น้ำเซาะทราย ตอนที่ 5 นิยายไทยรัฐ -
ไทยรัฐออนไลน์
วันเสาร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

น้ำเซาะทราย ตอนที่ 5


19 พ.ค. 2560 09:22
2,697,850 ครั้ง

น้ำเซาะทราย ตอนที่ 5

อ่านเรื่องย่อ

น้ำเซาะทราย

แนว:

ดราม่า-โรแมนติก

บทประพันธ์โดย:

กฤษณา อโศกสิน

บทโทรทัศน์โดย:

ปลายปากกา

กำกับการแสดงโดย:

สยาม สังวริบุตร

ผลิตโดย:

บริษัท ดาราวิดีโอ จำกัด

วัน-เวลาออกอากาศ: ทุกวันศุกร์ - อาทิตย์ เวลา 20.15 น.

ช่องออกอากาศ:

สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

นักแสดงนำ:

ศรราม เทพพิทักษ์,สุวนันท์ คงยิ่ง,โสภิตนภา ชุ่มภาณี

สายวันรุ่งขึ้น พุดกรองพบลิซ่าเพื่อนบ้านของวรรณนรีโดยบังเอิญในร้านกาแฟ เธอโดนเสียดสีประชดประชันด้วยคำพูดหยาบคายว่าหน้าด้านแย่งผัวคนอื่น ทำให้จิตตกเจ็บปวดกับคำพูดนั้นพอสมควร โทร.หาภีมที่เวลานั้นเขาถึงสำนักงานกฎหมายแล้ว

พุดกรองบอกว่าเมื่อคืนตนนอนไม่หลับ อยากรู้วรรณนรีว่าอย่างไรบ้าง ภีมเองก็นอนไม่หลับทั้งคืนเช่นกัน คิดไม่ตกเพราะวรรณนรีให้เลือกคนใดคนหนึ่งแต่ตน
ไม่เลือก เรายังตกลงกันไม่ได้

คุยกันไม่นานนัก ภีมก็รีบร้อนขับรถออกจากสำนักงานโดยไม่รู้ว่าอยู่ในสายตาพงษ์สนิท ภีมตรงดิ่งไปหาพุดกรองที่นัดเจอในรังรัก ส่วนพงษ์สนิทไปพบวรรณนรีที่มหาวิทยาลัยเพราะมั่นใจว่าสามีของเธอนัดเจอกับชู้รัก

เมื่อรู้จากวรรณนรีว่าเมื่อคืนเธอทะเลาะกับภีมเรื่องพุดกรอง พงษ์สนิทยิ่งร้อนรนไม่อยากให้วรรณนรีเป็นฝ่ายแพ้ เตือนเธออย่าด่วนตัดสินใจ อย่างน้อยก็ถ่วงเวลาให้เจ็บด้วยกัน เพราะเรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นจากภีมกับพุดกรองหักหลังเธอ

วรรณนรียอมตามพงษ์สนิทมาถึงรังรักของภีมกับพุดกรอง แล้วเกิดลังเลที่จะเข้าไปเผชิญหน้าพวกเขา แต่พงษ์สนิทพยายามหว่านล้อมให้เธอมีพลังที่จะทวงสิทธิ์ความเป็นเมียโดยชอบธรรม และช่วยกันด่าพุดกรองให้แสบสัน แต่ถ้าไม่ได้ผลก็ใช้วิธีรังควาน อย่าให้มีความสุข ผัวใครใครก็รัก

“ฟังนะวรรณ ชาวโลกเขาไม่ประณามคุณหรอก ถึงคุณจะทำยังไง เขาก็ต้องเห็นใจคุณวันยังค่ำ พุดกรองเขาเป็นคนที่สังคมรู้จัก คุณต้องหาทางประจานพุดกรอง พุดกรองจะได้ร้อนเหมือนถูกน้ำร้อนลวก”

“ฉันอาย”

“คุณจะอายทำไม คนเป็นเมียมีเกียรติ มีคนนับถือ ถึงนายภีมจะเลือกพุดกรอง คุณก็ยังหัวเราะใส่หน้าเขาได้ เพราะคุณเป็นเมีย อย่ายอมหย่า เขาทรมานคุณได้ คุณก็ทรมานพุดกรองได้ด้วยคำว่าเมียเก็บ”

“ฉันทนไม่ไหว ฉันจะหย่า”

“งั้นคุณก็แพ้พุดกรองน่ะสิ ใจคอคุณจะยอมแพ้ง่ายๆหรือ คุณอยู่กินกับนายภีมมานานเท่าไหร่ ตั้งแต่นายภีมยังไม่มีอะไรสักเก๊ จนเดี๋ยวนี้มีครบทุกอย่างด้วยน้ำพักน้ำแรงของคุณช่วยสะสม แล้วจู่ๆคุณก็จะยอมให้แม่พวกไก่แก่แม่ปลาช่อนมาโฉบเอาเขาไปฉีก คุณเคยเป็นคนแข็งแกร่งนี่ ทำไมคุณยอมแพ้”

พงษ์สนิทกระตุกมือวรรณนรีด้วยไฟหึงไฟแค้นในอารมณ์ เพราะเขาหมายปองพุดกรองมาตลอด แต่กลับมาเสียเธอให้ชายที่มีครอบครัวสมบูรณ์ แล้วครอบครัวนี้ก็เป็นเพื่อนสนิท คำพูดแต่ละคำของพงษ์สนิทจึงฉุนเฉียวรุนแรง

“นายภีมมันกำลังหลง ยายพุดกรองเป็นโรคขาดผัว นายภีมได้เพราะมันคมในฝัก น้ำนิ่งไหลลึก วรรณ...คุณนอนกอดหมาจิ้งจอกมาตั้งนาน”

“หยุดเถอะ พงษ์สนิท”

“ว่าไง จะไปเคาะประตูเรียกหรือรอดูจนกว่าเขาจะพลอดรักกันเสร็จ”

วรรณนรีเคร่งเครียด กำมือแน่น...ในที่สุดก็คำรามออกมาว่าตนจะฉีกเนื้อพุดกรองให้เป็นชิ้นๆ

เสียงกริ่งประตูดังทำให้ภีมกับพุดกรองที่กำลังโอบกอดผละออกจากกันด้วยสีหน้าตื่นตระหนก พุดกรองเดาถูกเผงว่าพงษ์สนิทมาด้วย บอกให้ภีมเผชิญหน้าไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น

ทันทีที่เผชิญหน้ากัน วรรณนรีหัวใจเต้นแรงเหมือนจะเป็นลม ชวนพงษ์สนิทกลับบ้านแต่เขาไม่ยอม ขณะที่พุดกรองก็เชื้อเชิญเรียกวรรณนรีว่าเพื่อนรัก เราพูดกันได้ คนวัยเราพูดกันรู้เรื่อง

พงษ์สนิทยิ้มเหยียด แดกดันพุดกรองว่าเข้าใจหารังรักที่หรูหราสุขสบาย ที่สำคัญเปลี่ยวและเงียบ แถมท้ายด่าให้อย่างเจ็บแสบ แย่งผัวเพื่อนมากกทั้งที่เป็นเพื่อนรักกันมาสามสิบปี ภีมทนไม่ไหวกระชากคอเสื้อพงษ์สนิทด้วยความโกรธ วรรณนรีตกใจสั่งภีมปล่อยเขาเดี๋ยวนี้ ส่วนพุดกรองโมโหพงษ์สนิท ศอกกลับอย่างไม่เกรงใจ

“อย่ามาทำตัวเป็นผู้หวังดีหน่อยเลยพงษ์สนิท คุณมันก็แค่หมาจิ้งจอกกับองุ่นเปรี้ยว”

“ผมเป็นหมาจิ้งจอกไล่งับองุ่น ยังดีกว่าแม่ม่ายไก่แก่ประเภทซื้อผัวอย่างคุณ”

“ฉันน่ะหรือ ซื้อใคร”

“ทำไมจะไม่ซื้อ ทุกวันนี้นายภีมใช้เงินคุณทั้งนั้น เขามีอะไร คุณหิวเสียจนขอให้เป็นผู้ชายเท่านั้นเป็นใช้ได้”

“ไอ้พงษ์...แกไสหัวออกไป” ภีมตวาด

“ฉันไปแน่ แต่ก่อนออกไปขอถามคำเดียว นายคิดจะเกาะแม่ม่ายทรงเครื่องนี่ไปอีกสักกี่มื้อ”

ภีมชกพงษ์สนิทล้มคว่ำโทษฐานปากหมา พงษ์สนิทโกรธจัดด่ากลับว่าหน้าตัวเมีย คนเกาะผู้หญิงกินจะเป็นตัวผู้ไม่ได้ วรรณนรีตะลึงคาดไม่ถึงกับถ้อยคำรุนแรงนั้น ขณะที่พุดกรองไล่พงษ์สนิทกลับไป อย่าดึงวรรณนรีเข้ามา สนองอารมณ์ร่วมกับเขา ตนไม่ได้รักเขา แล้วก็ไม่ได้แย่งใคร

“ไม่ได้แย่งผัวเพื่อนน่ะหรือ”

“ถ้าคิดว่าฉันแย่ง ก็มาเอาเขากลับไปสิ เอาไปให้ได้ ฉันยินดี”

พุดกรองท้าทายจนวรรณนรีขาดความมั่นใจ กระชากแขนพงษ์สนิทกลับไปก่อนที่ตนจะขาดสติฆ่าคน ครั้นถึงหน้าบ้านก็ต่อว่าเขาพาตนไปให้พุดกรองเหยียบย่ำถึงที่ทำไม ถ้ามีอะไรจะเอาคืนพุดกรอง เขาควรไปคนเดียว

“คุณอยากไปไหมล่ะ อยากไปดูให้เห็นตำตา แล้วเห็นหรือยังว่าเขาพิโอดพิโอยกันแค่ไหน คุณน่ะตีเขาไม่แตกหรอก พุดกรองจริตมารยาหลายร้อยเล่มเกวียน ดีดดิ้นเหมือนปลากระดี่ได้น้ำ”

“หยุดเสียทีได้มั้ยพงษ์สนิท”

“นี่คือศาสตร์แย่งผัว คุณเรียนมาเยอะไม่เคยเจอบทเรียนแบบนี้หรอก จำไว้วรรณ นี่คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นทุกวันในสังคม...แย่งผัว!”

วรรณนรีผลุนผลันลงจากรถ พงษ์สนิทเริ่มปวดหัวเพราะความเครียด ความคั่งแค้นที่มีต่อพุดกรองและภีม

ooooooo

ทวยหาญรับรู้ปัญหาของวรรณนรี ความห่วงใยเกิดขึ้นอย่างไม่อาจปล่อยผ่านได้ เขาโทร.หาเธอที่มหาวิทยาลัย รู้จากเลขาว่าเธอลางานก็ยิ่งเป็นห่วง

ขณะเดียวกันคนรอบข้างในที่ทำงานของวรรณนรีก็เริ่มรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ แต่ก่อนแต่ไรเธอไม่เคยลางาน แต่เดี๋ยวนี้ลาบ่อยจนน่าสงสัย

ด้านภีมกับพุดกรองที่มีเรื่องทะเลาะกับวรรณนรีและพงษ์สนิทเมื่อกลางวัน ตกเย็นสองคนพากันหลบไปพัทยา ปล่อยให้ปอกับป่านรอการกลับมาของพ่อด้วยความเศร้าหมอง

คืนนั้นพรรณรายพากรรมการตัดสินลงคะแนนตำแหน่งคณบดีมาเลี้ยงอาหารญี่ปุ่น แล้วแย้มให้ฟังเรื่องสามีวรรณนรีนอกใจ เขาสองคนกำลังจะหย่า ดังนั้นจึงขาดความพร้อมกับตำแหน่งที่ต้องดูแลนักศึกษาทั้งคณะ เพราะแค่สามีคนเดียวยังดูแลไม่ได้

ดลฤดีมาด้วยแต่ไม่ชอบการกระทำของแม่ เธอลุกพรวดออกมาเจอทิวตรงหน้าห้องน้ำ ทิวเพิ่งรู้ชัดในแผนการของพรรณรายว่าต้องการดิสเครดิตอาจารย์วรรณนรี จึงพูดตำหนิฝากกับเธอไป

เมื่อรู้อย่างนี้แล้วแน่นอนว่าความสงสารและเห็นใจต่อวรรณนรีย่อมมีมากขึ้น เพราะทิวเคยได้รับความช่วยเหลือจากเธอมาก่อน แต่สำหรับสุมนาที่เป็นคู่ขาของพิมุขนั้นมีแต่ชิงชัง พอรู้ระแคะระคายว่าวรรณนรีโดนสามีนอกใจก็วิพากษ์วิจารณ์อย่างสนุกปาก

สายจิตโกรธแทนวรรณนรี อยากรู้ใครคือเมียน้อย สุมนาได้ยินก็สะอึก ท้วงว่าเมียน้อยที่ดีๆมีถมไป ทำไมต้องตั้งป้อมชิงชังรังเกียจ พลันสมศรีผู้แอนตี้เมียน้อยโผล่เข้ามาผสมโรงอีกคน สุมนาถึงกับทนฟังคำด่าเมียน้อยแรงๆไม่ได้ ถอยหนีไปอย่างมีพิรุธ

ด้านภีมกับพุดกรองหลบไปพัทยา แต่สองคนก็ไม่สามารถหนีปัญหาน่าปวดหัวได้ เก็บเอามาขบคิดจนไม่มีความสุข โดยเฉพาะคำพูดของพงษ์สนิทที่ว่าภีมเหมือนกาฝากเกาะผู้หญิงกิน ซึ่งตนก็ดูแลพุดกรองไม่ได้จริงๆ

“โธ่ภีม คุณไปฟังอะไรคุณพงษ์ เวลาเขาเป็นกาฝากเขาไม่สำนึก...ฉันร่ำรวยเพราะเหตุบังเอิญ บุญที่ฉันได้กินใช้อย่างสบาย บาปที่ฉันไม่สามารถใช้ชีวิตเหมือนคนอื่นได้ เวลาฉันมีความรัก ฉันไม่อยากให้มีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง ฉันอยากกลับไปเป็นผู้หญิงธรรมดาที่ไม่มีอะไร มีแต่ความรักอย่างเดียว ผู้คนก็จะไม่พากันนินทาว่าคุณมารักฉันเพราะเงิน แล้วคุณก็ไม่ต้องคิดมากที่อยู่กับผู้หญิงที่มีเงินมากกว่าคุณ”

ภีมฟังแล้วถอนใจเฮือกใหญ่ ยังไงก็ไม่สบายใจอยู่ดี...ไม่ต่างจากวรรณนรีที่จิตใจเลื่อนลอย เศร้าหมอง ไม่มีกะจิตกะใจแม้แต่จะกิน ทิวเป็นห่วงหาซื้ออาหารกล่องมาพร้อมกับให้กำลังใจว่า

“ไม่ว่าจะเจอกับปัญหาอะไร เราต้องเข้มแข็งไว้ก่อน ถ้าเราไม่มีกำลังพยุงตัวเอง เราก็ไม่มีทางที่จะพยุงคนอื่นได้หรอกครับ อาจารย์เคยสอนผมแบบนี้...ผมทราบครับว่าเรื่องที่อาจารย์จะต้องข้ามไปมันมีแต่โขดหินสูง ซ้ำยังมีหนาม มีคมของหิน ถึงจะก้าวข้ามไปได้ มันก็ยังเจ็บปวด ยังมีแผล ผมเป็นกำลังใจให้อาจารย์สู้ๆนะครับ”

วรรณนรีสะเทือนใจแต่พยายามเก็บกลั้นน้ำตา ถามตัวเองหลังจากทิวเดินไปแล้วว่า “ฉันจะผ่านมันได้ยังไง”

ooooooo

ที่พัทยา...พุดกรองพยายามทำให้ภีมมีความสุข ลืมเรื่องเครียดๆที่เกิดขึ้น แต่แล้วไม่คาดฝันว่าทั้งคู่จะได้พบลิซ่าเพื่อนบ้านของภีมที่มากับเพื่อนๆ

ลิซ่าเกลียดชังผู้ชายที่นอกใจภรรยา เธอเชื่อมั่นในสามีของตนว่ารักเดียวใจเดียว เมื่อได้พบภีมจะจะจังๆกับชู้รักแบบนี้ก็ทนไม่ไหว แอบสะกดรอยตามเพื่อถ่ายรูปไว้ให้วรรณนรีดู แต่ทั้งคู่รู้ตัวจึงมีปากเสียงกันก่อนที่พุดกรองจะเป็นฝ่ายอับอายล่าถอยไปเพราะโดนลิซ่าประณามว่าแย่งผัวเพื่อน

ส่วนที่มหาวิทยาลัย ตกเย็นเลิกงานแต่สุมนาบอกให้สายจิตกลับก่อน สายจิตไม่ยอมเพราะต้องแวะไปเอาที่ชาร์จแบตโทรศัพท์มือถือที่ห้องพักสุมนา พูดแล้วก็อดบ่นไม่ได้ว่าสุมนาแปลกไป เมื่อก่อนยังไม่ได้เวลาเลิกงานก็ถึงป้ายรถเมล์แล้ว แต่เดี๋ยวนี้อิดออดไม่อยากกลับ

สุมนาอยากอยู่รอพบพิมุขนั่นเอง แต่เพราะสายจิตพูดต้อนหน้าต้อนหลังก็เลยกลัวความลับจะเปิดเผย จำต้องกลับไปพร้อมกัน ส่วนวรรณนรียังคงนั่งจมอยู่กับโต๊ะทำงานอย่างเหม่อลอย สมศรีเห็นก็เข้ามาถามว่าไม่สบายหรือเปล่า พักนี้ดูอิดโรย...แล้วยังทำท่าจะถามเรื่องข่าวลือที่ว่าสามีอาจารย์มีเมียน้อย แต่วรรณนรี ไม่เปิดโอกาส ชิงไล่ไปเสียก่อน

วรรณนรีไปรับลูกที่โรงเรียนก่อนกลับเข้าบ้านแล้วเจอพงษ์สนิทมารออยู่...ก่อนมาที่นี่พงษ์สนิทไปบ้านพุดกรองและรู้จากเนียมว่าเธอไปพัทยา ก็เลยแจ้นมาบอกความเคลื่อนไหว แต่วรรณนรีเจ็บปวดชอกช้ำจนไม่อยากฟังและไม่อยากรับรู้จึงไล่เขากลับไป

จากนั้นตัวเองก็ร้องไห้ ปอซึ่งแอบฟังก้าวเข้ามาถามแม่ว่าพ่อกับน้าพุดกรองเป็นผัวเมียกันใช่ไหม วรรณนรี ตกใจแทบช็อก...คืนนั้นเธอเครียดจัดจนนอนไม่หลับ พอไปทำงานในวันรุ่งขึ้นก็เป็นลมหมดสติ วินิตาต้องเรียกรถพยาบาลมารับโดยเร็ว

เมื่อฟื้นขึ้นมาพบว่าตัวเองอยู่ภายในห้องพักฟื้นของโรงพยาบาล วรรณนรีเป็นห่วงลูก วานทิวที่มาเฝ้าช่วยโทร.บอกเชยให้ไปรับปอกับป่านกลับบ้านก่อน แต่ไม่ต้องบอกเชยว่าตนเป็นอะไร ตนแค่พักผ่อนไม่พอเลยวูบไป

หลังจากจัดการตามที่วรรณนรีไหว้วานแล้ว ทิวไปดักพบดลฤดีที่หน้าบ้านด้วยท่าทีเย็นชา มึนตึง ต่อว่าเธอและพ่อแม่ที่ใช้วิธีสกปรกกับวรรณนรี เพียงเพราะพ่อของเธอออยากเป็นคณบดี เขาขอร้องให้หยุดเพราะมันส่งผลกับเด็ก

ดลฤดีไม่รู้จะเถียงยังไงเพราะแม่ของเธอทำจริง แต่เธอไม่มีส่วนร่วมแถมยังพยายามทัดทานแล้วแต่ไม่สำเร็จ เมื่อเธอกลับเข้ามาบอกพ่อแม่ แม่แสดงความไม่พอใจ โวยวายว่าทำไมต้องหยุด กว่าเรื่องจะเป็นเรื่องมาจนป่านนี้ แม่เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา เสียทั้งความคิด กว่าจะวางแผนโค่นวรรณนรีได้

พิมุขโมโหไม่แพ้พรรณราย อยากรู้ว่านักศึกษาคนที่ขู่ดลฤดีเป็นใคร พ่อจะเอาเรื่อง ดลฤดีกลัวทิวเดือดร้อนจึงบอกปัดว่าเขาคงเป็นคนมีปัญหา คนที่รู้ว่าคนบ้านแตกมีสภาพยังไง เขาขู่ให้แม่หยุด เขาคงจะมองทางของแม่ออกว่าเรื่องนี้มันไม่ใช่แค่เรื่องการคิดคดทรยศ เรื่องนอกใจ แต่เป็นเรื่องที่ถูกโยงมาถึงตำแหน่งคณบดี ซึ่งตนละอายต่อบาปที่เราทำกับครอบครัววรรณนรี ข้อสำคัญที่สุดมันจะไม่เป็นความลับ แล้วถ้ามันถูกเปิดโปงเราจะทำยังไง

ooooooo

ลิซ่ากลับจากพัทยาก็พยายามจะเอารูปพุดกรอง กับภีมที่ถ่ายได้ให้วรรณนรีดู พอรู้จากเชยว่าเธอไม่อยู่ เป็นลมนอนอยู่โรงพยาบาล ลิซ่ายิ่งแค้นใจจัดแจงโทร.ไปเล่นงานพุดกรองต่อหน้าเชย

พุดกรองแปลกใจว่าลิซ่ามีเบอร์โทร.ตนได้ยังไง ลิซ่ากระแทกเสียงตอบอย่างชิงชัง

“อ๋อ...ก็เพราะว่าเบอร์ของคุณถูกแจกจ่ายไปตามบ้านภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายทุกคนเพื่อเตือนให้บรรดาเมียๆทั้งหลายระวังผัวเอาไว้ให้ดี ผูกติดขาโต๊ะ เอาโซ่ล่าม หรือไม่ก็จับผัวใส่เข็มขัดกันชู้ แล้วโยนกุญแจทิ้งซะ อ้อ...ฉันโทร.มาทำไมน่ะหรือ โทร.มาเพื่อแจ้งว่าตอนนี้อาจารย์วรรณนรีอยู่ที่โรงพยาบาล ถ้าคุณภีมเขาใจไม้ไส้เน่าขนาดไม่รับรู้ ไม่ดูดำดูดี ก็เชิญเขาไปลงนรกซะ”

ลิซ่าพูดยาวเหยียดรวดเดียวจบแล้วตัดสายด้วยความเหนื่อยหอบ พุดกรองตื่นตระหนกไม่น้อยกับเรื่องวรรณนรีเข้าโรงพยาบาล ซึ่งเธอไม่ปิดบังภีมและยอมกลับเข้ากรุงเทพฯพร้อมกันทันที

ภีมไปโรงพยาบาลดูอาการวรรณนรีแล้วโทร.รายงานพุดกรองว่าเธอเป็นลม ตนยังไม่ได้พบหมอ พยาบาลยังตอบไม่ได้ว่าเธอเป็นอะไร แต่ท่าทางไม่ดี ดูแก่ โทรม คงไม่ได้พักผ่อนตั้งแต่รู้เรื่องของเรา

“พุดกรอง...คืนนี้ผมจะอยู่เฝ้าวรรณนะ ที่นี่มีห้องพิเศษ มีเก้าอี้ยาวพอนอนได้ ผมยังไม่ได้พบลูกเลย ไม่รู้ปอกับป่านรู้หรือยังว่าแม่เข้าโรงพยาบาล”

“อย่าเพิ่งให้เด็กรู้เรื่องอะไรเลยค่ะ บางทีปอกับป่านอาจจะยังไม่พร้อมที่จะรับรู้เรื่องของเรา ถ้าวรรณจะไม่หาพวก”

“วรรณเป็นแม่ ยังไงเขาต้องได้ลูกไปอยู่แล้ว แต่ผมก็รักลูกของผมไม่เคยน้อยไปกว่าที่เคยรักเลยนะ”

“ฉันเข้าใจค่ะ คุณอย่ากังวลไปเลย เรื่องเด็กฉันมีวิธีจัดการ”

ส่วนที่มหาวิทยาลัย ผู้คนลือกันหนาหูเรื่องวรรณนรี โดนสามีนอกใจจนล้มป่วย วินิตาสงสาร ขณะที่สมศรีผู้มีประสบการณ์ตรงก็ตีอกชกตัวเดือดร้อนแทนวรรณนรี อยากตบสั่งสอนเมียน้อย เช่นเดียวกับสายจิตที่เคารพนับถือวรรณนรีก็ออกอาการแค้นใจ มีเพียงสุมนาคนเดียวที่เงียบๆ เพราะกลัวคนอื่นจะรู้ว่าตัวเองก็อยู่ในฐานะเมียน้อย

ตั้งแต่ภีมมาถึงโรงพยาบาลยังไม่ได้พูดคุยกับวรรณนรีเพราะเธอหลับสนิทด้วยฤทธิ์ยาที่หมอให้ เขานอนเฝ้าเธอทั้งคืน เพิ่งกลับบ้านในตอนเช้า วรรณนรีสะดุ้งตื่นจากฝันร้ายว่าตัวเองคลุ้มคลั่งควบคุมสติไม่อยู่ถึงกับทำร้ายพุดกรอง แม้รู้ว่าเป็นแค่ความฝันก็อดตกใจไม่ได้ พึมพำว่าตนเป็นบ้าไปแล้วหรือ

ภีมออกจากบ้านมุ่งหน้าไปสำนักงาน เจอทวยหาญ ที่แวะมาหาโดยไม่ได้นัดหมาย พอรู้ว่าวรรณนรีป่วยอยู่โรงพยาบาล ทวยหาญสงสัยว่าเป็นอะไรแต่ไม่กล้าซักถาม พงษ์สนิทเองก็รู้ว่าวรรณนรีป่วย และมั่นใจด้วยว่าสาเหตุมาจากเรื่องอะไร

พงษ์สนิททั้งหึงและแค้น พยาบาทพุดกรองกับภีมเพราะคิดว่าตนเองถูกหลอก จึงเล่าให้แม่ของตนฟัง ด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราดรุนแรง

“เป็นอะไร? ก็อีบัดอีโรย กินไม่ได้นอนไม่หลับเพราะถูกผัวกับเพื่อนทรยศน่ะสิ สมน้ำหน้าวรรณนรี นี่ถ้าวรรณนรีร่วมมือกับผม ป่านนี้ก็ไม่ต้องไปนอนตรอมใจรอวันตายอยู่ในโรงพยาบาลแล้ว”

“ตายจริง นี่แม่วรรณป่วยหนักถึงขั้นจะเป็นจะตายเลยหรือ”

“คนผัวมีเมียน้อยน่ะมันเจ็บนะครับ มันมีอาการปางตายทั้งนั้น ยิ่งเมียน้อยเป็นเพื่อนรักที่คบกันมานานตั้งสามสิบปี คิดดูสิครับคุณแม่ว่ามันทั้งเจ็บ ทั้งช้ำ ทั้งถูกย่ำยีแค่ไหน ถ้าผมเป็นวรรณนรีล่ะก็ ผมตามไปตบจิกในงานเลี้ยงเลย ผู้หญิงแบบนี้มันต้องตบแล้วประจาน มันถึงจะสมกับความผิด เมียทำเป็นแต่แพ้ๆๆแบบนี้ เยาวชนรุ่นหลังที่เป็นเด็กหญิงคงลุกขึ้นมาแย่งผัวเพื่อน”

แม่มองท่าทางของลูกชายที่เหมือนหมาบ้าด้วยความกังวล อ้าปากจะเตือนแต่พงษ์สนิทไม่เปิดโอกาส

“คุณแม่อย่ามาห้ามผม คุณแม่ไม่เจ็บเหมือนผม ไม่รู้หรอกว่าผมปวดใจแค่ไหน ผมถูกพุดกรองกับนายภีมหลอก เพื่อนรวมหัวกันหลอกเพื่อน”

“แล้วอาการวรรณนรีเป็นยังไงบ้าง”

“ผมก็ไม่รู้”

“อ้าว...ก็ไหนแกว่าวรรณนรีปางตายไง”

“ผมคาดเดาเอาน่ะ ยังไม่ได้ไปเยี่ยมวรรณนรี พักหลังนี่เราตึงๆกัน เพราะวรรณยุอะไรก็ไม่ขึ้น”

“ทำไมแกต้องไปยุยงเขา ถ้าแกหึงพุดกรองหรือเสียดายผู้หญิงคนนี้ ทำไมแกต้องยืมมือวรรณนรีไปตบพุดกรอง” โดนแม่ตำหนิและเตือนสติ พงษ์สนิทอึ้งไปเหมือนกัน

ooooooo

พุดกรองไปรับภีมมาโรงพยาบาลด้วยกัน แต่เธอไม่กล้าเข้าเยี่ยมวรรณนรีเพราะรู้ตัวดีว่าเป็นต้นเหตุให้อีกฝ่ายล้มหมอนนอนเสื่อ ขอรออยู่หน้าห้องกับนายไปล่คนขับรถ ให้ภีมเข้าไปหยั่งเชิงดูก่อน

ปรากฏว่าเพียงลืมตาเห็นหน้าสามี วรรณนรีก็ไล่ตะเพิดด้วยท่าทีเย็นชาและชิงชัง จะไปขึ้นสวรรค์หรือลงนรกก็ตามใจ แต่พอเขาจะไปจริงๆ ก็ร้องไห้น้ำตานองหน้า

“วรรณ...คุณจะเอายังไงแน่ พอเห็นหน้าผมคุณก็ไล่ พอผมจะไปคุณก็ร้องไห้...ถ้าพุดกรองจะมาเยี่ยม คุณจะให้มาไหม”

“ไม่ต้อง!”

“พุดกรองรออยู่หน้าห้อง ถ้าคุณไม่อนุญาตผมก็จะไปบอกให้พุดกรองกลับไปก่อน”

“นี่จะตามล้างตามผลาญฉันไปถึงไหนกัน บอกให้เขาไปให้พ้นหน้าฉัน อย่าเอาหน้ามาให้ฉันเห็น เพราะฉันเจ็บ...เจ็บที่มีเพื่อนทรยศอย่างพุดกรอง”

ภีมจนใจไม่รู้จะทำยังไง กลับออกมาบอกพุดกรองให้กลับไปก่อน ไม่มีประโยชน์ที่จะเยี่ยมตอนนี้ วรรณนรียังไม่ยอมเข้าใจอะไรทั้งนั้น ถ้าดึงดันเข้าไปเดี๋ยวจะกลายเป็นว่าเราสมคบกันฆ่าเธอ แล้วตอนเย็นตนต้องไปรับลูก เปลี่ยนให้เชยมาเฝ้าวรรณนรี

“ถ้างั้นฉันให้นายไปล่ไปรับให้ คุณไม่ต้องห่วงนะคะ ลูกคุณก็เหมือนลูกฉัน ดูแลวรรณให้ดี”

พุดกรองอาสาด้วยความเต็มใจ แต่พอไปถึงโรงเรียนปอกับป่านไม่ยอมขึ้นรถ สองพี่น้องเดินหนีไปเรียกแท็กซี่กลับบ้านเอง พุดกรองเป็นห่วงให้ไปล่ขับรถตามไปที่บ้าน แล้วตัวเองพยายามหว่านล้อมปอก่อนอย่างอ่อนโยนอ่อนหวาน แต่ปอทำท่าไม่อยากฟัง ไม่มีอะไรต้องพูดกัน

“ทำไมจะไม่มี เรามีเรื่องต้องพูดกันมาก...ฟังน้า”

“ก็ได้ เรื่องอะไร”

“ปอคงรู้เรื่องน้ากับคุณพ่อดีแล้วใช่ไหม น้ารักคุณพ่อ และคุณพ่อก็รักน้า แต่คุณพ่อของปอก็ยังมีคุณแม่ ปอ ป่าน เราถึงต้องหันหน้ามาคุยกัน เราต้องเข้าใจกัน น้ารู้ว่าน้ามาทีหลัง เพราะฉะนั้นน้าจะไม่ทำอะไรหักหาญทั้งๆที่น้าจะทำก็ทำได้ ปอคิดว่าน้าจะทำได้ไหม”

“ก็แน่ล่ะ ในเมื่อน้าพุดกรองให้ท่าคุณพ่อ”

“ให้ท่า...ใครสอนให้พูดแบบนี้ ให้ท่าเป็นคำที่ต่ำเกินไปสำหรับน้า แต่น้าไม่ถือหรอก ปอจะพูดว่าอะไร น้าให้อภัยเสมอ ถึงยังไงปอก็ยังเป็นเด็ก แต่น้าขอร้องขอให้เข้าใจน้าบ้าง”

“ปอไม่เข้าใจ ปอรักคุณพ่อ เอาคุณพ่อปอคืนมา น้าพุดกรองไม่มีสิทธิ์แย่งคุณพ่อไปจากเรา”

“น้าไม่มีสิทธิ์ แต่น้าจนใจที่คุณพ่อให้สิทธิ์น้า”

ปอร้องไห้โฮ เกรี้ยวกราดเสียใจ ด่าว่าผู้หญิงอะไรหน้าด้าน ใจร้าย แล้ววิ่งหนีขึ้นชั้นบน พุดกรองนั่งนิ่งด้วยความเจ็บปวดขมขื่นครู่หนึ่งก่อนลุกขึ้นยืนยืดกายมองตามปอไปด้วยแววตามาดมั่น ไม่ยอมแพ้

ooooooo

ทวยหาญตั้งใจมาเยี่ยมวรรณนรีแต่รู้จากพยาบาลว่าเธอหลับเพราะหมอให้ยาต้องการให้เธอพักผ่อน จึงฝากกระเช้าของเยี่ยมไว้กับพยาบาลก่อนกลับไป

พยาบาลทำนามบัตรที่กระเช้าของเยี่ยมหล่นระหว่างทางเดินโดยไม่รู้ตัว ทิวเก็บได้และสงสัยว่าเป็นของใคร ส่วนภีมยังเฝ้าวรรณนรีอยู่ รับกระเช้าจากพยาบาลไว้แล้วค้นหานามบัตรแต่ไม่พบ แปลกใจว่าใครส่งมา

เวลานั้นที่บ้านวรรณนรี พุดกรองตามขึ้นมาพูดกับปออย่างใจเย็น แม้สาวน้อยจะสะบัดหน้าเมินหนี แต่เธอก็ยังแสดงท่าทีอ่อนหวาน เช็ดน้ำตาให้อย่างเบามือ

“ถ้าหนูโตขึ้นแล้วมีความรัก หนูจะเห็นใจ เข้าใจน้า น้าไม่ต้องการแย่งคุณพ่อหนู แต่น้ารักคุณพ่อ หนูจะให้น้าทำอะไร จะให้น้าฆ่าตัวตายหรือเตลิดเปิดเปิงไปเมืองนอก ปอของน้าไม่เคยเป็นคนเข้าใจอะไรยาก หนูฉลาดมีความคิด หยุดร้องไห้นะจ๊ะ แล้วฟังน้าพูดนะ น้าเคยรักปอ และปอก็เคยรักน้า เราพูดกันได้นี่”

ปอเริ่มอ่อนลงเพราะคำพูดอ่อนหวานนั้น พุดกรองได้ใจดึงแขนปอมาไว้บนตัก

“ฟังนะ น้ารักหนูไม่ต่างจากลูกในไส้ ปอก็รู้ว่าครอบครัวเรารู้จักกันมานานแค่ไหน ความรักความสนิทสนมมีมากจนเกินกว่าที่เราจะแบ่งแยกได้ว่าใครอยู่บ้านไหน ใครเป็นของใคร น้าไม่ได้หวังร้าย ถ้าน้าหวังร้ายต่อคุณแม่ ต่อหนู น้าก็คงจะเอาตัวคุณพ่อไปแล้ว”

“แล้วนี่น้าพุดกรองยังไม่เอาตัวคุณพ่อไปอีกหรือคะ คุณพ่อไม่กลับบ้านตั้งเกือบอาทิตย์แล้ว”

“เราไปพัทยากัน ที่ไปก็เพราะคุณพ่อไม่สบายใจ มีความทุกข์ น้าก็เลยพาคุณพ่อไปพักผ่อน ถ้าปอโตเป็นผู้ใหญ่ หนูจะเข้าใจว่าบางทีเราก็ต้องทำทุกอย่างให้คนที่เรารักมีความสุข หนูอยากให้คุณพ่อมีความสุขไหม” ปอพยักหน้า พุดกรองหว่านล้อมต่อ “นั่นไง เราคิดตรงกัน ทุกคนรักคุณพ่อ คุณพ่อก็รักปอ ป่าน คุณแม่ น้า เราไม่ได้แย่งอะไรกัน ถ้าเราคิดได้อย่างนี้ทุกอย่างจะเรียบร้อย”

“แล้วเมื่อไหร่คุณพ่อจะกลับ”

“เดี๋ยวคงจะมา เย็นนี้เราไปเยี่ยมคุณแม่กันนะ ลงไปทานขนมกันดีกว่า หยุดร้องไห้นะจ๊ะหลานรักของน้า”

พุดกรองดึงปอมากอดหอม ท่าทีปอยังขืนๆ แต่พอได้ยินคำถามว่าอยากไปเรียนเมืองนอกกับพี่จ้านไหม ปอตอบทันทีว่าอยากไป

“หนูต้องได้ไป น้าจะส่งหนูไปเรียนที่เดียวกับพี่จ้านจะได้เป็นเพื่อนกัน”

“จริงหรือคะ แล้วใครจะออกเงินให้ปอ”

“ก็น้าพุดกรองคนนี้ไง หนูจะเรียนสักกี่ปีก็ได้ ปริญญาโทหรือเอกก็ได้”

ปอเริ่มตื่นเต้นคุยจ้อว่าเพื่อนตนได้ไปนอกแล้ว ไปอยู่กับอาที่อเมริกา แต่แม่ตนบอกเรียนในนี้ก็พอ จบปริญญาตรีก่อนแล้วสอบชิงทุนไปเพราะแม่ไม่มีเงิน

“ทำไมน้าจะไม่รู้ ก็คุณพ่อคุณแม่มีแค่เงินเดือนจะเอาอะไรมาส่งหนู เอาเถอะปอไม่ต้องเป็นทุกข์ น้าจัดการให้เอง น้าไม่มีลูกสาว หนูมาเป็นลูกสาวของน้าพุดกรองได้ไหม”

ปอนิ่งอึ้งไปด้วยท่าทีที่เริ่มคล้อยตาม ครั้นลงมาข้างล่างปอก็คุยให้ป่านฟังว่าน้าพุดกรองจะให้ตนไปอยู่กับพี่จ้าน ป่านเห่อเมืองนอกเหมือนกัน อยากไปบ้าง พุดกรองไม่มีปัญหา แต่กำชับเด็กสองคนอย่าเพิ่งบอกแม่ ต้องเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ รอให้แม่อารมณ์ดีก่อนแล้วค่อยบอก

ภีมกลับมาที่บ้านหลังจากเชยไปผลัดเปลี่ยนเฝ้าวรรณนรี พุดกรองทำให้ภีมสบายใจเรื่องลูก เธอกุลีกุจอพาเด็กๆไปกินอาหารค่ำแสนอร่อยก่อนจะพาไปโรงพยาบาลเพื่อเยี่ยมวรรณนรี

วรรณนรีเพิ่งรู้สึกตัวเห็นกระเช้าของเยี่ยม ถามเชยว่าของใคร ถ้าเป็นของพุดกรองให้เอาไปทิ้ง เวลานั้นพวกภีมมาถึงโรงพยาบาลพอดี พุดกรองยังไม่กล้าพอที่จะเผชิญหน้าวรรณนรี กลัวอีกฝ่ายไม่พร้อม จึงให้ภีมพาลูกขึ้นไป

ปอกับป่านดีใจที่พบแม่ ต่างสวมกอดกันและถามไถ่กันไปมา แต่กับภีม วรรณนรีไม่ญาติดีด้วย มีแต่พูดจาประชดประชันเมื่อสบโอกาส จนเขาเบื่อหน่ายปรามว่าอย่าทิฐิ เราไม่ควรทะเลาะกันต่อหน้าลูก

“ลูกฉัน อะไรจะเกิดขึ้นกับแม่ ฉันต้องให้ลูกรู้ทุกอย่าง เด็กสองคนไม่ได้โง่เง่าเต่าตุ่นจนไม่รู้ว่าเพื่อนแม่มาแย่งพ่อไป แล้วพ่อก็...”

“ขอให้เห็นแก่เด็กบ้างเถอะวรรณ มันไม่มีผลดีต่อเด็กเลยนะ”

“ฉันพูดความจริง ฉันไม่ใช่แม่ค้า คำพูดของฉันใครซื้อไม่ได้ ฉันไม่เหมือนคุณ ตัวคุณ ใจคุณ ใครๆก็ซื้อได้ คุณกำลังเล็งผลเลิศจากแม่ม่ายทรงเครื่อง”

“วรรณ! หยุดพูดแบบนั้นที เราพูดกันไม่รู้เรื่อง ไม่มีวันรู้เรื่อง”

“ฉันพูดไม่รู้เรื่อง ผู้หญิงในโลกยอมรับเรื่องอุบาทว์แบบนี้ไหมล่ะ”

“งั้นผมลงไปรอลูกข้างล่างนะ”

ภีมตัดบทเดินออกไปเพราะเห็นท่าทีลูกๆเริ่มกลัว ป่านเผลอบอกแม่ว่าน้าพุดกรองมาด้วย แล้วหันไปขอความเห็นจากปอว่าเราจะบอกแม่เรื่องนั้นไหม

ปอส่ายหน้า ทำให้วรรณนรีสงสัยว่าเรื่องอะไร คาดคั้นเสียงดังให้บอกแม่มาเดี๋ยวนี้

“น้าพุดกรองจะส่งปอกับป่านไปเรียนเมืองนอก ไปอยู่กับพี่จ้านค่ะ”

วรรณนรีสะเทือนใจอย่างรุนแรง โกรธจนลืมตัวตวาดแว้ดใส่ลูก “อ้อ...นี่คิดเอาเงินฟาดหัวทั้งพ่อทั้งลูก ไปเลย ใครรักพุดกรอง ไปอยู่กับพุดกรอง ไปให้พ้นนะ”

เชยไปกินข้าวกลับเข้ามาพอดี ปอกับป่านผวาไปกอดเชย ขณะที่วรรณนรียังร่ำร้องอย่างเคียดแค้นและเจ็บปวดน้ำตาไหลพราก

“อยากไปนอกก็ไปเลย ทิ้งแม่ไว้ที่นี่ ถึงแม่จะตายอย่างผีไม่มีญาติ แม่ก็ยังดีใจ เพราะคนอย่างแม่ไม่มีใครเอาเงินมาซื้อได้!”

ooooooo

ทวยหาญมาเยี่ยมวรรณนรีแต่ไม่ได้พูดคุยกันเพราะหมอเพิ่งให้ยานอนหลับ พยาบาลบอกว่าเธอความดันต่ำ เครียด พักผ่อนไม่พอ ทำงานหนัก ตอนนี้อาการยังทรงๆ หมอยังไม่อนุญาตให้กลับบ้าน

สภาพซีดเซียวร่วงโรยของวรรณนรีทำให้ทวยหาญหนักใจ เต็มไปด้วยความกังวลและเป็นห่วงเธอ...

ด้านพุดกรองที่เย็นนั้นติดต่อภีมไม่ได้เพราะเขาปิดมือถือ เธออารมณ์ไม่ดี ตวาดไล่เนียมที่เอานมอุ่นๆเข้ามาให้ เนียมกลับลงมาบ่นให้ไปล่ฟัง ไปล่เลยเล่าว่าตอนนี้ใครก็เข้าหน้าไม่ติด เมียคุณภีมป่วย เขาต้องไปเฝ้าเมีย

“ข้าเห็นคุณพุดกรองแล้วสังเวชว่ะ พยายามเอาอกเอาใจลูกคุณภีม ซื้อของแพงๆให้ พาไปกินร้านดีๆ ซ้ำยังรับปากว่าจะส่งไปเรียนเมืองนอก”

“คุณพุดกรองน่ะหรือ”

“จะใครเสียอีก ข้าละสังเวช คุณพุดกรองเคยเป็นนางพญา เดินไปทางไหนก็เชิดหน้ามองมนุษย์ได้เต็มตา แต่ตอนนี้แม้แต่เด็กคุณพุดกรองยังลดตัวลงไปหลอก”

“ตาไปล่...มันไม่มากไปหน่อยหรือ นี่แกกล่าวหาคุณพุดกรองหลอกเด็กใช่ไหม”

“ใช่หรือไม่ใช่ข้าไม่รู้ แต่ที่แน่ๆตอนนี้เมียคุณภีมเขาถึงกับล้มป่วย เพราะถูกคุณพุดกรองแย่งผัว” ไปล่กระแทกเสียง ไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมของเจ้านาย...

เช้าวันถัดมา วรรณนรีรู้สึกตัวรู้จากเชยว่าภีมไปส่งปอกับป่านที่โรงเรียน เมื่อคืนเขาอยู่กับลูกทั้งคืน

เธอรับฟังเงียบโดยไม่พูดอะไร นอกจากบอกเชยว่าตนอยากกลับบ้าน

ทิวกับดลฤดีเผชิญหน้ากันที่โรงพยาบาล ดลฤดีตั้งใจมาเยี่ยมวรรณนรีเพราะห่วงใย แต่ทิวกลับหาว่าเธอต้องการมาดูผลงานว่าอาจารย์วรรณนรีตายหรือยัง

บ่ายนั้นภีมไปรับลูกที่โรงเรียนก่อนมารับวรรณนรีกลับบ้าน ลิซ่าแอบมองผ่านประตูรั้วอย่างสอดรู้สอดเห็น

ด้วยสภาพที่ยังไม่เต็มร้อยของวรรณนรีทำให้ภีมเป็นห่วงอยากให้เธอหยุดพักอีกสองสามวัน วรรณนรีสีหน้าเรียบเฉยตอบโดยไม่มองหน้าเขาว่า

“ฉันไม่ได้เป็นอะไรแล้ว ต่อไปนี้ฉันคงจะสบายดี คนเรานี่ถ้าทำใจได้เหมือนสวิตช์ไฟ อะไรๆมันก็ง่าย”

“คุณทำใจได้แล้วจริงๆหรือ หมอแนะนำอะไรบ้าง”

“ฉันไม่จำเป็นต้องเล่าให้คุณฟังไม่ใช่หรือ”

“อ้อ เพิ่งจะรู้ว่าผัวเมียไม่ต้องเล่าอะไรให้กันฟังแล้ว”

“คุณจะไปไหนก็ไปเถอะ ไม่จำเป็นต้องมาฝืนทำหน้าที่อะไร มีฉันคนเดียวบ้านนี้ก็เป็นบ้าน”

“คุณแน่ใจนะ”

“ค่ะ ฉันแน่ใจ ฉันพูดอย่างคนมีสติ ไม่เลอะเลือนแบบคนเป็นโรคประสาท ต่อไปนี้คุณไม่ต้องกลับบ้าน”

“เหลวไหล! คุณเป็นเมียผมนะ นี่ก็บ้านผม ผมจะไม่กลับบ้านได้ยังไง ลูกผมก็อยู่ที่นี่”

“คุณรู้เหมือนกันหรือว่าเด็กสองคนนั่นเป็นลูกคุณ”

“เลอะเทอะ! เรายังไม่ได้ตกลงอะไรกัน เรื่องผม คุณ พุดกรอง”

“คุณกับพุดกรองไม่เหลืออะไรสำหรับบ้านนี้แล้ว บ้านหลังนี้ฉันจะอยู่กับลูก”

“ถ้ายังงั้นผมไปเอง ลูกสองคนอยู่กับคุณ ผมจะมาหาลูกวันเสาร์อาทิตย์...อย่างน้อยก็สักพัก เพื่อให้เราต่างฝ่ายต่างมีโอกาสได้ทำความเข้าใจกับตัวเอง เพราะผมไม่คิดว่าอะไรมันจะจบง่ายๆ ผมยังเชื่อว่าเราจะตกลงกันได้ด้วยดี”

“นี่ก็ดีที่สุดแล้ว ฉันจะทำทุกอย่างเพื่อลูก บางทีเด็กอาจจะมีความต้านทานได้ดีกว่าเรา เพราะเด็กเป็นเด็ก เด็กปรับตัวง่ายกว่าผู้ใหญ่”

วรรณนรีเชิดหน้าทะนง เก็บกลั้นความรู้สึกเสียใจก่อนเปิดประตูออกจากห้องไป ทิ้งให้ภีมนั่งกุมศีรษะอย่างกลัดกลุ้ม

ooooooo

ภีมตัดสินใจไปอยู่กับพุดกรอง ปอกับป่านไม่พอใจและพาลโกรธพุดกรองด้วย ปอบอกพ่อว่าไม่ไปเรียนเมืองนอกด้วยเงินของพุดกรอง หากอยากไปจริงๆก็จะสอบชิงทุน

ภีมตกใจนึกว่าวรรณนรีสอนให้ลูกพูดแบบนี้ แต่ปอปฏิเสธและต่อว่าพ่อเข้าข้างพุดกรอง ภีมอธิบายว่าพ่อแค่อยากให้ทุกฝ่ายสงบ ถ้าต่างฝ่ายต่างเอาชนะกัน ครอบครัวของเราจะยุ่งไม่มีที่สิ้นสุด

เด็กสองคนไม่ฟัง โกรธพุดกรองที่ขโมยพ่อของพวกตนไป ปอถามพ่อว่าเคยรักแม่บ้างไหม ถ้าเคยแล้วทำไมตอนนี้ถึงไม่รัก หรือถ้ารักแม่ พ่อคงไม่อยากไปอยู่กับน้าพุดกรอง

“พ่อไม่ได้ไปอยู่เลย แค่ให้เวลาคุณแม่ได้คิดว่าเราต้องการอะไร พ่อรักลูก เป็นห่วงลูก ขอให้ลูกรู้ไว้ว่าพ่อไม่ได้รักพุดกรองเพราะเขาเอาเงินซื้อของเล่นให้ลูก ตราบใดที่ลูกยังไม่โต ลูกจะไม่มีวันเข้าใจเรื่องของความรู้สึกที่มันซับซ้อนในใจคน”

ในที่สุดภีมก็ทิ้งบ้านที่เคยอบอุ่นไปอยู่คฤหาสน์ของพุดกรองด้วยสัมภาระในกระเป๋าใบเดียว พุดกรองกำลังเป็นไข้ออดอ้อนภีมเป็นการใหญ่ ฝ่ายพรรณรายที่เพิ่งรู้จากดลฤดีว่าวรรณนรีล้มป่วยเพราะผัวมีเมียน้อยก็สะใจเป็นที่สุด คาดหวังว่าสามีของตนต้องชนะคะแนนในโค้งสุดท้ายอย่างแน่นอน

วรรณนรียังจมอยู่กับความทุกข์แสนสาหัส ไม่ยอมกินข้าวกินปลาจนเชยกลุ้มใจ แต่ในเวลาเดียวกันภีมกับพุดกรองกำลังตักตวงความสุขอย่างเต็มที่

รุ่งขึ้นวรรณนรีไปทำงานตามปกติ ผู้คนรอบข้างต่างจับจ้อง แต่เธอไม่ปริปากปัญหาส่วนตัวให้ใครฟัง แม้สมศรีพยายามซักถามเรื่องสามีอาจารย์มีเมียน้อย แล้วแนะนำให้ใช้มนต์เรียกผัวกลับมาเหมือนที่ตนเคยทำและได้ผลมาแล้ว แต่วรรณนรีก็ปฏิเสธ

วันเดียวกันนี้ ผสานแม่ของวรรณนรีบ่นถึงลูกสาวที่หายเงียบไปเกือบสองสัปดาห์ ไม่โผล่มาแถมยังไม่โทร.หา ทั้งที่เมื่อก่อนโทร.มาแทบทุกวัน ผสานเลยตั้งใจชวนเรียงไปหาลูกหลานในวันหยุดนี้...

นอกจากจะพากันเที่ยวนอกบ้านอย่างมีความสุขแล้ว พุดกับภีมยังแสดงความรักต่อกันภายในบ้านประเจิดประเจ้อจนเนียมรับไม่ได้ มองภีมด้วยสายตารังเกียจ พุดกรองสังเกตเห็นเลยเป็นเรื่อง เรียกเนียมมาตำหนิ

“คุณภีมมาอยู่ในบ้านหลังนี้ในฐานะสามีของฉัน ไม่ใช่แมงดา อย่าคิด อย่ารู้สึก อย่าใช้ตัวเองตัดสินว่าเขากับฉันผิดหรือถูก มีหน้าที่อะไร ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด อย่าให้ฉันหรือคุณภีมเห็นกิริยาอย่างเมื่อกี้นี้อีก เขาเป็นสามีของฉัน”

“ค่ะ” เนียมรับคำแล้วก้มหน้านิ่งด้วยความน้อยใจ

ooooooo

นิยายไทยรัฐ
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement