ละอองดาว ตอนที่ 9 นิยายไทยรัฐ
วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

advertisement

ละอองดาว ตอนที่ 9


11 พ.ย. 2560 07:10
1,248,838 ครั้ง

ละคร นิยาย ละอองดาว

ละอองดาว ตอนที่ 9

อ่านเรื่องย่อ

ละอองดาว

แนว:

โรแมนติก-ดราม่า

บทประพันธ์โดย:

พนมเทียน

บทโทรทัศน์โดย:

คุณชาย และ สรรพชัย เกิดอุทัย

กำกับการแสดงโดย:

ชัชวาลย์ คล้องช้าง

ผลิตโดย:

บริษัท เจ เอส แอล โกลบอล มีเดีย จำกัด

วัน-เวลาออกอากาศ: ทุกวันพุธ-พฤหัสบดี เวลา 20.15 น.

ช่องออกอากาศ:

สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

นักแสดงนำ:

ทิสานาฏ ศรศึก, อรรคพันธ์ นะมาตร์

กรกฎพยายามทำดีกับละอองดาวเพื่อผูกมิตรไมตรี แต่ท่าทางจะยากเพราะเธอฝังใจเรื่องที่เขาปฏิเสธการแต่งงานตั้งแต่ยังไม่ได้เห็นหน้าค่าตากัน

ละอองดาวไม่ยอมให้กรกฎขับรถไปส่งวังนพดลทั้งที่เขาบอกว่ามีธุระต้องผ่านเส้นทางนั้นอยู่แล้ว สองพี่น้องมีปากเสียงกันครู่หนึ่งก่อนที่ละอองดาวจะขึ้นรถของ

วังนพดลไปเหมือนเดิม ทิ้งให้กรกฎยืนหน้าตูมตึง บ่นกับชวนชมว่าละอองดาวหยิ่งและอวดดีไม่เปลี่ยน

หลังจากหัวเสียเรื่องละอองดาวแล้ว กรกฎยังต้องมาหงุดหงิดกับผดาชไมที่โทรศัพท์มายืมเงิน ซึ่งเขารับปากจะจัดการให้ทั้งที่หนักใจเป็นที่สุด...พอตกเย็น

ก็มีเรื่องชวนให้โมโหอีก เพราะธัชชัยแต่งตัวหล่อมานั่งลอยหน้ารอละอองดาว

“แกมาทำอะไร” กรกฎถามเสียงแข็ง

“ฉันมารับคุณดาวไปทานมื้อค่ำ จากนั้นก็จะไปดูหนังกันสักรอบ แล้วต่อด้วยฟังเพลงกันเพลินๆ คงไม่ดึกหรอกครับคุณพี่”

กรกฎไม่ชอบใจในคำตอบนั้น กำชับธัชชัยต้องพาน้องสาวตนกลับมาส่งไม่เกินสองทุ่มเพราะมีธุระจะคุยกับเธอ...

เมื่อไปถึงร้านอาหาร ละอองดาวดีใจมากที่ได้เจอเริงใจกับชลทิชา สองสาวดึงเพื่อนรักมาคุยอยู่พักหนึ่ง ปล่อยให้ธัชชัยนั่งรอด้วยความอดทนไม่มีบ่นสักคำ

“อะไรเข้าฝันจ๊ะแตน ถึงได้ควงอีตาทนายนั่นมาน่ะ”

“ถึงขนาดต้องมีอะไรเข้าฝันเชียวหรือนิด”

“ตอบมาดีๆ อย่ามาเฉไฉ”

“ก็ไม่มีอะไรหรอก คุณธัชชัยชวนมาทานข้าว”

“นี่ตัวรู้จักเขาดีพอแล้วเหรอแตน”

“คุณธัชชัยก็ดูเป็นสุภาพบุรุษนะชล ให้เกียรติผู้หญิง รู้จักกาลเทศะ ไม่ต้องห่วงหรอก เขาเป็นเพื่อนที่ดีนะ”

“แล้วอีตานั่นคิดกับเธอแค่เพื่อนหรือเปล่า”

“อันนี้ต้องไปถามเขาเองนะนิด”

“ฮึ! พวกทนายเจ้าเล่ห์จะตาย เจ้าคำอินทร์ก็อีกคน ชอบมาตีสนิทกับเธอ สายตางี้ไม่ผิดกับเสือที่จ้องจะตะครุบกระต่ายน้อย สองคนนี้ไว้ใจไม่ได้ทั้งคู่ แข่งกันแจกขนมจีบ เธอต้องระวังบ้างนะแตน”

“ขอบใจนะนิดที่เป็นห่วง ฉันขอตัวกลับไปหาคุณธัชชัยก่อนนะ ทิ้งมาคุยกับพวกเธอซะนาน”

สองสาวยินยอมและบอกลากลับไปก่อนเพราะพรุ่งนี้มีธุระแต่เช้า ส่วนละอองดาวเดินมานั่งกับธัชชัยที่เอาใจเธอเป็นพิเศษด้วยการสั่งอาหารมาเต็มโต๊ะ

“ผมพอจะเดาใจคุณดาวถูกไหมครับ”

“ก็ใกล้เคียงค่ะ ถูกใจหลายอย่างเลย”

“ว้า...นึกว่าคุณดาวจะชอบทุกอย่าง”

“แต่ทานได้หมดค่ะ”

ธัชชัยยิ้มหน้าบาน ตักอาหารให้ละอองดาวอย่างเอาใจพร้อมกล่าวชื่นชม

“คุณดาวนี่น่ารักนะครับ วางตัวสบายๆ ทานง่าย ไม่จุกจิก ผู้หญิงบางคนนี่ โอ๊ย! นั่นก็ไม่ชอบ นี่ก็ไม่เอา ไม่แตะของมันๆ ฉันกลัวอ้วน อันโน้นก็เลี่ยนไป ไม่ถูกปาก แม่คุณเอ๊ย เอาใจลำบากจริงๆ”

“คุณธัชกำลังนินทาผู้หญิงนะคะ”

“เปล่าครับ ผมพูดเรื่องจริง อย่างคุณผดาชไมนั่นไงครับ คุณเธอจุกจิกจู้จี้ช่างเลือกเหลือเกิน เข้าตำรากินยากอยู่ยาก ลำบากใจเพื่อนๆ ดีนะที่คุณดามีเจ้ากฎคอยเอาใจสารพัด ขอให้คุณดาเอ่ยปากมาเถอะ เจ้ากฎเป็นรีบจัดการให้ทุกอย่าง มีช่วงหลังๆนี่แหละที่บางทีก็ไม่ยอมตามใจบ้าง ตั้งแต่ที่คุณดาไปหาเรื่องคุณดาวที่บ้านน่ะครับ ผมว่าคง...”

ธัชชัยชะงัก รู้ตัวว่าพูดสนุกปากเกินไป เห็นละอองดาวหน้าเสียก็รีบขอโทษ บอกว่าตนไม่ได้ตั้งใจ

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แต่ดิฉันว่าคุณกรกฎจะทำอะไรก็คงไม่ได้เกี่ยวกับตัวดิฉันหรอกค่ะ ดิฉันไม่ได้มีค่าในสายตาของเขาขนาดนั้น”

ละอองดาวตักข้าวกิน พยายามทำสีหน้าให้เป็นปกติ ธัชชัยรู้สึกไม่ค่อยดี อยากทำอะไรสักอย่างเพื่อไถ่โทษ จึงกวักมือเรียกบริกรที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก

จากนั้นไม่นานเสียงเพลงไพเราะจากนักเปียโนดังขึ้น ธัชชัยยิ้มแย้มพูดกับเธอว่า

“หวังว่าเพลงนี้จะช่วยให้คุณดาวรู้สึกดีขึ้น และหายโกรธผู้ชายปากเสียอย่างผมนะครับ”

ละอองดาวยิ้มรับทั้งที่ไม่ได้รู้สึกดีขึ้นสักนิด แต่หวนคิดไปถึงกรกฎอีก เพราะเขาชอบเล่นเปียโนเพลงนี้เหมือนกัน

ooooooo

ธัชชัยมาส่งละอองดาวตรงเวลาเป๊ะ และทำหน้าที่สุภาพบุรุษเปิดประตูรถให้เธอลง แถมด้วยอวยพรให้เธอนอนหลับฝันดี...กรกฎยืนมองจากหน้าต่างรู้เห็นและได้ยินชัด นึกหมั่นไส้เพื่อนรักจนอยากจะชกหน้าสักที

เมื่อละอองดาวเดินเข้ามาในห้องรับแขกเห็นกรกฎนั่งรอก็รู้สึกเกรงใจ บอกว่าตนตั้งใจจะไปพบเขาที่ตึกอยู่แล้ว ไม่น่าลำบากมาเลย

“ลำบากตรงไหน พี่ต่างหากที่ทำให้เธอต้องลำบากใจ”

“ข้อไหนคะ”

“ก็ดาวจะไปเที่ยวสนุก แต่พี่ดันมีธุระที่จะพบเธอวันนี้ ทำให้เธอต้องกลับบ้านแต่วัน”

“อย่ากังวลไปเลยค่ะ ถึงคุณไม่สั่งว่ามีธุระ ดิฉันก็คงกลับถึงบ้านเวลาประมาณนี้แหละค่ะ”

“เมื่อตอนเย็นพี่พูดอะไรผิดหูเธอรึเปล่า อย่างเช่นวางอำนาจอย่างที่เธอเคยว่าพี่”

“ก็ไม่เห็นมีอะไรนี่คะ คุณสั่ง...เอ่อ...บอกว่ามีธุระกับดิฉัน ขอให้กลับบ้านเร็วหน่อย ดิฉันก็รับทราบ”

“แล้วสมมติว่าถ้าพี่ไม่มีธุระอะไรเลยล่ะ”

“ไม่มีธุระแล้วคุณจะมาสั่งดิฉันอย่างงั้นทำไมล่ะคะ”

“ก็สมมติว่าพี่ต้องการพูดเพื่อให้เธอกลับบ้านแต่หัวค่ำไม่ดึกเกิน”

ละอองดาวเริ่มจะหมดความอดทน พูดประชดเสียงแข็ง “ถ้าดิฉันจะกลับดึก ชาวบ้านที่ไหนเดือดร้อนมิทราบ”

“ดาว! ทำไมต้องกร้าวกระด้างกับพี่ เธอไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนนะ ถ้าเธอคิดสักนิดว่ากรกฎ เบ็ญจรงค์ คนนี้คือพี่ชายของเธอ เธอจะไม่พูดประชดพี่แบบนี้...บอกพี่มาสักคำ พี่ไม่มีสิทธิ์จะแสดงความหวังดี ห่วง หรือตักเตือนเธอบ้างเลยเหรอ”

ละอองดาวเมินหน้าไม่โต้ตอบ...ชวนชมแอบดูอยู่หน้าประตูด้วยความเป็นห่วง กลัวพี่น้องจะทะเลาะกัน แต่เนียนมารั้งชวนชมออกไปเพราะไม่อยากให้เสียมารยาท และถ้ากรกฎเห็นเข้าจะเป็นเรื่อง

กรกฎรู้ตัวว่าอารมณ์ไม่ดี พยายามข่มใจเปลี่ยนเรื่องคุย ถามความเห็นว่าธัชชัยเป็นคนยังไง แต่ละอองดาวกลับยอกย้อนจนเขาขุ่นขึ้นมาอีก

“ดิฉันควรจะถามคุณมากกว่านะคะ เพราะเขาเป็นเพื่อนคุณ”

“เพื่อนพี่ พี่ก็เชื่อว่าเป็นคนดี แต่พี่อยากรู้ว่าในสายตาเธอเจ้าธัชเป็นยังไง”

“ดิฉันไม่ทราบ”

“ไม่ทราบแล้วเธอคบกับเขาได้สนิทสนมงั้นหรือ ไปไหนมาไหนด้วยกันได้ยังไง”

“มันคนละเรื่องกันค่ะ ใครจะเป็นยังไงดิฉันไม่สนใจ ขออย่างเดียวเป็นเพื่อนกับดิฉันได้ก็พอแล้ว จำเป็นเหรอคะที่จะต้องไปสอดส่องซักประวัติเขา...ตกลงคุณมีธุระอะไรกับดิฉันคะ หรือไม่มี”

กรกฎอึกอักลังเลอยู่ชั่วขณะกว่าจะพูดออกมาทั้งที่กระดากอาย “พี่อยากจะรบกวนเบิกเงินจากเธออีกครั้งสักห้าหมื่น”

“หมายถึงเงินที่ตกค้างอยู่ในเซฟใช่ไหมคะ”

“ใช่ พี่มันแย่ ใช้เงินไม่พอสักเดือน เบิกล่วงหน้าที่คุณอรรถจนไม่รู้จะเบิกยังไงแล้ว”

“เรื่องแค่นี้เอง คุณจะเอาเมื่อไหร่ก็เอาได้ กุญแจเซฟอยู่ที่น้าชวนค่ะ รอสักครู่นะคะ”

“เดี๋ยวก่อนดาว เธอจะไม่ถามพี่สักคำเหรอว่าพี่จะเอาเงินไปใช้อะไร”

“ถามทำไมล่ะคะ เงินของคุณ มันเป็นสิทธิ์ของคุณ” ละอองดาวเดินออกไป กรกฎมองตามสีหน้าไม่สู้ดี

ooooooo

เมื่อได้กุญแจตู้เซฟมาแล้วละอองดาวส่งต่อให้กรกฎเก็บไว้เพื่อจะได้ไม่ยุ่งยาก หากเขาต้องการเงินเมื่อไหร่ก็จัดการเองได้โดยไม่ต้องเดือดร้อนมาตามเธออีก

“ถ้าพี่จะขอร้องให้เธอเก็บไว้อย่างเดิมล่ะ แล้วคืนนี้เธอก็ไปไขให้พี่เหมือนครั้งก่อนจะได้ไหม”

“เพื่ออะไรคะ”

“ก็ถ้ากุญแจเซฟอยู่ที่พี่ พี่ก็ไปไขเงินมาใช้หมดน่ะสิ แต่ถ้ากุญแจอยู่ที่เธอ พี่ยังรู้สึกละอายใจอยู่มั่ง มันจะช่วยให้พี่ไม่กล้าเอาเงินในนั้นไปใช้บ่อยๆ อย่างวันนี้พี่ก็ต้องยอมรับว่าตัวเองหน้าด้าน”

ละอองดาวหลุดหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ กรกฎ อยากรู้ว่าขำอะไรนักหนา หญิงสาวไม่ตอบแต่ย้อนถามว่า

“ก็แล้วคุณพูดให้ขำหรือเปล่าล่ะ” พูดแล้วหยิบกระดาษกับปากกาส่งให้เขา “คุณต้องการเท่าไหร่ก็เซ็นรับไว้เลยค่ะ เดี๋ยวดิฉันจะไปไขเงินมาให้”

“ไม่ได้สิ ต้องยื่นหมูยื่นแมว เดี๋ยวเธอหลอกให้พี่เซ็นแล้วเธอไม่ยอมให้เงินพี่ล่ะ”

“นี่คุณคิดว่าดิฉันจะฉ้อโกงคุณเหรอ” เธอเสียงแข็งจนกรกฎหน้าเจื่อน รีบปฏิเสธ

“ไม่ใช่อย่างงั้นนะ โธ่ดาว...พี่ล้อเล่น”

“ล้อเล่นอย่างนี้ไม่ดีนะคะ เพราะดิฉันอยู่ในฐานะที่ใครๆจะคิดไปในแง่นั้นได้เสมอ”

“พี่ไม่มีเจตนาจริงๆนะดาว จะให้พี่ไหว้ขอโทษก็ยอมล่ะ” เขาจะทำอย่างที่พูดจริงๆ ละอองดาวตกใจรีบปัดมือเขาลง

“ไม่ต้องหรอกค่ะ คุณรออยู่ที่นี่นะ ดิฉันจะไปเอามาให้”

“พี่ไปด้วยดีกว่า ตึกใหญ่มันมืดน่ากลัวออก”

กรกฎอ้างหน้าตาเฉยแล้วเดินตามหญิงสาวไปยังตึกใหญ่ทั้งที่วันนี้ไฟฟ้าไม่ได้ดับเหมือนครั้งก่อน แต่ถึงจะไม่มืดละอองดาวก็เสียหลักเกือบตกบันได โชคดีที่กรกฎช่วยเธอไว้ทันท่วงที

“เกิดอะไรขึ้น”

“หนูวิ่งผ่านหลังเท้าดิฉันค่ะ ไม่รู้มันเข้ามาในนี้ได้ยังไง”

“คงมาตามท่อระบายน้ำมั้ง บ้านปิดไว้นานๆก็เป็นอย่างนี้ พรุ่งนี้ต้องให้ยอดรักมาจัดการ”

ละอองดาวผละจากอ้อมแขนแข็งแรงของกรกฎ เดินตรงไปห้องด็อกเตอร์ไกร เปิดตู้เซฟหยิบเงินห้าหมื่นส่งให้และเตือนว่าต้องเซ็นรับไว้เป็นหลักฐาน ชายหนุ่มแกล้งยึกยักหยอกล้อจะไม่เซ็น แต่พอเห็นเธอตาเขียวใส่ ก็รับปากกามาทันที

เสร็จเรียบร้อยแล้วละอองดาวเดินดุ่มออกจากห้อง กรกฎร้องถามว่าจะรีบไปไหน อยู่คุยกับตนก่อนได้ไหม

“ลงไปคุยกันข้างล่างดีกว่าค่ะ หรือที่ตึกดิฉันจะเหมาะกว่า”

“บนตึกนี่ไม่เหมาะยังไง”

“มันน่าเกลียดค่ะ”

“น่าเกลียดอะไร เป็นเรื่องที่น่าเกลียดเหรอ ถ้าพี่ชายจะคุยกับน้องสาวในที่ลับตาแบบนี้”

“ดิฉันไม่เคยนึกว่าตัวเองเป็นน้องสาวของคุณค่ะ แต่นึกอยู่ในด้านความเอื้ออารีเมตตาปรานีของคุณเท่านั้น”

“เอาล่ะ ถึงเธอจะไม่นึกว่าเธอเป็นน้องสาวพี่แท้ๆ แต่ถ้าเป็นอีกลักษณะหนึ่งล่ะ”

“ลักษณะอะไรคะ”

“ก็ลักษณะที่ระบุไว้ในพินัยกรรมที่ใครๆก็รู้ เธอลืมไปแล้วเหรอ เธอเป็นผู้หญิงที่คุณพ่อระบุมัดไว้ให้แต่งงานกับพี่ แล้วมันจะแปลกอะไรที่เราจะคุยกันในที่ลับตาแบบนี้”

“คุณกรกฎลืมไปแล้วเหรอคะว่าดิฉันไม่ใช่ผู้หญิงที่คุณปรารถนาจะแต่งงานด้วย เท่าๆกับที่ดิฉันก็ไม่ปรารถนาจะแต่งงานกับคุณ เราตกลงกันด้วยดีมาตั้งนานแล้ว ที่สำคัญ คุณก็มีคนรักของคุณอยู่แล้ว ขอตัวนะคะ”

ละอองดาวเดินลิ่วไป ทิ้งให้กรกฎยืนอึ้ง ถึงกับพูดไม่ออกบอกไม่ถูก

ooooooo

ดึกดื่นแต่ชวนชมยังนอนไม่หลับ เดินมาเลียบๆ เคียงๆแถวห้องละอองดาว เห็นแสงสว่างก็ขออนุญาตเข้าไปเหมือนมีเรื่องจะพูดด้วย

“น้าชวนมีอะไรเหรอคะ”

“ก็มีเรื่องคุณกรกฎน่ะค่ะ”

ละอองดาวทำเป็นไม่สนใจ ลุกขึ้นไปนั่งแปรงผมที่หน้ากระจก ชวนชมขยับตามมานั่งใกล้ๆ

“คุณดาวรู้ไหมคะ ตั้งแต่คุณดาวออกไปทำงาน คุณกฎเธอซักไซ้สืบสวนถึงคุณดาวทุกวันเลยค่ะ บางทีวันละหลายๆครั้ง กับน้ามั่ง เจ้ายอดรักมั่ง บางทีก็ยามเฝ้าประตู”

“ซักไซ้อะไรเหรอ”

“โอ๊ย สารพัดแหละค่ะ วันนี้คุณดาวกลับบ้านกับใคร เวลาเท่าไหร่ คุณดาวแต่งตัวยังไงไปทำงาน ท่าทางมีความสุขดีไหมที่ได้ออกไปทำงานนอกบ้าน คุณดาวว่าอะไรฉันมั่งไหม เขาเล่าอะไรให้น้าฟังมั่ง บางทีก็ซักไปถึงคุณธัชชัยกับเจ้าคำอินทร์ ถามว่าคุณดาวสนิทสนมมากแค่ไหน”

“พิลึกคน ชอบยุ่งตามเคย แล้วน้าชวนบอกเขาไปว่ายังไงบ้าง”

“น้าก็บอกไปเท่าที่รู้นั่นแหละค่ะ เจอหน้าน้าทีไรเป็นถามถึงคุณดาวทุกครั้ง แล้วพอพูดถึงคุณธัชชัยหรือเจ้าคำอินทร์หน้างี้คล้ำขึ้นมาเชียว คุณอรรถเองก็เคยออกปากกับน้านะว่าพักนี้คุณกฎเปลี่ยนไป ดูอมทุกข์ เหมือนมีอะไรในใจ...คุณกฎมีอาการแบบนี้คงจะเป็นโรคหัวใจแล้วล่ะมั้ง”

“เขาก็ควรไปปรึกษาหมอนะ ฉันจะไปช่วยอะไรเขาได้”

“เฮ้อ! ค่ำคืนดึกดื่นก็ไม่หลับไม่นอนนะคะ เดินอยู่รอบบ้านคนเดียว บางทีก็อยู่ในห้องสมุดบนตึก ขนาดตีสามตีสี่เสียงเปียโนยังดังอยู่เลยค่ะ ท่าจะหัวใจกลัดหนอง นี่คุณกฎก็สั่งน้านะคะ กำชับไม่ให้น้าเอาเรื่องที่เธอถามถึงคุณดาวมาบอกคุณดาว”

“โอ๊ย ง่วงแล้วล่ะ ไปนอนเถอะน้าชวน” ละอองดาวตัดบทเอาดื้อๆ ลุกเดินไปล้มตัวลงนอนบนเตียง แกล้งหลับตาจนชวนชมไม่กล้าตอแยอีก

“หลับเสียแล้วคุณดาวของน้า เฮ้อ! ช่างใจแข็งจริงๆ ไม่รู้ตัวบ้างเลยเหรอว่าหัวใจของใครคนหนึ่งกำลังเจ็บปวดรวดร้าวขึ้นทุกวันแล้ว กลุ้มใจจริงๆ นึกไว้แต่แรกแล้วไม่ผิด ในที่สุดคุณกฎสร้างกรรมใดๆไว้ในเรื่องนี้เธอก็กำลังรับผลกรรมที่ตามสนอง”

ชวนชมถอนใจเบาๆ ห่มผ้าให้ละอองดาวก่อนกลับออกมา...ทันทีที่เสียงประตูห้องปิด หญิงสาวลืมตาโพลง เม้มริมฝีปากแน่น เจ็บใจและอัดอั้นจนน้ำตาคลอ

“ฮึ! หัวใจกลัดหนอง เชิญเป็นหนองให้เต็มหัวใจไปคนเดียวเถอะ มันสายไปแล้ว สายเกินกว่าที่จะให้รับรู้อะไรด้วย ฉันก็มีหัวใจสำหรับการเจ็บและจำเหมือนกัน”

ละอองดาวพูดกับตัวเองอย่างปวดร้าว...การถูกปฏิเสธการแต่งงานจากชายหนุ่มที่พ่อหมายมั่นให้เหมือนคมมีดกรีดลงบนหัวใจ รอยแผลนี้ช่างเจ็บปวดทุกข์ทรมานเหลือเกิน

ooooooo

ละอองดาวยังคงไปทำงานที่วังนพดลตามปกติ วันนี้เธอยืนดูรูปบานใหญ่ของเจ้าชายจักราชัย โอรสของเสด็จพระองค์หญิงพราวนภางค์เป็นเวลาเนิ่นนาน

รูปนั้นเหมือนมีชีวิตและจ้องมองกลับมายังละอองดาว เธอรู้สึกคุ้นดวงตาคู่นี้มากเหมือนเคยเห็นเคยรู้จักที่ไหนมาก่อน มันเป็นความรู้สึกรัก อบอุ่น ผูกพันอย่างประหลาด ซึ่งเธอเองก็หาคำตอบไม่ได้...

ท่านชายสดายุกับเจ้าคำอินทร์โคจรมาเจอกัน

ที่วังนพดล ท่านชายตั้งใจมาเยี่ยมเสด็จป้า ขณะที่คำอินทร์หวังมาผูกมิตรเพื่อจีบละอองดาว

ท่านชายสดายุดีใจที่ละอองดาวทำให้เสด็จป้าของตนสดชื่นแจ่มใสขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก คิดว่าท่านได้แม่บ้านและเลขานุการส่วนตัวที่เหมาะสมที่สุดแล้ว

ขณะที่ท่านชายเฝ้าเสด็จป้าอยู่บนห้อง ชลทิชากับเริงใจแวะมาหาละอองดาว สามสาวนั่งคุยกันอย่างออกรส โดยเฉพาะเรื่องธัชชัยและเจ้าคำอินทร์ที่สองเพื่อนรักซักถามละอองดาวด้วยความสนใจใคร่รู้

“คุณธัชชัยเขาก็ดี เป็นสุภาพบุรุษ ให้เกียรติผู้หญิง รู้จักกาลเทศะ ส่วนเจ้าคำอินทร์ออกจะหลุกหลิกพูดมากบ้าง แต่ฉันก็ไม่ได้ใส่ใจ”

“พูดถึงเจ้าคำอินทร์แล้วหมั่นไส้ ผู้ชายอะไรจีบสาว เป็นว่าเล่น เห็นผู้หญิงสวยหน่อยเป็นปรี่เข้าหา ทำตัวไม่เหมือนคนเป็นเจ้าเป็นเชื้อ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าอีตานี่ เป็นหลานของเสด็จ”

“คำอินทร์ไม่ใช่หลานแท้ๆของเสด็จย่าหรอกนิด”

“จริงเหรอ ข่าวใหม่นะเนี่ย ทำไมฉันไม่รู้ เล่ามาให้หมดเลยยัยชล”

“เจ้าคำอินทร์เป็นหลานของพระสวามี ก่อนที่พระราชสวามีจะสวรรคต ทรงฝากฝังคำอินทร์ไว้กับเสด็จย่า ท่านก็ทรงเลี้ยงมาเรื่อย ส่งไปเรียนแทบรอบโลก แต่คำอินทร์ก็ไม่ได้ดีกรีอะไรกลับมาสักอย่าง เขาชอบคุยฟุ้งว่าเป็นทายาทคนเดียวของเสด็จย่า คุยโม้โอ้อวดไปทั่ว”

“นิสัยไม่ดี เจ้าชู้อีกต่างหาก”

เริงใจเบะปากหมั่นไส้ ขณะที่ละอองดาวอยากรู้ว่าเสด็จท่านมีทายาทที่แท้จริงหรือเปล่า

“เล่ามาเลยชล ฉันอยากรู้เรื่องราวของราชวงศ์เชียงอูดูลึกลับซับซ้อน ยิ่งเรื่องของเจ้าชายจักราชัยลูกชายของเสด็จน่ะ”

“เอาเท่าที่ฉันรู้นะ จักราชัย นพดล ราชโอรสองค์เดียวของเสด็จพระองค์หญิงพราวนภางค์ นพดล...เขายอมสละราชบัลลังก์ที่ตัวเองจะได้ในอนาคต เพราะเจ้าชายมีคนรักที่เป็นหญิงชาวไทยอยู่แล้ว พระบิดาและพระชนนีทรงพิโรธมากที่โอรสปฏิเสธการสมรสกับเจ้าหญิงที่พระองค์หมายมั่นให้ ถึงขนาดตัดเจ้าชายออกจากราชสมบัติ แล้วเจ้าชายก็ต้องหนีไปต่างแดนเพราะถูกกองกำลังต่างชาติตามล่าข้อหากบฏ แม้จะไร้ซึ่งยศถาบรรดาศักดิ์แล้ว จักราชัยก็ยังเป็นผู้นำกองกำลังใต้ดินต่อสู้เรียกร้องจนอาณาจักรเชียงอูได้รับอิสรภาพ ไม่เป็นเมืองขึ้นของต่างชาติอีกต่อไป...”

“ชีวิตบั้นปลายของจักราชัยน่าสงสารมาก ต้องอยู่อย่างยากไร้ แทบไม่มีอาหารประทังชีวิต สุดท้ายก็เสียชีวิตอย่างอนาถาที่สวิตเซอร์แลนด์ ส่วนคู่ชีวิตของท่านก็เสียชีวิตหลังคลอดลูกที่เมืองไทย พอเสด็จฯทรงทราบเรื่องจากนักสืบท่านถึงกับประชวร หัวใจสลาย ตรอมใจ รู้สึกผิดที่ตัวท่านเห็นจารีตประเพณีสำคัญกว่าความรักของจักราชัย...เรื่องราวก็เป็นแบบนี้แหละจ้ะ”

ละอองดาวกับเริงใจฟังแล้วสลดหดหู่ บ่นกันว่าความรักของเจ้าชายจักราชัยช่างยิ่งใหญ่แต่น่าสงสาร

“ฉันเข้าใจและเห็นใจเสด็จท่านด้วย เรื่องราวในอดีตของพระองค์ช่างเจ็บปวดสะเทือนใจเหลือเกิน...แล้วลูกของจักราชัยล่ะ”

“เป็นความลับที่มืดมนมาจนทุกวันนี้ เสด็จจ้างนักสืบตามหาหมดเงินไปไม่รู้เท่าไหร่ แต่ก็ไร้วี่แวว”

“เฮ้อ! เศร้าจัง เปลี่ยนเรื่องคุยเถอะ เดี๋ยวน้ำตาฉันจะไหล”

ชลทิชาทำตามที่เริงใจบอกทันที เปลี่ยนไปถามละอองดาวเรื่องพี่ชาย

“พี่ชายเธอเป็นยังไงบ้างแตน ไม่อยากเชื่อเลยว่าคุณกรกฎจะยอมให้เธอทำงานที่นี่”

“ทีแรกก็ไม่ยอมหรอก คุยกันไม่รู้เรื่อง เลยต้องพบกันครึ่งทาง ทำงานนอกบ้านได้ แต่ต้องไปเช้าเย็นกลับ”

“เหม็นหน้าอีตากรกฎ ชอบออกคำสั่ง วางอำนาจ แล้วยัยงิ้วผดาชไมล่ะแตน เธอเจอยัยนั่นบ้างหรือเปล่า”

พูดถึงผดาชไมทีไร เริงใจมีอารมณ์ทุกที แล้วพอละอองดาวมีท่าทีอึกอัก เริงใจก็ยิ่งซักไซ้จนความลับที่เก็บงำเอาไว้มีอันต้องเปิดเผย
เมื่อรู้ว่าผดาชไมเคยดูถูกเหยียดหยามละอองดาว เริงใจของขึ้นทันที กระเหี้ยนกระหือรืออยากตบผดาชไมโทษฐานมาเหยียบย่ำเพื่อนของตน

ooooooo

ในเวลาเดียวกันนั้นผดาชไมกำลังยิ้มหน้าระรื่นรับเงินห้าหมื่นจากกรกฎ โน้มคอเขามาหอมแก้มฟอดใหญ่เป็นรางวัล

“กฎน่ารักที่สุดเลย แล้วแบบนี้ดาจะไม่รักกฎจนหมดหัวใจได้ยังไงล่ะคะ เดี๋ยวกฎไปกับดานะคะ ดามีคิวถ่ายหนังช่วงเย็นไม่กี่ฉากหรอกค่ะ คงไม่ดึกหรอก”

“จะให้ฉันไปรอเธอที่กองถ่ายน่ะเหรอ ไม่เอาดีกว่า เอ๊ะ นั่นกระเป๋าใคร”

กรกฎตาดีเห็นกระเป๋าใบโตวางอยู่มุมหนึ่งในบ้าน ผดาชไมหลุดปากบอกว่าของแม่...แล้วนึกได้รีบเอามือปิดปากตัวเอง แก้ตัวกลบเกลื่อนว่าของแม่บ้านที่ตนจ้างมาทำงานแบบมาเช้าเย็นกลับ เขาคงลืมไว้

“แล้วนี่ยัยแตนน้องสาวกฎน่ะเป็นยังไงบ้างคะ ได้ข่าวว่าเสด็จท่านโปรดหล่อนมากไม่ใช่เหรอคะ แหม...เข้าไปทำงานไม่ทันไรก็กลายเป็นคนโปรดไปซะแล้ว แม่นั่นคงช่างประจบสอพลอน่าดู ไม่งั้น...”

“ผดาชไม!” กรกฎพูดสวนเสียงแข็งจนผดาชไมชะงัก หน้าบึ้งไม่พอใจ “ฉันเคยบอกเธอแล้วใช่ไหมว่าอย่ายุ่งกับละอองดาว”

“โอเค...ดาผิด ขอโทษแล้วกัน”

“ฉันกลับล่ะ เธอเตรียมตัวไปทำงานเถอะ”

กรกฎเดินหน้าตูมออกไป ผดาชไมมองค้อน บ่นไล่หลังด้วยความโมโห

“ฮึ! แตะนิดแตะหน่อยหน้ายักษ์ขึ้นมาทันที ปกป้องเทิดทูนมันเข้าไป ไม่เอามันใส่พานวางไว้บนหิ้งซะเลยล่ะ...หมั่นไส้!”

ooooooo

หลังจากท่านชายสดายุ เจ้าคำอินทร์ เริงใจ และชลทิชากลับไปแล้ว เสด็จพระองค์หญิงพราวนภางค์รับสั่งเรียกละอองดาวเข้ามาในห้องประทับ

ละอองดาวเดินเข้ามาคุกเข่าเบื้องหน้าเสด็จพระองค์หญิงฯ ท่านลูบหัวเธอด้วยความรักและเมตตา

“ฉันรู้เรื่องส่วนตัวของเธอหมดแล้วล่ะ ชลทิชาเล่าให้ฉันฟัง”

ละอองดาวหน้าซีดเผือด ถามเสียงแผ่ว “ใต้ฝ่า พระบาททรงทราบเรื่องอะไรบ้างเพคะ”

“เรื่องพินัยกรรมของคุณพ่อเธอที่ระบุให้เธอแต่งงานกับกรกฎ เรื่องที่กรกฎปฏิเสธเธอ และมีการตกลงกันไปอีกอย่างหนึ่ง เรื่องความอึดอัดคับแค้นใจในบ้านเบ็ญจรงค์ แล้วก็เรื่องคู่รักของเขาที่ระรานเธอ ฉันสงสารเธอ เด็กน้อย...สงสารเหลือเกิน”

ละอองดาวอัดอั้นตันใจ พยายามกล้ำกลืนความเจ็บปวดที่มากล้นอยู่ในใจ แต่ก็กลั้นไม่ได้ ยกมือขึ้นปิดหน้า สะอื้นแผ่ว เสด็จพระองค์หญิงฯยิ่งสงสาร โน้มศีรษะหญิงสาวให้แนบกับตักตนเอง

“อย่าร้องไห้ละอองดาว เป็นบุญของเธอแล้วที่เธอมาพบฉัน และได้รู้จักกันในช่วงชีวิตที่บีบคั้นทรมานอย่างนี้ นึกเสียว่าฉันเป็นญาติผู้ใหญ่ของเธอคนหนึ่งรองจากคุณพ่อของเธอที่ล่วงลับไปแล้วเถอะ ใครที่ไหนไม่ต้องการเธอก็ช่างเขา ขอให้รู้ว่าฉันต้องการเธอก็แล้วกัน”

“หม่อมฉันรักและเทิดทูนใต้ฝ่าพระบาทเหลือเกินเพคะ”

“ฉันก็รัก เมตตา และเอ็นดูเธอมากนะละอองดาว เธอปลอบฉันมามากแล้ว เธอสอนให้ฉันรู้คุณค่าของการมีชีวิตอยู่ต่อไปด้วยสายใยแห่งความรักและความ ปรารถนาดี ฉันไม่เคยได้รับความรู้สึกแบบนี้จากใคร จนมาพบเธอนี่แหละ ต่อไปนี้ฉันจะเป็นผู้ปลอบใจเธอบ้าง”
ละอองดาวเงยหน้า คราบน้ำตาไหลสองข้างแก้ม

“โถแม่คุณ...กำพร้าพ่อแม่มาแต่เล็กแต่น้อยคนอื่นเอามาเลี้ยงไว้ พอโตหน่อยก็กำพร้าซ้ำสอง พ่อเลี้ยงก็อุตส่าห์ฝากฝังไว้กับลูกชายเพื่อให้แต่งงานด้วยกัน กลับมาถูกผลักไสอีก น่าเวทนา”

ท่านเช็ดน้ำตาให้ละอองดาวพร้อมกับเพ่งพิศดวงหน้าสวยหมดจดนั้นแล้วอดเปรยไม่ได้ว่า

“แปลก...แปลกจริงๆ ผู้หญิงที่รูปร่างหน้าตาสะสวย คุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างเธอถูกผู้ชายปฏิเสธที่จะรับเป็นภรรยา ถ้าไปบอกใครๆ ใครเขาจะเชื่อ”

“แต่หม่อมฉันก็ถูกปฏิเสธมาแล้ว”

“ถามจริงๆ ตอนที่กรกฎปฏิเสธเธอด้วยวิธีพูดทางโทรศัพท์น่ะ ก่อนหน้านั้นเขาเคยเห็นตัวเธอแล้วรึยัง”

“เราไม่เคยพบกันเลยเพคะ นับตั้งแต่โตขึ้นมาเขาไม่เคยสนใจหม่อมฉันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว”

“แล้วหลังจากที่พบกันแล้วล่ะ เขามีท่าทียังไงบ้าง”

“หม่อมฉันไม่ได้สนใจอะไรอีกเพคะ รู้อย่างเดียวคือเขามีคนรักที่จะแต่งงานกันแน่ๆอยู่แล้ว หม่อมฉันไม่ได้เสียใจที่เขาไม่ปรารถนาหม่อมฉันเลย แต่หม่อมฉันเสียใจที่คุณพ่อไม่น่าเขียนพินัยกรรมไว้แบบนั้น มันเป็นความอัปยศ น่าละอาย เมื่อหม่อมฉันถูกบอกปฏิเสธ”

“ฮึ! นายกรกฎนี่ยังไงนะ ตาต่ำยังกะตาตุ่ม ฉันไม่อยากพูดหรอกนะว่าเขาช่างโง่เขลาเสียจริงๆ นี่สมมติว่าเขาเกิดเปลี่ยนใจในระยะเวลาสามปีนี้มาขอแต่งงานกับเธอล่ะ”

“หม่อมฉันอับอายมาพอแล้วเพคะ จะไม่ขออายต่อไปอีกเด็ดขาด”

“ก็สมมติว่าเขารู้สึกผิดต่อเธอ เขาเกิดรักเธออย่างจริงใจขึ้นมาล่ะ”

“หม่อมฉันเชื่อว่าเขาไม่มีวันทำแบบนั้น แล้วอีกอย่าง...มันย่อมเป็นไปไม่ได้เหมือนกันที่หม่อมฉันจะยอมสมรสกับผู้ชายที่เคยผลักไสหม่อมฉันมาก่อน”

“ก็จริงของเธอ”

“ตั้งแต่เกิดเรื่องนี้ขึ้น หม่อมฉันก็มองหน้าเขาไม่สนิท หม่อมฉันเหมือนทำให้เขาต้องลำบากใจ เพราะถ้าไม่มีหม่อมฉัน ป่านนี้เขาก็ได้ครอบครองมรดกและแต่งงานกับผู้หญิงที่เขารักไปเรียบร้อยแล้ว”

“เรื่องมันเป็นแบบนี้เอง มิน่าล่ะ ฉันสังเกตดูเธอกับกรกฎเหมือนมีอะไรเป็นนัยๆ พิรุธอยู่ตลอดเวลา เพิ่งรู้ความจริงวันนี้เอง...ปฏิเสธการแต่งงาน แต่ก็เป็นห่วง หวงอยู่ทุกฝีก้าว แปลกดีเหมือนกันนะพี่ชายจำเป็นของเธอคนนี้”

ละอองดาวนิ่งเงียบ โดยส่วนตัวก็รู้สึกว่ากรกฎช่างแปลกประหลาดเสียจริง

ooooooo

เวลาเดียวกันนั้น นายคนแปลกประหลาดกำลังจะคลั่งเสียให้ได้ สั่งยอดรักให้คอยไปสอดส่องว่าละอองดาวกลับมาหรือยัง

เมื่อยังไร้วี่แววก็บ่นหน้าดำคร่ำเคร่ง แถมพาลเล่นงานยอดรักจนต้องวิ่งไปวิ่งมาระหว่างสองตึกเสียเวียนหัวไปหมด

หนึ่งทุ่มตรง ละอองดาวยังสาละวนอยู่กับงานที่วังนพดล กระทั่งอุ่นเรือนมาเตือนเรื่องเวลากลับบ้าน เธอจึงตั้งใจขึ้นไปทูลลาเสด็จพระองค์หญิงฯ แต่มาเห็นท่านกำลังดูสิ่งของของลูกชายที่เก็บสะสมไว้ มีทั้งผ้าพันคอ สร้อยสังวาล หัวเข็มขัด เข็มกลัด แหวน สร้อยทอง กล่องยาสูบ กำไลทองข้อเท้าของเด็ก และภาพถ่าย

ท่านหยิบของแต่ละชิ้นขึ้นมาดูด้วยสีหน้าหม่นเศร้าอาลัยอาวรณ์ ละอองดาวยืนนิ่งเงียบอยู่ที่ประตูได้ยินท่านรำพึง

“จักราชัย...เครื่องประดับ ข้าวของที่ลูกเคยใช้สอย แม่เก็บรักษาไว้อย่างดี ทุกสิ่งอย่าง สิ่งละอันพันละน้อยที่เกี่ยวกับลูก แม่จดจำได้หมด เจ้าลาลับจากแม่ไปยี่สิบกว่าปีแล้ว แต่แม่ไม่เคยลืมลูกสักเพลา ลูกรักของแม่ ไม่มีวันไหนที่แม่จะไม่คิดถึงลูก จักราชัย...ดวงใจของแม่ แม่รักและคิดถึงลูกเหลือเกิน”

ละอองดาวไม่กล้าก้าวเข้ามา จนกระทั่งท่านหันไปเห็น

“เข้ามาสิ ละอองดาว”

หญิงสาวถวายความเคารพแล้วเข้าไปนั่งคุกเข่าใกล้ๆ

“ดูข้าวของพวกนี้สิ ของลูกชายฉันทั้งนั้น”

“ใต้ฝ่าพระบาททรงระลึกถึงเจ้าชายเหรอเพคะ”

“ฉันคิดถึงลูกชายเหลือเกิน ดูสิ นี่ภาพถ่ายเขาตอนเด็กๆ ตอนรุ่นๆ ถ้าลูกชายฉันยังมีชีวิตอยู่ ก็คงวัยไล่เลี่ยกับด็อกเตอร์ไกรพ่อเลี้ยงของเธอ”

ละอองดาวดูภาพถ่ายของจักราชัยด้วยรอยยิ้มของความสุข เสด็จพระองค์หญิงฯหยิบของสะสมหลายชิ้น อวดอย่างเพลิดเพลิน

“นี่กำไลข้อพระบาทเหรอเพคะ”

“ใช่ ฉันสวมให้จักราชัยตอนที่เขายังแบเบาะ”

เสด็จพระองค์หญิงฯรู้สึกเวียนศีรษะขึ้นมากะทันหัน ละอองดาวเป็นห่วงท่านมาก ให้กินยาแล้วนอนพัก ส่วนตัวเองกลับลงมาโทรศัพท์ไปบอกชวนชมว่าขอค้างที่วังนพดล...

ฝ่ายกรกฎกำลังกระวนกระวาย เพราะผ่านไปสามทุ่มละอองดาวยังไม่กลับบ้าน บ่นเป็นบ้าอยู่คนเดียว

“มัวทำอะไรอยู่ ไม่รู้จักเวล่ำเวลาเลย เอ๊ะ หรือว่าออกมาแล้ว ไปไหนต่อ ไปกับใคร ทำไมต้องทำตัวให้น่าเป็นห่วงด้วยนะ”

กรกฎทนไม่ไหวเดินออกไปที่ตึกละอองดาวแล้วเจอชวนชมตรงหน้าตึกพอดี

“อ้าวคุณกฎ น้ากำลังจะไปพบที่ตึกอยู่พอดี”

“คุณดาวกลับมาหรือยัง”

“วันนี้คุณดาวค้างที่วังนพดลค่ะ เธอเพิ่งโทร.มาบอกเมื่อสักครู่นี้เอง”

กรกฎหน้าตึงด้วยความผิดหวัง ถามชวนชมว่ามีเหตุจำเป็นอะไรต้องค้างที่โน่น

“คุณดาวก็ไม่ได้บอกนะคะ บอกแต่เพียงว่าที่วังยุ่งๆน่ะค่ะ”

“จะยุ่งอะไรกันนักหนา ทำงานแทบไม่มีวันหยุด บ้านช่องไม่กลับ ไม่รู้จักเวล่ำเวลา ที่โน่นเขาจ้างเดือนละเป็นแสนหรือไง ชอบทำตัวให้น่าเป็นห่วง ชักจะเอาใหญ่แล้ว”

กรกฎโมโหเดินปึงปังกลับไป ชวนชมอมยิ้ม พูดพึมพำอย่างรู้ทันเจ้านายหนุ่ม

“เป็นห่วงล่ะสิ คุณกฎหนอคุณกฎ”

เนียนทำความสะอาดอยู่แถวนั้น เห็นรอยยิ้มของชวนชมก็ขยับมาถามด้วยความสงสัย

“คุณท่านโกรธขนาดนั้น ป้าชวนยังยิ้มออกอีกเหรอ”

“แกไม่รู้อะไรหรอกเนียน”

“รู้อะไร? มีอะไรที่ฉันไม่รู้เหรอจ๊ะป้า”

“อย่าเพิ่งรู้เลย เอาไว้ถึงเวลาแกก็รู้เองแหละ” ชวนชมตัดบทแล้วผละไป ทิ้งให้เนียนยืนเกาหัวแกรกๆ บ่นอย่างงุนงง

“อะไรของป้าชวนเนี่ย พูดยั่วให้อยากรู้แล้วก็เดินจากไปซะอย่างงั้น”

ooooooo

รุ่งขึ้นเสียงโทรศัพท์ดังระงมในตึกกรกฎ ชายหนุ่มเพิ่งตื่นลงมารับด้วยน้ำเสียงงัวเงีย

“เพิ่งตื่นกระหม่อม เมื่อคืนกระหม่อมนอนดึกไปหน่อยเลยตื่นสาย”

“ขอโทษที่โทร.มาปลุก รักษาสุขภาพมั่งนะสหายรัก วันนี้แกว่างรึเปล่า”

“ฝ่าบาทมีกิจธุระอะไรจะใช้กระหม่อมหรือ”

“ไม่มีอะไรหรอก ฉันจะชวนแกไปวังนพดล เข้าเฝ้าเสด็จฯก่อน เสร็จธุระแล้วค่อยไปสังสรรค์กัน”

ได้ยินชื่อวังนพดล กรกฎรีบตอบรับท่านชายสดายุว่าไปได้ วันนี้ตนว่างทั้งวัน

“ถ้างั้นแกรออยู่ที่บ้านนั่นแหละ อีกไม่เกินชั่วโมงครึ่งฉันจะไปรับแก ไปรถคันเดียวกันเลย เท่านี้นะกรกฎ”

กรกฎดีใจที่จะได้ไปเจอละอองดาว อยากไปชำระความที่เธอไม่ยอมกลับบ้าน...พอจะกลับขึ้นไป

อาบน้ำแต่งตัว เสียงโทรศัพท์ดังอีก เขารับสายแล้วชะงักไม่คิดว่าคู่รักจะโทร.มาแต่เช้า

“อุ๊ย! กฎรับโทรศัพท์เองเลย ดาเองค่ะ มอร์นิ่งค่ะที่รัก”

“เธอมีธุระอะไร”

“แหม...กฎคะ ถ้าไม่มีธุระอะไร ดาโทร.หาคุณไม่ได้เหรอคะ ดางอนแล้วด้วย”

“รีบว่าธุระของเธอมาเถอะ”

“ดาจะชวนกฎไปทานกลางวันกันค่ะ วันนี้สายๆดามีคิวอัดแผ่นเสียงที่ห้องอัดเสียงกรุงสยาม ฝีมือระดับดาเที่ยงๆก็น่าจะเสร็จ กฎไปรับดาที่ห้องอัดนะคะ เราไปทานข้าวกันแล้วไปเที่ยวกันต่อ”

“วันนี้ฉันไม่ว่าง มีธุระ”

“ไม่ว่าง! กฎมีธุระที่ไหนคะ”

“ท่านชายสดายุจะมารับฉันที่บ้าน แค่นี้นะ ไม่มีเวลาคุยแล้ว ฉันต้องไปแต่งตัว” เขาวางสายทันที ผดาชไมเรียกไม่ทัน แผดเสียงบ่นด้วยความโมโหจนรุ้งเพชรกับสกุนตลาที่นั่งจิบกาแฟอยู่ไม่ไกลมองมาเป็นตาเดียว

“บ้า! วางหูใส่ฉันแบบนี้ได้ยังไง คนบ้า”

“มีอะไรเหรอดา” รุ้งเพชรถาม

“กฎน่ะสิ ฉันจะชวนไปทานข้าวกัน ดันบอกว่ามีธุระต้องไปกับท่านชายสดายุ เชอะ! เห็นคนอื่นสำคัญกว่าคนรักของตัวเอง บ้าที่สุด”

“ใจเย็นๆน่าดา คุณกรกฎคงติดธุระจริงๆ”

“ธุระอะไรจะสำคัญกว่าฉัน เขาจะทำแบบนี้กับฉันไม่ได้”

“ไม่เอาน่าดา วันนี้คุณกรกฎไม่ว่าง ก็ไปพรุ่งนี้ก็ได้นี่นา พรุ่งนี้เธอมีคิวงานแค่สองที่เอง” รุ้งเพชรปลอบโยน ผดาชไมกัดริมฝีปากพยายามระงับอารมณ์

ooooooo

เมื่อถึงวังนพดล กรกฎสีหน้าท่าทีลังเลไม่อยากจะเข้าไปในตำหนักจนท่านชายสดายุสังเกตเห็น ถามว่ามีอะไรหรือเปล่า

“เชิญฝ่าบาทเถอะกระหม่อม คือกระหม่อมรออยู่แถวนี้ดีกว่า”

“อ้าว ทำไมไม่ขึ้นไปเข้าเฝ้าเสด็จป้าด้วยกัน”

กรกฎไม่ตอบ แต่หันไปทางโรงเรียนอนุบาลซึ่งอยู่ในรั้วเดียวกันเหมือนมองหาใครบางคน ท่านชายสดายุอมยิ้มรู้ทัน ดักคอว่า

“แกจะไปคุยกับน้องสาวก็บอกมาตรงๆเถอะ”

กรกฎยิ้มเก้อ ท่านชายส่ายหน้าบอกว่า

“งั้นไปเถอะ อีกสักพักฉันไปตาม”

กรกฎรับคำแล้วแยกตัวไป ท่านชายสดายุเข้ามาในตำหนักเห็นเริงใจนั่งอ่านนิตยสารอยู่มุมหนึ่ง กำลังจะทักก็พอดีเริงใจหันมาเห็นท่าน จึงลุกขึ้นทำความเคารพทันที

“กราบฝ่าบาทเพคะ”

“สบายดีนะคุณเริงใจ มากับหญิงชลหรือ”

“เพคะ ชลธิชาขึ้นไปเข้าเฝ้าเสด็จท่าน หม่อมฉันมาเป็นเพื่อนเพคะ”

“ตามสบายนะ” พูดแล้วท่านชายสดายุเดินขึ้นไปข้างบน

ส่วนที่โรงเรียนอนุบาลซึ่งเป็นกิจการของตระกูลนพดล กรกฎเดินมาถึงหน้าตึก เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเดินผ่านมาพอดี

“ขอโทษนะคะ มาพบใครเหรอคะ”

“คุณละอองดาวครับ”

“นัดคุณละอองดาวเอาไว้หรือเปล่าคะ”

“เปล่าครับ ผมเป็นพี่ชายคุณดาว”

“อ๋อ กรุณารอสักครู่นะคะ” เจ้าหน้าที่หายเข้าไปข้างในครู่เดียว ละอองดาวก็เดินออกมายกมือไหว้กรกฎ เขาตกใจรีบยกมือรับไหว้แทบไม่ทัน

“ทำไมต้องไหว้พี่ด้วย”

“ที่นี่ไม่ใช่ที่บ้านค่ะ คุณกรกฎมีธุระอะไรกับดิฉันเหรอคะ”

“เราไปหาที่นั่งคุยกันสบายๆหน่อยดีไหม”

“เชิญทางนี้ค่ะ” ละอองดาวเดินนำไปนั่งที่โต๊ะใต้ร่มไม้ ถามกรกฎว่าจะรับเครื่องดื่มหรือของว่าง

“ไม่ต้องหรอก พี่เรียบร้อยมาจากบ้านแล้ว ที่นี่ร่มรื่นดีนะ”

ละอองดาวยิ้มบางๆ กรกฎเริ่มวกเข้าประเด็นที่ตนเองสงสัย ถามน้องสาวคนสวยว่าทำไมเมื่อคืนไม่กลับบ้าน

“เสด็จฯทรงอ่อนเพลีย ประชวร ดิฉันเลยอยู่เฝ้า เกรงว่าท่านจะมีไข้กลางดึก”

ชายหนุ่มพยักหน้าเข้าใจ ชวนคุยต่อไป “อยู่ที่นี่ก็เกือบปีแล้ว เป็นยังไงบ้างทำงานที่นี่”

“ก็เรียบร้อยดีนี่คะ”

“หมายความว่าเธอจะทำได้อย่างสบายใจตลอดไป”

“ใช่ค่ะ ดิฉันสบายใจและมีความสุขที่ได้ทำงานที่นี่”

“ถ้าเป็นอย่างงั้นพี่ก็เบาใจและดีใจด้วย... ถามจริงๆ เถอะดาว ตอนนี้เธอยังโกรธเกลียดพี่อยู่อีกหรือเปล่า”

“ในเรื่องอะไรเหรอคะ”

“เรื่องที่ผดาชไมมาก้าวร้าวเธอวันนั้น”

“ดิฉันลืมไปหมดแล้วค่ะ”

“เอ้อ...อย่าหาว่าพี่พูดอะไรซ้ำซากกวนใจเลยนะ นี่ปาเข้าไปเกือบปีแล้วเงินค่าใช้จ่ายประจำเดือนของเธอ เธอยังไม่ได้ไปเซ็นรับเลยสักครั้ง เมื่อไหร่จะไปเอาเสียที”

“เก็บไว้ที่สำนักงานก่อนเถอะค่ะ ไม่บูดหรอก”

“พี่รู้ว่าเธอเกลียดพี่จนเข้ากระดูกดำ อย่าเกลียดพี่เลยนะดาว พี่หวังดีกับเธอ ห่วงกังวลเรื่องของเธอสารพัด รู้ไหมว่าเธอทำให้พี่เสียใจ”

“โธ่คุณกรกฎคะ คุณเข้าใจผิดแล้ว ดิฉันไม่ได้โกรธหรือเกลียดคุณเลย ดิฉันเคารพบูชาน้ำใจของคุณแล้วก็เชื่อว่าคุณปรารถนาดีต่อดิฉันจริงๆ คุณคิดมากไปเอง”

“ถ้าอย่างงั้นพี่จะขอร้องอะไรเธอสักอย่าง พี่แทนตัวเองว่าพี่ เรียกเธอว่าดาวมานานแล้ว เธอควรจะเรียกพี่ว่าพี่ ไม่ใช่คุณกรกฎ แล้วก็เลิกแทนตัวเองว่าดิฉันเสียที เราโตขึ้นในบ้านเดียวกัน มีบุพการีคนเดียวกัน ก็เหมือนพี่น้องกันแท้ๆ”

“การเรียกแบบนั้นก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายนี่คะ หรือคุณคิดว่ามันหยาบคาย”

“เปล่า มันเป็นทางการเกินไป มันเหมือนพี่ให้ความสนิทสนมกับเธอข้างเดียว แต่เธอไม่ยอมสนิทสนมกับพี่เลย” กรกฎถอนใจเบาๆกับความดื้อของละอองดาว...

คำอินทร์แวะเวียนมาที่วังนพดลอีกแล้ว แต่ยังไม่ได้เข้าไปข้างในเพราะตาไวเห็นกรกฎกับละอองดาวนั่งคุยกัน เขารู้สึกไม่ชอบใจรีบเดินไปที่โทรศัพท์โดยไม่ทันสังเกตว่ามีใครบางคนนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่แถวนั้น

คำอินทร์ใช้โทรศัพท์ที่วังนพดลโทร.หาผดาชไมที่บ้าน “ฮัลโหล ขอสายคุณผดาชไมครับ”

“กำลังพูดสายค่ะ มอร์นิ่งค่าเจ้า มีอะไรเหรอคะ โทร.มาแต่เช้าเชียว”

“มีนิดหน่อยครับ มันเกี่ยวกับคุณดาโดยตรง แต่ไม่รู้ว่าผมจะพูดดีรึเปล่า เกรงว่าคุณดาจะไม่สบายใจ”

“พูดมาเถอะค่ะเจ้า มีอะไรคะ”

“คือ...คนรักของคุณน่ะครับ”

“กฎ! กฎทำไมคะ”

“ผมเห็นคุณกรกฎมาหาคุณละอองดาวที่วังนพดล แอบคุยกันในที่ลับตาสองต่อสอง ดูแปลกๆนะครับ”

ผดาชไมโกรธจัดคำรามชื่อสองคนนั้นปากคอสั่น...

คำอินทร์สะใจแต่ทำเป็นพูดดี

“นี่ผมหวังดีกับคุณดามากนะครับ ไม่อยากให้คู่รักของคุณนอกใจคุณ คุณดาอย่าโกรธคุณกรกฎนะครับ มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากัน”

คำอินทร์วางโทรศัพท์ลงกับแป้นด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ เริงใจลดหนังสือพิมพ์ในมือลงจ้องเขาเขม็งด้วยความไม่พอใจ

“คุณเริงใจ! แอบฟังคนอื่นคุยโทรศัพท์ ลืมมารยาทไว้ที่บ้านหรือไง”

เริงใจโมโหลุกพรวด “ฉันนั่งอยู่ตรงนี้ก่อนที่คุณจะเข้ามาด้วยซ้ำ กรุณาขอโทษฉันเดี๋ยวนี้”

“ไม่จำเป็น” คำอินทร์ตอบอย่างไม่แยแสแล้วเดินอาดๆออกไป

“นิสัยไม่ดี นึกเหรอว่าฉันจะปล่อยให้คุณลอยนวลไปได้ง่ายๆ ถ้าเป็นอย่างงั้นก็ไม่ใช่เริงใจแล้ว”

เริงใจเข่นเขี้ยว สีหน้าขึงขังเอาเรื่อง!

ooooooo

ผดาชโมโกรธจัดลมออกหู กรีดร้องระเบิดอารมณ์ออกมาจนรุ้งเพชรกับสกุนตลาตกใจ ยกมือปิดหูแทบไม่ทัน ถามเป็นเสียงเดียวกันว่าเกิดอะไรขึ้น

“เจ้าบอกว่ากฎแอบไปหาแม่ละอองดาวที่วังนพดล คุยกันอี๋อ๋อฉอเลาะ กฎนะกฎ โกหกฉันว่าไม่ว่าง ที่แท้ก็ดอดไปหาแม่นั่น เขาเห็นมันสำคัญกว่าฉัน...นังละอองดาว นังตัวมาร เห็นหงิมๆ ที่แท้มันก็สนิมกินใน ฉันไม่ปล่อยแกไว้แน่”

ผดาชไมพุ่งไปคว้ากุญแจรถ สกุนตลากับรุ้งเพชรช่วยกันเหนี่ยวรั้งไว้สุดกำลัง

“เธอจะไปไหนน่ะดา”

“ฉันก็จะไปฉีกอกนังละอองดาวน่ะสิ นังแมวขโมย มันคิดจะแย่งกฎไปจากฉัน ฝันไปเถอะ”

“อย่านะดา ใจเย็นๆหน่อยสิ”

“ใจฉันร้อนเป็นไฟ อกฉันจะระเบิดอยู่แล้ว เธอยกเลิกคิวงานไปเลยรุ้ง ฉันไม่มีอารมณ์จะทำงานแล้ว”

“ไม่ได้นะดา อย่าไป ฉันขอร้อง”

“ปล่อยฉันนะ โอ๊ย! ฉันบอกให้ปล่อยไงล่ะ เธอสองคน เป็นเพื่อนฉันอยู่รึเปล่า พวกเธอควรจะช่วยฉัน ไม่ใช่มาห้ามฉัน”

“ก็เพราะเป็นเพื่อนไงล่ะ ฉันถึงต้องห้าม ฟังนะดา ถ้าขืนเธอไปอาละวาดตอนนี้ มันก็มีแต่เสียกับเสีย”

“จริงด้วย อย่าไปนะดา ที่วังนพดลก็พวกละอองดาวทั้งนั้น ทั้งทหาร นางกำนัลเต็มไปหมด เธอเสียเปรียบนะ”

“ที่สำคัญคุณกรกฎต้องมองเธอไม่ดีแน่ เธออยากให้ภาพเธอดูแย่ในสายตาคนรักเหรอดา”

สองเพื่อนสาวช่วยกันกล่อม ผดาชไมรับฟังและครุ่นคิดอย่างคล้อยตาม...แต่คนที่กำลังเดือดเป็นน้ำร้อนเวลานี้ก็คือเริงใจที่ยังอยู่วังนพดล เธอเดินตามมาเอาเรื่องคำอินทร์ ต้องการคำขอโทษจากเขา

“ก็บอกแล้วไงว่าไม่จำเป็น”

“โอเค ฉันจะถือเสียว่าคุณไม่ใช่สุภาพบุรุษ”

“คุณก็ไม่ใช่สุภาพสตรีเหมือนกัน”

คำอินทร์ยักไหล่ หันหลังจะเดินออกไป เริงใจพุ่งมาดักหน้าบอกว่าตนยังพูดกับเขาไม่จบ

“มีอะไรอีก”

“คุณมันไม่ใช่ลูกผู้ชาย คุณโทร.ไปฟ้องผดาชไมแบบนั้น คุณต้องการให้ยัยนั่นมาระรานเพื่อนฉันใช่ไหม”

“ผมต้องการให้ผดาชไมจัดการกับคนรักของเธอ ไม่ให้มายุ่งกับคุณดาวต่างหาก”

“คุณหลอกใช้ผดาชไมเป็นเครื่องมือแยกคุณกรกฎให้ห่างจากเพื่อนฉัน ฉันรู้ว่าคุณคิดยังไงกับละอองดาว แต่คุณก็ไม่ควรใช้วิธีสกปรกแบบนี้ คุณมันเห็นแก่ตัว”

“โลกนี้มีใครไม่เห็นแก่ตัวมั่ง ผมชอบคุณดาว ผมต้องเอาชนะใจเธอให้ได้ ไม่ว่าด้วยวิธีการไหนก็ตาม”

คำอินทร์ประกาศแล้วผละไปทันที เริงใจโกรธแทบเต้น ด่าไล่หลังอีกหลายคำ ชลทิชาเข้ามาได้ยินสอบถามเพื่อนเป็นการใหญ่ ครั้นรู้เรื่องก็อุทานด้วยความตกใจ

“ตายจริง! นี่เจ้าคำอินทร์ทำถึงขนาดนี้เชียวเหรอ ฉันจะทูลฟ้องเสด็จย่า”

“อย่าเพิ่งเลยชล ถ้าเสด็จฯทรงทราบจะเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าเกิดเสด็จฯทรงกลัดกลุ้มพระทัย เกิดล้มประชวรไปจะว่ายังไง”

“ก็จริงของเธอนะนิด แล้วจะเอายังไงกันดีล่ะ”

“ปล่อยให้เป็นหน้าที่ฉันเอง ผู้ชายอย่างอีตา

คำอินทร์ต้องเจอผู้หญิงอย่างฉัน” เริงใจเจ็บแค้น สองมือกำแน่น รอวันเอาคืน!

ooooooo

นิยายไทยรัฐ
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement