปิดบังและไม่ยอมพูดออกมา

ooooooo

วันเดียวกันนี้ กำพลนัดเจอมุกพูดคุยกันเรื่องบุปผาที่ทั้งคู่มั่นใจว่ายังอยู่ในพระนคร และวันก่อนกำพลก็เห็นบุปผาแถวโรงพยาบาลแต่จับตัวไม่ได้

“แล้วฉันก็เพิ่งมานึกออกว่าบุปผาเคยให้ฉันสอนขับรถให้ที่ถนนแถวๆโรงพยาบาลนั่นด้วย”

“แสดงว่านังบุปผามันต้องไปอยู่แถวนั้นแน่ๆค่ะ”

“แล้วมีข่าวอื่นจากทางแม่ผกาของเธออีกหรือเปล่า”

“ไม่มีค่ะ ช่วงหลังมานี่แม่ผกาไม่พูดถึงนังบุปผาเลย”

กำพลพยักหน้าอย่างเซ็งๆ ไม่ได้ใส่ใจมากนัก ยังคงหมกมุ่นอยู่กับเรื่องตามหาบุปผามากกว่าเรื่องอื่นใด...

หลังแยกจากมุกมาแล้ว กำพลเจอแสงโดยบังเอิญ แสงวิ่งหนีตำรวจออกจากบ่อนมาในสภาพบาดเจ็บที่มือแล้วมาปะทะรถกำพลจนล้มลง แต่โกหกว่าถูกโจรปล้นเอาเงินไปหมดตัวแถมถูกมันแทงเอาด้วย กำพลเห็นเลือดที่ฝ่ามือแสงจึงเชื่อสนิท รีบพาเขาไปทำแผลที่โรงพยาบาล...

ด้านมัทนาที่ออกจากโรงพยาบาลก็มุ่งหน้ากลับบ้านพร้อมบุปผา คุณหญิงมณีกำลังเป็นห่วง พอเห็นลูกสาวกลับมาก็ปรี่เข้าหา ถามว่าทำไมไปนานนัก หายไปตั้งครึ่งค่อนวัน

“คุณป้าแจ่มจันทร์ชวนมัททานข้าวด้วยน่ะค่ะคุณแม่ ออกจากบ้านคุณป้าก็เลยไปหาพี่ต้นที่โรงพยาบาล จะได้แวะเยี่ยมนายสินด้วยค่ะ”

“แล้วนายสินเป็นยังไงบ้างล่ะ”

“ยังต้องอยู่ที่โรงพยาบาลต่ออีกสักระยะค่ะ”

คุณหญิงพยักหน้ารับรู้และมองไปที่บุปผาอย่างสุดจะคาดเดาความคิด

“แล้วนี่คุณพ่อไม่อยู่หรือคะ” คำถามของมัทนาทำเอาคุณหญิงมณีกลับมาวิตกกังวลเรื่องสามี แต่ก่อนแต่ไรเขาไม่ออกจากบ้านไปไหนนอกจากทำงาน แต่เดี๋ยวนี้วันหยุดยังไม่ค่อยอยู่ติดบ้าน...

เวลาเดียวกันนั้น นายพลเทพออกไปพบดำเกิงด้วยความกระวนกระวายใจ ดำเกิงสีหน้าไม่สู้ดีแต่ก็ยืนยันหนักแน่นว่า

“คนของผมยืนยันว่าแม่ผกาอยู่ที่หอโคมแดงนั่นจริงๆนะครับ แต่จะหน้าตาอย่างไรไม่ทราบเลยครับ”

“แต่ในเมื่อผู้หญิงที่ชื่อราตรีนั่นบอกว่าแม่ผกาไม่ได้อยู่ที่หอโคมแดงแล้ว แล้วเราจะไปหาตัวแม่ผกาได้ที่ไหนกันล่ะ นังอิ่มมันก็ล้มหายตายจากไปเสียข้างไหนแล้วก็ไม่รู้...หรือว่าชาตินี้ฉันจะไม่มีบุญได้พบหน้าลูกของฉันกับแม่อุ่นเสียแล้ว...” ท้ายประโยคนายพลเทพเสียงแหบพร่า สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล

ooooooo

ค่ำแล้ว อิ่มฟื้นคืนสติหลังจากชาวบ้านย่านนั้นช่วยเหลือเยียวยา แต่เธอจำไม่ได้ว่าตัวเองเป็นอะไร ชาวบ้านคาดว่าเป็นลมแดด เพราะตอนไปเจอนั้นหมด สติอยู่กลางแจ้ง

“ว่าแต่แกไปยืนอยู่ตรงนั้นทำไมรึ”

“บ้าน...เคยมีบ้านอยู่ตรงนั้น”

“ฉันก็เพิ่งมาอยู่แถวนี้ แต่ก็เคยได้ยินว่าตรงนั้นน่ะเคยมีบ้านคนอยู่แต่ไฟไหม้ไปหมดแล้ว เจ้าของเขาก็เลยทิ้งไว้อย่างนั้น...แต่เมื่อไม่กี่วันมานี่เห็นเจ้าของเขาส่งคนมาดูที่ เห็นว่าจะขายน่ะ”

“เจ้าของ?” อิ่มพึมพำด้วยความสงสัย

“เห็นว่าเป็นนายพลอะไรนี่แหละ เอ...เดี๋ยวนึกชื่อก่อนนะ”

อิ่มทบทวนความทรงจำตัวเองแล้วเอ่ยชื่อนายพล เทพ เทพบริบาล

“ใช่ๆ นายพลเทพ เทพบริบาล เขาส่งคนมาเดินเรื่องจะขายที่ตรงนั้นแหละ ว่าแต่เอ็งรู้จักนายพลเทพอะไรนี่ด้วยเหรอ”

อิ่มส่ายหน้าไม่อยากพูดอะไรต่อ แต่ชาวบ้านผู้ช่วยเหลือคิดว่าเธอส่ายหน้าปฏิเสธว่าไม่รู้จัก

“ไม่รู้ก็ไม่รู้ เอ้า...หิวข้าวรึยังล่ะ กินข้าวเสียก่อน แล้วแกจะทำอะไรต่อไปก็ค่อยคิดอ่านทีหลัง”

เจ้าของบ้านลุกเดินไปยกสำรับ...อิ่มไม่ได้สนใจเรื่องอาหารแต่ครุ่นคิดว่าเธอต้องบอกท่านนายพลว่าลูกของอุ่นยังไม่ตาย แต่ยังมืดแปดด้านไม่รู้จะตามหาตัวท่านได้ที่ไหน?

เวลาเดียวกันนั้น คุณหญิงมณีเอายาสมุนไพรเข้ามาให้นายพลเทพเหมือนเช่นเคย แต่คืนนี้เขากลับปฏิเสธอย่างเนือยๆว่า

“วันนี้ผมรู้สึกวิงเวียนอย่างไรไม่รู้คุณหญิง ไม่อยากกินอะไรเลย”

“ยิ่งวิงเวียนก็ยิ่งต้องกินสิคะคุณ สมุนไพรนี่เป็นยาบำรุงร่างกายนะคะ กินแล้วจะได้สดชื่น”

“ก็กินมาทุกวันแล้ว งดสักวันจะเป็นไรไป” เขาพูดจบก็ล้มตัวลงนอนทันทีเลย คุณหญิงมณีขัดใจแต่ไม่กล้าเซ้าซี้ เพราะจะดูผิดปกติจนเกินไป...

ooooooo

เมื่อไม่มีที่ไปอิ่มจึงย้อนกลับมาโรงพยาบาล ไอศูรย์มาเจอในตอนเช้าและซักถามด้วยความเป็นห่วงว่าหายไปไหนมา...อิ่มไม่ตอบคำถามแต่ขอบคุณเขาด้วยความซาบซึ้งใจ

“ป้าขอบคุณที่หมอเป็นห่วง และป้าขอโทษที่ทำให้เป็นห่วงจ้ะ”

“แล้วป้าหายไปไหนมาทั้งคืนครับ”

“ป้าจำไม่ได้...”

“เอาเถอะครับ จำไม่ได้ก็ช่างมันเถอะครับ เอาเป็นว่าป้ากลับมาแล้วโดยปลอดภัยผมก็ดีใจอย่างที่สุดแล้วละ ครับ เดี๋ยวผมจะให้คนจัดอาหารมาให้นะครับ”

ไอศูรย์ผละไป อิ่มมองตามและพึมพำอย่างรู้สึกผิด

“ป้าขอโทษนะที่ต้องโกหกหมอ แต่ป้าจำเป็นและป้าคงต้องขออาศัยอยู่กับหมอไปก่อนจนกว่าป้าจะหาตัวท่านนายพลเจอ”

ขณะนั้นเอง คนที่อิ่มอยากพบกำลังเตรียมตัวออกไปทำงาน คุณหญิงมณีเห็นว่าเมื่อคืนสามีบ่นวิงเวียนเลยบอกให้หยุดสักวันแต่เขาไม่ยอม...หลังจากนายพลเทพขึ้นรถออกไปแล้ว คุณหญิงมณีหันไปสั่งสร้อย

“เตรียมเอารถออกอีกคัน ฉันจะไปประชุมที่สมาคม”

“ประชุมอะไรคะคุณแม่”

“ประชุมเรื่องจัดงานฉลองกึ่งพุทธกาลน่ะลูก”

“มัทไปด้วยได้ไหมคะ ปิดเทอมอย่างนี้มัทอยู่บ้านเฉยๆเบื่อจะแย่แล้วค่ะ”

คุณหญิงมณีไม่ขัดข้อง ให้ลูกสาวไปแต่งตัว พอมัทนาลับกาย สร้อยก็ขยับเข้ามาใกล้คุณหญิง

“ถ้าเราออกไปกันหมด ก็ต้องทิ้งนังบุปผาไว้ในบ้านกับอีพวกในครัวน่ะสิคะคุณหญิง”

“คงไม่เป็นอะไรหรอก เพราะท่านนายพลไม่อยู่บ้าน แล้วเราก็คงกลับถึงบ้านก่อนท่านนายพลเลิกงานอยู่แล้วละ”

เมื่อไปถึงสมาคม เพื่อนๆต่างเข้ามาทักทายคุณหญิงและชื่นชมรูปร่างหน้าตามัทนา ยิ่งพอรู้ว่าเธอกำลังจะหมั้นกับลูกชายคุณหญิงแจ่มจันทร์ ทุกคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก

มัทนาเขินอาย แยกตัวออกมาช่วยงานในกลุ่มสาวๆ ซึ่งมีพลอยรวมอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย มัทนาพูดดีด้วยแต่พลอยกลับทำเย็นชาใส่ แถมยังประชดประชันจนมัทนาเข้าหน้าไม่ติด จนปัญญาไม่รู้จะทำยังไงเพื่อนถึงจะหายโกรธเสียที

ส่วนกลุ่มผู้ใหญ่ยังคุยกันเพลิน โดยเฉพาะเรื่องตื่นเต้นของคุณประไพหนึ่งในสมาชิกของสมาคม

“จริงไหมคะที่คนเขาพูดกันว่าคุณประไพพาคนไปบุกซ่อง แล้วลากตัวคุณพจน์ออกมาเมื่อไม่กี่วันมานี่น่ะค่ะ”

“จริงค่ะ ดิฉันบุกไปลากตัวคุณพจน์มาจากอีพวกผู้หญิงหยำฉ่าหน้าด้านนั่นด้วยตัวเองเลยค่ะ”

“ไม่น่าเชื่อเลยนะคะว่าคุณพจน์จะชอบไปเที่ยวผู้หญิงอย่างนั้น”

“ก็เรื่องพรรค์อย่างว่า...ผู้ชายไม่มีวันอิ่มหรอกค่ะ คุณหญิงเองก็อย่าประมาทนะคะ ท่านนายพลน่ะยังไม่แก่ ท่านอาจจะไปมีอีหนูซุกซ่อนไว้ที่ไหนก็ได้นะคะ ดีไม่ดีเกิดมีลูกขึ้นมาจะเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียวค่ะ”

“ไม่มีทางค่ะ ท่านนายพลของดิฉันไม่มีวันจะไปมีลูกกับใครแน่ ดิฉันมั่นใจ” คุณหญิงมณีเสียงเข้มจนเพื่อนฝูงพากันนิ่งเงียบไป

ขณะที่คุณหญิงมณีไม่อยู่บ้าน บุปผาสบโอกาสออกไปบ้านตาเถา เล่าให้แกฟังว่าตนทำหุ่นเสน่ห์ตกแตก

“ฉันก็ไม่ได้อยากจะให้มันตกแตกหรอกนะ แต่มันเป็นอุบัติเหตุน่ะ ทำให้ฉันอีกสักตัวเถอะน่าพ่อหมอ แล้วจะคิดเงินฉันสักเท่าไหร่ก็ว่ามาเลย ฉันจ่ายเต็มที่”

“ถึงเอ็งจะยอมจ่ายแต่ข้าก็ไม่ยอมทำ เอ็งรู้ไหมว่า การที่หุ่นเสน่ห์มันแตกน่ะ อาคมที่ข้าลงไว้ในหุ่นมันจะย้อนกลับมาที่ข้า ประเดี๋ยวข้าจะต้องทำพิธีล้างอาคมก่อน ไม่งั้นทั้งข้าทั้งเอ็งจะซวยได้ ไปๆๆ เอ็งกลับไปเหอะ ข้าต้องรีบจัดของทำพิธีแล้ว”

บุปผายังอิดออดแต่สุดท้ายก็ต้องกลับออกมาด้วยความผิดหวัง ส่วนตาเถากับน้องชายเกิดมีเรื่องร้อนใจ ตามหาไอ้หลงกันจ้าละหวั่น เพราะมันเมายาแล้วหนีหายไปทางไหนไม่รู้

ไอ้หลงถือมีดพร้าไล่ฟันผู้คนไปทั่ว เพชรผ่านมาเห็นจึงพยายามล็อกตัว แต่กว่าจะสยบมันได้ก็ใช้เวลาพอสมควร หลังจากนั้นรีบพาส่งโรงพยาบาลเพราะสงสัยว่ามันจะเมายา แต่เกี่ยงกับพยาบาลว่าไม่เอาหมอไอศูรย์ ขอเป็นหมอคนอื่นได้ไหม จังหวะนั้นไอศูรย์เดินมาได้ยินพอดี

“อย่าเอาความโกรธเกลียดพี่มาเป็นเงื่อนไขในการช่วยเหลือคนเลยเพชร มา...พี่ดูเด็กให้เอง”

ไอศูรย์รับตัวไอ้หลงมาจากเพชรแล้วเดินตรงไปที่ห้องตรวจทันที เพชรเดินตามอย่างจำใจ แล้วระหว่างรอฟังผลอยู่นั้นเกือบเจอบุปผาที่ตั้งใจมาหาไอศูรย์ แต่เจ้าหล่อนตาไวเห็นเขาเสียก่อน จึงถอยหนีไปอย่างรวดเร็ว

หลังตรวจอาการเบื้องต้นของไอ้หลงแล้ว ไอศูรย์คุยกับเพชรว่า “พี่คิดว่าเด็กนี่เมายาหรือสารพิษอะไรบางอย่างมา เพชรไปพบตัวเด็กนี่ที่ไหนเหรอ”

“ริมถนนครับพี่ต้น กำลังคลั่งอาละวาดเอามีดไล่ฟันคนอยู่เลย พอผมเข้าไปล็อกตัวไว้ได้เด็กก็หมดสติไป ผมก็เลยเอาตัวมาส่งที่นี่แหละครับ”

“ดีแล้วที่เพชรรีบเอาตัวมาส่งน่ะ ช้าอีกนิดเดียวเด็กนี่อาจจะไม่รอดก็ได้ พี่คงต้องเอาเลือดไปตรวจถึงจะรู้ว่าเป็นยาหรือสารพิษอะไร”

“งั้นผมฝากพี่ต้นดูแลรักษาเด็กนี่หน่อยได้ไหมครับ ส่วนผมก็จะลองไปสืบหาญาติพี่น้องของเด็กดู จะได้รู้ว่าเด็กมันไปเสพยามาจากที่ไหน”

“แล้วถ้าเด็กได้สติ พี่จะลองถามดูว่าเขาเสพยาเองหรือว่าถูกใครมอมยามา”

“ถ้าเด็กนี่ถูกมอมยามา ผมจะล่าตัวไอ้คนที่ทำเลวกับเด็กนี่ให้ได้ ต้องเอาโทษมันให้หนักเลยทีเดียว”

ไอศูรย์ยิ้มดีใจที่เพชรยึดมั่นในความถูกต้อง แต่เพชรกลับมองมาอย่างหมางเมิน

“แต่พี่ต้นอย่าคิดนะครับว่าการที่พี่ต้นช่วยผมเรื่องเด็กนี่จะทำให้ผมรู้สึกดีกับพี่ต้นได้เหมือนเก่า เพราะความ สัมพันธ์ของเรามันไม่มีวันกลับไปเหมือนเดิมได้อีกแล้ว”

สองหนุ่มมองหน้ากันด้วยอารมณ์ที่แตกต่าง...เพชรมุ่งมั่นจะเอาชนะไอศูรย์เรื่องมัทนาให้ได้ ส่วนไอศูรย์ก็รู้สึกเสียใจที่ความสัมพันธ์ดีๆที่เคยมีมาต้องสะบั้นลงอย่างนี้

ooooooo

บุปผากลับเข้าบ้านอย่างหงุดหงิดหัวเสียเพราะตาเถาไม่ยอมทำหุ่นเสน่ห์ให้ใหม่ และตั้งใจไปหาไอศูรย์ที่โรงพยาบาลก็มีอันต้องถอยฉากออกมาเพราะกลัวเพชรจะจำได้

เมื่อเห็นบนตึกเงียบผิดปกติ บุปผาย่องขึ้นไปเมียงมองจนแน่ใจว่าคุณหญิงมณีกับสร้อยไม่อยู่ แต่ท่านนายพลเอนหลังอยู่ที่เก้าอี้คนเดียว

“ดีละ นังสองคนนั่นไม่อยู่ ฉันจะได้บอกท่านนายพลเรื่องที่ท่านถูกนังคุณหญิงมันวางยาให้เป็นหมัน”

ไวเท่าความคิด บุปผาทำทีเอาน้ำเย็นเข้าไปให้ท่านนายพลแล้วตั้งใจจะบอกความลับ จู่ๆท่านนายพลหน้ามืดอยากจะกลับห้องนอนเพื่อพักผ่อน จึงวานบุปผาประคองไปส่ง

ด้วยความเป็นห่วงท่านทำให้บุปผาลืมธุระของตนเสียสนิท ประคองท่านไปส่งที่ห้องแล้วถามว่าให้ตนโทร.ตามหมอดีไหม

“ไม่ต้อง...ฉันแค่เวียนหัวนิดหน่อยน่ะ ช่วงนี้นอนไม่ค่อยหลับ นอนพักให้เต็มที่ก็คงจะหาย บุปผามีงานอะไรก็ไปทำเถอะ”

เธอถอยกลับออกมาอย่างว่าง่าย แต่แล้วตกใจแทบช็อกเมื่อเจอคุณหญิงมณีกับสร้อยยืนอยู่หน้าห้อง จ้องมองเธอด้วยสายตาโกรธเกรี้ยว และยังไม่ทันที่บุปผาจะทำอะไรต่อ คุณหญิงมณีก็จิกหัวเธอลากออกไปอย่างรวดเร็ว โดยมีสร้อยตามมาติดๆ

บุปผาถูกคุณหญิงตบตีแทบล้มทั้งยืน แถมยัง กล่าวหาอย่างโกรธจัด “นังบุปผา! ฉันไม่อยู่บ้านเดี๋ยวเดียวแกบังอาจเข้าหาท่านนายพลเชียวเหรอ”

สร้อยรู้งาน เข้าจับข้อมือสองข้างของบุปผาเพื่อให้คุณหญิงตบตีให้ตามอำเภอใจ

“นังนี่กินบนเรือนขี้รดบนหลังคาจริงๆ ฉันอุตส่าห์ให้ที่อยู่ที่กินแกกับพี่ชายแก แต่แกกลับเนรคุณฉันอย่างนี้ เอาไว้ไม่ได้แล้ว”

พูดขาดคำ คุณหญิงมณีเงื้อง่าจะตบบุปผาอีก ทันใดนั้นมัทนาวิ่งเข้ามารั้งมือมารดาไว้

“คุณแม่ตบบุปผาทำไมคะ”

“ก็มัน...” คุณหญิงชะงัก ไม่อยากพูดต่อหน้าลูกสาว แต่สร้อยปากไวรายงานว่าบุปผาเข้าหาท่านนายพล เลยโดนคุณหญิงตวาดแว้ดเข้าให้ “หยุดพูดได้แล้วนังสร้อย”

“ก็มันจริงนี่คะ ทั้งสร้อยทั้งคุณหญิงเห็นกับตา จับมันได้คาหนังคาเขาเลยว่ามันเข้าไปเสนอตัวให้ท่านนายพลถึงในห้องนอนเชียวนะคะ”

“นังสร้อย!!” เสียงท่านนายพลดังขึ้น...ทุกคนหันขวับ เห็นท่านยืนหน้าถมึงทึงอยู่ข้างหลัง

ครู่ต่อมา ทุกคนย้ายมาที่ห้องรับแขก นายพลเทพนั่งหน้าตึง บุปผาหน้าตาฟกช้ำน้ำตาคลอ มัทนาเอาผ้าซับเลือดที่มุมปากให้เธอด้วยความสงสาร แต่คุณหญิงมณีกับสร้อยมองมาอย่างชิงชัง

“เหลวไหลอะไรกันก็ไม่รู้ ผมแค่ไม่สบาย เดินไม่ไหว บุปผาก็ช่วยพาผมไปที่ห้อง มันก็แค่นั้น แล้วผมก็เห็นบุปผามันเป็นเหมือนลูกเหมือนหลานคนหนึ่ง ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น แต่ถ้าใครจะคิดไปทางอุบาทว์กว่านั้นละก็ มันก็ดูถูกผมเกินไปแล้ว...เป็นผู้หลักผู้ใหญ่แล้ว จะทำอะไรก็ควรจะถามไถ่ให้ได้ความกันก่อน ไม่ใช่เอาแต่อารมณ์”

โดนตำหนิต่อหน้าลูกและบ่าวขนาดนี้ คุณหญิงมณีถึงกับเม้มปากแน่น ทั้งอับอายและโกรธจัด แต่ก็ไม่พูดอะไรออกมา สร้อยยิ่งจ๋อยสนิท ก้มหน้าก้มตาลูกเดียว

“ไปๆๆ ใครมีอะไรก็แยกย้ายกันไปทำ มัท...ดูหาหยูกหายาใส่แผลให้บุปผาด้วย”

พูดจบ เขาลุกพรวดเดินกลับห้องนอน มัทนาเหลือบมองแม่ด้วยความเป็นห่วง แต่เห็นท่านยังนั่งนิ่งขึง และมีสร้อยคอยดูแลอยู่แล้ว จึงประคองบุปผาออกไป

คุณหญิงมณีอับอายและโกรธจนพูดอะไรไม่ออก สะกดกลั้นน้ำตาที่เอ่อไม่ให้ไหลออกมา สีหน้าเคียดแค้นบุปผาอย่างที่สุด

“ท่านนายพลเข้าข้างนังบุปผา พูดจาไม่ไว้หน้าคุณหญิงเลยนะคะ”

“ไม่ต้องพูดแล้วนังสร้อย” คุณหญิงตวาดใส่จนสร้อยไม่กล้าเสนอหน้าอีก “เห็นทีฉันจะเอานังบุปผาไว้ไม่ได้เสียแล้ว”

คุณหญิงประกาศกร้าว แววตาวาววับน่ากลัว...

มัทนาพาบุปผาไปส่งที่ห้องพักในเรือนคนใช้ บุปผานั่งนิ่งไม่พูดจาสักคำ แค้นใจคุณหญิงมณีมาก แต่มัทนาเข้าใจว่าบุปผาเจ็บจนพูดไม่ออก

“เฮ้อ...ฉันไม่เข้าใจจริงๆว่าทำไมคุณแม่ต้องทำรุนแรงถึงขนาดนี้ด้วย แล้วตั้งแต่เกิดมาฉันก็ไม่เคยเห็นคุณแม่จะลงไม้ลงมือกับใครเลย ปกติคุณแม่ท่านใจดีจะตายไป...เรื่องเข้าใจผิดกันแท้ๆเลย...เจ็บมากไหมบุปผา เดี๋ยวฉันไปเอายามาให้นะ”

มัทนากลับออกไปแล้ว...บุปผาที่นั่งนิ่งมาตลอดเปลี่ยนเป็นคนละคน ทั้งสีหน้าและแววตาดุดันเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น

“อีนังคุณหญิง! แกทำฉันเจ็บ ฉันจะทำให้แกต้องเจ็บยิ่งกว่า แกรักนังมัทนาลูกสาวแกเหมือนดั่งแก้วตาดวงใจใช่ไหม ดีละ” เธอลุกพรวดไปเปิดตู้หยิบขวดยาที่ได้จากตาเถาออกมา นึกถึงที่แกกำชับนักหนาว่า

“จำไว้นะ แค่สองหยดก็พอแล้ว”

บุปผาสีหน้าเหี้ยมเกรียม จ้องขวดยาในมือแล้วพึมพำออกมาอย่างมีแผนร้าย

“นังคุณหญิง...ฉันจะทำลายแก้วตาดวงใจของแก ฉันจะคอยดูหน้าแกตอนที่เห็นลูกสาวแกเจ็บ ลูกสาวแกตาย แล้วถ้านังมัทนามันตาย หมอไอศูรย์ก็ต้องเป็นของฉันคนเดียว!”

ooooooo

ไฟหวน ตอนที่ 7

อ่านเรื่องย่อ

ไฟหวน

แนว:

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย:

กำกับการแสดงโดย:

ผลิตโดย:

วัน-เวลาออกอากาศ:

ช่องออกอากาศ:

นักแสดงนำ: