advertisement

ขุนเดช ตอนที่ 7

บทประพันธ์ สุจิตต์ วงษ์เทศ จากบทละครโทรทัศน์ทางช่อง 7 โดย แพรพริมา
6 ก.ค. 2555 14:54

บัวทองเอาปิ่นโตมื้อเย็นไปส่งขุนเดชที่กระท่อม บอกขุนเดชว่า ได้ยินหมวดยงยุทธคุยกับลุงจ่าว่า สงสัยว่าไอ้น้ำจะเกี่ยวข้องกับคดีปล้นฆ่าเจ้าทรัพย์แล้วขโมยเอาพระเชียงแสน ไป ขุนเดชถามว่ามีหลักฐานหรือเปล่า ถ้าไม่มีก็ไปกล่าวหาเขาไม่ได้

“พี่ขุนเดช...หน้าอย่างไอ้หมอนั่น เห็นแค่แวบเดียวฉันก็รู้แล้วว่าไม่ใช่คนดี พี่ไม่น่ายอมให้มันมาบวชที่ วัดนี้เลย”

“คนเราก็มีดีมีเสียกันทั้งนั้น ในเมื่อเขาตั้งใจมาบวช ก็แสดงว่าตั้งใจจะเลิกทำบาป”

“แต่ฉันไม่เชื่อว่าพวกที่ฆ่าคนเพื่อขโมยพระพุทธรูปจะกลับตัวเป็นคนดีได้ คอยดูนะพี่ ถ้าวีรบุรุษบาปรู้เรื่องนี้ ฉันว่าเขาต้องไม่ยอมให้คนบาปมาทำผ้าเหลืองให้มัวหมองหรอก”

ขุนเดชเห็นบัวทองของขึ้น ก็นิ่งเสีย ปล่อยให้บัวทองพูดอย่างที่ใจอยากพูด

ooooooo

วันนี้ ขุนเดชเดินเข้าในป่ารกทึบมองไปรอบๆเจอขอนไม้เก่าๆที่พื้นจึงพลิกขึ้นดู เห็นข้างในมีเห็ดสีสวยงามมาก ขุนเดชรู้ว่าเห็ดสีสวยเหล่านั้นคือเห็ดมีพิษ เขาเก็บใส่ชะลอมที่ติดตัวมาด้วย

เมื่อกลับมาที่โบสถ์ ขณะขุนเดชยืนมองพระเพชรทอง น้ำก็เข้ามาบอกว่าที่ขุนเดชถามเกี่ยวกับพระพุทธรูปนั้น มันหาคำตอบได้แล้ว มันตอบอย่างมั่นใจว่า

“ที่พระพุทธรูปมีเศียรแหลม เพราะหมายถึงสติปัญหาที่เฉียบแหลมในการดำเนินชีวิต สอนให้ชาวพุทธแก้ปัญหาต่างๆด้วยสติปัญญา ไม่ใช้อารมณ์ หากใช้สติปัญญาคิดให้รอบคอบความผิดพลาดก็ย่อมไม่เกิดขึ้น”

พอขุนเดชบอกว่าถูก มันตอบข้อสองว่า ที่พระกรรณยาวก็หมายความว่าชาวพุทธต้องเป็นคนหูหนัก มีจิตใจหนักแน่นมั่นคง ไม่เชื่ออะไรง่าย แต่ให้เชื่อในกฎแห่งกรรม คือ ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว

“ใช่...แล้วพระเนตรต่ำล่ะ หมายความว่าอะไร”

“หมายความว่า  เป็นการมองตัวเอง ตักเตือนตน ไม่ใช่คอยจับผิดผู้อื่น” น้ำตอบคล่องปรื๋อแล้วถามว่า “ฉันตอบถูกใช่ไหมพี่” พอขุนเดชบอกว่าถูกหมดทุกข้อ มันทวง “ทีนี้ พี่ก็ให้ฉันช่วยบูรณะท่านแล้วใช่ไหม”

ขุนเดชยังไม่ตอบ แต่เดินไปยืนที่หน้าองค์พระพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจังว่า

“คนที่จะตอบปริศนาธรรมทั้งสามข้อนั้นได้ มีอยู่สองประเภท หนึ่งคือพุทธบริษัทที่มีใจศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา สองคือพวกโจรชั่วใจบาปหยาบช้า ที่เห็นพระพุทธศาสนาเป็นเพียงสินค้าพุทธพาณิชย์ มันจึงศึกษาพระพุทธรูปเพื่อเอาไว้เพิ่มมูลค่าให้สินค้ามัน”

น้ำชะงักเหมือนถูกพูดแทงใจดำ พลันก็ได้ยินขุนเดช ถามว่า “เอ็งจัดอยู่ในคนจำพวกไหน”

“ฉันก็ต้องจัดอยู่ในพวกแรกสิพี่ขุนเดช ไม่งั้นฉันจะเข้าวัดมาบวชเป็นพระทำไม” มันตอบแบบทำใจเย็นสู้เสือ

ooooooo

ขุนเดชชวนน้ำกินอาหารด้วยกันจากปิ่นโตที่เขาถอดออกจากเถามาวาง น้ำกินอย่างเอร็ดอร่อย ขุนเดชบอกว่ากินเยอะๆเลย เห็นกินแต่ข้าวบาตรทุกมื้อ จะได้ไม่เบื่อ น้ำจ้วงกินเอ๊า...กินเอาอย่างเอร็ดอร่อย ถามขุนเดชว่าไม่กินด้วยกันหรือ

“ข้ากินแล้ว เอ็งกินให้หมดเลยไม่ต้องห่วง” ขุนเดช นั่งดูมันตักกับข้าวในปิ่นโตราดข้าวกินด้วยสายตาเยือกเย็น

กินข้าวเสร็จ น้ำหิ้วถังน้ำขึ้นไปบนนั่งร้านข้างๆ องค์พระเพชรทองเหมือนจะทำความสะอาดองค์พระ ขุนเดชยืนดูอยู่ด้านล่าง ครู่เดียวน้ำก็เริ่มรู้สึกมึนหัว ตาพร่าเหมือนคนเมา ขุนเดชถามว่าไม่สบายหรือเปล่า มันบอกว่าเปล่า ข้างบนมันร้อน

ขุนเดชบอกให้มันลงมาพักก่อน มันบอกว่าไม่เป็นไรอยากช่วยงานให้เสร็จเร็วๆ ขุนเดชจึงฝากทางนี้ไว้กับมัน เขามองมันด้วยแววตาคมกล้าก่อนเดินออกไป

พอขุนเดชไม่อยู่ มันก็รีบปีนขึ้นไปใกล้กับเศียรพระแล้วเอาค้อนอันเล็กกะเทาะเนื้อปูนบริเวณ เศียรพระ–พุทธรูป พอปูนกะเทาะออกมา มันตะลึงงัน เมื่อเห็นทองอร่ามอยู่ในนั้น อุทานอย่างลืมตัว

“แม่เจ้าโว้ย...นี่ข้าไม่ได้ฝันไปใช่ไหมเนี่ย” มันตบหน้าตัวเองให้แน่ใจว่าไม่ได้ฝันไป แล้วก็หัวเราะลั่น “รวย...รวย...แล้วเว้ย...ฮ่าๆๆ”

ooooooo

คนงานที่มาบูรณะตกแต่งโบราณสถานกลับไปหมดแล้ว ขุนเดชยังเดินตรวจงานอยู่ แม้เขาจะไม่ หันมองแต่ก็รู้ว่ายงยุทธมายืนอยู่ข้างหลัง เขาถามว่าจะมาช่วยทำงานหรือ วันนี้เขาเลิกงานกันหมดแล้ว

ยงยุทธก้าวเข้ามามองหน้าขุนเดชพูดอย่างไม่พอใจว่า

“แกรู้ตัวไหมว่าแกกำลังช่วยเหลือพวกโจรให้มันใช้ผ้าเหลืองบังหน้า”

“แกเป็นตำรวจ มีกฎหมายอยู่ในมือ ถ้าไม่มีหลักฐานก็อย่าเที่ยวกล่าวหาคนอื่น”

ยงยุทธชี้หน้าขุนเดชอย่างโกรธจัด เตือนว่า ถ้าคิดจะอยู่ตรงข้ามกับตน ตนก็จะไม่ไว้หน้า ขุนเดชเตือนสติว่า เขาเองต่างหากที่ต้องหนักแน่นกว่านี้ ชี้ว่า “ถ้าคิดแต่จะใช้อารมณ์ตัดสินความผิด แกก็จะไม่ต่างอะไรจากวีรบุรุษบาป”

“แกอย่าเอาฉันไปเปรียบเทียบกับไอ้ฆาตกรอย่างมันนะเว้ย” ยงยุทธกระชากไหล่ขุนเดช แต่ขุนเดชพลิกตัวกลับมาจับมือยงยุทธบิด ถูกศอกยงยุทธเข้าที่หน้าจนผงะ สองคนจ้องหน้ากันอย่างเอาเรื่อง พริบตาเดียวทั้งคู่ก็ประหมัดกันรวดเร็วรุนแรง ด้วยเชิงมวยจากครูคนเดียวกัน

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!!” ดาราตวาดสุดเสียงจนทั้งสองชะงัก

เมื่อหยุดต่อยกัน ขุนเดชหันหลังจะเดินไป ยงยุทธไม่ให้ไปไหน บอกว่าตนยังไม่หมดธุระกับเขา ดาราขอร้องให้ปล่อยขุนเดชไปได้แล้ว ถูกยงยุทธที่กำลังเลือดขึ้นหน้าสวนทันควันว่า

“ดารา...คุณนั่นแหละที่ต้องหยุดขวางผม อย่า เอาเรื่องส่วนตัวระหว่างคุณกับมันมาทำให้ผมเสียงาน”

ดาราชะงักงัน หันไปตบหน้ายงยุทธฉาดใหญ่ แล้วหันบอกขุนเดชให้ไปเสีย ตนจะคุยกับยงยุทธเอง แต่พอขุนเดชเดินไป ยงยุทธก็พรวดตามไป ถูกดาราก้าวเข้ามาขวางเงื้อมือ แต่ต้องชะงักเมื่อยงยุทธถามเสียงเข้มอย่างเอาเรื่องว่า

“คิดว่าผมจะยอมให้คุณทำร้ายผมเหรอดารา”

ooooooo

ยงยุทธจับมือดาราลากไปอีกมุมหนึ่ง เธอบอกให้ปล่อย แต่เขายิ่งออกแรงดึง เธอขืนตัวเต็มที่ จนเสียหลัก ล้มไปด้วยกัน หน้าเกือบชนกัน ต่างสบตากันนาน จน ดารารู้สึกตัวบอกเขาว่า ตนไม่ใช่ผู้ต้องหาจะปล่อยได้หรือยัง ยงยุทธจึงรู้สึกตัวปล่อยเธอ เอ่ยขอโทษ บอกว่าทำไปเพราะไม่อยากให้เธอมาขวางการทำงานของตน

ดาราถามว่า เขาคิดว่าตนเป็นพวกขุนเดชอย่างนั้น หรือ ยงยุทธย้อนถามอย่างมีเรื่องค้างคาใจอยู่ว่า แล้วจะให้ตนคิดอย่างไรในเมื่อมีคนเห็นเธอไปหาขุนเดชถึงกระท่อมตอนดึกๆดื่นๆ

“เธอดูถูกฉันเกินไปแล้ว” ดาราหันเดินออกไป ยงยุทธคว้ามือไว้ ถามว่าตกลงเธอกับขุนเดชไม่ได้... “พอ! เลิกคิดบ้าๆ เสียที ฉันไม่ได้ทำอะไรอย่างที่เธอคิด ที่ฉันไปหาขุนเดช เพราะต้องการพิสูจน์ว่าขุนเดชจะใช่วีรบุรุษบาป รึเปล่า”

ยงยุทธอึ้งไปอย่างผิดคาด ดาราพูดต่อด้วยเสียงสะเทือนใจว่า

“ฉันไม่พบอาวุธของวีรบุรุษบาปที่นั่น ขุนเดชมีแค่ดาบดำของพ่อเล่มเดียวเท่านั้น ถึงแม้ว่าเขาจะมีอุดมการณ์เหมือนกับวีรบุรุษบาป ฉันก็ไม่เชื่อว่าเพื่อนของเราจะเป็นคนจิตใจโหดเหี้ยมแบบนั้นได้”

ยงยุทธจะแย้ง ถูกดาราตัดบทว่า “ยงยุทธ...ขุนเดชเคยเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยเธอ ยอมเสียสละอนาคตตัวเองเพื่อให้เธอมีวันนี้ เธอควรจะเลิกสงสัยเพื่อนของเธอได้แล้ว”

“อย่างนึงที่มันเสียสละก็คือคุณด้วยใช่ไหม คุณถึงไม่อยากให้ผมเป็นศัตรูกับมัน” ยงยุทธถามหน้านิ่งสนิทแล้วจะเดินไป ดาราขอร้องว่า ตนแค่ไม่อยากเห็นคนที่ตนรักต้องมาทำร้ายกันเอง ยงยุทธชะงัก ถามเสียงสูง “คนที่คุณรัก?? ใครล่ะดารา คุณรักคนสองคนในเวลาเดียวกันไม่ได้หรอก” เขาพูดทิ้งไว้แล้วเดินไปเลย ทิ้งให้ดารายืนนิ่งงันอยู่ตรงนั้น...

ooooooo

ขุนเดชเป็นห่วงบัวทองที่จะไปสอนรำให้ทิพย์ที่บ้านกำนัน เตือนเธอให้อยู่ห่างๆสัมฤทธิ์ไว้เพราะคนนี้อันตราย บัวทองบอกว่าตนเอาตัวรอดได้ แต่พอขุนเดชลองเชิงปรากฏว่าบัวทองถูกเขาจับได้โดยง่าย เขาจึงสอนเชิงมวยให้ ไม่นานบัวทองก็เป็นและจับตัวขุนเดชได้ แต่เธอเล่นทีเผลอ

สัมฤทธิ์สมคบกับผกาวางยาบัวทองที่มาสอนรำให้ทิพย์ที่บ้านกำนัน ทิพย์แอบได้ยินเลยถูกสัมฤทธิ์จับไปขังไว้ในบริเวณบ้านที่ลับตาคน เมื่อบัวทองมาสอนรำ สัมฤทธิ์บอกว่าทิพย์ไปสุโขทัยกับพ่อได้ยินว่าจะไปซื้อของให้บัวทอง ตอบแทนที่ช่วยสอนรำให้

รำพันมองสัมฤทธิ์อย่างไม่เชื่อเพราะกำนันไม่เคยพาทิพย์ไปไหนเลย พอเซ้าซี้ถามว่ามันทำอะไรทิพย์เอาทิพย์ไปไว้ที่ไหน ก็ถูกมันลากไปขังไว้ในห้อง แล้วมันก็ออกมาหาบัวทอง ชวนไปนั่งรอที่เรือนใหญ่เพราะข้างนอกร้อน

เมื่อบัวทองขอรอทิพย์ข้างนอก มันจึงให้คนใช้ยกน้ำมาให้ บัวทองถามว่ารำพันอยู่ไหน คนใช้ตอบ

ไม่กล้าสบตาว่างานยุ่งอยู่ในห้องครัว บัวทองร้อนจนคอแห้งจึงยกน้ำดื่มจนหมดแก้ว สัมฤทธิ์จับตาดูอยู่ มันยิ้มสะใจพึมพำ

“เสร็จข้าแน่ บัวทองคนสวย...หึๆๆ”

มันทำทีออกไปถามบัวทองที่เริ่มรู้สึกมึนๆง่วงๆว่าเป็นอะไรหรือแล้วจะเข้าประคอง ถูกบัวทองตวาดไม่ให้แตะถูกตัว มันยังตื๊อจะพาเข้าบ้านเลยถูกบัวทองรวมแรงเฮือกสุดท้ายจับมันบิดมือไพล่หลังแบบที่ขุนเดชสอน มันร้องจ๊ากบัวทองผลักมันแล้ววิ่งหนี แต่วิ่งได้ไม่กี่ก้าวก็ล้มหมดสติ

“บัวทอง แกหนีฉันไม่พ้นหรอก” สัมฤทธิ์คำรามอย่างเจ็บใจ แล้วให้ลูกน้องอุ้มบัวทองไปนอนที่ชานเรือน

ooooooo

ทิพย์ถูกลูกน้องสัมฤทธิ์คุมตัวอยู่ที่มุมลับตาในบริเวณบ้าน แต่ทิพย์ก็กัดมือมันแล้วหนีไปได้

ยงยุทธขับรถพาดาราเพื่อไปส่งที่ไซต์งานโบราณคดี ระหว่างทางเขาขอโทษดาราที่พูดจาไม่ดีกับเธอ แต่ดาราเข้าใจความรู้สึกของเขา บอกว่าใครมาเห็นตนไปหาขุนเดชตอนดึกก็ต้องคิดเหมือนเขา

จู่ๆยงยุทธก็จอดรถ ลงจากรถ ดาราตามลงมาถามว่าลงมาทำไม เขาบอกดาราว่าตนพร้อมจะจบเรื่องนี้ เพราะรู้ดีว่าตนคือตัวปัญหาทำให้เธอกับขุนเดชกลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้ บอกดาราอย่างเต็มใจที่จะรับความเจ็บปวดเสียเองว่า

“ผมยอมเสียสละให้ได้นะ ถ้าเพื่อคนที่ผมรักจะมีความสุข”

ดาราตบหน้าเขา พูดอย่างรับไม่ได้ว่า “อย่าพูดแบบนี้อีกนะยงยุทธ เธอจะไปจากที่นี่ไม่ได้เด็ดขาด ถ้าที่นี่ขาดคนที่เห็นแก่ความยุติธรรมอย่างเธอ แผ่นดินก็คงจะลุกเป็นไฟ กฎหมู่จะอยู่เหนือกฎหมาย”

ยงยุทธพูดอย่างน้อยใจว่า อยู่ไปก็เป็นเสี้ยนหนามหัวใจเธอกับขุนเดช ดาราบอกว่าเขาไม่ใช่เสี้ยนหนามหัวใจตน ยงยุทธมองหน้าเธอเต็มตาถามว่า “แล้วผมเป็นอะไรสำหรับคุณ...บอกผมมาสิดารา...”

ทันใดนั้น เสียงทิพย์ร้องขอความช่วยเหลือดังแทรกเข้ามา ทิพย์วิ่งมาล้มตรงหน้าทั้งสองคนในสภาพเนื้อตัวมอมแมม ยงยุทธกับดารามองทิพย์อย่างตกใจ

ooooooo

สัมฤทธิ์ไล่ลูกน้องที่อุ้มบัวทองมาให้ออกไป มันยิ้มหื่นหมายเคลมบัวทอง พึมพำอย่างผยองว่า ได้เธอเป็นเมียแล้วจะไปเยาะเย้ยขุนเดชดูสิว่าเวลาขุนเดชเจ็บใจจะเป็นอย่างไร

แต่ไม่ทันที่มันจะทำอะไร ลูกน้องก็วิ่งมาบอกว่ากำนันกลับมาแล้ว มันบอกว่าพ่อไม่ว่าอะไรหรอกเพราะพ่อก็ทำกับผู้หญิงทุกคนด้วยวิธีนี้เหมือนกัน

“แต่คราวนี้พ่อกำนันสั่งห้ามพี่แล้ว เพราะไอ้หมวดยงยุทธอยู่ที่นี่ด้วย”

ยงยุทธกับดาราพาทิพย์มาส่งที่บ้านกำนัน ทิพย์ถามรำพันว่าบัวทองอยู่ไหน พอดารากับยงยุทธถามรำพันว่ามีอะไรหรือเปล่า สัมฤทธิ์ก็สอดขึ้นว่า เห็นบัวทองยังรออยู่ที่เรือนของทิพย์

ยงยุทธกับดาราไปพบบัวทองในสภาพที่ยังนอนไม่ได้สติ ยงยุทธเห็นแก้วน้ำแล้วเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับบัวทองเขาบอกดาราว่าอีกไม่นานบัวทองก็คงฟื้น ให้ดาราพาบัวทองไปที่รถก่อน ตนมีเรื่องจะต้องจัดการกับสัมฤทธิ์

แต่ยงยุทธก็ทำอะไรสัมฤทธิ์ไม่ได้เมื่อมีประดับมาขวางหาว่าบัวทองเป็นคนเข้ามาในบ้านนี้เองแล้วจะมากล่าวหาว่าสัมฤทธิ์ฉุดมาได้อย่างไร และที่บัวทองหมดสติไปอาจเป็นลมก็ได้มีหลักฐานอะไรว่าสัมฤทธิ์วางยา

ประดับหัวหมอเล่นแง่จนยงยุทธจำต้องถอยไปอย่างเจ็บใจ

ooooooo

ผู้ใหญ่น่วมกับน้ำขลุกอยู่ที่วัด ขุนเดชเลี้ยงข้าวปลาอาหารอย่างอิ่มหมีพีมันวันนี้ก็พาไปกินข้าวที่กระท่อม พอสองพ่อลูกกินกันจนอิ่มแปล้แล้วก็มองหน้าอย่างรู้กัน

ผู้ใหญ่ทำทีเดินดูพระที่ขุนเดชหล่อไว้ บอกว่าอยากได้ไปบูชาสักองค์ ขุนเดชบอกให้เลือกไปเลยไม่ต้องเช่า ระหว่างที่ผู้ใหญ่หลอกคุยกับขุนเดชอยู่นั้น น้ำก็คว้าเหล็กชะแลงย่องมาฟาดกลางหลังเขาจนล้มแน่นิ่ง มันตามซ้ำอีกหลายทีหมายให้ตายคามือ ถูกผู้ใหญ่ห้ามไว้เตือนว่า อย่าลืมว่าขุนเดชรู้จักกับยงยุทธ ถ้าตายขึ้นมาตำรวจทั้งโรงพักได้ยกโขยงมาแน่ มันสองคนจึงพากันออกไป

ระหว่างนั้น คำปันกำลังเอาผ้าชุบน้ำมาเช็ดตัวให้บัวทองพลางเรียกขวัญให้ลูก ดาราเตือนคำปันอย่าให้บัวทองเข้าใกล้สัมฤทธิ์อีกแล้วขอตัวกลับ พลันก็ชะงักเมื่อได้ยินบัวทองเพ้อเรียก “พี่ขุนเดช...พี่ขุนเดช...”

ที่กระท่อม ขุนเดชฟื้นขึ้นมาแล้ว ที่หัวเขามีเลือดไหล แต่ไม่รู้สึกเจ็บอะไรมาก ขุนเดชยิ้มสมใจที่วางแผนให้น้ำกับผู้ใหญ่น่วมเล่นงานตนได้สำเร็จตามแผน ล่อให้มันตายใจเพื่อกำจัดมันต่อไป

ขุนเดชลุกไปหยิบดาบดำที่ซ่อนอยู่ใต้ทั่งตีเหล็ก ชักดาบออกมามอง พึมพำด้วยสีหน้าเหี้ยม ดุดัน...

“ไอ้คนใจบาป...โทษของเอ็งคือตายสถานเดียว!!”

ผู้ใหญ่น่วมกับน้ำสองพ่อลูกพากันเดินผ่าทุ่งนา

กลับ ผู้ใหญ่เห็นหุ่นไล่กาก็ตกใจนึกว่าคน น้ำเร่งให้รีบไปเดี๋ยวมีคนมาเห็นแล้วจะยุ่ง แต่ผู้ใหญ่เกิดอาการมึนวิงเวียนตาลายเห็นหุ่นไล่กาเป็นคนหมุนคว้างรอบตัวไปหมด เอะใจถามน้ำว่ากินข้าวของขุนเดชแล้วไม่รู้สึกอะไรเลยหรือ น้ำบอกว่าตนกินมาหลายครั้งแล้วไม่เห็นเป็นอะไร

ดึกคืนนี้เอง น้ำก็แอบไปตัดเศียรพระเพชรทองที่เหลืองอร่ามสำเร็จ มันระเบิดหัวเราะออกมาเหมือนคนบ้า “ฮ่าๆๆๆ!!”

คืนนี้ ขณะที่สองพ่อลูกกำลังผยองพองขนกันว่าพวกตนโคตรรวยแล้ว ผู้ใหญ่ถึงกับจะเอาเงินไปตบหน้ากำนันแก้แค้น แต่มันยังไม่ทันขยับทำอะไร ก็ได้ยินเสียงเหมือนมีคนอยู่หน้าบ้าน ผู้ใหญ่ลุกไปดูแล้วหายเงียบไป มันบ่นว่าไม่รอแล้ว เดินไปเปิดห่อผ้าที่หุ้มเศียรพระ แล้วมันก็ตกใจแทบช็อกเมื่อเศียรพระเพชรทองที่อยู่ในห่อกลายเป็นหัวของหุ่นฟาง!

น้ำกระชากหัวหุ่นฟางกระจุยกระจาย ตะโกนเรียกพ่อพลางวิ่งออกไป เจอผู้ใหญ่น่วมนอนเลือดเต็มหลังอยู่ มันโกรธจัด ชักดาบออกทันที ตะโกนท้าว่า “ใคร...มึงเป็นใคร! โผล่หัวมึงออกมา”

ทันใดนั้นขุนเดชเดินก้าวออกจากมุมมืดพร้อมดาบดำในมือ น้ำสะอึก “ไอ้ขุนเดช!! นี่ฝีมือแกเหรอ”

“พ่อเอ็งถูกตัดสินโทษสำหรับบาปที่มันก่อไปแล้ว เหลือก็แต่เอ็ง ไอ้น้ำ ไอ้คนใจบาป” ขุนเดชเดินเข้าหา น้ำตะโกนว่าเล่นคุณไสยหรือ “ข้าไม่จำเป็นต้องทำเรื่องพรรค์นั้นหรอก ความละโมบของเอ็งต่างหากที่ทำให้หน้ามืดตามัว เห็นเศษฟางเป็นเพชรนิลจินดา”

น้ำโต้ว่าเป็นไปไม่ได้ ขุนเดชบอกมันว่า “ตาเอ็งไม่ได้มองเห็นสมบัติหรอก ข้าก็แค่ทำให้เอ็งเห็นในสิ่งที่ใจบาปของเอ็งอยากเห็น” น้ำถามว่าเขาเอาอะไรให้ตนกับพ่อกิน “มันก็แค่เห็ดเมาธรรมดา คนปกติทั่วไปกินเข้าไปก็แค่เมามาย แต่สำหรับคนที่จิตใจหมกมุ่นอยู่แต่กับความละโมบอยากได้ของที่ไม่ใช่ของตัวเอง เอ็งถึงได้เห็นในสิ่งที่เอ็งอยากเห็น”

“ไอ้สารเลว!! มึงหลอกกู...มึงตาย!!”

น้ำเงื้อดาบกระโจนเข้าหา ขุนเดชรับดาบมันอย่างคนมีครู แต่ครู่เดียวขุนเดชก็ถูกมันถีบยอดอกจนกระเด็นไปกระแทกเสาเรือนอย่างแรงกอปรกับขุนเดชมีบาดแผลอยู่แล้ว ทำให้น้ำได้ทีพุ่งเข้าใส่ ขุนเดชเสียเปรียบถูกมันฟาดจนดาบดำหลุดจากมือ

“แก...ที่แท้แกก็คือวีรบุรุษบาปที่เขาร่ำลือกัน”

“ข้า...ขุนเดช ทหารของพระร่วงเจ้า”

“งั้นวันนี้ข้าก็จะเด็ดคอวีรบุรุษบาปแล้วตัดหัวมันไปเสียบประจานว่ามันตายเพราะข้า”

แต่คนอย่างขุนเดชใช่ว่าจะกินกันได้ง่ายๆแม้จะบาดเจ็บก็รับมือกับมันจนดาบมันหักครึ่ง มันตกใจลุกได้ก็วิ่งหนี ขุนเดชมองตามด้วยแววตาดุร้าย

น้ำไปคว้าปืนมาใส่ลูกท้าว่าดาบหรือจะสู้ปืนตนได้ แต่มันยิงไม่ถูกเพราะขุนเดชรู้ทางปืนหลบบังหลังเสาได้ทัน น้ำไม่ยอมแพ้ก้าวออกมาพร้อมปืนที่เล็งใส่ขุนเดช ประกาศเหี้ยม “กูจะแก้แค้นให้พ่อกู... มึงตาย!!”

มันยิงรัวกระหน่ำจนลูกปืนหมด ขณะมันบรรจุกระสุนนั่นเอง ขุนเดชออกมาประกาศก้อง

“คนบาปอย่างเอ็ง โทษสถานเดียวคือ...ตาย! ฟ้า...ดิน...เป็นพยาน...ดาบ...เดือน...ดับ” ขุนเดชควงดาบพุ่งเข้าฟันมันทันที เพียงดาบเดียวคอมันก็หลุดจากบ่า!

ooooooo

บัวทองสะดุ้งเฮือกร้องเรียกขุนเดช บอกดาราที่นั่งเฝ้าอยู่ว่าตนฝันร้าย ฝันเห็นขุนเดช...บัวทองพูดต่อไม่ออก

รุ่งขึ้นก็มีผู้พบศพน้ำกับผู้ใหญ่น่วมถูกแขวนอยู่แถวริมตลิ่ง ศพของน้ำมีหัวมันวางอยู่ที่พื้น จ่าแทนกับยงยุทธไปดู จ่าบอกว่า “หมวดครับ...ฝีมือแบบนี้...ผลงานไอ้วีรบุรุษบาปอีกแล้ว”

บัวทองได้สติผวาเฮือกขึ้นมาร้องเรียกขุนเดช บอกดาราที่นั่งเฝ้าอยู่ว่าตนฝันร้าย ฝันเห็นขุนเดช แล้วบัวทอง

กับดาราก็ไปที่กระท่อมของขุนเดช เมื่อเรียกแล้วไม่มีเสียงตอบรับจึงเข้าไปดู พบขุนเดชนอนหมดสติอยู่ที่พื้น

เมื่อขุนเดชรู้สึกตัวขึ้นมา เขาขอบใจบัวทองบอกว่าตนไม่เป็นอะไรแล้ว บัวทองจะพาไปหาหมอก็ไม่ยอมไปบอกแต่ว่าตนไม่เป็นอะไร บัวทองพูดประชดว่างั้นรอให้ตายก่อนเลยดีไหม

“เธอก็เป็นซะอย่างนี้ รู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นกับบัวทองบ้าง” ดาราตำหนิอย่างขัดใจ ขุนเดชมองเธออย่างสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับบัวทอง...

หลังจากขุนเดชรู้เรื่องบัวทองแล้ว เขาขอโทษที่ไม่ได้ช่วยอะไรเธอเลย บัวทองบอกว่าตนหาเรื่องใส่ตัวต่างหาก เพราะเป็นฝ่ายไปที่บ้านกำนันทำให้ตำรวจทำอะไรมันไม่ได้

“ถึงตำรวจจะทำอะไรไม่ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะลอยนวลทำชั่วต่อไปได้”

บัวทองตกใจ เป็นห่วง บอกขุนเดชว่าอย่าไปยุ่งกับพวกมันเด็ดขาด สักวันพวกมันก็ต้องโดนวีรบุรุษบาปตามไปลงโทษจนได้ ดาราดูอยู่ห่างๆเห็นความสนิทสนมห่วงใยกันของทั้งสองแล้วเธอก็ลุกเดินเลี่ยงไป พอดีไปเจอยงยุทธจะมาคุยกับขุนเดชเกี่ยวกับการตายของผู้ใหญ่น่วมกับลูกชาย ดารา
บอกว่าถ้าเรื่องนี้ถามตนได้ เพราะตนคุยกับขุนเดชมาแล้ว

ดาราเล่าว่าเมื่อคืนนี้สองพ่อลูกบุกเข้าทำร้ายขุนเดชแล้วแย่งกุญแจโบสถ์ไป ยงยุทธติงว่าฝีมืออย่างขุนเดชไม่น่าปล่อยให้สองคนนั้นทำร้ายได้

“นี่เธอยังไม่เลิกสงสัยขุนเดชอีกเหรอ” ดาราเสียงเครียดขึ้น ยงยุทธบอกว่าตนรู้จักฝีมือกันดี “แต่ขุนเดชบาดเจ็บอยู่เพราะเคยช่วยฉันไว้ตอนที่ฉันเกือบได้รับอุบัติเหตุในโบสถ์ ฉันเพิ่งเอายาให้ขุนเดชกินอยู่ ถ้าเธอไม่เชื่อถามหมอน้อยดูก็ได้”

ยงยุทธฟังดาราแล้วนิ่งไป

ส่วนขุนเดชยังคุยอยู่กับบัวทองที่ศาลาริมน้ำ บัวทองเล่าความฝันที่เห็นขุนเดชถูกตามฆ่าเพื่อลากเขาลงนรกกับพวกมัน ขุนเดชหยอกว่าแล้วเห็นตนลงนรกกับพวกมันไหม บัวทองทำเสียงงอนบอกว่าตนไม่ได้พูดเล่น ตนร้องให้คนช่วยเขาแต่ก็ไม่มีใครช่วยเลย ขุนเดชเลยเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้น จับไหล่บัวทองทั้งสองข้างมองหน้าเต็มตาบอกว่า

“มันก็แค่ความฝันเท่านั้น บัวทองเจอเรื่องร้ายมาก็เลยเก็บเอามาคิดเป็นตุเป็นตะ” บัวทองบอกว่าตนห่วงเขา “พี่ขอบใจบัวทองที่เป็นห่วงพี่ แต่มนุษย์ทุกคนล้วนเกิดมามีกรรมและต้องชดใช้กรรม ต่อให้ต้องถูกลากลงนรกในขุมที่ลึกที่สุด พี่ก็ต้องยอมรับ เพราะว่ามันเป็นกรรมที่พี่ก่อไว้”

ooooooo

ยงยุทธตัดสินใจไปหาหลวงลุงที่โบสถ์ ถามหลวงลุงว่าคดีสองพ่อลูกที่ถูกวีรบุรุษบาปฆ่าตาย ตนได้ยินมาว่าเกี่ยวข้องกับองค์พระเพชรทองที่ร่ำลือกัน ถามว่าสมบัตินั้นมีจริงไหม หลวงลุงบอกว่าถ้าหมวดอยากพิสูจน์ท่านก็ไม่ขัดข้อง

หลวงลุงเล่าให้ฟังระหว่างเดินมาตามทางที่มีพระพุทธรูปเรียงรายงดงาม ยงยุทธถามว่าเมื่อองค์พระเพชรทองเป็นแค่พระพุทธรูปธรรมดาแล้วทำไมหลวงลุงจึงปล่อยให้มีการร่ำลือกันไปเช่นนั้น

“ถึงหลวงลุงจะป่าวประกาศว่าพระเพชรทองเป็นพระพุทธรูปธรรมดา แต่พวกที่ถูกความโลภครอบงำก็จะเชื่อของมันอยู่อย่างนั้น เหมือนสองพ่อลูกนั่นที่ถูกกิเลสกัดกินหัวใจจนไม่เหลือความเป็นมนุษย์” ขุนเดชออกมาตอบแทนหลวงลุง

“ถ้าอย่างนั้น การกระทำของวีรบุรุษบาปก็ถือว่าเป็นการติดอยู่ในกิเลสเหมือนกัน มันลุ่มหลงอยู่กับการฆ่า ถ้าผมจับตัววีรบุรุษบาปได้ ผมคงต้องนิมนต์หลวงลุงให้ไปเทศน์สั่งสอนให้พ้นจากกิเลส”

พูดพลางยงยุทธจงใจสบตาขุนเดชอย่างหยั่งเชิงกันกลายๆ

“การกระทำของวีรบุรุษบาปผิดทั้งทางโลกและทางธรรม อาตมาไม่รู้ว่าจะมีโอกาสเทศน์ให้เขาฟังได้เมื่อไหร่ แต่เอาเป็นว่า อาตมาจะหมั่นสวดอุทิศบุญกุศลให้เขา เพื่อหวังว่าวันข้างหน้าเขาจะพบทางสว่างได้ด้วยตัวเอง” หลวงลุงพูดแล้วเดินเลยไป ปล่อยให้ขุนเดชกับยงยุทธยืนมองหน้ากันอยู่ตรงนั้น

ooooooo

ที่แคมป์โบราณคดี...ดาราพิจารณาภาพถ่ายวัตถุโบราณ 3 ชิ้น อันได้แก่ โล่โลหะสีเขียว พระนา-รายณ์เนื้อเงิน และพระพุทธรูปฟ้าผ่า ยังตามหาไม่พบทั้ง 3ชิ้นที่ล้วนแต่เป็นของหายาก เธอได้ยินเสียงคนเดินเข้ามานึกว่าเป็นอาจารย์ประทีป เธอถามว่าอาจารย์พอจะทราบข่าววงในจากพวกนักสะสมพระบ้างไหม

พอดาราหันมองกลายเป็นขุนเดชเดินเข้ามา เขาบอกเธอว่าอาจารย์ประทีปเพิ่งเดินทางไปเพชรบูรณ์ แล้วเดินเข้าไปดูภาพถ่ายตรงโต๊ะทำงานของดารา เขาสะดุดตานิ่งไปนิดหนึ่ง ดาราเล่าว่าทางราชการให้รวบรวมข้อมูลเพื่อไว้สืบตามหาคืน แต่ตนมีความรู้สึกว่า

“ของที่หายน่าจะเป็นฝีมือคนคนเดียว เพราะส่วนใหญ่นักสะสมมักจะเลือกสะสมของในยุคเดียวกันหรือไม่ก็ประเภทเดียวกัน แต่ทั้ง 3 อย่างไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันทั้งทางยุคสมัยและประเภท แต่มีอย่างหนึ่งที่เหมือนกัน...”

“เป็นโลหะศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อโบราณ” ขุนเดชพูดต่ออย่างรู้เรื่องดี แล้วเขาก็นึกถึงเรื่องในอดีตซึ่งเขาจำเหตุการณ์ได้แม่นยำ เพราะมันน่ากลัวที่สุดชีวิตวัยนั้นของเขา

ครั้งนั้น นายเดื่องต่อสู้กับโจรที่มาลักขุดกรุสองคน ระหว่างการต่อสู้ นายเดื่องชะงักหันมองเมื่อเห็นขุนเดชเข้ามาทำให้เขาถูกโจรฟันได้รับบาดเจ็บ และตัวขุนเดชเองก็ถูกโจรจับไปเป็นตัวประกัน

ขณะกำลังอยู่ในอันตรายถึงชีวิตนั่นเอง จ่าแท่นก็นำกำลังมาช่วย ยิงโจรตายแล้วนายเดื่องก็รีบเข้าไปกอดขุนเดชไว้ วันนั้น ขุนเดชได้ยินจ่าแท่นขอบใจพ่อที่ตามโจรสองคนนั้นมา ไม่อย่างนั้นตำรวจก็ไม่รู้จะตามวัตถุโบราณนี้คืนมาได้อย่างไร นายเดื่องบอกให้รีบเอาไปให้ทางราชการเก็บรักษาไว้เสีย

“จ้ะพี่...เอ้อ...เมื่อกี้นี้ฉันสอบปากคำพวกมันแล้ว ใบสั่งที่พวกมันได้มา สั่งให้มันหาโลหะศักดิ์สิทธิ์โบราณเพื่อไปทำพิธีสัตตะโลหะบุรุษ”

“คืออะไรหรือพ่อ” ขุนเดชสงสัย

“มันเป็นพิธีกรรมความเชื่อของพวกที่ลุ่มหลงในเดรัจฉานวิชา พยายามหาหนทางให้ตนเป็นยอดคน แต่ข้าก็ยังไม่เคยพบคนที่ผ่านพิธีจนได้เป็นสัตตะโลหะบุรุษ แต่ได้ยินว่าศาสตราวุธใดๆก็แตะต้องไม่ได้ บุรุษผู้เป็นสัตตะโลหะจะมากด้วยอำนาจและบารมีแผ่ไพศาล ยิ่งใหญ่ที่สุดในแผ่นดิน”

“โห...แบบนี้ฉันชักอยากเป็นสัตตะโลหะบุรุษแล้วสิพ่อ” ขุนเดชพูดไปประสาเด็ก

“ไม่ได้!! เจ้าจะคิดอย่างนั้นไม่ได้เด็ดขาดนะขุนเดช อำนาจและบารมีต้องได้มาด้วยความดี การเสียสละและความกล้าหาญ แม้แต่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เป็นมหาบุรุษได้ด้วยความดี จำเอาไว้นะขุนเดช”

ขุนเดชพยักหน้าจำคำของพ่อไว้จนตราบวันนี้...

ooooooo

ที่บ้านกำนันบุญ ผกาที่ตามเกาะติดประดับเพราะกลัวว่าเมื่อเขาไปถึงฝั่งแล้วจะถีบหัวตนทิ้ง วันนี้ประดับจะกลับกรุงเทพฯ เธอระแวงว่าเขาจะไปมั่วและหลงปารมีลูกสาวปราชญ์เจ้านายเขา ประดับบอกว่าตนทำงานให้ท่านไม่ได้มานั่งกินๆนอนๆ

“ฉันรู้ว่าเธอคิดทำอะไรอยู่ ไม่ต้องมาทำพูดจาให้ตัวเองดูดีหรอก”

ประดับโกรธจัดตรงเข้าบีบปากผกา คำรามใส่หน้าว่า

“ที่ฉันไว้ใจให้เธอเข้ามายุ่งกับชีวิตของฉัน เพราะว่าเธอมีบุญคุณตอนที่ฉันลำบาก แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ฉันรู้สึกว่าทดแทนกันหมดแล้ว...รู้ไว้นะว่าคนอย่างฉัน ทำอะไรก็ได้!”

ผกาตกใจกลัว เปลี่ยนเสียงว่าตนเป็นห่วงเขา ถ้าท่านรู้ว่าเขาวางแผนอะไรไว้ ท่านไม่มีวันไว้ชีวิตเขาแน่

“หึๆ ฉันรู้ว่าความลับไม่มีในโลก ท่านจะได้รู้ความจริงแน่ แต่วันที่ท่านรู้ จะเป็นวันที่ไอ้ประดับคนนี้ คือสัตตะโลหะบุรุษผู้ยิ่งใหญ่...ไม่ใช่ท่าน” คำพูดและท่าทางของประดับอหังการนัก

ส่วนปราชญ์คืนนี้เขาฝันร้ายว่ามีคนไล่ฆ่า เขาตะโกนขอความช่วยเหลือแต่ไม่มีใครอยู่ที่นั่น เขาเห็นร่างทะมึนพาดผ่านกำแพงไป เขาตะโกนขอชีวิต แต่เสี้ยววินาทีเดียว คอเขาก็ขาดกระเด็น เลือดกระเซ็นเต็มผนัง!

เมื่อปราชญ์สะดุ้งตื่นเหงื่อแตกพลั่ก พอรู้ตัวว่าเป็นฝันร้ายก็ค่อยคลายความตกใจ แต่พอหันมองตัวเองในกระจกก็หน้าเผือด เมื่อเห็นรอยเหมือนถูกมีดฟันที่คอแดงจนช้ำ

ความหวาดระแวงทำให้ปราชญ์เข้าไปในห้องสะสมวัตถุโบราณ คว้าหุ่นทวารบาลที่ตั้งอยู่ทุ่มแตกกระจาย ประดับเข้ามาบอกว่าให้ใจเย็นๆ เพราะนั่นแค่ความฝันของท่านเท่านั้น ปราชญ์ชี้ที่คอตะคอกถามว่า ไอ้ยักษ์ทวารบาลนี่แหละที่พยายามจะฆ่าตน ก้องเกียรติจึงเอ่ยขึ้นว่า

“ทวารบาลเป็นสัญลักษณ์ของการปกปักรักษา เป็นอสูรที่มีหน้าที่ปกป้องพุทธสถาน ท่านครับ...นี่อาจจะเป็นสัญญาณเตือนท่านว่า ท่านควรจะต้องหยุดพิธีกรรมที่กำลังทำอยู่”

ปราชญ์กระชากคอเสื้อก้องเกียรติตะคอกใส่หน้าว่า ต่อให้ยักษ์หน้าไหนก็มาหยุดตนไม่ได้ เขาต้องเดินหน้าทำพิธีให้ตนต่อไป ก้องเกียรติติงว่าการเตือนครั้งนี้จริงจังมาก

“แต่คุณบอกผมเอง ถ้าผมทำพิธีสำเร็จ จะไม่มีใครมาทำอะไรผมได้” ก้องเกียรติพยายามจะชี้แจงอีก แต่ปราชญ์ไม่ฟังตัดบทว่า “ไม่มีคำว่าแต่ คุณจัดการหาวัตถุโบราณชิ้นต่อไป ส่วนไอ้หน้าไหนที่มันคิดจะมาขวางทางผม ผมจะส่งมันลงนรกเอง ประดับ...ฉันได้ยินเรื่องไอ้วีรบุรุษบาปนั่นมานานแล้ว แกไปสืบหามาให้ได้ว่ามันเป็นใคร แล้วจัดการเก็บมันให้เป็นเยี่ยงอย่าง ต่อไปจะไม่มีใครกล้ามาขวางทางฉันอีก”

ปราชญ์สั่งอย่างบ้าระห่ำ ประดับรับคำแล้วไปดำเนินการ...

ooooooo

ที่โบราณสถานแห่งหนึ่ง โจรลักลอบขุดกรุสองคนขุดได้พระพุทธรูปขึ้นมา แต่ถูกแจ็คฝรั่ง

ร่างใหญ่นักล่าโบราณวัตถุ กระชากคอเสื้อเหวี่ยงกระเด็น สองโจรคว้าดาบเข้าฟันก็ไม่ระคายผิวมันเลยกลับถูกมันจับมือสองโจรแทงกันเอง ตายไปคนหนึ่งอีกคนถูกหักดาบทิ้งอย่างง่ายดาย โจรที่เหลือตกใจวิ่งหนี

แจ็คหักนิ้วดังกร๊อบ...แล้วกำหมัดแน่นตั้งท่าไม้ตาย แล้วเหวี่ยงหมัดฮุกเข้าที่ขมับโจร มันตายเพราะเส้นเลือดแตกตาแดงก่ำ เลือดไหลทะลักจากตาเหมือนน้ำตาที่เป็นสายเลือด!

แจ็คฆ่าโจรแล้วหันพยักหน้ากับประดับอย่างรู้กัน บอกเขาว่า

“ไอ้วีรบุรุษบาป ถ้าแกเป็นยักษ์ทวารบาลอย่างที่ท่านกลัว ยักษ์อย่างไอ้แจ็คก็คือพญายมที่จะลากคอแกให้ลงนรก! หึๆๆ” แจ็คหัวเราะอย่างผยอง

รุ่งขึ้น ขณะที่ยงยุทธซุ่มดูขุนเดชพายเรือหาปลาอยู่กับบัวทอง ก็ถูกจ่าแท่นมาตามอย่างตื่นเต้นว่าเกิดเรื่องแล้ว วีรบุรุษบาปถูกท้าทายแล้ว ยงยุทธรีบไปทันที ขุนเดชที่มองยงยุทธอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน เขาสงสัยว่ายงยุทธรีบอย่างนี้ต้องมีเรื่องสำคัญเกิดขึ้นแน่ๆ แต่พอบัวทองถามว่ามีอะไรหรือ เขากลับตอบว่า “เปล่าจ้ะ”

เมื่อยงยุทธไปถึงโบราณสถาน เขาเห็นโจรสองคนที่แจ็คฆ่าถูกแขวนห้อยต่องแต่งอยู่บนต้นไม้ พวกตำรวจช่วยกันเอาศพลงมา จ่าแท่นดูแล้วบอกว่า ท่าทางฝีมือของคนที่เล่นงานพวกมันจะไม่ธรรมดา ยงยุทธพลิกดูศพแล้วมองอึ้ง จ่าถามว่า

“มีอะไรผิดปกติเหรอครับหมวด”

“หมัดสั่งตาย!!” ยงยุทธฟันธง

จ่าถามว่าหมวดรู้เชิงมวยแบบนี้ได้ยังไง ยงยุทธเล่าประสบการณ์ของตัวเองให้ฟังว่า...

“3 ปีก่อน ผมได้รับคำสั่งให้แฝงตัวเข้าไปสืบหาตัวหัวหน้าแก๊งปล้นธนาคารพร้อมกับเงิน 5 ล้านที่หายไป...”

ooooooo

เวลานั้น ยงยุทธสืบจนรู้ว่า โจรที่ปล้นธนาคารนั้น ปล้นแล้วเอาเงินไปเล่นพนันมวยเถื่อน ยงยุทธจึงปลอมตัวเป็นนักมวยเถื่อนขึ้นชก ส่วนที่รอบสังเวียนมวยก็มีตำรวจนอกเครื่องแบบปะปนอยู่กับพวกนักพนันมวยเถื่อน

ยงยุทธชกอย่างมวยมีครู ต่อสู้กันอยู่ไม่นาน เขาก็จบการชกด้วยท่าไม้ตายประจำตัวคือ “หมัดฟ้าฟาด” คู่ชกกระเด็นไปเด้งเชือกหมดสติคาเวที

เมื่อยงยุทธเดินกลับไปที่มุมและเตรียมลงจากเวทีนั่นเอง เขาชะงักเมื่อเห็นแจ็ค ฝรั่งร่างยักษ์ก้าวขึ้นมาบนเวที พวกนักพนันโดยเฉพาะโจรปล้นธนาคารต่างเอาเงินออกมาพนันขันต่อ ยงยุทธจึงต้องกลับไปชกกับแจ็ค อย่างเลี่ยงไม่ได้

แม้จะเก่งปานใด แต่เมื่อมาเจอมวยร่างยักษ์อย่างแจ็ค ยงยุทธก็แทบทำอะไรมันไม่ได้ ซัดหมัดไปก็ไม่สะดุ้งสะเทือน แต่พอมันเหวี่ยงหมัดมาเบาๆ ยงยุทธก็ถึงกับผงะ ตำรวจนอกเครื่องแบบที่เป็นพี่เลี้ยงถามยงยุทธว่าไหวไหม เขาพยักหน้าทั้งที่ยังจุกอยู่ บอกตำรวจพี่เลี้ยงว่า

“ผมจะยันไอ้ฝรั่งนี่ไว้ ส่วนพวกคุณเข้าไปประกบพวกมันเอาของกลางกลับมาให้ได้”

ยงยุทธตั้งสติ ควบคุมอารมณ์ และกัดฟันอดทน พยายามพลิกสถานการณ์จนกลายเป็นฝ่ายไล่ถลุงแจ็ค กระหน่ำมันด้วยท่าหนุมานถวายแหวนจนมันหงายหลังตึง

กรรมการเข้ามานับ ยงยุทธยืนหอบ กรรมการนับแค่ 5 แจ็คก็ลืมตาโพลงลุกขึ้นมาคำรามราวกับสัตว์ร้าย

“หมัดสั่งตาย...หมัดสั่งตาย...หมัดสั่งตาย” เสียงนักพนันตะโกนกันลั่น

แจ็คเกร็งหมัดจนเนื้อปูดโปนขึ้นมาอย่างน่ากลัว หมายหยุดยงยุทธด้วยหมัดสั่งตาย แต่ไม่ทันที่มันจะทำอะไร หัวหน้าโจรปล้นธนาคารเหลือบเห็นปืนตำรวจนอกเครื่องแบบที่กำลังรุกคืบเข้ามา มันไหวตัวควักปืนออกมายิงใส่ตำรวจ

พอปืนนัดแรกดัง เสียงปืนจากทั้งสองก็กระหน่ำกันสนั่นสนามมวย นักพนันวิ่งหนีตาย กรรมการเข้ามาห้ามมวย แต่แจ็คกำลังบ้าเลือด มันซัดหมัดสั่งตายเข้าที่ขมับกรรมการจนเส้นเลือดที่ตาแตกเลือดไหลออกมาเป็นน้ำตาตายคาเวทีต่อหน้ายงยุทธ

ที่ข้างล่าง โจนปล้นธนาคารยิงตำรวจเปิดทางแล้วคว้ากระเป๋าเงินหนีไปได้ ยงยุทธจึงจำเป็นต้องทิ้งเวทีกระโดดลงไปช่วยจับโจร แต่แจ็คไม่ยอมให้ลง มันเข้ามาซัดหมัดกับยงยุทธอีก ยงยุทธคว้าเก้าอี้กระหน่ำใส่หัวจนมันสลบ จึงลงจากเวทีวิ่งตามหัวหน้าโจรที่เอากระเป๋าเงินไป

หัวหน้าโจรถูกยงยุทธยิงแสกหน้าตาย แต่ไม่ทันที่เขาจะเข้าไปเอากระเป๋าเงิน ก็ถูกแจ็คพุ่งเข้าซัดอย่างโกรธแค้น ยงยุทธถูกไปหลายหมัดเล่นเอามึน มันพุ่งเข้าเอาหัวโขกยงยุทธจนหัวแตกเลือดอาบ เขาตั้งท่าหมัดฟ้าฟาดจู่โจมมัน ฟาดเหวี่ยงจากกลางอากาศเข้าที่หน้ามันเต็มๆ มันล้มแต่ก็ลุกได้ฉับพลันพุ่งเข้าเล่นงานยงยุทธจนโงนเงน

ขณะที่ยงยุทธกำลังจะถูกแจ็คโจมตีด้วยหมัดสั่งตายนั้นเอง ก็มีเสียงปืนดังขึ้น ตำรวจนอกเครื่องแบบกรูกันมาช่วยยงยุทธ แจ็คเห็นท่าไม่ดี ตะโกนอาฆาตก่อนหนีไป “เจอกันอีกครั้งเมื่อไหร่ แกตายแน่!!”

ยงยุทธยืนโงนเงนแล้วล้มหมดสติไป...

ฟังหมัดสั่งตายที่ทำให้น้ำตาไหลเป็นสายเลือดแล้ว จ่าแท่นเอ่ยอย่างทึ่งว่า

“เชิงมวยปีศาจแบบนี้ คงไม่มีใครฝึกกันได้ง่ายๆ หรือว่า คนที่มาท้าวีรบุรุษบาปคือมันครับ”

“ถ้าเป็นมันจริงๆ ผมว่านี่ไม่ใช่การท้าทายวีรบุรุษบาปอย่างเดียวแล้ว แต่เป็นการจ้องเอาชีวิตมากกว่า” พูดแล้วยงยุทธหันไปมองศพโจรที่น้ำตาไหลออกมาเป็นสายเลือดอย่างกังวล

ooooooo

ในถ้ำเขาหลวง...ขุนเดชกำลังซ้อมดาบอยู่หน้าองค์พระศิลาที่ไร้เศียร เขาฟันดาบดำตวัดดาบขึ้นลงด้วยเชิงดาบอันหนักหน่วง ก่อนจะหยุดเชิงดาบแล้วหันไปที่องค์พระศิลา...เขาคิดถึงอดีตในวัยเด็กของตน...

วันนั้นที่ลานหมู่บ้าน ขุนเดชชกต่อยกับเด็กที่โตกว่า ลำพังตัวต่อตัว ขุนเดชสู้ได้ไม่ยากนัก แต่ขุนเดชถูกรุม ขุนเดชกระทืบเท้าคนที่เข้ามาล็อกแล้วใช้หัวโขกจนเด็กโตคนนั้นเลือดกำเดาไหลโกรก พอขุนเดชจะซ้ำ ก็ถูกเดื่องเข้ามาห้าม  พอเห็นผู้ใหญ่มา เด็กโตกว่าพวกนั้นก็พากันวิ่งหนี แต่ไม่วายตะโกน

“เอ็งกับข้าต้องได้เจอกันอีกแน่ไอ้ขุนเดช”

ครั้งนั้น เดื่องพาขุนเดชกลับไปที่บ้านคำปัน แล้วหวดไม้เรียวใส่ก้นขุนเดชไม่ยั้ง เขาร้องไห้บอกพ่อว่าเจ็บ ถูกเดื่องสอนไปตีไปว่า

“แค่นี้เอ็งร้องเจ็บ แล้วทีเอ็งไปวิวาทกับคนอื่นเขาล่ะ บอกข้ามาซิ ข้าเคยสอนให้เอ็งใช้กำลังทำร้ายคนอื่น รึเปล่า”

“เปล่าจ้ะพ่อ...ฮือๆๆ  ฉันแค่อยากสั่งสอนให้พวกมันหุบปาก...ฮือๆๆ  เพราะมันว่าฉันว่าขี้โม้ที่ไปช่วยพ่อจับโจร”

“เรื่องแค่นี้เองน่ะเหรอ เอ็งเป็นลูกผู้ชายนะขุนเดช ถ้าเอ็งไม่หนักแน่น แยกแยะไม่ออกว่าอะไรควรใช้กำลัง ควรใช้ปัญญาแก้ปัญหา ต่อไปนี้ข้าจะไม่สอนอะไรเอ็งอีก”

เดื่องฟาดไม้เรียวซ้ำลงไปอีก ขุนเดชร้องลั่น จนคำปันต้องรีบเข้ามาขอร้องให้พอ กอดขุนเดชไว้อย่างปกป้อง เดื่องมองขุนเดชอย่างผิดหวัง ทิ้งไม้เรียวแล้วเดินออกไป ทิ้งให้ขุนเดชร้องไห้เสียใจอยู่ในอ้อมอกของคำปัน...

“น้าคำปัน...ฉันเกลียดพ่อ...ฮือๆๆ ฉันเกลียดพ่อ...”

“ขุนเดช!!” คำปันอุทานเรียกอย่างตกใจกับความรู้สึกของขุนเดชตัวน้อย...

ooooooo

ตกกลางคืน หลังจากเดื่องสวดมนต์เสร็จ คำปันเข้ามานั่งคุย บอกว่าอยากให้ไปคุยกับขุนเดชหน่อยตนเป็นห่วง เดื่องเงียบ คำปันหว่านล้อมว่า

“พี่เดื่อง ขุนเดชยังเด็ก เรื่องวิวาทมันก็เป็นธรรมดาของเด็กผู้ชาย” เดื่องบอกว่าขุนเดชไม่เหมือนเด็กคนอื่น คำปันถามอย่างแปลกใจว่าหมายความว่ายังไง เดื่องนิ่งไปนาน มองพระพุทธรูป เอ่ยอย่างเยือกเย็น “ขุนเดช เป็นสายเลือดของพี่ เมื่อเขาโตขึ้น พี่เชื่อว่าขุนเดชจะต้องสืบทอดหน้าที่ทหารของพระร่วงจากพี่ เพราะฉะนั้น เขาต้องพิเศษกว่าคนอื่น”

“พี่เดื่อง!!” คำปันอุทานตกใจ เดื่องนิ่งไปด้วยสีหน้ามุ่งมั่น

ที่หลังข้างฝา ขุนเดชแอบฟังอยู่ ได้ยินที่พ่อพูดถึงตนทุกคำ ขุนเดชครุ่นคิด แววตาจับจ้องอยู่ที่ดาบดำบนผนัง พึมพำ

“ฉันจะพิสูจน์ให้พ่อเห็นว่า ฉันพิเศษกว่าคนอื่นยังไง”

คิดถึงอดีตเวลานั้นแล้ว ขุนเดชคุกเข่าลงหน้าพระศิลาที่ไร้เศียร เอาดาบดำหักของพ่อขึ้นมาดู เอ่ยด้วยแววตาสำนึกผิด

“พ่อ...ฉันขอโทษ”

ooooooo

ที่แคมป์โบราณคดี ดารารีบเร่งออกไปอย่างมีเรื่องด่วนมาก อาจารย์ดำรงพยายามให้รออาจารย์ประทีปก่อน แต่ดาราไม่รอ บัวทองเป็นห่วงเลยกระโดดขึ้นรถไปด้วย ไล่ก็ไม่ลง ดาราเลยต้องพาไปด้วย

พอดาราออกไป ขุนเดชก็เข้ามาพอดี อาจารย์ดำรงรีบบอกขุนเดชว่าเกิดเรื่องใหญ่แล้ว!

ดาราขับรถไปจอดในพื้นที่ที่เวนคืนเพื่อทำถนน มีพวกคนงานกำลังขับไล่ชาวบ้านให้รีบออกไป ด่าว่าเงินก็เอาไปแล้วจะชักช้าทำไม

ดาราเข้าไปคัดค้านการเวนคืนที่ดินเพื่อตัดถนน เพราะบริเวณนั้นเป็นแหล่งโบราณคดีห้ามทำเสียหายเด็ดขาด

พวกคนงานรำคาญเลยผลักดาราจนล้ม บัวทองของขึ้นพุ่งเข้าทุบตีคนงานด่าว่าไม่รู้จักหวงแหนสมบัติของชาติ ทันใดนั้น แจ็คตะโกน “STOP!!” พวกคนงานพากันหยุด แจ็คทำเป็นสุภาพบุรุษเข้าพยุงดาราให้ลุกขึ้น พวกคนงานพากันเรียกแจ็คว่า นายช่าง

ดาราสะบัดแขนถูกแจ็คบีบแน่นจนเจ็บ ประดับโผล่มาปรามแจ็คเบามือกับผู้หญิงของตนหน่อย

“ไอ้ประดับ นี่แกอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้เหรอ คอยดูนะ...ฉันไม่หยุดแค่นี้แน่”

ดาราเห็นว่าตนกับบัวทองตกอยู่ในวงล้อมของพวกมัน จึงพาบัวทองกลับไปขึ้นรถขับออกไปทันที ลูกน้องคนหนึ่งถามประดับว่า จะปล่อยไปแบบนี้เฉยๆหรือ ประดับไม่ตอบแต่ยิ้มร้าย แล้วหันไปพยักหน้ากับแจ็คอย่างรู้กัน

ooooooo

ขุนเดช ตอนที่ 7

อ่านเรื่องย่อ
นิยายไทยรัฐ
advertisement

Thairath TV

คิดต่าง อย่างเข้าใจ
advertisement