วันอังคารที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

advertisement

น้ำเซาะทราย ตอนที่ 4


19 พ.ค. 2560 09:22
2,743,842 ครั้ง

น้ำเซาะทราย ตอนที่ 4

อ่านเรื่องย่อ

น้ำเซาะทราย

แนว:

ดราม่า-โรแมนติก

บทประพันธ์โดย:

กฤษณา อโศกสิน

บทโทรทัศน์โดย:

ปลายปากกา

กำกับการแสดงโดย:

สยาม สังวริบุตร

ผลิตโดย:

บริษัท ดาราวิดีโอ จำกัด

วัน-เวลาออกอากาศ: ทุกวันศุกร์ - อาทิตย์ เวลา 20.15 น.

ช่องออกอากาศ:

สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

นักแสดงนำ:

ศรราม เทพพิทักษ์,สุวนันท์ คงยิ่ง,โสภิตนภา ชุ่มภาณี

เช้าวันถัดมา ภีมเตรียมตัวกลับบ้าน พุดกรองอาวรณ์บอกว่าคืนนี้ตนจะรอเขาอยู่ที่นี่ แต่ภีมไม่รับปาก

ที่มหาวิทยาลัย ทิวมาเลียบเคียงถามหาวรรณนรีจากเลขาของเธอ วินิตาบอกว่าอาจารย์ลางาน สงสัยจะไม่สบาย แต่ปกติอาจารย์ทำงานทั้งปีไม่มีวันลากิจลาป่วย ทิวรับฟังด้วยความเป็นห่วง

ภีมกลับถึงบ้านด้วยรถแท็กซี่ แปลกใจที่เห็นรถภรรยายังอยู่ เขาเดินเข้ามาเจอเชยเพิ่งลงจากชั้นบนพร้อมเศษขวดน้ำหอมก็ชะงัก สูดดมก็รู้ว่ากลิ่นน้ำหอมแต่ไม่ได้ใส่ใจนัก ถามถึงวรรณนรีว่าไม่ได้ไปทำงานหรือ

ภีมรับรู้จากสาวใช้ว่าวรรณนรีอยู่ข้างบน ส่วนปอกับป่านไปค้างบ้านยาย เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จนกระทั่งพบวรรณนรีอยู่ในสภาพเฉยเมยเย็นชาก็เริ่มระแวง

วรรณนรีไม่โวยวายฟูมฟาย เก็บซ่อนความปวดร้าว บอกสามีว่าตนทำขวดน้ำหอมที่พุดกรองซื้อให้ตกแตก ลูกๆไม่อยู่ไปนอนค้างบ้านแม่ตั้งแต่เมื่อคืน แล้วย้อนถามเขาบ้างว่ากลับจากภูเก็ตตั้งแต่เมื่อไหร่

“ผมเพิ่งกลับ ผมไม่ได้ซื้ออะไรติดมือมาเลย มัวแต่ยุ่งๆ”

“ยุ่งเรื่องคดีของคุณหญิงพรรณรายหรือคะ”

“ใช่ ลูกความผมทำท่าเหมือนมีเจตนาจะเจรจารอมชอม แต่พอถึงเวลาเข้าจริงๆกลับให้เป็นไปตามวิธีการทางศาล นี่ผมกลับมาเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วต้องไปทำงานต่อ คุณเป็นอะไรมากไหม กินยาหรือยัง”

“ฉันไม่เป็นไร”

“งั้นเดี๋ยวผมเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วผมจะออกไปสำนักงานเลยนะ”

ภีมโยนเสื้อผ้าใช้แล้วลงตะกร้าแล้วรีบร้อนแต่งตัว วรรณนรีท่าทีลังเล แต่ไม่กี่อึดใจก็ตั้งคำถามจนสามีสะอึก

“ภีมคะ มีไหมที่คนเป็นเพื่อนกันจะแย่งผัวกันได้ลงคอ”

“ทำไมคุณถามผมแบบนี้”

“ฉันแค่สงสัยน่ะค่ะ ว่าเรื่องนี้มันมีจริงๆ หรือว่ามีแต่ในนิยายที่เขาเขียนขึ้นเพื่อให้คนอ่าน ชีวิตจริงกับนิยาย เขาว่ากันว่ามันไม่แตกต่างกัน เรื่องในนิยายก็คือเรื่องราวในชีวิตของคน”

ภีมนิ่งอึ้ง หลบสายตาภรรยาอย่างมีพิรุธ...ทางด้านพุดกรอง หล่อนกลับถึงคฤหาสน์แล้วเช่นกัน แต่บอกเนียมกับไปล่ว่าบ่ายๆตนจะออกไปข้างนอกอีก และอาจจะกลับดึก

พุดกรองกลับมาที่รังรักอีกครั้งเพราะเธอนัดภีมไว้ โดยทั้งคู่ไม่รู้เลยว่าตกอยู่ในสายตาของพงษ์สนิท

ภีมใช้เวลาอยู่กับพุดกรองไม่นานก็แต่งตัวเตรียมกลับบ้าน พูดกับเธออย่างกังวลว่าเราต้องหยุดพบกันสักระยะเพราะวรรณนรีกำลังสงสัยเรา

“เรา...หมายถึงฉันงั้นหรือคะ”

“เขาไม่ได้พูดถึงคุณหรอก แต่เขาก็ชักนิยายขึ้นมากระทบกระเทียบจนผมไม่สบายใจเลย”

“นิยายอะไรคะ”

“เขาถามผมว่าเคยมีไหมที่เพื่อนรักกันปานจะกลืน สามารถแย่งผัวเพื่อนได้”

“แล้วคุณว่ายังไงคะ”

“ผมก็ตอบไม่ถูก ทั้งที่ความจริงเรื่องแบบนี้มันเรื่องธรรมดา ที่ไหนๆก็มี พี่แย่งน้อง น้องแย่งพี่ เพื่อนแย่งเพื่อน... วรรณไม่ได้พูดอะไรมากกว่านี้หรอก พูดแค่นี้เอง แต่ท่าทางวรรณดูเย็นชา ทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่าวรรณต้องรู้ระแคะระคายอะไรมาบ้างแล้ว”

“ก็พักนี้คุณกลับบ้านค่ำบ่อยๆ”

“ผมถึงได้บอก เราคงต้องหยุดพบกันสักพัก”

พุดกรองขมขื่นและเจ็บปวด อยากรู้ว่าสักพักคือกี่วันกี่เดือนหรือกี่ปี

“โธ่...พุดกรอง คุณก็รู้ว่าผมก็ใจจะขาด ผมจะทนให้มันเป็นเดือนเป็นปีได้ยังไง”

“ฉันไม่เชื่อหรอกค่ะ ฉันรู้ดีนะ ฉันเป็นแค่ของเล่น ไม่ใช่สิ่งจำเป็นในชีวิตคุณ”

“คุณน่ะหรือเป็นของเล่น ใจผมยกให้คุณหมด ที่ผมบอกให้เราหยุดพบกันสักพักน่ะ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองจะทนได้แค่ไหน สักพักอาจหมายถึงวันเดียว แต่ยังไงผมทำเพื่อความปลอดภัยของเรานะ”

พุดกรองร้องไห้ กอดภีมแนบแน่น “เรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว อะไรจะเกิดก็ต้องปล่อย”

“คุณตัดสินใจแล้วหรือ”

“ค่ะ ฉันตัดสินใจแน่แล้ว คุณล่ะคะภีม”

“ผมรักคุณ...ชั่วชีวิตผมขาดคุณไม่ได้”

“ภีมคะ คุณรักฉันแน่นะ คุณจะไม่ทิ้งฉัน”

“ผมสัญญา...ไม่รู้ว่าเกียรติของผมจะมีค่ามากพอสำหรับคุณไหม ถ้ามีค่าพอ ผมเอาเกียรติผมเป็นประกัน”

ให้สัญญาแล้วภีมรีบกลับบ้าน พุดกรองก็เช่นกัน เธอขับรถกลับบ้านด้วยใจที่เศร้าหมอง ร้องไห้ตลอดเวลา

ภีมถึงบ้านเร็วกว่าวันก่อนๆ พอเข้าห้องนอนเห็นภรรยานอนหันหลังให้ เขาเดินมานั่งบนเตียง แตะลำแขนเธอ...วรรณนรีลืมตา พูดอย่างเย็นชาโดยไม่หันมามองเขา

“คุณนอนเถอะค่ะ เรื่องแบบนี้มันเหมือนอาหารนะ ถ้ายังอิ่มอยู่ก็ไม่มีใครขย้อนลง” ขาดคำก็เบี่ยงตัวออกอย่างรังเกียจ ภีมชะงักมือค้าง สีหน้าสลดลงทันที

กลางดึก พุดกรองเก็บเรื่องที่คุยกับภีมเมื่อหัวค่ำมาฝันร้ายว่าตัวเองถูกวรรณนรีจ่อยิงโทษฐานแย่งผัว...

เธอกรีดร้องก่อนสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจสุดขีด

ooooooo

เช้าขึ้น ภีมทำดีต่อวรรณนรีบอกว่าเย็นนี้เลิกงานแล้วตนจะเลยไปรับลูกที่บ้านแม่ ให้เธอแวะตลาดซื้อกับข้าว เย็นนี้เราจะกินข้าวพร้อมกัน

วรรณนรีนิ่งเฉย ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ ภีมอึดอัดถามเธอว่าเป็นอะไรหรือเปล่า พลางวางมือลงบนหลังมือเธอ แต่วรรณนรีชักมือกลับด้วยท่าทีเย็นชา

“ฉันจะไปทำงาน เมื่อวานฉันเสียงานมาวันนึงแล้ว เช้านี้ฉันมีประชุมเก้าโมง”

ภีมหน้าเจื่อน มองตามภรรยาไปอย่างวิตกกังวล...

ขณะเดียวกัน พุดกรองผุดลุกผุดนั่งมองโทรศัพท์อยู่ในบ้านอย่างกระวนกระวาย พอรู้จากเนียมว่าพงษ์สนิทไม่ได้มาที่นี่หลายวันแล้ว ก็ยิ่งร้อนรนพิกล

ภีมโทร.เข้ามา พุดกรองรับสายด้วยความดีใจฟังเขาบอกว่าเมื่อคืนตนนอนไม่หลับ คิดเรื่องนั้นตลอดเวลา พุดกรองตกอยู่ในภาวะเดียวกัน เธออยากพบเขาในวันนี้

“ระยะนี้เราต้องห่างกันสักพัก ผมไม่รู้เขาจะจ้างนักสืบให้ตามสะกดรอยเราหรือเปล่า วรรณนรีดูเงียบๆ ผมกลัวความเงียบของวรรณ”

“ฉันไม่เห็นกลัวเลย...สืบก็สืบไป ฉันเคยบอกแล้วความลับไม่มีในโลก ไม่วันนี้ก็พรุ่งนี้ วรรณก็ต้องรู้”

“แต่เราควรจะให้รู้ช้าที่สุด”

“ภีมคะ เสาร์นี้เราบินไปพัทยากัน กลับวันอาทิตย์ เดี๋ยวฉันจะจองโรงแรม”

“ผมไปไม่ได้ วรรณจะสงสัย”

“ฉันไม่แคร์แล้ว ยังไงวรรณก็สงสัยอยู่แล้ว ฉันไม่อยากอยู่กรุงเทพฯ พงษ์สนิทเขาหายไป เขาอาจกำลังวางแผนอะไรอยู่กับวรรณก็ได้ ฉันรู้นิสัยคุณพงษ์ดี ถ้าไม่มีอะไรผิดปกติ เขาต้องมาที่นี่ทุกวัน นี่แม้แต่โทรศัพท์เขายังไม่โทร.มา แสดงว่าพงษ์สนิทกำลังจ้องเราอยู่”

เนียมเงี่ยหูฟัง แต่พอพุดกรองเหลือบตามองมาก็รีบก้มหน้า

“วันนี้เที่ยงคุณมาที่บ้านฉันนะคะ ฉันรับรองค่ะ วรรณไม่ทันคิดหรอกว่าคุณจะมาพบฉันที่นี่”

พุดกรองวางสายจากภีมแล้วทำใจดีสู้เสือโทร.หาวรรณนรีที่กำลังทำงานทั้งที่ไม่มีสมาธิ...เสียงโทรศัพท์ดังหลายครั้งจนผู้ใต้บังคับบัญชาหลายคนมองกันไปมาอย่างแปลกใจ วรรณนรีจึงยอมรับสายจากพุดกรอง

อีกฝ่ายทำเสียงอ่อนเสียงหวานแสดงความคิดถึงวรรณนรีและลูกๆ ก่อนจะวกเข้าประเด็นที่คาใจ

“ฉันมีเรื่องจะถามเธอ ทำไมพงษ์เขาหายหน้าไป เขาโกรธอะไรหรือเปล่า...ใช่ ฉันหลบหน้าเขา เบื่อที่เขาตื๊อทุกวัน ถ้าเขารู้จักแบ่งเวลาให้ฉันได้เป็นตัวของตัวเองบ้าง มันก็คงจะสมดุล ฉันคิดถึงหลานจ้ะ...อะไรนะ เย็นนี้จะชวนฉันไปกินข้าวบ้านเธอเหรอ”

วรรณนรีเอ่ยปากอย่างเย็นชา พุดกรองเชิดหน้าตอบรับอย่างท้าทาย

“ได้...ไม่ต้องบอกพงษ์สนิทนะ ฉันกำลังหลบหน้าเขา”

แววตาของวรรณนรีเปล่งประกายชิงชัง ขณะยังพูดโทรศัพท์กับพุดกรอง น้ำเสียงเย็นชา เชือดเฉือน มีนัยประชด

“เล่นซ่อนหาตอนแก่นี่มันก็น่าสนุกนะ รสชาติคงจะดีพิลึก แต่ระวังจะเป็นลมเป็นแล้งไป ยังไงสังขารก็ยังมีจริง อย่าลบหลู่”

พุดกรองมือสั่น กำโทรศัพท์แน่น ตัดบทด้วยความ รู้สึกเจ็บปวดว่าเย็นนี้เจอกัน...จากนั้นก็พยายามเข้มแข็ง สลัดความละอายใจออกไป เชิดหน้าขึ้นพูดพึมพำกับตัวเอง

“ภีมเป็นของฉัน...เขาจะต้องเป็นของฉัน!”

ooooooo

ภีมกังวลใจเมื่อรู้ว่าเย็นนี้พุดกรองนัดกินข้าวกับวรรณนรีที่บ้าน...ไม่รู้จะทำหน้ายังไงที่ต้องเผชิญหน้ากันสามคนผัวเมีย!

วรรณนรีตัดสินใจไม่ไปรับลูกจากบ้านแม่ของตน เธอต้อนรับพุดกรองด้วยสีหน้าราบเรียบเย็นชา แต่ยังรักษาน้ำเสียงปกติ ในขณะที่พุดกรองเสแสร้งยิ้มแย้มอ่อนหวาน เชยเห็นแล้วตวัดตาค้อนอย่างชิงชัง

พุดกรองพูดถึงปอกับป่าน เสียดายไม่ได้พบหลานรักสองคน แต่วรรณนรีบ่นถึงพงษ์สนิทที่ไม่มา

“ฉันก็คิดถึงพงษ์สนิทเหมือนกัน เวลาแกตามแจก็รำคาญ หายไปก็เหงาๆ”

“พงษ์สนิทเขาแก้เหงาเธอไม่ได้แน่ ใช่ไหมคะภีม พงษ์สนิทกับพุดกรองน่ะไม่ใช่ของที่จะแก้กันได้”

ภีมนั่งหัวโต๊ะ อึกอักและอึดอัด วรรณนรีเริ่มทำสงครามประสาท ส่วนพุดกรองก็ไม่น้อยหน้า ตอบโต้ชิงไหวชิงพริบกันอย่างเยือกเย็น

“ภีมคะ วันนี้ดูคุณเงียบไปนะ”

“ผมคงเหนื่อยน่ะ”

“งานกฎหมายก็ยังงี้แหละวรรณ จะให้สบายเหมือนงานราชการยังไง”

“แต่งานราชการอย่างฉันก็ไม่ได้สบายอะไร ฉันไม่ใช่คนเก่ง”

“วรรณน่ะหรือไม่เก่ง ฉันไม่เห็นเคยย่ำเท้าอยู่กับที่เหมือนคนอื่นเลย เธอมีแต่วิ่งนำหน้าใครต่อใคร”

“เมื่อไหร่ถึงคราวเสื่อมก็ไม่รู้ เขาว่าคนเราน่ะอย่าได้อะไรครบนัก ถ้าครบเมื่อไหร่ก็จะเริ่มขาดเมื่อนั้น”

คำพูดประโยคนั้นของวรรณนรีเล่นเอาทั้งภีมและพุดกรองสะอึก นิ่งเงียบกันไป...

หลังอาหารมื้อที่แย่ที่สุดในชีวิตของวรรณนรีผ่านไป เธอเก็บจานชามและแก้วเข้าครัวหลบมาเก็บกั้นอารมณ์โกรธที่แสนเจ็บปวด ไม่นึกว่าพุดกรองจะตามเข้ามาทำให้เธอคับแค้นและขุ่นมัวยิ่งขึ้นไปอีก

“ฉันมาช่วยล้างจาน”

“ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวฉันกับเชยช่วยกันได้”

“ฉันอยากช่วย อยู่เมืองนอกเวลาไปกินข้าวบ้านเพื่อนต้องจบเกมที่ช่วยกันล้างจาน เช็ดจาน แล้วก็เก็บเข้าที่”

“ไม่ต้อง!” น้ำเสียงวรรณนรีกระด้างจนพุดกรองชะงัก “ฉันกลัวมือเธอจะเปื้อนน่ะ เธอเพิ่งไปต่อเล็บมาไม่ใช่หรือ”

“เธอรู้ตัวไหมว่าเธอเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุด”

“ฉันรู้แค่สิ่งทั้งหลายในโลกนี้มีเกิดก็มีดับ เป็นกฎธรรมดาที่ทุกคนจะต้องพบ ฉันอาจมีหมดทุกอย่างในชีวิต มีหน้าที่ มีตำแหน่ง มีเงิน มีบ้าน มีรถ มีลูกที่ดีกับสามีที่ซื่อสัตย์ มีความสุข...แล้วก็หลงใหลไปกับความสมบูรณ์แบบที่ตัวเองได้รับ แต่ใครจะรู้ว่ามันจะถูกแย่งไปเมื่อไหร่”

“ฟังแล้วเหมือนชีวิตในมุมมองของวรรณยากนะ”

“พุดกรอง...อย่าชอบความง่ายมากเกินไป ของที่เธอได้มาแต่ละอย่างมันง่ายทั้งนั้น ถึงไม่ง่ายเธอก็ทำให้มันง่ายได้ดีกว่าใคร ฉันรู้ว่าคนอย่างพุดกรองไม่เคยกลัวอะไร”

“ตรงกันข้ามกับวรรณนรีใช่ไหม”

“คงใช่ เพราะฉันเป็นคนช่างกลัว ยิ่งบาปด้วยแล้วฉันกลัวมาก”

“เกิดมาเป็นคนก็ต้องมีบาปเป็นของคู่กัน บางทีบาปนั่นก็หล่อเลี้ยงเรา ให้เราอยากอยู่เป็นคนต่อไป”

“ที่คิดแบบนี้เพราะเธอถือว่าเธอมีเงินใช่ไหม”

“เงินไม่ได้ซื้ออะไรได้เสมอไปหรอก”

“ทำไมจะซื้อไม่ได้ เงินซื้อได้ทั้งนั้นแหละ แม้แต่ใจคน”

“อาจจะใช่สำหรับคนบางคน แต่สำหรับบางคนเงินซื้อเขาไม่ได้ เช่นคนที่เรารัก”

“ฉันไม่ยักรู้”

“เธอควรจะรู้มากกว่าใคร เพราะเราคบกันมาตั้งสามสิบปี”

“สามสิบปีไม่ได้ทำให้เรารู้จักธาตุแท้ของกันและกันเลยนะ จริงมั้ย”

“ธาตุแท้บางอย่างรู้ง่าย บางอย่างรู้ยาก เพราะอยู่ลึก แต่ฉันกลับคิดว่าตัวเองดูง่ายเพราะฉันเป็นมนุษย์ที่ชอบเสพอาจมและยอมรับว่าตัวเองชอบ ตรงกันข้ามกับคนบางคน ทั้งๆที่ชอบก็ยกตัวเองเป็นพระ”

วรรณนรีนิ่งงัน พุดกรองตัดบทขอตัวกลับ แต่ไม่วายจิกกัดก่อนผละไป

“อาหารอร่อย เธอรู้จักเลือกซื้อร้านที่สะอาดปลอดสารพิษ ขอบใจจ้ะวรรณ”

วรรณนรีกำแก้วในมือแน่นจนแตกร้าว เศษแก้วบาดมือเลือดซึม ส่วนพุดกรองเดินลิ่วไปยังรถยนต์ที่จอดนอกรั้ว ภีมวิ่งตามมาด้วยความร้อนใจ

“วรรณรู้แล้วว่าเรามีอะไรกัน แต่วรรณยังทำเก่งที่ไม่กรี๊ดออกมา ฉันจนตรอกแล้ว ยังไงฉันก็ต้องสู้แบบหัวชนฝา คนทุกคนเห็นแก่ตัวค่ะภีม ยิ่งเรื่องความรัก ฉันไม่เคยเห็นใครเอาชนะใจตัวเองได้ถ้าเกิดรักแท้”

“ผมจะพูดกับวรรณ ถ้าวรรณพูดกับผมเรื่องนี้”

“ถ้าเขาให้คุณเลือกล่ะ”

“ผมจะไม่เลือก”

“ฉันไม่ต้องการให้คุณกับวรรณแยกทางกัน ฉันต้องการแค่มีคุณ” พูดจบพุดกรองขึ้นขับรถออกไป ภีมมองตามด้วยจิตใจว้าวุ่นและสับสน

ooooooo

วรรณนรีทำแผลที่มือตนเองภายในห้องนอน ภีมเข้ามาจับมือเธอถามอย่างห่วงใยว่าเป็นยังไงบ้าง วรรณนรีกระชากมือกลับ แววตาคั่งแค้นเจ็บปวดตอบเสียงแข็ง

“ยังไม่ตาย แผลยังไกลหัวใจเยอะ จะแช่งให้ตายไหมล่ะ ถ้าฉันตายจะมีคนดีใจอีกสองคน คนสองคนที่ไม่รู้ว่าป่านนี้ไปถึงไหนแล้ว”

ภีมนิ่งเงียบ ท่าทีจำนน วรรณนรีน้ำตาคลอ พูดเสียงสั่นเครือ

“คุณไม่ตอบ ฉันพูดถูกใช่ไหม...อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะ ฉันไม่ใช่ควาย พูดมาสิ พูดออกมาว่าคุณทำอะไรที่ภูเก็ต ทุกวันคุณไปไหนมา...ไปสังสรรค์ ไปพบลูกความ ไปศาล กลิ่นน้ำหอมนั่น รอยลิปสติก มันของพุดกรองทั้งนั้น”

“นี่เราพูดเรื่องอะไรกัน”

วรรณนรีสุดทน ร้องกรี๊ดอย่างเสียสติ ร่ำไห้น้ำตาไหลพรู

“เรื่องอะไร? ก็เรื่องความอุบาทว์ชาติชั่วของคุณน่ะสิ มิน่าคุณถึงได้ทำท่าเนือยๆกับฉันแม้แต่เรื่องนั้น ฉันทำทุกอย่างเพื่อครอบครัว คุณกินบนเรือนถ่ายบนหลังคา ตัวเป็นคน ใจเป็นสัตว์”

“นอนเถอะวรรณ”

“คุณโกหกฉันใช่ไหม น้ำหอมกลิ่นนั่น...ฉันจำได้”

“นอนเถอะวรรณ แล้วเราค่อยคุยกันพรุ่งนี้”

“ไม่! ฉันจะพูดเดี๋ยวนี้ คุณกับพุดกรองทรยศฉันตั้งแต่คืนที่พบพุดกรองในงานเลี้ยง คืนที่คุณเถียงกับฉันแล้วก็ออกจากบ้านไป คืนที่พุดกรองกับพงษ์สนิทมาที่นี่ พงษ์สนิทเมาหลับอยู่ในห้องรับแขก”

“ผมจำได้”

“เกิดอะไรขึ้นเพื่อนรักของฉันถึงได้ลุกขึ้นมาแย่งผัวฉัน...ภีม นี่มันนรกขุมไหนกัน ทำไมพวกคุณถึงได้ร่วมมือกันแทงฉันข้างหลังอย่างนี้ ทำไมล่ะ ทำไม!” วรรณนรีฟิวส์ขาดร่ำร้องร่ำไห้อย่างบ้าคลั่ง ภีมตกใจไม่กล้าแม้แต่จะปลอบโยน...

เย็นวันรุ่งขึ้นภีมไปรับลูกที่บ้านแม่ยาย ปอกับป่านดีใจมากสวมกอดและหอมแก้มพ่อด้วยความคิดถึง ผสานแปลกใจเมื่อถามลูกเขยว่าวรรณนรียังไม่กลับจากภูเก็ตอีกหรือ แล้วเขานิ่งงันเหมือนไม่รู้

ระหว่างทางที่ภีมพาลูกกลับบ้าน พุดกรองโทร.เข้ามา ปอได้ยินชัดว่าพ่อพูดโทรศัพท์กับพุดกรอง นึกสงสัยอยู่เหมือนกันที่พ่อบอกว่าไปไม่ได้ เรื่องนั้นตนจัดการได้

ทิวร้อนใจมาหลายวัน...วันนี้เขาดักพบอาจารย์วรรณนรีที่กำลังจะกลับบ้าน พอจะพูดเรื่องที่เก็บงำไว้ กลายเป็นเธอรู้เสียแล้ว เขาเผลอจับมือที่มีบาดแผลของเธอขึ้นมา แต่ครู่เดียวก็ปล่อยเพราะรู้ว่าไม่เหมาะสม

“ผมขอโทษ...ผมห่วงอาจารย์ อาจารย์เคยห่วงผม เคยห่วงคนอื่น แล้วเวลาที่อาจารย์มีความทุกข์ จะไม่ให้ผมห่วงอาจารย์หรือครับ”

“นี่ไม่ใช่เรื่องของคุณ คุณกลับได้แล้ว นี่เป็นปัญหาในครอบครัวของฉัน ฉันจะกลับล่ะ”

วรรณนรีขึ้นรถขับออกไป ทิวมองตามด้วยความห่วงใยอย่างแท้จริง

ooooooo

หลังจากพาลูกๆเข้านอนในคืนนี้แล้วภีมกลับมาที่ห้องพบวรรณนรีนั่งจมอยู่ในความมืดสลัว ขังตัวเองในห้องตั้งแต่กลับจากทำงาน ข้าวปลาไม่ยอมกิน

วรรณนรีหมองหม่นมองหน้าสามีทั้งน้ำตาเคลือบ– คลอ พูดอย่างเจ็บปวดร้าวราน “คุณรู้ไหมว่าฉันเจ็บ สักแค่ไหน ตอนที่ฉันเห็นคุณกับพุดกรองที่ภูเก็ต”

“คุณไปภูเก็ต?”

“ฉันพยายามโทร.ถึงคุณ แต่คุณปิดโทรศัพท์” เธอลุกขึ้นยืน อารมณ์คุกรุ่นรุนแรงขึ้น “ฉันน่าจะรู้ ฉันน่าจะคิด ฉันไม่น่าโง่เป็นควายเลย ฉันน่าจะมีสัญชาตญาณรู้ตั้งแต่ได้กลิ่นน้ำหอมของพุดกรอง น้ำหอมราคาเป็นหมื่นขวดนั้น พุดกรองม่ายสาวทรงเสน่ห์ที่ร่ำรวยเหลือใช้...ฉันน่าจะคิด”

“วรรณ...เบาเสียงลงบ้างเถอะ เดี๋ยวลูกได้ยิน”

“ฉันเสียใจที่เสียรู้คน ไว้ใจคน ฉันยกคนที่ฉันรักไว้สูงจนไม่ได้ระแวงเลยว่าจะถูกแทงข้างหลัง”

“คุณพูดรุนแรงเกินไปนะ”

“งั้นคุณก็ตอบคำถามฉันมา”

“โธ่วรรณ ไว้อารมณ์ดีเราค่อยคุยกัน”

วรรณนรีสะบัดมือเขาออก ตวาดเสียงดัง “เดี๋ยวนี้ เลย...คุณทำกับฉันคุณทำให้ฉันหมดความนับถือคุณ ฉันไม่มีวันนับถือคุณได้อีก”

ภีมเริ่มโกรธและเจ็บปวด “ผมรู้...ทำยังไงคุณ

ก็ไม่มีวันจะนับถือผมหรอก ก็คุณกำลังจะได้เป็นคณบดี ผมล่ะ ไม่มีอะไรเลย แก่ตัวก็เหมือนหมาล่าเนื้อ บำเหน็จบำนาญก็ไม่มีกินเหมือนคุณ”

“ไม่ต้องเอาเรื่องพวกนี้มาพาลกับฉัน คุณก็รู้ว่ามันไม่เกี่ยวกัน ฉันอยู่กับคุณมาตั้งแต่ฉันเป็นอะไร ความนับถือของฉันเกิดขึ้นเพราะความดี แต่กำลังหมดลงเพราะความชั่วของคุณ...เราหย่ากันเถอะภีม”

ขาดคำ...เสียงเคาะประตูดังขึ้น วรรณนรีอยู่ใน อารมณ์เคียดแค้นส่งเสียงเกรี้ยวกราดถามว่าใคร?

ปอค่อยๆเปิดประตูเข้ามา บอกว่าได้ยินเสียงดัง พอเห็นน้ำตาแม่อาบหน้าก็ตกใจถามว่าแม่เป็นอะไร

วรรณนรีสวมกอดลูกสาว ปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นอะไร แต่ลูกไม่เชื่อ ซักถามไม่เลิกว่าแม่ร้องไห้ทำไม

“เปล่า...แม่ไม่ได้เป็นอะไร แม่แค่เศร้าๆกับอะไรบางอย่าง หนูไปนอนเถอะ ไป...แม่จะพาไปส่งที่เตียง”

วรรณนรีเช็ดน้ำตารีบพาลูกสาวไปนอน ปอเห็นดวงตาบอบช้ำของแม่ คาดเดาว่าต้นเหตุน่าจะมาจากพุดกรอง ถามว่าแม่กับพ่อทะเลาะกันเรื่องน้าพุดกรองใช่ไหม วรรณนรีแปลกใจทำไมลูกรู้

“ปอได้ยินน้าพุดกรองโทร.หาคุณพ่อ ตอนที่คุณพ่อไปรับปอกับป่านที่บ้านคุณยายค่ะ”

วรรณนรีอึ้ง สีหน้าและแววตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด

ooooooo

เช้าขึ้นภีมตื่นนอนไม่พบวรรณนรี ลงมาข้างล่างถามเชยรู้ว่าเธอเพิ่งออกไปเมื่อสักครู่ ไม่ได้เอารถไป แต่ไม่รู้ว่าไปไหน...ภีมร้อนใจวิ่งกลับขึ้นไปบนห้อง เปิดลิ้นชักพบปืนยังอยู่ที่เดิม แล้วเปลี่ยนที่เก็บใหม่เพื่อความปลอดภัย

วรรณนรีไปที่คฤหาสน์ของพุดกรอง เนียมกับไปล่ต้อนรับเธอด้วยความกังวล เพราะรู้เรื่องความสัมพันธ์ของพุดกรองกับภีมอยู่แล้ว

พุดกรองไม่มีท่าทีประหลาดใจแต่อย่างใด ซ่อน ความสะเทือนใจและความกลัวไว้ภายในท่าทีสง่างามขณะเผชิญหน้ากับวรรณนรีตามลำพัง เธอพูดออกมาเองโดยอีกฝ่ายไม่ต้องคาดคั้น

“ฉันกับภีม...เราเป็นอย่างที่วรรณคิด”

“นี่กล้าพูดออกมาหน้าด้านๆแบบนี้หรือพุดกรอง”

“ฉันพูดความจริง”

ภีมพรวดพราดเข้ามาอย่างร้อนใจ วรรณนรีโกรธสุดขีด นัยน์ตาแดงก่ำแต่ไม่มีน้ำตาสักหยด

“ไหนว่าไม่มีอะไรกันไงล่ะ พุดกรองสารภาพแล้วว่าเป็นเมียใหม่ของคุณ คุณสองคนร่วมมือกันฆ่าฉันอย่างเลือดเย็น”

“เราสองคนยอมรับความจริง เธอก็รู้ว่ามนุษย์ไม่ว่าคนระดับไหนก็มีหัวใจเหมือนกันเรื่องความรัก”

วรรณนรีเกรี้ยวกราดอย่างลืมตัว “ความรักงั้นหรือ ความใคร่มากกว่า ผู้หญิงอย่างเธอน่ะหรือพุดกรอง ทำไมฉันจะไม่รู้สันดาน”

พุดกรองโกรธสวนกลับทันควัน “สันดานของฉันเป็นยังไง สันดานคนทุกคนก็เหมือนสันดานสัตว์โลก มนุษย์ต้องกิน ต้องถ่าย ต้องสืบพันธุ์ ใครหน้าไหนอย่ามาอวดตัวว่าวิเศษเลย”

“ถึงจะไม่วิเศษ แต่คนก็ต้องเอาคุณธรรมเป็นเครื่องยึดคอยรั้งไม่ให้ทำความชั่ว ไม่สร้างความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น นี่คือคน”

“วรรณ...กลับบ้านก่อนดีกว่า เราจะพูดกันใหม่เมื่อคุณอารมณ์ดีขึ้น ไปวรรณ กลับบ้าน”

ภีมจับมือวรรณนรีอย่างปลอบโยน แต่เธอสะบัดอย่างรังเกียจก่อนผลุนผลันออกไป พุดกรองมองหน้าภีม บอกให้เขากลับไปกับวรรณนรี ไม่ต้องห่วงตน กลับไปตกลงกันเสียให้แน่ว่าจะเอายังไง ไม่ต้องสนใจตนว่าจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ ถึงยังไงตนก็อยู่ในกำมือเขาแล้ว

“แต่ผมไม่ได้คิดอย่างนั้นเลย ผมเป็นคนกลาง ต้องให้ความเป็นธรรมแก่คุณ”

“ไม่ต้องหรอกค่ะ คิดว่าฉันเป็นแค่ของเล่นก็แล้วกัน ผู้หญิงที่เป็นของเล่นไม่ต้องการความเป็นธรรม...กลับไปเสียเถอะ วรรณคงอาละวาดเพราะสติแตก คุณไปปลอบวรรณให้สงบ แล้วเราค่อยมาพูดกันใหม่”

“แล้วถ้าวรรณยื่นคำขาดล่ะ”

“เลือกวรรณเถอะ ในฐานะเมียที่วรรณมีทะเบียนสมรส เป็นแม่ของลูก ฉันเป็นคนมาทีหลัง ฉันรักคุณจนไม่พร้อมที่จะแบ่งปันคุณให้คนอื่น ฉันมีกรรม...มีกรรมที่มารักคุณ”

“ไม่มีประโยชน์ที่เราจะมาคร่ำครวญ ไหนๆเรื่องมันก็มาถึงขั้นนี้แล้ว เรารักกัน ใครก็บังคับให้เราเลิกรักกันไม่ได้ แต่ผมมีหน้าที่ต่อครอบครัว คุณต้องเข้าใจ ผมยังมีลูก ผมต้องทำเพื่อประโยชน์ของลูก ถ้าวรรณยื่นคำขาดให้เลือก ผมจะประวิงเวลาไว้จนวินาทีสุดท้าย ไม่ใช่ผมเห็นแก่ตัว แต่ผมเห็นแก่ลูก คุณไม่รังเกียจไม่ใช่หรือ”

“คุณก็รู้อยู่แล้วว่าฉันยอมรับสภาพนี้ตั้งแต่ต้น ฉันพร้อมจะเป็นรองวรรณ ถ้าวรรณยอม”

ภีมสวมกอดพุดกรองก่อนผละออกมา ฝ่ายวรรณนรีที่เดินร้องไห้ออกจากบ้านพุดกรองไปถึงถนนใหญ่โดยไม่สนใจสายตาผู้คนที่สวนทางไปมา เธอพบทวยหาญอย่างคาดไม่ถึง หนุ่มใหญ่อาสาขับรถไปส่งเธอที่บ้าน ปลอบโยนและให้กำลังใจด้วยความสงสาร

ปอกับป่านก็เช่นกัน เห็นแม่กลับเข้าบ้านดวงตาแดงช้ำ สองคนโตพอจะรับรู้ถึงความผิดหวังเสียใจของแม่ที่มีต้นเหตุมาจากพุดกรอง ป่านโกรธมากจะไปทวงพ่อคืนแล้วจะชกหน้าพุดกรองด้วย

วรรณนรีกอดลูกร้องไห้ เชยมองภาพนั้นด้วยความสะเทือนใจ เสียงแตรรถทำให้วรรณนรีรีบบอกปอให้พาน้องขึ้นข้างบน ภีมเข้ามาเห็นหลังลูกไวๆ ถามเสียงขุ่น

“ลูกรู้เรื่องผมแล้วใช่ไหม เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของผมกับคุณ ทำไมต้องบอกลูก หรือว่าคุณต้องการพยาน”

วรรณนรีไม่ตอบ เดินขึ้นข้างบน ภีมตามเข้ามาในห้อง เมื่อภรรยาถามว่าจะเอายังไง เขาตอบทันทีว่ายังไม่ได้คิด ต้องให้เวลาตนบ้าง

“ก่อนคุณทำ คุณน่าจะคิดแล้วว่าคุณมีคำตอบให้ลูกกับเมียยังไง”

“ผมไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดขึ้น เรื่องแบบนี้เราวางแผนล่วงหน้าไม่ได้ จะได้คิดไว้ก่อนได้ยังไง”

“คุณอาจจะวางแผนไว้ตั้งแต่ต้น ตั้งแต่พบพุดกรอง คุณกับพุดกรองเคยรักกัน นี่ถ้าพุดกรองยอมลำบาก คงไม่เลือกแต่งงานกับเงินของคุณพร้อมหรอก ฉันไม่เชื่อในน้ำใจมนุษย์อีกต่อไปแล้ว เพราะขนาดคนที่เราไว้ใจที่สุดยังทรยศเราได้ คุณต้องเลือกเอาระหว่างฉันกับพุดกรอง ถ้าคุณเลือกเขา เราก็ไปหย่ากัน แต่ถ้าคุณเลือกฉัน ก็ต้องตัดพุดกรองออกจากชีวิต”

“มันไม่ง่ายอย่างที่เราคิดหรอกวรรณ ทั้งเรื่องหย่าหรือเรื่องเลิกกับพุดกรอง”

“คุณมันเห็นแก่ตัว ฉันเกลียดคุณ...เกลียด...ไม่นึกเลยว่าคุณจะเลวได้อย่างนี้ คุณทำเรื่องบัดสี ทำเรื่องอับอายขายหน้าให้ฉัน”

วรรณนรีแผดเสียงพร้อมกับทุบอกเขาไม่นับ ภีมยอมรับผิด ขอให้เห็นใจตนบ้าง ตนเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ วรรณนรีเหลืออดระเบิดอารมณ์คั่งแค้น

“คุณเลือกไม่ได้...เพราะคุณรักพุดกรอง หรือคุณเห็นเขาเป็นม่ายอารมณ์เปลี่ยว ก็เลยเสนอตัวเข้าไปบำบัดอารมณ์ของผู้หญิงหื่น ถ้าคุณเห็นใจพุดกรอง ก็เชิญไปอยู่กับเขา ขนของคุณออกไป ขนออกไปเดี๋ยวนี้เลย”

เธอเปิดตู้หยิบเสื้อผ้าของเขาเหวี่ยงออกมาเกลื่อนห้อง ไล่ส่งไปอยู่กับพุดกรอง

“ฉันไม่แคร์ ไม่ง้อ อย่าคิดว่าฉันเป็นควาย อยากสนตะพายควายก็ไปสนตะพายกันที่อื่น ไม่ใช่ที่นี่ ไม่ใช่ฉัน!”

“ไม่ต้องไล่หรอกวรรณ ไม่ต้องทำท่าตลาดแบบนี้ก็ได้ แค่ออกปากไล่คำเดียวผมก็เจ็บถึงกระดูกแล้ว นี่ดีนะที่บ้านนี้เป็นชื่อผม ถ้าเป็นชื่อคุณล่ะก็...คุณไม่มีวันได้คืนคำหรอก”

ภีมขึ้นเสียงด้วยความโกรธแล้วผลุนผลันออกไป ทิ้งให้วรรณนรีจมอยู่กับน้ำตาและความเครียด

ooooooo

นิยายไทยรัฐ
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement