ละอองดาว ตอนที่ 10 นิยายไทยรัฐ
วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

advertisement

ละอองดาว ตอนที่ 10


11 พ.ย. 2560 07:10
1,248,838 ครั้ง

ละคร นิยาย ละอองดาว

ละอองดาว ตอนที่ 10

อ่านเรื่องย่อ

ละอองดาว

แนว:

โรแมนติก-ดราม่า

บทประพันธ์โดย:

พนมเทียน

บทโทรทัศน์โดย:

คุณชาย และ สรรพชัย เกิดอุทัย

กำกับการแสดงโดย:

ชัชวาลย์ คล้องช้าง

ผลิตโดย:

บริษัท เจ เอส แอล โกลบอล มีเดีย จำกัด

วัน-เวลาออกอากาศ: ทุกวันพุธ-พฤหัสบดี เวลา 20.15 น.

ช่องออกอากาศ:

สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

นักแสดงนำ:

ทิสานาฏ ศรศึก, อรรคพันธ์ นะมาตร์

กรกฎกับละอองดาวยังคุยกันอยู่ที่เดิม...กรกฎสีหน้าซูบซีด ท่าทีเนือยๆเหมือนมีเรื่องไม่สบายใจ แต่เมื่อเขาพูดออกไป ละอองดาวกลับติงว่า

“ไม่เห็นมีอะไรที่น่าจะทำให้คุณกรกฎไม่สบายใจเลยนี่คะ”

“นั่นสิ พี่ก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน มันกลุ้มๆ กังวลใจยังไงก็ไม่รู้ เหมือนคนมีบาปอย่างงั้นแหละ”

“ระวังนะคะ คิดมาก กลุ้มมาก เดี๋ยวเจ็บไข้ได้ป่วยจะแย่”

“ช่างมัน...ตายเสียได้ก็ดี พี่เบื่อๆยังไงก็ไม่รู้ บางทีนึกอยากจะนอนหลับไปเป็นปีๆเลย สงสัยอีกหน่อยพี่ต้องเป็นโรคประสาทแน่”

“คุณคงรำคาญที่จะรอเวลาให้ครบกำหนดสามปีตามที่เราตกลงกันไว้ใช่ไหมคะ ดิฉันเห็นใจคุณจริงๆ แต่ก็ไม่รู้จะช่วยอะไรได้มากกว่านี้”

กรกฎนิ่งอึ้ง สีหน้าแย่ลงไปอีก คำพูดของละอองดาวแทงใจเขาเหลือเกิน หมดหัวข้อสนทนาในทันที

เขาลุกขึ้นยืน แต่แล้วหน้ามืดเสียหลักจะล้มเพราะเครียดและอดนอนมาหลายวัน ละอองดาวช่วยประคองและจะพาไปห้องพยาบาล แต่เขาปฏิเสธพร้อมกับลงนั่งอย่างเดิม

“พี่ไม่เป็นไร นั่งพักสักหน่อยเดี๋ยวก็หาย”

“คุณควรจะพักผ่อนบ้างนะคะ งดเที่ยว งดดื่มบ้าง ร่างกายไม่ใช่เครื่องจักร สุขภาพก็เหมือนของมีค่าที่เรามักมองไม่เห็นคุณค่าจนกว่าจะสูญเสียมันไป”

“พี่ไม่ตายง่ายๆหรอก พี่ดีใจนะที่ดาวเป็นห่วงพี่”

ละอองดาวชะงัก หลบตา กรกฎยังคงจ้องหน้า อยากได้ยินว่าเธอเป็นห่วง แต่ละอองดาวกลับพูดเลี่ยงไป

“คุณเป็นลูกของคุณพ่อผู้มีพระคุณก็เสมือนมีพระคุณต่อดิฉันเหมือนกัน ถ้าดิฉันทนเห็นคุณล้มเจ็บล้มตายได้ มันก็ดูใจจืดใจดำไปหน่อยค่ะ”

“พูดซะอ้อมโลก ห่วงหรือไม่ห่วงเลยไม่รู้กัน” เขาบ่นพึมพำเบามากจนเธอไม่ได้ยิน ถามว่าพูดอะไร “เปล่า...นี่ดาว วันที่พี่กลับมาเมืองไทยใหม่ๆ น้าชวนบอกว่าคุณพ่อเขียนจดหมายทิ้งไว้ให้เธอฉบับหนึ่งไม่ใช่เหรอ”

“จดหมาย...อ๋อ คงจะเป็นจดหมายที่คุณพ่อทิ้งไว้ในเซฟ”

“เป็นความลับอะไรมากหรือเปล่า ถ้าพี่จะถามเธอว่าคุณพ่อสั่งความอะไรไว้กับเธอบ้าง”

“ไม่เป็นความลับอะไรหรอกค่ะ ถ้าคุณอยากทราบ ค่ำๆก็เชิญที่ตึกดิฉันสิคะ จะให้อ่าน”

“พี่อยากให้เธอเล่าให้ฟังมากกว่า”

“คุณอ่านเองดีกว่าค่ะ”

“มันจะเป็นการละลาบละล้วงเกินไปมั้ง”

“ไม่หรอกค่ะ ดิฉันอนุญาต เต็มใจให้อ่าน”

เสียงเด็กนักเรียนหยอกล้อเล่นกันดังแว่วมา สองคนหันมองด้วยความสนใจ โดยเฉพาะละอองดาวที่รอยยิ้มผุดขึ้นเต็มหน้าขณะมองเด็กๆวิ่งเล่นสนุกสนาน

“เธอเป็นคนอ่อนหวานนะดาว จิตใจดีมีเมตตา ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็มักจะมีเด็กๆรุมล้อม ดูเหมือนงานของเธอจะไม่พ้นการดูแลเด็กนะ”

“ดิฉันเห็นใจ รัก แล้วก็สงสารเด็กๆพวกนั้นค่ะ พวกแกเป็นลูกกำพร้า ไร้ที่พึ่ง มูลนิธิของเสด็จฯไปตามเก็บมาจากที่ต่างๆ ให้ที่อยู่ที่กินและที่เรียน ทุกคนต้องการความรัก ความเมตตา ดิฉันเองก็เป็นลูกกำพร้า เราเป็นพวกเดียวกันก็เลยเข้าใจกันได้ เด็กๆพวกนี้เรียกดิฉันว่าแม่ แล้วก็เรียกเสด็จฯว่าท่านย่า เขาเรียกเองนะคะไม่มีใครสอน”

กรกฎมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างชื่นชมยกย่อง “งานของเธอสำคัญไม่ใช่เล่น ทั้งๆที่เธอก็อายุยังน้อย พี่สังเกตดูเสด็จฯรักและเมตตาเธอมากนะ ไม่เสียแรงที่เธอดิ้นรนออกมาทำงานที่นี่ เป็นงานที่ได้รับเกียรติอย่างยิ่ง พี่ยินดีด้วย”

ละอองดาวยิ้มรับ รู้สึกได้ว่าคำพูดของเขาออกมาจากใจจริงๆ จังหวะนี้เองมีนักเรียนหญิงคนหนึ่งวิ่งมาเรียกละอองดาวว่าแม่และคุยอวดว่าวันนี้เรียนสนุกมาก ครูถามอะไรตนตอบได้หมด

“เก่งมากลูก หนูต้องตั้งใจเรียนหนังสือให้เก่งๆนะ โตขึ้นจะได้ทำงานดีๆ หนูไปเล่นกับเพื่อนๆต่อเถอะจ้ะ”

เด็กหญิงรับคำแล้ววิ่งตื๋อออกไป ละอองดาวยิ้มเอ็นดู

“ดูท่าเธอจะรักเด็กขี้ริ้วคนนี้เป็นพิเศษนะ”

“ค่ะ ดิฉันรัก สงสาร และเวทนาแกเป็นพิเศษ แกเป็นเด็กหญิงขี้ริ้วที่สุดในจำนวนเด็กที่นี่ คุณดูสิคะ แกขี้เหร่มาก ตัวกลมเหมือนไหกระเทียม หน้าตาเหยเกบูดเบี้ยว อมโรค ยิ่งกว่าลูกเป็ดขี้เหร่ยังไงยังงั้น”

กรกฎสะดุ้งวาบเพราะคำพูดเหล่านี้เขาเคยพูดไว้กับธัชชัยและอรรถวาที...ละอองดาวสังเกตปฏิกิริยาของเขาแล้วลอบยิ้มสะใจ กรกฎเสหัวเราะกลบเกลื่อน พูดติดตลกว่า

“ไม่แน่นะ ลูกเป็ดขี้เหร่เวลาโตขึ้นมักกลายเป็นหงส์ เห็นเด็กๆหน้าตาเหยเกอย่างงี้เหอะ พอโตเป็นสาวขี้คร้านจะกลายเป็นนางฟ้า หนุ่มๆติดกันเกรียว”

จากนั้นก็ตัดบทขอตัวเดินหนีไป อ้างว่าป่านนี้ท่านชายคงลงมาแล้ว...ละอองดาวสะใจที่ได้เหน็บแนมเขาเข้าให้บ้าง
เมื่อท่านชายสดายุชวนไปกินมื้อกลางวันและจะให้กรกฎชวนน้องสาวไปด้วย ปรากฏว่าชายหนุ่มไม่กล้า

“เขาคงไม่ไปกับกระหม่อมหรอก”

“อ้าว! ทำไมล่ะ”

“ฝ่าบาททรงไปชวนเขาเองดีกว่า ถ้ากระหม่อมชวน เขาคงปฏิเสธแน่”

“พิลึกแฮะ ยังไงกันพี่น้องคู่นี้” ท่านชายบ่น แต่ก็ไปเจรจากับละอองดาวเอง

ooooooo

ทั้งสามคนนั่งรถไปคันเดียวกัน แต่ไม่มีใครพูดกับใครสักคน พอถึงร้านอาหารสองพี่น้องก็ยังคงนิ่งเงียบ ท่านชายสดายุเลยต้องใช้วิธีนี้

“ขอโทษที ลืมแนะนำ กรกฎ...สุภาพสตรีผู้นี้คือคุณละอองดาว เบ็ญจรงค์ แม่บ้านและเลขานุการส่วนพระองค์ของเสด็จป้าของฉันเอง และนี่กรกฎ เบ็ญจรงค์ ทายาทกองมรดกมหาศาล โปรดรู้จักกันไว้ด้วยนะ”

กรกฎกับละอองดาวกำลังดื่มน้ำกลั้นหัวเราะไม่อยู่แทบสำลักออกมาพร้อมกันในความขี้เล่นของท่านชาย

“ฝ่าบาท...กระหม่อมเป็นพี่ชาย ละอองดาวเป็นน้องสาว ไม่จำเป็นต้องทรงแนะนำหรอก”

“งั้นเหรอ แล้วกัน! ฉันก็พาซื่อหลงแนะนำซะเป็นคุ้งเป็นแคว เห็นไม่คุยอะไรกันเลยก็นึกว่าไม่รู้จักกันน่ะสิ ตอนนั่งรถมาก็เงียบกันมาตลอดทาง”

กรกฎหันมองละอองดาวแล้วพูดประชดขึ้น “เที่ยงวันนี้ท้องฟ้าปลอดโปร่ง อากาศแจ่มใสดีนะ”

“ค่ะ ฟ้าสีคราม มีเมฆเป็นเกล็ด ลมก็พัดเย็นสบายดี เสียอย่างเดียวแดดแรงไปหน่อย” ละอองดาวประชดตอบ
เท่านั้นเองท่านชายสดายุหัวเราะหึๆ ถามว่าพี่น้องสองคนนี้เขม่นกันเรื่องอะไรไม่ทราบ

“กระหม่อมรักน้อง แต่น้องเกลียดกระหม่อม”

“หม่อมฉันมีพี่ชายอยู่คนหนึ่ง เขาเป็นโรคหวาดระแวงอย่างหนัก คือระแวงว่าหม่อมฉันจะเกลียดเขา แล้วก็มักจะร้องอุทธรณ์บ่อยๆ หม่อมฉันสงสารเขาเพคะ แต่ก็จนใจที่จะเยียวยาเขาให้หายขาดจากโรคนี้ได้”

“เข้าท่าๆ ชักจะสนุกเสียแล้ว”

“เป็นเรื่องสนุกของฝ่าบาทน่ะสิ แต่เป็นเรื่องหงุดหงิดของกระหม่อม”

บ่นเสร็จกรกฎปั้นยิ้มให้ละอองดาว คิดทดสอบใจเธอด้วยการชวนไปเที่ยว

“ดาว...คืนนี้ไปเที่ยวกับพี่ไหม ทานอาหารเย็นนอกบ้าน ดูหนังซักรอบ แล้วไปฟังเพลงกัน”

“ไม่ค่ะ ขอบคุณ”

“ทรงเห็นไหมว่าน้องเกลียดพี่”

“เกลียดที่ไหน เข้าใจไปเองต่างหาก”

“ก็เล่นปฏิเสธดื้อๆอย่างนี้จะให้พี่เข้าใจว่ายังไง”

“ก็แล้วแต่จะคิดสิคะ”

“พี่ก็คิดจากสิ่งที่ดาวพูด สิ่งที่ดาวทำนั่นแหละ กระหม่อมว่า...”

ท่านชายสดายุอมยิ้ม รีบยกมือห้ามก่อนที่กรกฎจะพูดจบ “โอเคๆ ยังไม่ต้องว่าอะไรทั้งนั้น พักเบรกทานข้าวกันก่อน เดี๋ยวค่อยต่อปากต่อคำกันต่อดีไหม เชิญครับคุณละอองดาว”

ท่านชายสดายุตักอาหารให้หญิงสาวและคอยจับสังเกตท่าทีของสองพี่น้องด้วยความสนใจ

ooooooo

บ่ายวันนั้น กรกฎพรวดพราดมาถึงสำนักงานทนายความ กระชากคอเสื้อธัชชัยที่กำลังนั่งทำงานด้วยความโมโห “ไอ้เพื่อนเลว ฉันอยากจะตะบันหน้าแกสักเปรี้ยงสองเปรี้ยงให้หายแค้น”

“เฮ้ยๆๆ นี่มันอะไรกันวะไอ้กฎ”

ธัชชัยงุนงง ตั้งตัวไม่ติด กรกฎไม่ฟังลากเขาออกจากโต๊ะแล้วเหวี่ยงเซถลาไปนั่งก้นจ้ำเบ้าที่โซฟา

“โอ๊ย! ไอ้บ้า! ผีเข้าหรือไง นี่แกไปกินรังแตนมาจากไหนวะ”

“บอกมาซะดีๆ แกแอบไปฟ้องละอองดาวใช่มั้ย”

“ฟ้องคุณดาวเรื่องอะไรวะ”

“แกอย่ามาตีหน้าเซ่อ ไอ้ทนายเจ้าเล่ห์ ไอ้กะล่อนปลิ้นปล้อน ถ้าแกไม่ปากโป้ง ดาวเขาจะมาพูดใส่หน้าฉันได้ยังไง”

ธัชชัยยังไม่เข้าใจ กระทั่งได้ฟังกรกฎเล่าเรื่องที่ละอองดาวพูดถึงเด็กหน้าตาขี้เหร่ ตัวกลมเหมือนไหกระเทียม หน้าตาเหยเก บูดเบี้ยวอมโรค ยิ่งกว่าลูกเป็ดขี้เหร่...ธัชชัยถึงกับหัวเราะก๊าก

“จะบ้าเหรอวะ ฉันจะไปบอกคุณดาวแบบนั้นได้ยังไง ไม่เคยนะเว้ย ให้ตายสิเอ้า”

“แกทำร้ายฉันข้างหลัง แกวางแผนยุให้ดาวเขาเกลียดขี้หน้าฉัน”

“เอ้าๆ ไปกันใหญ่แล้ว ฟังมั่งสิโว้ย” ธัชชัยอมยิ้ม ไม่โกรธเพื่อนเลย เพราะรู้นิสัยใจร้อนวู่วามของกรกฎดี “ฉันสาบานก็ได้ ฉันไม่ได้พูดเรื่องนี้กับคุณดาวเลย แกเห็นฉันเป็นคนยังไงวะ”

“ถ้าแกไม่ได้บอก...งั้นก็ต้องเป็นคุณอรรถ” พูดจบกรกฎพุ่งพรวดออกไปจนธัชชัยเรียกไม่ทัน

จุดหมายปลายทางคือสำนักงานดูแลผลประโยชน์ตระกูลเบ็ญจรงค์ สถานที่ทำงานของอรรถวาที

กรกฎมาเอาเรื่องอรรถวาที ต่อว่าเสียงดังลั่น “มันธุระกงการอะไรที่คุณต้องเอาเรื่องที่ผมคุยกับคุณไปฟ้องดาว”

“โอ๊ย...ตายๆๆ ช่างขี้โมโหโทโสซะจริงๆ นี่โกรธผมมากหรือครับ”

“ใช่ ผมโกรธมาก มันใช่เรื่องไหมที่คุณอรรถต้องไปบอกดาวอย่างงั้น”

“แล้วคุณกฎพูดจริงหรือเปล่าล่ะ”

กรกฎชะงัก ทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้อย่างเซ็งๆ “ใช่ ผมเคยพูด แต่คุณอรรถก็ไม่ควรเอาไปฟ้องดาว”

“ผมไม่เคยคุยกับคุณดาวเรื่องนี้เลย เพราะรู้ว่าถ้าเธอรู้ เธอจะยิ่งเสียคุณค่าในตัวเองลง และข้อสำคัญคุณดาวก็จะรู้สึกกับคุณไม่ดี”

“ใช่ เหมือนที่เขารู้สึกกับผมอยู่ตอนนี้น่ะสิ ไอ้ธัชก็ไม่ได้บอก คุณอรรถก็ไม่ได้บอก งั้นดาวไปรู้มาจากไหนกัน”

“นี่คุณกฎ คุณจะเดือดร้อนทำไมว่าคุณดาวเขารู้มาจากไหน ก็ถ้ามันมาจากคำพูดของคุณจริงๆ หรือเพราะว่าคุณรู้สึกผิดที่มองคุณดาวผิดไปไกลมากขนาดนั้น”

อรรถวาทีหัวเราะเบาๆ กรกฎฉุนกึก ลุกพรวดออกไป

“เดี๋ยวครับคุณกฎ อย่าเพิ่งไป”

“มีอะไรครับ”

“เรื่องเงินเดือนค่าเลี้ยงดูของคุณดาวนั่นแหละครับ คุณช่วยบอกคุณดาวให้มารับเสียที”

“ผมบอกไปแล้ว แต่เธอบอกว่าเอาไว้ที่นี่แหละ งั้นก็ปล่อยมันไว้อย่างงี้ ผมขี้เกียจพูดแล้ว เดี๋ยวจะหาว่าผมไปจ้ำจี้จ้ำไช...ผู้หญิงอะไร หยิ่ง อวดดีไม่เข้าเรื่อง”

“เธอไม่ได้หยิ่งหรืออวดดีหรอกครับ เมื่อก่อนคุณดาวก็มาเซ็นรับ แต่เธอเริ่มไม่รับก็ตอนที่รู้ว่าคุณกฎปฏิเสธการแต่งงานกับเธอนี่แหละ”

กรกฎนิ่งอึ้งเหมือนโดนจี้ใจดำ “ไว้มีโอกาสผมจะเตือนเธอให้อีกก็แล้วกัน...ฝากคุณอรรถช่วยเตือนน้องสาวผมด้วย”

“เรื่องอะไรหรือครับ”

“เรื่องผู้ชายที่มาติดพันเธอน่ะ เดี๋ยวก็ไปกับคนโน้น เดี๋ยวก็มากับคนนี้ สับรางกันให้วุ่น เที่ยวเตร่กับผู้ชายมันไม่เหมาะไม่ควร ผมเป็นห่วง”

“เอ...เรื่องแบบนี้คุณกฎน่าจะเตือนเองนะครับ”

“ผมเตือนแล้ว แต่เธอเชื่อฟังซะที่ไหน”

“คงไม่มีอะไรน่าห่วงมั้งครับ คุณดาวไม่ใช่ผู้หญิงเฟลิร์ต ปกติเธอก็วางตัวดี รู้ว่าอะไรควรไม่ควร ว่าแต่ใครเหรอครับที่มาติดพันคุณดาว”

“ก็หลายคน ที่น่าห่วงที่สุดก็คือเจ้าคำอินทร์ เห็นแล้วมันขัดตา”

กรกฎผลุนผลันไปแล้ว อรรถวาทีหัวเราะขำ บ่นพึมพำอย่างรู้ทัน

“ขัดตา? ขัดใจสิไม่ว่า คุณกฎเอ๊ย...ปากกับใจให้มันตรงกันหน่อย ห่วงหรือหวงกันแน่”

ooooooo

เย็นวันเดียวกัน เริงใจกับชลทิชานัดกันมาเดินเล่นที่ศูนย์การค้าแล้วเห็นคำอินทร์กับหญิงสาวคนหนึ่งโดยบังเอิญ...เริงใจจ้องมองหมายมาด ได้เวลาเอาคืน

คำอินทร์!

เริงใจรอจังหวะคำอินทร์ผละจากหญิงสาวไปเข้าห้องน้ำ รีบมาอ้างตัวว่าเป็นเมียคำอินทร์ หญิงสาวได้ฟังก็โกรธมาก ตบหน้าคำอินทร์ทันทีที่เดินกลับมา ส่วนเริงใจถอยหนีไปหาชลทิชาแล้วมองมาอย่างสะใจ

คำอินทร์ฉุดรั้งหญิงสาวไว้ไม่อยู่ โดนเธอกล่าวหาว่ามีเมียแล้วยังมาหลอก เขาเดินหน้าตึงมาเอาเรื่องเริงใจ

“ฝีมือคุณใช่ไหม”

“ก็ไม่รู้สินะ เดาเอาเอง”

“ไม่ต้องเดาหรอก คุณนั่นแหละ เมื่อกี้ผมเห็นคุณคุยกับหวาน คุณพูดอะไรกับเธอ”

“จำเป็นต้องบอกคุณด้วยเหรอ”

“ถึงไม่บอกผมก็รู้ว่าคุณเป็นต้นเหตุที่ทำให้หวานเข้าใจผมผิด คุณนี่มัน...” คำอินทร์กำมือแน่น เริงใจยื่นหน้าท้าทาย

“โกรธเหรอ ต่อยหน้าฉันไหมล่ะ”

“คุณนี่มันร้ายจริงๆ ฝากไว้ก่อนเถอะ...หญิงชล เตือนเพื่อนมั่งนะ อย่ามาทำแบบนี้ ผมไม่ชอบ”

ชลทิชาหน้าเสีย แต่เริงใจตอบโต้อย่างสะใจ

“ก็สมกับที่คุณมายุ่งเรื่องแตนเพื่อนฉันน่ะแหละ”

คำอินทร์โมโหจนพูดไม่ออก เดินลิ่วจากไป...

ชลทิชาใจคอไม่ค่อยดี พูดกับเริงใจว่า

“ท่าทางคำอินทร์โกรธมากนะนิด ว่าแต่เธอไปพูดอะไรกับผู้หญิงคนนั้นเหรอ เขาถึงได้โกรธคำอินทร์เป็นฟืนเป็นไฟอย่างงั้น”

“ฉันก็แค่บอกหล่อนว่าฉันเป็นภรรยาของเจ้าคำอินทร์ แล้วก็เล่นละครให้สมบทบาทอีกนิดนึง”

“ตายแล้วยัยนิด เธอนี่ช่างกล้า เล่นแรงไปนะเนี่ย”

“ไม่แรงหรอกจ้ะ โอ๊ย...สะใจจริงๆ เล่นกับใครไม่เล่น มาเล่นกับเริงใจ”

ชลทิชาดูนาฬิกาเห็นว่าเย็นมากแล้ว ขอตัวไปทำธุระให้ท่านพ่อ เริงใจพยักหน้าและย้ำกับเพื่อนว่าตอนค่ำต้องไปเจอกันที่คลับตามนัด

ooooooo

ผดาชไมเข้าใจว่ากรกฎโกหกเธอว่าไปธุระ กับท่านชายสดายุ แต่ความจริงแอบไปพบละอองดาวที่วังนพดล...แรกรู้จากคำอินทร์ เธอแทบจะแจ้นไปฉีกอกละอองดาว แต่ได้รุ้งเพชรกับสกุนตลาเตือนสติ จึงระงับโทสะไว้ แล้วปั้นยิ้มมาหากรกฎที่บ้านในตอนเย็น

แต่พอเธอเอ่ยปากชวนเขาออกไปกินข้าวนอกบ้านแล้วโดนปฏิเสธ อ้างว่าไม่ค่อยสบาย ให้อยู่กินกันที่บ้าน...อารมณ์ของเธอเริ่มคุกรุ่นขึ้นมา พูดประชดว่า

“รู้สึกหมู่นี้กฎจะรักบ้านเหลือเกินนะคะ”

“คนเรามีบ้าน ไม่รักบ้านแล้วจะไปรักอะไรที่ไหน”

“โอเคค่ะ ถ้ากฎจะทานที่นี่ ดาก็ทานด้วย”

พอดีเนียนเข้ามาบอกกรกฎว่าตั้งโต๊ะเรียบร้อยแล้ว เขาจึงสั่งให้จัดเพิ่มอีกหนึ่งที่สำหรับผดาชไม

แต่เมื่อมาเห็นอาหารไทยพื้นบ้าน น้ำพริก แกงจืด ผัดผัก ปลาทอด ผดาชไมก็ร้องยี้ไม่อยากกินบนโต๊ะมีกับข้าวหลายอย่าง เป็นอาหารไทย

พวกน้ำพริกกะปิ แกงจืด ผัดผัก ปลาทอด ดูพื้นๆ

“กับข้าวไม่น่าทานเลย ดูซิ แต่ละอย่าง ดาทานไม่ลงหรอกค่ะ ไม่มีอาหารฝรั่งเหรอคะ พวกอาหารอิตาเลียน ฝรั่งเศส หรืออเมริกันก็ได้”

“ปกติอยู่บ้านฉันก็กินอาหารไทย ถ้าเธออยากทานอาหารฝรั่ง ก็ต้องรอ”

“ทำไมกฎต้องทำหน้าบึ้งใส่ดาด้วยล่ะคะ แหม...ดาก็ไม่ใช่คนเรื่องมากสักหน่อย กฎก็รู้ว่าดาไม่ชอบอาหารไทย”

“ตกลงเธอจะทานอะไร จะได้ให้เนียนไปสั่งแม่ครัว แต่รสชาติอาจไม่ถูกปากเธอ เพราะแม่ครัวที่นี่ถนัดแต่อาหารไทย”

ผดาชไมเห็นกรกฎอารมณ์ไม่ดีจึงไม่อยากเรื่องมาก บอกไม่เป็นไร ตนกินผัดผักกับแกงจืดก็ได้ พอจะเริ่มกิน ผดาชไมถามถึงละอองดาว แต่เป็นการถามที่ชวนให้กรกฎไม่พอใจ หน้าตึงขึ้นมาทันที

“แล้วนี่กฎจะไม่เชิญแม่สตาร์ดัสท์ น้องสาวกิตติมศักดิ์ของกฎมาทานด้วยเหรอคะ”

“ฉันบอกเธอกี่ครั้งแล้วผดาชไม ถ้าเธอคิดจะรักฉันจริงๆล่ะก็...อย่าพูดอะไรถึงละอองดาว”

“แหม...กฎน่ะ ดาพูดแค่นี้ทำไมต้องโกรธด้วยล่ะคะ”

“จะแค่นี้หรือแค่ไหน ก็ไม่ต้องพูด เขาไม่เคยเอ่ยถึงเธอสักคำ ทำไมต้องไปพูดถึงเขา ต่างคนต่างไม่ชอบหน้ากันก็ไม่ควรจะพูดถึงกันอีก”

“ไม่เอาน่ากฎ อย่าหงุดหงิดสิคะ ดาก็เห็นว่าละอองดาวเป็นน้องของกฎ ก็แค่อยากให้มาร่วมโต๊ะด้วย วันนั้นดากับคุณดาวก็เข้าใจผิดกันนิดหน่อย ดาอาจจะพูดรุนแรงกับน้องสาวกฎไปบ้าง กฎจะให้ดาไปขอโทษคุณดาวก็ได้นะคะ”

“ช่างเถอะ ทานข้าวกันได้แล้ว”

ผดาชไมเก็บกลั้นความไม่พอใจ...หลังอาหารมื้อนั้นเธอพยายามทำอารมณ์ดีชวนเขาพูดคุย

“ที่จริงทานอาหารที่เราไม่ชอบนี่ก็ดีเหมือนกันนะคะ ทานน้อยจะได้ไม่อ้วน ทานเสร็จแล้วเดี๋ยวกฎเล่นเปียโนนะคะ ดาจะร้องเพลงให้ฟัง”

กรกฎไม่ทันจะตอบ ยอดรักเดินแกมวิ่งเข้ามารายงานว่าละอองดาวกลับมาแล้ว ผดาชไมได้ฟังก็หน้าบึ้งทันที ถามยอดรักเสียงแหลมเกือบตวาดว่า ละอองดาวกลับมาแล้วเกี่ยวอะไรกับกรกฎด้วย ยอดรักหัวเราะแหะๆ ทำหน้าไม่ถูก

“ฉันสั่งเด็กมันเองแหละ ให้คอยดูละอองดาวว่ากลับมาหรือยัง ฉันมีธุระกับเขานิดหน่อย”

“สำคัญมากไหมคะ”

“ก็สำคัญเหมือนกัน เรื่องส่วนตัวระหว่างพี่น้อง เธอรออยู่ที่นี่แหละ ฉันจะไปหาดาวสักพัก คงไม่นานหรอก”

“แล้วทำไมกฎไม่เรียกละอองดาวให้มาพบที่นี่ ในเมื่อกฎมีฐานะเป็นเจ้าของบ้าน เป็นพี่ชาย เขาเป็นเด็กกว่า ให้เขาเป็นฝ่ายมาพบถึงจะถูก...ยอดรัก แกไปเชิญคุณดาวมาที่นี่ บอกว่าคุณกรกฎต้องการพบ”

ยอดรักจะออกไปแต่กรกฎห้ามไว้ “ไม่ต้อง...มันเป็นเรื่องที่ฉันขอร้องอะไรดาวอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นฉันควรเป็นฝ่ายไปหาเขา ไม่ใช่สั่งให้เขามาหาฉัน ถึงฉันจะเป็นพี่ แต่คนอย่างฉันไม่ชอบใช้สิทธิ์หรืออำนาจที่ผิดๆ จำเอาไว้ ผดาชไม!”

ผดาชไมไม่ยอม ดึงแขนเขาไว้สุดกำลัง “กฎ! ก็บอกแล้วไงว่าให้เขามาหาที่นี่ ทำไมไม่ฟังดาบ้าง”

“ปล่อย!” กรกฎเสียงดังใส่

ความอดทนของผดาชไมหมดลงทันที แว้ดขึ้น “กลางวันก็ทีนึงแล้วนะ นึกว่าดาไม่รู้รึไง แอบไปหามันที่วังนพดลนั่น กลับมาบ้านก็ยังตามไปหามันที่ตึกอีก ดาทำตัวโง่ไม่ไหวแล้วนะ”

“มันคนละเรื่องกัน ปล่อยฉัน”

“ไม่! ถ้ากฎไป ดาไม่รอ ดาจะกลับ”

“เชิญ!!” ว่าแล้วกรกฎสะบัดแขนเดินลิ่วออกไปทันที

ผดาชไมโกรธจนตัวสั่น กรีดร้องอย่างขัดใจ

ยอดรักแสบแก้วหูวิ่งหนีไป

“กฎนะกฎ คุณกล้าทิ้งฉันไปหานังนั่น...ละอองดาว! แกชักจะหนักข้อขึ้นทุกวันแล้ว นังตัวมาร!”

ที่สุดผดาชไมก็ทนรอกรกฎไม่ไหว ผลุนผลัน

กลับไปด้วยความโมโหสุดขีด

ooooooo

ละอองดาวเห็นกรกฎเดินเข้ามาในห้องรับแขกก็ทักถามตามปกติทุกครั้งที่เจอกัน

“คุณกรกฎมีอะไรจะใช้ดิฉันเหรอคะ”

“เธอลืมไปแล้วเหรอว่าเราตกลงอะไรกันไว้เมื่อก่อนเที่ยง พี่มาตามสัญญา”

“เอ๊ะ ตกลงอะไรคะ”

“ก็จดหมายของคุณพ่อไง เธอบอกว่าจะให้พี่ดูน่ะ”

“อ๋อ รอสักครู่นะคะ”

ละอองดาวหายไปครู่เดียวก็กลับมาพร้อมจดหมายฉบับหนึ่ง

“นี่ค่ะ จดหมายที่คุณพ่อทิ้งไว้ในเซฟ กรุณาอ่านเองเถอะค่ะ ดิฉันเต็มใจให้คุณอ่าน”

กรกฎใช้เวลาอ่านจดหมายไม่นานนัก...รู้สึกอัดอั้น คิดอยู่ในใจด้วยความเห็นใจละอองดาว

“การแต่งงานระหว่างเรากับดาวที่เป็นข้อผูกมัดในพินัยกรรม มันเป็นเจตจำนงของคุณพ่อฝ่ายเดียว ละอองดาวไม่มีส่วนรู้เห็นเลย...เราหลงเข้าใจเธอผิดมาตลอด...ละอองดาว พี่สงสารเธอเหลือเกิน”

ละอองดาวนิ่งมองสงสัย เห็นสีหน้าเขาเคร่งขรึม ถามว่ามีอะไรหรือเปล่า...กรกฎยิ้มกลบเกลื่อนความรู้สึก พับจดหมายส่งคืนเธอ

“คุณพ่อท่านเขียนเอาไว้ลึกลับนะ เกี่ยวกับความเป็นมาของเธอ เมื่อถึงเวลาเธอจะรู้เองว่าเธอมีความเป็นมาอย่างไร ความลับทั้งหมดอยู่ที่คุณพ่อคนเดียว ซึ่งท่านก็เสียชีวิตไปแล้ว ใครจะเป็นคนเปิดเผยความลับนี้ได้”

“ช่างเถอะค่ะ ดิฉันไม่สนใจแล้วว่าตัวเองจะมีที่มายังไง ถึงรู้ก็คงไม่มีประโยชน์อะไรขึ้นมา ท่านก็บอกชัดอยู่แล้วว่าดิฉันเป็นเด็กกำพร้า ต้องนับว่าบุญมากแล้วที่คุณพ่อของคุณเก็บดิฉันมาเลี้ยงไว้ ท่านมีพระคุณกับดิฉันเหลือเกิน”

“เธออายุเท่าไหร่แล้ว”

“ย่าง 24 ค่ะ”

“ก็เหลืออีกปีกว่า ตามกำหนดที่คุณพ่อท่านระบุไว้ให้ไปรับของจากเซฟของธนาคาร ของขวัญวันครบรอบเบญจเพสของเธอ...เธออยากให้ถึงวันนั้นเร็วๆไหม”

“อยากให้ถึงวันนี้หรือพรุ่งนี้ด้วยซ้ำไปค่ะ”

“ดาวคงอยากรู้ว่าของขวัญที่คุณพ่อเตรียมไว้ให้มันคืออะไรใช่ไหม”

“เปล่าค่ะ ของขวัญอาจไม่สำคัญนักหรอก ที่สำคัญกว่าก็คือระยะเวลานั้นเป็นเวลาที่ดิฉันจะเป็นอิสระจากเงื่อนไขในพินัยกรรมของคุณ ดิฉันภาวนาให้ถึงวันนั้นเร็วที่สุด”

กรกฎหน้าเสีย พูดไม่ออก พอเธอถามว่ามีธุระอะไรอีกไหม เขายิ่งใจแป้ว ถามเสียงแผ่วว่า

“เธอจะไล่พี่แล้วเหรอ”

“เปล่าค่ะ แต่ดิฉันมีนัด ต้องรีบไปแต่งตัว”

“จะไปไหนเหรอ”

“ดูหนังค่ะ รอบสามทุ่ม”

กรกฎอยากรู้ว่าไปกับใคร แต่เธอไม่ตอบ

ooooooo

ขณะที่ละอองดาวขึ้นไปแต่งตัว กรกฎยังไม่ขยับไปไหน นั่งปักหลักอยู่ที่โซฟารับแขก สักครู่

ยอดรักเข้ามารายงานว่าผดาชไมกลับไปแล้ว

“ดี! แกกลับไปเตรียมบรั่นดีไว้ให้ฉันที่ตึก เดี๋ยวฉันกลับไปกิน”

ยอดรักรับคำแล้วกลับออกมา ธัชชัยเดินสวนเข้าไปเห็นกรกฎนั่งอยู่แต่ทำเป็นมองไม่เห็น เดินฮัมเพลงไปนั่งอีกมุมแล้วหยิบนิตยสารมาอ่านฆ่าเวลา

“ไอ้ธัช! นี่แกจะไม่ทักทายเจ้าของบ้านเลยหรือไง”

“ขอโทษ นี่เป็นบ้านของคุณละอองดาว”

“ใช่ แต่ที่นั่งหัวโด่อยู่นี่คือนายกรกฎ เบ็ญจรงค์ พี่ชายของละอองดาว ฉันมีสิทธิ์จะเตะใครที่มันบังอาจเข้ามาจีบน้องสาวชนิดข้ามหน้าข้ามตาก็ได้โว้ย”

ธัชชัยยิ้มกริ่มแกล้งยั่ว ยกมือไหว้ทำตัวอ่อนน้อมทันที “สวัสดีครับคุณพี่ ผมกราบเรียนขออนุญาตพาน้องสาวของคุณพี่ไปดูหนังสักรอบนะครับ”

“อย่ายั่วประสาท แกจะกลับกี่ทุ่ม”

“จะพยายามไม่ให้เกินเที่ยงคืนครับผม”

กรกฎหยิบเงินในกระเป๋ากางเกงไปส่งให้ธัชชัย บอกว่าเป็นค่าดูหนัง

“ขอบพระคุณอย่างสูงครับ คุณพี่ใจดีจัง”

“อย่านึกว่าฉันจะมีน้ำใจกับแก นี่เป็นรายการค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งตามเงื่อนไขสัญญาจ้างของฉันเท่านั้น”

“ขอบคุณคุณพี่อีกครั้งครับ แต่เอ๊ะ ทำไมคุณพี่ต้องกัดฟันพูดด้วยล่ะครับ”

“แกอย่ามายั่วโมโหฉันนะไอ้ธัช อย่านึกว่าฉันรักแก แล้วฉันจะเตะแกไม่ได้”

“นี่ฉันไปทำอะไรให้แกโกรธวะ หมู่นี้ฉันว่าแกดูบ๊องๆนะไอ้กฎ”

กรกฎเอนหลังพิงโซฟา ถอนใจแรง ถามธัชชัยว่านัดกันไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่

“เมื่อเช้า ฉันโทร.ไปหาคุณดาว”

“ทำไมแกไม่รายงานให้ฉันรู้มั่ง ว่าผลงานคืบหน้าไปแค่ไหน”

“แกก็เห็นอยู่แล้วนี่ว่ามันคืบหน้าไปมากแล้ว”

สองหนุ่มหยุดคุยเพราะละอองดาวกลับลงมาแล้ว เธออยู่ในชุดสวยเก๋ ธัชชัยมองตะลึง ชื่นชมจากใจ

“วันนี้คุณดาวสวยจัง...เชิญครับ คุณดาว”

ธัชชัยพาละอองดาวเดินออกไป แต่ไม่วายแอบหันมายักคิ้วหลิ่วตาเย้ยกรกฎอย่างกวนๆ

ooooooo

เริงใจกับชลทิชานัดกันมาเที่ยวคลับ แต่เพราะชลทิชามาช้าทำให้เริงใจต้องนั่งคนเดียว แล้วมีนักดื่มรายหนึ่งเข้ามาพูดจาแทะโลมและอาจเลยเถิดไปถึงการลวนลามถ้าไม่ได้คำอินทร์เข้ามาช่วยไว้

คำอินทร์ต่อยหน้าหนุ่มรายนั้นจนหายซ่ารีบหนีไป ส่วนเริงใจจำใจขอบคุณคำอินทร์ แต่ลึกๆเริ่มรู้สึกดีกับผู้ชายคนนี้ขึ้นมาบ้าง

ฝ่ายกรกฎอยู่บ้านไม่เป็นสุข เฝ้ามองแต่นาฬิกาตาแทบหลุด นานเข้าทนไม่ไหวขับรถออกจากบ้านไปที่สโมสร แต่ก็ยังไม่วายโทรศัพท์มาถามที่บ้านอยู่เป็นระยะว่าละอองดาวกลับมาหรือยัง

เมื่อรู้ว่าน้องสาวคนสวยยังไม่กลับ พี่ชายนอกไส้ยิ่งกระวนกระวาย นั่งหน้าดำคร่ำเคร่งดื่มเหล้าคนเดียวโดยไม่ทันสังเกตว่ามีใครบางคนจับตามอง จนกระทั่งเขาลุกไปทัก กรกฎตกใจถามว่ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ตนไม่รู้ตัวเลย

ท่านชายสดายุนั่นเอง ท่านลงนั่งพลางทักกรกฎว่าหมู่นี้ดูแปลกๆ ผิดไปจากคนเดิมที่เคยรู้จัก

“อะไรบ้างล่ะ ที่ฝ่าบาทว่าผิดไป”

“แกดูซึมๆ หงอยๆ ไม่กระปรี้กระเปร่าร่าเริง ขี้โมโหโทโสซะด้วย เหมือนแบกทุกข์หนักเอาไว้ 10 ตันงั้นแหละ รู้ตัวไหมว่าเดี๋ยวนี้แกดูซูบไปเยอะเลย”

“กระหม่อมเที่ยวจัดไปหน่อย เงินค่าใช้จ่ายประจำเดือนชักหน้าไม่ถึงหลัง หนี้สินก็เยอะ คนมีหนี้ไม่ค่อยมีความสุขหรอกกระหม่อม”

“พูดเป็นเล่น หนี้อะไรเจ้ากฎ”

“ก็หนี้ที่สำนักงานจัดการมรดกของกระหม่อมน่ะสิ กระหม่อมต้องเบิกเงินล่วงหน้ามาใช้เรื่อย คุณอรรถก็กระดูกถูกขัดมัน ไม่เคยมีน้ำใจผ่อนผันให้กระหม่อมเลย แกหักเอาทุกครั้ง”

“เหรอ น่าสงสารจริงๆ ฉันนึกว่าแกมีหนี้อย่างอื่นซะอีก ถึงได้คอตกหน้าเซียวอยู่ตลอดเวลาอย่างนี้”

“หนี้อะไรกระหม่อม”

“หนี้หัวใจไงล่ะ”

“กระหม่อมไม่เข้าใจ”

“ก็แล้วไป...ไม่มีใครเข้าใจแกดีเท่าตัวแกเองหรอก คนเป็นหนี้หัวใจหรือป่วยทางใจก็มักจะมีอาการเหมือนแกนั่นแหละ”

กรกฎนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยายามหาข้ออ้างให้ตัวเองว่านอนไม่ค่อยหลับโดยไม่รู้สาเหตุ เลยต้องออกมาหาอะไรดื่ม

“ทำไมถึงนอนไม่หลับ...สุขภาพร่างกายของแกก็เรียบร้อยดีไม่ใช่หรือ ไม่ได้เจ็บไข้ทุกข์ทรมานด้วยโรคอะไร”

“ก็เรียบร้อยดี”

“ถ้างั้นในเชิงทฤษฎีของจิตแพทย์ แสดงว่าแกมีปมอะไรบางอย่างรบกวนอยู่ในใจ ปมนี้แฝงลึกอยู่ในจิตใต้ สำนึก ทำให้แกหลับไม่ลง มันก็เหมือนเนื้อร้ายหรือมะเร็งที่ปวดหนึบๆอยู่ตลอดเวลานั่นแหละ”

“กระหม่อมจนแต้มแล้ว ท่านชายทรงรอบรู้ไปซะทุกเรื่อง แม้แต่เรื่องจิตวิทยา”

“เอ้อ...เมื่อไหร่แกจะลงเอยแต่งงานกับผดาชไมซะทีล่ะ”

กรกฎชะงัก ไม่แน่ใจว่าท่านชายรู้เรื่องข้อผูกมัดของเขาในพินัยกรรมหรือเปล่า

“กระหม่อมทูลถามจริงๆเถอะ ฝ่าบาททรงทราบอะไรเกี่ยวกับพินัยกรรมที่คุณพ่อของกระหม่อมเขียนไว้หรือเปล่า”

“ถ้าแกไม่บอกแล้วฉันจะไปรู้ได้ยังไง ก็รู้เท่าที่แกเคยบอกนั่นแหละ ว่าแกยังไม่ได้รับโอนมรดก ได้รับเฉพาะเงินค่าใช้จ่ายประจำเดือน”

“มันมีข้อผูกมัดที่ระบุให้กระหม่อมปฏิบัติตามอยู่หลายข้อก่อนจะได้รับโอนมรดก”

“ข้อผูกมัดอะไร”

“คุณพ่อของกระหม่อมต้องการให้กระหม่อมแต่งงานกับละอองดาว”

ท่านชายคาดไม่ถึง...หลังฟังเรื่องราวที่กรกฎเล่ารายละเอียดออกมาอย่างอัดอั้นก็ได้ข้อสรุปทันที

“เรื่องมันเป็นอย่างนี้นี่เอง เลยทำให้แกไม่มีความสุข หน้าเศร้าอยู่ตลอดเวลา คุณละอองดาวนี่ก็ช่างเข้ามาเป็นมารขวางกั้นคู่รักเขา แต่ก็น่าเห็นใจนะ เพราะเธอ
ไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย เป็นเจตนาของคุณพ่อแกต่างหาก”

“กระหม่อมเองก็สงสารและเห็นใจละอองดาว”

“แต่ก็ตกลงกันได้แล้วไม่ใช่เหรอ ก็แค่รอเวลาเท่านั้น แกก็ไม่น่าจะวิตกทุกข์ร้อนอะไรมากนักนี่ ผดาชไมก็พร้อมที่จะรอแกนี่นา สามปีเดี๋ยวเดียวเอง นี่ก็ย่างเข้ามาเกือบสองปีแล้วไม่ใช่หรือ”

“ถ้าฝ่าบาทตกอยู่ในฐานะกระหม่อม ฝ่าบาทจะทำยังไง”

“ฉันก็คงทำอย่างที่แกทำมั้ง ทำไงได้ล่ะ ก็เรามีคู่รักอยู่ก่อนแล้ว จะมาจับมือเรามัดไว้กับผู้หญิงอีกคนหนึ่งได้ยังไง ทำไม? แกมีอะไรข้องใจหรือ”

“เปล่ากระหม่อม”

ท่านชายสดายุพยายามจับพิรุธ เริ่มสงสัยว่ากรกฎน่าจะคิดเกินเลยกับละอองดาวมากกว่าพี่ชายกับน้องสาว

ooooooo

หลังจากดูหนังรอบค่ำแล้ว ละอองดาวกับธัชชัยไปเที่ยวต่อที่คลับ...ยิ่งได้ใกล้ชิดสนิทสนมกัน ธัชชัยรู้สึกหลงรักเธอขึ้นมาจริงๆ ไม่ใช่แค่ลูกจ้างที่รับงานมาจากกรกฎ

สองคนออกไปเต้นรำอย่างสนุกสนานก่อนจะกลับมานั่งคุยกันต่อ ธัชชัยห้ามใจไม่ไหวสารภาพรักเธอและขอแต่งงาน ละอองดาวไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ แต่ถามว่า

“คุณต้องการช่วยคนสองคนใช่ไหมคะ ถึงได้ยื่นข้อเสนอนี้ให้ดิฉัน”

“ผมช่วยคนสองคนยังไงเหรอครับ”

“คุณต้องการช่วยดิฉัน เพราะไม่ต้องการให้ดิฉันอยู่อย่างทุเรศประดักประเดิดเป็นอุปสรรคขวางกั้นใคร และคุณก็ช่วยคุณกรกฎอีกคนหนึ่งให้เป็นอิสระจากข้อผูกพันในพินัยกรรม ใช่ไหมคะ”

“คุณดาว! ด้วยความสัตย์จริงจากใจผม ผมรักคุณจริงๆ เรื่องอื่นผมไม่สนใจทั้งนั้น นี่คุณโกรธผมรึเปล่าครับ”

“เปล่าค่ะ ดิฉันควรจะยินดีด้วยซ้ำ อย่างน้อยผู้หญิงที่เคยถูกผู้ชายปฏิเสธมาแล้วอย่างดิฉัน ก็ยังอุตส่าห์มีคนสนใจที่จะขอแต่งงานด้วย”

“คุณดาวยังไม่ให้คำตอบผมเลยครับ”

“คุณธัชคะ เวลาที่เราคบกันยังน้อยเกินไปค่ะ ขอเลื่อนคำตอบออกไปก่อนนะคะ วันนี้คุณอาจจะมองว่าดิฉันเป็นคนที่เหมาะสมที่คุณจะขอแต่งงานด้วย แต่วันข้างหน้าคุณอาจมีความรู้สึกที่เปลี่ยนไปก็ได้ ถึงแม้ดิฉันจะประทับใจนิสัยใจคอของคุณ แต่ก็อยู่ในขั้นมิตรภาพเท่านั้น เราต่างฝ่ายต่างดูกันไปก่อนดีกว่าค่ะ”

ธัชชัยยิ้มออก จับมือเธอบีบเบาๆ “ขอบคุณครับคุณดาว ผมพอใจคำตอบของคุณที่สุดแล้วครับ ผมจะไม่รบกวนถามคุณอีก จนกว่าจะถึงเวลาที่สมควร”

“แด่มิตรภาพของเราค่ะ”

สองคนชนแก้วเครื่องดื่มกันด้วยรอยยิ้ม

ooooooo

แยกจากท่านชายสดายุมาแล้วกรกฎโทร.ไปที่บ้านสอบถามยอดรักว่าละอองดาวกลับมาหรือยัง เมื่อคำตอบยังเหมือนเดิมก็รุ่มร้อนไม่ยอมกลับเข้าบ้าน ขับรถไปเรื่อยเปื่อย ก่อนจะแวะที่คลับทั้งที่อยู่ในสภาพมึนเมา ธัชชัยเห็นเพื่อนรักก็เข้าไปทักว่าทำไมมาคนเดียว

“ก็ส่งเดชมางั้นแหละ ตะลุยมาหลายที่แล้ว”

“นั่งด้วยกันสิเพื่อน”

กรกฎเหลือบมองละอองดาวเห็นสีหน้าเรียบเฉยก็ไม่กล้า “ไม่ดีกว่า โต๊ะอย่างงี้เหมาะกับสองคนอยู่แล้ว ฉันมานั่งอีกคนมันดูเกะกะ ตามสบายเพื่อน ฉันเข้ามาหาเหล้ากินแค่นั้น”

ธัชชัยพยักหน้าแล้วกลับมานั่งกับละอองดาว บ่นให้เธอฟังว่าท่าทางกรกฎดูแปลกๆ ตนไม่เคยเห็นเขามาคนเดียว อย่างน้อยก็ต้องมีเพื่อนผู้ชายมาด้วย

“ทำไมคุณดาวไม่พูดอะไรกับพี่ชายคุณบ้างล่ะครับ ทำเหมือนคนไม่รู้จักกัน”

“ก็ยังไม่มีธุระอะไรนี่คะ แล้วเขาก็คงไม่มีธุระอะไรจะคุยกับดิฉัน”

“ไม่รู้ว่าเขาไม่พอใจรึเปล่าที่ผมพาคุณมาที่นี่ เพราะผมขออนุญาตเขาแค่พาคุณไปดูหนัง”

“อย่ากังวลไปเลยค่ะคุณธัช เขาไม่ใช่ผู้ปกครองของดิฉัน แล้วตอนนี้ดิฉันก็ไม่มีผู้ปกครองด้วย...นี่ทุกครั้ง ที่คุณมากับดิฉัน คุณต้องขออนุญาตเขาเหรอคะ”

“เปล่าครับ แต่โดยมารยาทแล้วผมมักจะบอกให้เขารู้ล่วงหน้าว่าผมจะชวนคุณไปไหน ต้องทำตัวเป็นเด็กไว้ อ่อนน้อมเคารพนบนอบกับพี่ชายของผู้หญิงที่ผมรัก”

“จะไม่ทึกทักมากไปหน่อยเหรอคะ คำว่าผู้หญิงที่ผมรักน่ะ”

“ไม่ทึกทักหรอกครับ เพราะมันเป็นความจริง ผมรักคุณ ใครก็ห้ามไม่ได้ ส่วนคุณจะรักผมรึเปล่า ผมไม่ได้พูดนี่ครับ”

“ฉลาดพูดนะคะ นี่แหละทนาย” ละอองดาวอมยิ้ม ชวนเขาออกไปเต้นรำอีกรอบ
กรกฎจับตามอง เห็นความสนิทสนมของทั้งสองคนก็อิจฉา บ่นพึมพำว่ามีความสุขกันเสียจริง...

ขณะเต้นรำกัน ธัชชัยชวนละอองดาวคุยเพื่อสานสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

“คุณดาวรู้ไหมครับว่าผมประทับใจตัวคุณตั้งแต่ครั้งแรกที่ผมได้เจอคุณแล้ว”

“จริงเหรอคะ ถ้าไม่บอกไม่รู้นะเนี่ย”

“ผมพูดจริงๆนะครับ ยิ่งได้พูดคุย รู้จักมากขึ้น ผมก็ยิ่งประทับใจในตัวคุณ คุณอ่อนหวาน มีเสน่ห์ น่าหลงใหลจริงๆ”

“ขอบคุณค่ะที่ทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งรู้สึกว่าตัวเองยังมีค่า”

“มีสิครับ มีมากซะด้วย ถึงคุณเป็นละอองดาว แต่ก็มีค่ากว่าดวงจันทร์เสียอีก”

“ปากหวานนะคะ เล่นชมซะขนาดนี้ เดี๋ยวดิฉันก็ลอยไปไกลหรอกค่ะ”

“คุณลอยไปไหนไม่ได้หรอกครับ เพราะผมจะกอดคุณไว้แน่นๆ เจ้าหญิงของผม”

“เจ้าหญิงอีกแล้ว คุณนี่ช่างเพ้อฝัน เพ้อเจ้อจริงๆ”

สองคนหัวเราะไปด้วยกัน...ยิ่งละอองดาวกับธัชชัยมีความสุขมากเท่าไหร่ กรกฎก็ยิ่งปวดร้าวมากขึ้นเท่านั้น เขามองเพื่อนรักและน้องสาวจำเป็นของเขา

ด้วยความรู้สึกเจ็บปวด ขมขื่น ทุกข์ใจเหลือเกิน ดื่มเหล้าราวกับน้ำเปล่า ธัชชัยมองมาด้วยความเป็นห่วง

“ผมชักเป็นห่วงเจ้ากฎแล้ว”

“ทำไมคะ”

“คุณไม่สังเกตเหรอครับ หมู่นี้กรกฎเปลี่ยนไปมาก ผอมโทรมผิดตา เขาดูซึมๆหงอยๆบอกไม่ถูก เจ้ากฎไม่เคยเป็นอย่างงี้มาก่อน”

ละอองดาวซ่อนสีหน้าทำเป็นไม่รู้ “เหรอคะ ดิฉันก็ไม่ได้คอยสังเกตเขาซะด้วย คงเป็นเพราะคุณกรกฎเที่ยวจัดมั้งคะ”

“ผมกลัวว่าเจ้ากฎจะเป็นโรคอะไรชนิดหนึ่งที่เขาเรียกว่าไข้ใจ หรืออกหักประมาณนั้น”

“จะเป็นไปได้เหรอคะ ความรักของคุณกรกฎก็กำลังสดใสดี อาจมีอึดอัดใจนิดหน่อย ก็ตรงที่ต้องรอคอยเวลาเท่านั้น”

“ข้อนั้นผมไม่สงสัยหรอกครับ ผมเกรงอีกอย่างหนึ่งมากกว่า ถ้ามันเป็นอย่างที่ผมเข้าใจล่ะก็ ผมจะสมเพชเขาที่สุด”

“อีกอย่างหนึ่งของคุณธัชหมายความว่ายังไงคะ”

“ก็ประมาณว่าเขาเกิดไปหลงรักใครคนหนึ่ง เป็นความรักแอบแฝง ชนิดที่เขาไม่อยู่ในฐานะที่จะบอกใครได้ แม้แต่ตัวเขาเอง แล้วผลแห่งความรักนั่นมันกำลังคุกคามทรมานใจเขาอยู่ไงครับ คุณดาวเข้าใจไหม”

ละอองดาวทราบดีว่ากรกฎทุกข์ใจเพราะอะไร แต่แสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ ธัชชัยจึงบอกว่า

“เรื่องนี้คงอธิบายยาก แล้ววันหนึ่ง คุณดาวจะเข้าใจครับ”

ooooooo

เมื่อสองคนพากันกลับมาที่โต๊ะ ธัชชัยถามละอองดาวว่าอยากทานอะไรอีกไหม ของว่างหรือผลไม้ หญิงสาวปฏิเสธอย่างนุ่มนวล

สักครู่บริกรนำกระดาษโน้ตข้อความมาส่งให้ธัชชัย มีลูกความของเขาสองคนที่นั่งอยู่มุมหนึ่งต้องการปรึกษาเรื่องคดีความ ธัชชัยจึงต้องลุกไป แต่ไม่ต้องการให้ละอองดาวนั่งคนเดียวจึงไปตามกรกฎมานั่งเป็นเพื่อนไปพลางๆ

เมื่อกรกฎเข้ามานั่ง ละอองดาวเมินหน้าไปมองฟลอร์เต้นรำ ทำให้เขาน้อยใจ ตัดพ้อว่า

“เธอคงรังเกียจที่พี่มานั่งเป็นเพื่อน”

“ดิฉันเกรงใจที่ทำให้คุณลำบากค่ะ คุณธัชไม่ควรไปเชิญคุณมาเลย”

“ก็ไม่ได้ลำบากอะไรนี่ เจ้าธัชทำถูกแล้ว พี่จะโกรธมาก ถ้ามันไปทำธุระแล้วทิ้งน้องสาวพี่ไว้คนเดียว... คืนนี้น้องสาวพี่สวยเหลือเกิน พี่ภูมิใจแทนธัชชัยจริงๆ”

ละอองดาวไม่รู้ว่าเขาจะมาไม้ไหน ตอบกลับเสียงเย็น “น้องสาวคุณสวย แล้วทำไมคุณต้องภูมิใจให้คนอื่นด้วยล่ะคะ”

“ก็เพราะคนอื่นมีวาสนาที่สุดที่มีโอกาสได้น้องสาวพี่มาควงแบบนี้”

“คุณกรกฎประชดดิฉันหรือเปล่าคะ”

“ประชดอะไรเหรอ”

“ก็เห็นดิฉันมาเที่ยวในสถานที่แบบนี้ดึกดื่นกับเพื่อนชายสองต่อสอง ซึ่งไม่สมควร”

“พี่จะประชดเธอทำไม...ก่อนหน้านี้พี่อาจจะทำอะไรที่มันก้าวก่ายสิทธิ์ส่วนตัวของเธอไปบ้าง มันเป็นความรู้สึกของพี่ชายที่ต้องห่วงน้องสาว แต่ตอนนี้พี่พิจารณาดูแล้ว พี่ไม่จำเป็นต้องสะเออะเข้าไปยุ่งเรื่องส่วนตัวของเธอ เพราะเธอก็โตแล้ว มีการศึกษา ผ่านการ อบรมมาดี มีสติ มีสมอง รู้ว่าอะไรควรไม่ควร และที่เธอมากับธัชชัยก็ถูกต้อง เพราะเขาเป็นสุภาพบุรุษ เป็นเพื่อนที่พี่รู้จักนิสัยใจคอดี แต่ก็ใช่ว่าพี่จะปล่อยปละเธอนะ พี่ยังเป็นห่วงเธอเสมอ”

“ขอบคุณค่ะ ในความปรารถนาดีที่กรุณาต่อดิฉัน...แล้วนี่ทำไมมาคนเดียวล่ะคะ”

“มันกลุ้มๆบอกไม่ถูก พี่เลยออกมาเที่ยวไปเรื่อย”

“มีอะไรทำให้กลุ้มเหรอคะ”

“พี่ก็บอกตัวเองไม่ถูกเหมือนกัน มันคล้ายๆตัวพี่ไปก่อกรรมอะไรไว้แล้วกรรมมันกำลังตามสนองพี่อย่างงั้นแหละ...ธัชชัยไปนานจัง เธอคงเบื่อที่จะคุยกับพี่”

“ไม่หรอกค่ะ คืนนี้คุณกรกฎพูดน่าฟังที่สุดเลย”

“แล้วก่อนหน้านี้ล่ะ”

“ก็อาจมีอะไรผิดหูบ้าง แต่ดิฉันไม่ถือหรอกค่ะ เพราะคิดซะว่าคุณหวังดี”

“พี่รู้ตัวว่าพี่ผิด ผิดมาตั้งแต่ต้น...เราออกไปเต้นรำกันไหม” กรกฎตั้งใจเบรกเรื่องเครียดๆ แต่ละอองดาวกลับย้อนถามเขาว่า

“จะเหมาะเหรอคะ”

“เธอรังเกียจอะไรพี่เหรอ”

“เปล่าค่ะ แต่ดิฉันเกรงว่าถ้าคนรักของคุณมาเห็นเข้า เธออาจจะเข้าใจผิด”

“ก็ให้มันรู้ไปสิว่าทำไมพี่ชายจะเต้นรำกับน้องสาวไม่ได้ พี่ไม่แคร์ใครหน้าไหนทั้งนั้น”

“งั้น...คุณพร้อมจะออกไปเต้นรำหรือยังคะ”

กรกฎยิ้มตาเป็นประกาย ออกไปเต้นรำก็เอาแต่จ้องตาเธอ สักครู่ชมว่าคืนนี้เธอสวยเหลือเกิน แต่ละอองดาว พูดเสียงแผ่วว่าลูกเป็ดขี้เหร่ เล่นเอาเขาหน้าเจื่อนทันที

“พี่ขอโทษ มันก็แค่ภาพติดตาตอนเด็กๆ อย่าถือสาผู้ชายปากพล่อยอย่างพี่เลย”

“จะถือไปทำไมคะ หนักเปล่าๆ”

“อย่าโกรธพี่เลยนะ ละอองดาวของพี่”

“ของคุณ?” หญิงสาวนิ่วหน้า

“ก็ดาวเป็นน้องของพี่ไง เป็นคนพิเศษที่คุณพ่อฝากฝังไว้ให้พี่ดูแลไปตลอดชีวิต”

“ไม่จำเป็นหรอกค่ะ ดิฉันดูแลตัวเองได้”

“พี่รู้ว่าดาวเอาตัวรอดได้ แต่ดาวจะห้ามไม่ให้พี่เป็นห่วงกังวลเรื่องของดาวไม่ได้นะ ดาวทุกข์ พี่จะทุกข์ยิ่งกว่า ดาวเจ็บ พี่จะเจ็บกว่าร้อยเท่า ไม่มีวันไหนเลยที่พี่จะไม่เป็นห่วงดาว พี่อยากเห็นดาวมีความสุขทุกวันทุกคืน”

ละอองดาวรู้สึกดี ตอบขอบคุณเขาที่ปรารถนาดี

“แค่ดาวรับรู้ความรู้สึกดีๆที่พี่มีให้ดาว เท่านี้พี่ก็ปลื้มแล้ว ถ้าพี่มีเวทมนตร์ พี่จะหยุดเวลาเอาไว้ตรงนี้ เวลาที่มีเพียงเราสองคน เวลาของความสุขที่พี่ได้ตระกองกอดดาวเต้นรำแบบนี้ พี่จะพาดาวท่องไปในวิมาน ชั้นฟ้า พี่จะเก็บดวงดาวมาร้อยเป็นมาลัยสวมให้ดาว...มันช่างเหมือนความฝันเหลือเกิน ความฝันที่พี่กับดาวได้อยู่กันชิดใกล้ มีหัวใจร้อยเป็นดวงเดียวกัน เราสองคนจะมีแต่ความสุขในฝันนั้นชั่วนิรันดร”

แม้จะรู้ว่าเขาเมาและอาจพูดจาเพ้อเจ้อไปบ้าง แต่ละอองดาวก็มีความสุข เผลอใจสบตาเขาหวานซึ้ง

“ดาวรู้ไหมว่าตาดาวสวยเหลือเกิน เป็นประกายสุกใสเหมือนแสงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืน พี่เห็นใครคนหนึ่งอยู่ในแววตาของดาว”

“ใครเหรอคะ”

“ก็ตัวพี่ไง...กรกฎ เบ็ญจรงค์”

ละอองดาวยิ้มเขิน...สองคนสบตากันนิ่งนาน กรกฎเผลอใจยื่นหน้าเข้าไปใกล้เกือบจะจูบ แต่โดนละอองดาวปรามด้วยสายตาเลยพูดกลบเกลื่อนว่า

“วิญญาณของคุณพ่อคงจะเป็นสุขมากนะ ถ้าท่านเห็นเราเต้นรำกันแบบนี้”

“ยังไงท่านก็เสียไปแล้วค่ะ”

“พี่รู้ว่าพี่เป็นลูกอกตัญญูมาก ดื้อรั้น ลบหลู่เจตนา– รมณ์ของท่าน ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ พี่คงไม่ปฏิเสธ”

“เวลาก็เหมือนสายน้ำที่ไม่มีวันไหลย้อน เรากลับไปแก้ไขเรื่องในอดีตไม่ได้หรอกค่ะ เราควรอยู่กับปัจจุบัน”

“อยู่กับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานใจอย่างนี้เหรอ พี่เสียใจที่เกิดมาเป็นนายกรกฎ เบ็ญจรงค์ ทำไมพี่ถึงไม่เกิดมาเป็นธัชชัยหรือเจ้าคำอินทร์”

“ดิฉันเองก็เสียใจค่ะ ทำไมดิฉันต้องเกิดมาเป็นละอองดาว คนที่สร้างความยุ่งยากให้แก่คุณ”

ธัชชัยกลับมาแทรก สองคนจึงยุติการสนทนา...ก่อนกรกฎจะแยกตัวกลับไปนั่งที่เดิมของตน เขาทิ้งคำพูดไว้กับละอองดาวว่า

“ขอบใจนะดาว ที่ทำให้คืนนี้ของพี่มีความหมาย”

ธัชชัยสงสัยแต่ไม่กล้าถาม ชวนละอองดาวกลับเพราะพรุ่งนี้เธอต้องทำงานแต่เช้า

ooooooo

ขณะเดินมาที่ลานจอดรถหน้าคลับเพื่อจะพาละอองดาวกลับไปส่งบ้าน ธัชชัยเป็นห่วงกรกฎที่เมามายอยู่ข้างใน จึงย้อนกลับมาดูโดยมีละอองดาวเดินตามมาด้วย

ปรากฏว่ากรกฎฟุบหลับคาโต๊ะ ธัชชัยเรียกอยู่สักพักกว่าจะรู้สึกตัว แต่ยังพูดอ้อแอ้ฟังไม่ได้ศัพท์จนละอองดาวต้องให้ธัชชัยถอยออกมา เธอขอพูดกับเขาเอง

ละอองดาวทั้งเกลี้ยกล่อมและขอร้องกรกฎให้กลับบ้าน แต่เขายังพูดพล่ามอยู่นานกว่าจะโอนอ่อน

เมื่อเธอยอมเรียกเขาว่าพี่และแทนตัวเองว่าดาว

แต่พอออกมาที่รถก็มีปัญหาอีก กรกฎเมาหนักจนเสียบกุญแจรถไม่ได้ ธัชชัยกับละอองดาวเป็นห่วงมากหากเขาต้องขับรถเอง จึงตกลงกันว่าละอองดาวขับรถให้กรกฎนั่ง ส่วนธัชชัยขับรถตัวเองตามไป

ระหว่างทางกรกฎพูดไม่หยุด ทั้งตัดพ้อต่อว่าและชื่นชมความงามของละอองดาว นานเข้าทรงตัวนั่งไม่อยู่ ขอนอนหนุนตักเธอพร้อมกับฮัมเพลงอย่างมีความสุข สลับด้วยคุยจ้อประสาคนเมาที่กำลังตกหลุมรักเธอเต็มหัวใจ

“ดาวรู้ไหม คืนนี้เป็นคืนที่พี่กลุ้มที่สุด แต่ก็เป็นคืนที่พี่มีความสุขที่สุดเหมือนกัน”

“ไม่ได้ยิน ไม่อยากฟัง หลับๆไปเถอะค่ะ”

“ดาว...เธอจะพูดคุยน่ารักๆกับพี่แบบนี้ตลอดไปได้ไหม พี่จะสบายใจที่สุดเลย”

“ไม่ได้หรอกค่ะ เวลาคุณเมา ฉันก็พูดกับคุณไปตามประสาคนเมา จะได้รู้เรื่อง พอคุณหายเมาฉันก็ต้องพูดกับคุณอีกแบบหนึ่ง”

“พี่ไม่ได้เมา”

“คนเมาไม่มีวันยอมรับว่าเมาหรอกค่ะ ก็เหมือนกับคนบ้านั่นแหละ”

“ถ้าเมาแล้วพี่จะคุยกับดาวรู้เรื่องได้ยังไง”

“ก็รู้เรื่องไปตามประสาคนเมาไงคะ พรุ่งนี้คุณก็ลืมหมด”

“ถ้าไม่ลืมล่ะ พี่จำได้ว่าพี่หนุนตักเธอ จำได้ว่าเธอน่ารัก เรียกพี่ว่าพี่กฎ แทนตัวเองว่าดาว ผิดกับแม่ละอองดาวคนที่แสนจะหยิ่งยโสคนนั้น พี่ดีใจที่เห็นดาวเป็นแบบนี้ มันเหมือนฝันไป”

“ก็คิดซะว่าเป็นความฝันก็แล้วกัน”

“ดาว ตักเธอนุ่มจัง นี่ถ้าเจ้าธัชมันมาเตะพี่จริงๆ เธอจะว่ายังไง”

“ก็ยืนดูด้วยความสะใจน่ะสิ”

“เธอไม่คิดจะช่วยพี่มั่งเลยเหรอ”

“ช่วยซ้ำสิไม่ว่า ก็ตัวเองผิดจริงๆนี่”

“ผิดยังไง”

“ก็อวดดีมาหนุนตักที่เขามีเจ้าของน่ะสิ”

“อ๋อ มีเจ้าของแล้วเหรอ ของใครนะ”

“ไม่ใช่ของคุณก็แล้วกัน”

“เอ...ของใครน้า...นั่นสิ ไปเปิดพินัยกรรมที่ ด็อกเตอร์ไกร เบ็ญจรงค์ เขียนเอาไว้ก็น่าจะรู้ว่าละอองดาวคนนี้ของใคร”

“ขอโทษ อย่าโมเม เจ้าของคนนั้นบอกสละสิทธิ์ไปนานแล้วค่ะ”

“แต่อายุของสิทธิ์ยังไม่หมดนี่”

“เสียใจค่ะ ละอองดาวคนนี้เป็นทรัพย์ที่มีชีวิตจิตใจ ถึงสิทธิ์จะยังไม่สิ้น แต่ตัวทรัพย์เองก็ไม่สมัครใจซะแล้ว สิทธิ์นั้นก็ไม่สามารถเป็นผลบังคับใดๆได้”

“ดาว...ทำไมพี่ถึงเกิดมาเป็นคนมีกรรมอย่างนี้นะ วิญญาณของคุณพ่อคงจะสาปแช่งพี่...”

เสียงกรกฎขาดหายไป ละอองดาวเหลือบตามองก็เห็นเขาหลับเสียแล้ว

“พ่อคนเมาช่างพูด หมดฤทธิ์ไปแล้วเหรอ”

ooooooo

ละอองดาวขับรถเข้ามาจอดหน้าตึก ธัชชัยที่มาถึงก่อนรีบลงจากรถไปหา เห็นเต็มตาว่ากรกฎนอนหลับสนิทหนุนตักละอองดาว

“หลับไปซะแล้ว ผมไม่เคยเห็นเจ้ากฎเมาถึงขนาดนี้เลย ปกติเขาคอแข็งมากนะครับ ก็อย่างว่า...กระเพาะคนสู้แอลกอฮอล์ไม่ได้หรอกครับ”

“ทำยังไงดีล่ะคะ”

“เดี๋ยวผมอุ้มเขาขึ้นไปเองครับ ป่านนี้คนรับใช้ในบ้านคงนอนกันหมดแล้ว”

ธัชชัยอุ้มกรกฎลงจากรถ ละอองดาวเดินนำหน้าไปเปิดประตูห้องให้ธัชชัยเอากรกฎวางบนเตียงนอน

“เฮ้อ...หนักเป็นบ้าไอ้เพื่อนยาก กฎเอ๊ย ถ้าขืนดื่มหนักอย่างนี้ทุกวัน แกอายุสั้นแน่”

บ่นเสร็จธัชชัยปลดกระดุมเสื้อให้กรกฎจะได้ไม่อึดอัดเวลานอน...เสียงคนเมาพูดพึมพำฟังไม่รู้เรื่อง ละอองดาวดึงผ้าห่มมาห่มให้ก่อนกลับออกมาหน้าตึกพร้อมธัชชัย

“เดี๋ยวผมไปส่งคุณดาวที่ตึกนะครับ”

“ไม่ต้องหรอกค่ะ คุณธัชรีบกลับเถอะ ดึกมากแล้ว เดี๋ยวดิฉันยืมรถคุณกรกฎขับไปเองก็ได้ ใกล้แค่นี้เองค่ะ”

“ราตรีสวัสดิ์ เจ้าหญิงของผม ขอให้ผมฝันดี”

“ราตรีสวัสดิ์เช่นกันค่ะ คุณสุภาพบุรุษธัชชัย”

“ผมกลับนะครับ”

“ขับรถดีๆนะคะ”

ธัชชัยยิ้มรับ ขึ้นรถขับออกไป โดยมีสายตาของหญิงสาวมองตามด้วยความเป็นมิตร แต่สำหรับกรกฎผู้ชายที่เธอแอบปลื้มเขาตั้งแต่เยาว์วัย ค่ำคืนนี้คำพูดของเขาหลายคำทำให้เธอมีความสุข

ละอองดาวคิดทบทวนและจำได้ทุกคำที่เขาพูด รอยยิ้มผุดพรายขึ้นเต็มหน้า แต่เพียงชั่วครู่ก็จืดจางหายไป ย้ำเตือนตัวเองว่า

“ฉันควรจะใจแข็งให้มากกว่านี้...หายเมาแล้วก็ลืมซะให้หมดว่าเราได้พูดอะไรกันไว้บ้าง คุณกรกฎ”

ooooooo

นิยายไทยรัฐ
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement