มัสยา ตอนที่ 8 นิยายไทยรัฐ
วันอังคารที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

advertisement

มัสยา ตอนที่ 8


10 ก.ย. 2560 08:07
1,084,888 ครั้ง

ละคร นิยาย มัสยา

มัสยา ตอนที่ 8

อ่านเรื่องย่อ

มัสยา

แนว:

โรแมนติก-ดราม่า

บทประพันธ์โดย:

พนมเทียน

บทโทรทัศน์โดย:

ปณธี

กำกับการแสดงโดย:

วลีทิพย์ นันทเอกพงศ์

ผลิตโดย:

บริษัท พอดีคำ เอนเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด

วัน-เวลาออกอากาศ: ทุกวันจันทร์ - อังคาร เวลา 20.15 น.

ช่องออกอากาศ:

สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

นักแสดงนำ:

มิกค์ ทองระย้า,มุกดา นรินทร์รักษ์

ทุกคนดีใจมากที่มัสยากลับมาบ้านอย่างปลอดภัย ท่านผู้หญิงรัตนมหาศาลขอบใจลักษณ์มากที่ช่วยน้องไว้ เขาออกตัวไม่ได้มีแต่เขาเท่านั้นที่ช่วยตามหามัสยา พงศ์เทพก็ช่วยหาเธอเช่นกัน ท่านผู้หญิงชะงักไปเล็กน้อยแต่ก็ไม่ใส่ใจอะไรอีก ถามว่าจับตัวคนร้ายได้หรือเปล่า

“ยังเลยครับ ตำรวจกำลังตามหาตัวอยู่”

แม่พร้อมมองลูกชายหัวแก้วหัวแหวนด้วยความสงสัย เมื่อได้อยู่กับลูกตามลำพังจึงถามว่าเมื่อคืนเขากับมัสยาไปอยู่ที่ไหนมา เขาเป็นห่วงความปลอดภัยของเธอก็เลยไปขอชาวสวนแถวนั้นพักในบ้านเพื่อรอจนถึงตอนเช้า

“งั้นก็แล้วไปเถอะแม่ไม่อยากให้ลักษณ์กับมัสไปค้างอ้างแรมกันสองต่อสอง ถ้าใครรู้เข้า มันจะไม่งาม งั้นลูกก็พักเถอะเหนื่อยมาทั้งคืนแล้ว” แม่พร้อมผละจากไป ลักษณ์อดนึกถึงคำพูดของป้าใจดีคนนั้นไม่ได้

“ถ้ามัวแต่ห่วงคนอื่นชีวิตจะมีความสุขได้ยังไง ถ้าคุณรักเธอคุณก็ควรจะสู้เพื่อให้ได้อยู่กับเธอ ป้าแค่แนะนำเท่านั้น คุณจะตัดสินใจยังไงมันก็ขึ้นอยู่ที่ตัวคุณเอง”...

ลักษณ์เข้าไปหามัสยาที่ห้อง ตัดสินใจจะสารภาพความในใจให้เธอรู้ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่กล้าพูด

ooooooo

เพ็ญโฉมไม่ยอมรามือง่ายๆทำทีมาขออนุญาตท่านผู้หญิงรัตนมหาศาลมาที่บ้านนี้เป็นครั้งคราวในฐานะที่เป็นเพื่อนกับลักษณ์ ท่านรู้เท่าทันแผนการของเธอจึงอนุญาตแถมชวนให้อยู่กินข้าวเช้าด้วย

ลักษณ์เห็นเพ็ญโฉมอยู่ที่ห้องรับแขกก็แปลกใจ เธอรีบออกตัวสงสัยใช่ไหมว่าเธอเข้ามาได้อย่างไร

“โฉมขออนุญาตจากท่านผู้หญิงแล้วล่ะค่ะว่าจะขอมาหาลักษณ์ที่นี่บ้าง ซึ่งท่านก็อนุญาต รู้งี้โฉมเป็นเพื่อนกับลักษณ์นานแล้วดีกว่าจะได้เข้าบ้านลักษณ์ได้” เพ็ญโฉมเล่าด้วยสีหน้าใสซื่อ ทำให้ลักษณ์ไม่ติดใจสงสัยอะไร จังหวะนั้นหม่อมช้อยเข้ามาเชิญทั้งคู่ไปที่โต๊ะอาหารได้แล้ว...

ระหว่างกินมื้อเช้าด้วยกัน ท่านผู้หญิงต้องการจะกลั่นแกล้งเพ็ญโฉมจึงพูดถึงเรื่องที่จะไปหาฤกษ์หายามให้ลักษณ์กับนารถระพีซึ่งเหมาะสมกับเขาทุกอย่างทั้งรูปสมบัติ และฐานะทางสังคมให้หมั้นกันในเร็ววัน เนื่องจากท่านกลัวคนอื่นจะมาตัดหน้า

“ถ้ายังไง ฉันขอเชิญคุณมาทั้งงานหมั้นและงานแต่งของตาลักษณ์ล่วงหน้าเลยนะ”

“ได้ค่ะ ถึงโฉมไม่ว่างโฉมก็ต้องไป งานสำคัญของเพื่อนทั้งที” เพ็ญโฉมฝืนทำหน้าให้เป็นปกติ...

เพ็ญโฉมเดินหัวเสียจะกลับไปที่รถ ต้องชะงักเมื่อเจอพงศ์เทพเดินสวนมา เธอจะเลี่ยงไปอีกทางแต่เขาขวางไว้ หวังว่าที่เธอมาที่นี่คงไม่ได้มาง้อลักษณ์ เธอเงียบเหมือนเป็นการยอมรับ เขาไม่เข้าใจลักษณ์วิเศษตรงไหนเธอถึงต้องทำขนาดนี้ เธอไม่ได้เห็นว่าลักษณ์วิเศษอะไร แค่เป็นคนที่เธอรักและเธอไม่มีวันปล่อยเขาไป พงศ์เทพไม่เข้าใจทำไมเธอถึงไม่เปิดโอกาสให้ตนบ้างทั้งที่ตนรักและภักดีกับเธอมาตลอด

“เพราะฉันไม่รักคุณ หวังว่านี่จะเป็นคำตอบให้กับสิ่งที่คุณถามมานะคะ”...

ลักษณ์ทนไม่ไหวอีก มาดักรอมัสยาที่สวนข้างบ้านเพื่อจะบอกให้รู้ว่าผู้หญิงที่ทำให้เขาเปลี่ยนใจจากเพ็ญโฉมก็คือเธอนั่นเอง แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร มัสยาชิงบอกก่อนว่าไม่อยากฟังไม่อยากรู้ว่าเธอคนนั้นเป็นใคร แถมยกมือปิดหูเดินหนี เขาตามมาขวางไว้ขอร้องให้ฟังเขาก่อน เขาอยากให้เธอรู้เป็นคนแรก

มัสยายืนกรานไม่ต้องการรู้อะไรทั้งนั้นแล้วด่าเขาชุดใหญ่ที่ทำให้เพ็ญโฉมเสียใจ ความจริงเธออยากจะด่าเขามากกว่านี้แต่คิดคำด่าไม่ทัน ลักษณ์อ้างถ้าเธอได้รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใครเธออาจจะไม่โกรธก็ได้

“ไม่มีทางค่ะ จะเป็นใครมัสก็โกรธๆๆๆ” มัสยาค้อนลักษณ์วงใหญ่ก่อนจะสะบัดหน้าใส่เดินจากไป...

ศจีอาการหนักเข้าขั้น อิจฉาริษยาแม้กระทั่งหม่อมช้อย เห็นท่านผู้หญิงรัตนมหาศาลมอบแหวนเพชรน้ำงามให้ก็ตามไปชิงเอามาเป็นของตัว หม่อมช้อยไม่อยากมีเรื่องถ้าเธออยากได้ตนก็จะให้

“ฉันไม่ได้อยากได้ แหวนกระจอกๆแบบนี้หรอกนะ” ปากว่าไม่อยากได้แต่มือกระชากแหวนไปจากหม่อมช้อยมาสวมที่นิ้วตัวเองหน้าตาเฉย “ที่เอามาไม่ใช่ว่าอยากได้ แต่แหวนนี้ถือเป็นสมบัติชิ้นหนึ่งของรัตนมหาศาล เพราะฉะนั้น ฉันจะเอามาเก็บไว้เอง” ว่าแล้วศจีเดินเชิดจากไป แม่นมผันมองตามหมั่นไส้ด่าว่าหน้าด้าน หม่อมช้อยตกใจ ปรามไม่ให้พูดแบบนี้

“หรือแกว่ามันไม่จริง ปากก็ด่าว่าแหวนกระจอก ฉันไม่อยากได้ แต่กลับเอาไป ถ้าไม่เรียกว่าหน้าด้านแล้วจะให้เรียกอะไร ฉันไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคุณท่านถึงไม่รักลูกคนนี้”...

พิณทิพย์นิสัยไม่ได้ต่างจากแม่เท่าใดนัก เห็นแหวนวงสวยที่นิ้วแม่ก็อยากได้ จึงแต่งเรื่องว่าถูกเพื่อนๆดูถูกว่าเป็นถึงคนในตระกูลรัตนมหาศาลแต่ไม่มีสมบัติติดตัวสักชิ้น แถมเพื่อนยังดูถูกมาถึงแม่ด้วยว่าเป็นเศรษฐีเก๊ ก็เลยไม่มีปัญญาหาเครื่องเพชรดีๆให้ลูกใส่ ศจีไม่พอใจ ถอดแหวนที่เพิ่งไปชิงจากหม่อมช้อยให้ลูก

“เอานี่ไปใส่ แล้วเดี๋ยวแม่จะเอาสร้อยเอาต่างหูมาให้อีก แกเอาไปเย้ยพวกมัน ทำให้พวกมันรู้ว่าเราร่ำรวยมากแค่ไหน”...

ด้านลักษณ์เริ่มจะไม่แน่ใจว่าควรจะสารภาพความในใจกับมัสยาดีหรือไม่ จึงนำเรื่องนี้ไปปรึกษาท่านชายสดายุว่าตอนนี้เขามีแค่สองทางเลือก ถ้าเขาสารภาพรักกับมัสยาแล้วเธอไม่ได้รักเขาตอบ เราสองคนอาจจะมองหน้ากันไม่ติดไปตลอดชีวิต แต่ถ้าเธอรู้สึกแบบเดียวกับเขา เราก็ต้องช่วยกันฟันฝ่าอุปสรรคเพื่อทำให้เราได้รักกัน ท่านชายอยากรู้แล้วทางเลือกที่สองเป็นอย่างไร

“หม่อมฉันจะไม่บอกอะไรมัสยา ให้เรื่องนี้เป็นความลับในหัวใจของหม่อมฉันไปจนวันตาย”

ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็ดูจะมีปัญหา ลักษณ์ได้แต่ถอนใจกลุ้ม

ooooooo

ลักษณ์ตัดสินใจแน่วแน่ หัวเด็ดตีนขาดวันนี้ต้องสารภาพความในใจให้มัสยารู้ให้ได้ จึงนัดให้ไปพบที่สวนหลังบ้าน เอากระจกเงายัดใส่มือแล้วบอกให้เธอดูในนั้น ผู้หญิงที่เขารักสุดหัวใจอยู่ในนั้น

“พี่ลักษณ์คิดจะทำอะไรกันแน่ คนในกระจกมันก็มีแต่มัสเท่านั้น” มัสยามองไม่เข้าใจ

“ใช่ ก็มีแต่มัสไง มัสคนเดียว”

มัสยาเริ่มเข้าใจทุกอย่างถึงกับตะลึง ครั้นตั้งสติได้ยัดกระจกเงาคืน ปดว่าไม่เข้าใจที่เขาพูดแล้วขอตัวไปก่อน ลักษณ์คว้าแขนเธอไว้ รู้ว่าเธอเข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไร

“พี่ไม่ได้ขอให้มัสรู้สึกแบบเดียวกับพี่ พี่แค่อยากบอกให้มัสรู้เพราะพี่โกหกมัสต่อไปไม่ได้อีกแล้ว”

“มัสไม่รู้” มัสยาสับสนอย่างมาก แกะมือลักษณ์ออกแล้ววิ่งกลับเข้าตัวตึก เขามองตามกลุ้มใจ คิดว่าเธอไม่ได้รู้สึกอะไรด้วยรีบวิ่งตาม หญิงสาวหนีเข้าห้องตัวเองปิดประตูล็อก ยืนพิงประตูยังตื่นตระหนกไม่หาย ใจหนึ่งก็ดีใจที่รู้ว่าเขารัก แต่อีกใจหนึ่งรู้สึกผิดต่อเพ็ญโฉม มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น มัสยาสะดุ้งโหยง

“มัส...มัสโกรธพี่เหรอ พี่ขอโทษ ถ้าสิ่งที่บอกออกไปทำให้มัสไม่พอใจ พี่รู้ดีว่าพี่ไม่สมควรจะคิดแบบนี้กับมัส พี่พยายามห้ามใจตัวเอง แต่พี่ทำไม่ได้ ถือซะว่าไม่มีเรื่องนี้เกิดขึ้น และระหว่างเราก็ขอให้เหมือนเดิม”

ไม่มีเสียงตอบใดๆกลับมา ลักษณ์เดินคอตกจากไป มัสยารู้สึกแย่มากไม่มีเรี่ยวแรงจะยืน ทรุดลงนั่งกับพื้นชันเข่าขึ้นมากอดเอาไว้ ร้องไห้ไม่รู้จะทำอย่างไรดี...

ในเวลาเดียวกัน แม่นมผันเช็ดถูทำความสะอาดบ้านศจีไปพลางบ่นไปด้วยว่าอยู่บ้านหลังใหญ่โตซะเปล่า ทำไมไม่รู้จักจ้างคนรับใช้เอง เรียกแต่คนแก่อย่างตนมาทำงานให้ ขี้เหนียวจริงๆ พอหันไปมองอีกทีต้องสะดุ้งโหยงเมื่อเห็นคุณหลวงราชบริรักษ์ยืนอยู่ รีบขอโทษอ้างไม่ได้ตั้งใจจะบ่น

“ไม่ต้องแก้ตัว ฉันเข้าใจดี ฉันจะไม่บอกใครว่านมผันพูดอะไร”

แม่นมผันยิ้มโล่งใจ ระหว่างนั้นศจีกับพิณทิพย์เดินเข้ามาในห้องรับแขกด้วยกันโดยมีพัณทิพาเดินตาม

ศจีไม่วายวางอำนาจข่มแม่นมผัน สั่งให้มาทำความสะอาดไม่ใช่ให้มายืนคุยกับผัวของตน คุณหลวงแก้ตัวให้ว่าแม่นมผันอายุมากแล้ว ก็เลยต้องพักบ้างอะไรบ้าง

“ถ้าทำแค่นี้แล้วเหนื่อยก็ลาออกไปนอนเล่นที่บ้านเถอะไป”

พิณทิพย์เห็นแม่นมผันค้อนขวับก็ฟ้องแม่ทันที แถมใส่ความว่าเธอแอบทำปากขมุบขมิบด่าแม่อีกด้วย พัณทิพาสวนทันทีไม่เห็นแม่นมผันจะทำอย่างที่พี่สาวว่าสักนิด พิณทิพย์ตวาดน้องนี่หาว่าตนใส่ความหรือ พัณทิพาจำต้องหุบปากไม่กล้าพูดอะไรอีก แม่นมผันยืนยันว่าไม่ได้ด่าศจี พิณทิพย์ยิ้มเยาะ

“ถ้ายังอยากที่จะทำงานที่นี่ มีที่ให้นอน มีข้าวให้กินก็สงบปากสงบคำเอาไว้”

แม่นมผันกำมือแน่นด้วยความแค้น แล้วเหลือบไปเห็นแหวนเพชรที่นิ้วมือพิณทิพย์จำได้ว่าเป็นของหม่อมช้อย ก็คิดแผนเอาคืนสองแม่ลูกขึ้นมาได้

ooooooo

ทันทีที่รู้เรื่องจากแม่นมผันว่าศจีไปแย่งชิงแหวนจากหม่อมช้อยมาเป็นของตัว ท่านผู้หญิงรัตนมหาศาลตามมาถึงบ้าน สั่งให้พิณทิพย์ถอดแหวนที่ใส่อยู่มาคืน เธอไม่ให้ อ้างว่าแหวนวงนี้แม่ให้เธอแล้ว ท่านทักท้วงจะให้ได้อย่างไรในเมื่อแม่ของเธอขโมยคนอื่นมา

“ไม่จริงหรอกค่ะ คุณแม่ของพิณไม่ได้มีนิสัยไพร่ๆต่ำๆเหมือนพวกข้างถนนอย่างที่คุณยายกล่าวหา แหวนเพชรวงนี้เป็นสมบัติของคุณแม่ค่ะ” พิณทิพย์ ลอยหน้าเถียงฉอดๆ ศจีถึงกับหน้าเสียสั่งให้เธอหยุดพูด

ท่านผู้หญิงเรียกแม่นมผันมาเล่าความจริงให้พิณทิพย์ฟังทีว่าแหวนวงนี้ท่านยกให้ใคร แม่นมผันยิ้มเยาะคืนไปบ้างก่อนจะเล่าว่าแหวนที่พิณทิพย์ใส่อยู่ คุณท่านยกให้หม่อมช้อย แต่คุณศจีเข้ามาอาละวาดแย่งเอาแหวนไป ศจีทำเป็นโมโหกลบเกลื่อน หาว่าแม่นมผันใส่ความ เธอยืนยันเรื่องที่เล่ามาทั้งหมดเป็นความจริง ศจีโกรธปรี่เข้าไปจะตบ แม่นมผันตกใจกลัววิ่งไปหลบหลังคุณท่านซึ่งตวาดลั่นให้ศจีหยุดเดี๋ยวนี้

“คุณแม่ นมผันพูดจริงเหรอคะ...คุณแม่” พิณทิพย์เห็นแม่นิ่งเงียบก็เดาเรื่องราวออก ศจีหนีไม่ออก ยอมรับว่าเอาแหวนไปจริง แต่อ้างไม่ได้ทำอะไรผิดในเมื่อหม่อมช้อยไม่ใช่รัตนมหาศาลก็ไม่สมควรจะได้อะไร

“แกไม่มีสิทธิ์ตัดสินว่าใครจะได้หรือไม่ได้อะไรเพราะฉันคือเจ้าของสมบัติของรัตนมหาศาล รวมถึงบ้านที่แกอยู่ด้วย ถ้าแกไม่พอใจจะขนข้าวของย้ายออกไปอยู่ข้างนอกฉันก็ไม่ว่า...แม่พิณถอดแหวนออกมา พิณทิพย์อย่าให้ฉันต้องพูดเป็นครั้งที่สอง”

พิณทิพย์จำต้องถอดแหวนคืน ท่านผู้หญิงกำชับต่อไปอย่าให้ท่านเห็นศจีเที่ยวไประรานใครอีก ขอให้ต่างคนต่างอยู่จะได้ไม่ต้องเจ็บตัว แล้วหันหลังกลับออกไป แม่นมผันมองศจียิ้มเยาะก่อนจะเดินตาม ศจีอารมณ์เสียที่ถูกฉีกหน้า พาลเล่นงานผัวจนทะเลาะกันไม่พอ หันไปฟาดงวงฟาดงาใส่ลูกอีกด้วย โดยเฉพาะพัณทิพาโดนหนักกว่าเพื่อนถึงกับวิ่งร้องไห้ออกจากบ้าน...

นพพรเดินมาตามทางในบ้านรัตนมหาศาล ได้ยินเสียงร้องไห้กระซิกๆ ตามจนเจอว่าเป็นพัณทิพาที่แอบมานั่งร้องไห้อยู่หลังพุ่มไม้ เขาทรุดตัวลงนั่งข้างๆยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ เธอส่ายหน้ากลัวจะทำให้ผ้าเช็ดหน้าของเขาเปื้อน เขาไม่สนใจเปื้อนก็ซักใหม่ได้ เธอถึงได้รับผ้ามาซับน้ำตา

“พัณเป็นอะไร เล่าให้พี่ฟังได้ไหม”

ความเอื้ออาทรที่นพพรหยิบยื่นให้ ทำให้พัณทิพาประทับใจมากยอมเปิดปากเล่าเรื่องพ่อกับแม่ทะเลาะกันให้ฟัง เขาปลอบจนเธอคลายความเศร้า แถมยังเสนอตัวถ้าเธอมีเรื่องอะไรที่ทำให้ไม่สบายใจแล้วอยากจะระบาย เขายินดีรับฟังเสมอ ยิ่งทำให้ พัณทิพารู้สึกดีต่อเขามากมาย...

หม่อมช้อยเห็นแม่นมผันเอาแหวนเพชรวงนั้นมาคืนก็แปลกใจมากไปเอามาได้อย่างไร เธอเล่าว่าก็แค่ไปฟ้องคุณท่านเท่านั้นเอง หม่อมช้อยตกใจทำแบบนี้คุณศจีไม่โดนเล่นงานแย่หรือ

“ตอนแรกฉันก็ว่าจะไม่พูดหรอก แต่มันอดไม่ได้จริงๆ ไอ้นิสัยชอบดูถูกคนอื่นของคุณศจี ฉันก็เลยอยากสั่งสอนกลับไปบ้าง แกเองก็ไม่ควรจะยอมคุณศจีอีกแล้วนะ คิดให้ดีว่าที่ผ่านมาเขาทำอะไรกับแกบ้าง” พูดจบแม่นมผันผละจากไป หม่อมช้อยมองแหวนในมืออดเป็นห่วงศจีไม่ได้...

ตั้งแต่ลักษณ์สารภาพรักกับตัวเอง มัสยาเอาแต่ใจลอยจนแม่พร้อมเป็นห่วง เรียกมาถามว่ามีเรื่องอะไรหรือเปล่าทำไมพักนี้ถึงใจลอยบ่อยๆ เธอโกหกว่าไม่มีอะไร แม่พร้อมขอร้องอย่ามาโกหกเห็นสีหน้าของเธอก็รู้ว่าต้องมีปัญหา ถ้ามีอะไรก็อย่าเก็บเอาไว้คนเดียว มันไม่ได้ช่วยอะไร มัสยายืนยันไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ

“มัสบอกว่าไม่มีอะไร ป้าก็จะเชื่อ แต่ถ้ามัสอยากเล่าให้ป้าฟังเมื่อไหร่ก็มาหาป้าได้ตลอดเวลา”

ooooooo

หม่อมช้อยรู้สึกผิดที่มีส่วนทำให้ศจีถูกคุณท่านเล่นงาน จึงเข้าครัวทำอาหารโปรดของเธอหลายอย่างเพื่อเอาใจแล้วยกไปให้ถึงบ้าน นอกจากเธอจะไม่กินอาหารฝีมือหม่อมช้อยยังเอาถ้วยชามเหล่านั้นปาทิ้งลงพื้น พิณทิพย์เข้ามาเห็นแทนที่จะห้ามกลับช่วยแม่ปาถ้วยชามแตกกระจายเกลื่อนพื้น

“คิดว่าทำกับข้าวแค่ไม่กี่อย่างมาให้แล้วจะซื้อใจฉันกับคุณแม่ได้อย่างนั้นรึ”

“ฉันไม่มีวันลืมเรื่องในอดีตที่มันเกิดขึ้นหรอกนะ แล้วอีกอย่างฉันก็ไม่ใช่พวกเห็นแก่กิน อย่ามาเหยียบที่บ้านของฉันอีก” ไม่พูดเปล่าศจีผลักหม่อมช้อยจนเซไปเหยียบเศษจานที่แตกบาดเท้าเลือดไหลอาบ สองแม่ลูกใจยักษ์ไม่สนใจเธอสักนิดแถมหัวเราะสมน้ำหน้าก่อนจะพากันเดินจากไป...

มัสยาเห็นหม่อมช้อยเดินกะเผลกมาตามทางมีเลือดไหลเต็มรองเท้าก็ตกใจเข้าไปประคองพาไปทำแผล แม่นมผันกำลังเก็บของอยู่หันมาเห็นก็ตกใจถามว่าไปโดนอะไรมา

“อย่าเพิ่งถามอะไรเลยค่ะนมผัน รีบไปเอาอุปกรณ์ทำแผลมาให้มัสก่อน”

ครู่ต่อมามัสยาทำแผลให้หม่อมช้อยเสร็จเรียบร้อย แม่นมผันยังคาใจไม่หายว่าหม่อมช้อยไปโดนอะไรมา เธอโทษตัวเองที่ซุ่มซ่าม มัสยานึกขึ้นได้ว่าตอนที่เจอหม่อมช้อยเหมือนจะเดินมาจากบ้านป้าศจี แม่นมผันรู้ทันทีว่านี่ต้องเป็นฝีมือศจีจะตามไปเอาเรื่อง หม่อมช้อยคว้าแขนไว้ ขืนไปทำอะไรศจีรังแต่จะหาเรื่องใส่ตัวเปล่าๆ มัสยาทนไม่ไหวจะเป็นคนไปจัดการให้เองแล้วเดินลิ่วไปบ้านยัยป้ามหาภัยโดยไม่ฟังเสียงห้ามปราม

“นังผัน แกรีบไปบอกคุณลักษณ์เดี๋ยวนี้”...

มัสยาจะไปเอาเรื่องศจีแต่เจอพิณทิพย์เสียก่อนก็เลยต่อว่าที่ทำรุนแรงกับหม่อมช้อยและให้สองแม่ลูกไปขอโทษเธอ สองคนมีปากเสียงกันรุนแรงถึงขนาดลงไม้ลงมือไม่มีใครยอมใคร ลักษณ์เข้ามาห้ามก็ไม่มีใครฟัง เขาจึงต้องลากมัสยาออกจากพิณทิพย์ พร้อมกับเอ็ดเสียงดังสองสาวถึงเลิกตีกันได้

“พี่จะไม่รายงานเรื่องนี้ให้คุณย่ารู้ แต่เราสองคนต้องหันมาขอโทษกันเดี๋ยวนี้”

สองสาวตอบอย่างพร้อมเพรียงกันว่าไม่ ลักษณ์ทั้งขู่ทั้งขอร้องให้ขอโทษกันและกันแต่ไม่มีใครยอมทำตาม โดยเฉพาะมัสยาเดินหนีไปเลย ลักษณ์รีบเดินตามมาขวางไว้ อ้างที่ต้องให้เธอขอโทษพิณทิพย์ก็เพื่อตัวเธอเอง จะได้ไม่มีใครมาว่าเอาได้ เธอยืนยันไม่ยอมทำอย่างนั้นเด็ดขาด และขอให้เขาเลิกยุ่งกับเธอ

“ทำไมมัสพูดกับพี่แบบนี้ เป็นเพราะคำพูดพี่เมื่อวานใช่ไหม พี่บอกแล้วไงว่าให้ทำเหมือนไม่เคยเกิดขึ้น”

มัสยาทำอย่างนั้นไม่ได้ ขอให้เขาตัดใจจากตนและกลับไปหาเพ็ญโฉมเพราะเธอยังรักและรอเขาอยู่

“แต่มัสก็รู้ว่าพี่รักใคร พี่กลับไปหาโฉมไม่ได้ทั้งที่หัวใจของพี่อยู่กับคนอื่น” ตัดพ้อจบลักษณ์ผละจากไป

ooooooo

มัสยาใจลอยไม่มีสมาธิผิดจากมัสยาคนเดิมจนท่านผู้หญิงรัตนมหาศาลออกปากกับแม่พร้อมและ แม่นมผันว่าสังเกตอะไรผิดปกติเกี่ยวกับมัสยาบ้างไหม แม่พร้อมรู้สึกเหมือนกันว่าพักนี้เธอดูใจลอยชอบกล

“จริงด้วยค่ะ ดิฉันไม่เคยเห็นคุณหนูมัสเป็นแบบนี้มาก่อน น่าสงสัยนะคะ” แม่นมผันพูดไปยิ้มไป
ท่านผู้หญิงงงสงสัยเรื่องอะไร แม่นมผันสงสัยว่ามัสยาจะเป็นโรคที่สาวๆชอบเป็นคือโรครัก ท่านหาว่าเธอพูดจาเหลวไหล

มัสยายังเด็กเกินกว่าจะคิดถึงเรื่องความรัก สั่งให้แม่นมผันเลิกพูดเรื่องนี้ได้แล้ว...

ฝ่ายเพ็ญโฉมไม่ยอมรามือจากลักษณ์ง่ายๆรู้ว่าคืนนี้เป็นคืนที่เขากับพจน์ ประจวบและเสถียรนัดมาเจอกันเป็นประจำที่ไนต์คลับจึงมาขอร่วมวงด้วย อ้างไม่ได้จะมาขอคืนดีกับลักษณ์แต่มาในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง เพราะฉะนั้นเพื่อนก็ต้องมาดื่มกับเพื่อนได้ ขอเป็นเจ้ามือเลี้ยงหนุ่มๆเองแล้วหันไปสั่งเหล้าวิสกี้หนึ่งขวด

“อย่าเลยครับคุณโฉม พวกเราเป็นผู้ชายควรจะเลี้ยงสุภาพสตรีถึงจะถูก” พจน์รีบออกตัว...

เหล้าหมดไปแค่สองแก้ว เพ็ญโฉมแกล้งเมาขับรถไม่ไหว ลักษณ์จึงต้องอาสาไปส่งบ้านแล้วพยุงออกไป ที่รถ เธอทำท่าจะนั่งแปะกับพื้น เขาเป็นห่วงก็เลยอุ้มเธอขึ้นมา เพ็ญโฉมแอบยิ้มพอใจที่แผนขั้นแรกสำเร็จรีบเอามือคล้องคอเขาไว้เพราะรู้ว่าตรงมุมมืดนั่นมีช่างภาพกำลังถ่ายรูปเธอกับเขาอยู่...

ระหว่างนั่งรถกลับบ้าน เพ็ญโฉมทำเป็นโวยวายไม่อยากกลับบ้าน ขอร้องให้ลักษณ์จอดรถพร้อมกับจับแขนเขาเขย่า เขากลัวจะเป็นอันตรายก็เลยต้องทำตามที่เธอต้องการ เธอลงจากรถทำเป็นเดินเซๆ ลักษณ์รีบเข้ามาประคองไว้ ชวนให้กลับขึ้นรถเพราะเธอเมามา กล้มไปจะยุ่ง เธอจับใบหน้าเขาไว้ด้วยสองมือ

“คุณลืมโฉมได้จริงๆเหรอคะ หลายปีที่เราคบกันมาไม่มีความหมายกับคุณเลยเหรอ”

“ผมคิดว่าเราคุยกันเข้าใจแล้ว”

“โฉมขอโทษค่ะ โฉมก็แค่ยังลืมไม่ได้ โฉมจะไม่ทำให้ลักษณ์อึดอัดอีก โฉมขอกอดลักษณ์เป็นครั้งสุดท้ายจะได้ไหมคะ” น้ำเสียงน่าสงสารของเพ็ญโฉมทำให้ลักษณ์หลงกลดึงเธอมากอด เธอกอดเขาตอบมองเลยไปด้านหลังซึ่งมีรถของช่างภาพจอดอยู่ยิ้มพอใจที่แผนสำเร็จด้วยดี

ooooooo

มัสยาพยายามเลี่ยงที่จะไม่เจอหน้าลักษณ์ถึงขนาดไม่ยอมให้ไปส่งที่โรงเรียน อ้างว่านพพรจะมารับ เขาไม่พอใจที่เธอคอยหลบหน้าแย่งกระเป๋านักเรียนไปจากมือ หวังจะบังคับให้เธอยอมให้เขาไปส่ง เธอตามไปแย่งคืนแต่เขาไม่ให้ยื้อเอาไว้ เธอสู้แรงเขาไม่ได้ก็เลยใช้วิธีกัดแขนจมเขี้ยวถึงกับร้องโอ๊ยลั่น

“กัดพี่ทำไม”

“ก็พี่ลักษณ์อยากไม่คืนกระเป๋ามัสทำไม”

จังหวะนั้นหม่อมช้อยเข้ามาตามลักษณ์ให้ไปพบกับคุณท่าน เขาจึงต้องปล่อยให้มัสยาไปกับนพพร...

ท่านผู้หญิงรัตนมหาศาลเรียกลักษณ์มาพบเพื่อจะต่อว่าที่มีภาพเขากอดกับเพ็ญโฉมลงในหนังสือพิมพ์โมเดิ้นแฟชั่น ไม่ใช่แค่รูปกอดกันยังมีรูปที่เขาอุ้มเธอขึ้นรถอีกด้วย เขาเห็นรูปพวกนั้นก็ตกใจมาก

“มันไม่ใช่อย่างที่คุณย่าเห็นนะครับ”

“จะไม่ใช่ได้ยังไง ข้อความในหนังสือพิมพ์บอกว่าเรากับแม่เพ็ญโฉมมีแผนที่จะแต่งงานกันเร็วๆนี้ ไหนบอกว่าเลิกกับแม่เพ็ญโฉม แล้วนี่มันหมายความว่าอย่างไร ไปทำอะไรประเจิดประเจ้อไม่สนใจสายตาคนอื่น มันช่างงามหน้าซะจริง” ท่านผู้หญิงเกรี้ยวกราด ลักษณ์ได้แต่นั่งนิ่งพูดไม่ออก แม่พร้อมขอให้ลูกอธิบายออกมาถ้าหากมันไม่ได้เป็นอย่างที่คุณย่ากับตนเข้าใจ เขากลับคุกเข่ากับพื้นยกมือไหว้

“ผมต้องกราบขอประทานโทษคุณย่ากับคุณแม่ด้วย ที่ปล่อยให้มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น”

“พูดแบบนี้แสดงว่ายอมรับใช่ไหม เรื่องของเรากับแม่เพ็ญโฉมยังไม่จบสินะ เรากับแม่นั่นโกหกย่า”

ลักษณ์ยืนยันว่าเรื่องของเขากับเพ็ญโฉมจบไปแล้ว ท่านผู้หญิงไม่เชื่อถ้าจบจริงอย่างเขาว่าจะมีรูปอุบาทว์ลูกตาแบบนี้ออกมาได้อย่างไร ท่านผิดหวังในตัวเขามากที่ทำแบบนี้กับท่านแล้วเดินหัวเสียออกไป แม่พร้อมรู้ว่าลูกมีเรื่องปิดบัง คาดคั้นให้พูดความจริง เขายอมเปิดปากเล่าว่าเมื่อคืนเพ็ญโฉมเมามาก

“ถ้าหากผมบอกคุณย่าไปตามความจริงโฉมต้องถูกคุณย่าตำหนิแน่ ซึ่งผมปล่อยให้เป็นแบบนั้นไม่ได้ครับ เพราะแค่นี้ผมก็รู้สึกผิดกับโฉมมากพอแล้ว”

“แต่ถ้าลูกไม่พูดอะไร ลูกก็รู้ใช่ไหมว่าอาจจะมีความยุ่งยากตามมา”...

ทางฝ่ายเพ็ญโฉมแวะไปหาฉันท์ถึงสำนักพิมพ์โมเดิ้นแฟชั่นเพื่อขอบคุณที่ช่วยเหลือ เขารีบออกตัวว่าเขาต่างหากที่ต้องขอบคุณเธอที่ทำให้ได้ข่าวเด็ด ว่าแต่วิธีนี้จะดึงลักษณ์ให้กลับมาหาเธอได้หรือ

“ฉันมั่นใจลักษณ์เป็นสุภาพบุรุษ เขาจะไม่มีวันยอมให้ผู้หญิงต้องมาเสียหายเพราะเขา เขาต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้นแน่” เพ็ญโฉมยิ้มเจ้าเล่ห์...

ที่โรงเรียนของมัสยา ระหว่างพักเที่ยง เริงใจเล่าเรื่อง ที่มีรูปภาพของลักษณ์กอดกับเพ็ญโฉมลงในหนังสือพิมพ์ให้มัสยาฟัง และยังบอกอีกด้วยว่าไม่ได้มีแค่รูปแต่มีข่าวว่าสองคนนั่นจะแต่งงานกัน มัสยาทั้งโกรธทั้งเสียใจ รู้สึกเหมือนโดนเขาหลอก

ooooooo

เสร็จจากขอบคุณฉันท์ เพ็ญโฉมแวะไปหาลักษณ์ ที่ที่ทำงาน ตีหน้าว่าเสียใจมากมายที่เกิดเรื่องเข้าใจผิดนี้ขึ้น เขาปลอบว่าไม่ต้องเป็นกังวลไป เขาจะพยายามหาทางแก้ข่าวนี้ให้เร็วที่สุด เธอทักท้วงแก้ข่าวไป

ใครจะเชื่อ เมื่อเช้าเพื่อนๆที่ทำงานถามเธอไม่หยุดว่าเราจะแต่งงานกันเมื่อไหร่ เธอถึงกับพูดอะไรไม่ออก

“หรือจะให้โฉมบอกพวกเขาไปดีคะว่าจริงๆเราเลิกกันแล้ว”

“ทำแบบนั้นโฉมจะเป็นฝ่ายเสียนะครับ ผมจะรับผิดชอบเรื่องที่เกิดขึ้นเอง เพียงแต่ตอนนี้ผมยังนึกไม่ออกว่าจะรับผิดชอบยังไง แต่ผมจะไม่ทำให้โฉมต้องเดือดร้อนเด็ดขาด”...

เพ็ญโฉมเดินยิ้มร่าออกมาจากห้องทำงานของลักษณ์ แต่ต้องหุบยิ้มแทบไม่ทันเมื่อเห็นพงศ์เทพมาดักรอ ท่าอยู่ เขาแกล้งถามว่านี่เป็นฝีมือของเธอใช่ไหม เพ็ญโฉม ตีหน้าซื่อไม่เข้าใจที่เขาพูด

“ไม่เข้าใจ...ก็ได้ผมจะพูดตรงๆที่มีภาพคุณกับลักษณ์เพราะคุณให้คนมาแอบถ่ายไว้ใช่ไหม คนอื่นเขาอาจจะมองคุณแค่ภายนอกแต่ผมรู้จักคุณดีนะครับคุณโฉม ผมรู้ว่าคุณเป็นคนที่แพ้ใครไม่เป็นและไม่ชอบเสียหน้า แต่การที่ลักษณ์เลิกกับคุณ มันทำให้คุณรู้สึกไม่พอใจที่เป็นฝ่ายถูกกระทำ ทำไมคุณต้องทำให้ตัวเองดูหมดค่า ขนาดนี้ ทำไมต้องทำเพื่อคนที่เขาไม่ได้รักคุณอีกแล้ว”

“อย่าคิดว่าคุณรู้จักฉันดี เพราะถ้าคุณรู้จักฉันจริงๆ คุณก็ควรจะรู้ว่าฉันไม่มีวันเปลี่ยนใจมามองคนอย่างคุณ” ว่าแล้วเพ็ญโฉมเดินจากไปทิ้งให้พงศ์เทพยืนเสียใจอยู่ตรงนั้น...

ที่หน้าโรงเรียน ระหว่างมัสยากับเริงใจรอนพพรมารับกลับบ้าน ลักษณ์พรวดพราดเข้ามาบอกให้เริงใจกลับไปกับนพพรได้เลย เขามีเรื่องต้องคุยกับมัสยาแล้วลากตัวออกไปเลย เมื่อมาถึงมุมสงบในสวนสาธารณะ เขาพยายามอธิบายให้เธอฟังว่าข่าวในหนังสือพิมพ์ไม่เป็นความจริง เขาไม่ได้จะแต่งงานกับเพ็ญโฉม

“พี่ลักษณ์จะมาอธิบายให้มัสฟังเพื่ออะไร”

ลักษณ์ไม่อยากให้เธอเข้าใจผิดว่าเขาหลายใจ เชื่อถือไม่ได้ ขอให้เธอรู้ไว้ว่าสิ่งที่เขาพูดกับเธอมีความหมายอย่างที่พูดจริงๆ แม้เธอจะไม่ยอมรับความหวังดีจากเขาก็ตาม แล้วขอให้เธอรับปากว่าจะไม่ทำเย็นชาใส่เขาอีก เพราะมันเป็นสิ่งที่ทำให้เขาเจ็บปวดที่สุด เธอไม่รับปากอะไรทั้งนั้นเดินจากไปหน้าตาเฉย...

แม้จะเกลียดขี้หน้าญาติผู้พี่แต่พงศ์เทพก็ไม่ชอบใจการกระทำของเพ็ญโฉม จึงไปดักรอฉันท์อยู่ที่ลานจอดรถเพื่อสอบถามถึงเรื่องภาพหลุดของลักษณ์กับเพ็ญโฉม ปรากฏว่าเป็นอย่างที่เขาคาดไว้ เธอรู้เห็นเป็นใจกับฉันท์ เขาจึงสั่งให้ฉันท์แก้ข่าวให้ถูกต้อง

ooooooo

ท่านผู้หญิงรัตนมหาศาลเห็นข่าวที่ฉันท์ลงขอโทษลักษณ์กับเพ็ญโฉมว่าข่าวที่ลงไปวันก่อนไม่เป็นความจริง สองคนนั้นจบความสัมพันธ์กันแล้วก็พอใจมาก เรียกลักษณ์มาพบเพื่อขอโทษที่เอ็ดเขายกใหญ่

“ไม่เป็นไรครับ ขอแค่คุณย่าเข้าใจผมก็พอแล้วครับ”

ระหว่างนั้นมัสยากับเริงใจในชุดนักเรียนเดินเข้ามา ท่านผู้หญิงบอกให้ลักษณ์ไปส่งน้องที่โรงเรียนได้แล้วเดี๋ยวจะสาย ไม่นานนักลักษณ์พามัสยากับเริงใจมาส่งที่หน้าโรงเรียน กำชับว่าเย็นนี้จะมารับ จะชวนไปหาอะไรกิน เริงใจยิ้มถูกใจแต่มัสยากลับนิ่งเฉย เขาถามว่ามีอะไรหรือเปล่าหรือไม่อยากไป เธอส่ายหน้า

“ไม่มีอะไรก็ดีแล้ว อ้อ...ถ้าว่างก็ไปหาหนังสือพิมพ์มาอ่านนะ พี่ไปล่ะ” ลักษณ์เดินยิ้มออกไป...

เพ็ญโฉมโกรธมากที่ไม่เป็นไปตามแผน บุกมาอาละวาดฉันท์ถึงสำนักพิมพ์ที่ดันลงแก้ข่าว ครั้นรู้ว่าพงศ์เทพเป็นตัวการเรื่องนี้ก็ไม่พอใจโทร.นัดให้เขามาเจอ ทันทีที่เห็นหน้า เธอต่อว่าเขาว่าไม่มีสิทธิ์ไปบอกฉันท์แบบนั้น เขาอ้างที่ทำไปทั้งหมดก็เพื่อตัวเธอเอง ยิ่งเธอ ถลำลึกลงไปเท่าไหร่ ก็จะไม่มีวันดึงลักษณ์ให้กลับมาหาเธอได้ เพ็ญโฉมตวาดแว้ดรู้ได้อย่างไร

“เพราะผมเคยทำมาแล้ว ผมเคยพยายามจะดึงให้คุณมาหาผม แต่สิ่งที่ผมได้รับคือความเกลียดจากคุณ หรือว่าคุณต้องการสิ่งนี้จากลักษณ์ หยุดเถอะนะโฉม หยุดก่อนที่มันจะสายเกินไป”

“ไม่มีวันที่ฉันจะหยุดจนกว่าจะได้ลักษณ์กลับคืนมา”...

ระหว่างรอลักษณ์มารับกลับบ้าน เริงใจเห็นมัสยาอารมณ์ดีเป็นพิเศษพยายามซักว่ามีอะไรดีๆหรือ เธอเอาแต่อมยิ้มไม่ยอมบอกอะไร จังหวะนั้นนพพรเดินเข้ามาหา สองสาวแปลกใจมาได้อย่างไร เขามาทำธุระให้คุณพ่อแถวนี้ก็เลยแวะมาหาจะชวนไปกินขนมด้วยกัน เริงใจปฏิเสธว่าไปไม่ได้ต้องรอพี่ลักษณ์มารับ ลักษณ์เดินเข้ามาพอดี นพพรจึงขออนุญาตเขาพาสองสาวไปกินขนม เขาไม่ขัดข้องแต่ต้องให้เขาไปด้วย

ooooooo

นิยายไทยรัฐ
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement