นิยาย น้ำเซาะทราย ตอนต่อไป (15) นิยายไทยรัฐ
วันจันทร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

advertisement

น้ำเซาะทราย ตอนที่ 15


19 พ.ค. 2560 09:22
2,744,894 ครั้ง

ละคร นิยาย น้ำเซาะทราย

น้ำเซาะทราย ตอนที่ 15

อ่านเรื่องย่อ

น้ำเซาะทราย

แนว:

ดราม่า-โรแมนติก

บทประพันธ์โดย:

กฤษณา อโศกสิน

บทโทรทัศน์โดย:

ปลายปากกา

กำกับการแสดงโดย:

สยาม สังวริบุตร

ผลิตโดย:

บริษัท ดาราวิดีโอ จำกัด

วัน-เวลาออกอากาศ: ทุกวันศุกร์ - อาทิตย์ เวลา 20.15 น.

ช่องออกอากาศ:

สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

นักแสดงนำ:

ศรราม เทพพิทักษ์,สุวนันท์ คงยิ่ง,โสภิตนภา ชุ่มภาณี

หลังจากประกันตัวภีมแล้ววรรณนรีตำหนิเขาหลายคำ ก่อนตั้งท่าจะพูดเรื่องหย่าแต่ภีมไม่ยอมรับฟัง อ้างว่าตนเหนื่อย ไม่มีแรงจะรับฟังเรื่องอะไรอีกแล้ว...

ภีมกลับมาหาพุดกรอง ขอโทษที่ไม่ได้ดูแลเธอกับลูก และเล่าให้ฟังเรื่องเมาแล้วขับจนโดนตำรวจจับ ต้องให้วรรณนรีมาใช้ตำแหน่งประกันตัว เหตุเกิดเพราะพงษ์สนิทมาดักรอตนที่ศาลแล้วชวนไปดื่มฉลองลูกชายคนใหม่

“แล้วมันก็เลยเถิดจนเมา จนถูกจับ ทั้งที่ฉันนั่งรอคุณทั้งคืน คุณรู้ไหมว่าอะไรยากที่สุดสำหรับผู้หญิงให้กำเนิดลูกยังไงล่ะ ฉันแทบคลอดลูกในรถ ฉันเจ็บจนเสี่ยงตายแค่ไหน ฉันออกจากโรงพยาบาลคุณติดงานยังพอเข้าใจได้ กลับมาบ้านแล้วคุณยังไม่โผล่มาให้ลูกเห็นหน้า คุณรู้มั้ยฉันรู้สึกยังไง”

พุดกรองอัดอั้นร้องไห้โฮ ภีมดึงเธอเข้ามากอดแน่นด้วยความรู้สึกผิด...ผ่านไปไม่นาน พุดกรองก็ใจอ่อนกับภีมเหมือนเคย เขาเอาอกเอาใจบอกว่าจะให้เวลาเธอกับลูกห้าวันที่ว่าง จะช่วยเลี้ยงลูก เธออยากไปไหนจะขับรถให้ เนียมรู้เห็นก็เอาไปพูดประชดกับไปล่ว่าพุดกรองเจ็บแล้วไม่จำ...

ทิวทำเรื่องเรียนจบได้เพราะผลการสอบวิชาของอาจารย์พิมุขที่ร้องเรียนไปนั้นเขาสอบผ่าน วรรณนรีดีใจกับทิวที่แวะมาบอกว่าตนสมัครสอบปลัดอำเภอที่กำลังเปิดรับทั่วประเทศ เธออวยพรให้เขาโชคดี สอบให้ได้ เพราะการทำงานคือประตูไปสู่การเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต

แยกจากทิวมาแล้ววรรณนรีขึ้นตึกไปทำงาน ต้องประหลาดใจเมื่อเห็นพงษ์สนิทนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ที่โต๊ะทำงานของตน ถามเขาว่าเข้ามาได้ยังไง

“ในฐานะเพื่อนสนิทของคุณน่ะสิ เพื่อนผู้หวังดีต่อเพื่อน แล้วใครจะกล้าปิดประตูใส่หน้าผม”

“คุณรู้ไหมว่าเมื่อวานนี้คุณทำอะไรลงไป”

“ผมจะทำอะไรก็เพื่อเพื่อน มันอาจจะเกินไปบ้าง แต่ถ้าคิดถึงประโยชน์ที่คุณจะได้แล้ว คุณจะไม่ขอบคุณเพื่อนคนนี้เลยหรือ”

“ไม่” วรรณนรีกระแทกเสียงจนพงษ์สนิทหน้าเหวอ “เมื่อคืนภีมถูกจับข้อหาเมาแล้วขับ กว่าฉันจะเอาหลักทรัพย์ไปยื่นประกันเขา ฉันยังต้องใช้ตำแหน่งหน้าที่ของฉันเป็นเครื่องช่วยด้วย แล้วโทษเมาแล้วขับเดี๋ยวนี้ร้ายแรงนะ ยังต้องทำงานเพื่อสังคมอีกนาน”

“โธ่...ก็ผมบอกแล้วว่าถ้ามันขับรถไม่ไหว ให้มันนอนกับผม”

“แล้วคุณนอนที่ไหน”

“หน้าร้านเหล้า นี่วรรณ...คุณอย่าเอาแต่ดุผมนักเลย ผมทำเพื่อคุณนะ ผมทำให้ยายแม่มดพุดกรองกลายเป็นแม่สายบัวที่แต่งตัวรอผัวเก้อ ผมรู้ว่าพุดกรองต้องยั่วยวนนายภีมตามประสาแม่มดเจ้าเล่ห์”

“ฉันไม่ชอบวิธีนี้เลยนะพงษ์ คุณเกลียดพุดกรอง เพราะคุณคิดว่าพุดกรองหลอกคุณ”

“ไม่ใช่ยังงั้น คนอย่างผมใครจะมาหลอกได้ มีแต่ถูกผมหลอกน่ะไม่ว่า แต่ที่ผมช่วยกันพุดกรองไว้ก็เพราะผมยืนอยู่เคียงข้างคุณ คุณเป็นผู้ถูกกระทำ เป็นนางเอก พุดกรองแย่งผัวคุณ นางจะต้องได้รับผลกรรมที่ได้กระทำไว้กับผู้หญิงด้วยกัน”

วรรณนรียุติเพราะเหนื่อยและเอือมระอาพงษ์สนิทเต็มที ตกเย็นเธอต้องไปรับลูกที่โรงเรียนกลับบ้าน แล้วยังทำอะไรอีกหลายอย่างแทนภีมเกี่ยวกับเรื่องที่โรงเรียนของลูก เพราะช่วงนี้ภีมเงียบหายไป ขลุกอยู่กับพุดกรองและลูกคนใหม่ แต่หารู้ไม่ว่าภีมก็ไม่ได้ช่วยเลี้ยงลูกสักเท่าไหร่ เอาแต่นอนหลับใหล สร้างความน้อยเนื้อต่ำใจให้พุดกรองอีก

ooooooo

รุ่งขึ้นภีมบ่นเป็นห่วงปอกับป่าน พุดกรองเสนอให้เขาไปรับเด็กสองคนนั้นมาที่บ้านเพื่อช่วยจ้านเลี้ยงน้อง ภีมเห็นด้วยจึงตั้งใจไปรับลูกมานอนค้างหนึ่งคืน แต่วรรณนรีไม่ยอม

“นี่วรรณ คุณมีเหตุผลหน่อยสิ ลูกผม ลูกเรา หรือลูกพุดกรองก็เป็นพี่น้องกันทั้งนั้น ปอกับป่านอยากจะไปหาน้อง ไปค้างกับน้องที่บ้านโน้นแค่คืนเดียว พรุ่งนี้ผมจะพาเด็กๆมาส่ง”

“นี่จะแย่งไปหมดเลยทั้งลูกทั้งผัวหรือ แย่งผัวไปคนแล้วยังคิดจะแย่งลูกของฉันไปอีกหรือ เอาสิ ใครอยากจะทิ้งแม่ไปก็ไปเลย ไปแล้วไม่ต้องกลับมาให้แม่เห็นหน้าอีกนะ คุณก็เหมือนกัน หย่ากับฉันแล้วไม่ต้องมาให้ฉันเห็นหน้าอีก ขนข้าวของคุณไปให้หมดไปอยู่บ้านพุดกรอง หย่า...ฉันต้องการหย่า!”

“แต่ผมไม่หย่า คุณจะหย่ากับผมแล้วไปแต่งงานกับคุณทวยหาญใช่มั้ย”

“ก็ถ้าฉันจะแต่งงานกับเขา ฉันผิดตรงไหน”

“คุณผิดแน่ เพราะผมจะไม่หย่ากับคุณ ให้มันรู้ไปสิว่าถ้าผมไม่หย่าคุณจะแต่งงานกับเขาได้มั้ย ผมไม่หย่า ได้ยินมั้ยว่าไม่หย่า” ภีมแผดเสียงใส่วรรณนรีด้วยความโกรธแล้วผลุนผลันขึ้นรถออกไป

เมื่อไม่เห็นปอกับป่านมากับภีมด้วย พุดกรองเดาได้ทันทีว่าภีมทะเลาะกับวรรณนรี

“ใช่...ผมทะเลาะกับวรรณ”

“ถ้าวรรณรังเกียจ ไม่ต้องการให้ปอกับป่านมาหาน้อง ฉันก็ไม่ว่าอะไรหรอกค่ะ ต้องแล้วแต่วรรณ ฉันแค่หวังดีอยากจะให้เด็กๆได้อยู่ด้วยกันบ้าง ยังไงก็เป็นพี่น้องกัน”

“ผมไม่นึกเลยนะว่าวรรณจะเป็นคนยังงี้ไปได้ หน้าที่การงานใหญ่โตขึ้น เป็นครูบาอาจารย์ที่มีคนนับถือทั้งเมือง แต่ทำอะไรไม่คิด”

“เรื่องอะไรคะ”

“วรรณขอหย่าผมเพื่อไปแต่งงานกับนายทวยหาญ วรรณยอมรับออกมาแล้วว่าจะหย่ากับผมเพื่อไปแต่งงานใหม่ ทำยังงี้ได้ยังไง แล้วลูกล่ะ ลูกกำลังโต ปอกำลังจะเป็นสาว ป่านก็โตเป็นหนุ่ม ทำลงไปได้ยังไง ผมไม่หย่าหรอก ผมไม่หย่า ยังไงก็ไม่หย่า”

ภีมเกรี้ยวกราดจนพุดกรองแน่ใจว่าเขายังรักวรรณนรีและกลัวจะสูญเสียเธอไป...ในขณะเดียวกันทวยหาญที่แวะมาหาวรรณนรีก็รับรู้เรื่องภีมไม่ยอมหย่าด้วยเหตุผลเดียวคือภีมยังรักเธออยู่นั่นเอง

ooooooo

ทิวกลับมาพบวรรณนรีอีกครั้งหลังทราบผลสอบปลัดอำเภอแล้วเขาได้ไปรับตำแหน่งที่ภาคอีสาน

“ผมคงจะไปอยู่ไกลมาก ทางภาคอีสาน แต่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนผมคงไม่ลืมอาจารย์กับคุณทวยหาญหรอกครับ”

“เห็นคุณมาไกลจากจุดเดิมแบบนี้ รู้ไหมว่าคนเป็นครูมีความสุขแค่ไหน ครูก็เหมือนเรือ มีหน้าที่พายเรือส่งศิษย์ให้ถึงฝั่ง แล้วเรือก็ต้องย้อนกลับมาท่าเดิม มารับศิษย์รุ่นต่อไปเพื่อข้ามไปส่งที่ฝั่งชีวิต”

“แล้วอาจารย์ล่ะครับ ชีวิตอาจารย์เป็นยังไงบ้างครับ”

“ชีวิตฉันหรือ ก็ยังเรื่อยๆ เกมจบแล้วแต่ปัญหาครอบครัวของฉันยังไม่จบ ไม่ต้องห่วงฉันหรอกทิว จนถึงวันนี้ฉันอยู่กับมันได้แล้ว ฉันไม่ได้เจ็บปวดน้อยลง หรือชินชากับมันจนดีขึ้น แต่ฉันเริ่มทนมันได้”

ทิวฟังแล้วเศร้าพอกับเรื่องของตน เขาอยากพบดลฤดีแต่ไม่กล้า ทำได้แค่วนเวียนแอบมองอยู่หน้าบ้านเธอเท่านั้น...

วันหนึ่งพุดกรองมาเยี่ยมเยียนพรรณรายที่สภาพเปลี่ยนไปมาก ผมหงอก สีหน้าร่วงโรยไร้ความสวยงาม แต่ได้เห็นสัจธรรมของชีวิต จิตใจสงบสุข แถมยังเตือนพุดกรองให้คิดดีๆเรื่องจะเลิกกับภีมแล้วไปอยู่อเมริกา

“ฉันคิดดีแล้วล่ะค่ะ ภีมเขาไม่ยอมหย่า ฉันเองก็ไม่ต้องการให้เขาหย่าจากวรรณนรี เมื่อก่อนฉันอาจจะเป็นผู้หญิงที่ได้เก้าจะเอาสิบ แต่เดี๋ยวนี้ฉันรู้ว่าสิ่งที่ฉันได้มา มันเหมือนไม่ใช่”

“คุณพูดกับคุณภีมหรือยัง”

“ฉันยังไม่ได้พูดกับเขาหรอกค่ะ”

“คุณกับเขามีลูกด้วยกันนะ”

“ลูกไม่ใช่ปัญหาหรอกค่ะคุณหญิง ลูกคือของขวัญที่ดีงามที่สุดที่ภีมมอบให้ฉัน ลูกจะเป็นตัวแทนของเขา ตัวแทนความรักของเรา”

พรรณรายดึงพุดกรองเข้ามากอด ร่ำไห้อย่างสำนึกผิด “ฉันขอโทษ มันเกิดขึ้นเพราะฉัน เพราะเกมฉันทำให้ชีวิตของคุณตกนรกเพราะฉัน”

“ไม่ใช่เพราะคุณหญิงหรอกค่ะ เป็นเพราะฉันเอง ฉันกับภีม...เรากระโดดลงไปในนรกด้วยกันเพราะเรารักกัน”

พุดกรองเสียใจและเจ็บช้ำ ร่ำไห้ในอ้อมกอดของพรรณราย...

ค่ำนั้นภีมมารอวรรณนรีที่บ้าน เห็นเธอกลับเร็วกว่าที่คิดก็พูดประชด ทำให้เธออารมณ์ขุ่นมัวพูดเรื่องหย่าขึ้นมาอีก ภีมเองก็โกรธและหึง จึงปะทะกันไปมา

“ทำไมต้องมาเดือดร้อนตอนนี้”

“ฉันร้อนมานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งร้อน เราคุยเรื่องหย่ามาสามสี่ครั้งแล้ว แต่ก็ไม่จบ ฉันต้องการคำตอบ”

“นี่คุณยังยืนกรานว่าจะหย่าให้ได้”

“ใช่...ฉันทุเรศ สมเพช อเนจอนาถตัวเอง”

“ฮึ! ทุเรศ น่าสมเพช อเนจอนาถตัวเอง ก็พบบ่อทองแล้วนี่”

“แล้วคุณล่ะ คุณเองก็กระโดดลงไปในถังข้าวสารแล้ว ฉันแค่พบ ยังไม่รู้ว่าจะกระโจนเข้าใส่หรือเปล่า พุดกรองกับคุณมีลูกด้วยกันแล้ว ยิ่งตัดไม่ได้ขายไม่ขาด คุณอย่าเห็นแก่ตัวนักเลย จะให้ฉันสละชีวิตทั้งชีวิต จะให้ฉันอดทนจนวันตาย มันไม่เอาเปรียบกันมากไปหรือ ทุกวันนี้เราอยู่กันเหมือนคนแปลกหน้า ฉันอยู่แบบนี้อีกไม่ได้ คุณจะเอาโซ่ล่ามขาฉันไว้เพราะฉันเป็นเมียคุณไม่ได้”

ภีมก้มหน้าจำนนนิ่งนาน ก่อนเงยหน้าขึ้นมาด้วยน้ำตาคลอ รู้สึกผิดและเสียใจ ถามเสียงแผ่วว่าเรื่องลูกล่ะ

“ฉันขอเลี้ยงลูกทั้งสองคน ส่วนเรื่องการส่งเสียคุณจะส่งหรือไม่ก็ได้ ตามใจคุณ”

“คิดดีแล้วหรือ คุณทวยหาญรักคุณจริงๆหรือ”

“คุณไม่ต้องห่วงฉัน ชีวิตก็เหมือนกับการเล่นไพ่ ตาดีได้ตาร้ายเสีย ฉันเล่นเกมนี้กับคุณมีแต่เสียกับเสีย เสียจนต้องเลิก ก่อนที่จะเสียชีวิต”

“ดีนะ เอาชีวิตเข้าเสี่ยงโชค คุณไม่เคยเป็นยังงี้เลยนะวรรณ ไม่เคยเป็น” พูดแล้วภีมผลุนผลันออกไป

วรรณนรีหลับตาลงด้วยความรู้สึกปวดร้าวไปทั่วศีรษะจนซวนเซ

ooooooo

ภีมขับรถด้วยความเร็ว ฟุ้งซ่านคลุ้มคลั่งเพราะวรรณนรีขอหย่า ในที่สุดก็โทร.ชวนพงษ์สนิทออกมากินเหล้า ระบายความทุกข์ให้ฟัง พงษ์สนิทไม่เห็นด้วยที่ภีมจะหย่า บอกว่าเข้าทางทวยหาญที่อยากแต่งงานกับเธอ

“ฉันไม่มีความสุขเลย แกรู้ไหมว่าบ้านหลังใหญ่กับความหรูหรารอบตัวมันทำให้ฉันหน้าเหลือกี่ศอก ใช่...มันไม่ใช่ของฉัน มันเป็นของพุดกรอง ของคุณพร้อมเจ้านายเก่าฉัน แล้วมันน่าภูมิใจตรงไหน ฉันรู้ว่าต่อหน้าคนมองฉันด้วยสายตาชื่นชม แต่ลับหลังคนพวกนั้นใช้ปากพูดถึงฉันยังไง ไอ้ภีม ไอ้หน้าตัวเมีย แมงดา ไอ้สัตว์ปีกประเภทชอบเกาะหลังผู้หญิงกิน”

“เฮ้ย...ภีม เบาๆเพื่อน เบาโว้ย อย่าหนัก เดี๋ยวแกจะถูกจับอีก”

ภีมสติแตก พูดไปร้องไห้ไปอย่างหมดอาย พงษ์สนิทพยายามปลอบแต่ดูเหมือนจะไร้ผล ภีมทั้งเมาทั้งเสียใจ เห็นทวยหาญเดินเข้ามาหาที่นั่งในร้านก็ลุกพรวดไปชกหน้าและกล่าวหาว่าเขายุให้วรรณนรีขอหย่าจากตน

ทวยหาญเจ็บแต่ไม่โกรธ พงษ์สนิทตกใจรีบพาภีมกลับไปส่งให้พุดกรอง...เช้าขึ้นภีมตื่นมาในสภาพมึนงง ฟังพุดกรองลำดับเหตุการณ์ที่พงษ์สนิทเล่าแล้วถามว่า

“คุณทำร้ายเขาเรื่องวรรณใช่ไหม คุณหึงวรรณ เพราะวรรณขอหย่าจากคุณจะไปแต่งงานกับคุณทวยหาญ”

ภีมอึกอัก แค่นี้พุดกรองก็ได้คำตอบ บ่นต่อไปอีกว่าตนไม่รู้ว่าทวยหาญแจ้งความเรื่องโดนทำร้ายร่างกายหรือเปล่า ภีมพูดอย่างไม่แคร์ พุดกรองเลยรื้อฟื้นว่าเขาเพิ่งมีคดีเมาแล้วขับ แล้วยังก่อเรื่องวิวาทอีกเพราะเมา เรื่องพงษ์สนิทก็เหมือนกัน ตนเคยเตือนแล้วว่าเขาไม่เคยหวังดีกับเรา

“แต่ยังไงเขาก็เตือนไม่ให้ผมหย่ากับวรรณ”

“ถ้างั้นเขาก็คงหวังดีกับวรรณกับคุณ แต่หวังร้ายกับฉัน”

“ไม่...เขาคงไม่คิดยังงั้นกับคุณหรอก เอาเป็นว่าผมเสียใจก็แล้วกันที่ผมทำเรื่องให้คุณไม่สบายใจเมื่อคืน แล้วผมจะขอโทษคุณทวยหาญเขาเอง ทีนี้คุณสบายใจขึ้นหรือยัง”

ภีมตัดบทแล้วเดินหนี...ด้านวรรณนรีพอรู้จากพงษ์สนิทว่าภีมชกทวยหาญปากแตกก็ตกใจ อยากจะไปขอโทษเขา แต่พงษ์สนิทห้ามไว้ เพราะการทำอย่างนั้นจะทำให้ทวยหาญเข้าใจว่าเขาสำคัญกว่าภีม ทั้งที่ภีมยังเป็นสามีของเธออยู่

“สามีที่กำลังจะหย่ากับฉัน”

“คุณยังไม่ได้หย่า แล้วนายภีมก็ไม่ยอมหย่าง่ายๆหรอก เขาอาจจะรับปากเรื่องหย่าเพราะเขาโกรธ เขาหึง ที่นายภีมทำลงไปน่ะเพราะเขายังรักคุณอยู่ แล้วคุณเองก็ยังรักนายภีมอยู่ไม่ใช่หรือ ใจเย็นๆนะวรรณเพื่อนรัก ตอนนี้คุณอย่าเพิ่งเคลื่อนไหวอะไร นายภีมกำลังว้าวุ่น”

“แล้วคุณทวยหาญเป็นยังไงบ้าง”

“เขาก็คงเจ็บ แต่เขาไม่พูดอะไรสักคำตอนที่ผมดึงนายภีมออกมาที่รถ ผมก็ไม่รู้ว่าเขาจะแจ้งความเรื่องทำร้ายร่างกายหรือเปล่า ผมเดาความคิดเขาไม่ออก”

วรรณนรีไม่สบายใจ บอกพงษ์สนิทว่ายังไงตนก็ต้องไปขอโทษทวยหาญ

ooooooo

เมื่อวรรณนรีมาขอโทษแทนภีม ทวยหาญไม่ติดใจ เอาความและถือโอกาสพูดเรื่องของตัวเองที่อยากแต่งงานใหม่กับคนที่ตนรัก ซึ่งวรรณนรีทราบดีว่าเขาหมายถึงเธอ แต่ไม่ได้ให้ความหวังเขาไป พูดเฉพาะเรื่อง ต้องการหย่ากับภีมเพื่อยุติชีวิตคู่ที่คาราคาซังมานาน

ในขณะที่วรรณนรีมุ่งมั่นตั้งใจต้องหย่าขาดกับภีมให้ได้ พุดกรองก็กำลังจะทิ้งภีมไปอยู่เมืองนอกกับลูก เธอตัดสินใจพูดกับเขาตรงๆขณะกินอาหารเช้าด้วยกันว่าอาทิตย์หน้าจ้านจะกลับอเมริกาซึ่งเธอจะไปส่งแล้วอาจไม่กลับมา เธอไม่ต้องการให้เขาหย่ากับวรรณนรี ภีมตกใจมากโวยวายตัดพ้ออย่างคนที่กำลังจะสูญเสีย แต่ไม่อาจ เปลี่ยนใจพุดกรองได้

หลังจากบอกให้ภีมรับรู้แล้วพุดกรองไปพบวรรณนรีที่บ้าน เตือนให้ทบทวนเรื่องหย่า ตอนนี้ภีมว้าวุ่นร้อนรนเพราะไม่ต้องการหย่ากับเธอ แต่วรรณนรียืนยันคำเดิมและฝากพุดกรองไปบอกภีมด้วยว่าพรุ่งนี้ตนจะไปรอเขาที่สำนักงานเขตสิบโมงตรง

ปรากฏว่าภีมมาตามนัดแต่ยังพยายามเว้าวอน วรรณนรีไม่ให้หย่าแต่ไม่สำเร็จ สองคนมีปากเสียงกันก่อนที่วรรณนรีจะเป็นฝ่ายโกรธจนทนไม่ไหวโบกแท็กซี่จากไป...

ก่อนกลับอเมริกาจ้านอยากเจอปอกับป่านอีกครั้ง และอยากร่ำลาวรรณนรีด้วย พุดกรองจึงให้ไปล่ขับรถไปส่งจ้านที่บ้านวรรณนรีและอนุญาตให้นอนค้างได้หนึ่งคืน เมื่อวรรณนรีรู้จากจ้านว่าพุดกรองจะพาลูกแรกเกิดไปอยู่ด้วยกันที่อเมริกาก็ตกใจไม่น้อย ต่างจากพงษ์สนิทที่ไม่เชื่อ คำพูดพุดกรองหลังภีมมาชวนกินเหล้าแล้วเล่าให้ฟังว่าเธอกำลังจะทิ้งเขาไป

จนกระทั่งพงษ์สนิทพาภีมที่เมามายไปส่งให้พุดกรองในคืนนั้นแล้วได้ยินคำยืนยันจากปากเธอเอง ซึ่งเธอบอกว่าการตัดสินใจเป็นฝ่ายไปไม่เกี่ยวกับใครและไม่ได้เสียสละอะไรให้ใคร แต่ไปเพราะตนพร้อมที่จะไป แล้วตบท้ายด่าพงษ์สนิทอย่างแสบสันว่า ถึงจะไม่มีภีม ตนก็ไม่เคยคิดจะแต่งงานกับผู้ชายหน้าตัวเมียอย่างเขา...

ทางฝ่ายดลฤดีที่ตั้งใจพาแม่ไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมใหม่ที่อังกฤษ เธอเตรียมเอกสารพร้อมแล้ว ส่วนพรรณราย นั้นตามใจลูกทุกอย่าง แม้แต่เรื่องทิวก็ไม่ติดใจอะไรอีก ดลฤดีจึงถือโอกาสนี้ไปพบทิวที่บ้านเช่าเพื่อบอกลา

ต่างคนต่างร่ำลากันด้วยความรักและอาลัย ทิวต้องไปเป็นปลัดอำเภอที่ขอนแก่น ส่วนดลฤดีได้งานทำที่ลอนดอนและจะพาแม่ไปอยู่ด้วย แม้สองหนุ่มสาวไม่ได้อยู่ด้วยกันแต่ความรักของทั้งคู่ยังคงอยู่อย่างที่ทวยหาญเคยบอกกับทิว...

ภีมสร่างเมาในตอนเช้าแล้วพยายามทัดทานการตัดสินใจของพุดกรองอีกครั้งแต่ก็ยังไม่สำเร็จ พุดกรองออกจากบ้านไปซื้อกระเป๋าเดินทางก่อนจะเลยมารับจ้านที่บ้านวรรณนรี สองคนไม่ได้พูดจากันสักคำ แต่มองสบตากันอย่างหม่นหมองก่อนที่พุดกรองจะพาจ้านกลับไป

คืนต่อมาทวยหาญเจอพงษ์สนิทเมามายอยู่ในร้านเหล้า จึงอบรมไปหลายคำก่อนจะต่อว่าเรื่องพงษ์สนิทไม่เคยจริงใจกับใคร ทุกวันนี้ชีวิตถึงอยู่อย่างโดดเดี่ยว

ในคืนเดียวกันวรรณนรีถูกลูกสาวถามเรื่องหย่าระหว่างแม่กับพ่อ ปอโตพอที่วรรณนรีจะอธิบายให้เข้าใจแต่ก็พูดให้น้อยที่สุด เพราะตัวเองสะเทือนใจจนน้ำเสียงสั่นเครือ

“คนที่โกรธกันมากจะดีกันง่ายๆเป็นเรื่องยาก การดีกันต้องใช้เวลา ให้เวลาแม่บ้าง คนเรามีปัญหากันทุกคน ขอให้ลูกคิดว่านี่เป็นเรื่องธรรมดา แม่เจ็บเหลือเจ็บแค่ไหนแม่ก็รู้ว่าลูกเจ็บ เอาเถอะ แม่สัญญาได้ว่าเรื่องจะไม่เลวร้ายไปกว่านี้อีกแล้ว มันถึงที่สุดแล้ว อะไรที่มันถึงที่สุด มันจะลดระดับความเจ็บปวดลง...แม่เจ็บมากกว่าลูกหลายต่อหลายเท่านัก ลูกเข้าใจแม่นะ”

วรรณนรีกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ดึงลูกสาวเข้ามากอดแนบแน่น...หลังจากเธอส่งลูกเข้านอนแล้วกลับมาที่ห้อง พบว่าภีมนอนก่ายหน้าผากอยู่บนเตียง ต่างคนต่างรักษาความเงียบ แต่ครู่เดียวภีมก็หงุดหงิดหมดความอดทน พูดขึ้นว่าพุดกรองจะไปแล้ว

“แล้วทำไมคุณไม่อยู่กับพุดกรองกับลูก กลับมาทำไม”

“ผมไม่รู้จะอยู่ที่นั่นทำไม ก็ในเมื่อพุดกรองกำลังจะไป”

“ฉันว่าคุณยิ่งต้องอยู่นะ เพราะถ้าพุดกรองจะไปจริงๆ คุณก็เหลือเวลาอยู่ร่วมกับพุดกรองน้อยลงทุกวัน”

“นี่คุณประชดผมหรือ คุณทำท่าเหมือนไม่ต้องการผมมาตั้งแต่ต้น คุณขอหย่า คุณเสือกไสผมไปอยู่กับพุดกรอง แล้วตอนนี้พุดกรองก็จะทิ้งผมไปอีกคน”

“อย่ามาเอะอะโวยวาย ฉันไม่อยากให้ลูกได้ยินว่าเราทะเลาะกัน”

“ก็คุณหาเรื่อง”

“ใครหา...ฉันน่ะหรือหาเรื่องคุณ แค่คุณยอมหย่า เรื่องจบ ไม่มีใครหาเรื่องทะเลาะกับใครได้อีกแล้ว แค่คุณหย่า” พูดจบเธอเดินลิ่วเข้าห้องน้ำ ภีมทุบประตูอย่างแรงด้วยความโกรธ

“หย่างั้นหรือ ร่ำร้องจะหย่าๆๆ คุณรู้มั้ยชีวิตผัวเมียของเรามันเหมือนอะไร มันเหมือนทราย...ทรายที่อิ่มน้ำ ไม่มีใครเห็นเวลาที่น้ำมันหยดลงบนทราย เพราะทรายมันอุ้มไว้หมด ความเบื่อ ความเอียน มันก็เหมือนทรายอิ่มน้ำ ไม่รู้เมื่อไหร่มันจะแห้ง เมื่อไหร่มันจะหมด”

วรรณนรียืนพิงประตูห้องน้ำ พยายามเก็บกลั้นเสียงร่ำไห้ไว้ในอก ขณะที่ร่างกายสั่นสะท้านไปด้วยอาการสะอื้น

ภีมขุ่นมัวมากจนอยู่ไม่ได้ กลับไปบอกพุดกรองว่าวรรณนรีขอหย่าอีกแล้ว ซึ่งตนจะหย่าให้ เพราะตนกับวรรณนรีเริ่มต้นกันใหม่ไม่ได้แล้ว ทั้งที่ตนพยายามแล้ว

“ถ้าคุณไม่มีฉัน คุณกับวรรณก็เริ่มต้นกันใหม่ได้ง่ายขึ้น”

“แต่ผมมีคุณแล้ว มีลูกด้วยกันแล้ว ถ้าวรรณจะทำเฉยๆไม่รู้ไม่ชี้ เดี๋ยวทุกอย่างมันก็ดีขึ้นไปเอง”

“ภีมคะ คุณให้วรรณเสียสละมากเกินไป ไม่มีใครทนได้หรอกค่ะ ถ้าฉันเป็นวรรณ ฉันก็ทนไม่ได้ คุณต้องใจเย็น คุณไม่หย่า วรรณก็หย่าไม่ได้”

“พุดกรอง นี่ผมงงไปหมดแล้ว คุณน่าจะดีใจที่ผมหย่ากับวรรณ หรือคุณกลัวเสียชื่อว่าคุณเป็นคนยุให้ผมหย่า เรื่องมาถึงป่านนี้แล้วไม่เห็นจะต้องแคร์ใคร ทางโน้นเขาก็มีคุณทวยหาญ”

“ฉันไม่เคยคิดว่าฉันจะมีความสุขกับการหย่าร้างของคุณกับวรรณ ถ้าไม่หย่า ฉันจะมีความสุขกว่า เพราะฉันจะมีโอกาสชดใช้โทษที่ทำไว้กับวรรณ และอีกอย่างหนึ่ง ฉันรู้เสมอว่าในส่วนลึกๆของคุณ คุณไม่ต้องการหย่า วรรณเป็นแม่ของลูกคุณ”

“คุณรู้?”

“คุณคิดว่าฉันไม่รู้สึกอะไรเลยหรือ ฉันเก็บมันไว้ จะเก็บไว้จนตาย สิ่งที่เราสองคนทำไว้เป็นแผลที่ทำให้เราขมขื่น เจ็บปวด เราถูกสังคมลงโทษ บางทีฉันก็โกรธตัวเองที่ควรรักคุณให้น้อยลง แต่ฉันทำไม่ได้ ทำไมฉันจะไม่อยากได้คุณมาเป็นของฉันคนเดียว”

“แต่ตอนนี้ผมจะหย่าจริงๆ ผมเบื่อ ผมเหนื่อยกับเรื่องนี้เต็มที”

“เราต่างก็เหนื่อยกันทุกคน ไม่ว่าคุณหรือฉัน หรือคนรอบตัวเรา เราอยู่มาได้เป็นปีๆโดยไม่มีการหย่า แล้วทำไมคุณกับวรรณจะอยู่ต่อไปไม่ได้ คิดให้ดีนะคะภีม”

ภีมนิ่งเงียบ ทิ้งตัวลงนั่งก้มหน้าอย่างสิ้นหวัง

ooooooo

อีกสองสัปดาห์จะถึงวันเดินทางไปอังกฤษ ดลฤดีบอกลาทิวเรียบร้อยแล้ว ขณะที่พรรณรายอยากพบวรรณนรีสักครั้งก่อนไป จึงมาพบเธอที่มหาวิทยาลัยในเช้าวันหนึ่ง

“ฉันมาขอโทษเรื่องที่ฉันทำไว้กับคุณ มันเป็นบาปที่สนองฉันทันตาเห็น เมื่อก่อนฉันไม่เคยคิดถึงคนอื่น ไม่เคยคิดถึงเรื่องบาปบุญคุณโทษ นอกจากคิดถึงแต่ความต้องการของตัวเอง ฉันต้องได้ ต้องมี ต้องเป็นที่หนึ่งเหนือใคร”

“คุณหญิงไม่ได้ทำอะไรผิด มันก็แค่ความรู้สึกที่ปุถุชนมีกันทุกคน ใครมีมาก ใครมีน้อย ก็แล้วแต่สติของใครจะรั้งได้มากกว่ากัน คุณหญิงไม่ควรมาที่นี่เลยค่ะ”

“ฉันต้องมา ไม่ยังงั้นความรู้สึกผิดจะเกาะกินฉันไปตลอดชีวิต ฉันทำให้ครอบครัวของคุณแตกแยก ทำให้คุณมีสภาพบ้านแตก ไม่ใช่คุณคนเดียว ลูกของคุณ เด็กที่พ่อแม่ต้องแยกทางกันไปคนละทาง คุณรู้ไหม ฉันเคยเป็นเด็กบ้านแตกมาก่อน ฉันถึงต้องสร้างภาพของครอบครัวไว้ เพื่อไม่ให้ลูกของฉันต้องมีชีวิตอย่างฉัน... ให้อภัยฉันได้ไหม คุณก็ได้เห็นกรรมที่ตามสนองฉันแล้ว อย่าหย่ากับคุณภีม คุณต้องรักษาครอบครัวไว้เพื่อลูก”

วรรณนรีนิ่งงัน มองพรรณรายที่น้ำตาคลออย่างรู้สึกผิด...แล้วอีกวันถัดมา วรรณนรีต้องตกใจแทบสิ้นสติเมื่อเห็นข่าวสมศรีถูกสามีฆ่าปาดคอตายคาห้องเช่า เพียงเพราะสมศรีไม่ยอมคืนดีกับเขาที่มาง้อขอคืนดี

วรรณนรีสะเทือนใจมากที่เพศหญิงผู้อ่อนแอเป็นฝ่ายถูกกระทำอยู่ร่ำไป เธอรุดไปดูศพสมศรีโดยมีทวยหาญมาเป็นเพื่อนด้วยความเต็มใจ ทางด้านภีมที่กำลังจะไม่เหลือใคร ตกเย็นก็เข้าร้านเหล้าดื่มหนักทุกวัน รำพันอย่างปวดร้าวกับพงษ์สนิทว่าตนไม่เหลือใครอีกแล้ว วรรณนรีกับพุดกรองจะทิ้งตนไป ตนกำลังจะไปไม่ถูก ไม่มีแม้แต่บ้านที่จะให้กลับ

พงษ์สนิทหนักใจแทน และสะท้อนใจเพราะตัวเองไม่เคยจริงใจกับเพื่อน มีแต่ความเจ้าเล่ห์และคั่งแค้นภีมกับพุดกรอง พอเมาได้ที่จึงระบายความรู้สึกออกมาด้วยความเสียใจ ภีมเลยต้องเป็นฝ่ายปลอบโยนเขาทั้งที่ตัวเองก็แย่เหมือนกัน

เช้าอีกวัน ภีมมาพบพุดกรองเพื่อเว้าวอนไม่ให้เธอจากไป แต่เธอตัดสินใจแน่วแน่แล้ว เพราะคิดว่าหากเธอไปแล้วอาจทำให้อะไรๆดีขึ้น

“คุณบ้าไปแล้ว คุณจะอยู่หรือไปมันไม่มีอะไรจะดีขึ้นอีกแล้ว เวลานี้ผมกับวรรณเราอยู่กันอย่างจำใจ เพื่อลูก เราอยู่กันอย่างคนที่มีครึ่งหัวใจ ครึ่งคน”

“เชื่อฉันเถอะค่ะ ถ้าฉันไปแล้วทุกอย่างคงดีขึ้น”

ภีมลนลานเจ็บปวดแทบคลั่ง “ไม่! ผมไม่ยอมให้คุณไป นี่เราไม่รักกันแล้วหรือ”

“รักสิคะ ฉันรักคุณมากที่สุด รักมากกว่าหัวใจที่เต้นอยู่ของฉันอีก แม้แต่คุณพร้อมฉันยังรักได้ไม่ถึงครึ่งคุณเลย แต่ถึงฉันจะรักคุณมากแค่ไหน ถ้าวันหนึ่งคุณไม่รักฉัน หรือเห็นฉันหมดค่า ฉันก็คงถึงตาย”

“มันจะไม่มีวันนั้น ผมน่ะหรือจะไม่รักคุณ ผมทนไม่ได้ที่คุณจะไป”

“ให้ฉันไปเถอะค่ะภีม ฉันต้องไป”

“ผมต้องรออีกนานแค่ไหน กี่ปี กี่เดือน นี่คุณไปเหมือนจะหนีจากผม คุณบอกว่ารักผม แต่คุณไปโดยไม่มีผม คุณหมดเยื่อใยกับผมแล้วหรือ คุณมาบอกว่าจะไปจากผม ผมทำอะไรผิด นี่คุณเป็นอะไรไป คุณรักคนอื่นที่ไม่ใช่ผมใช่มั้ย”

“ฉันไม่มีปัญญาจะไปรักใครอีกแล้ว ถ้าฉันมีความรัก ฉันก็รักตัวเอง รักของที่ระลึกที่คุณทิ้งไว้ให้คือลูก”

“คุณก็รู้ว่าในที่สุดผมกับวรรณต้องจบ ผมไม่ใช่เพิ่งมารักคุณวันนี้ ผมรักคุณมานานแล้วแต่คุณมีเจ้าของ ผมกับวรรณก็ใช่ว่าจะไม่เบื่อกันเมื่อผมกลับมาพบคุณ เราใช้ชีวิตผัวเมียมาจนถึงจุดที่เหมือนน้ำทีละหยดในทราย ไม่มีใครเห็นน้ำเพราะทรายอุ้มไว้หมด จะเห็นก็ต่อเมื่อทรายทลายแล้ว มันทลายแล้ว คุณจะให้ผมสลัดน้ำในทรายนั่นออกไปได้ยังไง”

พุดกรองพยายามเข้มแข็งทั้งที่เจ็บปวดแสนสาหัส เชิดหน้าตอบอย่างเด็ดเดี่ยวว่า “พอตะวันขึ้น แสงแดดจะเผามันเอง กาลเวลาค่ะภีม เวลาจะช่วยให้ทรายที่อุ้มน้ำอยู่แห้งไปทีละน้อย...ละน้อย...คุณต้องอดทน”

ooooooo

เช้าวันหยุด ทวยหาญมาพบวรรณนรีที่บ้าน เป็นจังหวะที่ปอกับป่านไปเข้าค่ายที่โรงเรียน คนเป็นแม่เลยมีเวลาว่าง

“ผมแวะมาบอกว่าจะไประนอง ไปเรื่องสร้างโรงแรม คราวนี้คงจะไปสักพัก”

“คุณไม่อยู่ ฉันกับเด็กๆคงเหงาแย่”

“ผมห่วงคุณนะ แต่พงษ์สนิทคงช่วยเป็นเพื่อนคุณได้ ตอนนี้เขาคงเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับเรื่องของคุณกับคุณภีมแล้ว ยังไงเขาก็เป็นเพื่อนของคุณสามคน คุณอยากได้อะไรบ้างไหม”

“ไม่ล่ะค่ะ ฉันไม่อยากได้สิ่งของ ฉันอยากได้สิ่งที่ซื้อไม่ได้”

“ถ้าจะซื้อเราต้องซื้อสิ่งที่ซื้อได้ สิ่งที่ซื้อไม่ได้น่ะมันเป็นเรื่องไกลตัว เรื่องเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นควรรักษาสิ่งที่มีไว้”

“ไม่มีประโยชน์หรอกค่ะ รักษาหรือไม่ก็มีค่าเท่ากัน ฉันไม่มีโอกาสสำหรับอะไรอีกแล้ว”

“ถ้าโอกาสที่คุณจะเลือกไม่มี คุณก็ต้องถนอมสิ่งที่มีอยู่ อะไรที่ไกลมองไม่เห็น สูงเกินไป อย่าไปหวังมาก เหมือนน้ำที่เหลืออยู่แค่ครึ่งแก้ว ยังไงก็คือน้ำ...ยังดีที่เหลือ ดีกว่าไม่เหลือเลย คุณเข้าใจนะ”

วรรณนรีสบสายตาทวยหาญ รู้ความหมายของคำเตือนนั้นดีว่าเขาเตือนสติเธอให้รักษาครอบครัวไว้...

ถึงวันเดินทาง ดลฤดีกับพรรณรายออกจากบ้านมุ่งหน้าไปสนามบิน ลิซ่ามาด้อมๆมองๆเห็นรถแล่นออกไปไวๆ สงสัยว่าสองแม่ลูกจะอพยพไปไหน เรียกคนรับใช้มาถามก็ไม่ได้ความอะไร แถมยังโชคไม่ดีโดนคนร้ายจี้ชิงเพชรทองที่ประโคมมาเต็มตัวขณะจะขึ้นรถกลับ

ลิซ่าพาร่างกายบอบช้ำกลับมาบอกเล่าให้เพื่อนบ้านอย่างวรรณนรีฟังอย่างตื่นตระหนก แต่ไม่ยอมไปแจ้งความตามคำแนะนำของวรรณนรี เพราะเครื่องประดับที่คนร้ายเอาไปล้วนเป็นของปลอมทั้งสิ้น เหตุนี้เองทำให้คนร้ายย้อนกลับมาทำร้ายลิซ่าซ้ำจนสลบอยู่ตรงหน้าบ้าน

ทิวรีบมาจากขอนแก่นเพื่อส่งดลฤดีขึ้นเครื่องทันเวลา สองคนร่ำลากันอีกครั้งด้วยความอาลัยอาวรณ์ ต่างอวยพรให้กันและกันก้าวหน้าในการทำงาน

ด้านพุดกรองก็เตรียมตัวเดินทางไปอเมริกาพร้อมจ้านและลูกชายตัวน้อย เนียมเศร้าหมองและร้องไห้ ขณะที่ภีมก็ใจหายที่ตนต้องสูญเสียพุดกรองกับลูกไปจริงๆ

“ไม่มีใครสูญเสียอะไรหรอกค่ะ มันก็แค่เสียใจ เราทุกคนต่างเสียใจ”

“งั้นก็ไม่ผิดหรอกที่วรรณจะขอให้ผมใช้เวลาอยู่กับคุณกับลูกให้มากๆ เพราะเวลาของเราเหลืออยู่น้อยเต็มที”

“วรรณขอให้คุณทำยังงั้นหรือคะ”

“ใช่...นี่เราจะจากกันจริงๆหรือ ผมจะมีโอกาสได้พบคุณพบลูกอีกไหม ผมยังรู้สึกเหมือนเรื่องของเราเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง เวลามันผ่านมาแค่ไหนแล้วนะ”

“มันผ่านมาเป็นปีกว่าแล้วค่ะ หนึ่งปีกว่าที่เรามีทั้งสุขทั้งทุกข์ทั้งสนุกสนาน สุข ทุกข์ หรือสนุกสนานมันจะค่อยๆผ่านเราไปค่ะ วันหนึ่งเมื่อเราหันมองกลับมา เราจะรู้สึกแค่มันเป็นเรื่องธรรมดาๆเท่านั้นเอง”

“ไม่นะพุดกรอง เรื่องของผมกับคุณมันไม่ใช่เรื่องธรรมดา แต่มันเป็นเรื่อง...”

พุดกรองไม่ยอมให้ภีมพูดต่อ ตัดบทด้วยการถามความเห็นเขาว่า ตนควรจะไปลาวรรณนรีหรือไม่?

ในที่สุดพุดกรองก็ไปหาวรรณนรีถึงบ้าน สองคนเผชิญหน้ากันตามลำพัง ท่าทางวรรณนรีไม่หยิบยื่นไมตรีให้อีกฝ่ายเช่นเคย ถามห้วนๆว่ามาทำไม มีธุระอะไร

“ฉันมาลา มะรืนนี้ฉันจะไปแล้ว”

“ทำไมจะไปเสียล่ะ หรือนี่เป็นการทิ้งท้ายที่สวยงาม ฉันไม่ได้โง่ที่จะไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของคนอย่างเธอ เพราะฉันรู้จักเธอมานาน...นานกว่าใครๆ”

“เธอจะคิดยังไงก็ได้ แต่ฉันมาเพื่อบอกลา ก่อนจากกันฉันขอให้เราอโหสิกรรมแก่กัน เราจะได้สงบเสียที”

“นี่เธอกล้าพูดนะ พูดเหมือนฉันเป็นผู้กระทำ”

“เธอก็ยังคงเป็นวรรณนรีที่มองคนในด้านร้ายตามเคย ไม่ว่าใครจะร้ายกับใคร เราอย่าอาฆาตพยาบาทกันเลย เพราะมันไม่ทำให้อะไรดีขึ้น”

“พูดออกมาได้...อย่าอาฆาตพยาบาท เธอมันเจ้าเล่ห์ ฉลาด เก่ง สักวันกรรมมันจะตอบสนองเธอ”

“ทุกวันนี้กรรมก็ตามสนองฉันแล้ว เธอมองไม่เห็นเพราะเธอยังโกรธ เธอมองเห็นแต่สิ่งที่เธอสูญเสีย มองแต่ประโยชน์ที่เธอจะต้องได้ เธอไม่เคยเหลียวมองว่าคนอื่นเขาเสียอะไรบ้าง”

“อ้อ...รู้จักเจ็บด้วยหรือ เธอรู้จักคำนี้ด้วยหรือ ถ้าฉันต่ำทรามกว่านี้ ฉันคงหาคำด่าที่หยาบกว่านี้มาด่าเธอ แต่นี่ฉัน...” วรรณนรีพูดไม่ออก เจ็บปวดและสะเทือนใจไม่น้อยไปกว่าพุดกรอง

“พูดไปเถอะวรรณ ระบายมันออกมาให้หมด พูดอย่างที่ใจเธออยากพูด ฉันมาที่นี่ไม่ได้มาแก้ตัว ฉันมาลา”

“งั้นก็ลาก่อน เธอกลับไปได้แล้ว เราไม่มีอะไรที่ต้องพบกันอีก ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหน อย่าพบกันอีกเลย เพื่อนทรยศ”

วรรณนรีหันหลังให้ น้ำตาคลอดวงตา พุดกรองก้าวเข้ามาใกล้อีกนิด

“วรรณ...ฉันยังหวังว่าสักวันเธอจะเข้าใจฉัน ทุกสิ่งทุกอย่างต้องการเวลา ฉันขอแค่มีความหวังว่าเราสามคนจะยอมรับความจริงว่ามันเกิดขึ้น...เกิดขึ้นแล้วเพราะเราสามคน”

พุดกรองหันหลังกลับเดินออกไป วรรณนรีหันมองตาม สีหน้าแววตาบ่งบอกอารมณ์ที่อ่อนลง ความรู้สึกผิดเกิดขึ้น เริ่มฉุกคิดและมองเห็นความบกพร่องของตนเองในชีวิตคู่กับภีม ที่เธอเข้มงวดจู้จี้เจ้าระเบียบเสียจนน่าเบื่อหน่ายสำหรับเขา

วรรณนรีเข้าห้องหยิบรูปถ่ายที่มีลายมือของภีมเขียนไว้ในอดีต “รักวรรณนรีคนเดียว” ออกมาดูด้วยความเจ็บช้ำ ปอก้าวเข้ามาหน้าตาเศร้าหมองเพราะจ้านเพิ่งโทร.มาลาตนกับป่าน เด็กหญิงตั้งคำถามจนแม่นิ่งงันไม่มีคำตอบให้

“คุณแม่ดีใจไหมคะ ที่น้าพุดกรองจะไปแล้วพาน้องไปด้วย พอน้าพุดกรองไปแล้วคุณพ่อก็คงจะกลับบ้าน”

ooooooo

วันเดินทาง ไปล่กับเนียมมาส่งพุดกรองกับลูกที่สนามบิน แน่นอนว่าจะขาดภีมไปไม่ได้ ภีมอยู่ในภาวะเศร้ามาก บอกจ้านให้ดูแลแม่ดีๆ และให้พุดกรองดูแลลูกน้อยแทนตนด้วย

พุดกรองใจแข็ง ไม่มีท่าทีอาลัยอาวรณ์ภีม แต่ชะเง้อมองหาวรรณนรีด้วยความหวังว่าเธอจะมา กลายเป็นคนที่มาส่งคือทวยหาญ ซึ่งเขาเชื่อว่าวรรณนรีต้องมา

แล้วเธอก็มาจริงๆ วรรณนรีมาพร้อมปอกับป่าน พุดกรองดีใจมาก ขอบใจเพื่อนที่มาส่ง

“ขอให้โชคดี เดินทางโดยปลอดภัยนะ นี่เป็นของที่ระลึกเล็กๆน้อยๆจากฉัน”

พุดกรองรับกล่องของขวัญจากวรรณนรีพร้อมคำขอบคุณ วรรณนรีทักทายเด็กในรถเข็นอย่างอ่อนโยน ครู่หนึ่งพุดกรองจึงบอกลาทุกคนแล้วให้จ้านพาน้องเข้าไปข้างใน ก่อนที่ตัวเองจะหันมามองภีมทั้งน้ำตาพร้อมโบกมือลา

ภีมมองจนพุดกรองลับสายตา วรรณนรีชวนลูกกลับแต่ไม่พูดกับภีมสักคำ กระทั่งปอถามว่าพ่อล่ะ?

“ไม่ต้องห่วงพ่อหรอกลูก พ่อกลับเองได้” ภีมตอบเสียงแผ่ว สีหน้าเศร้าหมองมองไปยังวรรณนรีที่ยืนเคียงข้างทวยหาญ

“งั้นเดินไปที่จอดรถพร้อมกับลุง ไป...เดี๋ยวคุณแม่ตามไป” ทวยหาญพาปอและป่านออกไป

วรรณนรีสบสายตาภีมอย่างเย็นชา ถามว่าพุดกรองไปแล้วเขาจะทำยังไงต่อไป ภีมตอบประชดทันที

“พุดกรองจัดทุกอย่างลงตัวแล้วนี่ ผมก็กลับบ้าน กลับไปอยู่กับเมียเก่า”

ตอบแล้วเขาเดินเร็วออกไป วรรณนรีมองตามด้วยความรู้สึกที่ยังเจ็บปวด...ขณะเดียวกันพุดกรองกับลูกรอเวลาขึ้นเครื่อง พุดกรองแกะของขวัญที่วรรณนรีให้ มันคือรูปถ่ายของภีมที่เขียนด้วยลายมือไว้ด้านหลังว่า “รักวรรณนรีคนเดียว”

พุดกรองถือรูปนั้นด้วยมือที่สั่นสะท้านด้วยความสะเทือนใจ จังหวะนี้เองจ้านถามขึ้นมาว่า

“คุณแม่ว่าอาภีมกับอาวรรณจะคืนดีกันไหมครับ”

พุดกรองนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แววตาเปล่งประกายความเจ็บปวด ก่อนตอบลูกว่า “คงไม่”

ooooooo

แม้อยู่ในบ้านหลังเดียวกันแต่วรรณนรีก็มีแต่ความเย็นชาให้ภีม พงษ์สนิทยังคงแวะเวียนมาหาเพื่อนทั้งสองเหมือนอย่างเคย แต่ส่วนใหญ่จะมาปลอบประโลมใจภีมที่มีแต่ความหม่นหมองไร้ความสุข

“เอาน่ะ เรื่องผัวเมียนี่ การนอกใจถือว่าเป็นแค่การแตกแถว พออะไรๆผ่านไปทุกอย่างมันก็จะดีขึ้น มันต้องใช้เวลาหน่อย นี่ถ้าแกไม่สบายใจ แกไปฮ่องกงกับฉันสักสองสามวันมั้ย ไปเดินเล่น ไปซื้อของ ผู้หญิงน่ะร้อยทั้งร้อยชอบของฝาก”

ภีมคล้อยตามคำแนะนำของพงษ์สนิท ตกลงไปฮ่องกงกับเขา...

ส่วนทวยหาญก็ยังมาพบวรรณนรีบ้างในฐานะกัลยาณมิตรที่ดี แต่ไม่บ่อยเหมือนก่อน วันนี้สองคนพบกันที่สวนสาธารณะภายในหมู่บ้าน ทวยหาญสังเกตเห็นวรรณนรีเศร้าหมองจึงเปรยว่าเธอดูไม่ดีขึ้นเลย

“ค่ะ ที่คาดหมายว่าพุดกรองไปแล้วอะไรๆจะดีขึ้นกลับไม่ใช่”

“ที่มันไม่ดีขึ้นเพราะคุณภีม หรือว่าเพราะคุณ” วรรณนรีอึกอักตอบไม่ได้ ทวยหาญเตือนซ้ำอีกครั้งว่า “จำคำที่ผมเคยพูดกับคุณได้ไหมครับ คุณยังมีน้ำเหลืออยู่ในแก้วอีกครึ่งแก้ว ถ้าคุณไม่รักษาน้ำครึ่งแก้วให้ดี คุณจะไม่มีน้ำเหลืออยู่ในแก้วเลย”

วรรณนรีถอนใจหนักแล้วนิ่งอึ้งไป...

ภีมกลับจากฮ่องกงพร้อมของฝากสำหรับลูกเมียและสาวใช้ ปอกับป่านดีใจมาก แต่วรรณนรีไม่ได้ยินดียินร้ายกับกระเป๋าแบรนด์เนมราคาแพง รับมันมาวางลงด้วยท่าทีเย็นชาก่อนเดินขึ้นชั้นบนไป

ผ่านไปไม่นาน เจ้าจู๋จี๋สุนัขของปอกับป่านลากกระเป๋าของฝากไปกัดเล่นที่สนามหญ้า ภีมเห็นเข้าโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ

“ดี! ไม่ชอบก็ไม่ต้องใช้” ว่าแล้วภีมคว้าจอบมาสับกระเป๋าขาดวิ่นไม่มีชิ้นดี

ปอกับป่านมองลงมาจากหน้าต่างรู้สึกโกรธแทนพ่อ ในขณะที่วรรณนรีมองภีมด้วยรอยยิ้มที่บ่งบอกถึงความสะใจ ลูกสองคนถามแม่ว่าทำไมทำกับพ่อแบบนี้ ทั้งที่พ่อตั้งใจซื้อกระเป๋าใบนั้นมาฝากแม่

“บางครั้งน่ะลูก ความยุติธรรมก็อยู่ที่บทลงโทษตามความพอใจของเรา เพราะเรื่องบางเรื่องเอาผิดทางกฎหมายไม่ได้ ถ้าเราจะพิพากษาคนทำผิดฉกรรจ์คนนั้น เราก็ต้องทำตามวิธีของเรา”

วรรณนรีอธิบายอย่างใจเย็น ปอคิดตามก่อนพูดหน้าเศร้าว่า ตอนนี้ตนรู้แล้วว่าคนที่ไม่อยากอยู่ด้วยกันแต่ต้องฝืนใจอยู่มันเป็นแบบนี้เอง วรรณนรีโอบลูกสองคนเข้ามาในอ้อมกอด ปลอบโยนด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ไม่มีอะไรแล้วล่ะลูก ปอ ป่าน คุณพ่อหนูพูดถูก น้ำที่ซึมอยู่ในทรายจนทรายอิ่มตัวมันมองไม่เห็นน้ำ จนกว่าน้ำจะพัดพาให้ทรายพังทลายไป...ไม่มีอะไรแล้ว ทุกอย่างจบแล้ว มันจบอย่างที่ลูกเห็น มันเป็นอย่างที่มันเป็น”

ภีมสับกระเป๋าจนหนำใจแล้วเงยหน้ามองไปที่หน้าต่างชั้นบนเห็นสายตาวรรณนรีมีแต่ความเย็นชา เขาไร้เรี่ยวแรงแทบทรุด ชีวิตไม่มีความสุข ต้องทุกข์ระทมอยู่กับโทษทัณฑ์ของความผิดในการประพฤตินอกใจ

ooooooo

–อวสาน—

นิยายไทยรัฐ
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement