นายฮ้อยทมิฬ ตอนที่ 12 นิยายไทยรัฐ
วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

advertisement

นายฮ้อยทมิฬ ตอนที่ 12


17 พ.ย. 2560 07:47
776,385 ครั้ง

ละคร นิยาย นายฮ้อยทมิฬ

นายฮ้อยทมิฬ ตอนที่ 12

อ่านเรื่องย่อ

นายฮ้อยทมิฬ

แนว:

ดราม่า-แอ็คชั่น

บทประพันธ์โดย:

คำพูน บุญทวี

บทโทรทัศน์โดย:

แพรพริมา

กำกับการแสดงโดย:

ธงชัย ประสงค์สันติ

ผลิตโดย:

บริษัท พอดีคำ เอนเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด

วัน-เวลาออกอากาศ: ทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 20.15 น.

ช่องออกอากาศ:

สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

นักแสดงนำ:

ภัทรเดช สงวนความดี,ฝนทิพย์ วัชรตระกูล

เนื่องจากจันดีหนีรอดเงื้อมมือเสือสองพ่อลูกเปล่งกับปรายไปได้ เสือคำแสนจึงอาสาจะไปจัดการให้เอง นายฮ้อยผีอนุญาตให้ไปได้แต่ต้องไม่ใช้อาวุธเหล่านี้ แล้วดึงดาบที่เหน็บเอวเขาไป

“เจ้าถามข้อยมาตลอดตั้งแต่ซอยชีวิตเจ้าไว้ว่าเป็นหยังถึงซอยเจ้า ข้อยเห็นความตั้งใจที่เจ้าอยากเก่งกาจอาคมเพื่อตามล่านายฮ้อยทมิฬ ในเมื่อเฒ่าโสมมันสอนให้บ่ได้ ข้อยนี่แหละที่จะสอนให้เอง...ข้อยสิสอนเจ้าเบิ่ดทุกอย่าง แต่เจ้าต้องสาบานว่าสิเฮ็ดตามคำสั่งข้อยทุกอย่าง ถ้าคิดทรยศ โทษสถานเดียวคือ...ตาย”

“ข้อยรับปาก”

“ดี จังซั่นไปทดสอบให้เบิ่งแนว่ามือเปล่าคู่นั่นสิใช้อาคมฆ่าบักจันดีได้จังได๋”

เสือคำแสนยิ้มรับแล้วเร่งฝีเท้าออกไป เสือเปล่งมองตามก่อนจะหันไปพูดกับนายฮ้อยผีว่าคนอย่างมันจะไว้ใจได้หรือ เขาไม่ตอบได้แต่หัวเราะในลำคอ...

จันแดงยังคงรอผู้ช่วยถึกอยู่ที่ศาลเพียงตาใต้ต้นไทรร่มรื่นอย่างมีความสุข พลันมีเสียงบางอย่างแว่วเข้ามา ร้องถามว่าใช่ผู้ช่วยถึกหรือเปล่า เงียบไม่มีเสียงตอบ เธอตัดสินใจเดินแหวกพุ่มไม้ตามเสียงนั้นไป...

จันดีวิ่งขาลากหนีการไล่ล่าของเสือคำแสนมาตามทางในป่า แต่หนีไม่พ้นเจอเสือชั่วมาดักหน้าไว้ เขายิ้มร้ายให้กับจันดีก่อนจะยกมือขึ้นพนมบริกรรมคาถา อึดใจงูอาคมเลื้อยเข้าหาจันดีจากทุกทิศทุกทาง เขาร้องขอความเมตตาให้ไว้ชีวิต เสือคำแสนไม่สนใจใช้อาคมสั่งให้งูเล่นงาน จันดีถูกงูรุมฉกจนตายคาที่ เสือคำแสน หัวเราะชอบใจ แล้วขยับจะไปแต่ได้ยินเสียงบางอย่างหันขวับ ตะโกนเสียงกร้าว “นั่นไผวะ”

จันแดงที่ซุ่มดูอยู่ตกใจ หันหลังกลับวิ่งหนีไม่คิดชีวิต...

ขณะที่จันแดงตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน ชาวทัพควายร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนาน โดยมีสามผู้เฒ่า อ่วม เข่งและแต้มทำหน้าที่ดีดสีตีเป่าเครื่องดนตรีพื้นบ้าน ทุกคนออกมาเซิ้งกันอย่างมีความสุข สีโหกับบัวเขียวจับคู่กันเซิ้งท่ามกลางเสียงกระเซ้าเย้าแหย่ของชาวทัพควาย บักมืดเห็นภาพความรักความสมหวังของทั้งคู่ก็ยิ่งเสียใจเดินคอตกออกไป บัวเขียวเหลือบมาเห็นพอดีก็อดเป็นห่วงไม่ได้

ooooooo

บักมืดมานั่งเศร้าน้ำตาไหลอยู่ริมแม่น้ำชี ปั้นข้าวเหนียวในกระติ๊บยัดเข้าปากเคี้ยวไปร้องไห้ไป บัวเขียวมาเห็นเขากินข้าวเคล้าน้ำตาก็ยิ่งสงสาร ชวนให้ไปกินข้าวกับพวกเราที่ลานกว้าง มีของกินอร่อยๆ เยอะแยะ
บักมืดรีบปาดน้ำตาทิ้งทำเป็นเข้มแข็ง “บ่เป็นหยัง ดอกบัวเขียว อ้ายมักกินข้าวในดอกจังซี้แหละแซ่บแล้ว”

“คั่นมันสิแซ่บอย่างอ้ายว่า ก็ย่อนว่าได้น้ำตาคลุกข้าวนำ ข้อยเว่าแม่นบ่” บัวเขียวว่าแล้วขยับเข้าไปใกล้ๆ บักมืดกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหวปล่อยให้ไหลริน

“ข้าวคลุกน้ำตานี่ล่ะเหมาะกับอ้ายแล้ว ก็ในเมื่อฮักบ่มีคู่หยอกก็เอิ้นว่าฮักในดอกคือกันล่ะบัวเขียวเอ้ย”

บัวเขียวขอโทษเขาด้วยที่เป็นต้นเหตุทำให้ต้องเศร้าอย่างนี้ บักมืดร้องเอะอะจะขอโทษเขาทำไม เธอไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย จังหวะนั้นสีโหเดินเข้ามาหา ถ้าบัวเขียวไม่ได้ทำอะไรผิด ก็คงเป็นตนเองที่ทำผิด

“บักมืด ข้อยป๋าให้เฮาผิดใจกันมาโดนแล้ว มื้อนี่ข้อยขอขมาเจ้าในฐานะที่เฮาเป็นเสี่ยวกันมาตั้งแต่น้อย แต่ข้อยกลับบ่ฮู้โตเลยว่าเจ้าก็ฮักบัวเขียวคือกัน ย่อนว่า ข้อยคึดฮอดแต่ความสุขโตเอง กว่าสิฮู้ว่ากำลังสิเสียหมู่ ก็สายเกินไปแล้ว” พูดจบสีโหคุกเข่าลงตรงหน้าบักมืด “ยกโทษให้ข้อยเด้อเสี่ยว”

“เซาๆๆ ลุกขึ้นมาโลด คั่นเจ้ายังเห็นข้อยเป็นเสี่ยวอยู่ซ่ำนี่ข้อยก็ดีใจหลายแล้วเสี่ยว...ข้อยเคยคึดสิใช้ความเป็นตาหลูโตนของข้อยแย่งบัวเขียวไปจากเจ้า แต่แฮงข้อยเบิ่งเจ้ากับบัวเขียวฮักกันหลายปานได๋ ข้อยก็แฮงเข้าใจแล้วว่า ความฮักมันเป็นเฮื่องของหัวใจกับลิขิตของฟ้ากำหนดไว้แล้ว” บักมืดยิ้มให้แล้วจับมือสีโหกับบัวเขียวมากุมกันไว้ “คั่นซุมเจ้าคึดอยากแต่งงานกันก็บ่ต้องถ่าขอขมาข้อยดอก”

บัวเขียวแปลกใจเขารู้เรื่องแต่งงานได้อย่างไร บักมืดแค่มองตาทั้งคู่ก็เดาได้แล้ว โดยเฉพาะสีโหอยากจะมีลูกกับเธอใจแทบขาด ไม่อยากรอให้ถึงเมืองล่างด้วยซ้ำ

“มันชวนเจ้าเข้าพงจัดให้แน่ กูเว้าแม่นบ่บักสีโห”

“มึงนี่ฮู้ดีเกินไป มักแหวกหญ้าให้งูตื่น” สีโหพูดยังไม่ทันขาดคำ บัวเขียวทุบหลังเขาอย่างแรง นี่คิดแบบนี้กับเธอจริงหรือ สีโหแก้ตัวเป็นพัลวันว่าเปล่าแต่เธอไม่เชื่อทุบแขนเขาไม่หยุด สีโหต้องวิ่งหนี ระหว่างนั้นมีเสียงผู้ช่วยถึกร้องเรียกนายฮ้อยเคนดังเข้ามาว่ามีข่าวดีจะมาบอก...

ด้านจันแดงวิ่งหนีสุดแรงเกิดมาตามชายป่า ก่อนจะสะดุดหินหกล้ม หินคมบาดเท้าเลือดไหล แม้จะเจ็บแต่เธอกัดฟันวิ่งหนีต่อไปโดยลืมผ้าคลุมหน้าซึ่งตกอยู่ที่พื้น คล้อยหลังไม่นาน เสือคำแสนเดินตามมาเห็นผ้าคลุมหน้าของผู้หญิงก็นิ่วหน้าแปลกใจ หยิบผ้าขึ้นมาดมก่อนจะเดินตามรอยเลือด

ooooooo

นายฮ้อยเคนกับชาวทัพควายต่างดีใจไปกับผู้ช่วยถึกเมื่อรู้ว่าเขาขอจันแดงแต่งงาน และเธอก็ตอบตกลง เขาจึงรีบมาขออนุญาตนายฮ้อยเคนให้ช่วยเป็นพยานในความรักของเราสองคน

“ฮักกันแล้วเฮ็ดตามประเพณีให้ผู้ใหญ่ ให้ฟ้าดินเป็นพยาน มันก็ถูกต้องแล้ว”

“ขอบคุณนายฮ้อยหลาย ข้อยเตรียมเครื่องเซ่นเอาไว้แล้ว จันแดงกำลังถ่าข้อยอยู่ที่ศาลพ่อปู่ริมน้ำ ฟ้าวไปกันตอนนี้โลดเถาะ” ผู้ช่วยถึกว่าแล้วขยับจะไป แสงโสมพรวดพราดเข้ามาขวาง ประกาศกร้าวไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานครั้งนี้ และเธอจะใช้สิทธิ์ในฐานะน้องสาวขัดขวางทุกวิถีทาง

“อีแสงโสม เอื้อยเจ้าใหญ่พอสิตัดสินใจได้เองแล้ว เจ้าบ่ต้องไปเสือก เอาโตเองให้รอดก่อนเถาะก่อนสิอวดเก่ง ให้ผู้อื่นซังเจ้าหลายไปกว่านี้” คำแก้วต่อว่าเสียงลั่น สองสาว จะมีเรื่องกันอีก นายฮ้อยเคนรีบเข้าไปห้าม

“เซา นี่เป็นทัพควายที่อ้ายเป็นผู้นำ อ้ายนี่ล่ะมีสิทธิ์ตัดสินใจทุกอย่าง แสงโสม เอื้อยเจ้าใหญ่พอตัดสินใจเองได้ บ่ต้องถ่าความเห็นเจ้า ส่วนผู้ซอยถึกก็เฮ็ดงานข้อยมาแต่โดนแล้ว เพิ่นเป็นคนดี เป็นคนหมั่นอดทน บ่เคยมีสันดานเจ้าชู้ ข้อยเห็นนำที่สิอนุญาตให้เพิ่นแต่งงานกันได้”

แสงโสมจะค้านอีก ผู้ช่วยโทนรำคาญถ้ามีปัญหามากนักก็ให้มามีกับตนแล้วอุ้มเธอออกไปทันที ผู้ช่วยถึกขอบคุณนายฮ้อยเคนมากที่เห็นดีด้วย ชวนเขาไปหาจันแดงที่รอท่าอยู่...

จันแดงวิ่งหนีสุดฝีเท้าแต่ก็หนีไม่พ้นถูกเสือคำแสนจับตัวไว้ได้ ครั้นเห็นหน้าเธอชัดๆ เขาจำได้ทันทีว่าเธอเป็นลูกสาวของเฒ่าโสม จันแดงยกมือไหว้ขอร้องให้ปล่อยเธอไป พ่อของเธอก็ตายไปแล้ว เรื่องระหว่างพ่อกับเขาก็ขอให้จบแค่นี้ เขาไม่ยอมจบ ความแค้นที่เฒ่าโสมก่อไว้กับเขามากเกินอภัย แล้วจิกผมเธอเงื้อมือจะตบ

“ข้อยขอขมาแทนพ่อนำอ้าย...อ้ายอยากให้ข้อยชดใช้ด้วยเงินด้วยทองเท่าได๋ก็บอกมาโลด ข้อยสิหามาให้ตามที่อ้ายต้องการ อ้ายอยากแก้แค้นพ่อด้วยชีวิตข้อยก็บ่ได้อีหยังนอกจากความสะใจไปดอก พ่อข้อยก็ตายไปแล้ว ชีวิตข้อยมันบ่มีค่าเท่ากับเงินทองให้อ้ายดอก ข้อยขอร้อง” จันแดงร้องไห้สะอึกสะอื้นคลานเข้าไปกราบแทบเท้าเสือคำแสนที่มองเหมือนสนใจข้อเสนอ...

ทางฝ่ายผู้ช่วยถึกพานายฮ้อยเคนกับคำแก้วมาถึงศาลเพียงตากลับพบแต่ความว่างเปล่า จันแดงหายไป เดินหาจนทั่วก็ไม่เจอ นายฮ้อยเคนสำรวจรอบบริเวณพบรอยเท้าเธอเดินหายเข้าไปในป่า รีบแกะรอยตาม...

ด้านจันแดงยังคงต่อรองให้เสือคำแสนปล่อยตัวไปแลกกับทรัพย์สมบัติที่จะหามาให้ และเขาไม่ต้องกังวลว่าเธอจะเอาเรื่องที่เจอเขาไปบอกนายฮ้อยเคน

เธอสัญญาจะปิดปากเงียบ

“คำสัญญาของมึงมันบ่สำคัญกับกูแล้วอีจันแดง ตอนนี่กูมีนายฮ้อยผีเป็นพวก ชีวิตของบักเคนกับพวกทัพควาย มันบ่รอดลำน้ำชีหม่องนี่ดอก” พูดจบเสือคำแสนบีบคอจันแดงสุดแรงเกิด “พ่อมึงหักหลังกู นี่คือการตอบแทน ฝากมึงไปบอกพ่อมึงนำว่าเดี๋ยวกูสิส่งบักเคนกับพวกไปอยู่นำ”

จันแดงสู้สุดฤทธิ์ทั้งทุบทั้งข่วนแต่สู้แรงผู้ชายไม่ได้ ลมหายใจขาดเป็นช่วงๆก่อนจะแน่นิ่งไป

ooooooo

นายฮ้อยเคนตามรอยเท้าจันแดงลึกเข้าไปในป่า แต่อยู่ๆรอยเท้าก็หายไปราวกับมีใครบางคนพยายามกลบเกลื่อนร่องรอย ผู้ช่วยถึกไม่สบายใจมากตั้งข้อสมมติไปต่างๆนานาหรือจะเป็นสมุนของควาญบ้าที่แอบตามมาแก้แค้น นายฮ้อยเคนไม่คิดเช่นนั้นเพราะเรามาไกลเกินกว่าพวกมันจะตามมาได้

“แล้วไผล่ะสิมาเฮ็ดจังซี้ ป่านนี่จันแดงสิไปอยู่ไส เป็นจังได๋แนก็บ่ฮู้”

“อย่าฟ้าวร้อนใจไปผู้ซอย อาจสิบ่มีหยังอย่างที่เจ้าคึดก็ได้ เฮากลับไปตามหาหม่องเก่าดูอีกเถื่อจันแดงอาจสิกลับมาถ่าเฮาแล้วก็ได้”...

เหตุการณ์ไม่เป็นอย่างที่นายฮ้อยเคนคาดไว้ จันแดงไม่ได้กลับไปรอที่ศาลเพียงตา แต่กลายเป็นศพลอยมาติดตลิ่งใกล้ๆกับที่พักแรมของทัพควาย จ่อยกับสามผู้เฒ่า อ่วม เข่งและแต้มที่ลงไปอาบน้ำในลำน้ำชีเป็นคนเจอ ผู้ช่วยถึกเห็นศพหญิงคนรักถึงกับร้องไห้โฮอย่างไม่อายใคร...

แสงโสมเดินหนีผู้ช่วยโทนกลับมาที่พักแรมของทัพควาย ได้ยินเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นนิ่วหน้าแปลกใจ สักพักผู้ช่วยถึกอุ้มร่างไร้วิญญาณของจันแดงเดินนำคำแก้วกับนายฮ้อยเคนมาตามทาง

“เอื้อย...เอื้อยข้อยเป็นหยังไป เอื้อย” แสงโสมพุ่งเข้าไปหา ผู้ช่วยถึกทรุดลงนั่งแปะกับพื้น วางศพจันแดงไว้บนตักร้องไห้ปิ่มว่าจะขาดใจตาย แสงโสมเข้าไปเขย่าตัวเขาถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับพี่สาวของตน เขาทำอะไรเธอ นายฮ้อยเคนเข้ามาอธิบายว่าผู้ช่วยถึกไม่ได้ทำอะไร จันแดงจมน้ำตายเองแล้วศพลอยมาติดตลิ่ง

“จมน้ำ!! เอื้อยข้อยไปจมน้ำได้จังได๋ หลีกไป ข้อยบ่เชื่อ เอื้อยข้อยยังบ่ตาย” แสงโสมผลักผู้ช่วยถึกพ้นทาง แล้วเข้าไปเขย่าร่างไร้วิญญาณของจันแดงให้ลุกขึ้น อย่าทิ้งตนไว้คนเดียวแบบนี้ คำแก้วเข้าไปจับมือเธอไว้

“เซาเถาะแสงโสม เอื้อยจันแดงจมน้ำตายอีหลี นายฮ้อยซอยตรวจดูให้แล้ว ตามโตบ่มีฮ่องฮอยถูกเฮ็ดฮ้าย มีแค่แผลที่เท้าที่เกิดจากเหยียบก้อนหินแล้วพลาดตกลงไปในน้ำ”

“ข้อยเบิ่งตามสภาพศพแต่อยากฟังคำยืนยันจากเจ้านำ จันแดงว่ายน้ำเป็นบ่” นายฮ้อยเคนซัก
“เอื้อยข้อยว่ายน้ำบ่เป็น” แสงโสมหมดความอดกลั้นร้องไห้โฮ กอดศพพี่สาวไว้ ผู้ช่วยโทนจะเข้าไปปลอบเธอปัดมือสั่งห้ามมายุ่ง แล้วหันไปพาลใส่ผู้ช่วยถึก

รู้ทั้งรู้ว่าพี่สาวของเธอว่ายน้ำไม่เป็นยังจะพาไปอยู่ใกล้น้ำอีก เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าจันแดงว่ายน้ำไม่เป็น ไม่อย่างนั้นก็คงไม่ทิ้งเธอไว้ที่ศาลพ่อปู่ริมน้ำคนเดียวแบบนั้น

แสงโสมกำลังเสียใจที่พี่สาวต้องมาตายก็เลยพาลใส่ทุกคนไปทั่ว นายฮ้อยเคนอาสาจะจัดการเธอกับศพจันแดงเอง วานให้ผู้ช่วยโทนพาคำแก้วกับผู้ช่วยถึกไปพักกันก่อน ทั้งหมดมัวแต่เป็นห่วงแสงโสมไม่ทันสังเกตเห็นเสือคำแสนแอบซุ่มดูอยู่ด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย

ooooooo

เสือคำแสนเห็นว่าชุมโจรของเสือเปล่งเหนือกว่าทัพควายของนายฮ้อยเคนจึงเสนอให้บุกไปจัดการคืนนี้เลย รับรองพวกมันสู้เราไม่ได้ต้องตายกันหมดทัพควายแน่นอน เสือเปล่งทักท้วง ฝีมือนายฮ้อยทมิฬไม่ธรรมดา ขนาดทองพูนว่าแน่แล้วเพราะเคยปล้นด้วยกันมายังไม่รอด เสือปรายเห็นด้วยกับพ่อ

“แม้แต่ควาญบ้าที่มีอาคมเหล็กไหลปราบบ่ได้ง่ายๆคึดว่ามันบ่น่ารอดมาได้ มันก็ยังรอดมาได้อีก”

“แต่ซุมเจ้ามีนายฮ้อยผีอยู่นี่แล้วยังสิต้องย่านอีหยังอีก ทัพควายมันมีเทิ้งควายเป็นร้อยโตเทิ้งสมบัติที่พกติดโตมา แล้วยังผู้สาวงามๆอีกสามคน คั่นซอยข้อยบุกล่ะก็ ข้อยสิยกให้เบิ่ด ขอแค่ให้ได้ฆ่านายฮ้อยทมิฬนำมือข้อยเองก็พอ” โฆษณาชวนเชื่อของเสือคำแสนทำให้เสือปรายซึ่งบ้าผู้หญิงเป็นทุนเดิมถึงกับหูผึ่ง เสือเปล่งเองก็สนใจไม่แพ้ลูกชาย แต่นายฮ้อยผีกลับบอกว่ายังไม่ถึงเวลาที่เสือคำแสนจะไปเผชิญหน้ากับนายฮ้อยทมิฬ

“ซุมเจ้าก็นำเสือเปล่ง ปล่อยทัพควายของนายฮ้อยทมิฬเดินทางไปก่อนห้ามยุ่งกับพวกมันจนกว่าข้อยสิส่งคนมาสั่งเถาะนั่น” สั่งเสร็จนายฮ้อยผีเดินจากไป เสือคำแสนไม่ค่อยจะพอใจนักรีบตามไปคว้าไหล่ถามเหตุผลทำไมถึงต้องห้ามตนไปแก้แค้นนายฮ้อยทมิฬทั้งที่มันมาให้ฆ่าถึงที่

“เจ้ายังบ่เข้าใจคำว่ายังบ่ถึงเวลาอีกเบาะ”

เสือคำแสนไม่เข้าใจจะต้องให้รอถึงไหน วิชาคุณไสยที่นายฮ้อยผีอยากสอนให้ตนเพราะเห็นว่าตนมีความตั้งใจแรงกล้าที่จะเรียนรู้ เอาไว้เรียนหลังจากตนฆ่านายฮ้อยทมิฬแล้วก็ได้ ทันใดนั้นมีตะขาบเลื้อยขึ้นมาที่มือของเสือคำแสนข้างที่แตะไหล่นายฮ้อยผี เขาพยายามสะบัดทิ้งแต่มันกลับเลื้อยเข้าปาก ทำให้หายใจไม่ออกดิ้นทุรนทุราย นายฮ้อยผีกร้าวใส่ว่านายฮ้อยทมิฬเป็นศัตรูของตนเช่นกัน

“แต่มันมีสมบัติที่กูอยากได้หลายกว่าชีวิตมันอยู่นำ เพราะฉะนั้น คั่นยังบ่ถึงเวลาที่กูอยากให้มันตายไผก็ห้ามแตะต้องมันเด็ดขาด มึงฮู้บ่...มึงสิพร้อมเป็นอาวุธฆ่านายฮ้อยให้กูก็ต่อเมื่อกูเตรียมโตมึงให้พร้อม เมื่อถึงเวลาเถาะนั่น มึงฮู้บ่” นายฮ้อยผีตะคอกใส่หน้า เสือคำแสนใกล้จะขาดอากาศหายใจแต่ก็กัดฟันพยักหน้ารับคำ นายฮ้อยผีพนมมือบริกรรมคาถา ครู่เดียวอาการเจ็บปวดก็หายวับไป เสือคำแสนกลับมาหายใจสะดวกอีกครั้ง

“ป๋าให้นายฮ้อยทมิฬพาทัพควายเดินทางไปก่อน แต่มันสิเดินทางไปฮอดแค่ดงพญาเย็นเท่านั่น ย่อนว่าหม่องนั่นสิเป็นหลุมฝังศพของมันแน่นอน มึงเตรียมโตไปเก็บข้าวของ มื้ออื่นมึงต้องกลับดงพญาเย็นกับกู”...

นายฮ้อยเคนเห็นแสงโสมเอาแต่ร้องไห้ฟูมฟายไม่หยุดแถมพูดเรื่องฆ่าตัวตายจึงแอบเอายานอนหลับผสมน้ำให้ดื่ม ไม่กี่อึดใจยาออกฤทธิ์ เธอหลับคอพับเอนหัวพิงไหล่เขาไว้ เขาลองเขย่าตัวเรียกไม่เห็นเธอตื่นก็จับให้ลงนอนกับพื้น เอาผ้ามาห่มให้ ก่อนจะปรายตาไปเห็นคำแก้วแอบมองอยู่แต่ทำไม่รู้ไม่ชี้ ผู้ช่วยโทนเข้ามาถามว่าแสงโสมหลับไปแล้วหรือ เขาพยักหน้ารับคำ ต้องแอบเอายานอนหลับให้กิน

“บ่จังซั่นคืนนี้ได้ฟูมฟายเบิ่ดคืนบ่ได้หลับได้นอนแน่ ข้อยฝากเจ้าเบิ่งแยงต่อเด้อ” สั่งเสร็จนายฮ้อยเดินกลับไปที่เกวียนของตัวเอง เห็นคำแก้วนอนหลับอยู่ที่พื้นข้างเกวียน รู้เท่าทันว่าเธอแกล้งหลับก็เลยทำทีจะเข้าไปหอมแก้ม เธอตกใจลุกพรวดขึ้นนั่งโวยวายลั่น อยู่ๆจะมาลักหอมแก้มกันได้อย่างไร เขารู้ว่าเธอไม่ได้หลับแต่เพิ่งกลับจากไปแอบดูเขากับแสงโสมเพราะเห็นเขาหายไปนานสองนานกลัวเขาจะลืมเธอ

“แสงโสมกำลังเสียใจบ่เหลือไผอีก คั่นอ้ายอยากลืมข้อยแล้วไปเบิ่งแยงแต่แสงโสมผู้เดียวข้อยก็บ่ว่าดอก ข้อยใจกว้างพอ” ปากบอกว่าใจกว้างแต่สีหน้าคำแก้วไปคนละทาง นายฮ้อยเคนกระเซ้าจะพูดอะไรก็ให้ปากกับใจตรงกันหน่อย เธอเกลียดคนรู้ทันจะหนีไปนอนที่อื่น เขาคว้าเอวไว้ เธอไม่ทันระวังตัวล้มไปอยู่ในอ้อมกอดเขา

“นอนหม่องอื่นมันอันตราย นอนนี่แหละ เดี๋ยวอ้ายสิกล่อมเจ้านอนเอง”...

ครู่ต่อมา นายฮ้อยเคนเป่าโหวดกล่อมคำแก้วที่นอนหนุนตักตัวเองอยู่ข้างกองไฟ ทำนองเพลงเศร้าๆของโหวด ทำให้คำแก้วน้ำตาไหลพราก เขาเห็นเธอร้องไห้ ก็ตกใจถามว่าเป็นอะไร เธอฟังเสียงเป่าโหวดของเขาแล้วอดคิดถึงบ้านไม่ได้ ไม่รู้ว่าป่านนี้เป็นอย่างไรบ้าง

“อ้าย อีกโดนบ่เฮาถึงสิค้าควายเสร็จแล้วได้เมือบ้านกัน”

นายฮ้อยเคนอธิบายว่าตอนนี้เราอยู่ขอนแก่นเดินทางต่อไปก็เข้าสู่โคราช จากนั้นก็จะถึงสระบุรี ซึ่งเราจะเอาควายไปขายที่นั่นแล้วก็จะกลับสว่างแดนดิน พวกเราจะมีเงินมีทองกลับไปด้วย ไม่ต้องอดอยากกันอีกแล้ว คำแก้วอยากให้ถึงเวลานั้นเร็วๆ ขอให้พญาแถนเห็นใจเราด้วย บันดาลให้น้ำให้ท่าให้เราไปตลอดรอดฝั่ง ข้าวจะได้ไม่ต้องหนีนา ปลาจะได้ไม่ต้องหนีน้ำ คนจะได้ไม่ต้องพลัดถิ่นอีก นายฮ้อยเคนยิ้มรับดึงเธอมากอดไว้

“สิหวังให้พญาแถนเห็นใจอย่างเดียวบ่ได้ดอก เฮาก็ต้องขยันอดทนคือกัน ค้าควายเถื่อนี่แล้ว อ้ายสิเลิกค้าควายอีกเด็ดขาด แต่อ้ายสิใช้สองมือคู่นี่เฮ็ดให้ข้าวคืนนาเฮ็ดให้ปลาคืนวังเฮ็ดให้คนคืนหลังให้ได้...อ้ายสัญญา เฮาสิอยู่นำกันไปตลอด แต่ว่าคั่นเฮากลับไปอยู่บ้านแล้ว เจ้าอาจสิบ่มีโอกาสเดินทางตามหาความจริงว่าพ่อที่แท้จริงของเจ้าคือไผนะคำแก้ว”

“เฮื่องนั่นช่างหัวมันเถาะ ข้อยขอแค่มีอ้ายอยู่เป็นขวัญกำลังใจให้ข้อยก็พอแล้ว”

ooooooo

ขณะที่เสือคำแสนกำลังเก็บข้าวของใส่ห่อผ้าเตรียมเดินทางไปดงพญาเย็น บุญตายังคาใจไม่หายสมบัติมีค่าอะไรของนายฮ้อยทมิฬที่นายฮ้อยผีต้องการ แล้วทำไมถึงต้องฝึกเขาให้เป็นอาวุธไปฆ่านายฮ้อยทมิฬด้วย เสือคำแสนเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ถ้าเธออยากรู้ก็ให้ไปถามเอาเอง ได้คำตอบแล้วมาบอกตนด้วย เธอส่ายหน้า

“บ่เอาดอก นายฮ้อยผีเป็นตาย่านหลาย แค่เข้าใกล้ขนก็ลุกแล้ว”

“จังซั่นก็หุบปากไป อ้ายเดาว่าสมบัติที่นายฮ้อยทมิฬมีอาจสิเป็นเครื่องรางของขลังของดีที่เฮ็ดให้บักเคนมันเก่งอาคมหลายจนนายฮ้อยผียากสิโค่นมันได้เลยต้องฝึกให้อ้ายเก่งอาคมเพื่อซอยกันจัดการมัน...เอาล่ะเบิ่ดแนวสงสัยแล้ว อ้ายสิได้ฟ้าวตามนายฮ้อยผีไปดงพญาเย็น”

บุญตาขอร้องอย่าทิ้งเธอไว้ที่นี่ เสือปรายคอยจ้องจะลวนลามเธอตลอดทั้งที่รู้ว่าเธอท้อง เสือคำแสนปลอบว่าไม่ต้องเป็นกังวลไป เขาไม่ทิ้งเธอไว้ที่นี่เด็ดขาด จากนั้นเขาตามตัวกะปอมกับกาเหว่าให้มารับตัวเธอไปช่วยดูแลระหว่างที่เขาไม่อยู่ แล้วยื่นมือมาลูบท้องบุญตา สั่งให้ดูแลหลานของเขาให้ดีๆ

“อ้าย ปกติอ้ายก็บ่ได้มีนิสัยฮักเด็กน้อย แฮงได้ยินเสียงเด็กไห้กระจองอแงอ้ายแฮงหงุดหงิดแล้วเป็นหยังเถื่อนี่ อ้ายเบิ่งฮักลูกในท้องข้อยหลาย”

“ข้อยก็ว่าแปลกอยู่ แฮงเป็นลูกบักห่าจันดีนำลูกพี่แฮงบ่เอาไว้แน่” กาเหว่าเสริม เสือคำแสนด่าลั่นไม่ต้องสาระแน ตนสั่งให้ดูแลน้องสาวกับหลานในท้องให้ดีๆก็ทำตามคำสั่งแล้วหันไปยิ้มกับน้องสาว

“ย่อนว่าเป็นลูกของเจ้าอ้ายถึงได้ฮัก ไปเถาะบุญตา เมื่อถึงเวลาอ้ายสิตามไปพ้อเจ้า เบิ่งแยงน้องสาวกูให้ดี” เสือคำแสนยืนส่งบุญตาที่เดินไปกับกาเหว่าและกะปอมด้วยรอยยิ้มแฝงไปด้วยความร้ายกาจ...

นายฮ้อยเคนซึ่งนั่งพิงล้อเกวียนหลับโดยมีคำแก้วนอนหนุนตักฝันร้ายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในถ้ำเหล็กไหล เห็นควาญบ้าหรืออินตายต่อหน้าตัวเองโดยที่ไม่สามารถจะช่วยอะไรได้

อีกมุมหนึ่งไม่ห่างกันนัก นายฮ้อยผีลอบเข้ามายืนมองนายฮ้อยเคนกับคำแก้วเขม็ง ด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอด นายฮ้อยเคนขยับมือไปแตะด้ามปืนที่เหน็บเอวทั้งที่ยังหลับตาก่อนจะชักขึ้นเล็งไปยังจุดที่รู้สึกว่ามีคนยืนดูตัวเอง กลับพบแต่ความว่างเปล่า คำแก้วพลอยตื่นไปด้วยถามว่ามีอะไร

“อ้ายฮู้สึกมีคนอยู่แถวนี่กำลังจอบเบิ่งเฮาอยู่” พูดจบนายฮ้อยเคนลุกขึ้นไปแหวกพุ่มดูแต่ไม่พบอะไร เดินหาจนทั่วก็ไม่เจอ คำแก้วเริ่มเป็นกังวลขอร้องให้เขาหยุดหาได้แล้วไม่มีใครอยู่แถวนี้ เขายืนยันว่ามีเพราะสัญชาตญาณ

บอกอย่างนั้น เธอตั้งข้อสังเกตว่าเขาอาจฝันร้ายไปเอง แล้วถามว่าฝันร้ายเรื่องอะไร

“นายฮ้อยผี อดีตที่อ้ายบ่อยากจำอีก”

ooooooo

นายฮ้อยเคนไม่สบายใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นจึงไปปรึกษากับอาจารย์เม้าซึ่งสรุปอย่างไม่อ้อมค้อมว่าจิตใจของเขายังผูกติดอยู่กับความแค้นที่มีต่อนายฮ้อยผี ถ้าไม่ได้แก้แค้นก็ยากที่จิตใจจะได้อยู่อย่างสงบ

“เป็นไปบ่ได้ดอกจารย์เม้า ซีวิตข้อยตอนนี่มีหมู่เฮาให้คอยดูแล แล้วยังมี...”

“คำแก้ว...บ่ต้องตกใจดอกที่ข้อยฮู้ว่าตอนนี่นายฮ้อย ฮู้สึกจังได๋กับคำแก้ว ความฮักเป็นเฮื่องดี หล่อเลี้ยงจิตใจนายฮ้อยให้บ่ต้องแห้งแล้ง ซุมข้อยก็ต้องพากันยินดีนำ แต่เว่าซือๆอีกนั่นล่ะ ปากนายฮ้อยเว่าว่าพร้อมอโหสิกรรมแต่ลึกๆแล้วจิตใจนายฮ้อยยังตัดความแค้นบ่ได้”

“ย่อนว่าการตายของอ้ายอินแม่นบ่จารย์เม้า”

“แม่นแล้ว แฮงการเดินทางเถื่อนี่เปิดเผยความลับของชีวิตนายฮ้อยมากเท่าได๋ นายฮ้อยก็ยากสิเมือบ้านโดยบ่ได้สะสางอดีต คั่นแฮงฝืนเมือบ้านนายฮ้อยก็ต้องหาเฮื่องเดินทางออกมาอีกนั่นล่ะ จังซั่นแล้วคำแก้วก็เป็นตาหลูโตนหลาย” คำพูดของอาจารย์เม้าทำให้นายฮ้อยเริ่มหนักใจ ระหว่างนั้นจ่อยวิ่งหน้าตื่นเข้ามาตาม

“นายฮ้อย แย่แล้ว สิฆ่ากันตายอยู่แล้ว ฟ้าวไปห้ามไวๆแน”...

เรื่องจะฆ่ากันตายที่จ่อยว่าก็เนื่องจากสุบิน เฒ่าอ่ำและจันทารวมหัวกันกล่าวหาว่าผู้ช่วยถึกว่าพาจันแดงไปทำเรื่องผิดผีต่อหน้าศาลพ่อปู่ก็เลยถูกท่านลงโทษทำให้จันแดงต้องตาย ผู้ช่วยถึกอธิบายว่าไม่เคยทำเรื่องอย่างที่พวกสุบินกล่าวหา เขาแค่พาจันแดงไปสาบานรักต่อหน้าศาลพ่อปู่

“บ่มีไผเซื่อมึงดอก มึงถามเอาโลด ถามโลด” สุบินหันไปทางชาวทัพควายที่ยืนมุงอยู่โดยรอบ แต่ละคนมีสีหน้าและท่าทางเอนเอียงไปทางสุบินกันหมด จันทาได้ทีซ้ำเติมทันที

“ทีนี้มึงสิยอมรับได้บ่ว่ามึงกำลังสิพาความฉิบหายมาให้ซุมกู”

“แล้วก็บ่แม่นแค่มึงเท่านั้น บักสีโหกับบัวเขียว ผู้ซอยโทนกับแสงโสมก็คือกัน เผลอบ่ได้ดอกซุมอยากมีเมียจนโตสั่นเทิ้งนั่น อาจสิพากันไปผิดผีตามมึงแล้วพาลให้ซุมกูต้องซวยตามเบิ่ดทุกคนแล้วก็ได้”

“เฒ่าอ่ำ มึงหยามกูหยามเสี่ยวกูบ่พอ แฮงบ่ให้เกียรติจันแดงของกูอีก กูบ่ทนแล้ว” ผู้ช่วยถึกกระโจนใส่เฒ่าอ่ำทันที ทั้งสุบินกับจันทาเข้ามาขวาง จากนั้นก็ช่วยกันรุมชกต่อยผู้ช่วยถึกจนทรุดลงไปกองกับพื้น แล้วจะเข้าไปซ้ำแต่นายฮ้อยเคนเข้ามาห้ามไว้เสียก่อน

“เซาๆๆ เท่านี่ยังตายกันบ่พออีกบ่ ต้องตายห่ากันเบิ่ด บ่ต้องมีไผเหลือเมือเฮือนซุมมึงถึงสิพอใจแม่นบ่” ห้ามศึกเสร็จ นายฮ้อยเคนลากตัวผู้ช่วยถึกออกมา

สงบสติอารมณ์ที่ริมตลิ่ง เขายังแค้นใจไม่หายฮึดฮัด

จะกลับไปเอาเรื่องสุบินกับพวกให้ได้ ถ้านายฮ้อยเคนจะไล่เขาออกจากทัพควายเขาก็ยอม เพราะตอนนี้เขาไม่มีจันแดงแล้ว ไม่รู้ว่าจะต้องเหนื่อยยากค้าควายเอาเงินไปทำอะไร

“ให้ข้อยได้สั่งสอนซุมที่สร้างแต่ความแตกแยกเป็นการตอบแทนนายฮ้อยแฮงดีกว่า”

“ถ้าคึดอย่างเจ้าตอนที่ข้อยเสียคำแพงไป ทัพควายก็คงบ่ได้ออกเดินทาง พ่อแม่พี่น้องที่สว่างแดนดินก็คงพากันอดตาย บ่มีความหวังว่าสิอยู่พ้นแล้งนี่ดอกผู้ซอยถึก...ทุกคนในทัพควายนี่บ่ได้เดินทางมาเพราะปัญหา ของโตเองแต่มานำความหวังของพ่อแม่พี่น้องที่ถ่าเฮาเอาความสุขเมือให้ เจ้าลืมไปแล้วบ่ผู้ซอย”

ผู้ช่วยถึกได้คิด ทรุดลงนั่งยกมือไหว้ขอโทษ

นายฮ้อยเคนทั้งน้ำตาที่คิดอะไรแค่ตื้นๆ นายฮ้อยเคนบีบไหล่เขาอย่างเป็นกำลังให้ หากเข้าใจทุกอย่างแล้วก็ขอให้เขากลับไปทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย

เขาพยักหน้ารับคำ นายฮ้อยเคนมองตามก่อนจะหันมา บอกกับอาจารย์เม้าว่ารู้คำตอบที่เราคุยค้างกันไว้แล้ว

ooooooo

ขณะเดินกลับไปยังเกวียนที่พัก อาจารย์เม้าอดถามไม่ได้ว่าคำตอบที่นายฮ้อยเคนพูดถึงเมื่อครู่นี้คืออะไร

“เฮื่องอดีตของข้อยที่รบกวนจิตใจ ข้อยสิหาทางปล่อยวางมันให้ได้”

อาจารย์เม้าเชื่อว่าหากนายฮ้อยเคนทำได้อย่างที่พูดก็คงจะดีไม่น้อย แต่อดีตเหมือนเงาตามตัว ไม่มีใครหนีพ้น เขาเข้าใจดีแม้จะทำใจให้ลืมเรื่องนายฮ้อยผีได้ยากแต่จะพยายามทำเพื่อคำแก้ว

“ชีวิตคำแก้วเหลือก็แต่ข้อยผู้เดียวแล้ว ข้อยสิบ่ถิ่มคำแก้วไปเด็ดขาด ส่วนปัญหาที่ซุมทิดสุบินเว่ามาให้เกิดความแตกแยก หลังไว้ทุกข์จันแดงครบ 7 มื้อ ข้อยคึดไว้แล้วว่าสิหาทางออกจังได๋” พูดจบนายฮ้อยเคนเดินไปช่วยคำแก้วดูแลควาย อาจารย์เม้าอดเป็นห่วง

แทนเขาไม่ได้ ยกมือไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่วมหัว ภาวนาอย่าให้เขาได้เจอกับนายฮ้อยผีอีกเลย อดีตจะได้ไม่ตามมาหลอกหลอนเขาอีก...

บนเส้นทางมุ่งสู่ดงพญาเย็น นายฮ้อยผีขี่ม้านำเสือคำแสนที่เดินตามมาอย่างอ่อนล้าเนื่องจากเดินทางติดต่อกันมาหลายวัน เขาเริ่มบ่นเมื่อไหร่จะถึงสักที นายฮ้อยผีไม่ตอบยังคงขี่ม้าต่อไป เสือคำแสนก้าวขาไม่ออกทรุดลงนั่งแปะกับพื้น นายฮ้อยผีหันมาเห็นใบหน้าซีดเซียว

เนื่องจากกระหายน้ำของเขาแทนที่จะยื่นกระบอกน้ำให้กลับเอาน้ำเทลงพื้น เสือคำแสนต่อว่าว่าทำไมต้องทำแบบนี้ด้วย นั่นน้ำกระบอกสุดท้ายแล้วไม่ใช่หรือ

“พู้นผ่านช่องเขานั่นไปก็ดงพญาเย็นแล้ว เจ้าคงเคยได้ยินชื่อเสียงความน่ากลัวของมันมาบ้างแล้วแม่นบ่”

เสือคำแสนเคยได้ยินว่าที่นั่นมีอันตรายมากมายถ้าไม่มีวิชาอาคมเก่งกาจก็ยากที่จะรอดไปได้ แต่ไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับน้ำกระบอก

สุดท้าย นายฮ้อยผีตั้งกฎไว้ถ้าจะให้สอนวิชาอาคม ก็ต้องให้เขาเริ่มต้นเหมือนกันกับตนเอง แล้วชักปืนขึ้นมายิงขาข้างหนึ่งของเขาท่ามกลางความงุนงงของคนถูกยิง

“กว่ากูสิเป็นได้อย่างทุกมื้อนี่ กูก็ต้องเฉียดตายมาก่อน ถิ่มข้าวของและอาวุธทุกอย่างของมึงไว้หม่องนี่ แล้วลากสังขารมึงฝ่าอันตรายเทิ้งสัตว์ป่าเทิ้งภูตผีปีศาจไปพ้อกูที่กลางดงพญาเย็น คั่นมึงตายระหว่างทางมึงได้อดแก้แค้นนายฮ้อยทมิฬแน่” ว่าแล้วนายฮ้อยผี

ชักม้าเดินทางต่อไป ทิ้งให้เสือคำแสนนอนร้องครวญคราง

“บักห่าเอ๊ย อย่าให้ถึงทีกูบ้างก็แล้วกัน บักนายฮ้อยผี กูเก่งกว่ามึงเมื่อได๋กูเอาคืนมึงสาสมแน่”

ขณะที่เสือคำแสนถูกทิ้งให้ผจญกรรมเพียงลำพังกลางป่า ตำรวจนำกำลังเข้าบุกทลายชุมโจรของเสือเปล่ง เนื่องจากเสือปรายดันไปหิ้วโสเภณีซึ่งสายของตำรวจกลับมาที่ชุมโจรทำให้ตำรวจตามมาถูก สองเสือพ่อลูกหนีตายออกมาได้ แต่สมุนไม่โชคดีอย่างนั้น เสือเปล่งเจ็บใจที่ลูกชายบ้าผู้หญิงจนชักศึกเข้าบ้าน ถูกตำรวจ

ไล่ล่าเกือบเอาชีวิตไม่รอด สมบัติที่สะสมไว้ก็แทบไม่เหลือติดตัว ลูกน้องก็ตายหมด ไล่เตะลูกชายอุตลุด

เสือปรายต้องยกมือไหว้ขอโทษพ่อ รับปากจะหาเหยื่อที่ปล้นทีเดียวแล้วเราไม่ต้องปล้นไปอีกหลายเดือน

“มึงสิให้กูไปปล้นไผแถวนี่อีก แค่สิหนีตำรวจอย่างเดียวก็ยังบ่รอด”

“ก็บ่ต้องปล้นแถวนี่ไงพ่อ จังได๋ก็ต้องหนีไปจากหม่องนี่แล้ว เฮาก็แค่ตามซุมมันไป หาโอกาสเหมาะๆ ได้เมื่อได๋ แค่เชือดมันคนเดียวก็ได้สมบัติมีค่าหลายเป็นของเฮาแล้ว”

“มึงหมายถึงไผวะ” เสือเปล่งมองลูกชายอย่างรอคำตอบ

ooooooo

หลังจากเดินทางต่อเนื่องไม่ได้หยุดพัก ฝ่าทั้งลมฝ่าทั้งฝน ทัพควายของนายฮ้อยเคนมาตั้งค่ายพักแรมที่บ้านหนองบัวลายเขตจังหวัดนครราชสีมา ระหว่างที่ผู้ช่วยถึกกับผู้ช่วยโทนเดินตรวจดูความเรียบร้อยของกลุ่มต่างๆ มาถึงกลุ่มของสุบิน จันทา เฒ่าอ่ำและบุญเพ็ง สุบินไม่วายหาเรื่องว่ากระทบ

“เฮ้ย บุญเพ็ง คั่นมึงบ่อยากตายโหงคือจันแดง มึงอยู่ห่างๆซุมผู้ซอยเอาไว้ดีกว่า บ่จังซั่นสิหาว่ากูบ่เตือน”

ผู้ช่วยถึกเจ็บใจจะเข้าไปเอาเรื่องแต่ผู้ช่วยโทนห้ามไว้ เตือนว่านายฮ้อยเคนสั่งไว้อย่างไรจำไม่ได้หรือ เขาจำได้แต่ถ้าปล่อยให้พวกมันทำแบบนี้ คนอื่นจะเชื่อมันมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วต่อไปใครจะเชื่อฟังพวกเรา

“แต่นายฮ้อยสั่งไว้แล้วว่าพ้นไว้ทุกข์จันแดงครบ 7 มื้อ แล้วสิแก้ปัญหานี้ให้ ป๋าซุมมันไปเถาะ เพิ่นเดินทางมาโดนแล้ว อยากสิอยู่ใกล้ผ้าสาวแนก็เลยอิจฉาเถาะนั่น”...

การเดินทางสมบุกสมบันครั้งนี้ทำให้คำแก้วป่วยเป็นหวัด แม้จะไม่มีไข้แต่นายฮ้อยเคนไม่ไว้ใจ จับให้กินยาหม้อและสั่งให้นอนพักเยอะๆไม่ต้องลุกไปไหน

เขาจะดูแลเธอเอง เธอนึกขึ้นได้ว่านี่ก็ครบเจ็ดวันที่จันแดงตายแล้ว เธออยากรู้ว่าเขาจะแก้ปัญหาที่ทัพควายแตกแยกกันเรื่องผู้หญิงได้อย่างไร เขานึกแล้วไม่มีผิดว่าเธอต้องอยากรู้เรื่องนี้ คำแก้วต่อรองหากยอมกินยาดีๆ เขาต้องบอกแผนจัดการกับปัญหานี้ให้ฟัง

“เจ้านี่เฮ็ดโตอย่างกับเด็กๆ บอกก็ได้”...

คำแก้วรู้เรื่องที่นายฮ้อยเคนอนุญาตให้สีโหแต่งงานกับบัวเขียวเพื่อแก้ปัญหาความแตกแยกภายในทัพควายก็รีบนำข่าวดีนี้ไปบอกเจ้าตัว สีโหดีใจเนื้อเต้นเข้าไปกอดไปหอมบัวเขียวหลายฟอดจนเธอเขินอาย ต้องเตือนเขาจะทำอะไรให้เกรงใจคำแก้วบ้าง เขาถึงได้คลายอ้อมกอด

“เออ แล้วเป็นหยังนายฮ้อยถึงอยากเฮ็ดพิธีแต่งงานให้เฮาล่ะคำแก้ว”

“เพื่อให้ผู้อื่นในทัพควายเซามีอคติกับซุมอ้ายเลยอยากให้ฮักกันถูกต้องตามประเพณีสิได้เซาใส่ฮ้ายว่าพากันไปเฮ็ดผิดผีให้ทัพควายเจอแต่เฮื่องบ่ดีอีก” คำแก้วว่าไปก็ฮัดเช้ยไปด้วยเนื่องจากเป็นหวัด แล้วเล่าเพิ่มเติมอีกว่าไม่ได้มีแต่คู่ของสีโหกับบัวเขียวเท่านั้น ยังมีคู่ของแสงโสมกับผู้ช่วยโทนอีกด้วย แสงโสมผ่านมาได้ยินพอดีตกใจถึงกับทำข้องใส่ปลาหล่นกระจาย ทั้งสามคนหันขวับไปเห็นเธอเข้าก็ตกใจเช่นกัน

ooooooo

แสงโสมไม่พอใจมากที่ถูกจับคู่โดยไม่ถามกันสักคำ ตรงไปโวยวายใส่นายฮ้อยเคนว่าจะไม่ทำตามที่เขาสั่งเด็ดขาด เขาไม่ยอมให้เธอปฏิเสธคำสั่งของเขา เตือนเธอว่ายังถูกคาดโทษอยู่และที่สำคัญตอนนี้เธอก็ไม่มีใครให้ต้องดูแลอีกแล้ว จะมีก็แต่เขาเท่านั้นที่พ่อกับพี่สาวของเธอฝากฝังเธอเอาไว้

“นายฮ้อยกำลังสิอ้างว่าเป็นผู้ปกครองข้อย เลยชี้นิ้วสั่งข้อยจังได๋ก็ได้แม่นบ่”

“แม่นแล้ว นอกจากเป็นผู้ปกครองเจ้าแล้วยังเป็นนายฮ้อยปกครองทุกคนในทัพควายอีก คั่นไผบ่ฟังคำสั่งอ้าย ก็บ่ต้องอยู่นำกัน” นายฮ้อยเคนสั่งเสียงเฉียบ

แทนที่จะเกรงกลัวแสงโสมกลับเลือกจะไปตามทางของตัวเองไม่ขอร่วมทัพควายอีกต่อไป แล้วขยับจะไปคำแก้วเข้ามาขวางไว้ ทั้งปลอบทั้งขู่ไม่ให้จากไปไหนแต่เธอยืนกรานไม่ยอมทำตามคำสั่งของนายฮ้อยเคน แล้วเดินจากไปไม่พอใจอย่างมาก คำแก้วจะตาม แต่นายฮ้อยเคนห้ามไว้...

ครู่ต่อมาแสงโสมแอบมานั่งร้องไห้เพียงลำพังน้อยใจในโชคชะตา เหลือตัวคนเดียวไม่พอยังจะถูกบังคับให้แต่งงานกับผู้ช่วยโทนทั้งที่ความจริงเธอเองก็มีใจให้เขา เพียงแต่ไม่ชอบให้ใครมาบังคับ

เสือปรายที่แอบซุ่มอยู่ชี้ชวนให้เสือเปล่งดูผู้หญิงที่กำลังนั่งร้องไห้ ตนจำได้ว่านั่นคือลูกสาวของเฒ่าโสม ขึ้นชื่อว่ามีใบหน้างดงามแต่ปากเน่าราวกับปลาแดก เสือเปล่งรีบปิดปากลูกชายไว้เนื่องจากเห็นผู้ช่วยโทนเดินเข้ามา แสงโสมชักมีดสั้นที่เหน็บเอวขึ้นมาขู่ไม่ให้เข้าใกล้ เขารีบออกตัวว่าไม่ได้จะมาทำอะไรเธอ

“อย่ามาขี้ตั๋ว นายฮ้อยสั่งให้เจ้าแต่งงานกับข้อยได้ นี่มันโอกาสดีของเจ้าแล้วที่สิมาลากข้อยไปเฮ็ดเมีย ขืนเข้ามาใกล้ล่ะก็ ข้อยสิแทงให้ไส้ไหลเลย...ไป”

“โอ้ย อ้ายบ่มักขืนใจไผดอก ต่อให้อยากได้เจ้าเป็นเมียปานได๋ก็ต้องถ่าให้เจ้ายินยอมพร้อมใจเถาะนั่น” และเพื่อเป็นการทำให้แสงโสมไว้ใจ ผู้ช่วยโทนปลดอาวุธตัวเองวางไว้แล้วเดินเข้าไปหา ป่วยการจะเกลี้ยกล่อม แสงโสมยืนกรานจากนี้ไปจะไม่เชื่อใครอีกนอกจากตัวเองแถมยังทำมีดบาดแขนเขาเลือดไหล แล้วผละจากไปอย่างไม่ไยดี ผู้ช่วยโทนจะตามแต่แผลถูกมีดเลือดไหลไม่หยุด จึงต้องกลับไปทำแผล

เสือเปล่งกับเสือปรายที่ซุ่มดูอยู่ตลอดมองหน้ากันก่อนจะสะกดรอยตามแสงโสม จากนั้นไม่นาน สองพ่อลูกเห็นแสงโสมสะพายห่อผ้าใส่สัมภาระเดินออกจากค่ายพักแรม เสือปรายเห็นปลอดคนรีบเอาผ้าขึ้นมาโพกหน้าจะเข้าไปฉุดเธอแต่เสือเปล่งรั้งตัวไว้

“มึงหัดใช้หัวสมองคึดก่อนได้บ่ มึงจับอีแสงโสมได้ แล้วผู้อื่นในทัพควายล่ะ มันผิดกันแล้วหนีออกมาจังซี้ เดี๋ยวซุมมันก็แห่กันออกตามหา เกิดพ้อเฮาขึ้นมามึงสู้ไหวบ่”

เสือปรายส่ายหน้าแทนคำตอบ เสือเปล่งอธิบายหากคิดจะจับลูกเสือลูกตะเข้ก็ต้องฆ่าพ่อแม่มันก่อน นายฮ้อยเคนมีฝีมือแก่กล้า จนนายฮ้อยผียังต้องฝึกเสือคำแสนมาช่วย ในเมื่อตนไม่มีอาคมไปสู้มันได้ ตนก็ต้องใช้สมองสู้ โดยตีพวกมันให้แตกจากข้างใน แล้วค่อยจัดการเชือดตอนมันเผลอ

เป็นอย่างที่เสือเปล่งคาดไว้ พอพวกทัพควายรู้ว่าแสงโสมหายตัวไปก็พากันตามหา เธอเห็นสามผู้เฒ่ากับผู้ช่วยโทนเดินมาใกล้จุดที่ตัวเองซ่อนอยู่ จึงขยับถอยหลังแต่ดันเหยียบถูกกิ่งไม้หักดังเป๊าะ เฒ่าแต้มหันขวับไปมอง เธอตกใจไม่รู้จะทำอย่างไรดี ทันใดนั้นมีมือคู่หนึ่งมาปิดปากไว้ เธอพยายามดิ้นหนีแต่เสือปรายปิดปากแน่น สั่งให้อยู่เงียบๆแล้วอุ้มตัวออกไป ผู้ช่วยโทนกับสามผู้เฒ่ามาถึงจุดที่แสงโสมเคยซ่อนตัวแต่ไม่พบใคร

ooooooo

แสงโสมกัดมือเสือปรายอย่างแรงจนต้องปล่อยเธอเป็นอิสระ จากนั้นเธอชักมีดสั้นขึ้นมาขู่ไม่ให้เข้าใกล้

“เซาๆๆ เก็บมีดไว้แล้วฟังข้อยก่อนเด้อแสงโสม”

หญิงสาวแปลกใจรู้จักตนเองได้อย่างไร เสือปรายขอร้องให้เก็บมีดก่อนจะได้คุยกันให้รู้เรื่อง เธอไม่สนใจ

แทงมีดใส่ เขาเอี้ยวตัวหลบแล้วจับข้อมือเอาไว้ แนะนำตัวเองว่าชื่อเสือปรายเป็นลูกของเสือเปล่งซึ่งเคยออกปล้นกับเฒ่าโสมแถมสาบานเป็นพี่เป็นน้องกันอีกด้วย แสงโสมไม่เคยได้ยินพ่อพูดถึงชื่อนี้มาก่อน

“เจ้าบ่เคยได้ยินดอก ก็ย่อนว่าพ่ออ้ายกับพ่อเจ้าฮ่วมปล้นนำกันตั้งแต่เจ้ายังบ่เกิด”

ไม่ว่าเสือปรายจะพูดอะไรแสงโสมไม่ฟังทั้งนั้น ยืนยันจะไม่เชื่อใจใครอีกนอกจากตัวเองแล้วใช้มีดจ้วงแทงเขาอีก เสือปรายหมดทางเลือกจำต้องชกท้องเธอจนสลบเหมือด...

ผู้ช่วยโทนตั้งใจว่ากินมื้อค่ำเสร็จจะออกไปตามหาแสงโสมอีกครั้ง แต่นายฮ้อยเคนห้ามไว้ สั่งให้อยู่แต่ในที่ตั้ง แถวนี้อาจมีโจรลอบเข้ามาปล้นควายเราอีกก็ได้

“เฮาให้โอกาสมาหลายเถื่อแล้ว แต่ก็บ่เคยคึดสิปรับปรุงโตจักเถื่อ คั่นแสงโสมเลือกทางแยกโตไปจังซี้ ก็ต้องว่าตามนั่น ชีวิตไผชีวิตมัน” นายฮ้อยเคนเห็นผู้ช่วยโทนอ้าปากจะทักท้วง ชิงพูดขึ้นเสียก่อน “เซาๆ ไปเฮ็ดหน้าที่ผู้ซอยเบิ่งแยงควายนำ ได้ยินว่ามีหลายโตที่อาการบ่ดี ไปโลด” ท่าทางเอาจริงของนายฮ้อยเคนทำให้ผู้ช่วยโทนไม่กล้าพูดอะไรอีก เดินคอตกออกไปกับสามผู้เฒ่า อ่วม แต้มและเข่ง ขณะที่คำแก้วเข้ามาต่อว่า

“ไปตัดหางปล่อยวัดแสงโสม เฮ็ดจังซั่นคึดดีแล้วบ่อ้าย”

“อ้ายตัดสินใจไปแล้ว เจ้าบ่ต้องถามอีก” พูดจบนายฮ้อยเคนเดินกลับเกวียนที่พัก ถามเธอว่าหายดีแล้วหรือถึงได้ตามมาเซ้าซี้เขาแบบนี้ เธอได้กินยาได้นอนพักก็ค่อยยังชั่วแล้ว

“ดีขึ้นแล้วก็ดี มื้ออื่นอ้ายสิเฮ็ดพิธีผูกข้อไม้ข้อมือให้สีโหกับบัวเขียว ทุกคนควรสิอยู่กันพร้อมหน้า”

“แล้วแสงโสมล่ะอ้าย”

“คั่นบ่กลับมาเองก็ถือซะว่าแสงโสมบ่แม่นคนของทัพควายอ้ายอีกแล้ว” พูดจบนายฮ้อยเคนผละจากไป...

คำแก้วเป็นห่วงแสงโสมที่ต้องออกไปอยู่เพียงลำพัง จัดแจงจะแอบออกไปตามหา นายฮ้อยเคนรู้เท่าทันความคิดของเธอมาขวางหน้าไว้ ก่อนจะอุ้มเธอตัวลอยกลับไปยังเกวียนที่พัก ตั้งใจมั่นคืนนี้จะจับเธอนอนใกล้ๆตัวเองจะได้ไม่หนีไปไหนอีก

ooooooo

แสงโสมยังนอนหมดสติอยู่ข้างกองไฟที่มอดจนเหลือแต่ควันโดยมีเสือปรายนั่งมองเธอด้วยสายตาหื่นกระหาย ก่อนจะเอามือลูบไล้ไปตามหน้าตาเนื้อตัวเธอ

“ขาวจังซี้ เนื้อโตก็นุ่มนิ่มจังซี้ มันน่าเสียดายแท้ คั่นบ่ต้องเฮ็ดตามแผนของพ่อกูล่ะก็ อีแสงโสมเอ้ย มึงถืกกูจับเฮ็ดเมียวนไปหลายรอบแล้ว” เสือปรายเห็นแสงโสมเริ่มขยับตัว รีบถอยห่าง ทำเป็นหันไปสนใจกะปอมที่เสียบไม้ย่างอยู่ เธอลืมตาตื่นขึ้นมาเห็นเขาก็ตกใจ รีบสำรวจตัวเองพลางโวยวายลั่นว่าทำอะไรกับตน

“เซาๆๆ ใจเย็นแสงโสม คั่นอ้ายคึดแตะต้องโตเจ้าอีหลี เจ้าก็ต้องฮู้สึกโตแล้ว” เสือปรายพยักพเยิดให้ แสงโสมดูสภาพตัวเองว่าถูกแตะต้องหรือเปล่า ปรากฏว่าเสื้อผ้าของเธออยู่ในสภาพปกติก็เบาใจไปเปลาะหนึ่งก่อนจะถามหามีดสั้นของตัวเอง เสือปรายชี้ให้ดูมีดที่ปักอยู่ใกล้กองไฟ

“อ้ายเอามาเฮ็ดกะปอมย่างให้ เจ้าเบิ่ดสติไปข้ามมื้อข้ามคืนจังซี้ตื่นมาต้องหิวหลายแน่” พูดจบเสือปรายยื่นกะปอมย่างให้ด้วยรอยยิ้มที่แสร้งมีไมตรี แสงโสมไม่ไว้ใจไม่ยอมรับมากินทั้งที่หิวขนาดกินช้างได้ทั้งตัว เขาต้องหว่านล้อมอยู่นานเธอถึงได้ไว้ใจ ยอมรับกะปอม มากัดกิน เสือปรายลอบยิ้มพอใจที่เหยื่อติดเบ็ด...

ในเวลาไล่เลี่ยกัน สีโหกับบักมืดกำลังต่อรองราคาควายกับเสือเปล่งในคราบพ่อค้ารับซื้อควาย เสือเปล่งรู้ว่าสีโหร้อนเงินจะเอาไปแต่งเมียก็เลยกดราคาควายเหลือตัวละ 500 บาท โชคดีที่นายฮ้อยเคนมาเจอเสียก่อน บอกกับสีโหถ้าไม่ได้ราคาตัวละ 900 บาทก็อย่าไปขาย รอเอาไปขายเมืองล่างดีกว่า ส่วนเรื่องเงินที่จะมอบให้บัวเขียว ตนจะให้เขาหยิบยืมไปใช้ก่อนก็ได้ เสือเปล่งมองไม่ค่อยพอใจนักถามว่าเป็นใคร

“นี่นายฮ้อยทมิฬ นายฮ้อยทัพควายเฮาเอง” บักมืดแนะนำ เสือเปล่งทำเป็นตกใจ นี่นายฮ้อยทมิฬตัวเป็นๆจริงหรือ บักมืดยืนยันว่านี่เป็นตัวจริงเสียงจริง

“เป็นบุญของข้อยหลายที่ได้พ้อนายฮ้อยทมิฬที่เลื่องลือไปทั่วอีสาน บุญหลายอีหลี” เสือเปล่งยกมือไหว้ท่วมหัว จากนั้นการตกลงซื้อขายควายก็เป็นไปอย่างราบรื่นถูกใจสีโหถึงขนาดขอบอกขอบใจเสือเปล่งยกใหญ่

“บ่เป็นหยังดอก ซุมเจ้าบ่บอกข้อยก่อนว่าเป็นทัพควายนายฮ้อยทมิฬ นายฮ้อยคนดีที่บ่ได้แค่เดินทางไปค้าควาย แต่ยังซอยเหลือชาวบ้านที่เดือดฮ้อนระหว่างทางนำ ได้พ้อคนดีๆถือเป็นบุญหลายของข้อย บ้านข้อยอยู่บ่ไกลจากแถวนี่ ข้อยอยากเชิญนายฮ้อยไปกินข้าวที่บ้านให้เป็นมงคลกับข้อยได้บ่”

“ขอบใจหลายพ่อใหญ่ แต่ข้อยชื่อนายฮ้อยเคนเป็นแค่นายฮ้อยธรรมดา ให้บุญให้กุศลไผบ่ได้ดอก คั่นอยากได้บุญก็เอาอาหารไปถวายวัด ถวายพระเถาะ...บักสีโห บักมืดกลับกันได้แล้ว”

เสือเปล่งพยายามหลอกถามว่าทัพควายของนายฮ้อยเคนจะพักที่นี่อีกนานไหมแต่เขาไม่ตอบ ได้แต่เดินจากไปพร้อมกับสีโหและบักมืด...

ระหว่างกลับค่ายพักแรม นายฮ้อยเคนไม่วายต่อว่าสีโหว่าเคยเตือนแล้วไม่ใช่หรือว่าอย่าค้าขายกับคนแปลกหน้าจะถูกหลอกเอาได้ ดีที่ตนผ่านมาเห็นเสียก่อน สีโหขอโทษเขาด้วย เนื่องจากไม่มีสมบัติสักชิ้นก็เลยต้องขายควายเอาเงินมาไว้เป็นสินสอด บัวเขียวจะได้ภูมิใจที่ได้แต่งงานด้วย นายฮ้อยเคนจะยกโทษให้แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว แล้วเร่งให้รีบไปกันได้แล้ว ป่านนี้ทุกคนคงรอสีโหผูกข้อไม้ข้อมือกับบัวเขียวแล้ว

ooooooo

จากนั้นไม่นาน ทุกคนมารวมตัวกันที่ลานกว้างกลางทัพควายเพื่อร่วมเป็นสักขีพยานการบายศรีสู่ขวัญบ่าวสาว โดยมีอาจารย์เม้าทำหน้าที่เป็นหมอสู่ขวัญให้สีโหกับบัวเขียว พิธีจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายแต่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายความรัก อาจารย์เม้านำสวดเสร็จก็ให้ศีลให้พรทั้งคู่

“เอาล่ะ เดี๋ยวผูกข้อมือกันแล้ว สีโหกับบัวเขียวก็สิได้เป็นผัวเมียกันอย่างถูกต้องตามประเพณี แต่คั่นเจ้าอยากคึดสิเปลี่ยนใจตอนนี่ก็ยังทันเด้อบัวเขียว” อาจารย์เม้ากระเซ้า บัวเขียวนึกสนุกแกล้งทำท่าจะเปลี่ยนใจเล่นเอาสีโหหน้าเสียคิดว่าเป็นเรื่องจริง เธอต้องรีบบอกว่าแค่ล้อเล่น ทุกคนต่างโล่งอก

“เอาล่ะ ในเมื่อบัวเขียวบ่คึดเปลี่ยนใจ บักสีโหก็อยากมีเมียจนโตสั่นแล้ว เฮามาร่วมกันเป็นสักขีพยานให้ความฮักที่เกิดขึ้นในทัพควายเถื่อนี่โลด” สิ้นเสียงนายฮ้อยเคนมีเสียงเฮดังลั่น “ยังบ่เบิ่ด ระหว่างพักแรมถ่าให้เทิ้งคนเทิ้งควายเซาเมื่อยจากการเดินทาง ข้อยอนุญาตให้ไปเที่ยวเมืองโคราชได้แต่ต้องเฮ็ดตามกฎที่เคยให้ไว้ ห้ามกลับหลังหกทุ่ม ห้ามพากันไปเบิ่ดหมู่ให้เหลือคนไว้เฝ้าควายเฝ้าเกวียนนำ ห้ามมีเฮื่องกับไผเด็ดขาด เข้าใจบ่”

ทุกคนรับคำอย่างพร้อมเพรียงกัน นายฮ้อยเคนยิ้มรับแล้วพยักพเยิดให้สามผู้เฒ่าบรรเลงเพลงจังหวะสนุกสนาน ขณะที่ทุกคนทยอยผูกข้อไม้ข้อมือและอวยพรให้คู่บ่าวสาว...

คำแก้วถึงกับร้องเอะอะเมื่อรู้ว่านายฮ้อยเคนมักจะพาพวกค้าควายมาแวะเมืองโคราชเพราะที่นี่มีซ่องให้เที่ยวมากมาย เขาเองก็คงจะเป็นหนึ่งในพวกชอบเที่ยวผู้หญิงเช่นกัน เขาปฏิเสธลั่นว่าไม่เคยไปเหยียบที่นั่นแม้แต่ครั้งเดียว เธอไม่เชื่อสะบัดหน้าใส่อย่างงอนๆ เขากอดเธอไว้แน่นเอาแก้มแนบกับแก้มเธอ

“คำแก้ว กว่าอ้ายจะตัดใจจากคำแพงมาฮักเจ้าได้ก็ต้องผ่านบททดสอบจิตใจมาหลาย ต้องผ่านการฮู้ความจริงว่าเจ้าบ่แม่นน้องสาวแท้ๆของคำแพงก่อน อ้ายถึงเลือกเดินหน้าชีวิตกับเจ้า เพราะฉะนั้นมั่นใจเถาะว่าอ้ายเป็นผู้ชายที่เห็นแก่ความฮักหลายกว่าความต้องการ ถ้าบ่ฮักไผบ่กล้ากอดเอาไว้จังซี้ดอก” พูดจบนายฮ้อยเคนหอมแก้มคำแก้วฟอดใหญ่ “ทีนี้ไว้ใจอ้ายได้บ่ ถ้ายัง อ้ายสิหอมอีกข้าง”

“เซา บ่ต้องแล้ว คั่นอยากให้ข้อยไว้ใจอ้ายล่ะก็ต้องพาข้อยไปเที่ยวเมืองโคราชนำ ห้ามไปผู้เดียวเด็ดขาด”

“ถ้าแค่นั้น บ่ต้องขอดอก ย่อนว่าอ้ายตั้งใจพาเจ้าไปเที่ยวอยู่แล้ว”...

ที่เกวียนของคู่บ่าวสาว สีโหกอดบัวเขียวไว้ในอ้อมแขน สัญญาว่าค้าควายเสร็จเมื่อไหร่จะพาเธอกลับไปพลิกฟื้นผืนนาที่สว่างแดนดินสู้กับความแห้งแล้งให้ตายกันไปข้างหนึ่งเพื่อให้เธอไม่ต้องอดอยาก

“ข้อยฮักอ้ายหลายก็ย่อนอ้ายเป็นจังซี้นี่ล่ะ” บัวเขียวยื่นหน้าไปหอมแก้มสีโหเป็นการให้รางวัล “เงินที่อ้ายแบ่งขายควายตั้งใจมอบให้ข้อย...ข้อยตั้งใจว่าสิเข้าเมืองโคราชหาซื้อแหวนทองน้อยๆมาใส่สักวง นอกจากเก็บไว้เป็นสมบัติติดโตแล้ว ก็อยากให้เป็นที่ระลึกของความฮักที่เฮาได้มีวันนี้นำกัน”

“จังซั่นอ้ายสิพาเจ้าไปเที่ยวเมืองโคราชเอง เจ้าบ่เคยไปแม่นบ่” พูดจบสีโหจูงมือบัวเขียวออกไป...

ที่ตลาดในเมืองโคราชซึ่งคลาคล่ำไปด้วยผู้คน แสงโสมเดินชมตลาดอย่างตื่นตาตื่นใจ กระทั่งเห็น

ร้านขายน้ำแข็งไสปรี่เข้าไปจะขอชิม เสือปรายปราดมาคว้ามือไว้ทัน

“เซาๆๆแสงโสม ของซื้อของขายไปหยิบมากินเลยบ่ได้...น้องสาวข้อยบ่เคยเข้าเมืองจ้ะ” เสือปรายว่าแล้ว ส่งธนบัตรใบละหนึ่งบาทให้แม่ค้าน้ำแข็งไส “เจ้าคงบ่เคยหย่ำน้ำแข็งไสหวานๆเย็นๆมาก่อนแม่นบ่ จังซั่นก็ฟ้าวลองซะ อย่าเอาแต่เบิ่ง เดี๋ยวมันละลายแล้วสิอดกิน” เสือปรายรับน้ำแข็งไสจากแม่ค้าส่งต่อให้แสงโสม พลางเหลือบไปเห็นเสือเปล่งเดินปะปนอยู่กับชาวบ้าน มองตอบพร้อมกับพยักหน้าให้เหมือนมีเรื่องจะคุยด้วย

เสือปรายพยักหน้ารับรู้แล้วหยิบเงินให้แสงโสม “เห็นหยังเป็นตากินก็เอาเงินนี่ซื้อกิน เดี๋ยวอ้ายกลับมา”

ooooooo

ครู่ต่อมาเสือปรายมาพบกับเสือเปล่งที่ซอยเปล่าแห่งหนึ่งไม่ห่างกันนัก เสือเปล่งเห็นท่าทางของแสงโสมแล้วคงจะติดกับเขาแล้วใช่ไหม เสือปรายพยักหน้า งานง่ายอย่างนี้ไม่เหลือบ่ากว่าแรงของตนแต่ที่ยากก็คือต้องห้ามใจไม่ให้จับนังนั่นทำเมีย เสือเปล่งขอให้ลูกชายอดทนอย่าเพิ่งให้เธอจับได้ว่าเขาเป็นใคร

“คั่นแผนการเฮาสำเร็จ ยังมีสวยๆอีกสองคนให้มึงเลือกเอาได้ตามใจ”

ไม่ต้องบอกเสือปรายก็พอเดาออกว่าเสือเปล่งเข้าไปดูลาดเลาในทัพควายแล้ว ผู้เป็นพ่อยอมรับว่าใช่แต่ก็ดูได้ไม่เต็มที่เพราะนายฮ้อยเคนระวังตัวแจไม่ให้คนนอกที่ไม่รู้จักเข้าไปใกล้ทัพควายเด็ดขาด แต่โอกาสก็ยังเป็นของเรา พวกมันมาพักแรมกันที่โคราชอีกหลายวันและนายฮ้อยเคนอนุญาตให้ลูกน้องทยอยมาเที่ยวในเมืองได้

“จังซั่นก็ดีเลยพ่อ เฮาจะได้มีเวลาค่อยๆตัดแขนตัดขาพวกลูกน้องมันไปเรื่อยๆ”

“แม่นแล้ว แต่งานนี้ลำพังเฮาคงเกินกำลัง กูก็เลยต้องไปจ้างพวกนักเลงในซ่องให้มาซอยกัน มึงอยากให้มันซอยอีหยังก็สั่งได้โลด ส่วนแบ่งที่จะได้กูตกลงไปเบิ่ดแล้ว” ขาดคำพวกนักเลงสี่คนก็เดินเข้ามา “อีกเรื่อง มึงอย่าลืมถามอีแสงโสมให้ฮู้ให้ได้ว่าสมบัติมีค่าของนายฮ้อยทมิฬที่นายฮ้อยผีอยากได้นักได้หนาคืออิหยัง”...

ทางด้านแสงโสมรู้ว่าเสือปรายมีลูกน้องอยู่ในมือก็นึกอยากเอาคืนผู้ช่วยโทน จึงขอแรงให้ช่วยไปจัดการ เสือปรายไม่ขัดข้องให้เธอชี้เป้ามาก็แล้วกัน...

ผู้ช่วยถึกเห็นผู้ช่วยโทนยืนเหม่อใจลอยอยู่ข้างคอกควายเข้ามาถามว่าเป็นอะไร ทำไมไม่ไปเที่ยวในเมือง เขาไม่มีอารมณ์เที่ยว เป็นห่วงแสงโสมไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นตายร้ายดีอย่างไร ผู้ช่วยถึกเข้ามาตบไหล่เขาอย่างเป็นกำลังใจให้ ถ้ายังมีวาสนาต่อกันต้องได้เจอกันแน่ เขาไม่คิดว่าตัวเองจะมีวาสนาพอ

“อย่าฟ้าวไปคิดจังซั่น ปล่อยให้ฟ้าเป็นผู้ลิขิตดีกว่า ไปเถาะ เข้าเมืองไปเที่ยวให้สบายใจ เดี๋ยวข้อยอยู่เฝ้าควาย เบิ่งแยงทัพควายเอง”

ผู้ช่วยโทนขออยู่ช่วยดูควายที่นี่อีกแรงหนึ่ง แต่ผู้ช่วยถึกไม่ยอมให้อยู่บอกให้เขาเข้าเมืองไปกับคนอื่นๆ จะได้ช่วยดูแลพวกนั้นไปในตัว เผื่อไปมีเรื่องจะได้ช่วยกันห้ามปราม...

ด้านนายฮ้อยเคนขี่ม้าพาคำแก้วเข้าเมือง ทีแรกตั้งใจจะพาไปเที่ยวตลาดแต่เธอได้ยินเสียงหวูดรถไฟดังขึ้นเสียก่อนก็เลยขอให้เขาพาไปดู นายฮ้อยเคนชักม้าพาขึ้นไปบนเนินที่สามารถมองเห็นขบวนรถไฟกำลังแล่นอยู่บนราง คำแก้วตื่นตาตื่นใจมาก เกิดมาไม่เคยเห็นมาก่อนเพราะรถไฟไปไม่ถึงบ้านสว่างแดนดิน

“แต่อีกบ่โดนดอก อ้ายได้ยินมาว่าทางการมีนโยบายขยายเส้นทางรถไฟให้ครอบคลุมทั่วอีสาน ถึงเวลานั่นเจ้าได้พาหำน้อยไปเบิ่งรถไฟแน่นอน”

“คั่นรถรางขนคนพร้อมกันได้ทีละหลายๆ รถไฟขบวนใหญ่ก็ขนวัวขนควายได้ทีละหลายๆคือกันน่ะสิอ้าย”

นายฮ้อยเคนพยักหน้ารับคำ ถ้ารถไฟไปถึงได้ทั่วอาชีพนายฮ้อยค้าควายก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป ใครจะซื้อวัวซื้อควายจากที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องรอให้เราต้อนควายมาขายอีก คำแก้วสีหน้าเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด ถ้าเกิดบ้านเราเจอความแห้งแล้งติดต่อกันหลายปีอย่างตอนนี้อีกจะทำอย่างไร

“บ่ต้องย่านไปดอกคำแก้ว อ้ายได้ยินมาว่าพ่อหลวงของเฮาเป็นห่วงเป็นใยราษฎร ทรงค้นคว้าหาความฮู้เพาะปลูกใหม่ๆเอามาให้ราษฎรซอยเหลือโตเอง เมื่อความเจริญเข้ามาอ้ายสินำความฮู้นั่นมาพลิกฟื้นผืนดินสู้กับความแห้งแล้งให้ได้”

“ข้อยสิซอยอ้ายนำเด้อ ทีนี้เฮาก็บ่ต้องถ่าให้พญาแถนเทฝนให้แล้ว”

ooooooo

ขณะที่บัวเขียวตื่นตาตื่นใจกับของกินมากมายที่มีขายอยู่ในตลาด จ่อยตื่นตาตื่นใจกับหญิงสาวที่แต่งตัวสวยผิดกับสาวบ้านสว่างแดนดินที่เคยเจอมา สีโหพาบัวเขียวไปที่ร้านขายก๋วยเตี๋ยว เหลือสามผู้เฒ่า อ่วม เข่ง แต้มกับบักมืดและจ่อยที่พากันมอง เหล่แม่ค้าขายไก่ย่าง โดยที่บักมืดให้ความสนใจเธอเป็นพิเศษ

“ไก่ย่างนี่ตัวเถาะได๋จ๊ะคนสวย”

บักมืดคิดจะจีบแม่ค้าไม่ดูตาม้าตาเรือว่าเธอมีผัวแล้ว เกือบจะโดนผัวเอามีดสับไก่สับปากเข้าให้ ผู้ช่วยโทนต้องมาลากตัวออกไปแทบไม่ทัน เขามัวแต่สนใจบักมืดก็เลยไม่เห็นสามผู้เฒ่ากับจ่อยที่เดินตามโสเภณีไปอีกทางหนึ่ง ครั้นหันกลับไปมองอีกทีพวกนั้นหายไปท่ามกลางผู้คนที่เดินกันขวักไขว่ ผู้ช่วยโทนรีบชวนบักมืดออกตามหา คล้อยหลังทั้งคู่เดินไปไม่นานนัก แสงโสมที่ซุ่มดูอยู่เดินออกมาพร้อมกับเสือปรายและพวกนักเลง

“ผู้บ่าวนั่นล่ะ ผู้ซอยโทนที่ข้อยอยากให้ลูกน้องอ้ายลากโตมาหาข้อย”

“เบิ่งทรงแล้วเจ้าคงมีเฮื่องแค้นเพิ่นหลาย เฮื่อง หยังล่ะ” เสือปรายซัก แสงโสมไม่ยอมเล่าให้ฟังขอแค่ลากตัวมาให้ก็พอ ถ้าเขาขัดขืนอนุญาตให้ใช้กำลังได้ พวกนักเลงยืนนิ่งไม่ขยับ เธอโวยวายยืนเซ่ออยู่ได้ ทำไมไม่ไปจัดการ เสือปรายออกหน้าแทน พวกนี้ฟังแต่คำสั่งของตนเท่านั้น

“อีกอย่าง มันก็บ่ได้ออกปล้นมาโดนแล้ว สิให้มันไปออกแรงมันก็ต้องคึดก่อนว่าคุ้มบ่”

แสงโสมชะงักนี่หมายความว่าเสือปรายจะให้สมุนไปปล้นพวกทัพควายอย่างนั้นหรือ เขาพยักหน้าทำไมจะปล้นไม่ได้ในเมื่อเธอก็แยกตัวออกมาแล้ว ไม่ใช่คนทัพควายอีกแล้ว แถมเมื่อครู่นี้เธอยังบอกว่าเกลียดพวกนั้นอยากให้ตนส่งสมุนไปลากตัวมาอยู่เลย เธอชังแค่ผู้ช่วยโทนเท่านั้น อยากลากตัวมาสั่งสอนไม่ให้มายุ่งกับเธออีก

“แต่นายฮ้อยก็บ่สนใจเจ้า ผู้อื่นก็บ่สน ตามหาเจ้าอยู่คราวเดียวก็เซาตาม แล้วยังมีหน้ามาเที่ยวกันหน้าระรื่นอีก แสงโสมพ่อเจ้าเป็นโจร เจ้าเองก็โตมากับวิถีโจร เวลานี่เจ้าบ่เหลือไผนอกจากอ้ายอีกแล้ว หนทางสิอยู่รอดต่อไปก็ต้องเฮ็ดในสิ่งที่เจ้าถนัดเถาะนั่น”...

หลังจากกินก๋วยเตี๋ยวหมดไปห้าชามรวด บัวเขียวชวนสีโหไปซื้อแหวนทองแล้วจะได้กลับทัพควาย ทั้งคู่มัวแต่หยอกล้อกันไม่ทันสังเกตเห็นเสือเปล่งซุ่มดูอยู่กับสมุนก่อนจะพยักหน้าให้สมุนสะกดรอยตาม...

ด้านแสงโสมไม่ยอมร่วมมือกับเสือปรายปล้นทัพควายแถมคิดจะไปเตือนนายฮ้อยเคนให้รู้ตัว เขาเจ็บใจคิดว่าจะหลอกใช้เธอได้ง่ายๆกลับไม่เป็นอย่างที่หวัง สั่งให้สมุนจับตัวไว้ เธอต่อสู้สุดกำลังกระแทกศอกใส่ท้องสมุนลงไปจุกตัวงอแล้ววิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว...

อีกมุมหนึ่งของตลาด นายฮ้อยเคนพาคำแก้วมากินน้ำแข็งไส เธอไม่เคยกินมาก่อนตักคำโตใส่ปาก ความเย็นจากน้ำแข็งแล่นจี๊ดขึ้นสมองถึงกับร้องลั่น พลันหันไปเห็นแสงโสมกำลังวิ่งหนีอยู่มุมไกลๆรีบชวนเขาไปดู...

แสงโสมวิ่งหนีไปจนมุมในตรอกเปลี่ยว ครั้นจะวิ่งย้อนกลับเจอเสือปรายกับสมุนดักทางไว้ เธอหันไปคว้าไม้ใกล้มือขึ้นฟาดใส่แต่ทำอะไรพวกคนชั่วไม่ได้ เสือปรายแย่งไม้ไปได้ตบเธอหน้าหัน

“เจ้ามันก็เก่งแค่ปากกับโง่บ่ทันไผแค่นั่นล่ะอีแสงโสมเอ้ย”

แสงโสมโกรธพุ่งเข้าหาอย่างเอาเรื่อง เสือปรายต่อยท้องเธอลงไปจุกตัวงอก่อนจะหมดสติ

ooooooo

นิยายไทยรัฐ
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement