วันอังคารที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

advertisement

น้ำเซาะทราย ตอนที่ 11


19 พ.ค. 2560 09:22
2,743,842 ครั้ง

น้ำเซาะทราย ตอนที่ 11

อ่านเรื่องย่อ

น้ำเซาะทราย

แนว:

ดราม่า-โรแมนติก

บทประพันธ์โดย:

กฤษณา อโศกสิน

บทโทรทัศน์โดย:

ปลายปากกา

กำกับการแสดงโดย:

สยาม สังวริบุตร

ผลิตโดย:

บริษัท ดาราวิดีโอ จำกัด

วัน-เวลาออกอากาศ: ทุกวันศุกร์ - อาทิตย์ เวลา 20.15 น.

ช่องออกอากาศ:

สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

นักแสดงนำ:

ศรราม เทพพิทักษ์,สุวนันท์ คงยิ่ง,โสภิตนภา ชุ่มภาณี

พรรณรายใช้วิธีโหดร้ายป่าเถื่อนกับทิวมากเท่าไหร่ ดลฤดีก็ยิ่งรักและสงสารเขามากขึ้นเท่านั้น เธอตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกับเขาที่ห้องเช่าแห่งใหม่และจะพยายามหางานทำให้ได้เพื่อเลี้ยงตัวเองไม่ให้เป็นภาระของทิว

รุ่งขึ้นพรรณรายส่งคนมาที่หอพักเก่าจึงไม่เจอ แต่รู้จากเจ้าของหอว่าทิวย้ายออกไปตั้งแต่หลังเกิดเรื่อง พรรณรายโกรธมาก ให้รายละเอียดของทิวแก่พิมุขไปได้ไม่นาน พิมุขจึงมาตามหาที่มหาวิทยาลัย กระทั่งเห็นทิวคุยอยู่กับวรรณนรีครู่หนึ่งก่อนเดินแยกไป

พิมุขไม่ได้ตามทิว แต่มาปรากฏตัวตรงหน้าวรรณนรี ถามว่าลูกศิษย์คนนี้ของเธอชื่อทิวใช่ไหม วรรณนรีตอบรับและย้อนถามด้วยความแปลกใจว่ามีอะไร

“มี...แต่เป็นเรื่องที่ผมกับเขาต้องพูดกันเป็นส่วนตัวอย่างผู้ชาย ผมคงไม่ต้องเกรงใจคุณนะ”

“ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัว ฉันก็ไม่ยุ่งหรอกค่ะ เรื่องที่ฉันยุ่งต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ของนักศึกษาค่ะ ฉันขึ้นตึกก่อนนะคะ”

วรรณนรีผละไป สุมนาซ่อนตัวมุมตึกมองมาด้วยความหึงหวง เข้าใจผิดว่าวรรณนรีมีความสัมพันธ์กับพิมุข ถึงตอนพักเที่ยงสุมนาซุกปืนไว้ในกระเป๋าเข้ามาหาวรรณนรีในห้องทำงาน แต่ไม่ทันจะลงมือ วินิตาวิ่งพรวดพราดเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก บอกวรรณนรีว่าเกิดเรื่องใหญ่แล้ว สมศรีจะฆ่าตัวตาย

สมศรีออกจากโรงพยาบาลมาทำงานได้ไม่กี่วันก็มีอาการซึมเศร้า ทำใจไม่ได้เรื่องผัวกับน้องสาวเล่นชู้และหนีไปด้วยกัน จนมาวันนี้เธอเครียดจัดตัดสินใจขึ้นไปบนดาดฟ้าจะกระโดดลงมาฆ่าตัวตาย แต่ได้วรรณนรีมาเกลี้ยกล่อมสำเร็จ และกลายเป็นข่าวตามหน้าจอโทรทัศน์เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ถึงคุณงามความดีของเธอ

แม้แต่พุดกรองก็เห็นข่าวนี้ เย็นนั้นภีมกลับถึงจึงเล่าให้ฟังพร้อมกับแสดงความเห็นกึ่งประชด

“วรรณกลายเป็นคนดังไปแล้ว เพราะเจรจาให้คนที่กำลังจะฆ่าตัวตายเปลี่ยนใจ นับว่าเป็นการสร้างกุศลที่ยิ่งใหญ่เสียยิ่งกว่าสร้างมหาเจดีย์ ผลงานชิ้นนี้คงสร้างกระแสให้คะแนนเสียงเรื่องเลือกคณบดีดีขึ้น”

“ผมก็ไม่รู้ว่าวรรณใช้กลยุทธ์อะไร ถึงได้เปลี่ยนใจคนสิ้นหวังได้ ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมาไม่เห็นพูดอะไรถูกใจผมเลย”

“จริงหรือคะ ฉันอยากรู้จังว่าวรรณพูดยังไง เรื่องอะไร เท่าที่รู้จากข่าวผู้หญิงคนนั้นเสียใจเพราะถูกสามีทิ้ง คุณว่าวรรณจะพูดถึงคุณหรือเปล่า”

ภีมชะงัก หน้าจืดเจื่อนไปทันที...

ในเวลาเดียวกันนั้น วรรณนรีอยู่กับทวยหาญในสวนสาธารณะ สองคนเดินออกกำลังกายด้วยท่าทีสนิทสนมไว้วางใจกันมากขึ้น หัวข้อสนทนาไม่พ้นเหตุการณ์เมื่อกลางวันที่มหาวิทยาลัย

“ฉันจำไม่ได้หรอกว่าฉันพูดอะไรกับสมศรีไปบ้าง คงให้กำลังใจ ชักชวนให้มีความหวัง จะได้มีชีวิตอยู่ต่อไป ไม่ใช่เพราะฉันเก่ง ฉันโน้มน้าวใจใครได้หรอกค่ะ แต่มันเป็นสิ่งที่เราต้องทำ เมื่อถึงเวลานั้น”

“สังคมชื่นชมในตัวคุณ ชื่อเสียงของคุณ ท่านผู้ใหญ่ในวงการศึกษาท่านพูดถึงคุณในที่ประชุมมูลนิธิ บอกเหตุของสัญญาณที่ดีสำหรับ...”

“ฉันไม่สนใจตำแหน่งคณบดีแล้วค่ะ”

“ทำไมล่ะครับ”

“เพราะฉันนึกถึงคำเตือนของคุณแม่ ตอนที่ฉันร้อนเป็นไฟเพราะความอยากนั่นอยากนี่ คุณแม่เคยเตือนให้ฉันรักษาตำแหน่งแม่ที่ดีกับภรรยาที่วิเศษไว้ แต่ฉันก็ทำไม่ได้ ตอนนี้ฉันพยายามจะรั้งตำแหน่งแม่ที่ดีไว้ค่ะ”

“คุณเป็นภรรยาที่วิเศษเสมอ คุณภีมเขารู้ดีครับ ไม่ยังงั้นเขาคงไปตามนัดเรื่องหย่า”

วรรณนรีนิ่งเงียบ...แล้วพอกลับถึงบ้านในค่ำนั้นก็เจอภีมนั่งหน้าเครียดอยู่ที่ชิงช้า เขาอยากรู้ว่าเธอไปไหนมา ถึงได้เอาลูกมาส่งบ้านแล้วออกไปอีก วรรณนรีพูดความจริงว่าไปออกกำลังกายกับทวยหาญ ภีมโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ โดยไม่รู้ว่าลิซ่าซุ่มมองข้ามรั้วมาด้วยความตื่นเต้น สงสัยว่าภีมจะซมซานกลับมาตายรัง

“นี่ยังพบกันบ่อยๆหรือ ไปเที่ยวระนองด้วยกันมายังไม่พออีกหรือไง”

“คนเคารพนับถือกัน ทำไมจะพบกันบ่อยๆไม่ได้ แล้วนี่วันนี้ไม่ใช่วันศุกร์ คุณมาทำไม”

“ผมแวะมาดูลูก มาบอกคุณว่าเช้าวันเสาร์ผมจะมารับลูกไปข้างนอก”

“ได้ แล้วฉันจะบอกลูกเอง”

“คุณจะไม่ถามผมสักคำหรือว่าผมจะพาลูกไปไหน”

“พาลูกกลับมาส่ง อย่าให้เกินห้าทุ่มก็แล้วกัน” พูดจบวรรณนรีเดินเข้าบ้านทันที ทิ้งให้ภีมหันรีหันขวางอยู่พักหนึ่งก่อนจะล่าถอยกลับไป

ooooooo

ถึงวันหยุดภีมมารับลูกไปกินข้าวกับพุดกรองและจ้าน ขณะที่วรรณนรีใช้เวลาว่างไปออกกำลังกายกับทวยหาญที่ฟิตเนส สมควรแก่เวลาก็กลับเข้าบ้าน แต่ไม่นึกว่าจะเจอภีมเพราะค่อนข้างดึกแล้ว เธอวางท่ามึนตึงเย็นชา

“ผมเอาลูกมาส่งก่อนห้าทุ่มตามคำสั่งของคุณแต่คุณยังไม่กลับบ้าน”

“ฉันไปออกกำลังกาย แล้วเลยไปทานมื้อค่ำกับคุณทวยหาญ”

“เขายังวนเวียนอยู่ใกล้คุณ ใกล้ลูกเมียของผม เขาไม่รู้หรือว่าคุณยังไม่ได้หย่า”

“เขาก็ไม่ได้ทำอะไรผิดนี่ ฉันก็เหมือนกัน ทางที่ดีคุณไปหย่าให้ฉัน คุณจะได้สบายใจว่าไม่มีใครสวมเขาให้คุณ”

วรรณนรีเดินหนี ภีมตามมาดึงแขนเธอไว้ด้วยความหึงหวง เธอแดกดันว่าทำไมไม่รีบกลับบ้านโน้น คนที่โน่นรออยู่ไม่ใช่หรือ ภีมตอบสวนทันควันว่าคืนนี้ตนจะค้างที่นี่

“ดีนะ คนมีหลายบ้านมีหลายที่นอน เบื่อบ้านโน้นก็มานอนบ้านนี้ แต่มันฟังดูไม่ดีเลย”

“คุณยังเป็นเมียผม ลูกก็ยังเป็นลูกของผม ไม่ให้นอนบ้านนี้ได้ยังไง”

“หย่าให้ฉัน แล้วคุณจะไปนอนที่ไหนก็เชิญ” วรรณนรีพูดอย่างไม่แคร์ ภีมหน้าสลด ทอดถอนใจแต่ไม่ยอมถอย นอนค้างที่นี่จริงๆ แต่เช้าขึ้นตื่นไม่ทันลูกเมียที่ออกจากบ้านไปแล้ว

พุดกรองนอนไม่หลับขับไม่อุ่น หม่นหมอง ว้าวุ่น และหวาดระแวงภีม กระทั่งเห็นเขากลับมาในตอนสายก็ออดอ้อนให้เขาหยุดงานเพื่อพาตนไปฝากท้องและหาซื้อข้าวของเครื่องใช้สำหรับเด็กอ่อน

พงษ์สนิทเห็นสองคนที่โรงพยาบาลโดยบังเอิญ จึงแอบติดตามจนรู้เห็นว่าพุดกรองระรื่นมีความสุข เลือกซื้อของใช้สำหรับเด็กโดยมีภีมเคียงข้าง พงษ์สนิทหมั่นไส้มากรีบมาหาวรรณนรีที่บ้าน เล่าให้ฟังและพยายามยุแหย่ ไม่ให้หย่ากับภีม แต่วรรณนรีไม่เล่นด้วย ยืนยันว่ายังไงก็ต้องหย่า

ทั้งยุแหย่และกล่อมวรรณนรีแล้วก็ยังไม่สำเร็จ พงษ์สนิทบ่ายหน้าไปหาภีมที่สำนักงาน ทำเป็นเตือนเพื่อนด้วยความหวังดีว่าอย่ายอมหย่ากับวรรณนรีอย่างเด็ดขาด เพราะทวยหาญกำลังจ้องจะขอวรรณนรีแต่งงาน ภีมได้ฟังก็พลุ่งพล่านด้วยความหึงหวง พงษ์สนิทลอบยิ้มอย่างสมใจ

ooooooo

ฝ่ายพรรณรายที่ลูกสาวหายไปยังไม่หวนกลับ เธอส่งคนสืบค้นจนรู้แหล่งที่พักก่อนจะตามไปบีบน้ำตารำพึงรำพันขอให้ลูกเห็นแก่หัวอกคนเป็นแม่ ปรากฏว่าดลฤดีใจอ่อนยวบ บอกลาทิวเพื่อกลับไปกับแม่

หารู้ไม่ว่าหลังจากเธอแยกมาได้พักเดียว คนของพรรณรายก็มาอุ้มทิวไปซ้อมปางตายก่อนเอาไปโยนทิ้งที่ข้างถนนนอกเมือง แต่ดวงทิวยังไม่ถึงฆาต เขาได้รับความช่วยเหลือจากพลเมืองดีนำส่งโรงพยาบาลได้ทันท่วงที

แต่กว่าอาการทิวจะดีขึ้นก็ผ่านไปหลายวัน วรรณนรีแปลกใจที่เขาไม่มาเรียนและติดต่อไม่ได้ ไปถามที่หอพักเก่าก็ได้คำตอบจากเจ้าของหอว่าเขาย้ายออกไปพร้อมผู้หญิงที่มาอยู่ด้วย หลังจากมีเรื่องชกต่อยกันที่นี่

วรรณนรีมืดแปดด้าน ทิวไม่ได้มาเรียนและไม่ได้ไปทำงานที่ร้านอาหารที่ตนฝากให้ เธอกลับมามหาวิทยาลัยแล้วสวนกับพิมุขที่เพิ่งออกไป อดคิดไม่ได้ว่าพิมุขอาจเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เพราะหลายวันก่อนเขามาถามถึงทิว

วรรณนรีกำลังคิดหนักเรื่องทิวหายไป ก็พอดีภีมให้ปอโทร.มาบอกว่าเย็นนี้ตนจะไปรับลูกเอง วรรณนรีจึงนัดพบทวยหาญและกินมื้อค่ำด้วยกันพร้อมกับหารือเรื่องทิวอย่างเป็นกังวล

จากข้อมูลที่รู้เห็นทำให้วรรณนรีตั้งข้อสังเกตว่าทิวกับดลฤดีอาจหนีไปอยู่ด้วยกัน ดลฤดีไม่ใช่เด็กอายุยังไม่บรรลุนิติภาวะ ทิวเองก็เรียนมหาวิทยาลัยกำลังจะจบ เรื่องที่เขาหายไปมันผิดวิสัย เขาตั้งใจเรียนเพื่อจบออกไปใช้ชีวิต ตั้งใจทำงานเพื่อจะประคับประคองตัวเองให้เรียนจบ เขาเป็นคนมีความรับผิดชอบ

“ฉันไปที่หอพัก ผู้จัดการยืนยันว่าก่อนที่เขาจะย้ายออกไป เขามีเรื่อง มันเป็นไปได้ไหมคะว่ามันจะเกี่ยวข้องกับลูกสาวคุณหญิงพรรณราย”

“ก็น่าคิดครับ เด็กสองคนนั่นอาจจะกลับจากระนองหลังเรากลับกรุงเทพฯ คุณหญิงพรรณรายอาจจะรู้เรื่องนี้ถึงได้ยึดโทรศัพท์ลูกสาวไว้ ผมเริ่มจะคิดเหมือนคุณ”

“แล้วเราจะรู้ได้ยังไงคะ ว่าคุณดลดี้อยู่ที่บ้านหรือเปล่า ถ้าไม่อยู่ก็หมายความว่าเด็กสองคนหนีไปอยู่ด้วยกัน”
ทวยหาญเห็นสีหน้าท่าทีวรรณนรีกังวลและเป็นห่วงลูกศิษย์มาก จึงอาสาไปสืบหาความจริงที่บ้านพรรณราย ส่วนภีมที่ตอนแรกทำท่าจะต่อว่าวรรณนรีกลับบ้านมืดค่ำ พอรู้ว่าลูกศิษย์ของเธอหายตัวไปก็เปลี่ยนท่าทีให้ความสนใจ ไม่กลับไปบ้านพุดกรอง แต่วรรณนรีไม่เห็นด้วย ถามว่าพุดกรองจะอยู่ยังไง คนกำลังท้อง

“นี่วรรณ...พุดกรองก็เคยอยู่มาตั้งแต่ไม่มีคุณพร้อม ผมจะอยู่หรือไม่อยู่มันคงไม่สำคัญหรอกน่ะ”

“สำคัญสิ นี่แสดงว่าคุณนึกถึงแต่จิตใจตัวเอง แต่ไม่เคยนึกถึงจิตใจของผู้หญิงเลย ผู้หญิงไม่ว่าจะเป็นเมียหลวงหรือเมียน้อย ก็ต้องการความเข้าใจจากคนทั้งปวงมากกว่าคนอื่น แล้วคนที่เราต้องการความเข้าใจที่สุดก็คือสามี คุณรู้ไหม ตอนนั้นคุณไม่อยู่ ฉันกับลูกอยู่กันยังไง ตอนนี้พุดกรองก็อยู่ยังงั้น”

วรรณนรีพูดถูก เวลานี้พุดกรองนอนร้องไห้ทุกข์ทรมานใจ ภีมไม่กลับมา หายเงียบไปทั้งกลางวันและกลางคืน เนียมเฝ้าปลอบโยนด้วยความสงสาร แต่สุดท้ายก็อดมาบ่นกับไปล่ไม่ได้ว่าภีมอาจจะกลับไปคืนดีกับเมียเก่าแล้วก็ได้

ooooooo

รุ่งขึ้นภีมทำดีกับวรรณนรีและลูก ตื่นเช้าขับรถไปส่งลูกเมีย ปอกับป่านมีความสุขมาก หยอกล้อเล่นกันในรถ แต่พุดกรองที่บังเอิญมาติดไฟแดงแยกเดียวกันเห็นครอบครัวสุขสันต์แล้วทำใจไม่ได้ บอกไปล่ให้พาตนกลับบ้านทั้งที่ตอนแรกตั้งใจจะไปหาพรรณราย

ส่วนที่บ้านพรรณราย ทวยหาญทำทีนำของฝากจากระนองมาให้เธอ อ้างว่าวันนั้นที่ไปเที่ยวบ้าน คุณอาของเขาเตรียมของฝากไม่ทันเพราะมีเรื่องดลฤดีขึ้นเสียก่อน พรรณรายยิ้มหน้าบาน คิดเพ้อฝันไปเองว่าการมาของเขาเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการเริ่มต้นผูกมิตรกับดลฤดี

เธอจึงไม่รั้งรอที่จะพลาดโอกาสทอง ขึ้นไปตามดลฤดีลงมาพบเขาทั้งที่ลูกไม่เต็มใจ เมื่อมีโอกาสอยู่กันสองต่อสอง ทวยหาญจึงพูดเรื่องทิวหายไป ดลฤดีร้อนใจและเป็นห่วงทิวขึ้นมาจับใจ แต่ไม่กระโตกกระตากให้แม่รู้ พูดโกหกหลังจากทวยหาญกลับไป

“เขาก็แค่เอาของฝากมาให้น่ะค่ะ ไม่มีอะไรมากกว่านั้น หนูก็เลยไม่รู้จะไปรั้งเขาให้อยู่ต่อทำไม”

“ทำไมถึงได้โง่ยังงี้นะ น่าจะรั้งเขาไว้ก่อน นี่อาจจะเป็นก้าวแรกที่หนูกับเขาจะทำความคุ้นเคยกัน การไปต่อน่ะมันต้องมีก้าวแรกก่อน แม่ต้องการให้หนูแต่งงานกับคุณทวยหาญ ธุรกิจที่มันเคยขัดกันมันจะได้ไหลลื่น แม่ต้องการทำธุรกิจโรงแรมบนที่ดินผืนนั้นอยู่”

“ที่ดินที่คุณแม่แพ้ความคุณทวยหาญน่ะหรือคะ”

“ใช่ สิ่งปลูกสร้างที่ลงไปยังไม่ได้รื้อถอน ถ้าเอากลับมาทัน เราแทบจะไม่ต้องเสียอะไรเลย”

“คุณแม่ก็เลยยอมแลกทุกอย่าง ยอมเสียเพื่อนอย่างคุณพุดกรอง แล้วก็ยอมเสียลูกคือหนู”

“แล้วยังเอาชนะวรรณนรี ไม่ให้วรรณนรีได้คะแนนสะสมเรื่องตำแหน่งคณบดี”

พรรณรายแสดงความจงเกลียดจงชังวรรณนรี ดลฤดีเบือนหน้าหนีอย่างรับไม่ได้

ooooooo

หลังจากภีมเงียบหายข้ามวันข้ามคืน พุดกรองนอนซมจมอยู่กับที่นอน เนียมเห็นเจ้านายร้องไห้ก็อดรนทนไม่ได้โทร.ไปบอกภีมว่าพุดกรองไม่สบาย แต่พงษ์สนิทที่บังเอิญมาเจอภีมขณะรีบร้อนออกมาขึ้นรถที่หน้าสำนักงานกลับเชื่อว่าพุดกรองไม่ได้ป่วยจริง แต่แกล้งมารยา

เมื่อภีมมาถึง เนียมให้ข้อมูลว่าพุดกรองกินไม่ได้นอนไม่หลับ เกือบล้มฟาดพื้นถ้าตนจับไว้ไม่ทัน ภีมร้อนใจรีบขึ้นไปดูเธอบนห้อง อ้างว่าเมื่อเช้าตนยุ่งจนลืมโทร.บอก

“กลับไปเถอะค่ะ คุณควรอยู่กับครอบครัวคุณ”

“ทำไมคุณพูดยังงั้นล่ะ วันนี้วรรณรถเสีย ลูกต้องไปเรียน วรรณต้องไปทำงาน ผมก็เลยไปส่งแล้วก็จะไปรับกลับ...ก็แค่นั้น”

พุดกรองหลุดอารมณ์ไม่พอใจ ผลักเขาออกไปพร้อมกับแผดเสียง “ถ้ายังงั้นคุณไม่ต้องมาก็ได้”

“พุดกรอง นี่คุณเป็นอะไรไป ผมก็รำคาญตัวเองนะที่ทำอะไรไม่ถูกใจคุณหรือใครๆเลย”

พุดกรองชะงัก เริ่มมีสติพยายามข่มอารมณ์ “ภีมคะ คุณทำถูกแล้วค่ะ ไม่มีอะไรที่คุณทำไม่ถูก ฉันต่างหากที่กลัวเกินไป ไม่ยอมสู้หน้าความจริง คุณมีอะไรเกิดขึ้นหรือคะ”

ภีมหลบสายตาบอกว่าไม่มี แต่เธอไม่เชื่อ คาดคั้นว่าต้องมี วรรณนรีกลับจากระนองคราวนี้แล้วเปลี่ยนไปใช่ไหม ภีมบอกไม่ถูก พูดคำว่าไม่รู้แล้วนิ่งไป

“อย่าปิดฉันเลยค่ะ คุณก็รู้ว่าฉันรักคุณมาก มากกว่าตัวเอง บอกมาว่าคุณต้องการยังไง ฉันให้คุณได้ทั้งนั้น ขอแค่ให้ฉันเหลือค่าอยู่บ้างสำหรับคุณ”

“ไม่มีอะไรหรอก วรรณขอหย่า คงจะไปแต่งงานใหม่กับคุณทวยหาญ แต่ผมไม่ยอม คราวนี้ผมเป็นฝ่ายไม่ยอม ผมจำเป็นต้องหวนกลับไปเอาใจเขา”

พุดกรองฝืนยิ้ม เก็บซ่อนความเจ็บปวดไว้ภายใน “ฉันเข้าใจกฎเกณฑ์แห่งการเปลี่ยนแปลงดี เมื่อคุณต้องการอย่างนั้นก็ตามใจคุณ คุณจะได้สบายใจ ฉันจะรอดูว่าคุณเอาใจวรรณแล้วยังยึดวรรณไว้ได้ไหม ถ้ายึดไว้ได้ การขอหย่าของวรรณก็แค่การประท้วง คุณจะเดือดร้อนไปทำไม”

“คุณพูดจากใจจริงหรือเปล่า”

“คุณก็รู้แล้วว่าผู้หญิงไม่มีทางเลือก ไม่ว่าจะมี สภาพแบบไหน คืนนี้คุณจะค้างหรือว่ายังไม่แน่ ถ้าไม่ตั้งใจ ไม่ค้างก็ได้นะ”

“ผมจะนอนบ้านนี้ อย่าพูดประชดผมเลย”

“ฉันไม่ได้ประชด ฉันพูดจริงๆ ฉันเข้าใจคุณว่าคุณกำลังหวงวรรณ คุณเกิดความหวง คุณถึงได้เอาใจเขา คุณพยายามจะเอาชนะเพื่อให้วรรณหันกลับมา คุณถึงต้องไปอยู่กับเขาให้มากที่สุด”

“ผมขอเวลาอีกสักพัก ผมจะพิสูจน์ทั้งตัววรรณตัวผมว่าเราต้องการอะไร เพื่อเราจะได้ไม่เสียใจทีหลัง”

“ฉันรอได้เสมอค่ะ เพราะฉันไม่มีทางเลือก ว่าแต่วรรณต้องการหย่ากับคุณจริงๆหรือแกล้งคุณ”

“อาจจะเป็นได้ทั้งสองอย่าง วรรณอาจจะหมดหวังจากผมแล้ว แล้วก็มีคุณทวยหาญเข้ามา คุณทวยหาญเขามีความพร้อมที่จะดูแลวรรณได้ดีกว่าผมด้วยซ้ำไปแต่ว่าผมจะยังไม่หย่า”

ยิ่งฟังพุดกรองก็ยิ่งเจ็บปวดร้าวรานใจ

ooooooo

เพื่อความสบายใจของคนท้อง ภีมชวนพุดกรองออกไปกินข้าวมื้อเย็นนอกบ้าน แต่ไม่นึกว่าจะได้เจอทั้งวรรณนรีที่มากับทวยหาญ และพรรณรายกับคุณหญิงคุณนายกลุ่มใหญ่

ก่อนมาที่ร้านอาหาร ทวยหาญเล่าให้วรรณนรีฟังว่าตนไปที่บ้านพรรณรายมาแล้ว พบดลฤดียังอยู่ที่นั่น เธอไม่ได้หนีไปอยู่กับทิวอย่างแน่นอน...รู้อย่างนี้แล้ววรรณนรียิ่งเป็นห่วงทิวที่หายไปอย่างไร้ร่องรอย ทวยหาญให้เธอค่อยๆคิด อย่าเครียด อย่าแบกเรื่องต่างๆไว้มากเกินไป

แต่แล้ววรรณนรีก็มีเรื่องให้อึดอัดไม่สบายใจอีกจนได้ เพราะได้มาพบคนที่ไม่อยากเจออย่างพุดกรองกับภีม พุดกรองทักทายอีกฝ่ายด้วยดี แต่วรรณนรีรักษาระยะห่างค่อนไปทางหมางเมิน ขณะที่ภีมก็เฉยเมยใส่ทวยหาญ ส่วนกลุ่มคุณหญิงคุณนายต่างจับตามองสามคนผัวเมียแล้วซุบซิบนินทา

บรรยากาศเต็มไปด้วยความอึดอัดเมื่อพุดกรองชวนภีมมานั่งร่วมโต๊ะกับทวยหาญและวรรณนรี กว่าจะสิ้นสุดการกินอาหารมื้อนั้น ทุกคนรู้สึกว่าเป็นระยะเวลาที่แสนนาน

กลับถึงบ้าน ภีมซึ่งสะกดอารมณ์โกรธเอาไว้ภายใต้สีหน้านิ่งขรึมก็เริ่มควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ ความอัดอั้นแออัดอยู่ภายในหัวใจเพราะความหึงหวงวรรณนรี ถึงกับระเบิดออกมาอย่างคนพาล

“ทำไมผมจะต้องตื่นขึ้นในคฤหาสน์คุณ นั่งเป็นสง่าในรถของคุณ นอนในห้องที่คุณเคยนอนกับผัวเก่า... ทำไม!”

“ภีม...” พุดกรองอุทานหน้าตาตื่น แต่ไม่ทำให้ภีมสะดุดหยุดลงได้

“ทำไม...ผมคิดยังงี้มานานแล้ว ทุกวันนี้ผมไม่มีความภาคภูมิใจ ผมทนสายตาเหยียดหยามของไอ้หมอนั่นไม่ได้ มันบอกด้วยสายตาว่ามันเหนือกว่าผมทุกอย่าง ผมดีแต่เกาะผู้หญิงกิน แต่มันจะช่วยเลี้ยงเมียผม”

ภีมคิดมาก โกรธตัวเองและหึงหวงวรรณนรีที่มีทวยหาญเข้ามาเกี่ยวข้อง พุดกรองตกใจและสะเทือนใจน้ำตาแทบร่วง

“ภีม...นั่นคุณพูดอะไรออกมา ทำไมคุณต้องลงโทษตัวเอง ดูถูกตัวเอง แค่คุณหึงคุณทวยหาญ”

“ผมไม่ได้หึงเขา”

“คุณพยายามเอาชนะเขา ถึงคุณทวยหาญจะมั่งมีแค่ไหน แต่วรรณไม่ใช่คนที่ยินดีกับทรัพย์สินสมบัติ คุณเองอยู่กับวรรณมาตั้ง 14 ปี คุณไม่รู้ใจวรรณเลยหรือ”

“คนเรามันเปลี่ยนกันได้ วันนี้วรรณยังเป็นเหมือนวันก่อนหรือเปล่า ใครจะไปรู้ อย่าลืมว่ากว่าวรรณจะเก็บเงินได้แต่ละก้อนก็ต้องประหยัดอดออม ไม่เหมือนคุณหรือนายทวยหาญที่ได้มาจากกองมรดก”

พุดกรองน้อยใจ เอ่ยเสียงสั่นเครือ “ทรัพย์มรดกอาจเป็นแค่อาวุธ มันเป็นแค่มีดที่มีคม ฉันไม่เคยดูถูกใครหรือคุณ ทำไมคุณต้องคิดว่า...”

ภีมรู้สึกตัว เก็บกลั้นความโกรธและหึงหวง “ผมขอโทษ ที่ผมหลุดอารมณ์กับคุณ แต่ผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ”

“ฉันเข้าใจคุณค่ะภีม ฉันเข้าใจความรู้สึกของคุณ เราต่างก็มีแผลที่ลึกเกินกว่าจะใส่ยา ฉันไม่เคยประมาท”

“คุณหมายความว่ายังไง”

“คุณนอนเถอะ แล้วอย่าคิดถึงมันอีก ฉันยังไม่คิดเลย”

“ผมคงนอนไม่หลับ ผมขอลงไปเดินข้างล่างนะ” พูดแล้วภีมผละไป พุดกรองมองตามด้วยความรู้สึกเจ็บปวด

ทางด้านวรรณนรีที่เพิ่งถึงบ้านโดยทวยหาญขับรถมาส่ง เธอนั่งนิ่งมาตลอดทางเจ็บปวดกับการเผชิญหน้าภีมและพุดกรอง ซึ่งทวยหาญรับรู้ เขากังวลและอาทรต่อความรู้สึกของเธอ แต่พอเขาถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่า วรรณนรีก็ปฏิเสธทั้งที่น้ำตาเริ่มคลอดวงตา

“ฉันไม่เป็นอะไร”

“ผมไม่เชื่อ ไม่มีอะไรง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องแบบนี้”

วรรณนรีร่ำไห้อย่างสุดกลั้น สะอื้นตัวโยน ยกมือปิดใบหน้า

“ใช่ ไม่มีอะไรง่าย มันไม่ง่ายที่จะต้องฝืนสีหน้ารับความจริงว่าเขากำลังจะมีลูกด้วยกัน ฉันไม่ได้เข้มแข็งอย่างที่ฉันโกหกใครต่อใคร ฉันยังเจ็บปวดทุกครั้งที่นึกถึงเขากับพุดกรอง ฉันหลับตาลงก็เห็นภีมมีความสุข เขาสองคนมีความสุข แล้วทิ้งความทุกข์ไว้ให้ฉัน นี่คือความจริงค่ะ”

“ใช่...มันคือความจริง แต่คุณจะอยู่กับมันไปตลอดชีวิตไม่ได้ ความเปลี่ยนแปลงมันเกิดขึ้น ไม่ว่ากับอะไร ถ้ายับยั้งไม่ได้ อย่างเดียวที่ทำได้ก็คือยอมรับมัน”

เธอเงยหน้าขึ้นสบสายตาเขา ถามเสียงแผ่ว “ยอมรับหรือคะ”

“หรือว่าคุณจะยอมเจ็บปวดไปตลอดชีวิต”

“ไม่...”

“ถ้ายังงั้นคุณก็ต้องยอมรับมัน ว่ามันเกิดขึ้นกับคุณ แล้วอยู่กับความจริงให้ได้ว่า...”

“ฉันถูกทิ้ง”

“เข้าบ้านเถอะครับ พรุ่งนี้คุณยังต้องเจ็บ มันเหมือนแผล มันจะค่อยๆตกสะเก็ด แผลจะแห้ง เนื้อที่เคยมีรอยแยกจะผสานกัน สักวันหนึ่งมันจะเป็นปกติ เป็นเนื้อที่เกิดขึ้นจากเลือดเนื้อของคุณเอง เข้มแข็งนะครับ”

“ขอบคุณค่ะ คุณทวยหาญ” วรรณนรีเปิดประตูรถก้าวลงไปอย่างไร้เรี่ยวแรง

ooooooo

วันถัดมา ดลฤดีมาขอพบวรรณนรีที่มหาวิทยาลัยเพื่อสอบถามเรื่องทิวหายไป ซึ่งเธอเป็นห่วงกลัวเขาจะมีอันตราย

“ทำไมคุณคิดยังงั้น คุณพูดเหมือนมีคนจะทำร้ายเขา”

ดลฤดีอึกอักลังเล กระทั่งวรรณนรีคาดคั้นให้พูดความจริง ถึงยอมเผยออกมาว่าแม่ของตนเคยขู่จะฆ่าทิว

ขณะเดียวกัน พรรณรายกำลังโมโหโกรธาก่นด่าลูกสาวไม่รักดี หายตัวไปอีกทั้งที่ตนเพิ่งไปเอาออกมาจากห้องเช่า พิมุขปรามเมียให้เบาเสียง บอกว่าทิวไม่ได้มาเรียนสามสี่วันแล้ว ไม่มีใครพบศพของมัน มันอาจจะยังไม่ตายก็ได้

“เป็นไปไม่ได้”

“ถ้ามันตายแล้ว ตำรวจต้องพบศพของมัน เดี๋ยวนี้คนฆ่ากันตายทุกวัน มีศพเกลื่อนทุ่งนา ป่า หรือที่ไหนๆ แล้วก็มีข่าวทุกวัน”

“หรือว่านายทิวยังไม่ตาย” พรรณรายพึมพำ ความมั่นใจเริ่มลดลง

เวลาเดียวกัน ทิวอาการดีขึ้นตามลำดับ ลุกเดินได้แต่ทรงตัวไม่ดี ก่อนหน้านี้พยาบาลเคยถามเขาว่าต้องการโทร.หาญาติหรือติดต่อใครบ้างไหม ตอนนั้นทิวปฏิเสธ แต่วันนี้เขาต้องการติดต่อญาติจึงขอยืมโทรศัพท์จากพยาบาล

ทิวตัดสินใจโทร.หาวรรณนรี เย็นนั้นภีมจึงมีหน้าที่ไปรับลูกที่โรงเรียนหลังจากวรรณนรีโทร.มาบอกว่ามีธุระ พงษ์สนิทรู้เห็นโดยบังเอิญ เลยแจ้นไปเย้ยพุดกรองถึงบ้านว่าวันนี้ภีมไม่กลับมาที่นี่

“คุณรู้ได้ยังไง” พุดกรองถามเสียงแข็ง

“ผมเพิ่งพบเขาเมื่อกี้นี้เอง เขากำลังออกจากสำนักงานไปรับลูก วันนี้วรรณไม่อยู่ คงจะมีธุระสำคัญ ผมทายเลยนะว่าต้องเป็นคุณทวยหาญ เพราะระยะหลังๆนี่วรรณกับคุณทวยหาญไปไหนมาไหนด้วยกัน ทำกิจกรรมครอบครัวด้วยกันบ่อยๆ ว่าแต่คุณสบายดีนะ”

“ฉันสบายดี”

“คุณสบายดีมีความสุขผมก็ดีใจด้วย ยังไงผมก็คือคนที่หวังดีต่อคุณต่อวรรณ แล้วก็ต่อนายภีม เพราะว่าเราเป็นเพื่อนกัน”

“นอกจากมาดูให้เห็นกับตาว่าฉันเป็นยังไง คุณมีอะไรอีกมั้ย”

“ผมไม่มีอะไรหรอก นอกจากจะมาบอกคุณว่าวันนี้คุณไม่ต้องรอนายภีมเขาหรอก เขาไปทำหน้าที่คุณพ่อกับหน้าที่สามีวรรณนรี เพราะว่าเขายังมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติต่อกันอยู่ เขายังไม่ได้หย่ากัน”

สีหน้าและแววตาของพุดกรองสะเทือนใจอย่างรุนแรง เดินหนีพงษ์สนิทเข้าห้องปิดประตูแล้วขังตัวเองอยู่ในนั้นจนจ้านกับเนียมพากันเป็นห่วง...

วรรณนรีและทวยหาญไปรับทิวที่โรงพยาบาลแถวชานเมืองกลับมาอยู่บ้านทวยหาญจนกว่าอาการบาดเจ็บจะหายดีกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ ทิวเกรงใจทั้งคู่ แต่เขาไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า

ooooooo

เกือบห้าทุ่มแล้วภีมยังนั่งรอการกลับมาของวรรณนรีอยู่ที่บ้าน แน่นอนว่าพอเธอกลับมา ภีมชักสีหน้าบึ้งตึง ถามอย่างเกรี้ยวกราดว่ากี่โมงกี่ยามแล้ว วรรณนรีมองไปยังนาฬิกาแล้วนิ่งเฉย

“คุณหายไปกับเขาค่อนวัน แล้วก็ค่อนคืน กลับมาถึงบ้านคุณทำท่าเหนื่อยจนแทบจะไม่อยากพูดกับผม”

“ฉันเหนื่อย มีอะไรเอาไว้พูดกันพรุ่งนี้”

“เหนื่อยหรือ” ภีมโกรธหึงจนลืมตัว จับไหล่เธอเขย่า “เหนื่อย...ไปกันมายังงี้จะไม่เหนื่อยได้ยังไงล่ะ”

“ภีม...นี่คุณจะบ้าหรือไง คุณพูดอะไรออกมา”

“พูดความจริงไง คุณกับคุณทวยหาญ เขาคงให้ความหวังกับคุณสินะ เขาเป็นม่ายเมียตายนี่ เขารวย

เขามีธุรกิจนับร้อยล้าน เขามั่นคงพอที่คุณจะพึ่งได้”

“คุณเป็นบ้าไปแล้ว”

“ใช่ ผมบ้า”

สองคนทุ่มเถียงกันเสียงดัง ทำให้ปอกับป่านเปิดประตูห้องนอนออกมาชะเง้อมองด้วยสีหน้าหวั่นกลัว

“ผู้ชายที่กำลังเสียเมียให้คนอื่นต่อหน้าต่อตาไม่บ้าได้ยังไง คุณยังไม่ได้หย่ากับผม ยังเป็นเมียผม ผมยังเป็นพ่อของลูก”

“คุณบ้าไปแล้วจริงๆ” พูดแล้ววรรณนรีจะเดินหนี แต่ภีมดึงแขนไว้ เธอไม่พอใจสะบัดมือออก เล็บข่วนเข้าที่ปลายคางเขาจนเลือดซิบ “คิดว่าคนอื่นเขาเลวเหมือนตัวเอง แต่ไม่ได้ก้มลงดูตัวเองเลยว่าเลวได้แค่ไหน ไปซะ คุณจะไปไหนก็เชิญ ที่นี่บ้านของฉัน ลูกของฉัน”

เสียงปอสะอื้นไห้ วรรณนรีเงยหน้าขึ้นไปเห็นลูก รีบวิ่งไปกอดปลอบก่อนจะพาลูกหายเงียบเข้าห้องนอน ทิ้งให้ภีมยืนอึ้งอยู่พักใหญ่ ก่อนจะล่าถอยกลับไปบ้านพุดกรอง

พุดกรองทำแผลที่ปลายคางให้ภีมก่อนปิดปลาสเตอร์ยา ท่าทีภีมเงียบขรึม ดวงตาเต็มไปด้วยความทุกข์

“ฉันไม่คิดเลยนะคะว่าวรรณจะลุกขึ้นมาเป็นแม่เสือ คุณไม่ได้ทำอะไรวรรณนะ”

“เปล่า”

“อย่าให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีกนะคะ วรรณกล้าทำกับคุณถึงเลือดตกยางออก ก็หมายความว่าวรรณไม่มีเยื่อใยกับคุณแล้ว ปล่อยวรรณไปเถอะค่ะ”

ภีมถอนหายใจ ลุกขึ้นเดินออกไปที่ระเบียง เปลี่ยนเรื่องคุยเพื่อให้ตัวเองและพุดกรองผ่อนคลาย

“พรุ่งนี้เราขับรถไปเที่ยวกันดีกว่า ไปไหนก็ได้ อยากแวะที่ไหนก็แวะ” พูดไปแล้วหันกลับมาเห็นพุดกรอง สีหน้าเคร่งเครียด ถามว่า “คุณคิดอะไรอยู่หรือ บอกมาเถอะ คุณไม่ต้องกลัวผมเสียใจหรอก”

“ฉันหรือคุณกันแน่ ที่จะต้องเสียใจ”

“เอาเป็นว่าคุณเสียใจก็แล้วกัน เพราะไอ้การที่ผมมาขลุกอยู่กับคุณที่นี่ กับความมั่งมีของคุณ มันน่าเสียหายอยู่หรอก จริงมั้ย”

“ฉันไม่ได้คิดว่าใครจะเสียหาย เพราะเราต่างก็เสียหายและเราต่างก็สำลักน้ำกันคนละมากๆ แล้วฉันก็รู้ด้วยว่าปัญหาสามเส้าแบบนี้มันจะเป็นแผลเรื้อรังจนตาย ถ้าเราไม่ตัดสินใจผ่าตัด”

“ผ่าตัด คุณหมายความว่ายังไง”

“ผ่าตัดโดยเรายอมเจ็บ เพื่อทุกคนจะได้เจ็บน้อยกว่าเรา...ฉันเคยบอกคุณแล้วไงคะว่าคนที่ตกอยู่ในสภาพอย่างฉันไม่มีทางเลือกนอกจากยอมเลือกทางที่ทำให้ตัวเองเจ็บ คือ...”

ภีมตื่นตระหนก ไม่ยอมให้พุดกรองพูดต่อ รีบเข้ามากอดจูบเธอราวกับไม่อยากให้จากไปไหน

“ผมขอโทษ ที่ผมใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล อย่าโกรธผมเลยที่ผมแผดเสียงใส่คุณ ผมไม่เข้าใจเลยว่าอะไรทำให้เราปั่นป่วนเหมือนเจอมรสุมที่ไม่รู้จบ”

“มันไม่จบหรอกค่ะ...มันจะไม่จบ” พุดกรองอัดอั้นจนน้ำตาคลอ เจ็บปวดและขมขื่น

ooooooo

นิยายไทยรัฐ
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement