น้ำเซาะทราย ตอนที่ 14 นิยายไทยรัฐ -
ไทยรัฐออนไลน์
วันศุกร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

advertisement

น้ำเซาะทราย ตอนที่ 14


19 พ.ค. 2560 09:22
2,738,014 ครั้ง

น้ำเซาะทราย ตอนที่ 14

อ่านเรื่องย่อ

น้ำเซาะทราย

แนว:

ดราม่า-โรแมนติก

บทประพันธ์โดย:

กฤษณา อโศกสิน

บทโทรทัศน์โดย:

ปลายปากกา

กำกับการแสดงโดย:

สยาม สังวริบุตร

ผลิตโดย:

บริษัท ดาราวิดีโอ จำกัด

วัน-เวลาออกอากาศ: ทุกวันศุกร์ - อาทิตย์ เวลา 20.15 น.

ช่องออกอากาศ:

สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

นักแสดงนำ:

ศรราม เทพพิทักษ์,สุวนันท์ คงยิ่ง,โสภิตนภา ชุ่มภาณี

ผสานแม่ของวรรณนรีตกใจเมื่อเห็นข่าวพิมุขในหนังสือพิมพ์ เธอบ่นถึงลูกสาวที่หายเงียบไปหลายสัปดาห์และอยากรู้เรื่องข่าวก็เลยบอกเรียงว่าพรุ่งนี้จะไปหาวรรณนรีที่บ้าน...

วันเดียวกันนี้พงษ์สนิทหน้าระรื่นมาพบวรรณนรีพร้อมช่อดอกไม้แสดงความยินดีกับตำแหน่งคณบดีคนใหม่ ทั้งที่ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ

“นี่พงษ์...ทำอย่างนี้ไม่ดีเลยนะ”

“ไม่ดียังไง ในเมื่อมีคนกำจัดคู่แข่งของคุณจนดับสนิทไปแล้ว นอกจากจะตายด้วยลูกปืนราคาถูกๆของผู้หญิงที่เรียกว่าเมียน้อยก็ไม่ใช่ เมียเก็บก็ไม่เชิง เป็นกิ๊กคงพอใช้คำนี้ได้ มันคุ้มกันมั้ย”

วรรณนรีมองไปรอบบริเวณจอดรถพร้อมปรามพงษ์สนิทให้เบาเสียง แต่พงษ์สนิทกลับพูดพล่ามตามใจปาก

“มันไม่คุ้มกันเลย จะตายทั้งทีตายด้วยมือเมียหลวงดีกว่า มันค่อยสมรักสมแค้นที่ฟาดฟันกันมาจนหมดกรรม ตายแบบนี้ลูกเมียไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ผมได้ยินมาว่าคุณหญิงพรรณรายนั่งเอาปี๊บคลุมหัวอยู่ที่บ้านไม่ยอมออกไปพบหน้าใคร”

“ก็น่าเห็นใจคุณหญิงพรรณรายนะ”

“เห็นใจทำไม คุณน่าจะสมน้ำหน้าคุณหญิงพรรณ– รายมากกว่านะ นางไม่เคยหวังดีต่อคุณ เรื่องพุดกรองนางก็มีส่วน”

วรรณนรีไม่เข้าใจว่ามีส่วนเรื่องอะไร พงษ์สนิทตอบอย่างขุ่นเคืองว่าเรื่องพุดกรองกับภีม...

เวลาเดียวกันพรรณรายกำลังคลุ้มคลั่งควบคุมตัวเองไม่ได้ กรีดร้องด่าทอแค้นเคืองพิมุขจนดลฤดีแทบเอาไม่อยู่ พุดกรองเข้ามาเห็นพอดีรีบเข้ากอดเธอไว้ ขณะที่ดลฤดีและคนรับใช้ยืนนิ่งอย่างตื่นตะลึง

พุดกรองปลอบโยนพรรณรายให้สงบจิตใจ ดลฤดีนำยามาให้แม่กินแล้วบอกพุดกรองว่าแม่ไม่กินไม่นอนมาตั้งแต่งานศพพ่อ ต้องใช้ยานอนหลับทุกคืน

“พาคุณหญิงไปโรงพยาบาลเถอะค่ะคุณดลดี้ มีโรงพยาบาลที่เป็นเซฟเฮาส์ที่เขาเก็บประวัติส่วนตัวของคนไข้เป็นความลับ อาการของคุณหญิงน่าเป็นห่วงนะคะ”

“คุณแม่ไม่ยอมไปค่ะ คุณแม่ไม่ยอมออกจากบ้าน ไม่ยอมพบใคร บางวันคุณแม่ก็ไม่ยอมพูดกับใคร”

“ฉันจะมาบ่อยๆ ยังไงฉันกับคุณหญิงพรรณรายก็เป็นเพื่อนกันค่ะ เรามีทุกข์มีสุข เราก็เห็นกันมา คุณต้องอดทนนะคะ ตอนนี้คุณแม่คุณไม่มีใครอีกแล้ว นอกจากคุณ”

“ค่ะ ฉันทราบว่าคุณแม่คงไม่มีใครอีกแล้ว นอกจากลูก” ดลฤดีเศร้าหมอง หดหู่กับชะตากรรมของพ่อแม่

ooooooo

ผสานตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะไปหาลูกสาว ก็พอดีเย็นนั้นวรรณนรีมาหาแม่ที่บ้านเสียก่อน ผสานพูดถึงข่าวพิมุขและถือโอกาสเตือนลูกว่าจะทำอะไรต้องใช้สติให้มากๆ อย่าให้มารมาทำลายสติของเราได้ ซึ่งวรรณนรีรับฟังและรับปากโดยดี

ทางด้านทวยหาญ เขาเพิ่งกลับจากบ้านคุณอาที่ระนอง ตั้งใจจะขอวรรณนรีแต่งงานจึงนัดพบเธอที่สวนสาธารณะในหมู่บ้าน

“เมื่อวานผมไประนองมา ผมคุยกับคุณอาเรื่องของคุณ ผมก็ว่าจะไม่หวั่นไหวที่คุณภีมเขากลับบ้านกลับมาทำหน้าที่ของเขา แต่พอถึงเวลานี้เข้าจริงๆผมก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกยังงั้น ผมควรยินดีถ้าทุกสิ่งทุกอย่างในครอบครัวของคุณจะกลับมาเหมือนเดิมได้”

“มันจะกลับมาเหมือนเดิมได้หรือคะ ภีมไม่ใช่คนที่ประพฤตินอกใจบ่อยๆจนกลายเป็นเรื่องเคยชิน เรื่องของเขากับพุดกรองมีเรื่องราวมากมาย เขาอาจจะไม่เคยรักฉันเลยก็ได้ แต่ฉันก็ยังนึกไม่ออกว่ามีตอนไหนบ้างในชีวิตแต่งงานของเรา ที่ฉันไม่รักเขา เราก็เหมือนคู่สามีภรรยาที่แต่งงานกัน ร่วมกันสร้างอนาคต เราเก็บเงินซื้อบ้านด้วยกัน วางแผนอนาคตให้ลูกร่วมกัน มีบ้างที่เราคิดไม่เหมือนกัน แล้วฉันก็งานยุ่ง ทำตัวเหมือนยายแก่ แต่ทำไมตอนนั้นเราอยู่ด้วยกันมาได้จนลูกโต จนกระทั่งพุดกรองกลับมา”

น้ำเสียงวรรณนรีเริ่มสั่นเครือ บอกเล่าต่อไปว่าภีมกับพุดกรองเคยรักกันมาก่อน แต่พุดกรองเลือกเงิน ไม่ได้เลือกความรัก ทิ้งให้ภีมเจ็บปวดแสนสาหัส แล้วฝากให้ตนดูแลเขา

“ถึงตอนนี้พุดกรองทำเหมือนกลับมาทวงของคืน ของที่ฝากไว้ ความรักน่ะมันฝากกันไว้ไม่ได้หรอกค่ะ”

จบประโยคนั้น วรรณนรีน้ำตาร่วงพรู ทวยหาญอึ้งไปชั่วครู่ก่อนถามว่า

“คุณยังร้องไห้อยู่อีกหรือ”

“ฉันขอโทษค่ะ ที่ยังอ่อนแออยู่”

“เพราะคุณยังรักเขา คุณยังต้องการเวลาอีกสักพักใหญ่ๆ เพราะฉะนั้นผมจะไม่พูดเรื่องที่ผมตั้งใจจะมาพูดกับคุณ แต่ผมจะรอ”

วรรณนรีสบตาเขาแล้วก้มหน้านิ่งเหมือนจะเดาเรื่องได้

ooooooo

เมื่อรู้เห็นว่าทวยหาญยังแวะเวียนมาพบปะวรรณนรีอยู่เสมอ ภีมหงุดหงิดกระวนกระวายกลับไปนอนก่ายหน้าผากไม่พูดไม่คุยกับใคร บ่อยครั้งเข้าพุดกรองก็ทนไม่ไหวระเบิดเสียงใส่เขาอย่างอึดอัดคับแค้น

“คุณเป็นอะไร คุณแบกทุกข์หนักกลับมาหาฉัน ทุกวันเหมือนคุณไม่มีความสุข ทั้งที่คุณพร่ำบอกฉันว่าเราต้องมีความสุขด้วยกันทุกวันทุกคืน ฉันพยายามแล้วนะภีม ฉันพยายามทุกวันทุกคืนที่จะมีความสุขให้ได้ แต่คุณกลับไม่มี”

ภีมเริ่มรู้สึกตัว เข้ามากอดและขอโทษเธอ แต่พุดกรองขืนตัว บอกว่าถ้าเขามีความสุขไม่ได้ เราเลิกกันดีไหม

“ทำไมคุณพูดยังงี้ เรากำลังจะมีลูกด้วยกันนะ”

“ลูกของฉัน ฉันเลี้ยงได้ ลูกไม่ใช่เงื่อนไขที่ฉันจะใช้มัดหัวใจผู้ชายอย่างคุณ เราเลิกกันเพราะเราอยู่ด้วยกันแล้วไม่มีความสุขต่างหากล่ะ”

“ไม่! เราจะอยู่ด้วยกัน เรามีความสุข พอคุณคลอดแล้วเราก็จะช่วยกันเลี้ยงลูก ไม่มีอะไรหรอกพุดกรองผมยังรักคุณ คุณกำลังท้อง คุณคิดเยอะ เลิกงานแล้วผมจะรีบกลับบ้าน กลับมาหาคุณดีมั้ย หรือไม่ก็วันเสาร์นี้เราไปตลาดจตุจักรด้วยกัน ชวนจ้านไปด้วย คุณไม่ได้ออกจากบ้านมานานแล้ว คุณอยากไปไหนบ้าง ผมแล้วแต่คุณนะ วันหยุดนี้ไปไหนกันดี”

พุดกรองขยับตัวออกจากอ้อมแขนภีม ท่าทียังกระเง้ากระงอดทั้งที่ใจอ่อนแล้ว...

ถึงวันหยุด พุดกรองออกจากบ้านไปกับภีมสองคน จุดหมายคือตลาดจตุจักร ในขณะเดียวกันวรรณนรีกับลูกก็มากับทวยหาญเพื่อเลือกซื้ออาหารไปบ้านผสาน วรรณนรีเลือกที่นี่เพราะเป็นทางผ่านไปบ้านแม่ แต่ไม่คิดว่าโลกกลมเจอภีมกับพุดกรองจังๆจนหลีกเลี่ยงกันไม่ได้

ทำไปทำมา พุดกรองชวนภีมไปเที่ยวบ้านผสานเพราะไม่ได้พบกันมาหลายปี เมื่อก่อนเธอเคยมาบ่อยเพราะเป็นเพื่อนรักกับวรรณนรี แต่วันนี้เธอมาในฐานะเมียน้อยของภีมที่ผสานกับเรียงต่างไม่ยินดีต้อนรับ แต่ด้วยมารยาททำให้เจ้าของบ้านต้องเก็บซ่อนความรู้สึกไว้ มีแต่เรียงเท่านั้นที่แสดงอาการกระแทกกระทั้นและพูดห้วนๆกับพุดกรอง ส่วนพงษ์สนิทนั้นมาถึงก่อนใครหลังจากรู้ว่าวรรณนรีจะพาลูกมาที่นี่ในวันหยุด

พุดกรองเจ้ากี้เจ้าการจัดอาหารและผลไม้ที่ซื้อมาให้ทุกคนกิน เอาใจคนโน้นคนนี้ไม่หยุด โดยเฉพาะผสานที่เธอดูแลด้วยท่าทีอ่อนหวานอบอุ่น ภีมนั่งเงียบกริบ ขณะที่พงษ์สนิทพยายามสร้างบรรยากาศให้รื่นเริง ส่วนปอกับป่านกินและเล่นกันอยู่มุมหนึ่ง

พงษ์สนิทชวนภีมแยกตัวออกมากินเหล้า ภีมเคร่งเครียดเพราะหวงแหนวรรณนรีและหึงทวยหาญ พงษ์สนิทดูออก ขยับมานั่งใกล้ๆ พูดยุยงเสียงแผ่ว

“แกเห็นมั้ย ประจักษ์แก่สายตาของแกหรือยังว่าคุณทวยหาญน่ะเขามีลูกตื๊อแบบดูดีแค่ไหน ลูกแกชวนเขา วรรณก็ดูเต็มอกเต็มใจให้เขามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว เหมือนจะเปิดตัวคุณทวยหาญให้คุณแม่รู้จัก แล้วเขาก็รู้ด้วยว่าแม่ยายแกชอบเมนูอะไร”

“แล้วไง”

“แล้วไง? ดูแกสิ กระเด็นออกมานั่งอยู่กับขวดเหล้า ทิ้งให้พุดกรองพยายามทำคะแนนสงสารอยู่คนเดียว แล้วไอ้คะแนนสงสารของคุณแม่น่ะ มันใช่จะได้มาง่ายๆนะ เพราะดูเหมือนว่าคุณแม่จะเททุกคะแนนให้คุณทวยหาญไปหมดแล้ว”

“เหลวไหล คุณแม่แก่แล้ว ท่านก็รักษามารยาทไปในฐานะเจ้าของบ้าน”

“แกเห็นแววตายายเรียงมั้ย มองคุณทวยหาญหยาดเยิ้มหยดย้อยจนแทบจะพลีพรหมจรรย์ให้ เขามีเสน่ห์ออกยังงั้นแกอย่ายอมหย่าเชียวนะ ขืนหย่าล่ะก็...จบข่าวเลย”

ภีมนิ่งเงียบ บอกตัวเองอยู่ในใจว่ายังไงก็ไม่ยอมหย่าอยู่แล้ว

ooooooo

พุดกรองสังเกตอาการของภีมอยู่ตลอด พอกลับถึงบ้านก็แสดงท่าทีไม่พอใจ คาดคั้นว่าพงษ์สนิทพูดอะไรกับเขา เห็นตามกันออกไปตั้งนานสองนาน ยุแยงตะแคงรั่วเรื่องของเราใช่ไหม

“ความคิดที่จะไปที่นั่นน่ะเป็นความคิดของคุณนะ ไม่ใช่ผม คุณรู้ไหมว่าผมต้องนั่งอึดอัด หน้าเหลือสองนิ้วเพราะอะไร”

“เพราะคุณทวยหาญใช่ไหม เขากำลังจะกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของวรรณกับลูก คุณก็เลยเริ่มรู้สึกว่าคุณกำลังจะเสียลูกเสียเมียไป”

“พุดกรอง นี่เราจะทะเลาะกันอีกแล้วใช่มั้ย”

“เราต้องพูดกัน ฉันจะไม่เก็บอะไรไว้ในใจของฉัน ถ้าฉันเก็บมันไว้มันจะกลายเป็นไฟเผาใจฉัน คุณพูดมา คุณจะเอายังไง”

“เอายังไงคืออะไร ผมจะขึ้นไปพักล่ะ” ภีมผลุนผลันขึ้นชั้นบนไป พุดกรองรีบตาม จ้านและเนียมอยู่บริเวณนั้นมองตามทั้งคู่ด้วยความหนักใจ...

ด้านพงษ์สนิทตัวยุแยงกำลังเล่าให้แม่ของตนฟังอย่างออกรสเรื่องที่สามคนผัวเมียได้ไปรวมตัวกันโดยไม่ได้นัดหมาย

“แล้วแกไปยุยง ยุแยง หรือยุแหย่อะไรเขาอีกล่ะ”

“ผมแทบจะไม่ต้องยุ นายภีมก็เห็นกับตาตัวเองอยู่แล้ว พุดกรองทำเป็นหญิงแกร่ง ตากหน้าเข้าไปถึงบ้านแม่ของวรรณ”

“จริงหรือ ช่างกล้านะ”

“ถือว่ามีเงิน มีผัวเป็นตัวตน มีพ่อของลูกในท้อง ก็เลยทำเหมือนไม่เห็นใจคนที่เขาเป็นเมีย”

“ถ้ามองกันในแง่ดี พุดกรองพยายามจะทำดีกับวรรณนรีเพื่อไถ่บาปหรือเปล่า”

“บาปของการแย่งผัวมันไถ่กันได้หรือครับคุณแม่ วันหนึ่งถ้าพุดกรองเอานายภีมใส่ถาดมาประเคนคืนวรรณนรี ผมก็ว่าวรรณนรีคงทำใจให้กลับไปเหมือนเก่าไม่ได้หรอกครับ ของยังงี้มันเจ็บแล้วจำ”

พงษ์สนิทพูดเข้าท่า แต่ยังไงแม่ก็ไม่เห็นด้วยอยู่ดีที่เขาไปยุ่งวุ่นวายเรื่องของคนอื่นมากเกินไป

ooooooo

ทิวพยายามติดต่อดลฤดีแต่ไม่สำเร็จ วันนี้เขาตัดสินใจมาหาเธอที่บ้าน แต่คนรับใช้บอกว่าเธอสั่ง
ไว้ว่าไม่พบใคร ทิวจึงผิดหวังกลับไปปรับทุกข์ให้ทวยหาญฟังอย่างเศร้าหมอง

“คุณก็เลยสงสัยว่าทำไมคุณดลฤดีถึงไม่ยอมพบคุณ ทั้งที่ไม่มีเรื่องบาดหมางกัน”

“ครับ ผมห่วงคุณดลดี้ เห็นมีเรื่องอะไรมากมายเกิดขึ้น บางทีคนรักกันอาจจะให้กำลังใจกันได้”

“คุณดลฤดีอาจจะต้องการเวลาเพื่อดูแลครอบครัว ดูแลแม่ ตอนนี้ผมได้ข่าวมาว่าคุณหญิงพรรณรายยังเก็บตัวไม่ออกสังคม คงจะเสียใจเรื่องการตายของ ดร.พิมุข เรื่องสอบของคุณยังมีปัญหาอยู่หรือเปล่า”

“มีการตรวจข้อสอบใหม่ แล้วผมก็ผ่าน สิ้นเทอมนี้ผมก็จะจบแล้วครับ”

“ผมดีใจด้วยนะที่คุณกำลังจะเดินไปถึงฝั่งฝัน ของคุณ เรื่องคุณดลฤดีผมว่าคุณน่าจะให้เวลาสักพัก ตอนนี้คุณดลฤดีคงต้องแบกภาระเรื่องครอบครัว นี่เป็นโอกาสที่จะได้พิสูจน์ตัวเองว่าคุณดลฤดีไม่ใช่ลูกอกตัญญูอย่างที่สังคมเคยกล่าวหา...เรื่องของความรักน่ะ ถ้ามันจะไม่ลงตัวมันก็คือไม่”

ทวยหาญเตือนทิว แต่ก็สะท้อนใจว่าเรื่องของตนเองและวรรณนรีไม่ง่าย ไม่ใช่เพราะภีมไม่ยอมหย่า แต่เป็นเพราะวรรณนรียังมีเยื่อใยรักต่อสามี...

ในวันเดียวกันนี้ วรรณนรีมีความคืบหน้าเรื่องสุมนามาเล่าให้สมศรีฟังว่าตำรวจกำลังดำเนินการเรื่องขั้นตอนตามกฎหมายอยู่ ยังไม่เหมาะที่จะเข้าเยี่ยม และไม่รู้ว่าสุมนาพร้อมจะพบใครหรือยัง

“น่ากลัวจังเลยค่ะ จริงหรือคะที่คุณสุมนาเคยคิดจะยิงอาจารย์เพราะหึง”

“ฉันก็ไม่รู้”

“เดี๋ยวนี้เรื่องใกล้ตัวเราเป็นอันตรายได้ทั้งนั้นเลยนะคะ แล้วที่เขาพูดกันว่าคุณหญิงพรรณรายอายคนไม่สู้หน้าใคร จริงหรือเปล่าคะอาจารย์”

“ไปเอาข่าวมาจากไหน”

“เขาพูดกันทั้งนั้นแหละค่ะว่าตั้งแต่อาจารย์พิมุขตาย คุณหญิงพรรณรายก็เก็บตัวเงียบไม่ออกสังคม ไม่ให้ใครเห็นหน้า มีข่าวว่าคุณหญิงพรรณรายกำลังจะเป็นบ้าค่ะ”

วรรณนรีฟังแล้วตกใจไม่น้อย บ่ายนั้นเธอชวนพงษ์สนิทไปเยี่ยมพรรณรายที่บ้าน พงษ์สนิทไม่เห็นด้วย บ่นไปตลอดทางว่าพรรณรายเป็นพวกเดียวกับแม่มด

พุดกรอง สองคนนี้ไม่เคยญาติดีกับวรรณนรีสักนิด

“นี่พงษ์ อย่าไปเรียกพุดกรองว่าแม่มดเลย พุดกรองกำลังจะเป็นแม่ อีกไม่กี่เดือนก็จะคลอดแล้ว”

“ผมก็จะคอยดูว่าพุดกรองกับคุณจะลำดับญาติกันยังไง คุณคงจะเป็นแม่ใหญ่ของลูกพุดกรองสินะ”

วรรณนรีท่าทางรำคาญ ตัดบทให้พงษ์สนิทรีบกดกริ่งประตูบ้าน แต่พอเขาจะกดก็ชะงักกับเสียงกรีดร้องเกรี้ยวกราดของพรรณราย เธอวิ่งหนีดลฤดีและคนรับใช้ลงมายังสนามหญ้าหน้าบ้าน ไม่ยอมกินข้าวกินยาตามหมอสั่ง

“ฉันไม่กิน แกคิดจะฆ่าฉันใช่มั้ยดลดี้ ลูกฉัน ผัวฉัน ล้วนทรยศหักหลังฉันทุกคน ฉันไม่ดียังไง ฉันไม่ได้ทำทุกอย่างเพื่อลูกเพื่อสามีของฉันหรือ ฉันทำทุกอย่างแม้แต่จะยืมมือพุดกรองฆ่าวรรณนรี เพื่อให้คุณพ่อแกหมดคู่แข่ง ฉันทำถึงขนาดนี้แล้วคุณพ่อแกยังไม่เห็นความดีของฉันอีก จะต้องให้ฉันเป็นเมียประเภทไหน พ่อแกถึงจะเห็นค่าของฉัน”

วรรณนรีกับพงษ์สนิทได้ยินชัดทุกคำ ยืนตะลึงมองสองคนแม่ลูกที่ยื้อยุดกอดกันทั้งน้ำตา

“มันผ่านไปแล้วค่ะคุณแม่ คุณพ่อตายแล้ว เกมมันจบแล้ว ไม่มีใครเป็นอะไรหลังความตายได้ มีแต่คนพูดถึงว่าเราเป็นยังไงก่อนที่เราจะตาย มันผ่านไปแล้วค่ะคุณแม่ มันผ่านไปแล้ว...”

วรรณนรีเศร้าสะเทือนใจมากกับความจริงที่พรรณรายปองร้ายตน และสลดสังเวชกับสภาพของพรรณราย เธอให้พงษ์สนิทกลับมาส่งที่บ้านโดยไม่ได้เข้าไปเยี่ยมพรรณรายอย่างที่ตั้งใจไว้แต่แรก

พงษ์สนิทตำหนิวรรณนรีไม่ควรไปที่นั่น รู้เห็นแล้วไม่สบายใจ แต่วรรณนรีกลับสงสารพรรณรายเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นคงบีบคั้นให้เธอเครียดจนเจ็บป่วย ดลฤดีน่าจะพาแม่ไปโรงพยาบาลเพื่อรักษาให้ถูกทาง

“นี่คุณยังหวังดีต่อคุณหญิงพรรณรายอีกหรือ ความจริงคนที่ควรหวังดีต่อคุณหญิงพรรณรายให้มากน่าจะเป็นพุดกรองนะ ผมเห็นเขาสนับสนุนกันเรื่องนายภีมเหมือนคอหอยกับลูกกระเดือก เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้งที่พุดกรองแย่งผัวของเพื่อน”

วรรณนรีเบื่อหน่ายกับเรื่องนี้ และไม่ยอมพูดอะไรเมื่อพงษ์สนิทเซ้าซี้ไม่ให้เธอหย่ากับภีม ในขณะเดียวกันภีมก็พยายามทำดีกับวรรณนรีและลูก มารับส่งลูกทุกวันจนพุดกรองที่ท้องขยายใหญ่ขึ้นน้อยใจและคิดไปไกลถึงขนาดอยากเลิกรากับภีม โดยเกริ่นกับจ้านว่าอยากพาน้องที่กำลังจะเกิดไปอยู่อเมริกากับจ้าน

ooooooo

ใกล้ถึงวันคล้ายวันเกิดของวรรณนรี ภีมกับลูกๆ วางแผนเซอร์ไพรส์เธอที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง โดยมีพงษ์สนิทให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีแต่ไม่เอาตัวเข้าไปแทรก รวมทั้งทวยหาญที่ภีมขอให้พงษ์สนิทช่วยปกปิด

แล้ววันนั้นก็มาถึง แต่มันเป็นวันเดียวกับที่พุดกรองเจ็บท้องจะคลอดลูก เนียมติดต่อภีมไม่ได้ ไปล่เลยต้องฝ่ารถติดพาเธอไปส่งโรงพยาบาลโดยมีจ้านตามมาดูแม่ด้วยความเป็นห่วง

วรรณนรีเป่าเค้กวันเกิดทั้งที่ไม่ค่อยปลื้ม ทำไปก็เพื่อความสุขของลูก เธอรับคำอวยพรของภีมอย่างเสียไม่ได้ ด้านพุดกรองกว่าจะคลอดลูกชายก็เจ็บปวดทรมานอยู่พักใหญ่ ภีมรู้จากเนียมตอนเช้าอีกวันก็รีบร้อนไปโรงพยาบาล ขอโทษพุดกรองที่ไม่ได้อยู่เป็นเพื่อนตอนคลอด

พุดกรองหมางเมินเย็นชา พูดกับภีมไม่กี่คำก็นอนหลับตาหันหลังให้ ฝ่ายทวยหาญที่เพิ่งรู้ว่าเมื่อวานเป็นวันเกิดวรรณนรี วันนี้จึงนำของขวัญมาอวยพรเธอย้อนหลัง แต่วรรณนรีปฏิเสธที่จะรับสร้อยเพชรเส้นนั้น แม้มันจะไม่ใช่เส้นใหญ่โตอะไรก็ตาม

“ผมก็คงเสียความตั้งใจ แต่ไม่เป็นไรครับผมเข้าใจคุณดี” ทวยหาญเก็บสร้อยข้อมือเพชรใส่กล่อง สังเกตสีหน้าอีกฝ่ายหมองหม่น คาดเดาว่าเธอคงเสียใจเรื่องพุดกรองคลอดลูก

“ฉันไม่ได้เสียใจหรอกค่ะ รู้ว่าวันหนึ่งเด็กต้องเกิดมา เด็กที่ไม่รู้ว่าเรื่องราวของผู้ใหญ่เป็นยังไง ฉันก็แค่ใจเสีย มันบอกไม่ถูกหรอกค่ะที่เห็นเขามีลูกด้วยกัน ลูกจะช่วยเติมเต็มอะไรๆที่ขาดไปของพุดกรองกับเขา”

“แล้วเด็กคนนั้นทำให้คุณขาดตรงไหน ในเมื่อคุณเองก็มีทั้งปอทั้งป่าน”

“ฉันก็ไม่รู้ แต่ฉันจะพูดเรื่องหย่ากับภีมอีกครั้ง”

วรรณนรีมุ่งมั่น...แล้วในวันนั้นเธอแวะไปหาแม่ที่บ้าน บอกเรื่องพุดกรองคลอดลูกซึ่งเธอจะไปเยี่ยม ผสานไม่ห้ามแต่บ่นว่าไปแล้วจะทำหน้ายังไง เป็นตนคงทำหน้าไม่ถูก...

ตอนบ่ายภีมมารับปอกับป่านไปเยี่ยมน้องที่โรงพยาบาล เด็กๆดีใจเห่อน้องคนใหม่กันใหญ่ ส่วนวรรณนรีมาเยี่ยมพุดกรองพร้อมดอกไม้ในตอนค่ำ ไม่เจอภีมที่พาลูกกลับไปแล้ว พุดกรองดีใจคุยจ้อว่าปอกับ

ป่านเห่อน้องไม่ต่างจากจ้าน พวกเขารักน้อง ให้การต้อนรับน้องคนใหม่อย่างอบอุ่น

“ขอบใจมากนะวรรณ สำหรับกระเช้าดอกไม้ ขอบใจที่เธอมาเยี่ยมฉัน เธอให้อภัยฉันแล้วใช่ไหม”

“ยัง” คำตอบของวรรณนรีทำให้พุดกรองหน้าซีดเจื่อน “มันไม่ง่ายที่จะรู้สึกยังงั้น เอาเป็นว่าฉันยินดีกับเด็กเกิดใหม่ ลูกของเธอ ของภีม ฉันมาเพื่อที่จะตัดสินใจ”

“ตัดสินใจ...เธอจะตัดสินใจเรื่องอะไร”

“ฉันจะหย่ากับภีม”

“วรรณ...ฉันอาจจะเห็นแก่ตัวอย่างผู้หญิงที่มีความรัก รักแล้วก็หวง อยากได้ครอบครองเป็นของฉันคนเดียว แต่ฉันสาบานได้นะวรรณ ว่าลึกลงไปในใจฉันแล้ว ฉันไม่เคยต้องการให้เธอหย่ากับภีม ฉันรักภีม แล้วก็รักเธอด้วย”

พุดกรองน้ำตาคลอ น้ำเสียงสั่นสะท้านด้วยความรู้สึกสะเทือนใจ วรรณนรีวางกระเช้าดอกไม้บนโต๊ะข้างเตียงก่อนหมุนตัวกลับเดินออกไปด้วยอาการกลั้นสะอื้น แล้วทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ยาว พงษ์สนิทก้าวเข้ามายืนตรงหน้า บ่นอุบว่าเธอไม่ควรมาที่นี่ พอได้ยินวรรณนรีพูดเป็นเดือดเป็นแค้นภีม ไม่อยากใช้ชีวิตแบบสามคนผัวเมีย พงษ์สนิทก็กล่าวโทษพุดกรองอีกตามเคย...

ดลฤดีดูแลพรรณรายดีมาก ทำตามหมอสั่งอย่างเคร่งครัดจนแม่อาการดีขึ้น หากแม่หายเป็นปกติเธอจะพาไปอยู่เมืองนอกเพื่อลืมเรื่องร้ายๆที่เกิดขึ้น หวังว่าแม่ได้อยู่กับบรรยากาศใหม่ๆ สภาพจิตใจคงดีขึ้นได้ไม่ยาก

ทิวแวะเวียนมาแอบมองอยู่นอกรั้วบ้าน อยากเข้าไปหาดลฤดีแต่คิดว่าไม่เหมาะสมจึงกลับมาเล่าและปรับทุกข์ให้ทวยหาญฟัง ก่อนจะได้รับคำแนะนำที่ดี โดยทวยหาญยกตัวอย่างชีวิตรักของตนกับภรรยาที่เสียชีวิตไปแล้ว เขาสูญเสียภรรยาแต่ความรักยังอยู่ ก็เหมือนกับทิวกับดลฤดีที่รักกันแต่ไม่อาจอยู่ด้วยกันได้ เพราะเหตุผลของชีวิตไม่ลงตัว

หลังคลอดลูกได้สองสามวันพุดกรองอยากกลับบ้าน แต่ภีมไม่ว่างเพราะติดงานกับลูกความ พุดกรองเลยต้องอาศัยไปล่อีกตามเคย เนียมไม่พอใจเป็นเดือดเป็นแค้นแทนนายของตน บ่นกับไปล่ว่าภีมเป็นที่พึ่งให้พุดกรองไม่ได้

ด้านวรรณนรี หลังจากไปเยี่ยมพุดกรองและได้เห็นลูกชายคนใหม่ของภีม เธอกลับมาหม่นหมองหนักกว่าเก่า คิดมากจนจิตใจเลื่อนลอยไร้ความสุข ทวยหาญมองออก เลียบเคียงถามก็ได้คำตอบที่น่าเห็นใจว่า

“ฉันบอกไม่ถูกหรอกค่ะ ว่ากลัวหรืออิจฉา คนมีลูกเขาก็มีความหวัง มีความสุข มีพ่อ แม่ ลูก แล้วก็มีความเป็นครอบครัวเหมือนอย่างที่ฉันเคยมี ฐานะของพุดกรองจะดูดีขึ้นมั่นคงขึ้นเพราะเขามีลูกด้วยกัน วันหนึ่งมันก็จะไม่ใช่เรื่องแปลกของสังคมอีกต่อไป แต่ฉันล่ะ ฉันกับความเจ็บปวดจะต้องอยู่ร่วมกันอีกนานแค่ไหน ฉันกำลังคิดว่าจะพูดกับเขาอีกครั้งเรื่องหย่า”

เรื่องหย่าของวรรณนรีกับภีม...พงษ์สนิทไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง คืนนี้พงษ์สนิทชวนภีมมากินเหล้าฉลองที่เขาได้ลูกชายอีกคน แต่ความเป็นจริงพงษ์สนิทต้องการดึงตัวภีมไว้ไม่ให้กลับไปดูแลเอาใจพุดกรอง จึงคะยั้นคะยอให้ภีมกินเหล้าจนเมามาย แต่ภีมจะกลับให้ได้ เพราะวันนี้พุดกรองพาลูกกลับบ้าน ตอนคลอดตนก็ไม่อยู่ พอเธอออกจากโรงพยาบาลกลับบ้านตนก็ติดงานอีก

พงษ์สนิทยื้อภีมไว้จนได้ ต่างคนต่างเมาเดินกอดคอกันออกจากร้าน ภีมถามเพื่อนว่าเมามากจะขับรถกลับบ้านไหวหรือ

“ฉันไม่เมา เหล้าน่ะหรือ มันทำอะไรฉันไม่ได้หรอก เมาเหล้า เมายังไงวะ คนอย่างฉันทำอะไรไม่ได้หรอก ชีวิตต่างหากล่ะ ฉันเมาชีวิตโว้ย”

“แกทิ้งรถไว้ที่นี่แล้วกลับแท็กซี่นะ ฉันไม่ไปส่งแกหรอก ป่านนี้พุดกรองกับลูกคงรอจนหลับไปแล้ว”

“เออ งั้นขับรถดีๆนะเพื่อน แกไม่ต้องห่วงเพื่อนที่เมาชีวิตคนนี้ ปล่อยให้ฉันเมาต่อไป”

“ฉันไปละ”

ภีมขับรถออกไป พงษ์สนิทซวนเซยกมือขึ้นโบกพร้อมร้องเตือน

“เฮ้ย...ระวังด่านตรวจแอลกอฮอล์นะโว้ยภีม”

พูดขาดคำ พงษ์สนิทหงายหลังนอนหลับกับพื้นถนนด้วยความเมา ฝ่ายภีมขับรถออกไปได้พักเดียวเจอด่านตำรวจจริงๆ เดือดร้อนวรรณนรีต้องมาประกันตัว!

ooooooo