วันพฤหัสบดีที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

advertisement

เพลิงบุญ ตอนที่ 14


21 ก.ย. 2560 08:24
4,250,723 ครั้ง

เพลิงบุญ ตอนที่ 14

อ่านเรื่องย่อ

เพลิงบุญ

แนว:

โรแมนติก-ดราม่า

บทประพันธ์โดย:

กฤษณา อโศกสิน

บทโทรทัศน์โดย:

ณัฐิยา ศิรกรวิไล

กำกับการแสดงโดย:

ชนินทร ประเสริฐประศาสน์

ผลิตโดย:

บริษัท เมคเกอร์ วาย จำกัด

วัน-เวลาออกอากาศ: ทุกวันพุธ - พฤหัสบดี เวลา 20.15 น.

ช่องออกอากาศ:

สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ:

ณวัฒน์ กุลรัตนรักษ์, เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ, ราณี แคมเปน,

เทิดพันธ์ถามพิมาลาว่าที่ตนต้องพูดชื่อฤกษ์เป็นสถาปนิกออกแบบ เพราะเธอให้เติมช่วงนี้ลงไปในสคริปต์ใช่ไหม พิมาลายิ้มรับอ้างเราควรให้เครดิตคนออกแบบ ระหว่างที่คนอื่นๆคุยกันสนุกสนาน แมนก็ตาโตโพล่งขึ้นว่า “เดจาวู...ภาพเหมือนซ้ำในอดีต คุณฤกษ์ครับ”

หมี่หันมองรีบบอกให้เปรมไปดูแลอย่าให้ป่วนเหมือนวันงานเปิดร้าน เปรมรีบไปกัน ฤกษ์ยกมือห้ามบอกตนมาอย่างมีสติ สุพรรญาเดินมามองดูเหตุการณ์...

พิมาลาตกใจ ไม่ทันที่เทิดพันธ์จะลุกขึ้น ฤกษ์เข้ามาจับไหล่ บรรยากาศดูตึงเครียด เทิดพันธ์ลุกขึ้นประจันหน้า ฤกษ์ชิงพูด

“ผมเป็นคนที่ได้เห็นที่นี่ตั้งแต่วันแรกที่มันยังไม่มีอะไร คุณทำจนมันเป็นแบบนี้ได้ ผมดีใจด้วย” เทิดพันธ์ขอบคุณอย่างงงๆ ฤกษ์กล่าวอีกว่า “แล้วผมก็ต้องขอโทษที่ครั้งก่อนผมมาสร้างปัญหา ทำงานคุณเกือบพัง”

เทิดพันธ์ไม่ติดใจ ฤกษ์หันมาทักพิมาลา ไม่แปลกใจเลยที่เจ้านายเธอดูมีความสุขขนาดนี้ เพราะใครได้เธอไปอยู่ข้างๆก็ต้องรู้สึกแบบนี้ทุกคน รวมทั้งตน ฤกษ์พูดด้วยความรู้สึกปวดใจ ในขณะที่พิมาลาใจเต้นระส่ำ เทิดพันธ์มองอย่างหวั่นใจ

ในเวลานั้น ใจเริงนอนเล่นริมสระที่บ้านฤกษ์ รู้สึกขึ้นว่าบ้านเงียบก็ร้องเรียกฤกษ์ลั่น ไม่มีเสียงตอบ เธอจึงลุกขึ้นพร้อมกับตะโกนเรียกแอ๊ดถามว่าฤกษ์อยู่ไหน ทันใดนั้นเองก็มีเสียงดังโพละ! ใจเริงสะดุ้งที่มีน้ำไหลออกมาหว่างขา เธอร้องกรี๊ดลั่น แอ๊ดวิ่งมาเห็นตกใจทำอะไรไม่ถูก

ใจเริงครางด้วยความปวดหน่วง แอ๊ดวิ่งไปตามแท็กซี่มารับ ใจเริงไม่คิดว่าตัวเองจะต้องลำบากทรมานขนาดนี้ ตวาดแอ๊ดให้มาช่วยประคอง และให้โทร.ตามฤกษ์ แอ๊ดนึกได้ว่ามือถืออยู่ในห้องก็ปล่อยใจเริงวิ่งไป เธอร้องโวยวายที่โดนทิ้งประคองตัวเองตะกายขึ้นรถอย่างทุลักทุเล...

พอแสดงความยินดีกับเทิดพันธ์เสร็จ ฤกษ์ลากลับยื่นมือให้ เทิดพันธ์ยื่นมือไปจับ ฤกษ์ดึงเขามากอดแล้วกระซิบข้างหู “ผมให้คุณยืมภรรยามานานแล้วอีกไม่นานผมคงต้อง...ขอคืน”

เทิดพันธ์ผงะ ฤกษ์ยิ้มเหมือนไม่มีอะไรเดินกลับไป ในความเงียบนั้นไม่มีใครคาดคิดว่าพิมาลาจะวิ่งตามฤกษ์ออกไป เทิดพันธ์หน้าเสียแววตากังวลอย่างมาก...

พิมาลาวิ่งตามมาเรียกฤกษ์ เขาดีใจมากที่เธอตามมา ต่างคนหยุดมองกันด้วยความรู้สึกแปลกๆ ทำอะไรไม่ถูก

ฤกษ์ทำลายความเงียบถามขึ้นก่อน “พิมสบายดีไหม...”

“ก็...เรื่อยๆค่ะ พี่ฤกษ์ล่ะคะเป็นยังไงบ้าง”

“ก็...ตามสภาพ เรื่องพี่ไม่น่าสนใจหรอก คุยเรื่องพิมดีกว่า ทำงานที่นี่สนุกไหม เหนื่อยรึเปล่า พิมดูผอมลงไปนะ ทำงานร้านอาหารต้องอ้วนขึ้นสิ หรือว่าวรรณทำอาหารไม่อร่อย”

“ถ้ายัยวรรณมาได้ยินต้องโกรธเป็นฟืนเป็นไฟแน่ๆ”

“พิมห้ามบอกนะ ไม่งั้นพี่คงไม่ได้กินอาหารฝีมือวรรณไปตลอดชีวิต”

ต่างคนต่างยิ้มที่แซวกันไปมา แต่ในใจโหวงเหวงจนต้องหยุดแล้วเศร้าลง ฤกษ์พูดขึ้นว่าที่มาวันนี้ อยากให้เธอเห็นว่าตนคนเดิมกลับมาแล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมา ตนเรียนรู้อะไรมากมาย ทันใดเสียงโทรศัพท์ดังขัดจังหวะ ฤกษ์ไม่สนอยากพูดความในใจให้จบ แต่พิมาลาให้รับสายก่อน ฤกษ์หยิบมือถือมาดูเห็นชื่อแอ๊ดก็กดรับ พอถามว่ามีอะไร แอ๊ดละล่ำละลัก

“คุณฤกษ์คะ คุณเริงค่ะ คุณเริงจะคลอดแล้วค่ะ”

“ห๊ะ! เริงจะคลอด!” ฤกษ์ตกใจ พิมาลาได้ยินรู้สึกเจ็บจี๊ด ฤกษ์บอกแอ๊ดว่าจะรีบไป

พิมาลาให้เขากลับไปดูแลใจเริง ขอให้ปลอดภัยทั้งแม่และลูก ฤกษ์ซาบซึ้งใจพูดอย่างตื่นเต้นว่าวันที่ตนรอคอยมาถึงเสียที พิมาลาสะเทือนใจคิดว่าเขารอคอยลูกมาตลอด ฤกษ์ดึงพิมาลามากอด เธอน้ำตาไหลพรากอยู่ในอ้อมกอดที่คุ้นเคย ฤกษ์ผละออกแล้วรีบวิ่งไปขึ้นรถ

พิมาลาเดินกลับเข้ามาในร้านด้วยหัวใจห่อเหี่ยว เทิดพันธ์ปรี่เข้ามาถามว่าคุยอะไรกันถามได้ไหม หญิงสาวพยักหน้าเศร้าๆ บอกเราไม่ได้คุยอะไรกันมาก ทักทายนิดหน่อยแล้วฤกษ์ก็ต้องรีบไปดูใจเริงกับลูก เทิดพันธ์โล่งใจแต่ก็ยังหวั่นกับท่าทางของพิมาลา...มาลัยวรรณเข้ามาบอกเทิดพันธ์ว่ามีแขกมารอพบ สุพรรญาเดินตามมา เทิดพันธ์ดีใจโผเข้ากอด มาลัยวรรณถอยห่าง

เทิดพันธ์กับสุพรรญานั่งคุยถามไถ่ทุกข์สุขกัน สุพรรญายินดีด้วยที่เขากลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง และขอถามทำไมถึงได้สลับคู่กันแบบนี้ เขาหัวเราะเบาๆแววตาบ่งบอกว่าชื่นชมพิมาลาอย่างมาก สุพรรญารู้สึกได้ว่าเขากำลังหลอกตัวเอง แต่ไม่อยากขัด บอกที่มาวันนี้เพราะจะมาลา ไปช่วยสามีทำร้านอาหารที่อังกฤษ อยากขอคำปรึกษาเรื่องเมนูอาหารไทยจากเขา เทิดพันธ์ให้ถามประนอมได้เลย...มาลัยวรรณได้ยินว่าสุพรรญามีร้านอาหารที่อังกฤษก็เกิดความคิดบางอย่าง

ooooooo

ฤกษ์มาถึงหน้าห้องคลอด แอ๊ดเล่ารายละเอียดให้ฟัง เสียงใจเริงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ไม่นานก็มีเสียงเด็กร้องตามมา ฤกษ์หัวใจเต้นแรง เสียงเด็กกระทบหัวใจเขาอย่างมาก ผ่านไปสักพัก ฤกษ์มีโอกาสได้อุ้มลูก น้ำตาเขาซึมออกมาอย่างไม่รู้ตัว ทั้งดีใจระคนโล่งใจ ด้านพิมาลายืนเศร้าอยู่ริมน้ำ คิดถึงฤกษ์เขาอยากมีลูกมาก คิดถึงสีหน้าตื่นเต้นที่ลูกกำลังจะคลอด พิมาลาสะท้อนใจ ดีใจที่เด็กปลอดภัย แต่นึกเสียใจน่าจะเป็นลูกของตน

ประนอมเดินออกมาส่งสุพรรญาหน้าร้านเพราะเทิดพันธ์ต้องอัดรายการต่อ เธอยังอาลัยอาวรณ์ ฝากป้าดูแลเทิดพันธ์ มาลัยวรรณวิ่งออกมาบอกประนอมให้ช่วยไปชิมแกงเหลือง เธอจึงกลับเข้าไปในครัว มาลัยวรรณแนะนำตัวอย่างเป็นทางการกับสุพรรญา เธอจำได้และดีใจที่เทิดพันธ์มีสองพี่น้องช่วยดูแลกิจการ มาลัยวรรณ ส่ายหน้าหลบตาเศร้าๆ

“วรรณได้ยินว่าคุณมีร้านอาหารที่อังกฤษ วรรณมีวุฒิทางด้านคหกรรมที่ใช้ทำงานต่างประเทศได้ นี่เป็นเบอร์ติดต่อของวรรณนะคะ ถ้าคุณสนใจให้วรรณไปช่วย ยินดีเต็มที่เลยค่ะ”

สุพรรญาดีใจแต่ก็ห่วงถ้าไปแล้วใครจะช่วยเทิดพันธ์ มาลัยวรรณบอกว่าตนไม่ใช่คนสำคัญขนาดนั้น ในครัวยังมีประนอมดูแล ส่วนพี่สาวตนก็ดูแลส่วนในร้านไม่มีปัญหาแน่นอน สุพรรญารู้สึกถึงความน้อยใจของมาลัยวรรณ...

ในคืนนั้นใจเริงแกล้งลงรูปลูกในไอจีรัวๆ อยากประกาศให้โลกรู้ว่ามีลูกกับฤกษ์ มาลัยวรรณเปิดให้พจน์กับมาลีดู ต่างชื่นชมยินดีที่เด็กสมบูรณ์ พิมาลามองรูปเด็กด้วยแววตานิ่งสงบ พจน์บอกให้มาลัยวรรณปิด เลิกตามดู สงสารจิตใจพิมาลา แต่เธอกลับบอกว่าไม่เป็นไร ทำใจไว้นานแล้วรอเพียงให้ฤกษ์มาหย่า ทั้งสามคนยิ่งรู้สึกเห็นใจและสงสารอย่างมาก

ooooooo

สองสามวันต่อมา ใจเริงแข็งแรงขึ้น ผ่องใสกับแอ๊ดมารับที่โรงพยาบาล เธอโวยวายจะให้ฤกษ์ เป็นคนมารับ ผ่องใสไม่สนใจให้แอ๊ดเก็บข้าวของในห้อง พยาบาลอุ้มเด็กมาส่งให้ใจเริง เด็กสัมผัสได้ถึงความรุ่มร้อนร้องไห้จ้า ใจเริงรำคาญแต่อ้างว่าอุ้มไม่ถนัดจึงส่งคืนพยาบาล ผ่องใสไม่พอใจ

“คุณฤกษ์ไม่ได้มารับเธอเพราะเขาต้องอยู่จัดสถานที่ พอเธอกับลูกย้ายไปอยู่จะได้ไม่ลำบาก เด็กตัวเล็กๆไม่ใช่แค่เอาเข้าบ้านก็อยู่ได้ ไหนจะเปล อุปกรณ์ชงนม อุปกรณ์อาบน้ำวุ่นวายไปหมด คุณฤกษ์เขาต้องจัดการให้เรียบร้อยสำหรับลูก เดี๋ยวเธอไปถึงบ้านก็จะได้เห็นเอง”

“ก็ได้ ฉันกลับก็ได้ แต่ระหว่างนั่งรถ เธอสองคนช่วยอุ้มลูกให้ด้วย อุ้มนานๆฉันเมื่อยมือ”

ผ่องใสอยากจะกรี๊ดใส่แต่ต้องเก็บอาการเพื่องานใหญ่...เมื่อรถตู้แล่นไปตามทาง ใจเริงเริ่มรู้สึกว่าไม่ใช่ ทางไปบ้านฤกษ์ก็โวยวายเสียงลั่น เด็กตกใจร้องไห้จ้า ผ่องใสสุดทนบอกความจริงว่าฤกษ์ให้เธอกับลูกไปอยู่ที่บ้านฤทธิ์ เพราะบ้านหลังนั้นเป็นของเขากับพิมาลา ใจเริงไม่ยอม ตะโกนลั่นให้กลับรถ ผ่องใสยื่นคำขาด

ถ้าจะกลับก็ลงจากรถไปเอง แถมขู่เพิ่งคลอดใหม่ๆอยากให้แผลฉีกก็ตามใจ และถ้าคิดจะไปก็ไปคนเดียว แค่อุ้มลูกยังอุ้มไม่เป็นก็อย่าเอาไปให้เป็นภาระ ใจเริงแค้นใจพยายามโทรศัพท์หาฤกษ์แต่เขาปิดเครื่อง เธอแทบคลั่งทำอะไรมากไม่ได้กลัวแผลฉีก...

ด้านฤกษ์ลงมือจัดบ้านให้กลับสภาพเดิม เอารูปพิมาลาติดตามผนังเหมือนก่อน ใจเริงมาถึงบ้านฤทธิ์ เห็นกระเป๋าข้าวของเสื้อผ้าตัวเองวางอยู่ในห้อง มีอุปกรณ์เด็กพร้อมสรรพ ก็อาละวาดปาดข้าวของเกลื่อนกระจายด้วยความแค้นใจ โทษเป็นเพราะพิมาลาแน่

ระหว่างที่ผ่องใสออกไปรับฤทธิ์และแวะซื้อของเข้าบ้าน ใจเริงหอบลูกขโยกเขยกจะออกจากบ้าน แอ๊ดได้ยินเสียงเด็กร้องไห้จ้าก็รีบวิ่งมาดู ถามใจเริงจะไปไหน เธอด่าว่าแอ๊ดสาระแนและว่าจะไปหาพิมาลาที่บ้านตรงข้าม แอ๊ดห้ามไม่ฟังจึงบอกว่าไม่ต้องไปสงสารเด็ก ตนจะเชิญพิมาลามาพบเอง ใจเริงยอมสงบลง

พอพิมาลารับโทรศัพท์จากแอ๊ดก็รับปากจะไป... เสียงใจเริงยังโวยวายที่พิมาลายังไม่มา แอ๊ดขอให้ส่งเด็กให้ตนอุ้มสงสารที่ร้องไม่หยุด แต่ใจเริงไม่ให้ จะอุ้มลูกไปรอพิมาลาหน้าบ้าน ทันใดนั้นพิมาลาเดินเข้ามาพร้อมตำหนิด้วยเสียงดุ เป็นแม่คนแล้วยังคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้อีก ใจเริงชะงักมองพิมาลาที่ดูสวยสง่ามีน้ำมีนวล ต่างกับตัวเองที่ทรุดโทรมสุดๆ

พิมาลาให้แอ๊ดอุ้มเด็กไปนอน แล้วถามใจเริงอยากพบตนทำไม ใจเริงทรุดลงฟูมฟายขอความเห็นใจ อย่าเอาฤกษ์กับลูกไปจากตน ตนไม่เหลืออะไรแล้ว พิมาลา พูดด้วยน้ำเสียงเห็นใจ

“ถ้าย้อนเวลากลับไปก่อนที่เริงจะท้อง เราเป็นฝ่ายทรุดลงไปที่พื้นแล้วก็ร้องไห้แบบนี้เพื่อขอพี่ฤกษ์คืน เริงจะให้เราไหม”

ใจเริงชะงักหยุดฟูมฟาย แววตากร้าวขึ้น “พิมพูดแบบนี้แปลว่าจะยึดพี่ฤกษ์คืน ไม่เห็นแก่เด็กเลยใช่ไหม”

“ไม่...พิมไม่ทำแบบนั้นเพราะพิมไม่ใช่เริง พิมเป็นพิม ที่ไม่เคยคิดจะแย่งของของใคร ถึงแม้ว่าของสิ่งนั้น มันจะเคยเป็นของเราก็ตาม” พิมาลายืดตัวแต่แววตาเจ็บช้ำ

“ไม่คิดแย่ง แล้วทำไมไม่หย่าสักที ตั้งแต่ท้องจนลูกคลอดออกมาตัวเป็นๆก็ยังไม่ยอมหย่า ที่ผ่านมาเริงไม่เคยไปยุ่งกับพิม เพราะเห็นแก่อดีตที่เคยเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน”

พิมาลาแค่นหัวเราะ “นี่ขนาดเห็นแก่ความเป็นเพื่อน ยังกล้าแย่งสามี ขนของเข้าบ้าน แล้วยังเรียกร้อง ให้ไปหย่า พิมโคตร...ดีใจที่ได้เป็นเพื่อนกับเริง ที่ผ่านมาพิมรอพี่ฤกษ์ไปหย่าทุกวัน แต่เขาไม่ยอมหย่าเอง พิมไม่เคยคิดจะกลับไปหาเขา เรื่องของเราสามคนมันน้ำเน่าเกินไปแล้ว พิมไม่อยากให้เราต้องมาทะเลาะกันอีก ถามจริง...เริงไม่เหนื่อยเหรอ เริงมีความสุขเหรอกับชีวิตที่มันเป็นแบบนี้”

ใจเริงน้ำตาร่วงพรูเพราะในใจก็ทุกข์เหลือทน พิมาลาถามย้ำ “อยากทะเลาะกันจนวันหนึ่งคุมสติไม่ได้ขึ้นคร่อมตบกันแล้วก็มีคนถ่ายคลิปไปลงอินเตอร์เน็ต พิมไม่เอาด้วยหรอกนะ พิมถอยให้เริงมานานแล้ว พร้อมหย่าตลอดเวลา ไม่ต้องห่วง”

“แล้วทำไมพี่ฤกษ์ไม่หย่า ทำไม...พิม...พิมยังรักพี่ฤกษ์อยู่รึเปล่า” ใจเริงตีอกชกหัวตัวเอง

“รักหรือไม่รักก็ต้องหย่าอยู่ดี จะรู้ไปทำไม...พิมขอย้ำเป็นครั้งสุดท้าย ไม่ต้องห่วงเรื่องพิมกับพี่ฤกษ์เอาเวลาเอาสมองไปห่วงลูกเถอะ ตั้งแต่เกิดมานอกจากตัวเอง เริงไม่เคยรักใคร ควรเริ่มที่รักลูกเป็นคนแรก”

ใจเริงเหมือนโดนตบหน้าอย่างจัง เจ็บปวดกับคำพูดของเพื่อน พิมาลาหยิบกรอบรูปของตัวเองถ่ายคู่กับฤกษ์เอาไปทิ้งถังขยะต่อหน้าใจเริงแล้วกลับออกไป ใจเริงเริ่มสับสนระหว่างความจริงกับการเริ่มเป็นแม่ของลูก ...พิมาลาเดินน้ำตาซึมออกมาจากบ้านฤทธิ์ พลันฤกษ์โทร.เข้ามือถือ จึงตัดสินใจรับสาย ฤกษ์ถามพรุ่งนี้ว่างไหม พิมาลานิ่งสักครู่ก่อนจะตอบว่าว่าง ฤกษ์ดีใจ

“พี่อยากจะชวนพิมมาที่บ้านของเรา ตอนนี้เริงเขาไม่อยู่แล้วนะ” พิมาลาสวนว่ารู้แล้ว ฤกษ์ไม่สนใจพูดต่อ “พิมมานะ พิมจะเห็นว่าที่ผ่านมาพี่พยายามทำอะไรอยู่ มานะพิม”

“ได้ค่ะ พิมมีธุระอยากจะกลับไปจัดการเหมือนกัน พรุ่งนี้เจอกันค่ะ”

ฤกษ์ดีใจไม่รู้เลยว่าพิมาลาเคร่งเครียดขนาดไหน

ooooooo

ค่ำวันนั้น เทิดพันธ์พามาลัยวรรณมาทานอาหาร ร้านเก๋ๆแห่งหนึ่ง เธอแปลกใจหาว่าเขาขุนเธอเพื่อจะไปฆ่าหรืออย่างไร เขาขำอย่างเอ็นดูบอกจะขุนไว้ ใช้งาน หญิงสาวหน้าเจื่อนแฝงความน้อยใจ เทิดพันธ์ไม่ระแคะระคายความรู้สึกของหญิงสาวเลย

“ผมพาคุณมาเลี้ยงเพื่อเป็นการขอบคุณน่ะ งานเปิดตัวโรงแรม คุณทำผลงานดีมาก ทุกคนชมว่าอาหารอร่อย ฟิน”

มาลัยวรรณยิ้มดีใจ เทิดพันธ์สั่งอาหารที่เธอชอบมาเต็มและเอาใจตักอาหารใส่จานให้ เธอยิ้มแก้มแทบปริที่เขาจำได้ว่าชอบทานอะไรบ้าง แต่พอเขาพูดว่าเขาจำได้แม้แต่ของที่พิมาลาชอบด้วย ก็หุบยิ้มหัวแทบทิ่ม เทิดพันธ์ยิ้มเศร้าๆขอความเห็นใจ

“ผมถามหน่อยสิ พี่สาวคุณจะหย่ากับคุณฤกษ์จริงหรือเปล่า”

มาลัยวรรณบอกว่าพี่สาวยืนยันจะหย่าแน่ เทิดพันธ์ ถามอีกว่าถ้าพิมาลาหย่าแล้ว ตนขอแต่งงานเธอจะยอมไหม มาลัยวรรณตกใจ บอกให้เขาลองดู พี่สาวตนพูดตรงๆอยู่แล้ว

“เพื่อความไม่ประมาท ตอนนี้คุณก็ช่วยพูดเชียร์ๆ ให้ผมหน่อย เผื่อเวลาที่ผมขอพิมแต่งงานจริงๆ เขาจะได้แบบโอเค...นะๆ ช่วยผมหน่อยนะ” เทิดพันธ์รบเร้า

มาลัยวรรณรับปากด้วยความรู้สึกหน่วงๆในใจ เทิดพันธ์ดีใจจับหัวเธอโยกอย่างเอ็นดู บอกแบบนี้ถึงจะเรียกว่าน้องรัก หญิงสาวสะเทือนใจน้ำตาแทบเล็ด

รุ่งเช้ามาลัยวรรณจะคุยกับพิมาลาเรื่องเทิดพันธ์ แต่เธอไม่สนใจจะรีบออกจากบ้าน อ้างว่ามีธุระจะไปจัดการ มาลัยวรรณจึงโพล่งออกไปว่าเทิดพันธ์อยากขอพี่แต่งงาน พิมาลาไม่ยินดียินร้ายอะไร กลับฝากไปขอบคุณเขาแทน แล้วรีบออกไป มาลัยวรรณงงแปลว่าอะไร

พิมาลาเดินมาที่รถ ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ดังมาก็ยิ่งสะท้อนใจ ตัดสินใจไปทำในสิ่งที่ถูกต้อง...

ใจเริงปล่อยให้ลูกร้องไห้ไม่สนใจ พยายามกดโทรศัพท์หาฤกษ์ แต่เขาก็ปิดเครื่อง สร้างความหงุดหงิดให้กับเธอแล้วไปลงที่ลูก ฤทธิ์ได้ยินเสียงหลานร้องก็เป็นห่วงให้ผ่องใสไปดู แต่เธอบอกว่าใจเริงเหมือนหมาบ้าไม่ให้ใครเข้าใกล้ลูก จะให้ฤกษ์มาอุ้มคนเดียว ฤทธิ์แปลกใจที่ไม่เห็นฤกษ์ไปเยี่ยมใจเริงที่โรงพยาบาลเลย ผ่องใสบอกฤกษ์ขอจัดการเรื่องพิมาลาให้เรียบร้อยก่อน

“เฮ้อ...ไอ้ลูกคนนี้ ไม่ดูพ่อมันเป็นตัวอย่างเล้ย เมียเขาให้มีทีละคน มีหลายคนปวดกบาล”

ผ่องใสยิ้มชอบใจแล้วเดินแยกไปดูหลาน ฤทธิ์สังหรณ์ใจว่าฤกษ์จะเคลียร์กับพิมาลาสำเร็จหรือไม่ รู้สึกหนักใจแทน

ในขณะที่ฤกษ์เก็บของใจเริงที่หลงเหลือใส่กระเป๋าไปไว้ในห้องเก็บของเพื่อให้แอ๊ดเอาไปส่งที่บ้านฤทธิ์ แอ๊ดเห็นบ้านที่จัดกลับมาเหมือนเดิมแล้วดีใจแทนพิมาลา...

พอพิมาลามาถึง ฤกษ์ดีใจโผไปกอดด้วยความคิดถึงสุดใจพร่ำบอกไม่มีวันไหนที่ไม่คิดถึง เธอสะอึกตอบหน้านิ่ง

“แต่พิมไม่คิดถึงพี่ฤกษ์เลยแม้แต่นิดเดียว จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าวันสุดท้ายที่คิดถึงคือวันไหน สิ่งเดียวที่จำได้คือ ตอนที่คิดถึง พิมไม่มีความสุขเลย...พิมแวะมาไม่นาน จัดการธุระเรียบร้อยแล้วจะกลับเลย”

ฤกษ์เริ่มใจไม่ดี ถามเธอจะทำอะไร พิมาลาจะเอาของที่จัดเก็บใส่กระเป๋าแต่ยังไม่ได้ขนไป ฤกษ์บอกเขาจัดเข้าที่เดิมหมดแล้ว พิมาลาโกรธเดินขึ้นไปบนห้อง จัดเก็บของใหม่ ฤกษ์งงรีบขอร้องอย่าทำแบบนี้ ตนพยายามแก้ไขทุกอย่างแล้ว ตนอดทนรอวันนี้ วันที่ใจเริงคลอดลูก จะได้จบกันเสียที เขาจะไม่มาสร้างปัญหาที่นี่อีก พิมาลาถอนใจสวนกลับให้เข้าใจ

“ตอนนี้ปัญหาของเราสองคน มันไม่เกี่ยวกับเริง พิมกลับไปรักพี่ฤกษ์ไม่ได้!” ฤกษ์ตกใจทำไมเป็นอย่างนั้น “เพราะมันเจ็บ มันเจ็บทุกครั้งที่มองหน้า มันเจ็บทุกครั้งที่พี่ฤกษ์กอด ในสมองมันเต็มไปด้วยคำถาม มันใช่เหรอ กอดนี้มันเป็นของเราจริงไหม ผู้ชายคนนี้เขารักเราเขาซื่อสัตย์กับเราจริงๆไหม...”

“จริงสิพิม...พี่รักพิมคนเดียว”

“เมื่อก่อนก็พูดแบบนี้ เมื่อก่อนก็ยืนยันแบบนี้ แล้วเป็นยังไง พัง! พังทุกอย่าง”

ฤกษ์ยื่นมือมาขอโอกาส พิมาลาเจ็บปวดบอกตนให้โอกาสมามากแล้ว ถึงเวลาที่เขาต้องให้โอกาสตนบ้าง ตนต้องการหย่า ต้องการอิสระ เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ กับคนใหม่...ฤกษ์ไม่ยอม ต้องอยู่กับตน ตนพยายามทำทุกอย่างให้กลับมาเหมือนเดิม อดทนเพื่อให้ลูกปลอดภัย เพื่อให้เห็นว่าตนมีความรับผิดชอบ ตนรอวันนี้อย่างทุกข์ทรมาน วันที่เราจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง

พิมาลาเห็นฤกษ์ร้องไห้อย่างหมดสภาพแล้วอยากจะร้องตามแต่ต้องกลั้นไว้ ฤกษ์ยังรำพัน ตั้งแต่เธอออกไปจากชีวิต ตนยิ่งรู้ว่าเธอมีความสำคัญมาก ตนคิดถึงทุกอย่างที่เป็นเธอ ความใจเย็น แววตา รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ตนคิดถึงทุกวัน ตนขอร้องอย่าทิ้งตนไปไหนอีกเลย

“ถ้าพี่ฤกษ์จะให้พิมกลับมา พี่ฤกษ์ก็จะได้แต่ตัว เพราะหัวใจของพิมเป็นของคนอื่นไปแล้ว พิมรักคุณเทิดพันธ์” พิมาลาตัดสินใจพูดให้ตัดใจ แต่ฤกษ์ไม่เชื่อ “พิมไม่จำเป็นต้องยืนยัน พี่ฤกษ์ต่างหากที่จะต้องยืนยันว่ารักพิมหรือว่ารักตัวเองกันแน่ ถ้าพี่ฤกษ์รักพิมจริงอย่างที่พูด พี่ฤกษ์ต้องปล่อยพิม พิมเตรียมเอกสารไว้หมดแล้ว พี่แค่เซ็น พิมจะได้หลุดพ้นจากความทุกข์ มีความสุขกับเขาสักที”

ฤกษ์พยายามรั้งพิมาลาไว้แต่เธอใจแข็งปลดมือออกจากการจับกุม แล้วกลับออกไป สั่งแอ๊ดให้จัดเก็บของเธอใส่กระเป๋าไว้ แล้วฝากบอกฤกษ์ว่าจะไปรอที่สำนักงานเขต ให้เขารีบตามไป...แอ๊ดยืนงงอ้าปากหวอพูดไม่ออก

ooooooo

เจ้าหน้าที่เขตเห็นหน้าพิมาลากับฤกษ์ก็ถามยิ้มๆว่า วันนี้จะมีการวิ่งหนีอีกหรือไม่ พิมาลาบอกถ้าหนีอีกตนจะฟ้องหย่าแทน ฤกษ์เจ็บจี๊ดในใจ ข้างๆมีพนักงานถ่ายเอกสารมานั่งเป็นพยานสองคน เอกสารถูกวางลงตรงหน้า พิมาลาเซ็นอย่างไม่รั้งรอและส่งปากกาให้ฤกษ์เซ็นแกมบังคับ

หัวใจฤกษ์แตกสลาย เขาเซ็นชื่อด้วยมือสั่นเทา พอได้ใบหย่ามาคนละใบ เขาก็นั่งมองน้ำตาร่วงไม่ไปไหน ในขณะที่พิมาลาขับรถกลับไป สุดท้ายก็ต้องจอดรถแล้วร้องไห้อย่างหนัก...

สองสามวันผ่านไป พิมาลายังสะท้อนใจบ่อยๆที่เห็นความเจริญของโรงแรมเทิดพันธ์ เพราะได้เห็นตั้งแต่ฤกษ์เริ่มวัดพื้นที่เพื่อปรับปรุงจนออกมาสวยงามแบบนี้ เทิดพันธ์เห็นแล้วให้สงสัยนี่หรือคืออาการของคนที่หย่าแล้ว มาลัยวรรณแนะนำว่าถึงเวลาของเขาแล้ว จะจีบหรือทำอะไรก็รีบๆทำ เพราะพี่สาวตนไม่มีพันธะแล้ว เทิดพันธ์ถามกลับว่าตนขอแต่งงานเลยดีไหม

“บ้า...ฉันจะไปรู้ได้ยังไง ชีวิตคุณ คุณก็เลือกเองดิ”

“แต่คุณเป็นน้องสาวพิม แล้วก็เป็นเพื่อนที่ผมไว้ใจที่สุด ตอนนี้คุณเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ผมปรึกษาทุกอย่างด้วยได้ เพราะฉะนั้นคุณต้องช่วยผมคิด”

มาลัยวรรณอยากจะร้องไห้ เจ็บหน่วงในใจไม่อาจบอกใครได้ พยายามให้คำแนะนำ “ฉันว่าตอนนี้คุณยังไม่ควรขอหมั้นหรือขอแต่งงานอะไรทั้งนั้น สิ่งที่คุณควรทำก็คือ...หางานให้พี่พิมทำเยอะๆ แล้วก็อย่าเพิ่งเซ้าซี้เธอ”

เทิดพันธ์ไม่เข้าใจกลัวจะเป็นการซ้ำเติม มาลัยวรรณอธิบายว่า ตั้งแต่พิมาลากลับจากวัด ดูเข้มแข็งขึ้น เขาต้องให้เวลาให้พื้นที่ส่วนตัวสักพัก เธอจะเยียวยาตัวเธอเอง ตอนนั้นเขาจะหมั้นหรือจะแต่งก็เป็นไปได้ทั้งนั้น...เทิดพันธ์ทึ่งกับความคิดของมาลัยวรรณ ยิ้มออกมาอย่างสบายใจขึ้น มาลัยวรรณพลอยสบายใจไปด้วยที่ทำให้เขายิ้มได้ เทิดพันธ์โยกหัวเธออย่างเอ็นดู

เทิดพันธ์เอาคำแนะนำมาใช้ทันที เขียนรายการให้พิมาลาทำยาวเหยียด เธออ่านแล้วแปลกใจว่านี่คืองานใหม่ที่ต้องทำหรือ มาลัยวรรณเงี่ยหูฟังอยู่ไม่ห่าง เทิดพันธ์รับว่าใช่เพราะไม่อยากให้มีเวลาว่างแล้วคิดมากเรื่องส่วนตัว พิมาลาขำเบาๆ

“ก็...โอเค ฉันว่าวิธีนี้แหละดีสุด นอกจากไม่มีเวลานั่งคิดฟุ้งซ่าน อาจจะได้เงินเดือนขึ้นด้วย ตกลงค่ะฉันจะมุทำแต่งาน งาน งานและงานให้ตัวเป็นเกลียวหัวเป็นนอตเลยดีมั้ยคะ”

“ผมไม่ใช่นายจ้างขาโหดขนาดนั้นนะครับ มุงานเพื่อลืมอดีตน่ะครับ ผมก็เคยทำนะตอนที่หย่าใหม่ๆ ช่วยสภาพจิตได้เยอะเลย” เทิดพันธ์หัวเราะ

มาลัยวรรณมองภาพทั้งสองคนหัวเราะให้กันแล้วสะเทือนใจเดินหลบไปยืนทำงานอีกมุมหนึ่งของร้าน

ไม่นานเทิดพันธ์ตามมาตบไหล่ป้าบ เธอสะดุ้งตกใจ เขาโอบไหล่โยกอย่างเอ็นดูขอบคุณสำหรับคำแนะนำของเธอที่มันได้ผลมาก

ด้านฤกษ์หลังจากหย่าก็เอาแต่ดื่ม นอนหมดสภาพอยู่ที่บ้าน จ้องมองภาพพิมาลาในมือถือ อยากโทร.หาแต่ไม่กล้า...ส่วนใจเริงได้แต่หงุดหงิดเวลาน้องโจร้องไห้โยเย ปาขวดนมทิ้ง เขย่าเปลแรงๆ ปากก็บ่นว่าฤกษ์ไม่รู้จักมาดูแลลูก พอน้องโจอึออกมาก็ตะโกนเรียกแอ๊ดลั่นบ้าน ไม่มีความเป็นแม่สักนิด

ใจเริงเดินปึงปังมาตามแอ๊ดที่ครัว เผอิญได้ยินผ่องใสคุยกับแอ๊ดเรื่องฤกษ์กับพิมาลาจดทะเบียนหย่ากันแล้ว สงสารที่ฤกษ์เตรียมแผนไว้ง้อต้องพังยับ แถมตั้งแต่เกิดเรื่อง ฤกษ์ก็โทรมลง ต่างจากพิมาลาที่ดูมีน้ำมีนวลมีหนุ่มๆตามจีบอีกต่างหาก ใจเริงได้ยินยิ่งหูผึ่ง แอ๊ดอยากรู้ว่าใคร

“คนใกล้ตัวนี่แหละ นายเทิดพันธ์ผัวเก่ายัยใจมาร...”

“อ๋อ จำได้ค่ะ ได้ข่าวว่าตอนนี้เปิดโรงแรม เปิดร้านอาหาร อู้ฟู่มากเลยนี่คะ ทั้งคุณพิม คุณวรรณไปช่วยงานทั้งคู่ แอ๊ดยังเคยเห็นคุณเขาออกรายการทีวีของคุณหมี่ด้วยนะคะ ดูดีขึ้นเยอะเลยค่ะ แล้วโรงแรมกับร้านอาหารเขาก็สวยมากเลยนะคะ”

“เฮ้อ...คนเราแข่งอะไรก็แข่งได้ แข่งบุญแข่งวาสนาแข่งกันไม่ได้จริงๆ คุณหนูเราบุญไม่ถึง ได้คนดีๆ อย่างหนูพิม ก็โดนนังใจมารมาแทงข้างหลัง ต้องใช้กรรมอีกนานแค่ไหนก็ไม่รู้...”

ใจเริงแค้นใจเห็นแจกันคริสตัลวางอยู่ก็ปัดหล่นแตกกระจายแล้วรีบกลับไปห้อง ผ่องใสกับแอ๊ดตกใจวิ่งออกจากครัวมาดู แปลกใจว่าตกมาแตกได้อย่างไร...

ใจเริงเข้าห้องได้ก็คว้ามือถือมาเปิดดูไอจีของเทิดพันธ์ เห็นภาพโรงแรมและร้านอาหารของเขา และภาพตัวเขาที่ดูมีออร่ามากขึ้น มาสะดุดที่รูปพิมาลามีแคปชั่นใต้ภาพว่า...ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง ขอบคุณที่ให้โอกาสและอยู่เคียงข้างกันตลอดมา...ตามด้วยรูปหัวใจ เห็นแล้วยิ่งเจ็บใจ ปรายตามองตัวเองในกระจกให้สะท้านใจกับความทรุดโทรมของตัวเอง ลุกขึ้นแต่งตัวแต่งหน้าประโคมเครื่องประดับมากมาย แล้วรื้อค้นของมีค่าในห้องเพื่อเอาไปขาย

ผ่องใสกำลังบ่นเรื่องแจกันตกมาแตกได้อย่างไร ให้แอ๊ดเก็บกวาด แอ๊ดตะลึงเมื่อเห็นใจเริงเดินมาสั่งให้ไปดูแลน้องโจ ผ่องใสโวยกลับลูกใครก็ดูแลเอง ใจเริงสวนอย่างเจ็บแสบ

“ถ้าไม่ก็ไปตามพี่ฤกษ์มาดูลูกเอง ลูกไม่ได้เป็นของเริงคนเดียวสักหน่อย เพศศึกษาง่ายๆ ผู้หญิงมดลูกใกล้หมดอายุอย่างคุณน้าคงพอจะมีความรู้อยู่บ้าง ว่าเด็กเกิดมาได้ยังไง”

ผ่องใสหน้าชาด่ากลับไม่ทัน ใจเริงเดินหนีไปก่อน หันมาถามแอ๊ดว่าใจเริงด่าตนใช่ไหม แอ๊ดกลับบอกว่า

นอกจากด่าว่าแก่แล้วยังเอารถเธอไปด้วย ผ่องใสร้องกรี๊ดวิ่งตามไปห้าม แต่ใจเริงขับซิ่งออกไปก่อน ผ่องใสเจ็บใจแล้วนึกได้ว่าใจเริงเอาเงินที่ไหนออกไปเที่ยวข้างนอก...

ใจเริงเอาเงินจากการขายนาฬิกาและกล้องถ่ายรูปที่ขโมยมาไปซื้อเครื่องสำอางครบเซต ผ่านร้านเพชร อดชำเลืองมองไม่ได้ เผอิญร้านนี้เป็นร้านของสุรทินเพื่อนเทิดพันธ์ เขาเห็นใจเริงที่หมายปองมานานก็รีบเดินตามเธอไป พอเธอเข้าไปซื้อเสื้อแบรนด์ดัง จะจ่ายเงินเขาก็ชิงจ่ายให้พร้อมเลือกเสื้อแพงๆให้อีกหลายชุด แถมเสนอถ้าไปที่ร้านจะเอาสร้อยเพชรให้ใส่เข้าชุดกับเสื้อที่ซื้อ ใจเริงตาวาวตื่นเต้นกับของที่ได้รับ แต่ทำเป็นไว้ตัวเมื่อเขาชวนไปทานข้าวต่อ

“ตกลงคุณเริงจะให้เกียรติอยู่กับผมสักพักได้ไหมครับ ถ้าได้ผมจะยกเลิกนัดลูกค้า”

“เริงมีความสำคัญขนาดนั้นเลยเหรอคะ” ใจเริงหัวใจพองโต

“คุณไม่รู้จริงๆเหรอว่าคุณมีความสำคัญกับผมมานานแล้ว” สุรทินมองอย่างโลมเลีย

ใจเริงปัดขอเป็นโอกาสหน้า แต่อ่อยว่าคราวหน้านัดกันเธอจะใส่ชุดนี้หวังว่าเขาจะเลือกสร้อยที่เข้ากันมาให้ ตามที่บอก สุรทินรับปาก ใจเริงอ่อยให้เบอร์มือถือและปรายตามองยั่วนิดๆ นึกสะใจกับคำพูดของผ่องใสที่ว่า แข่งอะไรแข่งได้ แข่งบุญวาสนาแข่งกันไม่ได้จริงๆ

ooooooo

พิมาลาทำงานในร้านตลอดทั้งวันจนเทิดพันธ์เกรงใจแย่งงานมาทำเอง มาลัยวรรณออกมาเห็นสองคนใกล้ชิดกันก็สะเทือนใจ ชวนประนอมจะไปส่งบ้านให้ โดยบอกเทิดพันธ์ไปส่งพิมาลาแทน ระหว่างเดินออกมาขึ้นรถ มาลัยวรรณบอกประนอมว่า ตนจะไปทำงานลอนดอน

ประนอมตกใจย้อนถามบอกพิมาลากับเทิดพันธ์หรือยัง มาลัยวรรณยักไหล่ถ้าไม่ให้ตนก็จะไป ประนอมแย็บถามว่าหนีปัญหาใช่ไหม ต่อให้หนีไปดาวอังคารก็ไม่ ช่วยอะไรถ้าใจมันตัดไม่ได้ มาลัยวรรณเศร้าลง

“แต่การอยู่ใกล้กัน เจอกันเกือบทุกวัน นอกจากไม่ช่วยแล้วยังทำให้แย่กว่าเดิม อยู่ไกลๆกันดีกว่า พี่พิมหย่าแล้ว ถ้าคุณเทิดตั้งใจจริงๆพี่พิมคงใจอ่อนสักวัน”

“บอกตามตรงนะป้ายังมองไม่ออกเลยว่าสองคนนั้นจะลงเอยกันได้ยังไง คุณเทิดแน่ใจได้ยังไงว่าคุณพิมจะแต่งด้วย แน่ใจได้ยังไงว่าคุณพิมลืมคุณฤกษ์แล้ว สองคนนั้นรักกันจะตาย”

“คุณเทิดแน่ใจหรือเปล่าหนูไม่รู้ แต่หนูแน่ใจว่าหนูไปแน่”

ประนอมเข้าใจ อดสงสารไม่ได้...ในขณะที่พิมาลากลับถึงบ้าน ได้ยินเสียงเด็กร้องมาจากบ้านฤทธิ์ ก็แปลกใจทั้งที่เที่ยงคืนกว่าแล้ว

น้องโจร้องไห้จ้า ใจเริงเอาแต่หงุดหงิดทำอะไรไม่ถูก ฤทธิ์กับผ่องใสต้องมาเคาะประตูเรียก ใจเริงกับผ่องใสเถียงกันตามเคย ฤทธิ์ต้องปรามแล้วตัดสินใจเอาเด็กไปนอนด้วยคืนนี้

ใจเริงรีบพูดดักขึ้นว่า “ถ้าคุณลุงเจอพี่ฤกษ์ฝากบอกเขาด้วยนะคะว่าคนอย่างใจเริงมีทางไปแน่ ถ้าเขาไม่คิดจะรับผิดชอบลูกกับเมีย เริงก็จะไม่ทน เริงไม่ใช่ผู้หญิงจนตรอก บอกเลย”

ฤทธิ์ตอบเสียงนิ่มๆ “เจ้าฤกษ์น่ะรับผิดชอบลูกแน่ๆ เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง ส่วนเมีย...ก็ขึ้นอยู่กับว่าเมียคนไหน ถ้าเมียคนแรกมันรับผิดชอบอยู่แล้ว แต่สำหรับคนที่ไม่ชัดเจนว่าเป็นเมีย อันนี้ลุงก็ไม่แน่ใจนะ บอกเลย”

ใจเริงแทบกรี๊ด ฤทธิ์กับผ่องใสอุ้มเด็กเดินไป พอประตูปิดลง ใจเริงก็คว้าของแถวนั้นปาใส่ประตูด้วยความแค้นใจ

ooooooo

รุ่งเช้าฤทธิ์มาเห็นบ้านฤกษ์เลอะเทอะ เจ้าตัวก็นอนปล่อยตัวโทรมอยู่บนโซฟา จึงเปิดเสียงเด็กร้องไห้ในมือถือแนบหูให้ฟัง ฤกษ์สะดุ้งตื่นคิดว่าเสียงลูกร้อง ผู้เป็นพ่อเฉลยว่าเสียงเด็กในยูทูบ ถ้าอยากได้ยินเสียงลูกต้องไปที่บ้าน

ฤกษ์ส่ายหน้าเศร้าๆไม่อยากเจอใคร ฤทธิ์ดักคอไม่อยากเจอคนไหนหรือว่าทั้งสองคน เห็นสภาพลูกแล้วอดบ่นไม่ได้

“แกนี่มันลูกใครวะเนี่ย ไปเอาเชื้อความขี้ขลาดมาจากไหน ทั้งฉันทั้งแม่แกไม่เคยกลัวความจริง ไม่เคยที่จะหนีปัญหามานอนเก็บตัวอยู่แบบนี้...ลูกแกร้องไห้ทั้งวันทั้งคืน ใจเริงก็เลี้ยงไม่เป็น น้าผ่องกับแอ๊ดก็ไม่อยากไปยุ่ง เพราะขานั้นแค่เฉียดกันก็แง่งๆใส่กันตลอด ใจเริงเอาแต่ร้องหาแก พอเผลอก็หายออกไปช็อปปิ้ง”

ฤกษ์ตกใจถามว่าใครเลี้ยงลูก ฤทธิ์จิ้มที่อกเขาแล้วด่าซ้ำ

“ก็แกไง พ่อรู้ว่าแกเสียใจที่ต้องหย่ากับพิม แต่แกโตจนมีลูกแล้ว เสียใจแค่พอดีๆก็พอ ไม่ต้องดราม่าจัดหนักขนาดนี้ ไม่ใช่เด็กๆแล้ว...แกคิดว่าหนูพิมเขาเป็นคนฉลาดไหม”

ฤกษ์ยอมรับว่าเธอฉลาดมาก

“แล้วผู้หญิงฉลาดๆเขาจะกลับมาหาไอ้ผู้ชายอ่อนแอที่เอาแต่นอนเมาไม่รับผิดชอบลูกเต้าไหม

หมดเวลาเวทนาตัวเองแล้วไอ้เสือ ถึงเวลาที่ต้องเวทนาลูกบ้าง แกทิ้งลูกไว้กับผู้หญิงอย่างใจเริง คิดว่าแม่แบบนั้นจะเลี้ยงลูกได้รึไง”

ฤกษ์จุกกับคำพูดของพ่อ ตาสว่างมีความคิดขึ้น...

ooooooo

ใจเริงไม่สนใจใครหน้าไหนทั้งนั้น เธอแต่งตัวสวยเซ็กซี่อุ้มลูกมาส่งให้แอ๊ดเลี้ยง ผ่องใสเห็นแล้วหมั่นไส้สั่งห้ามเอารถตนไป ถ้าเอาไปจะแจ้งความข้อหาลักทรัพย์ ใจเริงยิ้มหยัน ยอกย้อนว่า

“คุณน้าคะ รถกระจอกๆแบบนั้น เริงก็ฝืนใจขับได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้นล่ะค่ะ ฉันบอกแล้วไง ผู้หญิงอย่างใจเริง มีทางเลือกและทางเลือกใหม่มันมักจะดีกว่า และแพงกว่าเสมอ”

ใจเริงหันมาสั่งแอ๊ดดูน้องโจดีๆ แต่ไม่คิดจะกอดลูกสักนิดก่อนออกไป...

พิมาลากำลังจะไปทำงาน เห็นรถหรูแล่นผ่านหน้าบ้านก็จำได้ว่าเป็นรถสุรทิน จะเดินตามมาทัก กลับเห็นใจเริงในชุดเซ็กซี่เดินขึ้นรถเขาออกไป เธอแปลกใจว่าเกิดอะไรขึ้น

ด้วยความข้องใจจึงมาปรึกษาหมี่ หมี่ฟันธงว่าสุรทินคือเป้าหมายใหม่ของใจเริง พิมาลานึกเป็นห่วงฤกษ์ทันที หมี่รู้ใจแย็บถามตอนนี้อะไรๆสงบลง ลองถามใจตัวเองอีกทีว่าคิดอย่างไร

“การที่คุณฤกษ์หย่ากับพิมแล้วไม่ได้ไปจดทะเบียนกับใจเริงมันก็พิสูจน์อะไรบางอย่าง...เท่าที่รู้คุณฤกษ์ไม่ได้ไปบ้านพ่อเลยด้วยซ้ำ เขาอาจจะ

ไม่ได้รักใจเริงเลยก็ได้ มันอาจจะเป็นความผิดพลาดที่มาจากความแค้น ไม่ใช่ความรัก ให้เวลากับตัวเอง

หาคำตอบให้เจอ พิมหย่าเพราะไม่รักคุณฤกษ์แล้ว หรือว่าหย่าเพราะคิดว่าเขาไปรักคนอื่น...คุณฤกษ์ทำพลาดเพราะอยากแก้แค้นใจเริง พี่ไม่อยากให้พิมทำพลาดเพราะไม่รู้ใจตัวเอง” หมี่ให้แง่คิดแล้วขอตัวไปเข้าห้องน้ำ

พิมาลานั่งครุ่นคิดสักครู่ ทันใดเสียงหมี่ร้องให้ช่วยเพราะล้มในห้องน้ำ...เปรมรู้เรื่องตกใจรีบตามมาที่โรงพยาบาล บ่นว่าเตือนหลายครั้งแล้ว พื้นห้องน้ำลื่นให้เปลี่ยน มัวเห็นแต่ความสวย ตอนนี้ตนสั่งเปลี่ยนพื้นห้องน้ำให้ใหม่ทั้งหมดแล้ว ตนจ่ายเอง หมี่ไม่กล้าโต้แย้ง แถมรู้สึกดีที่เขาดูเป็นห่วงเป็นใยจริงๆ พิมาลาแอบยิ้มที่เห็นหมี่อ่อนลงยอมเชื่อฟังเปรม

ooooooo

ใจเริงได้สวมสร้อยเส้นงาม ได้ทานอาหารแพงๆ หลงระเริงว่าตัวเองกลับมามีเสน่ห์อย่างเก่า พอสุรทินถามถึงฤกษ์ ก็ทำหน้าโศกเศร้าเล่าว่าฤกษ์ไม่ดี ใจร้ายสารพัด ไม่เคยโผล่หน้ามาดูลูก สุรทินย้อนถามทำไมเธอถึงอยากแต่งงานกับผู้ชายแบบนั้น

ใจเริงชะงัก ยิ้มยั่วยวน “แล้วเริงควรแต่งงานกับผู้ชายแบบไหนดีคะ”

“ก็ต้องคนที่พร้อมจะดูแลคุณ คนที่รอคอยจะดูแลคุณมานานแสนนาน รอว่าเมื่อไหร่คุณจะหันมาสักที” สุรทินหยอดด้วยแววตากรุ้มกริ่ม ใจเริงหลงเชื่อหัวใจฟูฟ่อง

พลันมีชายคนหนึ่งเข้ามาทักสุรทินแล้วมองใจเริงด้วยสายตาเจ้าชู้ สุรทินทักกลับและแนะนำให้ใจเริงรู้จักเพื่อนเขาชื่อปีเตอร์...ปีเตอร์พูดจาเกี้ยวใจเริง สุรทินออกอาการหวงจับมือเธอไว้ ทำให้เธอยิ่งรู้สึกตัวเองมีค่ามากขนาดผู้ชายระดับเศรษฐีต้องแย่งกัน หัวเราะกรุ้มกริ่ม

“ไม่ต้องทะเลาะกันค่ะ เริงเป็นคนชอบเล่นเกม ชีวิตมีคู่แข่งแบบนี้สิคะจะได้สนุก”

“รอไว้เกมหน้านะครับ สำหรับเกมนี้ผมขอนำไปก่อน” สุรทินพูดเป็นนัยๆ

ปีเตอร์รับคำแต่ย้ำว่าถ้าเขาวางมือเมื่อไหร่ ตนเดินเกมต่อแน่ ใจเริงยิ้มหว่านเสน่ห์เล่นตัวนิดๆ แล้วนั่งทานอาหารกับสุรทินต่อ

หลังจากนั้นสุรทินขับรถมาส่งที่บ้านฤทธิ์ เธอหอมแก้มเขาขอบคุณสำหรับสร้อยและอาหาร สุรทินจะสานต่อ เธอเบี่ยงตัวอย่างมีจริตบอกยังไม่ถึงเวลา

พอเข้าบ้านขึ้นมาบนห้อง เสียงฤกษ์ถามไปไหนถึงกลับตีสอง ใจเริงสะดุ้งหันมาเผชิญหน้าฤกษ์เป็นครั้งแรกตั้งแต่คลอดลูก เห็นความทรุดโทรมของเขา ไม่โก้หรูอย่างสุรทินก็เชิดใส่

“แล้วพี่ฤกษ์หายหัวไปไหนมา เพิ่งระลึกชาติได้หรือไงว่ามีเมียมีลูกต้องดูแล”

“อย่ามานอกเรื่อง ตอบมาสิไปไหนมา แล้วนี่สร้อยอะไร เอาเงินที่ไหนไปซื้อ แล้วยังเสื้อผ้าบ้าบอพวกนี้อีก ขโมยของไปขายกี่ชิ้นแล้ว ของในห้องพี่หาย ของพ่อก็เริ่มหาย ฝีมือเริงใช่ไหม” ฤกษ์ชี้ไปที่กองเสื้อผ้าใหม่

“ลอยหน้าลอยตายอมรับ ไม่มีความสลด ไม่มีความรู้สึกผิดเลยรึไง”

“ไม่! ต่อมสำนึกผิดของเริงมันไม่ทำงานมานานแล้ว เพราะผู้ชายเห็นแก่ตัวอย่างพี่ฤกษ์...เริงอดทนไม่ไประรานพิม อยู่อย่างเงียบๆจนลูกคลอดตามที่เราตกลงกันไว้ แต่พอพี่หย่ากับพิม พี่ฤกษ์ก็ไม่ทำตามสัญญา”

“พี่ไม่เคยสัญญาว่าจะแต่งงานด้วย คิดไปเอง”

“ใช่ เริงคิดไปเองว่าพี่ฤกษ์จะมีความรับผิดชอบ ทำผู้หญิงท้องก็ต้องแต่งงานเลี้ยงดูให้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่เริงคิดผิด สามัญสำนึกของพี่ฤกษ์มันต่ำกว่ามาตรฐาน! ถ้ารู้ว่าเป็นคนแบบนี้ตั้งแต่แรก เริงไม่แย่งมาให้เสียพลังงานหรอก” ใจเริงลอยหน้าลอยตาเถียง

น้องโจตกใจตื่นร้องไห้จ้าเพราะเสียงทะเลาะกันของพ่อแม่ ฤทธิ์กับผ่องใสได้ยินเสียงของทั้งสองคนผสมกับเสียงร้องไห้ของน้องโจ ผ่องใสจะไปอุ้มหลานออกมาแต่ฤทธิ์ปรามให้ทั้งสองจัดการกันเอง

เสียงฤกษ์ตวาดใจเริง น้ำเสียงรังเกียจเดียดฉันท์มาก “เธอนี่มันเป็นผู้หญิงที่ความคิดแย่มาก ไม่เคยคิดถึงคนอื่นนอกจากตัวเอง”

“พูดยังกะตัวเองเป็นคนดีตาย คนดีที่ไหนเขานอกใจเมีย บอกเลยนะ ถ้าพี่ฤกษ์ไม่มีเงินมาให้เริงใช้ เริงก็จะเอาของไปขายให้มันหมดบ้านเลย”

“เพื่อเงินถึงกับยอมเป็นขโมยเลยเหรอ”

“ใช่ เพื่อเงิน ยิ่งกว่านี้เริงก็ทำ ถ้าทำแล้วมันอยู่รอด เริงทำหมดทุกอย่าง ขายตัวก็ทำ”

“ต่ำ! คนแบบนี้เป็นแม่ของลูกได้ยังไง”

“เป็นไม่ได้ก็มาเลี้ยงเองสิ หรือถ้าไม่มีปัญญาเลี้ยงก็เอาไปทิ้งข้างถนนให้หมามันเลี้ยง”

ฤกษ์สุดทนพลั้งมือตบหน้าใจเริงฉาดใหญ่ ต่างคนต่างช็อก ใจเริงตั้งสติได้กรีดร้องโวยวายพุ่งเข้าทุบตีฤกษ์ด่าว่าหยาบคายสารพัด ฤกษ์นิ่งไม่ตอบโต้เพราะรู้สึกผิดที่ทำร้ายผู้หญิง

เสียงน้องโจร้องไห้ไม่หยุด ผ่องใสทนไม่ไหวเรียก แอ๊ดไปเป็นเพื่อน ฤทธิ์ส่ายหน้าเดินตามไปอย่างห่วงๆ

มาถึงเห็นใจเริงทุบตีด่าว่าฤกษ์ด้วยถ้อยคำหยาบคาย ฤทธิ์เสียงกร้าวสั่งให้หยุด ผ่องใสกับแอ๊ดดึงใจเริงออกจากตัวฤกษ์ ขณะที่ใจเริงยังดิ้นอย่างบ้าคลั่ง หันมาใส่ฤทธิ์อย่างไม่ยำเกรง

“ก่อนที่คุณลุงจะสอนเริง สอนลูกตัวเองก่อนเถอะ ตบตีเมียตัวเองโหดร้ายป่าเถื่อนที่สุด”

“แต่ถ้าผู้หญิงมันทำตัวน่าตบ โดนตบซะบ้างก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร” ผ่องใสฉะแทน

ใจเริงปรี๊ดหันมาท้าตบ ผ่องใสพร้อมสู้ ฤทธิ์หน่ายใจ ขอให้เกรงใจเพื่อนบ้านบ้าง แต่ใจเริงไม่สนประกาศกร้าว

“พอกันที! เริงจะไม่ทนกับคนบ้านนี้อีกแล้ว มีแต่คนแก่ คนบ้าและคนเห็นแก่ตัว เริงจะไม่อยู่แล้ว ที่ผ่านมาเริงทำหน้าที่แม่มามากพอแล้ว ทั้งอุ้มลูกทั้งคลอดลูก

ต่อไปนี้ใครเป็นพ่อก็ดูแลกันเอาเองแล้วกัน เริงจะเอาชีวิตตัวเองกลับคืน” ว่าแล้วก็คว้ากระเป๋าเดินออกไป

ผ่องใสงุนงงว่าจะไปไหน ฤทธิ์ส่ายหน้าไม่ให้ยุ่ง ฤกษ์ไม่สนใจกอดกล่อมลูกด้วยความรักแต่สีหน้าสิ้นหวัง น้องโจเหมือนรู้ใจพ่อหยุดร้องไห้ไม่โยเยอีกต่อไป

ooooooo

บนระเบียงบ้านตรงข้าม พิมาลายืนมองไปทางบ้านฤกษ์อย่างเป็นห่วงว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่ทันไรเห็นใจเริงวิ่งออกมา เงยหน้าสบตากันแต่ไม่พูดอะไร พอดีมีแท็กซี่แล่นมา ใจเริงโบกรถนั่งออกไป พิมาลาสังหรณ์ใจบางอย่าง ทั้งสงสัยทั้งเป็นห่วงเพื่อน

ใจเริงมาหาสุรทินที่คอนโดร้องไห้สะอึกสะอื้นว่าไม่อาจทนให้ฤกษ์ตบตีต่อไปได้ สุรทินแสดงความเห็นใจ ปลอบใจ ทำเครื่องดื่มร้อนๆผสมรัมมาให้ดื่มเพื่อสร้างความคึกคัก

ใจเริงทวงสัญญาที่เขาเคยบอกว่าจะช่วยเหลือทุกอย่าง เขารับคำอย่างยินดี ใจเริงขออยู่กับเขาที่นี่ สุรทินยิ้มกริ่มเข้าทาง

“ได้เลยเริง คุณอยู่ที่นี่ได้เลย อยู่จนกว่าคุณจะสบายใจ”

“ขอบคุณค่ะ ขอบคุณมาก คุณดีกับเริงจริงๆ คุณมาช่วยฉุดเริงออกจากนรก มีอะไรที่เริงตอบแทนคุณได้บอกมาเลยนะคะ เริงยอมทำทุกอย่าง ยอมทุกอย่าง”

ใจเริงกลายเป็นลูกแมวในอ้อมกอดสุรทิน ปลุกเร้าอารมณ์เขาให้พลุ่งพล่าน เขาโถมตัวทับร่างเธอบนโซฟา แววตาบ่งบอกถึงความสมหวังที่รอคอย

จนรุ่งเช้าใจเริงสวมเสื้อคลุมเดินออกมาที่ระเบียงห้อง มองวิวยามเช้าอันสวยงาม รู้สึกได้ถึงชีวิตที่สุขสบายของตัวเองกลับคืนมา...

เวลาเดียวกัน ผ่องใสอุ้มน้องโจมานั่งเม้าท์ที่บ้านพจน์เรื่องใจเริงทะเลาะกับฤกษ์บ้านแทบแตกแล้วออกจากบ้านไป พิมาลาฉุกคิดถึงเมื่อวานที่เห็นรถสุรทินมารับใจเริง ผ่องใสกับแอ๊ดเม้าท์อย่างเมามัน

“ผ่องว่านะ แม่ใจเริงต้องเจอผู้ชายคนใหม่แน่ๆ พอมดลูกเข้าอู่แผลแห้งปุ๊บก็แต่งตัวชะเวิ้บชะว้าบเหมือนเดิม ออกไปช็อปปิ้ง กลับมาก็มีของเต็มไม้เต็มมือ”

“แอ๊ดแอบเห็นตอนออกไปคอยังว่างเปล่า แต่กลับมา อุต๊ะ! สร้อยเพชรพาดมาเต็มคอ”

มาลี พจน์ มาลัยวรรณ และพิมาลาฟังอย่างหดหู่ใจ รู้สึกสงสารทั้งฤกษ์และน้องโจ

ooooooo

นิยายไทยรัฐ
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement