น้ำเซาะทราย ตอนที่ 6 นิยายไทยรัฐ -
ไทยรัฐออนไลน์
วันเสาร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

น้ำเซาะทราย ตอนที่ 6


19 พ.ค. 2560 09:22
2,697,860 ครั้ง

น้ำเซาะทราย ตอนที่ 6

อ่านเรื่องย่อ

น้ำเซาะทราย

แนว:

ดราม่า-โรแมนติก

บทประพันธ์โดย:

กฤษณา อโศกสิน

บทโทรทัศน์โดย:

ปลายปากกา

กำกับการแสดงโดย:

สยาม สังวริบุตร

ผลิตโดย:

บริษัท ดาราวิดีโอ จำกัด

วัน-เวลาออกอากาศ: ทุกวันศุกร์ - อาทิตย์ เวลา 20.15 น.

ช่องออกอากาศ:

สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

นักแสดงนำ:

ศรราม เทพพิทักษ์,สุวนันท์ คงยิ่ง,โสภิตนภา ชุ่มภาณี

เนียมกับไปล่อยู่รับใช้พุดกรองมาตั้งแต่คุณพร้อมยังมีชีวิตอยู่ จึงรักและห่วงใยเธอ ไม่อยากให้เสื่อมเสียและถูกตราหน้าว่าแย่งผัวเพื่อน...สองคนผัวเมียได้แต่คาดหวังว่าจ้านลูกชายคนเดียวของพุดกรองจะทำให้คนเป็นแม่สำนึกผิดชอบชั่วดีและหยุดพฤติกรรมนี้ได้

พุดกรองพาภีมมาดูห้องที่ตกแต่งไว้ให้จ้านและคุยอวดเสียมากมายจนภีมเริ่มหวั่นว่าลูกของเธอจะรู้สึกยังไงเรื่องระหว่างแม่กับตน พุดกรองให้ความมั่นใจแก่ภีมว่าจ้านเป็นเด็กดี เขารักแม่ เขาต้องเข้าใจเรื่องของเรา แล้วตนก็มีแผนจะให้จ้านกับปอและป่านสนิทสนมกัน จ้านอาจจะช่วยประสานรอยร้าวระหว่างเราผู้ใหญ่สามคนได้

ภีมออกจากบ้านไปหลายวันไม่ได้โทร.กลับมาเลย ทำให้ลูกๆหงอยเหงา เห็นเด็กคนอื่นมีพ่อมารับที่โรงเรียนแล้วพาไปเที่ยวก็ยิ่งซึมเศร้า วรรณนรีเองก็โศกเศร้าเหมือนกัน แต่ระคนไปด้วยความคั่งแค้น แอบร้องไห้ในห้องนอน นึกอยากฆ่าทั้งภีมและพุดกรองในคราวเดียวกัน

วันหยุด ผสานมาที่บ้านวรรณนรีและรู้เห็นปัญหาใหญ่หลวงของลูกสาวด้วยความตกใจ วรรณนรีร่ำไห้ราวคนสติแตก เล่าว่าตนถูกผัวกับเพื่อนทรยศหักหลัง ภีมทิ้งตนทิ้งลูกไปแล้ว ตนอยากจะฆ่ามันทั้งคู่

“แม่วรรณ...ตั้งสติให้ดีลูก ฆ่ากันแล้วได้อะไร

ภีมตาย หนูติดคุก แล้วลูกล่ะ ปอกับป่านจะใช้ชีวิตยังไง มันจะเรียกว่าผัวทิ้งหรือถูกแย่งผัว เราก็ยังต้องเป็นแม่ ถึงจะไม่ได้เป็นเมียแล้ว...ตั้งสติไว้นะลูก เข้มแข็งไว้ลูก คนผัวทิ้งมันก็อีบัดอีโรยไปสักพัก แต่ถ้าเราทนได้ เราก็อยู่ได้ ผัวเมียจะเลิกกันน่ะมันไม่ง่ายหรอก คนที่ได้ไปมันคิดหรือว่าจะอยู่ดีมีสุข คนที่แย่งผัวคนอื่นไปเป็นผัวตัวเองน่ะ ไม่มีใครไม่ร้องไห้”

จริงแท้แน่นอนดังคำพูดของผสาน...เวลานี้พุดกรองกับภีมตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนในสังคมที่สนใจใคร่รู้ข่าวคาวโลกีย์ โดยมีลิซ่าเป็นผู้กระจายข่าวเพราะความไม่ชอบส่วนตัวที่ผัวนอกใจเมีย เจอสองคนนั้นเมื่อไหร่เป็นต้องพูดกระทบกระเทียบเสียดสีให้ได้อับอาย

แม้แต่ในมหาวิทยาลัยที่วรรณนรีสอนหนังสืออยู่ผู้คนก็ซุบซิบเรื่องนี้กันหนาหู มีทั้งวิจารณ์อย่างเห็นใจและสมน้ำหน้า วรรณนรีต้องทนกับความอึดอัดอย่างยากลำบาก ฝ่ายผสานแม่ของเธอซึ่งรับรู้ปัญหานี้แล้ว ผสานกลับไปบ่นกับเรียงคนรับใช้ที่บ้านอย่างทุกข์ใจ ไม่คิดว่าภีมจะเป็นคนแบบนี้ เรียงเจ็บแค้นมากถึงขนาดอยากฆ่าทั้งภีมและพุดกรอง แต่ผสานไม่เห็นด้วย และได้เตือนวรรณนรีไปแล้ว

ผสานตัดสินใจไปพูดกับภีมด้วยตัวเองถึงสำนักงานกฎหมาย ภีมคาดไม่ถึง พูดไม่เต็มเสียงว่า

“วรรณไม่ได้เรียนคุณแม่หรือครับ ว่าเรายังไม่ได้หย่ากัน เราแค่แยกกันอยู่ นี่วรรณไปฟ้องคุณแม่หรือครับ”

“ลูกฉันไม่ได้ฟ้องอะไรฉันหรอก แต่ฉันเห็นสภาพของลูกฉันหลานฉันแล้วฉันทนไม่ได้ ทำอะไรน่ะไม่คิดถึงแม่วรรณ ก็คิดถึงลูกให้มากๆนะภีม อยู่กันมาจนมีลูกด้วยกัน วันนี้ปอกับป่านยังเด็ก แต่เขาต้องโตเป็นผู้ใหญ่ อย่าให้เขาสะสมแต่ความแตกแยกของพ่อแม่เป็นภูมิหลังเลย ฉันสงสารหลานของฉัน”

พูดจบผสานกลับไปโดยไม่รอฟังคำอธิบายใดๆ ภีมนิ่งงันสีหน้าและแววตาหวั่นวิตก

ooooooo

พุดกรองหายเงียบไปจนพรรณรายเริ่มบ่นหา โทร.ไปก็ไม่รับสาย ติดต่อช่องทางไหนก็ไม่ได้ คงจะตัดสายพวกสอดรู้สอดเห็นเรื่องข่าวที่คนกำลังพูดกันแซ่ดว่าแย่งผัวเพื่อน

พูดเรื่องนี้แล้วพิมุขสะใจ คาดว่าวรรณนรีชวดตำแหน่งคณบดีแน่ เพราะขาดคุณสมบัติผู้นำ จัดการกับปัญหา ครอบครัวตัวเองไม่ได้ แล้วพอตนได้เป็นคณบดี ก็จะดึงดลฤดีเข้าไปสอนที่มหาวิทยาลัย แต่ดลฤดีปฏิเสธว่าตนคงเป็นครูบาอาจารย์ไม่ได้ เพราะไม่แน่ใจว่ามีคุณสมบัติครบ

“อะไรที่ลูกของแม่ขาด...หนูจบจากเมืองนอก ดีกรีปริญญาเอกนะลูก”

“ก็ขาดคุณธรรมไงคะ” ดลฤดีตอบประชดจนพ่อแม่นิ่งอึ้ง...

เย็นวันเดียวกัน พุดกรองไปดักเจอวรรณนรีที่ซุปเปอร์มาร์เกตเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายมักแวะซื้อของที่นี่ และที่ไม่ไปหาที่บ้านเพราะไม่อยากให้เด็กสองคนเสียใจ

วรรณนรีมึนตึงเย็นชา ถามโดยไม่มองหน้าพุดกรองว่ามีอะไร

“เรื่องที่ภีมเขาย้ายไปอยู่กับฉัน ฉันไม่ได้ตั้งใจเลยนะ แต่เขาหิ้วกระเป๋าเข้าไปอยู่กับฉันเอง...เธอกับเขาคงจะแยกกันอยู่สักพักใช่ไหม ฉันรักภีม ฉันยอมได้ทุกอย่าง แล้วแต่เธอกับภีมจะตัดสินใจ เพราะมันเป็นเรื่องของเธอสองคน”

“นี่ยังกล้าคิดว่าเป็นเรื่องของฉันกับภีมสองคนอีกหรือ ถ้าเป็นเรื่องของฉันกับภีมสองคน แล้วเธอพรวดพราดเข้ามาตอนไหนนะพุดกรอง เธอแย่งภีมไป แต่ไม่ยอมรับว่าแย่งผัวเพื่อน เธอจะได้ไม่ต้องอยู่กับความรู้สึกผิด เธอจะได้คิดว่าเธอเป็นนางฟ้า ส่วนเมียของเขาเป็นแม่มด”

ถ้อยคำนั้นของวรรณนรีทำให้พุดกรองเจ็บจี๊ดถึงกับนอนไม่หลับทั้งคืน คิดจนเครียด แต่สุดท้ายก็เข้าข้างตัวเองว่าภีมเป็นของตน ตนแค่ทวงของของตนคืน ทั้งที่รู้ว่าผิดเต็มประตู...พอรุ่งขึ้นภีมบอกว่าเสาร์นี้จะไปรับลูกไปงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ ตนไม่ได้รับลูกที่โรงเรียนหลายวันแล้ว พุดกรองร้อนรนกระวนกระวายกลัวภีมจะกลับไปหาวรรณนรี

ในที่สุดพุดกรองร้อนรนไปพบพรรณราย หลังจากตัดการติดต่อมาระยะหนึ่ง บอกตามตรงว่าไม่อยากตอบคำถามของใคร พรรณรายทำเป็นเห็นอกเห็นใจและพร้อมจะยืนอยู่เคียงข้างจนถึงที่สุด ดลฤดีรับไม่ได้เดินกระแทก กระทั้นออกมาจนพรรณรายตวาดไล่หลังอย่างไม่พอใจ แล้วพอพุดกรองกลับไป เธอก็ขึ้นไปเล่นงานลูกสาวด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวและทิ้งท้ายว่า มือไม่พายอย่าเอาเท้าราน้ำ

ด้านพงษ์สนิทยังโกรธแค้นพุดกรองไม่หาย ผิดหวังที่เธอไม่เลือกตน เขาก่นด่าสาปแช่งพุดกรองกับภีมไม่เว้นวัน แล้วยังคิดจะประจานทั้งคู่ให้อยู่ไม่เป็นสุข...

ทวยหาญมาพบวรรณนรีที่มหาวิทยาลัยด้วยธุระของคุณอาที่ต้องการมอบทุนการศึกษาให้ที่นี่ทุกปีอย่างต่อเนื่อง แต่ปีนี้อามาเองไม่ไหวจึงให้ตนมาแทน

เมื่อได้พบเธอในวันนี้ ทวยหาญอดถามเรื่องอาการป่วยไข้ของเธอไม่ได้ วรรณนรีเน้นหนักไปทางพักผ่อนน้อยเลยมีปัญหาความดันตามประสาคนเริ่มจะแก่ แต่ทวยหาญค้านว่าความดันไม่ได้มาพร้อมกับวัยของคน แต่มันมาพร้อมกับความเครียด

วรรณนรีสีหน้าหม่นลง ค่อยๆแย้มเรื่องส่วนตัวว่าตนกับภีมไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว เราตกลงแยกกันอยู่สักพัก ต่างฝ่ายจะได้เคยชินกับการไม่ได้อยู่ด้วยกัน

“อะไรทำให้คุณตัดสินใจอย่างงั้น มันไม่เร็วเกินไปหรือ”

“ฉันก็บอกไม่ถูก รู้แต่ว่ามันเจ็บปวดจนอยู่ร่วมกับเขาไม่ได้ ไม่เห็นหน้าเขาดีกว่าเห็นเขาแล้วมีเงาของคนอื่นซ้อนอยู่...ฉันคงจะค่อยๆดีขึ้น ไม่ต้องห่วงฉันหรอกค่ะ คุณพูดถูก ฉันต้องเลือกสูญเสียบางสิ่งบางอย่าง ไม่ใช่ยอมเสียทั้งหมดในชีวิต อย่างน้อยฉันก็ยังมีลูก ยังมีหน้าที่การงาน ยังมีลมหายใจ ยังมีความหวัง”

ทวยหาญยิ้มอ่อนโยน สบสายตาวรรณนรีเหมือนถ่ายเทความอบอุ่นให้หัวใจที่กำลังอ้างว้างว่างเปล่า

“คุณยังมีอะไรๆเหลืออีกเยอะครับคุณวรรณนรี” เขาให้กำลังใจและเดินเคียงไปกับเธอโดยไม่รู้ว่าภีมจอดรถมองมาด้วยความประหลาดใจ

เย็นนั้นวรรณนรีไปรับลูกที่โรงเรียนแล้วพาไปนอนค้างบ้านแม่ของเธอ ภีมมารอที่บ้านจึงผิดหวัง ฝากเชยบอกลูกของตนว่าพ่อมาหา

พุดกรองดีใจที่ภีมกลับมา ถึงจะมาช้าผิดเวลาอาหารเย็นเธอก็ไม่โกรธ แต่ไม่วายถามเขาว่าจะไปขอหย่าจากวรรณนรีใช่ไหม ซึ่งเธอยังไม่ต้องการให้ถึงขั้นนั้นมันจะเป็นบาปกับตน

ภีมไม่ตอบและไม่อยากพูดถึง ตัดบทว่า “ผมจะขึ้นไปอาบน้ำนะ เราต้องรู้จักกระโดดข้ามความจริง บางอย่าง ลืมมันบ้าง ผมเองก็พยายามลืม เพราะถ้าไม่รู้จักลืม เราต้องเป็นบ้า”

ooooooo

ดลฤดีไม่เห็นด้วยกับแม่ที่ตั้งใจทำให้ครอบครัววรรณนรีแตกแยกเพื่อหวังชัยชนะในหน้าที่การงานของพ่อ เธอกลุ้มหนักหลังจากโดนแม่ดุด่า ทั้งที่เมื่อก่อนแม่ไม่เคยแม้แต่จะพูดจาหยาบคายให้ได้ยิน

ความกลุ้มทำให้ดลฤดีอยากมีที่ระบาย เธอตัดสินใจไปพบทิวและไม่ยอมกลับบ้านในคืนนั้น พูดคุยทำความเข้าใจกับเขาเรื่องที่เธอไม่เคยเห็นด้วยกับพ่อแม่ที่วางแผนทำร้ายครอบครัววรรณนรี ซึ่งเธอเรียกว่ามันเป็นเกม แต่ทิวบอกว่าเกมนี้มันสูญเสียใหญ่หลวง

“สำหรับผู้หญิง การเสียผู้ชายคนหนึ่งไปไม่ใช่แค่เสียสามีหรือสูญเสียความรัก แต่มันเป็นการเสียศรัทธา ...ศรัทธาที่มีให้คนคนหนึ่งที่จะฝากชีวิตไว้ตลอดไป คุณเข้าใจไหม มันคือการเสียศรัทธา”
แน่นอนว่าวรรณนรีกำลังรู้สึกเช่นนั้น เธอหมดศรัทธาในตัวภีมและนอนร้องไห้ทั้งคืนที่บ้านแม่ ขณะที่ลูกสองคนหลับสนิทไปแล้ว...

รุ่งขึ้นวรรณนรีตื่นสาย ลูกๆไปเก็บผักในสวนกับเรียงเพื่อนำมาให้ผสานทำผัดไทย ผสานเห็นสีหน้าอิดโรยของลูกสาว ถามว่าเมื่อคืนนอนหลับบ้างหรือเปล่า วรรณนรีอึกอักก็รู้คำตอบ เตือนลูกว่า

“ต้องพยายามกินให้อิ่ม นอนให้หลับนะ ไม่ต้องไปคิดอะไรซ้ำซาก รู้ไหมว่าความทุกข์น่ะจริงๆแล้วมันไม่มากเกินรับหรอก แต่ที่มันดูเกินกำลังจนเรารับไม่ไหว ก็เพราะเราคิดไปคิดมา คิดอยู่นั่นแหละ คิดไม่เลิก”

“ให้หนูคิดเถอะค่ะคุณแม่ เพราะมันเป็นเรื่องที่จะไม่เกิดขึ้นกับชีวิตของหนูอีก หนูอยากคิด หนูอยากเจ็บ หนูอยากจะทุกข์ทรมานกับมันให้ถึงที่สุด คุณแม่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกค่ะ หนูจะไม่เป็นอะไร วันหนึ่งหนูจะชินกับการที่ชีวิตของหนูกับลูกไม่มีภีม”

วรรณนรีน้ำตาพรั่งพรู ผสานดึงลูกเข้ามากอดไว้ เอ่ยน้ำเสียงสั่นเครือด้วยความสงสาร

“อย่าด่วนตัดสิน สุขุมลุ่มลึกเข้าไว้ลูก ผัวเมียจะเลิกกันน่ะมันไม่ใช่ง่ายหรอก ผัวเมียที่อยู่ด้วยกัน ทะเลาะกัน ทุบตีกัน บางคนเขาก็อยู่กันจนตายจาก มันไม่ง่ายนะลูก ไม่ง่ายเลย”

“ค่ะคุณแม่...มันไม่ง่าย”

เวลาเดียวกันที่บ้านพุดกรอง ภีมกินอาหารไม่ลง เขี่ยข้าวในจานไปมาอย่างเลื่อนลอย หวนกลับไปคิดถึงภรรยาและลูก พุดกรองสังเกตเห็นถามอย่างระแวงว่าคิดถึงใครอยู่

“วันนี้วันหยุด แต่ผมติดต่อเด็กๆไม่ได้เลย”

“วรรณคงจะรู้ว่าคุณต้องไปรับลูก ก็เลยพาลูกหลบไปที่อื่น วรรณคงยังโกรธเราอยู่...ก็แค่โกรธ”

เนียมแอบชำเลืองมองพุดกรองด้วยแววตาตำหนิ พุดกรองโอบไหล่ภีมอย่างปลอบโยน

“ภีมคะ ฉันถามตัวเองตลอดเวลาว่าทำไมเรื่องนี้จึงเกิดขึ้น เราเห็นกันมาตั้งสิบแปดปี มันนานเกินกว่าจะมีอะไรใหม่ แต่มันก็เกิดขึ้นเหมือนเราผูกข้อมือกันไว้ ฉันคิดอยู่เสมอว่าทำไมเราหนีกันไม่พ้น ฉันอยากโกรธเทวดา แต่ไม่ดีกว่า ฉันควรขอบคุณท่านนะ ถ้าท่านบันดาลให้คุณกับฉันมีความรู้สึกรักแท้ เรามาร่วมกันภาวนาให้วรรณเห็นใจเรา แต่คุณก็ควรเห็นใจวรรณด้วย ฉันมาทีหลัง ฉันจะอยู่อย่างคนที่มาทีหลัง คนมาก่อนจะได้ไม่รังเกียจ”

“ผมก็คิดเหมือนคุณ”

“ฉันหวงคุณ เพราะฉันรักคุณค่ะ อะไรที่เรารักมากเราก็หวงมาก แต่คุณก็ต้องรู้ว่าคุณมีสองเจ้าของ ฉันก็หวง วรรณก็หวง เพราะรักมากเกินไป รักมาก...วรรณก็คงจะเกลียดเรามาก”

ยิ่งฟัง เนียมก็ทนไม่ไหว กลับออกมาบ่นกับไปล่ว่าพุดกรองพูดเอาแต่ได้ ทำเป็นพูดดี ทำเหมือนเห็นอกเห็นใจ แต่ที่แท้ก็แย่งผัวเพื่อนมากก

“เฮ้ยเบา! นังนี่นี่ชักออกอาการมากเกินไปแล้วนะ หาหยูกยากินเสียบ้างเถอะว่ะ”

“แต่เรื่องนี้มันชักจะเลยเถิดมากเกินไปแล้วนะ มีอะไรกันข้างนอกยังพอเห็นใจว่าคุณพุดกรองหาความสุขใส่ตัว แต่นี่ถึงกับจะอยู่กินกันเป็นตัวเป็นตนทั้งที่เมียเขายังไม่ตายหรือยังไม่หย่า”

“บอกให้เบา...คนจะออกลูก ไฟจะมีควัน ผู้หญิงจะมีผัว ข้าเคยบอกแล้วใช่ไหมว่าใครห้ามได้บ้าง”

“มีสิ...คุณจ้านไงล่ะ” เนียมกระแทกเสียง...ไปล่นิ่งไปอย่างคล้อยตาม

ooooooo

พงษ์สนิทเดินหน้าประจานพุดกรองด้วยการไปให้ข่าวฉาวคาวโลกีย์ถึงสำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง

เมื่อหนังสือพิมพ์ตีแผ่ข่าวไฮโซพุดกรองแย่งผัวเพื่อน แน่นอนว่าคนที่เดือดร้อนมากกว่าใครคือภีม เขามั่นใจว่าเป็นฝีมือพงษ์สนิทที่คิดแก้แค้นตนกับพุดกรองด้วยวิธีนี้ แต่พุดกรองกลับไม่สนใจ ใครจะลงข่าวอะไรตนไม่แคร์

ภีมอับอายและกังวลจนไม่อยากอยู่ที่นี่ “ที่จริงเราไม่น่าคืนอพาร์ตเมนต์เลย ผมว่าที่นั่นเหมาะกับผมมากกว่า”

“แต่มันไม่สะดวกนะคะภีม แล้วฉันก็เบื่อเรื่องซุกซ่อนแบบนั้นด้วย ให้มันรู้ไปเถอะค่ะ ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราเดินหน้าแล้วอย่าใส่ใจกับข่าวเลยค่ะ นี่เป็นเรื่องส่วนตัวของเรา”

“แต่เราหนีสังคมไม่พ้น ชีวิตเราต้องเกี่ยวกับสังคม ตั้งแต่ตื่นยันหลับ คุณต้องทำใจมองให้เป็นของธรรมดา บางทีเขาอาจหวังดีกับเราก็ได้ อยากให้เราเป็นอย่างที่เขาอยากให้เป็น”

“ค่ะภีม ฉันจะคิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของชะตากรรม ฉันไม่ได้มีเจตนาที่จะแย่งของใคร แต่มันเกิดจากความรัก...ถ้าฉันเลิกรักคุณได้ ฉันจะทำทันที” พุดกรองโอบกอดภีม ซบหน้ากับไหล่เขาอย่างเศร้าสร้อย

ทางด้านวรรณนรีที่ได้เวลาพาลูกกลับบ้าน เธอเจอลิซ่าหน้าประตูรั้ว จึงหยุดคุยประสาคนบ้านใกล้เรือนเคียง โดยที่ปอกับป่านหอบกระเป๋าวิ่งเข้าบ้านไปแล้ว ลิซ่าแสดงความเห็นใจวรรณนรีที่โดนสามีนอกใจ และเธอได้ประจานพุดกรองให้แล้ว ไม่ว่าเจอที่ไหนไม่เคยไว้หน้า

วรรณนรีขอบคุณลิซ่า บอกว่าตนไม่เป็นไร ลิซ่าแปลกใจ และเดือดเนื้อร้อนใจแทน คิดว่าอีกฝ่ายหวานอมขมกลืน ปั้นหน้าว่าไม่เป็นไรทั้งที่ใจแตกสลาย วรรณนรีพยายามตัดบทจะเข้าบ้าน แต่ลิซ่ายังพูดปาวๆว่าเธอเป็นแม่พระ แล้วหยิบยกความดีของสามีตนให้ฟังว่า เขาไม่เคยว่อกแว่ก ตื่นตีห้าออกไปวิ่งออกกำลังกายกลับถึงบ้านเจ็ดโมงเช้าทุกวัน

ลิซ่าภูมิใจในตัวสามีของตนมาก หารู้ไม่ว่าเธอโดนเขานอกใจนานแล้ว ที่เขาบอกว่าไปออกกำลังกาย แท้จริงแอบไปบ้านเมียน้อย และวันนี้กลับมาถึงบ้าน เขามีอาการอ่อนเพลียก่อนช็อกหมดสติ ลิซ่าตื่นตระหนก ส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือลั่นไปหมด...

ดลฤดีเพิ่งกลับเข้าบ้านในเช้าวันเดียวกันนี้ ทิวมาส่งแล้วกลับไปทันที พรรณรายเห็นลูกสาวก็ปราดเข้าไปหาด้วยความห่วงใย อยากรู้ว่าเมื่อคืนไปไหนมา ปิดโทรศัพท์หนีแม่ทำไม ดลฤดีไม่อยากตอบจึงบอกว่าช่างเถอะ

“ช่างไม่ได้ นี่เกิดอะไรขึ้นลูกสาวฉันถึงได้เห็นคนอื่นดีกว่าแม่”

“ถ้าคุณแม่หมายถึงอาจารย์วรรณนรีล่ะก็ หนูไม่ได้พบอาจารย์วรรณนรีหรอกค่ะ”

“หนูโกรธที่แม่วางแผนทำให้ครอบครัววรรณนรีบ้านแตกใช่ไหม”

“ค่ะ เพราะหนูเห็นว่ามันมากไป หนูไม่มีวันเห็นด้วย กับคุณแม่เรื่องคุณพุดกรองหรอกค่ะ ชีวิตคุณพุดกรองทั้งชีวิต ใช่ว่าจะไม่เสีย”

“เสียตรงไหน พุดกรองกับภีมเคยรักกันมาก่อน พุดกรองมาทวงของของเขาคืน”

“สามีไม่ใช่สิ่งของค่ะ โยนไว้ให้ใครแล้วจะมาทวงคืนไม่ได้ สามีคือคนนะคะ คนที่มีชีวิต...แล้วคนที่มีชีวิตมีความรู้สึกที่อยู่ด้วยกันมานานจนมีลูกสองคนล่ะคะ รู้สึกยังไง อย่ามาบังคับให้หนูทำเรื่องนี้ มันเป็นเรื่องบาป มันจะเป็นเวรกรรมติดตัวคุณแม่ไปจนตาย”

“ทุกวันนี้ฉันก็มีเวรกรรมเพราะพ่อแกจนเจ็บไม่เป็นแล้ว แล้วยังลูกอีกล่ะ ลูกอะไรกันไม่รักแม่ ไม่เข้าใจว่าแม่ทำเพื่อใคร ไม่ใช่เพื่อเกียรติยศชื่อเสียงของครอบครัวหรอกหรือ ลูกอะไรกันเนรคุณแม่”

พรรณรายเกรี้ยวกราดอย่างลืมตัว เห็นลูกร้องไห้วิ่งหนีขึ้นชั้นบนก็รู้สึกตัว พยายามระงับความโกรธ คำรามอยู่ในลำคอด้วยน้ำเสียงและแววตาแข็งกร้าว “ฉันจะไม่หยุด แค่นี้!”

ooooooo

เช้านี้ทวยหาญมาหาวรรณนรีที่มหาวิทยาลัยแต่เธอยังมาไม่ถึง จึงฝากของไว้กับวินิตาโดยไม่ได้ระบุชื่อผู้ฝาก แต่บอกว่าเป็นของฝากจากใต้

แค่นั้นวรรณนรีก็รู้ทันทีว่าเป็นของทวยหาญ

สมศรีกับสายจิตเห็นหนุ่มใหญ่สง่างามภูมิฐาน ที่สำคัญหน้าตาดีมาก สองคนถึงกับละเมอเพ้อหานึกว่าเป็นเจ้าชายเมืองแขก...

ปอกับป่านกำลังได้รับผลกระทบทางจิตใจจากข่าวฉาวที่พ่อนอกใจแม่ไปมีเมียน้อย เด็กสองคนเศร้าซึม ไม่มีกะจิตกะใจเรียนหนังสือ โดยเฉพาะปอที่มีเพื่อนๆจับตามองแล้วซุบซิบนินทา จนเธออับอายและหนีเรียนไปกับเพื่อนสองคน

เพื่อนก๋ากั่นของปอพาไปเดินเที่ยวห้างสรรพสินค้า ร้องคาราโอเกะ ก่อนจะพาไปที่คอนโดของชายหนุ่มซึ่งเป็นแฟนกับเพื่อน ที่นี่เองปอได้พบภูมิ ชายหนุ่มวัยไล่เลี่ยกัน ภูมิมีปัญหาครอบครัวคล้ายกันจึงคุยถูกคอ และสามารถปลอบโยนปอได้ ที่สำคัญท่าทีภูมิพึงพอใจปอด้วย คิดจะจีบเธอเป็นแฟน

ด้านพุดกรองที่เก็บตัวเงียบหลังจากหนังสือพิมพ์ลงข่าวซิบซุบ วันนี้เธอตัดสินใจรับนัดพรรณรายไปล่องเรือสำราญ และแน่นอนว่าต้องมีภีมไปด้วย

พงษ์สนิทหูตาไวมาก รู้เรื่องนี้ก็รีบมารายงาน วรรณนรีถึงบ้านพร้อมกับวิพากษ์วิจารณ์พุดกรองกับภีมอย่างสาดเสียเทเสีย ก่อนจะยุให้วรรณนรีใช้สิทธิ์ความเป็นเมียหลวงทะลวงเมียน้อยเพื่อเอาผัวคืนมา อย่าทำตัวแก่แล้วแก่เลย

วรรณนรีสะอึกและเถียงไม่ออก เพราะรู้ว่าตัวเองปล่อยตัวเป็นแม่แก่ ระยะหลังมานี้ยิ่งไม่สนใจแต่งตัว จมปลักอยู่กับความทุกข์กลายเป็นผู้หญิงแก่ที่ผัวทิ้ง...

การล่องเรือไม่สนุกเสียแล้วเพราะพุดกรองมีอาการวิงเวียนและอาเจียน ตอนแรกเข้าใจว่าเมาเรือ แต่บ่อยครั้งก็เริ่มคิดว่าตัวเองน่าจะท้อง พรรณรายผ่านการมีลูกมาแล้วดูออก ได้แต่คิดอยู่ในใจว่างานนี้สนุกแน่

ภีมรับรู้เรื่องนี้ด้วยความตกใจ พุดกรองอดคิดมากไม่ได้ ถามเขาว่าไม่ดีใจหรือที่เราจะมีลูกด้วยกัน ภีมบอกว่าดีใจแต่ไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้

“คุณพูดแบบนี้เหมือนไม่ได้ดีใจที่ฉันท้อง”

“ไม่ใช่อย่างนั้น คุณก็รู้ว่าผมรักคุณ แล้วทำไมผมจะไม่ดีใจ”

“คุณมีลูกมาแล้วตั้งสองคน คุณจะมาตื่นเต้นยินดีอะไรกับลูกอีกคนของฉัน”

“ไม่เอาน่าพุดกรอง ทำใจให้สบาย คุณแน่ใจหรือว่าคุณท้อง เอาอย่างนี้คุณอยากทานอะไรไหม ผมจะไปเอามาให้”

“ไม่...ฉันเหม็นไปหมด”

“ถ้าคุณท้องจริงๆ คุณอยากได้ลูกผู้ชายหรือผู้หญิง”

“แล้วคุณล่ะคะ”

“ผมอยากได้ผู้ชายอีกคน”

พุดกรองยิ้มหน้าบาน บอกว่าจะสวดมนต์ภาวนาขอให้ได้ลูกชายสมใจเขา

ooooooo

ทวยหาญพบวรรณนรีโดยบังเอิญที่สวน สาธารณะที่กำลังจะขับรถผ่าน วรรณนรีมาส่งลูกเรียนดนตรีในวันหยุดถึงสามชั่วโมง เธอจึงมานั่งเล่นรอเวลา

หนุ่มใหญ่ซึ่งรับรู้ปัญหาครอบครัวของเธอ เจอกันครั้งใดแล้วยังเห็นสภาพเธอไม่สู้ดี จึงปลอบโยนและให้กำลังใจประสาคนที่หวังดีและห่วงใย

ฝ่ายพุดกรองกับภีมเพิ่งกลับถึงบ้าน ไม่คาดคิดว่าจะเจอจ้านลูกชายคนเดียวของพุดกรองที่เรียนอยู่อเมริกา จ้านเพิ่งกลับมาก่อนหน้านี้ไม่นาน เขาไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าเพราะต้องการจะเซอร์ไพรส์แม่

จ้านอยู่ในวัยหนุ่มแรกรุ่น กำลังจะเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย จึงโตพอที่จะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรเมื่อได้พบภีมมาอยู่กับแม่ของตนภายในบ้านเดียวกัน

พุดกรองหวั่นใจเหมือนกัน เธออธิบายไปตามความจริง แต่มีวิธีที่จะทำไม่ให้จ้านโกรธ หรือไม่ก็โกรธน้อยหน่อย เพราะจ้านรู้จักครอบครัวของภีมเป็นอย่างดี

“แม่กับอาภีมเป็นสามีภรรยากันแล้ว เรากำลังจะมีลูกด้วยกัน...น้องของจ้านไงจ๊ะ ลูกของแม่อีกคน ลูกจะค่อยๆ เข้าใจ อาภีมมาอยู่ที่นี่ในฐานะสามีและเพื่อน เขาทำให้แม่รู้สึกอบอุ่น มีความสุข ทำให้แม่ไม่ต้องอยู่คนเดียว ไม่ต้องโดดเดี่ยวเหมือนตอนที่เราแม่ลูกอยู่ไกลกัน”

“แล้วคุณอาวรรณนรีล่ะครับ อยู่ยังไง”

คำถามของลูกชายเล่นเอาคนเป็นแม่เงียบงันไม่รู้จะตอบยังไง จนกระทั่งค่ำสามคนได้นั่งกินอาหารพร้อมกันท่ามกลางบรรยากาศที่อึดอัด พุดกรองพยายามผสานความห่างเหินแปลกหน้าของภีมและจ้านด้วยการชวนคุย

“จ้านเขาปิดเทอมใหญ่ค่ะ เขาเลยจะทำเซอร์ไพรส์แม่ แต่ผิดจังหวะไปหน่อย แม่ไม่อยู่ ปีหน้านี่จ้านจะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแล้ว ฉันจะไม่ให้เขาพักหรอกค่ะ บางทีอาจจะส่งปอกับป่านไปอยู่ที่นั่นเพื่อเรียนซัมเมอร์”

“ปอ ป่าน หรือครับ” จ้านแปลกใจ

“ใช่...เด็กสองคนนั่นอยากไปเรียนเมืองนอกเหมือนพี่จ้าน จ้านจำน้องได้ไหม ปอตอนนี้เป็นสาวแล้ว แล้วป่านก็กำลังจะเป็นหนุ่ม ขยันเรียน แล้วก็เป็นเด็กดีทั้งสองคน จ้านดีใจไหมที่น้องจะไปอยู่ด้วย”

ภีมเอ้ออ้าทำท่าจะแทรกขึ้นมาแต่พุดกรองไม่เปิดโอกาส รวบรัดตัดความเสียเอง

“ฉันกับปอกับป่าน คุยกันถึงเรื่องอนาคตกันแล้วล่ะค่ะ เด็กสามคนพี่น้องจะได้อยู่ด้วยกัน เรียนด้วยกัน มีอะไรจะได้ช่วยเหลือกัน เพราะว่าเราทุกคนต่างก็เป็นพี่น้อง เข้าใจไหมลูก”

จ้านไม่ตอบแต่มองไปยังภีมด้วยสีหน้าเต็มไปความสงสัย กระทั่งโดนพุดกรองถามกระตุ้นอีกครั้งว่าเข้าใจไหม จ้านเลยรับคำอย่างเสียไม่ได้

ooooooo

นิยายไทยรัฐ
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement