นายฮ้อยทมิฬ ตอนที่ 6 นิยายไทยรัฐ
วันอาทิตย์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

advertisement

นายฮ้อยทมิฬ ตอนที่ 6


17 พ.ย. 2560 07:47
792,005 ครั้ง

ละคร นิยาย นายฮ้อยทมิฬ

นายฮ้อยทมิฬ ตอนที่ 6

อ่านเรื่องย่อ

นายฮ้อยทมิฬ

แนว:

ดราม่า-แอ็คชั่น

บทประพันธ์โดย:

คำพูน บุญทวี

บทโทรทัศน์โดย:

แพรพริมา

กำกับการแสดงโดย:

ธงชัย ประสงค์สันติ

ผลิตโดย:

บริษัท พอดีคำ เอนเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด

วัน-เวลาออกอากาศ: ทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 20.15 น.

ช่องออกอากาศ:

สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

นักแสดงนำ:

ภัทรเดช สงวนความดี,ฝนทิพย์ วัชรตระกูล

คะแนนเสียงสนับสนุนให้พาผู้หญิงเดินทางไปกับทัพควายได้เป็นคะแนนจัดตั้ง จันทา สุบิน และเฒ่าอ่ำช่วยกันกล่อมชาวบ้านให้เห็นดีเห็นงามไปด้วยเพราะทั้งสามคนต้องการจับตาดูลูกสาวของเฒ่าโสมเผื่อจะเจอสมบัติที่ซุกเอาไว้ สุบินย้ำกับจันทาและเฒ่าอ่ำเรื่องสมบัติโจรจะให้ใครรู้ไม่ได้ นอกจากเราสามคน

“บ่ต้องห่วงดอก ข้อยเชื่อว่ามันต้องมีสมบัติโจรซุกซ่อนอยู่แน่ แล้วข้อยก็นึกข้อดีอีกอย่างที่เฮาซอยให้นายฮ้อยเฮ็ดผิดกฎได้ เถื่อนี้นายฮ้อยเฮ็ดผิดกฎทัพควายก็บ่เป็นหยัง จังซั่นมื้อได๋ที่เฮาเฮ็ดผิดกฎทัพควายบ้าง นายฮ้อยสิมาว่าเฮาบ่ได้” เฒ่าอ่ำพูดไปหัวเราะไป จันทากับสุบินพลอยหัวเราะตามไปด้วย...

แม้นายฮ้อยเคนจะอนุญาตให้ผู้หญิงเดินทางไปกับทัพควายได้ แต่ก็ต้องให้พวกสาวๆเข้าพิธีดื่มน้ำสาบาน จึงพาคำแก้ว จันแดงกับแสงโสมและบัวเขียวไปยังต้นไม้ใหญ่ที่มีศาลเทพารักษ์เก่าๆตั้งอยู่ จากนั้นให้ทุกคนคุกเข่าลงตรงหน้า นายฮ้อยเคนยกขันทองเหลืองใส่น้ำขึ้นเหนือหัว แล้วท่องคาถาเชิญเทวดามาเป็นพยานว่าทั้งสี่สาวมีความเต็มใจร่วมเดินทางไปกับทัพควายด้วยใจบริสุทธิ์ หากใครมุ่งร้ายต่อเขาและขบวนทัพควาย

“ก็จงดลบันดาลให้ถึงซึ่งความพินาศทันตาเห็นด้วยเถิด” กล่าวจบนายฮ้อยเคนยกขันน้ำขึ้นดื่มแล้วส่งต่อให้คำแก้ว “ดื่มซะคำแก้ว น้ำสาบานศักดิ์สิทธิ์ว่าเฮาสิฮักกันเสมือนพี่น้องตลอดการเดินทาง”

คำแก้วจะยกขันน้ำขึ้นดื่ม แต่ต้องชะงักเมื่อเห็นลูกปืนอยู่ในนั้น อาจารย์เม้าปลอบว่าไม่ต้อง
กังวลไป พวกเราทุกคนก็เคยดื่มน้ำสาบานแช่ลูกปืนมาแล้วเหมือนกัน ต่อไปนี้เราจะร่วมทุกข์ร่วมสุขกันไป ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับพวกสาวๆ พวกเราในที่นี้พร้อมยอมตายแทนได้ คำแก้วมองสบตากับนายฮ้อยเคน

“ข้อยสาบาน ข้อยบ่เคยคึดร้ายกับนายฮ้อยและขบวนทัพควาย” สาบานจบคำแก้วยกขันน้ำขึ้นดื่ม แล้วส่งต่อให้บัวเขียว จันแดงและแสงโสมดื่มต่อตามลำดับ...

ตกดึก จันแดงรอจนเวรยามที่เฝ้าทัพควายเดินผ่านกองไฟไปแล้ว จึงเดินออกจากเกวียนพร้อมกับม้วนหนังแผ่นหนึ่ง ซึ่งเป็นแผนที่เส้นทางไปยังที่ซ่อนสมบัติของเฒ่าโสม เธอก้มมองแผ่นหนัง อดนึกถึงพ่อไม่ได้ ตอนนั้นท่านมอบหนังแผ่นนี้ให้เธอกับน้องเอาไว้ เผื่อเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น ท่านจะได้สบายใจว่าเราสองคนพี่น้องจะไม่ลำบาก แสงโสมยื่นหน้ามาดู พลางบ่นว่าเส้นทางดูลึกลับหายาก

“สมบัติมีหลายให้พวกเจ้าอยู่กินทั้งชีวิตก็บ่เบิ่ด ไผก็บ่ฮู้ว่ามันอยู่ไสนอกจากจากพ่อเท่านั้น คั่นเจ้าไปตามแผนที่เจ้าสิพ้อมันแน่นอน”

จันแดงตื่นจากภวังค์มองแผนที่ในมืออีกครั้งตัดสินใจจะโยนทิ้ง มีเสียงของแสงโสมร้องถามว่าทำอะไรอยู่ ทำให้เธอชะงักรีบม้วนแผ่นหนังในมือจะเอาซ่อน แต่แสงโสมเห็นเสียก่อน

“แผนที่สมบัติของพ่อ! อย่าบอกนะว่าเอื้อยกำลังคึดสิเผามันถิ่ม”

ผู้เป็นพี่สาวไม่ต้องการเก็บสมบัติบาปเหล่านี้เอาไว้ สมบัติที่ปล้นฆ่าเขามา และก็ไม่อยากให้แสงโสมเก็บไว้เช่นกัน เธอไม่เห็นด้วยพยายามทักท้วง จันแดงเตือนว่าเรากินน้ำสาบานแช่ลูกปืนของนายฮ้อยเคนไปแล้ว จะให้ตนเก็บของที่นำความเดือดร้อนมาให้เขาได้อย่างไร แสงโสมเงียบไม่เถียงอะไรอีก

“สมบัติบาปที่เฮ็ดให้พ่อต้องตายอย่างน่าอนาถ อย่าไปสนใจมันเลยแสงโสม” จันแดงโยนแผ่นหนังลงในกองไฟแล้วเดินออกไป แสงโสมยืนมองไฟที่กำลังไหม้แผนที่สมบัติด้วยความลังเล ก่อนจะหันไปหยิบไม้มาเขี่ยมันออกตีกับพื้นเพื่อให้ไฟดับ แผ่นหนังถูกไฟไหม้หลายจุดแต่ก็ยังพอใช้ดูเส้นทางได้

ooooooo

บุญตาถูกเสือคำแสนใช้ให้เข้าไปทำแผลให้เฒ่าโสมที่ยังนอนหลับในกระท่อม เขาคิดว่าเธอ
เป็นคนร้ายย่องเข้ามา คว้ามีดที่ซุกไว้ใต้หมอนขึ้นจ่อคอ หญิงสาวกลัวตัวสั่นร้องเอะอะว่าอย่าทำอะไรเธอเลย

“ข้อยชื่อบุญตา เป็นน้องสาวเสือคำแสน อ้ายสั่งให้ข้อยเข้ามาเปลี่ยนผ้าพันแผลให้พ่อใหญ่”

“ข้อยจำเจ้าได้แล้ว อีบุญตา ใหญ่เป็นสาวงามจนจำเกือบไม่ได้” เฒ่าโสมมองบุญตาที่หน้าตาสะสวยด้วยความพอใจ เธอขอร้องถ้าจำเธอได้ก็ปล่อยเธอได้แล้ว เขาถึงได้ลดมีดลง เธอสบช่องวิ่งปรู๊ดออกจากห้อง สวนกับเสือคำแสนที่เดินเข้ามาเห็นน้องสาวก็ร้องทักว่าทำแผลให้พ่อใหญ่เสร็จแล้วหรือ หญิงสาวไม่ตอบคำถามวิ่งออกไปเลย เสือคำแสนจะตามไปเล่นงานแต่เฒ่าโสมห้ามไว้ มองตามเธอตาวาวเสือคำแสนเห็นสายตาของเขาก็แอบยิ้มพอใจที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผนการที่วางไว้...

อีกมุมหนึ่งหน้ากระท่อม บุญตาวิ่งไปหาจันดีที่กำลังเตรียมม้ากับอาวุธโวยวายว่าทำไม่ได้ๆซ้ำๆอยู่อย่างนั้น เขาสงสัยทำอะไรไม่ได้ เธอได้รับคำสั่งจากพี่ชายให้ไปเอาอกเอาใจเฒ่าโสมให้หลงใหลในตัวเธอแต่เธอทำไม่ได้ จันดีส่ายหน้าไม่สนใจ บุญตาน้อยใจทุบอกเขาพลางต่อว่าไหนว่ารักเธอไม่ใช่หรือ จันดีต้องจับมือไว้

“เซาก่อนบุญตา อ้ายยังฮักเจ้าบ่ได้ลดน้อยลงเลย แต่คั่นบ่เฮ็ดตามที่อ้ายเจ้าสั่ง อ้ายเจ้าสิบ่พอใจแล้วลงไม้ลงมือกับเจ้า เจ้าสิเจ็บโตหลายแล้วข้อยก็ซอยบ่ได้นำ”

บุญตาชวนให้เขาหนีไปด้วยกันตามที่เคยวางแผนกันไว้ ไปตอนนี้เลยก็ได้ จันดีจะไปได้อย่างไร ในเมื่อมีข้อตกลงกับเสือคำแสนเอาไว้ หญิงสาวร้องเอะอะข้อตกลงอะไร จันดีชะงักที่เผลอหลุดปาก พลันเหตุการณ์เมื่อคืนผุดขึ้นมาในความคิดของเขา หลังจากช่วยเฒ่าโสมกับกุลามาที่กระท่อมแห่งนี้ จันดีมาดักรอเสือคำแสนอยู่ที่หน้ากระท่อม พอเขาออกมาก็แสดงความยินดีที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผนการที่เขาวางไว้

“ปากเจ้าว่ายินดีกับข้อย แต่หน้าเจ้ามันบอกว่าเจ้าอยากคุยเฮื่องอื่นกับข้อยหลายกั่ว”

จันดีรู้เท่าทันความคิดของเสือคำแสนว่าไม่ได้ตั้งใจจะทำแค่ช่วยชีวิตเฒ่าโสมเพื่อแลกกับการเรียนวิชาอาคม แต่ยังมีผลประโยชน์อย่างอื่นแอบแฝงอีกหลายอย่าง โจรเฒ่าออกปล้นมาหลายปีต้องเก็บซ่อนสมบัติไว้มากโข หลังจากสอนวิชาอาคมให้หมดแล้ว เสือคำแสนก็แค่วางแผนฆ่าโจรเฒ่าชิงสมบัติมาเป็นของตัว เขาลงทุนแค่น้องสาวคนเดียว คุ้มยิ่งกว่าคุ้มอีก เสือคำแสนแค้นที่จันดีรู้ทันชักมีดออกมาจะเอาเรื่อง

“ข้อยร่วมหัวจมท้ายกับเจ้ามาขนาดนี้แล้ว ถึงเวลาร่ำรวยข้อยก็ควรได้ส่วนแบ่ง แล้วเจ้าสิได้คนฉลาดๆอย่างข้อยคอยซอยวางแผนให้แก้แค้นบักเคนกับพวกได้ง่ายๆ”

“จากนี้ไปข้อยต้องตั้งหน้าตั้งตาฝึกวิชาอาคม คงบ่มีเวลามาดูแลขุมโจร ได้คนมาซอยเบิ่งให้ก็คงหายห่วงไปได้บ้าง” เสือคำแสนว่าแล้วเก็บมีดเข้าฝัก แม้ผลประโยชน์จะลงตัวแต่ทั้งคู่ก็ยังไม่ไว้วางใจกันอยู่ดี...

บุญตาเห็นจันดีนิ่งเงียบไป เข้ามาเขย่าแขนเค้นให้ตอบว่าไปมีข้อตกลงอะไรกับพี่ชายของตน เขาโกหกหน้าตายว่าข้อตกลงที่ทำไว้กับเสือคำแสนก็คือหลังจากเฒ่าโสมสอนวิชาอาคมให้หมดแล้ว เขาขอเป็นคนฆ่ามันกับมือตัวเองแลกกับการที่จะได้เธอมาเป็นเมีย

“การแก้แค้นให้พ่อเจ้าจำเป็นต้องให้คำแสนพึ่งอาคมของเฒ่าโสม จังซั่นแล้วทุกคนก็ต้องเสียสละเพื่อให้มีวันที่ได้เบิ่งนายฮ้อยเคนตายอย่างทรมาน”

“แต่...แต่ข้อยทำใจบ่ได้ ข้อยขยะแขยงบักเฒ่าตัณหากลับนั่นหลาย”

จันดีขอให้บุญตาอดทนให้ได้เหมือนกับที่เขาต้องอดทนเห็นเฒ่าลามกนั่นแตะต้องเธอเพื่อวันของเรา แล้วเมื่อถึงวันที่มันต้องตายด้วยน้ำมือเขา เธอจะได้เห็นเป็นคนแรก บุญตานิ่งคิดไปอึดใจก่อนจะรับปากว่าจะอดทนเพื่อเขาและเพื่อแก้แค้นให้พ่อ จันดียิ้มพอใจดึงเธอมาหอมแก้ม แล้วโดดขึ้นหลังม้าขี่ออกไปอย่างรวดเร็ว

ooooooo

เมื่อเดินทางมาถึงรอยต่อของจังหวัดสกลนคร นายฮ้อยเคนส่งสัญญาณให้ทัพควายหยุด แล้วลงจากม้ามายืนหน้าขบวน ชาวทัพควายรู้งานต่างทยอยกันมายืนด้านหลังเขา รวมทั้งสี่สาวด้วย นายฮ้อยเคนยกมือขึ้นพนมอธิษฐานขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายช่วยคุ้มครองตนกับพวกพ้องให้เดินทางโดยปลอดภัย

อธิษฐานจบนายฮ้อยหนุ่มยกมือขึ้นเหนือหัวทุกคนทำตามแล้วกล่าวคำว่าสาธุสามครั้งอย่างพร้อมเพรียงกัน ทันใดนั้นเมฆบนฟ้าเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว ลมกระโชกแรงจนต้นไม้ใบหญ้าปลิวไสว สี่สาวที่เพิ่งเดินทางมากับทัพควายครั้งแรกต่างพากันแปลกใจ จันแดงกลัวจนต้องเขยิบเข้าไปกระแซะแสงโสม ผู้ช่วยโทนปลอบว่าไม่ต้องกลัว ไม่ใช่ลางร้ายแต่เป็นลางดีให้เราเดินทางได้ต่างหาก นายฮ้อยเคนหันมาบอกกับทุกคน

“สิ่งศักดิ์สิทธิ์อนุญาตให้ผ่านแล้ว ตั้งแต่มื้อนี้เฮาสิพ้นจากเขตสกลนครบ้านเฮา ขอให้ทุกคนเฮ็ดตามกฎของทัพควายอย่างเคร่งครัด บ่ว่าสิเกิดเรื่องยากแค้นแสนเข็ญจังได๋ เฮาสิต้องเดินทางไปให้ถึงเมืองล่างให้ได้”

“ชีวิตหมู่เฮาอยู่ในมือนายฮ้อยแล้ว สิบ่ย้อนกลับเฮือนอีก ข้อยฝากนำเด้อ” อาจารย์เม้ากล่าวแทนทุกคน

นายฮ้อยเคนพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะโดดขึ้นหลังม้าพร้อมกับยิงปืนขึ้นฟ้าเป็นสัญญาณให้เดินทางต่อไป...

ณ ทุ่งนาแห้งแล้ง จ่อยต้องการพิสูจน์ให้คนอื่นเห็นว่าตัวเองสามารถพาควายไปค้าถึงเมืองล่างได้ จึงต้อนควายของตัวเองเดินทางมาเพียงลำพัง แต่ควายแผลงฤทธิ์ไม่เชื่อฟัง ยิ่งเขาพยายามฉุดให้มันเดิน มันสะบัดหัวทีเดียว จ่อยโดนเหวี่ยงล้มกลิ้ง ชาวบ้านต้อนควายผ่านมาเห็นเข้าพากันหัวเราะเยาะ

“เอ้า บักหำน้อยเป็นไผมาจากไสล่ะ ถึงมายืนทะเลาะกับควายอยู่นี่”

“พวกเจ้าอย่ามาเอิ้นข้อยว่าบักหำน้อยเด็ดขาด ต้องเอิ้นข้อยว่านายฮ้อยจ่อย”

ชาวบ้านรู้ทันว่าเขาแค่คุยโว ร้องถามว่าถ้าเป็นนายฮ้อยจริงแล้วทัพควายของเขาอยู่ไหน จ่อยโกหกว่ากำลังตามมาด้านหลัง ชาวบ้านไม่เชื่อยิ่งพากันหัวเราะหยัน ก่อนจะสอนว่าที่ควายของเขาไม่เชื่อฟังเป็นเพราะมันหิวน้ำ ไม่หาน้ำให้มันกินมันก็ไม่เดินตามเขาหรอก พวกชาวบ้านหัวเราะส่งท้ายก่อนจะต้อนควายให้เดินต่อไป ทิ้งจ่อยให้ยืนหันรีหันขวางไม่รู้จะไปหาน้ำที่ไหนให้ควายกิน...

กลุ่มชาวบ้านที่หัวเราะเยอะจ่อย ต้อนควายนับสิบตัวลงไปแช่ในหนองน้ำ โดยที่ตัวเองพากันยืนคุมอยู่บนตลิ่ง สักพักจ่อยเดินเลียริมฝีปากที่แห้งผากเหงื่อไหลไคลย้อยตามเข้ามาเห็นหนองน้ำดีใจแทบโดดตัวลอย รีบลงไปวักน้ำล้างหน้าล้างตาให้ชื่นใจ ทันใดนั้นมีเสียงเอะอะดังขึ้น เขาหันมองตามเสียงเห็นควายจำนวนมากอีกฝูงหนึ่งถูกไล่ต้อนลงมาที่หนองน้ำปนกับควายของชาวบ้าน

คนต้อนควายไม่ใช่ใครที่ไหน คือจันดี กะปอม กับกาเหว่าและเหล่าสมุนนั่นเอง จ่อยรับรู้ได้ถึงอันตรายจึงรีบหาที่ซ่อนตัวคอยดูเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น เป็นอย่างที่เขาหวั่นใจ จันดีกับพวกแสดงตัวเป็นโจรโดยอ้างว่าพวกตัวเองเป็นทัพควายของนายฮ้อยเคน นอกจากนี้ยังฆ่าเจ้าของควายทิ้ง บางคนถูกยิงตาย บ้างก็ถูกคมดาบของพวกสมุนตายอนาถ จ่อยกลัวมากพยายามซ่อนตัวไม่ให้พวกคนชั่วเห็น

จันดีต้องการใส่ร้ายนายฮ้อยเคนจึงไว้ชีวิตชาวบ้านคนหนึ่งไว้เพื่อให้เอาข่าวนายฮ้อยเคนปล้นควายฆ่าเจ้าของไปป่าวประกาศให้คนอื่นรู้ ระหว่างนั้นมีเสียงดังมาจากพงหญ้าริมตลิ่ง จันดีหันขวับ

“ยังมีพวกมันเหลืออยู่อีก ฆ่ามันโลด”

กะปอม กาเหว่ากับเหล่าสมุนเอามีดดาบไล่ฟันดะไปตามพงหญ้าข้างตลิ่ง แต่ไม่โดนอะไรสักอย่าง จึงหันไปบอกจันดีที่ตามเข้ามาว่าตาฝาดไปเองหรือเปล่า ไม่เห็นมีใครสักคน จันดีมองไปรอบๆแล้วชักปืนออกมายิงกราดไปทั่ว สิ้นเสียงปืนทุกอย่างเงียบกริบเหมือนเดิม

“ข้อยคงตาฝาดไป คั่นจังซั่นก็กลับกันได้แล้ว ปล่อยให้บักเคนมันได้ชื่อว่าเป็นนายฮ้อยปล้นควายไป”

จันดีหัวร่อร่วนออกไปพร้อมกับสมุน อึดใจจ่อยค่อยๆคลานขึ้นจากหนองน้ำหายใจเข้าถี่ๆ เพราะกลั้นหายใจอยู่ใต้น้ำนานจนเกือบจะหมดลม เขานอนแผ่หราจับที่ไหล่ตัวเองซึ่งมีเลือดออกเพราะถูกคมกระสุนเมื่อครู่

“ยาย...ยายเฒ่า ข้อย...ข้อยบ่รอดแน่แล้ว” จ่อยนอนน้ำตาคลอด้วยความเจ็บปวด

ooooooo

นายฮ้อยเคนขี่ม้านำทัพควายเดินทางเข้ามาในเขตจังหวัดกาฬสินธุ์ได้สักพัก ก็สั่งให้หยุดพักแรมเมื่อเห็นสภาพพื้นที่โดยรอบสะดวกต่อการตั้งค่าย โดยไม่ลืมกำชับให้ผู้ช่วยโทนกับผู้ช่วยถึกแบ่งคนเป็นเวรยามเอาไว้ ตนจะไปลาดตระเวนรอบๆอีกครั้งแล้วจะกลับมาดู แสงโสมได้ยินจัดแจงจะขี่ม้าตามไปด้วย คำแก้วห้ามไว้

“บ่แม่นหน้าที่ของเจ้า”

“แล้วหน้าที่ของเจ้าเบาะที่ต้องมาคอยสั่งว่าไผควรตามนายฮ้อย ไผบ่ควรตาม”

สองสาวมีปากเสียงกันเช่นเคย คำแก้วหมั่นไส้แสงโสมเกือบจะเปิดศึกตบตีกัน แต่นายฮ้อยเคนขี่ม้าเข้ามาชวนคำแก้วให้ขึ้นม้าไปด้วยกัน แต่ไม่ยอมบอกว่าจะพาไปไหน เธอลังเลอยู่อึดใจก่อนจะจับมือเขาโหนตัวขึ้นไปนั่งซ้อนอยู่ด้านหน้า จึงมองเหมือนว่าเขาตระกองกอดเธออยู่ แสงโสมไม่พอใจจะขอไปด้วย เขาไม่ให้ไป สั่งให้อยู่ช่วยคนอื่นตั้งค่ายพักแรม และห้ามแอบตามไปเด็ดขาด

จากนั้นไม่นาน นายฮ้อยเคนขี่ม้าพาคำแก้วมาที่ใต้ต้นมะม่วง เพื่อให้เธอปีนขึ้นไปเก็บไข่มดแดง จะเอามาทำอ่อม เธอปีนขึ้นไปบนต้นไม้อย่างคล่องแคล่วสมกับที่คุยว่าชาติที่แล้วเกิดเป็นลิง...

ระหว่างที่คำแก้วสนุกสนานอยู่กับการปีนต้นไม้ แสงโสมออกอาการหงุดหงิดที่นายฮ้อยเคนหายไปกับคำแก้วนานสองนาน ทนไม่ไหวจะขี่ม้าตาม จันแดงต้องขอร้องไม่ให้ไปวุ่นวายให้นายฮ้อยต้องหนักใจ

“แต่นายฮ้อยหายไปกับคำแก้วตั้งโดนแล้ว”

จันแดงไม่เห็นจะแปลกตรงไหนในเมื่อนายฮ้อยเคน เป็นพี่เขยของคำแก้ว อีกทั้งตนยังเคยได้ยินผู้ช่วยถึกเล่าว่า นายฮ้อยช่วยเลี้ยงคำแก้วมาตั้งแต่เด็ก แล้วสั่งให้แสงโสมเลิกวุ่นวายกับสองคนนี่สักที ถ้าว่างมากนักก็ให้ตามไปช่วย ตนหุงหาอาหารให้คนในทัพควายกิน แล้วดึงหูเธอออกไป...

ในขณะที่คำแก้วกำลังเอาไม้แหย่รังมด มีงูพิษโผล่มา จะฉก โชคดีที่นายฮ้อยเคนยิงงูได้ทัน เธอถึงกับถอนใจ โล่งอก มัวแต่ดีใจที่รอดจากงูพิษไม่ทันระวังเหยียบกิ่งไม้ พลาดหล่นจากต้นไม้ นายฮ้อยเคนพุ่งไปรับตัวไว้ แต่ก็ ล้มกลิ้งไปด้วยกันในสภาพคำแก้วอยู่บนตัวเขา ซึ่งแกล้งนอนแน่นิ่ง เธอตกใจคิดว่าเขาเป็นอะไรไปพยายามเขย่าตัว เรียก เขาค่อยๆหรี่ตามอง เธอถึงได้รู้ว่าถูกกลั่นแกล้งทุบอกเต็มแรง เขาถึงกับจุกพูดไม่ออก

รังมดเจ้ากรรมที่คำแก้วสอยค้างอยู่ดันร่วงลงมาใส่ ทั้งคู่ มดแดงกรูออกจากรังไต่บนตัวยั้วเยี้ย ทั้งกัดทั้งเยี่ยวใส่ คันคะเยอไปหมด นายฮ้อยเคนรีบจูงมือคำแก้วพุ่งไปที่ หนองน้ำ ก่อนจะพากันโดดตูมลงไป คำแก้วไม่ยอมโผล่ขึ้น จากน้ำ เขาเริ่มใจคอไม่ดี ดำลงไปหาก็ไม่เจอ ร้องเรียก ก็ไม่มีเสียงตอบ

ทันใดนั้นคำแก้วโผล่ขึ้นมาร้องเรียกนายฮ้อยเคน ทางด้านหลัง พอเขาหันมาเท่านั้นก็ถูกเธอเอาขี้โคลนปาหน้า สองคนหยอกล้อกันอยู่ในน้ำสนุกสนาน สักพักคำแก้วไล่ตะเพิดเขาขึ้นจากน้ำ

“ไล่อ้ายให้ขึ้นไป เจ้าสิได้เล่นน้ำผู้เดียวสบายใจแม่นบ่”

“ตั้งเหิงสิได้พ้อหนองน้ำจังซี้ ข้อยขออาบน้ำให้ สบายโตจักหน่อย ไปได้แล้ว แล้วก็อย่าจอบเบิ่งข้อยอาบน้ำนำ ไป...ชิ้วๆๆ” คำแก้วผลักนายฮ้อยเคนพลางวักน้ำใส่แล้วว่ายไปกลางหนองน้ำเพียงลำพัง

ooooooo

เสือคำแสนเห็นจันดีกลับมาพร้อมกับกะปอมและกาเหว่ารีบเข้ามาถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง สำเร็จตามแผนการที่วางไว้หรือไม่ เขาจัดการให้เรียบร้อยแถมยังได้ควายของชาวบ้านติดมือกลับมาด้วย เสือคำแสนจะยอมรับจันดีเป็นหุ้นส่วนหากแผนป้ายสีนายฮ้อยเคนสำเร็จ จันดีไม่วายคุยอวด

“มีข้อยเป็นมันสมองให้เจ้า รับรองว่าบักเคนกับพวก เดินทางไปบ่ถึงเมืองล่างแน่ ดีบ่ดีไปตายห่ากันเบิ่ด ก่อนถึง ทุ่งกุลาด้วยซ้ำ” เล่าไปจันดีหัวเราะไปด้วย เสือคำแสน ขอให้เป็นอย่างที่เขาว่า

“ระหว่างรอข้อยฝึกอาคมให้เก่งกล้ากว่ามัน เจ้าก็มีหน้าที่เฮ็ดให้พวกมันต้องพ้อความฉิบหายไปตลอด การเดินทาง ยิ่งเฮ็ดให้พวกมันล้มหายตายจากไปทีละคน สองคนข้อยยิ่งสะใจหลาย”

“คั่นข้อตกลงส่วนแบ่งสมบัติเฒ่าโสมเป็นไปอย่างที่เว่ากันไว้ เจ้าสิได้ตามที่ต้องการแน่ แต่อย่าลืมว่าเฒ่าโสม ต้องห้ามฮู้เฮื่องเด็ดขาด”

“บ่ต้องห่วง มีอีบุญตาคอยเอาอกเอาใจตาเฒ่าบ่ฮู้หยังดอก” เสือคำแสนหัวเราะชอบใจ จันดีพลอยหัวเราะตาม แม้ทั้งคู่จะหัวเราะขำกันอยู่แต่ภายในใจกลับคิด จะหักหลังกันหากสบโอกาสเหมาะ...

นายฮ้อยเคนล้างตัวเสร็จก็ขึ้นมาบนตลิ่ง ถอดเสื้อที่เปียกบิดน้ำออกแล้วเอาไปตากบนกิ่งไม้แห้งแถวนั้น หันหลังให้คำแก้วที่ยังคงแหวกว่ายอยู่ในหนองน้ำอย่างสบายใจ เขาร้องบอกให้เธอขึ้นจากน้ำได้แล้ว พระอาทิตย์ใกล้จะตกดินแล้ว อย่ามัวแต่เล่นสนุก เธอไม่ได้เจอน้ำเยอะๆ อย่างนี้มานานแล้ว ขอเล่นน้ำให้หายอยากก่อน เขาไม่มีเวลาให้ขนาดนั้น ต้องกลับไปดูแลทัพควาย และเธอต้องกลับไปด้วย

“คั่นเจ้าบ่รีบขึ้น อ้ายสิลงไปลากเจ้าขึ้นมา”

“เซา...อย่าหันกลับมาเด้ออ้าย ข้อยยังอาบน้ำบ่แล้ว” คำแก้วโวยวาย นายฮ้อยเคนนึกสนุกแกล้งหันกลับมา เธอร้องลั่นรีบแช่ลงในน้ำเหลือหัวโผล่ขึ้นมา กำโคลนที่พื้นขึ้นมาปาใส่เขาแก้เผ็ด เขาจะให้เธอเล่นน้ำต่ออีกสักพัก ระหว่างที่เขาสำรวจรอบๆเพื่อหาที่ทางให้ควายมากินน้ำ หากเขากลับมาเธอต้องขึ้นจากน้ำแล้ว

คำแก้วรับคำ ไล่เขาไปพ้นๆ ครั้นนายฮ้อยหนุ่มเดินสำรวจรอบหนองน้ำกลับพบรอยเลือด จึงชักปืนขึ้นมากระชับในมือค่อยๆแหวกพงหญ้าที่ขึ้นสูงทึบริมหนองน้ำ กระทั่งเดินไปถึงลานโล่งต้องผงะเมื่อเจอศพชาวบ้านนอนตายเกลื่อน มีฝูงแร้งฝูงกาลงมาจิกแทะศพ

เขานึกเป็นห่วงคำแก้วรีบกลับไปหา เดินยังไม่ทันถึงที่หมายมีเสียงเธอกรีดร้องดังสนั่นไปทั้งหนองน้ำ ตาลีตาเหลือกว่ากลับขึ้นฝั่งเนื่องจากกลัวศพที่ลอยอยู่ในน้ำ

“อ้ายเคน...ซอยข้อยแน อ้ายเคน” คำแก้วเร่งว่ายน้ำเข้าฝั่งมากไปตะคริวกินจมน้ำ นายฮ้อยเคนรีบโดดลงไปช่วยอุ้มเธอขึ้นมา เขย่าตัวเรียกให้ฟื้นคืนสติจนเธอสำลักน้ำออกมา เขาดีใจที่เธอไม่เป็นอะไร คำแก้วยังกลัวที่เจอศพไม่หายโผกอดเขาไว้ ร้องไห้สะอึกสะอื้น เขาปลอบว่าไม่ต้องกลัว

“ข้อย...บ่เป็นหยังแล้ว แต่...แต่ศพเต็มหนองน้ำไปเบิ่ดเลย เกิดหยังขึ้นเบาะอ้าย”

เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ศพคงลอยมาจากอีกฝั่งของหนองน้ำ เมื่อครู่นี้เขาก็พบศพชาวบ้านโดนฆ่าตายอีกหลายศพ คำแก้วยิ่งขวัญหนีดีฟ่อซบกับอกเขาซึ่งลูบหัวปลอบใจให้เธอคลายความหวาดกลัว

ooooooo

ไม่นานนักนายฮ้อยเคนพาคำแก้วกลับมาที่พักแรมฝากให้บัวเขียวดูแลต่อ แล้วสั่งให้ผู้ช่วยโทนจัดเวรยาม เฝ้าทัพควายเพิ่มขึ้น เดินยามให้ถี่ขึ้นอีกด้วย และให้ต้อนควายทั้งหมดมารวมฝูงจัดคนดูแลตลอดเวลา

จากนั้นนายฮ้อยเคนพาผู้ช่วยถึก บักมืดกับสีโห สุบินและจันทาที่มีอาวุธครบมือกลับไปที่หนองน้ำเพื่อสำรวจรอบๆอย่างละเอียดอีกครั้ง ครั้นเห็นสภาพศพชัดๆ ทุกคนต่างเบือนหน้าหนี นายฮ้อยเคนสันนิษฐานเบื้องต้นน่าจะเป็นฝีมือโจรปล้นควาย สีโหไม่เคยเห็นโจรปล้นควายที่ไหนโหดเหี้ยมขนาดนี้ ทำเหมือนเป็นการประกาศศักดาตัวเอง นายฮ้อยเคนเตือนให้ทุกคนระวังตัว แล้วสั่งให้สุบินกับจันทาช่วยกันนับศพชาวบ้าน

“แล้วเอามารวมกันเพื่อเตรียมเฮ็ดพิธีให้ผู้ตายเผื่อญาติสิตามหา”

สุบินต่อรองขอตามไปช่วยแกะรอยหาผู้ที่รอดชีวิต บักมืดกระเซ้าไม่อยากนับศพ เพราะกลัวผีใช่ไหม สุบินตวาดลั่น คนอย่างตนไม่เคยกลัวผีอยู่แล้ว นายฮ้อยเคนบอกให้หยุดเถียงกันได้แล้ว สั่งให้บักมืดอยู่ช่วยสุบินกับจันทาหาศพที่นี่ แล้วเดินออกไปกับสีโหและผู้ช่วยถึก

“คั่นเจ้าบ่ย่านผีหลอกก็ไปเก็บศพหม่องนั้น ผู้เดียวโลด ส่วนข้อยกับทิดสุบินสิไปเก็บศพในหนองน้ำเอง”

จันทาพูดจบถือคบไฟเดินไปกับสุบิน ทิ้งให้บักมืดยืนอยู่คนเดียวท่ามกลางศพชาวบ้าน...

สุบินกับจันทาหมั่นไส้บักมืดที่ทำเป็นปากดีก็เลยแกล้งหลอกผี ทำทั้งเสียงหมาหอนทำทั้งเสียงผีเรียกบักมืดกลัวสุดขีดวิ่งหนีป่าราบ สุบินกับจันทาที่ซ่อนตัวอยู่พากันหัวเราะชอบใจที่แกล้งเขาสำเร็จ...

ทางฝ่ายนายฮ้อยเคนแยกกันกับผู้ช่วยถึกและสีโหเดินถือคบไฟสำรวจรอบหนองน้ำท่ามกลางความมืดมิด ระหว่างนั้นเขาได้ยินเสียงบางอย่าง แต่เบามาก พยายามเงี่ยหูฟัง

ห่างออกมาไม่มากนัก จ่อยนอนจมกองเลือดหายใจรวยรินอยู่ในกองใบไม้แห้ง พยายามร้องขอความช่วยเหลือแต่เรี่ยวแรงใกล้หมดเต็มที เสียงจึงเบามาก นายฮ้อยเคนได้ยินเสียงแผ่วๆ เลยไม่แน่ใจว่าเสียงอะไรกันแน่ กำลังจะเดินไปดูแต่ผู้ช่วยถึกเข้ามารายงานเสียก่อนว่า

“นายฮ้อย ทางข้อยบ่พ้อร่องรอยผู้ได๋เลย คึดว่าบ่น่ามีไผรอดแล้ว”

สีโหที่ตามมาสมทบก็ไม่เจออะไรเช่นกัน ผู้ช่วยถึกเสนอในเมื่อไม่พบใครรอดชีวิตเราน่าจะกลับไปทัพควายกันดีกว่า นายฮ้อยเคนเห็นดีด้วยจึงพากันกลับ ครั้นทั้งสามคนลับสายตาไปแล้ว จ่อยที่นอนอยู่ร้องขึ้นเบาๆ อีกครั้ง แต่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นแล้ว...

ด้านจันทากับสุบินทำตัวไม่ต่างจากโจรพากันรื้อค้นตามตัวศพเพื่อเอาทรัพย์สินและของมีค่าทั้งเงินและพระเครื่องห้อยคอ สุบินอดแปลกใจไม่ได้พวกชาวบ้านถูกโจรปล้นควายฆ่าตาย แต่โจรกลับไม่เอาสมบัติไปสักชิ้น จันทาว่าดีแล้วที่พวกโจรเอาแต่ควายไป พวกเราถึงได้ของมีค่าติดไม้ติดมือมาแบบนี้

“เออ เจ้าเว่าเข้าท่า พู้น...มีศพอยู่ในน้ำอีกหลายศพ เดี๋ยวข้อยสิลงไปดูเผื่อว่าสิพ้อของมีค่าอีก” สุบินหัวเราะชอบใจแล้วรีบลงไปในหนองน้ำค้นหาของมีค่าจากศพชาวบ้านที่ลอยอยู่ ย่ำไปย่ำมาเท้าของเขาเตะเข้ากับอะไรบางอย่างในน้ำ ตะโกนเรียกให้จันทามาช่วยดู

จากนั้นไม่นาน สุบินยกหม้อดินเผาเก่าๆ เขรอะไปด้วยโคลนขึ้นมาวางบนตลิ่ง ที่ปากหม้อมีผ้ายันต์ปิดไว้ แต่เห็นไม่ชัดเนื่องจากเปรอะโคลน จันทายกหม้อขึ้นมาสำรวจ แต่ก็จนปัญญาไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นหม้ออะไร แต่ท่าทางจะเหมือนไหสมบัติ สุบินเถียงว่านี่คือหม้อไม่ใช่ไห

“มันก็คือกันนั่นล่ะโว้ย สิหม้อสิไหคั่นข้างในเป็นของมีค่ามันก็เฮ็ดให้เฮารวยคือกัน”

สุบินพยักหน้าเห็นด้วย นี่ต้องเป็นไหที่ชาวบ้านเอาของมีค่าใส่ไว้ตอนที่ถูกปล้น พวกมันไม่อยากให้โจรได้ไปก็เลยเอามาโยนลงในหนองน้ำ จันทาเร่งให้เปิดดู แต่มีเสียงนายฮ้อยเคนกับพวกดังแว่วเข้ามาเสียก่อน

“เซาก่อน นายฮ้อยกำลังกลับมาแล้ว ขืนมาพ้อเฮากับของพวกซุมนี่ เฮาโดนเล่นงานแน่”

“คั่นจังซั่นฟ้าวเสื่องไว้ก่อนเถาะทิดจันทา แล้วค่อยเอากลับไปเปิดที่ทัพควาย”

ooooooo

ระหว่างที่นายฮ้อยเคนแวะมาดูคำแก้วที่เกวียนของพวกผู้หญิง ผู้ช่วยถึกเข้ามาแจ้งว่ามีชาวบ้านแถวนี้จะขอคุยกับเขา ไม่กี่อึดใจ นายฮ้อยเคนมายืนอยู่ตรงหน้าพวกชาวบ้านที่มีสีหน้าบอกบุญไม่รับ และหนึ่งในพวกนั้นเป็นคนที่จันดีไว้ชีวิต ที่พวกชาวบ้านมาครั้งนี้ มาทวงความยุติธรรมให้เพื่อนที่ถูกฆ่าตาย

“คนของพวกเจ้าคนหนึ่งมันบอกว่า มันเป็นลูกน้องของนายฮ้อยเคน มันพาควายมาบ่นกับควายของข้อยที่หนองน้ำ แล้วมันก็ฆ่าหมู่เฮาตายเบิ่ด”

อาจารย์เม้าเถียงคอเป็นเอ็นจะเป็นไปได้อย่างไร ทัพควายของเราเพิ่งมาตั้งค่ายพักแรมที่นี่ ยังไม่ทันได้จูงควายไปไหน ชาวบ้านยืนยันว่าคนที่ปล้นอ้างว่ามาจากทัพควายของนายฮ้อยเคน

“คงเป็นฝีมือโจรผู้อื่นเอาชื่อข้อยไปอ้างโตปล้นเจ้าหลายกั่ว เฮื่องศพพวกเจ้าข้อยกับพวกไปพ้อมาแล้วเฮายังซอยกันเก็บศพให้เรียบร้อย ไล่แร้งกาบ่ให้เข้าไปยุ่งกับศพนำ”

หัวหน้าชาวบ้านไม่เชื่อคำพูดของนายฮ้อยเคนจะขอตรวจค้นทัพควายทั้งหมด หาตัวลูกน้องที่อ้างว่าเป็นคนของเขา และจะขอดูควายทั้งหมดด้วย ผู้ช่วยถึกไม่ยอมให้ตรวจ ถ้าเกิดหัวหน้าชาวบ้านเป็นโจรปลอมตัวมาก็จะรู้หมดว่าพวกตนมีกันกี่คน มีอาวุธอะไรบ้าง

นายฮ้อยเคนต้องปรามผู้ช่วยถึกไม่ให้พูดอะไรอีก แล้วหันไปบอกกับพวกชาวบ้านเพื่อความบริสุทธิ์ใจ ตนจะให้เขาตรวจดูทัพควายของตน...

ขณะที่สถานการณ์ระหว่างนายฮ้อยเคนกับพวกชาวบ้านกำลังตึงเครียด สุบินกับจันทาเอาสมบัติที่ได้จากศพชาวบ้านมาอวดเฒ่าอ่ำซึ่งตำหนิทั้งคู่เอาของคนตายมาแบบนี้ไม่กลัวเจ้าของตามมาหักคอเอาหรือ สุบินอ้างว่าขออนุญาตคนตายแล้ว และอีกอย่างถ้าไม่ได้เราสองคนช่วยกันเก็บศพให้เรียบร้อย ศพเหล่านั้นได้กลายเป็นซากให้แร้งกากินเหลือแต่กระดูกแน่ แล้วหยิบสมบัติที่ได้ขึ้นมาดูอีกที ก่อนจะนิ่วหน้าขมวดคิ้ว

“บักจันทา ของบ่ครบนี่หว่า ขาดสร้อยพระเครื่องไปองค์หนึ่ง เจ้าแอบอมไว้ผู้เดียวบ่”

“ข้อยสิอมไปได้จังได๋ เจ้าเป็นคนเก็บรวบรวมแล้วฟ้าวกลับมาทัพควาย บ่แม่นข้อย”

สุบินสงสัยจะตกระหว่างทางมาที่พักแรมแต่ช่างมันเถอะแค่พระเครื่ององค์เดียว เรายังมีสมบัติใหญ่ให้เปิดดูอีก จันทาบอกให้เอามาเปิดเร็วๆอยากเห็นข้างใน มีอะไร สุบินหยิบหม้อดินที่งมได้จากหนองน้ำออกมาแต่ยังไม่ทันได้เปิด มีเสียงสีโหดังเข้ามาเสียก่อน

“เฮ้ย พวกเจ้าสุมหัวเฮ็ดหยังหม่องนี้วะ”

จันทา สุบินและเฒ่าอ่ำชะงัก รีบซุกหม้อดินไว้ข้างหลัง ร้องถามสีโหว่ามีอะไร ได้ความว่านายฮ้อยเคนสั่งให้ทุกคนมารวมตัวกัน เพราะชาวบ้านที่ถูกโจรลักควายฆ่าตายอยากขอค้นทัพควายของเรา เฒ่าอ่ำรับคำเดี๋ยวจะตามไป สีโหแจ้งข่าวเสร็จก็ไปแจ้งคนอื่นต่อ สามคนต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ถ้าชาวบ้านพวกนั้นมาเจอของที่พวกเรา ลักมาจากศพพวกมัน นายฮ้อยเคนเล่นงานเราตายแน่

“ข้อยว่าเอาของไปซ่อนก่อนดีกว่า ให้พวกนั้นกลับไปแล้วค่อยกลับมาเปิดหม้อดิน”

ooooooo

แม้หัวหน้าชาวบ้านกับพวกจะค้นไม่เจอทั้งควายและคนกระทำผิด แต่ก็เจอหลักฐานสำคัญอีกชิ้นหนึ่งเป็นสร้อยห้อยพระเครื่องตกอยู่ในค่ายพักแรมแห่งนี้นั่น หัวหน้าจำได้ว่าเป็นของลูกบ้านที่ถูกฆ่าตาย

“ข้อยบ่ฮู้ว่าสร้อยพระเครื่องนั่นมาอยู่ในทัพควายของข้อยได้จังได๋ เอาไว้ข้อยสอบสวนพวกข้อยทีหลัง แต่ตอนนี้ให้ข้อยสาบานเทิ้งผีเทิ้งเทวดาอารักษ์ทั้งหลายทัพควายของข้อยบ่แม่นโจร” นายฮ้อยเคนยืนยันหนักแน่น

“ก็ได้นายฮ้อยเคน คั่นหมู่บ้านของเฮาบ่ได้ควายคืนบ่ได้โตคนที่ฆ่าพวกเฮา ทัพควายของนายฮ้อยก็อย่าหวังว่าสิได้ไปจากหม่องนี้ ถ่าเบิ่งก็แล้วกัน...บ่ะเมื่อโว้ย” หัวหน้าชาวบ้านขู่เสร็จขยับจะไป สองผู้ช่วยโทนกับถึกยกหน้าไม้ขึ้นพร้อมกัน จะไม่ยอมให้ใครออกไปทั้งนั้น พวกตนไม่เชื่อเช่นกันว่าพวกเขาคือชาวบ้านเคราะห์ร้าย

“แต่พวกเจ้านั่นแหละโจรปลอมโตมา”

ชาวบ้านชักมีดชักปืนขึ้นมากระชับในมือเตรียมต่อสู้ นายฮ้อยเคนเห็นสถานการณ์ตึงเครียดสั่งให้ผู้ช่วยโทนกับผู้ช่วยถึกเก็บอาวุธให้หมดและให้ปล่อยพวกชาวบ้านไป ทั้งน้ำเสียงและท่าทางเอาจริงของนายฮ้อย

เคนทำให้ผู้ช่วยทั้งสองคนไม่กล้าหือ จำต้องทำตามที่เขาสั่ง นายฮ้อยหนุ่มรับปากจะช่วยชาวบ้านหาโจรปล้นควายตัวจริงมาให้ได้ แล้วรอจนชาวบ้านไปกันหมด จึงหันไปทางผู้ชายทั้งสองคน

“ผู้ซอย คืนนี้จัดเวรยามให้แน่นหนา พวกนั้นคงบ่ปล่อยให้เฮาอยู่กันอย่างสงบแน่”...

แทนที่จะสำนึกว่าตัวเองกำลังชักศึกเข้าบ้าน ทำให้ทัพควายมีปัญหากับพวกชาวบ้าน ทั้งสุบิน จันทาและเฒ่าอ่ำกลับโลภมากไม่เลิก ครั้นกลับถึงเกวียนตัวเองก็เอาหม้อดินใบนั้นมาเปิดเพราะเชื่อว่าต้องมีของมีค่าซ่อนอยู่ แต่พอเอามีดกรีดผ้ายันต์ออก มีเสียงร้องของหญิงสาวดังโหยหวนชวนสยองไปทั่ว ทั้งสามคนต่างชะงักพลันหมอกสีดำพวยพุ่งออกจากหม้อดินพร้อมลมพัดกระโชกราวกับจะเกิดอาเพศ

ooooooo

เสียงกรีดร้องของหญิงสาวได้ยินถึงหูนายฮ้อยเคนถึงกับหน้าเคร่งเครียดหนักกว่าเดิม คำแก้ววิ่งเข้ามาถามว่าได้ยินเสียงร้องเมื่อครู่นี้ไหม หรือมีผู้หญิงกำลังถูกทำร้ายแถวนี้ร้องขอความช่วยเหลือ

“บ่แม่นเสียงผู้สาวฮ้องขอความซอยเหลือดอกคำแก้ว”

“แล้วเสียงผู้สาวจากไสล่ะอ้าย” คำแก้วมองนายฮ้อย

เคนอย่างรอคำตอบ...

เฒ่าอ่ำไม่ได้สนใจเหตุการณ์แปลกประหลาดที่เกิดขึ้น เร่งให้สุบินเทของออกจากหม้อจะได้รู้ว่ามีอะไรอยู่ในนั้น กลับต้องผิดหวังในหม้อมีแต่ขี้โคลน จันทาไม่สบอารมณ์โยนหม้อทิ้งพื้นแตกกระจาย ก่อนจะเดินหงุดหงิดออกไป เฒ่าอ่ำและสุบินต่างผิดหวังเช่นกัน...

ที่ป่าละเมาะ จ่อยยังคงรอครวญครางขอความช่วยเหลือ แต่เสียงเบามากเนื่องจากใกล้ตายเข้าไปทุกขณะ ระหว่างนั้นมีลมพัดวูบเข้ามา นกแสกบินมาเกาะกิ่งไม้ เหนือร่างเขาที่หายใจรวยริน หมอกดำที่พุ่งออกจากหม้อดิน ค่อยๆคืบคลานเข้ามาม้วนตัวอยู่รอบๆเขา หมอกเริ่มจับตัวเป็นกลุ่มเป็นก้อนแล้วแปรสภาพคล้ายหญิงสาว ดวงตาสีแดงก่ำมองเขม็งมาที่จ่อย...

ไม่ได้มีเพียงจ่อยเท่านั้นที่เจอผี เฒ่าเข่ง เฒ่าอ่วมและเฒ่าแต้มก็โดนผีสาวเข้าไปหลอกถึงในความฝัน ต่างวิ่งหนีออกจากเกวียนของตัวเองอย่างไม่คิดชีวิต ตรงไปยังเกวียนของอาจารย์เม้าที่มีทิดแสงกับบักมืดพักอยู่ด้วย สามผู้เฒ่าแข่งกันเล่าเรื่องที่ตัวเจอผีจนฟังไม่ได้ศัพท์ อาจารย์เม้าต้องสั่งให้เงียบเสียงก่อน

“ข้อยว่าพวกเจ้าบ่ได้พ้อผีสางนางไม้จักโตดอก”

ทิดแสงเห็นด้วยกับอาจารย์เม้าเพราะถ้าเป็นผีจริงอย่างที่เล่า ทั้งสามคนต้องโดนหักคอตายหมดแล้ว

เฒ่าเข่งยืนยันเสียงแข็งว่าเจอผีจริงๆ ไม่ได้ตาฝาดหน้าตาน่ากลัว ลูกตาก็โปนออกมาเกือบหลุดจากเบ้า บักมืดเชื่อว่าสามผู้เฒ่าต้องเห็นผีแน่ๆ เพราะตนเองก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของหญิงสาวเสียงโหยหวนน่าขนลุกขนพองเฒ่าแต้มก็ได้ยินก่อนจะหลับไปเช่นกัน อาจารย์เม้าหาว่าเป็นเสียงลม ผ่านช่องเขามากกว่าไม่ใช่เสียงผีที่ไหน

“บ่แม่นดอกจารย์เม้า เสียงผีนี่ล่ะ มันแอบเข้ามาในทัพควายแล้ว ถ่าจกตับควักไส้เฮา ปรื้อ...บ่เอาแล้ว บ่กลับไปนอนหม่องเดิมแล้ว”

เฒ่าเข่งเห็นด้วยกับเฒ่าอ่วมจะขอนอนที่นี่ อาจารย์

เม้ายอมให้นอนรวมกันที่นี่ได้ แต่อย่าเพิ่งไปบอกใครเรื่องนี้เดี๋ยวจะแตกตื่นกันทั้งทัพควาย ตนจะนำเรื่องนี้ไปบอกนายฮ้อยเคนก่อน...

คนที่อาจารย์เม้าพูดถึงกำลังยืนหน้าเครียดอยู่บนเนินหญ้าห่างจากค่ายพักแรม เนื่องจากสัมผัสได้ถึงความผิดปกติของภูตผีวิญญาณที่เกิดขึ้น คำแก้วกำลังซุ่มดูเขาเพลินๆมีมือมาจับไหล่ ถึงกับสะดุ้งโหยงพอหันไปเห็นบัวเขียวก็ถอนใจโล่งอก บัวเขียวต่อว่าป่านนี้แล้วทำไมยังไม่หลับไม่นอนออกมาแถวนี้ทำไม

“ชู่ว์ อย่าส่งเสียงไปเอื้อย เดี๋ยวอ้าวเคนพ้อเฮาแล้วสิโดนด่าเปิง”

“ย่านโดนด่าจังซี้ นายฮ้อยสั่งให้เจ้าฟ้าวเข้านอนแล้วห้ามยุ่งเรื่องของนายฮ้อยแม่นบ่”

“เอื้อยก็ฮู้ทันไปเบิ่ด ก็ข้อยอยากฮู้ว่าเสียงกรีดฮ้องของผู้สาวที่ได้ยินเมื่อหัวค่ำเป็นเสียงหยัง อ้ายเคนถึงได้มีท่าทางแปลกๆ บ่ยอมเว้าหยังให้ข้อยฟัง”

บัวเขียวพยายามกล่อมให้คำแก้วกลับที่พักแต่เธอไม่ฟัง ยืนกรานจะต้องรู้เรื่องนี้ให้ได้ แล้วขยับจะตามนายฮ้อยต่อ แต่ต้องชะงักเมื่อคนถูกตามมายืนอยู่ตรงหน้า เขาไม่พอใจที่คำแก้วไม่เชื่อฟังว่าไม่ให้ยุ่งเรื่องของเขา คราวนี้จะต้องลงโทษให้หลาบจำกันบ้าง

แล้วเงื้อมือจะฟาดก้น แต่ต้องชะงักเมื่ออาจารย์เม้าเข้ามาหา เขาเห็นสีหน้าอาจารย์ก็รู้ทันทีว่ามีเรื่องสำคัญจะคุยด้วยจึงผลักคำแก้วไปให้บัวเขียว

“พาคำแก้วกลับไปที่เกวียน แล้วอย่าให้ออกมาเดินเพ่นพ่านอีก ไปโลด”

คำแก้วอ้าปากจะทักท้วงแต่พอเห็นนายฮ้อยเคนท่าทางเอาจริง จำต้องกลับไปพร้อมกับบัวเขียว...

อาจารย์เม้าถึงกับตะลึงอ้าปากค้างเมื่อรู้ว่าสิ่งที่สามผู้เฒ่าเห็นเป็นผีมาหลอกจริงๆ และเสียงกรีดร้องของหญิงสาวที่ได้ยินกันทั่วเมื่อตอนหัวค่ำก็ไม่ใช่เสียงลมผ่านช่องเขา แต่เป็นเสียงร้องของผีปอบที่ออกอาละวาด

“โชคยังดีที่มันยังบ่ได้เฮ็ดฮ้ายผู้ใดในทัพควาย”

“แล้วมันเข้ามาในทัพควายได้จังได๋ล่ะ ตอนนายฮ้อยให้เฮาตั้งค่ายพักแรมหม่องนี้ เฮาก็ไหว้เจ้าที่เจ้าทางให้ปกปักรักษาเฮาถูกต้องตามประเพณีแล้ว”

นายฮ้อยเคนมั่นใจผีตนนี้ไม่ใช่ผีปอบธรรมดาน่าจะมีอาคมอยู่พอตัว เจ้าที่เจ้าทางถึงเอาไม่อยู่และก็ไม่รู้ว่าจะมีอีกสักกี่ตน จากนั้นเขาหยิบน้ำมนต์ปลุกเสกขวดเล็กจากในย่ามยื่นให้อาจารย์เม้า สั่งให้เอาไปผสมน้ำราดพื้นรอบๆทัพควาย ช่วยกั้นเขตไม่ให้สิ่งชั่วร้ายเข้ามาได้ ไว้พรุ่งนี้เขาจะออกไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

“อ้อ แล้วก็อย่าเพิ่งเว่าเฮื่องนี้ให้ไผฮู้เด็ดขาดสิแตกตื่นกันไปเปล่าๆ”

ooooooo

ทั้งที่นายฮ้อยเคนอุตส่าห์สั่งให้ปิดเรื่องผีเอาไว้ แต่ทุกคนในทัพควายกลับจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องนี้กันเสียงขรม บักมืดมั่นใจว่าต้องเป็นผีชาวบ้านที่ถูกโจรปล้นควายฆ่าตายที่หนองน้ำมาหลอกหลอนหวังจะขอส่วนบุญ ถ้าเราทำบุญไปให้ พวกมันก็จะเลิกหลอกไปเอง ชาวบ้านพากันเออออตาม บักมืดสบช่อง

“คั่นพวกเจ้าเห็นนำกับข้อยก็รวบรวมเอาเสบียงมาโฮมกันแล้วข้อยสิได้สวดเฮ็ดบุญให้”

สีโหเลี้ยงควายอยู่ใกล้ๆขัดขึ้นทันที ที่ตนเองได้ยินมาพวกผู้เฒ่าบอกว่าเจอผีผู้หญิงไม่ใช่หรือ ศพที่หนองน้ำมีแต่ผู้ชาย บักมืดไม่พอใจที่เขาขัดคอทำให้มีปากเสียงกัน แต่เถียงสู้ไม่ได้กระชากคอเสื้อสีโหจะเอาเรื่อง

บัวเขียวผ่านมาเห็นร้องถามว่าทำอะไรกัน สีโหผลักมือบักมืดออกฟ้องว่าเขาไม่พอใจที่ตนเตือนพวกชาวบ้านว่ากำลังถูกหลอกเอาเสบียงไปทำบุญให้ผีที่ลือกันเมื่อคืน บักมืดแก้ตัวเป็นพัลวันว่าไม่ได้โกหก สีโหหาเรื่องใส่ร้ายตน เธออย่าไปฟัง สองคนเถียงกันอีก บักมืดทนไม่ไหวชกหน้าอีกฝ่ายหงายหลังตึง

“เซาเดี๋ยวนี้นะอ้าย ออกไป อย่ามาเฮ็ดอ้ายสีโห” ต่อว่าจบบัวเขียวเข้าไปพยุงสีโห บักมืดเห็นภาพบาดตาทนดูไม่ไหวเดินหนี กระทั่งมาถึงต้นไม้ใหญ่ใกล้หนองน้ำที่ชาวบ้านถูกฆ่าตาย เจ็บใจไม่หายที่บัวเขียวเห็นสีโหดีกว่าตนเอง ชกต้นไม้ระบายแค้น ระหว่างนั้นมีเสียงหัวร่อต่อกระซิกของสาวๆแว่วเข้ามา บักมืดหันมองตามเสียงเห็นหญิงสาวหน้าตาสะสวยสามคนนุ่งกระโจมอกวิ่งไล่จับกันสนุกสนาน

หนึ่งในหญิงสาวหันมาเห็นบักมืดก็ยิ้มหวานให้แถมกระดิกนิ้วเรียกให้เข้าไปหา ก่อนจะพากันวิ่งหายไปในพงหญ้า บักมืดมองไปรอบตัวไม่เห็นใครสักคนนอกจากตัวเองก็ยิ้มภูมิใจ
“บักสีโห มึงบ่ได้หล่อกว่ากูดอก หน้าหักๆอย่างกูนี่แหละเสน่ห์แรงกว่ามึงหลาย” บักมืดหัวเราะชอบใจ รีบวิ่งตามสาวๆโดยไม่รู้ว่าสาวเหล่านั้นไม่ใช่คน...

สาวๆพยายามยั่วยวนบักมืดให้ลงไปเล่นน้ำด้วยหวังจะหลอกไปกินตับไตไส้พุง แต่เขายังไม่ถึงฆาต ผู้ช่วยถึกมาเก็บฟืนแถวนั้นเห็นเขาเล่นน้ำตามลำพังแต่เหมือนกำลังคุยกำลังหัวเราะหัวใคร่กับใครบางคนอยู่ แถมยังค่อยๆ เดินลงน้ำลึกไปเรื่อยๆ รู้สึกแปลกๆชอบกลก็เลยตะโกนเรียก บักมืดชะงักหันมอง

“บักห่าผู้ซอยถึก มาขัดจังหวะเฮ็ดหยังวะ...อ้ายต้องไปก่อนแล้วสิกลับมาหาซุมเจ้าอีกชื่นใจของอ้ายมืด สัญญาว่าสิถ่าอ้ายเด้อ” บักมืดหอมแก้มสาวๆก่อนจะว่ายกลับขึ้นฝั่ง หญิงสาวมองตามเจ็บใจที่เหยื่อหลุดมือ...

ฝ่ายผู้ช่วยถึกอดถามบักมืดไม่ได้ว่าคุยกับใคร นายฮ้อยเคนสั่งไว้แล้วไม่ใช่หรือว่าห้ามออกมาเพ่นพ่านนอกทัพควายเด็ดขาด เขาปฏิเสธว่าไม่ได้คุยกับใคร ผู้ช่วย ถึกมองอย่างไม่ค่อยจะเชื่อนัก

ooooooo

นายฮ้อยเคนนำถุงใส่สัมภาระพาดบนหลังม้าเตรียมออกเดินทาง แสงโสมตื๊อจะขอไปด้วย คุยอวดว่าตัวเองเก่งทุกอย่างทั้งใช้มีดใช้ปืนแถมสะกดรอยเก่งอีกต่างหาก คำแก้วมาทันได้ยินพอดี

“คั่นเจ้าเฮ็ดหลายอย่างได้อีหลีก็ซอยไปเลี้ยงควายให้นายฮ้อยดีกว่า แม่นบ่อ้ายเคน”

“แม่นอีหลี อ้ายสั่งผู้ซอยโทนให้ซอยตรวจเบิ่งอาการควายที่สงสัยว่าสิป่วย คั่นเจอโตได๋อาการบ่ดีก็ให้ฟ้าวรักษา เจ้าไปซอยผู้ซอยโทนเถาะแสงโสม” นายฮ้อยเคนว่าแล้วโดดขึ้นหลังม้าเตรียมจะไปแสงโสมยังตื๊อไม่เลิกจะขอไปด้วยให้ได้ แถมยืนขวางทางไว้ คำแก้วรำคาญดึงแขนเธอให้พ้นทางม้า นายฮ้อยเคนฝากคำแก้วช่วยดูทัพควายให้อยู่ในความเรียบร้อย อย่าให้ใครสร้างความเดือดร้อนเด็ดขาด พลางปรายตามองแสงโสมก่อนจะควบม้าออกไป แสงโสมไม่พอใจคำแก้วที่คอยกีดกัน ผลักไหล่เธออย่างแรง แดกดันว่าเป็นแค่น้องเมียแต่ทำตัวราวกับเป็นเมียนายฮ้อยเคนเสียเอง

“แสงโสม คั่นเจ้าดูถูกข้อยอีกคำเดียว ข้อยตบปากเลาะแข่วเจ้าออกมาแน่” คำขู่ของคำแก้วไม่ได้ทำให้แสงโสมเกรงกลัวแม้แต่น้อยยังคงด่าว่าเธอฉอดๆๆ คำแก้วเหลืออดตบหน้าหัน แสงโสมไม่ยอมถูกตบข้างเดียวถลาเข้าไปจะเอาคืน สองสาวยื้อยุดฉุดกระชากกันไปมา จันแดงเข้ามาเห็นรีบแยกทั้งคู่ออกจากกัน แต่ไม่มีใครยอมลงให้ใคร คนห้ามเลยถูกแรงเหวี่ยงของสองสาวล้มขาพลิก

ทั้งคู่ตกใจที่ทำให้จันแดงเจ็บ หยุดตีกันชั่วคราวรีบเข้าไปพยุงปีกคนละข้างพากลับเกวียนพักแรม คำแก้วกับแสงโสมสงบปากสงบคำกันได้แค่อึดใจก็ทะเลาะกันอีก จันแดงหมดความอดทน

“โอ้ย ใจคอพวกเจ้าจะซังขี้หน้ากันไปอีกโดนบ่ สิได้ขอฮ้องนายฮ้อยให้ถิ่มเอื้อยไว้แถวนี้ ขี้คร้านตามไปห้ามไปยุ่งให้เจ็บโตอีกแล้ว” จันแดงโมโหปัดมือสองสาวที่พยุงตัวเองออก “บ่ต้องยุ่ง สิไปตีกันให้ตายก็ไปโลด เอื้อยสิไปเก็บข้าวของบ่ทนเบิ่งเอื้อยน้องตีกันอีกแล้ว ทั้งๆที่ตอนนี้เฮาก็เหลือกันอยู่แค่นี้ คั่นเอื้อยเดินทางไปกับพวกเจ้าบ่รอด แทนที่สิเหลือเอื้อยน้องไว้ฮักกัน ซอยกันดูแลยามทุกข์ยากกลับต้องมาซังขี้หน้าแช่งชักกันเอง”

เพื่อความสบายใจของจันแดง สองสาวคำแก้วและแสงโสมจำต้องสวมหน้ากากเข้าหากัน แสร้งทำดีต่อกันเมื่ออยู่ต่อหน้าพี่สาวคนโต แต่พอเธอเผลอ ทั้งคู่ก็อดพูดจาเหน็บแนมกันไม่ได้...

อีกมุมหนึ่งของค่ายพักแรม สุบิน จันทาและเฒ่าอ่ำ กำลังถกเถียงถึงเรื่องที่ผีสาวมาหลอกหลอนผู้เฒ่าทั้งสามคนซึ่งเป็นที่โจษจันไปทั้งทัพควายว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับหม้อดินที่พวกตนเองเอาเข้ามา จันทากับเฒ่าอ่ำคิดว่าเกี่ยวข้อง มีเพียงสุบินเท่านั้นที่ว่าไม่ใช่ เพราะถ้าเกี่ยวข้องจริง ผีสาวต้องมาขอบใจพวกเราถึงจะถูกที่ปล่อยเป็นอิสระและเราน่าจะขอให้มันพาเราไปหาขุมสมบัติ เราจะได้ไม่ต้องลำบากค้าควายอีกต่อไป

ระหว่างนั้นผู้ช่วยถึกเข้ามาแจ้งกับสุบินและจันทาว่านายฮ้อยเคนให้มาตามไปหมู่บ้านด้วยกัน เป็นจังหวะเดียวกับคำแก้วผ่านมาได้ยินพอดีรีบหลบมุมแอบฟัง เฒ่าอ่ำสงสัยใช่หมู่บ้านที่มีเรื่องกับพวกเราหรือเปล่า ผู้ช่วยถึกพยักหน้ารับคำ บอกว่าห้ามนำอาวุธติดตัวไปด้วยเด็ดขาด สุบินแปลกใจทำไมถึงห้ามทำอย่างนั้น ในเมื่อพวกชาวบ้านหมายหัวพวกเราอยู่ ขืนไม่พกอาวุธไปมิกลายเป็นเป้าล่อให้พวกมันฆ่าเราหรือ

“คำสั่งนายฮ้อย มีหยังก็ไปถามนายฮ้อยเอาเอง ฟ้าวตามไปได้แล้ว” ผู้ช่วยถึกว่าแล้วเดินนำจันทาและสุบินออกไป คำแก้วมองตามสงสัยนายฮ้อยเคนคิดจะทำอะไรกันแน่

ooooooo

ผู้ช่วยโทนยังไม่เข็ดหลาบกับความรัก ถึงจะพลาดท่าจากคำแก้วแต่ก็ยังมีแสงโสมให้เขาขายขนมจีบให้ เขาเห็นใบหน้าเธอเปื้อนโคลนระหว่างที่มาช่วยเลี้ยงควายก็หยิบผ้าเช็ดหน้าจะเอามาเช็ดคราบโคลนให้ เธอรู้สึกคุ้นตาคว้าผ้าเช็ดหน้าไปดู โวยวายว่านี่คือผ้าเช็ดหน้าของเธอ เขาลักเอาไปตั้งแต่เมื่อไหร่

“ข้อยบ่ได้ลักเอาไปจั๊กหน่อย ข้อยเก็บได้ตั้งแต่มื้อที่ตำรวจมาค้นทัพควาย ข้อยก็เลยต้องบอกไปว่าเป็นผ้าของเมียพกติดโตไว้ยามคึดฮอดเมีย”

“แต่นี่มันผ้าของข้อยอีหลี บ่แม่นเมียเจ้า เอาคืนมา” แสงโสมดึงผ้าเช็ดหน้าคืนแล้วผละจากไป แต่เดินได้ไม่กี่ก้าวต้องชะงักเมื่อเห็นคำแก้วเดินลับๆล่อๆอยู่ สงสัยว่ากำลังจะไปไหน ระหว่างนั้นผู้ช่วยโทนตามมาจนทัน เธอคิดแผนบางอย่างขึ้นมาได้ หันไปยิ้มหวานให้

“ข้อยเปลี่ยนใจแล้ว ผ้าผืนนี้ข้อยสิยกให้เจ้า”

พูดจบแสงโสมเดินเอาผ้าเช็ดหน้าเข้าไปให้แต่แกล้งสะดุดขาตัวเองถลาเข้าไปกอดเขาแล้วล้วงเอาปืนที่เขาเหน็บเอวไปโดยที่เจ้าของไม่รู้ตัว เธอขอโทษที่ชนเขา ก่อนรีบชิ่งหนี ทิ้งให้ผู้ช่วยโทนปลื้มปริ่มกับผ้าเช็ดหน้าผืนนั้น...

ในเวลาเดียวกัน ที่หมู่บ้านหนองแสง นายฮ้อยเคนขี่ม้าเข้ามาพร้อมกับผู้ช่วยถึก จันทาและสุบิน ชาวบ้านที่เป็นผู้หญิงต่างหอบลูกจูงหลานหนีเข้าบ้านด้วยความหวาดผวา สักพักมีกลุ่มชายฉกรรจ์พร้อมอาวุธครบมือเข้ามาล้อมกรอบ สุบินกับจันทากลัวจะถูกทำร้ายแต่เนื่องจากไม่ได้พกอาวุธมาจึงหันไปคว้าไม้ใกล้มือ นายฮ้อยเคนสั่งให้ทิ้งทุกอย่างในมืออย่าได้คิดต่อสู้ ตนมีเรื่องจำเป็นต้องมาคุยกับผู้ใหญ่ของหมู่บ้านนี้

“แต่ท่าทางพวกมันบ่อยากคุยกับนายฮ้อยดอก มันอยากฆ่าหลายกว่า” สุบินว่าพลางกำไม้ในมือแน่น

“ข้อยบ่ปล่อยให้พวกเจ้าตายดอก เฮ็ดตามที่ข้อยสั่งห้ามต่อสู้เด็ดขาด” นายฮ้อยเคนกระชากไม้ในมือสุบินกับจันทาทิ้งแล้วเดินนำทุกคนไปหาบักเทิงชายฉกรรจ์คนที่ท่าทางเหมือนเป็นหัวหน้าเพื่อขอพบกับผู้ใหญ่บ้าน บักเทิงจ้องเขาเขม็งก่อนจะเอาด้ามหน้าไม้กระแทกหน้าเขาทรุดฮวบหมดสติ ผู้ช่วยถึก สุบินและ จันทาจะเข้าไปช่วยก็ถูกชายฉกรรจ์คนอื่นเอามีดจี้คอ...

ขณะที่นายฮ้อยเคนกับพวกตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน คำแก้วที่แอบสะกดรอยตามก็อยู่ในสภาพไม่ต่างกัน เจอชาวบ้านหน้าเหี้ยมสองคนเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังคิดว่าเธอเป็นผีปอบมาทำลับๆล่อๆจะจกไส้คนไปกิน เธอปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นปอบแต่พวกนั้นไม่ฟังชักมีดอาคมกับสายสิญจน์ขึ้นมา

“ซอยกันจับมันกลับไปให้พ่อธรรมใช้อาคมบังคับให้บอกว่าพวกมันที่เหลืออยู่หม่องได๋” พูดจบชาวบ้านจะเข้าไปจับตัว คำแก้วไม่ยอมง่ายๆรีบวิ่งหนี

ooooooo

นายฮ้อยเคนในสภาพสลบเหมือดถูกบักเทิงกับพวกนำตัวมาทิ้งลงพื้นหน้ากระท่อมของพ่อธรรมซึ่งเป็นทั้งผู้ใหญ่บ้านและพ่อหมอที่ชาวบ้านหนองแสงให้ความเคารพนับถือ ส่วนผู้ช่วยถึก สุบินและจันทาถูกมัดตัวเดินตามเข้ามา บักเทิงเอาน้ำราดหน้าทำให้นายฮ้อยเคนฟื้นคืนสติเป็นจังหวะเดียวกับพ่อธรรมลงมาจากเรือน

“พ่อธรรม มันนี่แหละนายฮ้อยค้าควายที่ฆ่าคนของเฮาแล้วขโมยควายไปหน้าด้านๆ” บักเทิงรายงาน

“บ่แม่น นายฮ้อยเคนบ่แม่นโจรปล้นควาย ปล่อยเฮาเดี๋ยวนี้โว้ย” ผู้ช่วยถึกโวยวาย บักเทิงไม่พอใจพยักพเยิดให้ชายฉกรรจ์ที่คุมตัวชกหน้าเขาเลือดกบปาก สุบินกับจันทาพลอยโดนซ้อมไปด้วย จันทาเตือนว่าที่พวกนั้นจับตัวไว้ไม่ใช่นายฮ้อยธรรมดาแต่เป็นนายฮ้อยทมิฬ ชายฉกรรจ์ต่างชะงัก สุบินยิ้มสบายใจคิดว่าพวกนั้นเกรงกลัว ชื่อเสียงนายฮ้อยทมิฬ แต่ที่ไหนได้บักเทิงกลับเดินมาเตะทั้งคู่ลงไปนอนร้องโอดโอย

“ชื่อเสียงนายฮ้อยทมิฬคือนายฮ้อยคนดี กูเคยได้ยินมา แต่นายฮ้อยพวกมึงเป็นโจรปล้นควายฆ่าคนของกู มึงบ่ต้องขี้ตั๊วดอก” บักเทิงแค้นไม่หายเตะสุบินกับจันทาอีก พ่อธรรมต้องเข้ามาห้ามพร้อมกับบอกว่านายฮ้อยคนนี้คือนายฮ้อยทมิฬที่ผู้คนร่ำลือกันจริงๆ แล้วสั่งให้เอาตัวเขาเข้าไปในเรือนตัวเอง

ผู้ช่วยถึกเป็นห่วงความปลอดภัยของเขาจะเข้าไปช่วยก็ถูกบักเทิงซัดล้มคว่ำ แล้วเดินตามพ่อธรรมเข้าไปข้างในเห็นท่านสั่งให้ลูกน้องแก้มัดนายฮ้อยเคนก็ไม่พอใจเตือนว่าอย่าไปเชื่อที่มันแอบอ้างตัวเป็นนายฮ้อยทมิฬ

“ให้ข้อยเว่ากับมันเอง พวกเจ้าออกไปให้เบิ่ด” พ่อธรรมรอจนบักเทิงกับพวกไปแล้วจึงชักมีดอาคมจี้คอนายฮ้อยหนุ่มไว้ “ชีวิตลูกน้องของเจ้าอยู่ในมือพวกข้อย คั่นเจ้าบ่แม่นนายฮ้อยทมิฬอย่างที่อ้างโตอีหลี สิบ่มีไผได้กลับออกไปจากหม่องนี่ พิสูจน์โตเจ้ามานายฮ้อย ซีวิตลูกน้องเจ้าคือเดิมพัน”

นายฮ้อยเคนคว้ามีดอาคมดันให้พ้นคอตัวเอง พ่อธรรมกระชากมีดออกจากมือเขาแต่คมมีดไม่ได้ระคายผิวเขาแม้แต่น้อย ไม่มีเลือดไม่มีแผลใดๆเกิดขึ้น พ่อธรรมตระหนักในทันทีว่าเขาคือนายฮ้อยทมิฬตัวจริง

“ถ่าจังซั่นเล่าเรื่องของเจ้ามา คั่นเจ้าบ่ได้เป็นโจรฆ่าคนของข้อยแล้วมาหาข้อยด้วยเฮื่องอีหยัง”

“ข้อยอยากฮู้เฮื่อง...ผีปอบ” นายฮ้อยเคนมองคู่สนทนาตรงหน้าอย่างรอคำตอบ...
ในเวลาเดียวกัน คำแก้ววิ่งหนีชายชาวบ้านที่เหลือเพียงคนเดียวเข้าไปในป่าละเมาะโดยไม่รู้ว่าชายอีก

คนหนึ่งหายไปไหน นั่นยิ่งทำให้เธอต้องระวังตัวมากขึ้น แต่สุดท้ายหนีไม่รอดถูกชายคนนั้นจับตัวไว้ได้ ก่อนที่เธอจะถูกเขาเอาสายสิญจน์มัดตัว แสงโสมตามมาช่วยเอาไว้ ใช้ปืนที่ขโมยมาจากผู้ช่วยโทนบังคับให้เขาปล่อยคำแก้ว เขาจำต้องทิ้งทุกอย่างในมือคุกเข่าเอามือประสานท้ายทอยยอมจำนน คำแก้วขอบใจเธอมากที่มาช่วย

“บ่ต้องขอบใจข้อยดอก เจ้าให้อ้ายเคนห้ามข้อยแต่เจ้ากลับแอบตามอ้ายเคนออกมาผู้เดียวซะเอง เชอะ ข้อยน่าสิป๋าเจ้าให้เจ็บโตแนจักเถื่อ...เถื่อนี้เจ้าติดหนี้บุญคุณข้อยแล้ว” แสงโสมมัวแต่โม้ไม่ทันได้ยินเสียงชาวบ้านอีกคนย่องมาด้านหลัง คำแก้วร้องเตือนก็ไม่ทันชายคนนั้นเอาไม้ฟาดแสงโสมทรุดลงไปกองกับพื้น

ooooooo

พ่อธรรมพานายฮ้อยเคนไปด้านหลังกระท่อมดูศพชาวบ้านที่ถูกควักไส้ตายอย่างอนาถที่มีเสื่อคลุมไว้กันอุจาดตา พร้อมกับเล่าว่าตั้งแต่นายฮ้อยเคนกับพวกมาตั้งค่ายพักแรมใกล้หมู่บ้าน ผีปอบก็กลับมาอาละวาดฆ่าคนไปสามศพ ชายหนุ่มตระหนักทันทีแสดงว่า
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เจอผีปอบ พ่อธรรมยอมรับว่าใช่

“มันผ่านมาเกือบจะยี่สิบปีแล้ว ตอนที่ยังหนุ่มๆ เพิ่งสิเดินทางมาเป็นหมอธรรมหม่องนี่ แล้วได้ยินผู้เฒ่าผู้แก่เล่าถึงร่างทรงผีฟ้านางหนึ่งที่เคยเป็นที่ฮักของซาวบ้านแต่ย่อนว่าเฮ็ดผิดข้อคะลำคำครูบาเข้าก็เลยกลายเป็นปอบผีฟ้าอาละวาด”

นายฮ้อยเคนสงสัยแล้วปอบตนนั้นถูกจัดการอย่างไร พ่อธรรมไม่มีปัญญาจัดการมันเองเลยต้องอาศัยอาคมของครูบาอาจารย์มาช่วยสะกดมันไว้ ตั้งแต่นั้นมันก็ไม่เคยออกมาอีกเลย นายฮ้อยเคนตั้งข้อสังเกต

นี่แสดงว่าอาคมที่สะกดปอบผีฟ้าเอาไว้ถูกทำลายไปแล้วมันถึงได้หลุดออกมา พ่อธรรมพยักหน้ารับคำ ขอให้เขาใช้วิชาอาคมของนายฮ้อยทมิฬช่วยเหลือหมู่บ้านของตนให้ด้วย เพราะลำพังตนคนเดียวเอามันไม่อยู่

“แต่คนของข้อยรอให้พาทัพควายไปเมืองล่าง”

“เทิ้งเจ้าเทิ้งคนของเจ้าสิไปจากหม่องนี่บ่ได้ดอก ย่อนว่าบักเทิงกับพวกชาวบ้านยังโกรธแค้นเชื่อว่าเจ้าคือโจรปล้นควาย คั่นหาโตโจรกับควายที่ถูกปล้นไปบ่ได้ เจ้าก็บ่มีทางเลือกอื่นดอกนายฮ้อยเคน”

จากนั้นพ่อธรรมพานายฮ้อยหนุ่มมาที่หน้ากระท่อมสั่งให้บักเทิงปล่อยเขากับพวกไปได้แล้ว บักเทิงไม่ยอมปล่อย ชักดาบจะเล่นงานสุบินซึ่งอยู่ใกล้ที่สุด แต่นายฮ้อยเคนใช้ความว่องไวคว้าไม้ฟาดข้อมืออีกฝ่ายจนดาบกระเด็น ชายฉกรรจ์ไม่พอใจกรูเข้าล้อมนายฮ้อยเคนกับพวกไว้ พ่อธรรมสั่งบักเทิงเสียงดังลั่นให้หยุด และให้ปล่อยพวกนี้ไป บักเทิงเห็นท่าทางเอาจริงของท่านจำใจเอาดาบฟันเชือกปล่อยทุกคนเป็นอิสระ

“นายฮ้อย ข้อยสิถ่าคำตอบจากนายฮ้อย” พ่อธรรมย้ำกับนายฮ้อยเคนน้ำเสียงหนักแน่น...

ระหว่างทางกลับทัพควายสุบินกับจันทานัดแนะกันคืนนี้จะชวนพวกกลับมาเอาเรื่องบักเทิงคืน นายฮ้อยเคนสั่งห้ามทำอย่างนั้นเด็ดขาด ถ้ายังขืนดื้อดึงก็ให้เอาควายของตัวเองแยกทางไปได้เลย เจอไม้นี้เข้าไปทั้งสุบินและจันทาถึงสงบปากสงบคำได้ นายฮ้อยเคนมีธุระต้องไปทำจึงฝากผู้ช่วยถึกพาทั้งคู่กลับไปก่อน

“นายฮ้อยสิไปไสผู้เดียวล่ะ มันอันตรายหลายขอข้อยตามไปซอยนำ”

นายฮ้อยเคนพยักหน้าเป็นทำนองอนุญาต จากนั้นทั้งคู่ขี่ม้าแยกไปทิ้งให้สุบินกับจันทากลับกันเอง...

ขณะที่บักเทิงกำลังโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงที่พ่อธรรมสั่งให้ปล่อยนายฮ้อยเคนกับพวก ลูกน้องพาคำแก้ว กับแสงโสมที่สลบเหมือดเข้ามา รายงานว่าไปเจอสองคนนี่อยู่ใกล้กับป่าช้าที่พ่อธรรมสั่งห้ามเข้าใกล้ ทำให้ลูกน้องคิดว่าพวกเธอเป็นปอบ พยายามสอบถามว่าพวกปอบที่เหลืออยู่ไหนมันไม่ยอมบอก

“มันอาจสิเป็นปอบแลกหน้าถนัดเจ้าเล่ห์เสน่ห์มารยา ถามหยังไปก็บ่ตอบแต่มันสิหลอกล่อให้หลงจนเผลอใจอ่อนแล้วจากนั้นมันสิฆ่าพวกมึง กะซวกเอาไส้ออกมากิน”

ลูกน้องเสนอให้เอาตัวไปให้พ่อธรรมจัดการ บักเทิงส่ายหน้าตอนนี้ตนไม่ไว้ใจท่านอีกแล้วจะเก็บทั้งคู่ไว้เอง หากมันเป็นปอบที่อาละวาดในหมู่บ้านเราจริง ตนจะบังคับให้มันบอกที่อยู่แล้วตามไปฆ่าให้สิ้นซาก...

ไม่นานนัก นายฮ้อยเคนกับผู้ช่วยถึกมาถึงป่าช้าต้องห้ามของบ้านหนองแสง ม้ารับรู้ได้ถึงอันตรายไม่ยอมย่างเท้า เขาจึงต้องผูกมันไว้กับต้นไม้แล้วเดินเท้าต่อ บัวตอง ปอบผีฟ้ามองตามทั้งคู่แล้วหันไปพยักพเยิดให้ปอบสมุนซึ่งยิ้มรับก่อนจะหายตัวไป ส่วนบัวตองหายวับกลับมาที่กระท่อมตัวเอง ใช้อิทธิฤทธิ์ผีบันดาลให้กระท่อมซอมซ่อเปลี่ยนเป็นกระท่อมใหม่สะอาดสะอ้าน ภายในกระท่อมเห็นจ่อยซึ่งได้รับการทำแผลเรียบร้อยนอนอยู่

สักพักจ่อยรู้สึกตัวตื่นขึ้น เห็นบัวตองหน้าตาสะสวยแต่เนื้อตัวซีดขาวนั่งจ้องอยู่ตกใจถึงกับผงะ ถามเธอว่าเป็นใคร แล้วตนอยู่ที่ไหน เธอปลอบว่าไม่ต้องกลัว ที่นี่ เป็นเรือนของเธอเอง เธอไปเจอเขานอนบาดเจ็บอยู่ในป่าก็เลยพามารักษา เขาพยายามจะลุกขึ้น บัวตองทักท้วงอย่าเพิ่งขยับเดี๋ยวเลือดจะออกอีก

“ข้อย...ข้อยขอบใจเจ้าหลาย แต่...ข้อยอยู่หม่องนี่บ่ได้ ข้อยต้องฟ้าวไปเตือนพวกนายฮ้อย”

ooooooo

นิยายไทยรัฐ
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement