นิยาย นายฮ้อยทมิฬ ตอนต่อไป (17) นิยายไทยรัฐ
วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

advertisement

นายฮ้อยทมิฬ ตอนที่ 17


17 พ.ย. 2560 07:47
792,141 ครั้ง

ละคร นิยาย นายฮ้อยทมิฬ

นายฮ้อยทมิฬ ตอนที่ 17

อ่านเรื่องย่อ

นายฮ้อยทมิฬ

แนว:

ดราม่า-แอ็คชั่น

บทประพันธ์โดย:

คำพูน บุญทวี

บทโทรทัศน์โดย:

แพรพริมา

กำกับการแสดงโดย:

ธงชัย ประสงค์สันติ

ผลิตโดย:

บริษัท พอดีคำ เอนเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด

วัน-เวลาออกอากาศ: ทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 20.15 น.

ช่องออกอากาศ:

สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

นักแสดงนำ:

ภัทรเดช สงวนความดี,ฝนทิพย์ วัชรตระกูล

นายฮ้อยเคนหันมาเผชิญหน้ากับเสือคำแสน แล้วสั่งให้สุบินพาทุกคนไปจากที่นี่ เสือชั่วเห็นพวกทัพควายพากันหนี สั่งการให้กะปอม กาเหว่าและสมุนตามไปฆ่าทิ้งให้สิ้นซาก นายฮ้อยเคนจะเข้าไปขวาง ถูกเสือคำแสนปล่อยอาคมกระแทกกระเด็นทำให้ตามไปช่วยพวกสุบินไม่ได้

“มึงซอยชีวิตไผบ่ได้แล้วนายฮ้อยทมิฬ แม้แต่ชีวิตมึงเองก็ยังรักษาไว้บ่ได้” พูดจบเสือชั่วหัวเราะสะใจ...

นับว่าโชคยังเข้าข้างสุบินกับพวก ก่อนที่จะเสียทีให้กะปอม กาเหว่าและสมุน ผู้ช่วยถึก ผู้ช่วยโทนกับสีโห มาช่วยไว้ทัน สังหารพวกโจรชั่วตายราบคาบ...

ทั้งเสือคำแสนและนายฮ้อยเคนต่างใช้มีดอาคมฟาดฟันใส่กันไม่ยั้ง จังหวะหนึ่งเสือคำแสนพลาดท่าถูกนายฮ้อยเคนใช้มีดอาคมกระแทกใส่ ร่างกระเด็นไปชนกำแพงลงไปจุกตัวงอแล้วตามเข้าไปจะแทงซ้ำแต่ต้องชะงักเมื่อสมุนคนหนึ่งของเสือคำแสนพาตัวคำแก้วออกมาจากเทวาลัย นายฮ้อยเคนเสียสมาธิเพราะเป็นห่วงเธอทำให้เสือคำแสนสบช่องใช้มีดอาคมแทงท้องเขาลงนอนแน่นิ่ง

คำแก้วตกใจกรีดร้องลั่นจะเข้าไปช่วยแต่เสือคำแสนกระชากตัวปลิวกลับเข้าไปในเทวาลัยพร้อมกับสมุน ทิ้งให้นายฮ้อยเคนนอนจมกองเลือดอยู่ตรงนั้น เธอเหลือบเห็นดาบที่เหน็บเอวสมุนคว้าขึ้นมาฟันเสือคำแสน แต่ไม่ระคายผิวแม้แต่น้อย มันแย่งดาบไปจากมือเธอแล้วตบหน้าฉาดใหญ่จนล้มคว่ำ ก่อนจะหันไปสั่งให้สมุนเอาศพนายฮ้อยเคนเข้ามา ตนจะผ่าเอาหัวใจออกมาให้คำแก้วดู

“มึงฮักบักเคนหลายแม่นบ่อีคำแก้ว เดี๋ยวกูสิควักหัวใจมันให้มึงกอดเอาไว้แน่นๆเลย อย่าถิ่มหัวใจคนที่มึงฮักไปล่ะ เดี๋ยวมันจะเสียใจ” เสือคำแสนหัวร่อร่าราวกับเป็นเรื่องขำขัน คำแก้วได้แต่มองเคียดแค้น...

อีกมุมหนึ่งหน้าเทวาลัย นายฮ้อยเคนยังคงนอนแน่นิ่งอยู่ที่พื้น สมุนจะมาลากศพเขาเข้าไปข้างใน แต่ถูกผู้ช่วยโทนยิงหน้าไม้ใส่ตายสนิท จากนั้นผู้ช่วยถึก ผู้ช่วยโทนกับสีโหช่วยกันเขย่าตัวปลุกนายฮ้อยเคนให้ฟื้นคืนสติแต่เขานอนไม่ไหวติง ผู้ช่วยถึกเอาหูแนบอกเขาฟังเสียงหัวใจ พบว่ายังเต้นอยู่ต่างดีใจที่เขายังไม่ตาย

นายฮ้อยเคนซึ่งอยู่ระหว่างความเป็นความตาย นึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ตอนที่เผชิญหน้ากับนายฮ้อยผีซึ่งพยายามพูดโน้มน้าวให้เขาเห็นว่าการเป็นนายฮ้อยคนดีอยู่ในศีลในธรรมไม่ช่วยให้รอดไปได้ ภาพของความสูญเสียของชาวทัพควายระหว่างการเดินทาง ตอกย้ำคำพูดของนายฮ้อยผี

“เอาโลด มาเลยนายฮ้อยทมิฬให้คุณไสยมันครอบงำแล้วเจ้าสิได้เป็นนายฮ้อยผีคือข้อย”

ทันใดนั้นนายฮ้อยเคนลืมตาโพลง ผู้ช่วยโทน ผู้ช่วยถึกกับสีโหที่เฝ้าลุ้นอยู่ต่างตกใจถึงกับผงะ แผลที่ถูกเสือคำแสนแทงบริเวณท้องของเขาหายไปอย่างน่าอัศจรรย์ ผู้ช่วยถึกร้องถามเขาว่าเกิดอะไรขึ้น เสือคำแสน ทำอะไร เขาไม่ตอบกลับตวาดให้หลบไปอย่าขวางทาง ทุกคนตกใจที่เห็นเขากร้าวผิดปกติ

“นายฮ้อย...นายฮ้อยเป็นหยัง” สีโหพูดไม่ทันขาดคำ นายฮ้อยเคนแค่ผลักเบาๆทั้งสามคนกระเด็นกระดอนไปคนละทิศละทาง ผู้ช่วยโทนตระหนักทันทีว่านายฮ้อยเคนกำลังยอมให้คุณไสยเข้าตัว

ooooooo

นายฮ้อยเคนบุกเข้ามาในเทวาลัยพร้อมกับจับตัวสมุนคนหนึ่งมาด้วย คำแก้วร้องทักด้วยความดีใจที่เขาไม่ตาย แต่เขาไม่สนใจ จับคอสมุนบิดเสียงดังกร๊อบคอหักคามือ เสือคำแสนหัวเราะสะใจ

“ในที่สุดพอมึงเฮ็ดหยังกูบ่ได้ มึงก็ต้องยอมให้คุณไสยเข้าโต เซาเป็นนายฮ้อยคนดีแล้วเป็นคือกูจนได้”

คำแก้วหน้าเสียพยายามพูดเตือนสตินายฮ้อยเคนอย่ายอมแพ้ให้กับความชั่ว เขาต้องเป็นนายฮ้อยคนดีเป็นตัวอย่างให้คนอื่นไม่หมดหวังกับความทุกข์ยาก เสือคำแสนเย้ยหยันว่าสายเกินไปแล้ว ไม่มีนายฮ้อยทมิฬคนเก่าอีกแล้ว ถึงแม้ตนจะพ่ายแพ้ให้กับการต่อสู้ แต่ก็ยังชนะที่สามารถเปลี่ยนนายฮ้อยเคนเป็นเหมือนตนจนได้ พูดจบร่ายคาถาใส่ดาบจนเรืองแสง ฟาดฟันศัตรูไม่ยั้ง แรกๆเขาหลบหลีกได้ แต่สุดท้ายก็พลาดท่าถูกฟัน

คมดาบของเสือคำแสนไม่ระคายแม้หนังกำพร้าของนายฮ้อยเคน มันไม่ยอมรามือยังคงฟาดฟันดาบใส่แต่คราวนี้นายฮ้อยเคนคว้ามือไว้ทัน บิดอย่างแรงจนมีดหลุดมือ เสือคำแสนร้องลั่น ทรุดลงกับพื้น เขาอาศัยจังหวะนั้นเอามือกดหัวมันไว้ ร่ายคาถากำกับ เสือคำแสนขยับตัวไม่ได้ทำได้เพียงร้องโอดโอย เลือดไหลออกทั้งทางปากทางจมูก ยิ่งเห็นอีกฝ่ายทรมาน นายฮ้อยเคนก็ยิ่งหัวเราะชอบใจ คำแก้วอดเป็นห่วงไม่ได้

“อ้ายเคน เซาเถาะอ้าย อย่าให้ความชั่วเปลี่ยนอ้ายให้เป็นคือซุมมันเลย”

“อี...คำแก้ว มึงเบิ่งไว้ นี่ล่ะคือการตายที่แท้จริงของนายฮ้อยคนดีของพวกมึง...ฆ่ากูโลดบักเคน ฆ่ากูแล้วมึงสิกลับไปเป็นคนเก่าอีกบ่ได้” เสือคำแสนท้าทายอย่างไม่เกรงกลัว คำแก้วไม่มีทางเลือกตัดสินใจหยิบมีดอาคมของเสือคำแสนที่ตกพื้นขึ้นมาจ่อคอตัวเอง บอกให้นายฮ้อยเคนหยุดทำร้ายเสือคำแสนได้แล้ว ไม่ต้องช่วยอะไรเธออีกแล้ว เธอยอมตายดีกว่าจะปล่อยให้เขาหมดศรัทธาต่อความดี

“ชีวิตข้อยเดินทางมาฮอดนี่ก็พอแล้ว แต่อ้าย... ยังต้องพาหมู่เฮาเดินทางให้ถึงที่หมาย อ้ายต้องพาทุกคนเมือบ้าน เอาความสุขมาให้หมู่เฮาอีกเถื่อ” เสียงคร่ำครวญของคำแก้วทำให้นายฮ้อยเคนชะงัก “ที่ผ่านมาข้อยดีใจหลายที่ได้เดินทางมากับอ้าย ได้ฮับความฮักจากอ้าย ซำนี่ข้อยก็ตายตาหลับแล้ว ชาติหน้ามีจริงก็ขอให้ข้อยได้เกิดมาเป็นคู่คองกับอ้ายอีกเถื่อ” คำแก้วน้ำตาไหลอาบแก้ม กดมีดแรงขึ้นเตรียมจะเชือดคอตัวเอง

น้ำตาของหญิงคนรักทำให้นายฮ้อยเคนฉุกคิดถึงเรื่องราวความรักความผูกพันระหว่างเขากับเธอ เรียกสติของเขาให้กลับคืนมา ปัดมีดในมือเธอกระเด็น เสือคำแสนเห็นเขากลับเป็นปกติก็เจ็บใจ ปัดมือเขาที่กุมหัวตัวเองออก ถีบเขากระเด็นแล้วคว้าคอคำแก้วบีบ นายฮ้อยเคนจะเข้าไปช่วยก็จุกจนลุกไม่ขึ้น

ขณะคำแก้วใกล้จะขาดอากาศหายใจ สร้อยเขี้ยวเสือโปร่งฟ้าที่คอเธอแสดงอิทธิฤทธิ์ปกป้องผู้สวมใส่ เปล่งแสงเรืองรองออกมาส่งผลให้มือของเสือคำแสนที่กำลังบีบคอเธออยู่ปวดแสบปวดร้อนต้องรีบปล่อยมือ นายฮ้อยเคนเห็นดังนั้น สั่งให้คำแก้วเอาสร้อยเขี้ยวเสือโปร่งฟ้ามาให้ เธอรวบรวมกำลังเฮือกสุดท้ายโยนสร้อยให้เขารับไว้ก่อนจะหมดสติไป นายฮ้อยเคนเอาเขี้ยวเสือนั้นแทงตาเสือคำแสนถึงกับร้องลั่นเจ็บปวดแสนสาหัส

ooooooo

ที่หน้าเทวาลัย ผู้ช่วยถึกกับผู้ช่วยโทนที่เพิ่งฟื้นคืนสติกำลังช่วยกันปลุกสีโหให้ตื่น พลันท้องฟ้าเกิดวิปริตแปรปรวน เมฆดำก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว สายฟ้าแลบแปลบปลาบไปทั่ว เสือคำแสนเดินกุมตาข้างที่ถูกเขี้ยวเสือโปร่งฟ้าปักอยู่ออกมาด้วยท่าทีเกรี้ยวกราด นายฮ้อยเคนอุ้มคำแก้วที่สลบไสลตามมาติดๆ

“ถึงเวลาที่มึงต้องชดใช้กรรมแล้วบักคำแสน” ว่าแล้วนายฮ้อยเคนเงยหน้ามองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยเมฆฝน พลันสายฟ้าฟาดเปรี้ยงมายังจุดที่เสือคำแสนยืนอยู่ ร่างลุกเป็นไฟล้มลงไปนอนดิ้นทุรนทุรายตายสยดสยอง สองผู้ช่วยถึกกับโทนและสีโหต่างดีใจที่นายฮ้อยคนดีของตัวเอง กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง...

กว่าแสงโสมจะฟื้นคืนสติพระจันทร์ลอยมาตรงหัวแล้ว สักพักเธอได้ยินเสียงผู้ช่วยโทนเดินคุยมากับอาจารย์เม้าว่าแสงโสมปลอดภัยแล้ว นายฮ้อยเคนช่วยไล่ผีพรายให้แล้ว อาจารย์เม้าบอกให้เขาไปดูแลเธอ ส่วนตนจะไปดูผู้บาดเจ็บคนอื่น แสงโสมเห็นผู้ช่วยโทนเดินมานั่งข้างๆแกล้งทำเหมือนยังไม่ฟื้น

“แสงโสมเอ๊ย เห็นโตซำนี่เอวบางร่างน้อยจังซี่แต่ใจเจ้ามันช่างกล้าหาญยอมแลกชีวิตโตเองเพื่อซอยหมู่เฮา อ้ายคึดบ่ผิดเลยที่ยกหัวใจของอ้ายให้เจ้าเบิ่ด”

แสงโสมแอบยิ้มชอบใจที่เขาสารภาพรัก แต่ต้องตกใจเมื่อเขาขโมยหอมแก้มหนึ่งฟอด แล้วลุกไปเติมฟืนในกองไฟ เธอคิดจะแก้เผ็ดทำทีว่าผียังไม่ออกจากร่าง ลุกพรวดมองเขาตาขวางแล้วพุ่งไปบีบคอ แสร้งถลึงตาใส่ ผู้ช่วยโทนตกใจหงายหลังก้นจ้ำเบ้าลงไปในกองไฟ แสงโสมต้องชิ่งหนีออกมากลัวจะกลั้นหัวเราะไม่ไหว

ผู้ช่วยโทนรู้เท่าทันว่าเธอแกล้งทำจึงตามไปเอาคืน ในเมื่อเธอยังถูกผีสิงอยู่ เขาจะช่วยไล่ให้เอง แสงโสม ถอยกรูด ร้องลั่นว่าผีพรายออกจากตัวนานแล้วไม่ต้องให้เขาช่วยไล่ เขาไม่สนใจยังคงเดินเข้าหา เธอเสียหลักล้มก้นกระแทก ร้องโอดโอย ผู้ช่วยโทนสบช่อง

“นั่นไง ผีพรายมันเริ่มเฮ็ดให้เจ้าเจ็บโตแล้ว อ้ายต้องฟ้าวเฮ็ดพิธีพาเจ้าเข้ารกเข้าพงไล่ผีพรายออกจากโต” พูดจบผู้ช่วยโทนอุ้มแสงโสมเข้าไปในพงหญ้ารกใกล้ๆ...

อีกมุมหนึ่งของทัพควาย นายฮ้อยเคนคอยเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้คำแก้วที่ยังคงนอนแน่นิ่ง ลูบไล้แก้มเธอเบาๆ พึมพำว่ารักเธอมากมายแค่ไหน นี่ถ้าไม่ได้เธอช่วยไว้ คงไม่ได้กลับมาเป็นนายฮ้อยคนเก่าแล้วยื่นหน้าเข้าไปจะหอมแก้ม เธอเอามือดันหน้าเขาออกห่าง แค่เขาบอกรักก็พอแล้วไม่ต้องฉวยโอกาสหอมแก้ม ดีที่รู้สึกตัวก่อนไม่อย่างนั้นได้เปลืองตัวอีกแน่ เขาแก้ตัวน้ำขุ่น นึกว่าเธอยังไม่รู้สึกตัว

“เอ้า ถึงสิบ่ฮู้โตก็ห้ามมาฉวยโอกาส”

นายฮ้อยเคนโต้ไม่ยอมแพ้ในเมื่อเป็นคนรักกัน แค่หอมแก้มไม่เห็นจะเสียหาย คำแก้วโวยกลับเป็นคนรักก็ไม่ได้หมายความว่าจะยอมเปลืองตัวให้เขา แล้วสะบัดหน้าเดินหนี นายฮ้อยเคนยิ้มชอบใจรีบเดินตามจนทันกันใกล้กับพงหญ้าที่ผู้ช่วยโทนอุ้มแสงโสมเข้าไป ตัดสินใจจะขอคำแก้วแต่งงาน ยังไม่ทันจะอ้าปากพูด มีเสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้นเสียก่อน นายฮ้อยเคนขู่เสียงกร้าวใครอยู่ตรงนั้นให้ออกมาไม่อย่างนั้นจะยิงทิ้ง

“เซาๆๆ ข้อยเองนายฮ้อยบ่แม่นโจร” ผู้ช่วยโทนเดินออกมาในสภาพหัวยุ่งเหยิง โดยมีแสงโสมสภาพไม่ต่างกันตามออกมา คำแก้วไม่พอใจที่ลูกพี่กับลูกน้องชอบฉวยโอกาสไม่ต่างกันจึงด่าฉอดๆแล้วคว้ามือแสงโสมพากลับที่พัก นายฮ้อยเคนหงุดหงิดที่ผู้ช่วยโทนมาขัดจังหวะทำให้ชวดขอคำแก้วแต่งงาน

ooooooo

หลังแจ้งตำรวจให้มาจัดการกับสมบัติของนายฮ้อยผีที่ซุกไว้ในเทวาลัยเอาเข้าหลวงเรียบร้อย ทัพควายก็ออกเดินทางต่อ หมดทั้งอุปสรรคหมดทั้งภัยจากเสือคำแสน ทุกคนเดินทางต่อไปอย่างมีความสุขสนุกสนาน เสียงร้องรำทำเพลงคลอไปตลอดการเดินทาง กระทั่งมาถึงตลาดค้าควายเมืองสระบุรี

นายฮ้อยเคนแยกตัวไปคุยกับสัตวแพทย์ซึ่งประจำอยู่ที่ตลาดแห่งนี้ คำแก้วอดถามผู้ช่วยโทนไม่ได้ว่าทำไมนายฮ้อยเคนต้องทำอย่างนั้นด้วย

“นายฮ้อยกับหมู่เฮาเอิ้นว่าคุณหมอควาย มาถึงตลาดค้าควายหม่องนี่เถื่อได๋ก็ต้องแวะมาทักทายกันประจำ บ่จังซั่นก็ค้าควายบ่ได้” ผู้ช่วยโทนอธิบาย คำแก้ว ซักอีก แล้วทำไมถึงจะค้าควายไม่ได้

“ก็ย่อนว่าควายทุกโตต้องผ่านการตรวจสุขภาพจากคุณหมอควายก่อนน่ะสิวะ”

“ตรวจสุขภาพควาย?” แสงโสมซักบ้าง ผู้ช่วยโทนอธิบายอีกว่าควายมาจากทุกทิศทุกทาง คุณหมอก็เลยมีหน้าที่ต้องตรวจโรคก่อนถึงจะอนุญาตให้ค้าควายได้ ถ้าพบควายเป็นโรคติดต่อก็ต้องถูกกักตัวไว้รักษาให้หายก่อน ถ้ารักษาไม่หาย ไม่มีใครรับซื้อก็ต้องฆ่าทิ้ง เท่ากับที่เดินทางรอนแรมมาก็จะเสียเวลาเปล่า

“เฮ้อ ฟังแล้วเมื่อยแทน ค้าควายนี่มันยากเย็นหล้ายหลาย เดินทางมาก็ทุกข์ยาก มาฮอดก็บ่ได้ขายกันเสร็จแล้วเมือบ้านได้เลย”

“แม่นแล้วเอื้อย เพิ่งเข้าใจนี่ล่ะว่าเป็นหยังนายฮ้อยถึงเว่าเรื่อยๆว่าไผอยากทุกข์ให้ไปค้าควาย”

แสงโสมกับคำแก้วยิ้มให้กันแล้วมองไปยังนายฮ้อยเคนที่ยังคุยกับสัตวแพทย์...

ใช้เวลานานพอสมควร สัตวแพทย์ถึงตรวจควายของชาวทัพควายเสร็จ ทุกคนมายืนรอฟังผลการตรวจอย่างใจจดจ่อ บักมืดยกมือท่วมหัวบนบานศาลกล่าวอย่าให้ควายของพวกเราต้องถูกกักตัว ให้ขายได้หมดทุกตัว กลับถึงบ้านเมื่อไหร่จะแก้ผ้าร้องหมอลำวิ่งแก้บนไปทั่วหมู่บ้าน อาจารย์เม้าถึงกับร้องเอะอะ

“ไผสิอยากเบิ่งมึงแก้ผ้าฮ้องหมอลำวะ”

“จารย์เม้าบ่ฮู้หยังแล้ว คั่นข้อยค้าควายได้มีเงินเต็มย่ามกลับบ้าน ให้แก้ผ้าไล่จับกะปอม ผู้สาวยังอยากถ่าเบิ่งเลย” บักมืดคุยโว เฒ่าเข่งหมั่นไส้เหน็บแนมต่างๆนานา ผู้ช่วยถึกเห็นนายฮ้อยเคนกับสัตวแพทย์ และนายด่านตรวจสัตว์พากันเดินเข้ามา รีบบอกให้หยุดพูดได้แล้ว พวกนั้นมากันแล้ว ผู้ช่วยโทนใจร้อน ร้องถามสัตวแพทย์ว่าได้ผลอย่างไร

“ก็มีหลายตัวที่ดูแล้วไม่ค่อยแข็งแรงอยู่นะผู้ช่วยโทน”

“บ่แข็งแฮงอีหยังล่ะคุณหมอ ควายจากสว่างแดนดินของเฮา เบิ่งแยงอย่างดีทุกโต ยุงบ่ให้ไต่ ไรบ่ให้ตอมเทิ้งน้ำเทิ้งหญ้าให้กินทุกมื้อบ่มีอด คนนี่ล่ะที่สิอดกว่าควายอีก”

นายฮ้อยเคนสั่งให้ผู้ช่วยโทนหยุดพูดได้แล้ว ถ้าหมอตรวจแล้วพบว่าควายของเราเป็นโรคต้องถูกกักตัวไว้ก็ต้องเป็นไปตามนั้น ปรากฏว่าควายทุกตัวปลอดโรคแถมหมอยังบอกอีกว่าลักษณะดีอย่างนี้รับรองขายได้ราคาดีแน่ ทุกคนส่งเสียงไชโยลั่นด้วยความดีใจ

ooooooo

หลังควายผ่านการตรวจโรคเรียบร้อย นายฮ้อยเคนชวนคำแก้วไปคุยกับหมอควายหรือสัตวแพทย์เพื่อสอบถามถึงเรื่องที่ได้ข่าวมาว่าอีกไม่กี่ปีรถไฟจะเข้าถึงทุกจังหวัดในภาคอีสาน หมอควายยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง อีกไม่นานการเดินเท้าพาวัวควายมาขายก็จะเริ่มน้อยลงและสุดท้ายอาชีพนายฮ้อยก็จะหมดไป

“แล้วคั่นเฮาต้องพ้อความแห้งแล้งจนปลูกอีหยังก็บ่ขึ้นอีกล่ะคุณหมอควาย”

นายฮ้อยเคนตอบคำถามคำแก้วแทนหมอควายว่าถ้าเป็นอย่างนั้นเราก็ต้องสู้กับความแห้งแล้ง หาหนทางพลิกฟื้นผืนดินจนสามารถเพาะปลูกได้ คำแก้วมองไม่เห็นว่าจะเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร เวลาแล้งแต่ละครั้ง เราอยู่กันยากลำบากแค่ไหนเขาก็น่าจะรู้ดี หมอควายทักท้วง

“ได้สิคำแก้ว ความเจริญจะมาพร้อมกับความรู้ใหม่ๆ หลังจากที่พ่อหลวงเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในภาคอีสานแล้ว ทุ่งกุลาร้องไห้ก็เริ่มมีโครงการพัฒนาพร้อมกับโครงการพระราชดำริจัดสร้างแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและเพื่อการเกษตร พลิกฟื้นทุ่งกุลาไม่ให้แห้งแล้งอีกต่อไป”

“คุณหมออย่าขี้ตั๊วเฮาเด้อ พ่อหลวงทรงเมตตาเฮาชาวภาคอีสานอีหลีบ่”

หมอยืนยันว่าเป็นความจริง และกล้าเดิมพันกับคำแก้วว่าในช่วงชีวิตของเธอจะได้เห็นทุ่งกุลาไม่แห้งแล้งอีกต่อไป เธอหันไปยิ้มกับนายฮ้อยเคนแล้วยกมือขึ้นพนมท่วมหัว ซาบซึ้งในพระเมตตาอันยิ่งใหญ่ของพ่อหลวงที่มีต่อพวกตน นายฮ้อยเคนเห็นด้วย อีสานจะไม่แห้งแล้งเพราะน้ำพระทัยของพระองค์

“ขอบคุณครับคุณหมอที่บอกเล่าเรื่องดีๆ ให้ผมฟัง เป็นกำลังใจให้ผมพร้อมที่จะสู้ไม่ถอย”

“หมอเชื่อว่าคนที่มีความอดทน มีหัวใจนักสู้ของนายฮ้อยเคนจะต้องทำให้สว่างแดนดินผ่านพ้นความแห้งแล้งไปได้ โดยไม่ต้องลำบากมาค้าควายอีกแล้ว” หมอว่าแล้วตบบ่านายฮ้อยเคนอย่างเป็นกำลังใจให้...

นายฮ้อยเคนรอจนได้อยู่กับคำแก้วเพียงลำพัง ยังไม่ทันจะอ้าปากชวนเธอเปลี่ยนสถานะจากน้องเมียมาเป็นเมีย ผู้ช่วยโทนเดินนำชาวทัพควายเข้ามาร้องเรียกเสียก่อน ให้รีบไปค้าควายได้แล้ว พวกเราอยากกลับบ้านกันแล้ว นายฮ้อยเคนถอนใจเซ็งถูกขัดจังหวะอีกจนได้...

การค้าควายของชาวสว่างแดนดินเป็นไปอย่างราบรื่น เนื่องจากควายแข็งแรงปลอดโรคทำให้ขายได้ราคาดี นายฮ้อยเคนได้เงินจากค่าควายเต็มย่าม

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น นายฮ้อยเคนเรียกชาวทัพควายทุกคนมารวมตัวกันเพื่อแบ่งเงินให้กับทุกคนตามจำนวนควายที่เอามาขายโดยมีผู้ช่วยโทนกับผู้ช่วยถึกเป็นคนดูบัญชีให้

“ค้าควายเถื่อนี่ได้ราคางามกว่าทุกปี กำไรก็เลยหลายแน พวกเจ้าก็เลยได้เงินเมือบ้านหลายกว่าทุกปี คนที่ขายควายได้กำไรงามก็อย่าลืมแบ่งค่าจ้างให้หมู่เฮาที่บ่มีควายมาค้าแต่มาซอยดูแล แบ่งกันกินแบ่งกันใช้สิได้อยู่รอดกันเบิ่ด” สิ้นเสียงนายฮ้อยเคน ทุกคนโห่ร้องด้วยความดีใจ จ่อยยกมือไหว้เขาอย่างนอบน้อม

“ขอบคุณนายฮ้อย ถึงข้อยสิบ่มีควายมาขายจั๊กโต แต่เงินที่ได้นี่ก็หลายพอสิเอากลับไปเลี้ยงดูยายเฒ่ากับบักจ้อนได้จนฮอดแล้งหน้า”

“เอาล่ะ ตอนนี่ทุกคนก็มีเงินเต็มย่ามเต็มมือเมือบ้านแล้ว ไผอยากแวะซื้อข้าวซื้อของเมือฝากคนอยู่เฮือนก็ไปหาซื้อกันได้ แต่อย่าใช้เงินมือเติบ ซื้อเท่าที่จำเป็นต้องใช้ ซื้อเสร็จแล้วเฮาสิได้เดินทางเมือบ้านกันโลด”

ทุกคนส่งเสียงเฮลั่นขานรับคำพูดของนายฮ้อยเคน...

เสร็จจากซื้อของฝาก ชาวทัพควายก็เคลื่อนขบวนกลับสว่างแดนดิน ทุกคนต่างร้องรำทำเพลงอย่างสนุกสนาน โดยมีอาจารย์เม้าเป็นนักร้องนำ

ooooooo

ระหว่างที่คำม่วนหญิงบ้ากำลังไล่จับกะปอมอยู่กับจ้อนและเด็กชาวบ้าน มีเสียงพลุดังขึ้นเป็นสัญญาณบอกว่าทัพควายเดินทางใกล้ถึงสว่างดินแดนแล้ว

“นายฮ้อย...นายฮ้อยกลับมาแล้ว” จ้อนร้องตะโกนด้วยความดีใจซ้ำๆอยู่อย่างนั้น...

ครั้นทัพควายมาถึงถนนทางเข้าหมู่บ้าน เจอพวกชาวบ้านมายืนโห่ร้องต้อนรับ ชาวทัพควายหลายคนที่ได้เจอครอบครัวต่างโผกอดกันกลม จ่อยเห็นยายเฒ่ากับจ้อนมารอรับก็ดีใจวิ่งเข้าไปหา ยายเฒ่าร้องห่มร้องไห้ตีเขาไปหลายทีฐานหนีหายไปไม่บอกกล่าว จ่อยถึงกับร้องโอ๊ยลั่น สัญญาจะไม่ทำให้ท่านเป็นห่วงอีก แล้วคุกเข่าก้มกราบแทบเท้า หลวงพ่อที่ยืนอยู่ในขบวนต้อนรับขอให้ยายเฒ่ายกโทษให้เขาด้วย

“ได้มันกลับมาอย่างปลอดภัย บ่เจ็บบ่พิการก็ถือว่าบุญแล้ว”

“นอกจากบ่เจ็บบ่พิการกลับมา ข้อยยังมีเงินกลับมาเลี้ยงดูยายเฒ่ากับบักหำน้อยอีกเด้อ” นอกจากนี้จ่อยยังรับปากว่าจะไม่ไปไหนอีกแล้ว จะอยู่กับยายเฒ่าและจ้อนตลอดไป ยายเฒ่ายิ้มรับเข้าไปสวมกอดเขาไว้ ส่วนนายฮ้อยเคน คำแก้วกับแสงโสมและชาวทัพควายพากันเข้ามาคุกเข่าพนมมือไหว้หลวงพ่อ

“ในที่สุดพวกเจ้าก็พากันกลับมาจนได้ อาจสิบ่ครบคนคือตอนไป แต่ก็ยังดีที่บ่มีไผเจ็บพิการกลับมา”

“ข้อยนำเถ้ากระดูกของผู้เสียซีวิตระหว่างการเดินทางมานำ คงต้องขอให้หลวงพ่อซอยเฮ็ดพิธีให้ถูกต้องตามประเพณี” นายฮ้อยเคนว่าแล้วก้มกราบหลวงพ่อซึ่งถือโอกาสนี้พรมน้ำมนต์รับขวัญทุกคน จากนี้ไปจะได้อยู่กันอย่างร่มเย็นพ้นทุกข์พ้นโศกพ้นเคราะห์พ้นกรรม...

ในเวลาต่อมา คำแก้วกับนายฮ้อยเคนขี่ม้ามาถึงหน้าบ้าน บ้านที่ไม่มีคำแพงอยู่ช่างเงียบเหงาเหลือเกินจนคำแก้วอดน้ำตาไหลด้วยความคิดถึงพี่สาวไม่ได้จากนี้ไปบ้านหลังนี้ก็จะมีเพียงเราสองคนเท่านั้น

“แม่นแล้ว มีเจ้ากับอ้ายกันแค่สองคนเถาะนั่น” ไม่พูดเปล่านายฮ้อยเคนมองคำแก้วด้วยสายตากรุ้มกริ่ม เธอพอจะเดาออกว่าเขาคิดอะไรอยู่ก็เขินอายวิ่งหนีขึ้นบ้าน เข้าห้องปิดประตูล็อกกลอน เขาต้องหลอกล่ออยู่นานกว่าเธอจะยอมเปิดประตูออกมา จึงรวบตัวเอาไว้ ขอร้องให้ฟังเขาก่อน

“ตอนนี่เฮาก็เหลือกันอยู่สองคนแล้ว อ้ายอยากเปลี่ยนสถานะของเจ้าจากน้องเมียมาเป็น...” พูดได้แค่นั้น นายฮ้อยเคนเหลียวมองไปรอบๆอย่างระแวดระวัง คำแก้วสงสัยทำไมต้องทำท่าอย่างนั้น เขาแค่อยากจะดูให้แน่ใจว่าไม่มีใครมาขัดจังหวะอีก แล้วจึงเอ่ยปากขอเธอแต่งงาน พอเห็นเธอนิ่งไปเขาจับไหล่ให้หันมาสบตา

“แต่งงานกับอ้ายเถาะคำแก้ว”

คำแก้วลีลาท่ามากสักพัก ก็ตกลงใจจะแต่งงานด้วย นายฮ้อยเคนแทบโดดตัวลอยด้วยความดีใจ

ooooooo

เมื่อถึงฤกษ์งามยามดี นายฮ้อยเคนยกขบวนขันหมากมายังบ้านของฝ่ายเจ้าสาว โดยมีแสงโสมทำหน้าที่เป็นเพื่อนเจ้าสาว ส่วนยายเฒ่าทำหน้าที่เป็นผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง ทั้งเจ้าบ่าวทั้งผู้มาร่วมงานเห็นคำแก้วในชุดสวยพากันตะลึง บักมืดถึงกับร้องเอะอะ

“แม่เจ้าโว้ย นั่นอีคำแก้วโตอีหลีบ่ เป็นหยังมันคืองามหลายจังซั่นวะ”

“ข้อยว่าบ่แม่นอีคำแก้วโตอีหลี ต้องเป็นผีปอบเข้าสิงมันแน่นอน นายฮ้อย เซาๆๆอย่าไปแต่งงานกับมันเด็ดขาดเดี๋ยวสิถืกควักไส้กินตับคักๆบาดนี่ พาขันหมากเมือโลด” คำพูดของทิดแสงเรียกเสียงหัวเราะได้จากทุกคน เจ้าบ่าวไม่กลัวถ้าปอบสิงแล้วเธองามขนาดนี้ เขาจะลงอาคมสะกดให้เพ้อหาเขาวันละสามเวลาเลย

“ก็ลองเด้ออ้าย ว่าอาคมสิใช้ได้ผลกับข้อยบ่”

คำแก้วสวนทันที ทุกคนพากันหัวเราะชอบใจ

“ว่าที่เจ้าสาวของข้อยกล้าท้าทายข้อยมาจังซี้งามหลายงามคักงามบ่เกรงใจนางฟ้านางสวรรค์จังซี่ ทนบ่ไหวแล้ว ขอข้ามขั้นตอนอุ้มเจ้าสาวเข้าหอก่อนเลยเด้อ” นายฮ้อยเคนทำท่าจะขึ้นไปหาเจ้าสาว อาจารย์เม้ากับผู้ร่วมขบวนขันหมากต้องช่วยกันรั้งตัวไว้แทบไม่ทัน

เสียงหัวเราะสนุกสนานครื้นเครงทำให้สีโหทนอยู่ต่อไปไม่ไหว แม้จะดีใจกับคู่บ่าวสาวแต่อดคิดถึงตัวเองกับบัวเขียวไม่ได้ เดินน้ำตาซึมออกมาระหว่างพิธีบายศรีผูกข้อไม้ข้อมือ ผู้ช่วยถึกเห็นเขาเดินเลี่ยงออกมาจากงานก็มองตามด้วยความเป็นห่วง...

ครู่ต่อมา สีโหถือกระทงกาบกล้วยที่มีเครื่องเซ่นไหว้คนตายมาวางที่โคนต้นไม้ พึมพำน้ำตาคลอเสียใจที่ชาตินี้วาสนาน้อยเลยไม่ได้อยู่ร่วมกันกับบัวเขียว ระหว่างนั้นผู้ช่วยถึกถือกระทงกาบกล้วยเข้ามาวางใกล้ๆ

“จันแดง อ้ายก็คึดฮอดเจ้าคือกัน” พูดจบผู้ช่วยถึกหันไปตบบ่าสีโหอย่างปลอบใจ “เห็นผู้อื่นมีความสุข มันก็ยากที่สิทำใจอยู่ แต่เฮาผ่านความทุกข์ยากมาเบิ่ดแล้วก็ต้องทำใจให้ได้ คึดเสียว่าชาติที่แล้วเฮาบ่ได้เด็ดดอกไม้ร่วมต้นกับบัวเขียวกับจันแดง ชาตินี่ก็เลยบ่ได้มีวาสนานำกัน”

“แต่ชาตินี่เฮาได้เดินทางฮ่วมกัน ได้สาบานฮักต่อกันก็หมายความว่า ชาติหน้าข้อยกับบัวเขียวสิได้กลับมาเป็นคู่คองกันอีก”

“ข้อยกับจันแดงก็คือกัน” ผู้ช่วยถึกยิ้มให้สีโหก่อนจะลุกออกไป สีโหมองกระทงกาบกล้วยแล้วอดถึงช่วงเวลาดีๆที่มีกับบัวเขียวไม่ได้

ooooooo

ในเมื่อไม่ได้ค้าควายแล้ว ชาวบ้านสว่างแดนดินจึงร่วมมือร่วมใจกันพลิกฟื้นผืนดินที่แห้งแล้ง ชาวบ้านส่วนหนึ่งช่วยกันไถนา อีกส่วนหนึ่งขุดสระไว้สำหรับเก็บน้ำ ทุกคนเหงื่อไหลไคลย้อยไปตามๆกันเพราะดินแข็งมาก สุบินฟันจอบขุดดินแข็งๆจนมือสะท้านร้องโอดโอยลั่น ผู้ช่วยโทนถามด้วยความเป็นห่วงว่าเป็นอะไรไป

“ฝนมันบ่ตกมาตั้งหลายเดือน ดินมันแข็งคือกันกับหินเบิ่งมือข้อยแนผู้ซอย ขุดจนมือพองไปเบิ่ดแล้ว”

“อดเอาแนจั๊กหน่อยทิดสุบินอาชีพค้าควายเริ่มเบิ่ดทางทำมาหากินกันแล้ว ก็เหลือแต่หมู่เฮานี่แหละ

ที่ต้องสามัคคีซอยเหลือกันเอง อดทนเชื่อมั่นอย่างที่นายฮ้อยเชื่อ” ผู้ช่วยถึกพยายามพูดปลุกใจ สุบินก้มมองมือตัวเองที่แตกเลือดซึม แสงโสมเห็นดังนั้นก็เอาผ้าพันคอมาช่วยซับเลือดให้ ถ้าเขาเมื่อยหยุดพักก่อนก็ได้ เดี๋ยวเธอจะช่วยทำต่อเอง ถึงวันนี้จะไม่เสร็จ วันอื่นก็ต้องเสร็จจนได้ ผู้ช่วยโทนเห็นด้วยกับเธอ

“แม่นแล้ว ลำบากซำนี่ทุกข์ยากน้อยกว่าไปค้าควายหลายเด้อ”

“ให้ไปค้าควายกับตายหม่องนี่ ข้อยขอสู้ตายอยู่หม่องนี่ดีกว่า บ่เอาอีกแล้วค้าควาย” จ่อยพูดจบ ทุกคนพากันหัวเราะขำ สุบินเงยหน้าขึ้นมองฟ้าก่อนจะตะโกนถามนายฮ้อยเคนว่าจะเป็นไปได้จริงหรือที่ทุ่งกุลาจะไม่แห้งแล้ง จะมีแต่ข้าวเต็มทุ่ง นายฮ้อยหนุ่มหยุดไถนา หันมองเขาสีหน้ามั่นใจ

“พ่อหลวงยังเซื่อว่าเป็นไปได้ แล้วหมู่เฮาสิบ่เซื่อได้จังได๋ล่ะ แม่นความข้อยบ่หมู่เฮา”

ทุกคนขานรับเป็นเสียงเดียวกันว่าแม่นแล้ว จากนั้นก็ก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของตัวเองอย่างแข็งขัน นายฮ้อยเคนเห็นคำแก้วทำงานอย่างไม่ย่อท้อก็ร้องบอกว่าถ้าไม่ไหวก็ให้หยุดก่อน เดี๋ยวตนจะทำแทนเอง

“ข้อยยังไหวอยู่อ้าย หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินโลด” คำแก้วว่าแล้วทำงานต่อแต่เกิดวิงเวียนจะเป็นลม นายฮ้อยเคนต้องประคองกลับไปพักที่บ้าน ช่วยเช็ดหน้าตาเนื้อตัวให้ ครั้นเธออาการดีขึ้น ชวนเขากลับไปทำงานต่อ เขาขอให้เธอนอนพักที่นี่ไปก่อน เธอยืนยันจะกลับไปทำงานต่อ

“อย่าลืมว่าอ้ายเซาค้าควายแล้วก็เหลือแต่ต้องสู้กับความแห้งแล้งให้ได้” คำแก้วจับมือคนรักมากุมไว้ “อ้าย...อ้ายเซื่อมั่นว่าทุ่งกุลาสิบ่แห้งแล้งอีกต่อไปได้แล้วเป็นหยังผืนนาบ้านเฮาสิพ้นจากความแห้งแล้งบ่ได้”

“พ้นจากความแห้งแล้งได้ เจ้าก็สิยอมมีลูกกับอ้าย”

คำแก้วพยักหน้ารับคำ หากหมู่บ้านเราพ้นความแห้งแล้งไปได้ ลูกหลานของเราก็ไม่ต้องอยู่อย่างอดอยาก นายฮ้อยเคนสัญญาจะเอาความรู้ที่ได้มาช่วยให้พวกเราผ่านพ้นความแห้งแล้งไปได้ และหากเทวดาสงสารทำให้ฝนตกลงมาเมื่อใด เราจะได้ทำนากัน คำพูดของเขาที่พูดถึงเทวดาทำให้คำแก้วคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้...

วันถัดมา บ้านสว่างแดนดินจัดให้มีพิธีแห่นางแมวตามคำแนะนำของคำแก้ว ทุกคนเซิ้งอย่างตั้งอกตั้งใจ เทวดาคงจะเห็นใจจึงส่งเมฆฝนมาให้ ไม่กี่อึดใจฝนก็เทลงมา ทุกคนดีใจมาก บางคนโผกอดกันกลม บ้างชวนกันไปเล่นน้ำฝนสนุกสนาน ผู้ช่วยโทนถือโอกาสดึงแสงโสมมาจะจูบแต่ถูกเธอเข่าเข้ากล่องดวงใจลงไปทรุด นายฮ้อยเคนอุ้มคำแก้วหมุนไปรอบๆท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย

ฝนตกตั้งแต่บ่ายยันค่ำ ทำให้ผืนดินชุ่มฉ่ำไปทั่วสระที่ขุดไว้มีน้ำเต็ม คำแก้วกับนายฮ้อยเคนต่างอิ่มเอิบใจ

“จากนี่ไปข้าวสิคืนนาปลาสิคืนวัง คนสิคืนหลังบ่ต้องลำบากไปทุกข์ยากค้าควายอีกแล้ว”

“แม่นแล้วคำแก้ว และก็ถึงเวลาที่เฮาสิได้ตั้งหน้า

ตั้งตามีลูกกัน” นายฮ้อยเคนไม่รอช้าอุ้มคำแก้วเข้าห้อง ทีแรกเธออิดออดเพราะเขินอาย แต่สุดท้ายก็ยอมให้เขาทำตามใจ ทั้งอยู่ในอ้อมกอดของกันและกันท่ามกลางกลิ่นอายความรัก

ooooooo

–อวสาน–

นิยายไทยรัฐ
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement