Warning: Phalcon\DI\Injectable::__get(): Access to undefined property WebContext::title in /var/www/webhost/trv2/tr-online/app/library/WebContext.php on line 108

Warning: Phalcon\DI\Injectable::__get(): Access to undefined property WebContext::type in /var/www/webhost/trv2/tr-online/app/library/WebContext.php on line 111
ขุนเดช ตอนที่ 21 นิยายไทยรัฐ - ข่าวไทยรัฐออนไลน์
advertisement

ขุนเดช ตอนที่ 21

บทประพันธ์ สุจิตต์ วงษ์เทศ จากบทละครโทรทัศน์ทางช่อง 7 โดย แพรพริมา
6 ก.ค. 2555 14:54

ยงยุทธตามดาราไปจนถึงป่าตามแผนที่ที่ขุนเดชบอก รู้สึกผิดสังเกตกับภูมิประเทศ เหลียวมองรอบๆ จึงพบร่างดารานอนหมดสติที่พื้น เขาตกใจรีบเข้าไปเรียก แต่ดารายังไม่รู้สึกตัว ยงยุทธกวาดตามองอย่างสำรวจเห็นลูกดอกวางอยู่ เขาหยิบลูกดอกขึ้นดูอย่างสงสัย

ยงยุทธอุ้มดารามาที่ริมน้ำตกเพื่อให้เธอนอนพักสบายๆ เขาเอาผ้าชุบน้ำมาเช็ดหน้าให้อย่างทะนุถนอม ครู่หนึ่งดารารู้สึกตัว เธอคว้าปืนขึ้นอย่างระวังภัย ยงยุทธต้องรีบร้องบอกว่าตนเอง เธอจึงชะงัก ทิ้งตัวลงเพราะยังมึนอยู่

“คุณควรจะนอนพักก่อน ลูกดอกมีพิษยานอนหลับติดอยู่ ถึงทำให้คุณไม่ได้สติ” ดาราบอกว่าตนไม่มีเวลา ยงยุทธถามว่า “เรื่องตามหาโลหะศักดิ์สิทธิ์ชิ้นสุดท้ายใช่ไหม ไม่ต้องห่วงหรอกดารา ผมสำรวจดูรอบๆบริเวณนี้แล้ว ไม่มีใครเข้ามาเลย มีแต่คุณกับผมเท่านั้น พักให้ยาหมดฤทธิ์ก่อน คืนนี้เราคงต้องค้างกันที่นี่”

ดาราพยักหน้าเพราะเธอเองก็อ่อนเพลียมาก เขาประคองเธอนอนลง ต่างมองกันด้วยความห่วงใย...

ฝ่ายขุนเดช หลบจากแจ็คก็กลับมาที่กระท่อม เขามองดาบดำในมืออย่างหนักใจที่ต้องมาเผชิญหน้ากับคู่ปรับเก่าที่ทำให้เขาโดนหมัดสั่งตายและถูกจับฝังทั้งเป็นมาแล้ว ขุนเดชกังวลว่าศึกครั้งนี้ต้องหนักหนาสาหัสกว่าเดิมแน่...

ooooooo

ประดับรอดพ้นจากมือปืนที่คุณหญิงจ้างไปเก็บก็เดินทางเข้ากรุงเทพฯ มาถึงคฤหาสน์ของปราชญ์ได้ยินคุณหญิงกับปารมีกำลังคุยกันถึงมือปืนรับจ้างทั้งสอง คุณหญิงพูดอย่างมั่นใจว่า

“ไอ้พวกที่แม่จ้างไปฝีมือไม่ใช่กระจอก ไอ้ประดับมันต้องเสร็จเราแน่”

“ใครเสร็จใครครับคุณหญิง” ประดับถามขึ้น คุณหญิงกับปารมีสะดุ้งหน้าเผือด ยิ่งเห็นประดับกลับมาอย่างปกติไม่มีร่องรอยของการต่อสู้ก็ยิ่งตกใจ ประดับจ้องหน้าถามอย่างจับผิดว่า “ทำไมเห็นผมแล้วต้องตกใจด้วย”

ด้วยความจัดเจนและโชกโชนในชีวิต ประดับจับได้ว่าคุณหญิงเป็นคนจ้างมือปืนไปเล่นงานตน คุณหญิงยิ่งปฏิเสธก็ยิ่งส่อพิรุธ ถูกประดับจับเหวี่ยงไปให้แจ็ครับไว้ ปารมีตกใจถลาจะไปช่วยแม่ ถูกประดับล็อกตัวไว้ขู่ว่า

“เรื่องมือปืนผมหาทางสืบเองไม่ยากหรอก แต่เรื่องที่คุณหญิงคิดจะไปทำลายสมบัติของผม ลูกน้องผมเพิ่งรายงานให้ฟัง” คุณหญิงหน้าถอดสีลนลานขอโทษ  อ้อนวอนให้ยกโทษให้ เขาอยากให้ตนทำอะไรจะทำให้ทุกอย่าง

“แม่ฉันขอโทษแล้ว ปล่อยแม่ฉันสิ พวกฉันก็แค่ผู้หญิงไม่มีพิษสงอะไรกับแกหรอก” ปารมีช่วยพูด

“ใช่...พวกแกเป็นแค่ผู้หญิงไม่มีพิษสงอะไร เลี้ยงเอาไว้เฉยๆก็คงไม่มีประโยชน์ ฉะนั้นฉันคงต้องทำให้พวกแกมีประโยชน์สำหรับพวกฉันสักหน่อย ไอ้แจ็ค...วันนี้แกช่วยชีวิตฉันเอาไว้ ฉันให้รางวัลแก” ประดับมองคุณหญิงที่ถูกแจ็คจับตัวไว้ บอกมันว่า “ตักตวงความสุขให้เต็มที่ เพราะแกต้องช่วยงานฉันอีกเยอะ”

ทั้งคุณหญิงและปารมีตกใจร้องโวยวาย ประดับไม่สนใจพยักหน้าให้แจ็ค คุณหญิงเลยถูกแจ็คลากปลิวติดมือไป จากนั้น ประดับหันมาหาปารมีที่ทั้งด่าทั้งทำท่าจะทุบตี มันขู่ว่า ถ้ามันเจ็บแม้แต่นิดเดียว จะส่งเธอไปให้ลูกน้องลงแขกแน่ ทำให้ปารมีไม่กล้า

“ดีมากที่ยังรู้จักรักตัวเอง จะได้ท่องจำให้ขึ้นใจว่าอย่าทำตัวมีปัญหา แล้วก็อย่าปากเก่งด่าผมต่อหน้าลูกน้องอีก เข้าใจไหม!” ปารมีพยักหน้าอย่างหวาดกลัว มันสั่ง “คืนนี้ผมต้องทำพิธี คุณกับคุณหญิงควรจะอยู่แต่ในห้อง อย่าออกมาเพ่นพ่าน”

พอประดับออกไป ปารมีก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น อยากตายให้พ้นจากความทรมานแสนสาหัสนี้เสียที

ooooooo

ตกกลางคืน ยงยุทธก่อกองไฟให้ความสว่างและไล่แมลง ขณะนั่งผิงไฟกันอยู่นั้น ดาราขอดูลูกดอกที่ยิงตน เมื่อยงยุทธส่งให้ เธอรับไปดูอย่างพินิจพิจารณา

“น่าแปลกนะดารา...ไอ้คนที่มันลอบเล่นงานคุณมันต้องการอะไรกันแน่ เพราะถ้ามันคิดร้ายกับคุณจริงๆ

มันคงไม่ใช้แค่ยาสลบแล้วทิ้งคุณไว้แบบนี้หรอก” ยงยุทธตั้งข้อสังเกต

ดาราฉุกคิดถึงคำพูดของขุนเดชที่บอกว่าไม่อยากให้เธอเป็นห่วงตน จะได้ทำสิ่งที่หัวใจเธอเรียกร้องเสียที ซ้ำยังตำหนิยงยุทธว่าเก่งสารพัดแต่เรื่องรักไม่ได้ความ บ่นเธอว่าปากแข็งศักดิ์ศรีเยอะ ถ้าจะให้ลงเอยคงต้องอาศัยเหล้าช่วย

เวลานั้นเธอได้แต่เขิน แต่เวลานี้เอะใจว่า ชะรอยจะเป็น ฝีมือของขุนเดชที่ต้องการให้ตนกับยงยุทธลงเอยกัน  แต่ไม่ กล้าบอกยงยุทธ เพียงแต่ถามเขาว่า ตามตนมาที่นี่ถูกได้ยังไง

“ก็ไอ้ขุนเดชน่ะสิ มันไปเล่าให้ผมฟังแล้วก็บอกทางให้ผมมา”

ฟังจากยงยุทธแล้ว ดารามั่นใจว่าต้องเป็นฝีมือขุนเดช ได้แต่คิดในใจว่ากลับไปครั้งนี้ขุนเดชต้องโดนดีแน่

ระหว่างนั้น ยงยุทธถอดเสื้อเผยให้เห็นแผ่นอกกว้างกล้ามเป็นมัด เธอถึงกับสะเทิ้นหันหน้าหนีถามเขาว่าจะทำอะไร พอเขาบอกว่าจะไปอาบน้ำ เธอบ่นอุบอิบว่าแล้วไม่บอกกันก่อน
เมื่อยงยุทธลงไปอาบน้ำแล้ว ดารายังครุ่นคิดถึงอุบายของขุนเดช พึมพำเขินๆ “ตาบ้า...จุ้นจริงๆ”

“ฮัดเช้ย...” ขุนเดชที่กำลังลับดาบเตรียมรับมือกับแจ็คจามขึ้นมาทันทีที่ดาราบ่นถึง ฉุกคิดถึงดาราทันที พึมพำอย่างพอใจ “สงสัยจะมีคนแอบด่าลับหลัง...พยายาม เข้านะยงยุทธ...ดารา ชีวิตของฉันสละได้เพื่อให้เพื่อนรักมีความสุข”

ขณะนั้นเอง บัวทองเดินเข้ามาบอกว่าตนมาอยู่กับแม่ที่วัด แต่มีเรื่องข้องใจเลยจะมาถาม

ขุนเดชกระเซ้าว่าตนขอถามก่อนว่า ตอนเล็กๆ บัวทองทำให้น้าคำปันปวดหัวเพราะนิสัยช่างถามแบบนี้รึเปล่า บัวทองมองเคืองๆ แต่ก็ถามว่า ดารากับยงยุทธกลับมากันหรือยัง

“อยากรู้ก็ต้องไปดูที่บ้านยงยุทธสิ มาถามพี่ทำไมให้เสียเวลา” แล้วหยอกว่า “พี่รู้ว่าบัวทองไม่ได้อยากรู้เรื่องสองคนนั้นหรอก อยากรู้ว่าพี่เป็นยังไงมากกว่า”

ถูกแซวแทงใจดำทำให้บัวทองยิ่งเขิน หันหลังให้ทำปากกล้าประชดว่ารู้ดีไปเสียทุกเรื่อง พอหันมาก็ เจอขุนเดชมายืนติดข้างหลังจนหน้าเกือบชนกัน ต่างมองตากันนิ่ง ก่อนที่ขุนเดชจะพูดเป็นการเป็นงานว่า

“ไม่ต้องห่วงความรู้สึกของพี่หรอกบัวทอง ถ้าพี่บอกว่าพี่ทำได้แล้ว พี่ก็หมายความตามนั้น”

“งั้นต่อไปนี้พี่ก็ต้องอยู่คนเดียวนะ เพราะอาจารย์รักหมวด ส่วนฉัน...ฉัน...”

“บัวทองรักวีรบุรุษบาป” ขุนเดชพูดต่อให้ ทำเอาบัวทองชะงักนิ่งไปพูดไม่ออก ขุนเดชปัดปอยผมที่ หน้าผากให้อย่างนุ่มนวล บอกเธอว่า “ชีวิตพี่เลือกที่จะทำเพื่อคนอื่น เพราะฉะนั้น แค่มีคนคิดถึงพี่เวลาที่พี่ไม่อยู่ แค่นั้นพี่ก็สุขใจแล้ว”

บัวทองฟังแล้วสงสารจนน้ำตาคลอ ขุนเดชเช็ดน้ำตาให้ พูดอย่างอ่อนโยน ห่วงใยว่า

“คืนนี้พี่เดินไปส่งบัวทองที่บ้านแล้วกันนะ”

ooooooo

แม้ว่ายงยุทธจะรักและดูแลดาราอย่างใกล้ชิด แต่เขาก็ยับยั้งชั่งใจไม่ล่วงเกินเธอ เพราะเชื่อว่าเธอรักขุนเดช จนดาราบอกเขาว่า ตนรักขุนเดชจริง แต่เป็นความรักในฐานะเพื่อนที่ดีที่สุด เมื่อยงยุทธชะงักหันมอง เธอยืนยันว่า

“ตอนนี้ ระหว่างฉันกับขุนเดช เรามีแต่คำว่ามิตรภาพ ที่ดีต่อกันเท่านั้น ถ้ามากกว่านั้น มันเป็นไปไม่ได้”

ยงยุทธแทบไม่เชื่อหูตัวเอง ถามว่าเกิดอะไรขึ้นหรือ ดาราขอร้องว่าอย่าถามตนเลย พลางลุกจะไปนอน ยงยุทธห้ามใจตัวเองไม่ได้ เดินไปกอดเธอจากข้างหลัง ดาราชะงัก เรียกเขาเบาๆ “ยงยุทธ...”

“ผมขอโทษ แต่ผมไม่รู้จะทำยังไงแทนคำพูดที่ผมอยากจะบอกคุณ...ขอแค่หนึ่งนาทีที่ผมจะกอดคุณไว้แบบนี้แทนความในใจที่มี...ได้ไหม...ดารา...”

ดารานิ่งไปครู่หนึ่ง เธอหันกลับมาซบอกเขาน้ำตาคลอ ยงยุทธกอดเธอไว้เต็มแขน...เป็นกอดที่มีความสุขด้วยความรักที่มีต่อกัน...

ooooooo

แจ็คจับแขนคุณหญิงลากติดมือผลักเข้าไปในห้อง มันแสยะยิ้มก่อนที่จะถอยไป ปารมีโผเข้าหาคุณหญิง สองแม่ลูกกอดกันร้องไห้อย่างคับแค้นใจ

“เราจะต้องโดนมันข่มเหงรังแกแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่คะคุณแม่”

“แม่...แม่ไม่รู้...เวรกรรมอะไรของฉัน...ฉันไม่อยากโดนรังแกแบบนี้อีกแล้ว...” คุณหญิงร้องไห้หนัก

“ปาก็เหมือนกันค่ะคุณแม่...ปาอยากตาย...ฮือๆๆ”

เวลาเดียวกันนั้น อาจารย์ก้องเกียรติกำลังทำพิธีกรรมรวบรวมโลหะศักดิ์สิทธิ์เรียกพลังอำนาจจากธรรมจักรสัมฤทธิ์ออกมาให้เข้าสู่ร่างของประดับ

“ฮ่าๆๆ ผมรู้สึกดีจริงๆอาจารย์ก้องเกียรติ นี่ขนาดยังขาดโลหะศักดิ์สิทธิ์อีกหนึ่งชิ้น แต่ผมก็รับรู้ได้ถึงอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่ผมจะได้ครอบครองในอีกไม่นาน...ฮ่าๆๆ” ประดับระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างผยองเต็มที่

อาจารย์ก้องเกียรติมองความฮึกเหิมของประดับอย่างหนักใจ ประดับถามอย่างไม่พอใจว่า ทำไมมองตนด้วยสายตาแบบนั้น อาจารย์ก้องเกียรติปรับสีหน้าเป็นปกติบอกว่าไม่มีอะไร ประดับยิ่งไม่พอใจกระชากคอเสื้ออาจารย์ไปตะคอก

“หรือว่าอาจารย์ยังคาใจเรื่องที่ผมทำไว้กับท่าน”

“ผมรู้สึกผิด...ผิดที่ช่วยให้คนอย่างคุณได้เป็นสัตโลหะบุรุษ” อาจารย์โพล่งออกไป ผลคือถูกประดับชกจนเลือดซึมออกมาที่มุมปาก พูดใส่หน้าอาจารย์ว่า

“อย่างไอ้แก่นั่นมันไม่ได้เหมาะที่จะมีอำนาจบารมีอีกแล้ว ฉันต่างหากที่เหมาะ”

“แต่คุณมันโหดเหี้ยมเกินไป ยิ่งถ้าผมช่วยให้คุณยิ่งใหญ่จนไม่มีใครทำอะไรคุณได้ ผมจะยิ่งรู้สึกผิด”

ไม่เพียงไม่สำนึก ประดับยิ่งบ้าคลั่ง ชักปืนออกมาจ่ออาจารย์ พูดอย่างเหิมเกริมว่า

“อาจารย์ก็รู้เรื่องประวัติศาสตร์ดี...ตอบผมมาหน่อยสิ นโปเลียน เจงกิสข่าน ฮิตเลอร์ จอมคนที่ยิ่งใหญ่พวกนั้น มีใครที่อ่อนแอ ไม่เด็ดขาดบ้าง”

“มันก็ใช่...แต่คนพวกนั้นขึ้นมายิ่งใหญ่ได้ต้องมีคนตายเป็นแสนเป็นล้าน”

“ยังไงคนมันก็ต้องตายทุกวันอยู่แล้ว และถึงแม้ทุกคนจะถูกตราหน้าว่าเป็นคนโหดเหี้ยม แต่ชื่อของพวกเขาก็ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์...ใช่ไหมอาจารย์... หึๆ ผมไม่สนหรอกว่าผมจะถูกตราหน้าว่ายังไง แต่ถ้าชื่อผมจะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่า ผมคือจอมคนที่เหนือกว่าพวกนั้น ผมจะแลกทุกอย่าง...ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตคนอีกเป็นร้อยเป็นพันเพื่อให้ได้โลหะศักดิ์สิทธิ์ชิ้นสุดท้าย ผมก็จะทำ!”

“งั้นผมก็คงห้ามคุณไม่ได้แล้ว”

“ถูกต้อง...อาจารย์ต้องสนับสนุนผม เราจะได้ยิ่งใหญ่ไปด้วยกัน...ทีนี้ก็บอกผมมาได้แล้ว โลหะศักดิ์สิทธิ์ชิ้นสุดท้ายคืออะไร”

อาจารย์ก้องเกียรติมองหน้าประดับนิ่ง ก่อนจะบอกว่าโลหะศักดิ์สิทธิ์ชิ้นสุดท้ายคือดาบดำอาวุธของทหารพระร่วง อาจารย์ก้องเกียรติระบุว่า

“มันคืออาวุธที่ทรงอานุภาพ มีพลังเหนือศัสตราวุธทั้งปวง ยิ่งถ้าเป็นดาบดำของวีรบุรุษบาปยิ่งต้องได้มาทำพิธี”

“ทำไมต้องเป็นดาบดำของมันด้วย”

“ดาบดำของมันผ่านการลงทัณฑ์ส่งวิญญาณคนเก่งๆ มีฝีมือให้ลงนรกมาแล้วมากมาย วิญญาณของพวกนั้นอาจจะอยู่ในนรก แต่พลังของความอาฆาตแค้นไม่ได้ตามลงนรกไปด้วย มันยังสถิตอยู่ในดาบดำเล่มนั้น”

“มิน่าล่ะ ทุกครั้งที่มันฆ่าคนที่เราส่งไปจัดการ มันถึงได้ดูเก่งกาจขึ้นไปด้วย เวลาที่กำนันบุญใช้อาคมเล่นงาน มันก็รอดไปได้เพราะดาบดำของมัน”

“ถ้าคุณอยากเป็นสัตโลหะบุรุษ คุณต้องเอาดาบดำของวีรบุรุษบาปมาให้ได้ เพราะมันคืออาวุธชิ้นเดียวที่สร้างและทำลายสัตโลหะบุรุษได้” อาจารย์ก้องเกียรติย้ำ ประดับหรี่ตาร้ายกาจพึมพำ...

“ดาบดำของไอ้วีรบุรุษบาป...หึ!! ฉันไม่ปล่อยให้แกใช้ดาบดำมาทำลายฉันได้หรอก”

ooooooo

ขุนเดชไปส่งบัวทองที่บ้าน นึกเป็นห่วงว่าบัวทองอยู่คนเดียว บัวทองบอกว่าจ่าแท่นมาอยู่เป็นเพื่อนเดี๋ยวก็คงกลับมาแล้ว แต่พอขุนเดชหันหลังจะกลับ บัวทอง เรียกไว้ ถามว่าขอดูดาบดำที่นายเดื่องพ่อเขาให้ไว้ได้ไหม

ขุนเดชถามว่าทำไมถึงอยากดูขึ้นมา แต่ก็ยอมส่งให้ บัวทองชักดาบออกจากฝัก ปรากฏว่าเป็นดาบหัก ขุนเดชถามว่า ทำไมจู่ๆจึงมาสนใจดาบของตน

“พระร่วงนั่งที่พี่ให้ฉันติดตัวไว้ป้องกันภัย ถูกหล่อขึ้นมาจากเหล็กเดียวกับดาบเล่มนี้ใช่ไหมจ๊ะ”

“ใช่...ตอนที่พ่อพี่ตีดาบเล่มนี้ขึ้นมา พ่อเอาเหล็กที่ใช้ตีดาบมาหล่อเป็นพระร่วงนั่งไว้คุ้มครองป้องกันภัย”

“งั้นที่พี่เคยบอกฉันว่าพ่อพี่จะคอยปกป้องภัยให้ฉัน ดาบหักของพ่อพี่ก็คงจะปกป้องพี่ด้วยใช่ไหม”

“ที่แท้บัวทองก็เป็นห่วงพี่” ขุนเดชพึมพำ บัวทองชี้แจงว่าตนอยากคืนพระร่วงนั่งให้แต่เขาไม่ยอมรับคืน “ขอบใจนะบัวทอง...พี่ดูแลตัวเองได้ พี่ไปนะ”

ขุนเดชหันหลังเดินไป พลันก็ชะงักเมื่อบัวทองเดินตามมากอดจากข้างหลัง พูดอย่างสะเทือนใจว่า

“พี่ขุนเดช...ฉันอยากให้พี่ขุนเดชกับวีรบุรุษบาปเป็นคนเดียวกัน...”

“ทำไมพูดแบบนั้นล่ะบัวทอง”

“ก็ฉันไม่อยากให้พี่ต้องอยู่คนเดียว”

“เด็กโง่เอ๊ย...พี่ไม่อยู่คนเดียวหรอก ถึงบัวทองจะรักพี่น้อยกว่าคนอื่น แต่ไม่ว่าพี่จะไปอยู่ที่ไหน พี่ก็จะเฝ้าดูบัวทอง สัญญาว่าจะไม่มีวันไหนเลยที่พี่จะไม่คิดถึงบัวทอง”

ขุนเดชเช็ดน้ำตาให้บัวทองอย่างอ่อนโยน พอดีจ่าแท่นกลับมา เขาจึงเดินจากไป บัวทองมองตามอย่างเสียใจ...

ooooooo

ที่บริเวณน้ำตกในป่า...เช้านี้ ดาราตื่นขึ้นมา จัดแจงทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เธอเดินมามองยงยุทธที่ยังหลับอยู่อย่างปลื้มปีติตื้นตันใจกับความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อกัน เธอลูบผมเขาอย่างทะนุถนอม พูดเบาๆ แต่เปี่ยมด้วยความรัก

“ขอบคุณมากนะยงยุทธ ที่ทำให้ฉันรู้สึกว่า ฉันเป็นสิ่งเดียวในโลกที่สำคัญที่สุดสำหรับคุณ”

เธอก้มหอมหน้าผากเขาเบาๆ ก่อนหยิบเป้เดินจากไป...

ดาราไปถึงโบราณสถานตามที่ขุนเดชบอก เธอมองไปรอบๆอย่างสำรวจ พยายามมองหาหัวสิงห์ตะกั่วโลหะศักดิ์สิทธิ์ตามที่ขุนเดชบอก แต่หาเท่าไรก็ไม่เจอ

ยงยุทธตามมา ถามอย่างเป็นห่วงว่า “ทำไมถึงมาที่นี่คนเดียว คุณควรจะให้ผมมาด้วยนะ”

“ฉันไม่อยากกวนเธอ อีกอย่าง...กลัวว่าคนของพวกกำนันจะมาแย่งเอาไปก่อน”

“แต่ระหว่างที่ผมมา ผมไม่เจอรอยเท้าใครเลย แสดงว่ายังไม่มีใครมาที่นี่”

“ถ้ายังไม่มีใครมาที่นี่...แล้วโลหะศักดิ์สิทธิ์ชิ้นสุดท้ายที่ขุนเดชบอกอยู่ที่ไหนล่ะ” ยงยุทธถามว่าเธอหาไม่เจอใช่ไหม “ใช่...ฉันหาจนทั่วแล้ว ไม่มีร่องรอยเลย”

ยงยุทธนิ่งไปอย่างครุ่นคิด จนครู่หนึ่ง สีหน้าเขาผ่อนคลายลง พูดอย่างอ่านเกมได้ทะลุว่า

“ผมว่าโลหะศักดิ์สิทธิ์ชิ้นสุดท้ายมันไม่มีอยู่ที่นี่มาตั้งแต่แรกแล้วล่ะ”

“หมายความว่ายังไง”

“เราโดนไอ้ขุนเดชมันหลอกน่ะสิ” ยงยุทธพูดยิ้มๆ ดาราเพิ่งเข้าใจ เธอหลบตาเขาเขินๆ

ในที่สุด...เจตนาของขุนเดชก็สัมฤทธิผล โดยไม่ต้องพึ่งพาเหล้าอย่างที่เขาเคยพูดหยอกดาราเลยแม้แต่หยดเดียว...

ส่วนขุนเดชจอมวางแผน คืนนี้นอนฝันร้ายว่าสู้กับแจ๊คและถูกแจ๊คใช้หมัดสั่งตายเล่นงานปางตาย เขาสะดุ้งตื่นเหงื่อผุดเต็มหน้า ยังหายใจหอบถี่อย่างตื่นเต้น พอตื่นขึ้นมา เขาหยิบดาบดำของวีรบุรุษบาปชักดาบออกจากฝัก มองด้วยแววตาขึงขัง ดุดัน...

ooooooo

คำปันไปนั่งสวดมนต์ภาวนาในโบสถ์ แต่จิตไม่สงบ สวดมนต์จบก็ถอนใจเฮือกใหญ่ หลวงลุงเอ่ยขึ้นว่า

“ถ้าจิตโยมไม่สงบ ไม่ว่าจะปฏิบัติธรรมยังไงก็ไม่มีทางค้นพบทางออกที่ถูกต้องหรอกโยม...อาตมาเห็นโยมเข้าวัดปฏิบัติธรรมหลายวันแล้ว มีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจอะไรอยู่หรือ”

คำปันอึกอัก หลวงลุงบอกว่าถ้าพูดไม่ได้ก็ไม่เป็นไร พูดให้คิดว่า

“แต่อย่าลืมว่าความจริงคือสัจจะ ไม่ว่าจะหลีกจะเลี่ยงยังไง ทุกชีวิตก็ต้องเวียนว่ายอยู่ในทางของสัจจะ”

“ดิฉันเข้าวัดตั้งใจปฏิบัติธรรมเพื่อเผื่อแผ่กุศลให้กับขุนเดชเจ้าค่ะหลวงลุง” หลวงลุงถามว่าทำไมต้องแผ่กุศลให้ขุนเดชด้วย คำปันตัดสินใจบอกความจริงว่า “ขุนเดชคือวีรบุรุษบาปเจ้าค่ะหลวงลุง”

แล้วคำปันก็เล่าให้หลวงลุงฟังน้ำตาซึมว่า...

“ดิฉันรู้เรื่องนี้มาได้สักพักหนึ่งแล้ว และพยายามขอร้องให้ขุนเดชหยุด แต่ดิฉันก็ทำให้เขาหยุดไม่ได้ ทางเดียวที่พอจะช่วยได้ก็หวังพึ่งบุญกุศลเผื่อแผ่ให้เวรกรรมของเขาผ่อนหนักให้เป็นเบาเจ้าค่ะ”

“ในที่สุด...สิ่งที่หลวงพ่อสุขเป็นห่วงก็หนีไม่พ้นความจริง...ขุนเดช...เอ็งไม่น่าเลย” หลวงลุงทั้งหนักใจและเวทนา...

“หลวงลุงคะ...พวกเราทุกคนรักขุนเดช แต่ไม่มีใครห้ามขุนเดชได้ แต่ถ้าเป็นหลวงลุง บางทีเขาอาจจะฟัง...ช่วยขุนเดชด้วยเถอะค่ะหลวงลุง...” คำปันก้มกราบแทบเท้าหลวงลุง

ทั้งหลวงลุงและคำปัน หันมองไปที่พระพุทธรูปในโบสถ์อย่างหวังเป็นที่พึ่ง...

ooooooo

ขุนเดชกลับมาที่กระท่อมด้วยความกังวลกับการกลับมาของแจ๊ค...

แล้วจู่ๆเขาก็คว้าดาบดำออกไปฟาดฟันอากาศอย่างบ้าคลั่งด้วยความหวาดระแวงคู่ปรับที่ตัวเองมองไม่เห็นว่าจะโค่นมันได้อย่างไร...แต่บอกกับตัวเองว่าจะไม่ยอมตายเพราะหมัดสั่งตายของมันเด็ดขาด

ระหว่างฟาดฟันกันนั้น ดาบของแจ๊คกระเด็นไปปักที่พื้น มันก็ยังถาโถมเข้าสู้ด้วยมือเปล่า

“ดาบดำของฉันจะลงทัณฑ์คนบาปอย่างแกด้วยความตาย” แล้วขุนเดชก็ร่ายรำเพลงดาบเดือนดับเข้าฟันแจ๊ค แต่ถูกแจ๊คใช้มือเปล่ารับอย่างง่ายดาย ซ้ำยังเย้ยว่า “ไม้ตายของแก ใช้กับข้าไม่ได้หรอก” มันถีบขุนเดชกระเด็น เหวี่ยงดาบดำทิ้ง

ขุนเดชเจ็บจนจุกแต่พอลุกขึ้นได้ก็ใช้มือเปล่าปะทะเชิงมวยกับมัน...ประกาศว่า

“ฉันจะไม่ยอมตายเพราะหมัดสั่งตายของแก”

“แกจะต้องถูกฝังทั้งเป็นเพราะหมัดสั่งตายของข้า...หมัด...สั่ง...ตาย!” แจ๊คตะโกนก้องแม้ขุนเดชจะตั้งท่าพร้อมสู้ แต่ถูกหมัดสั่งตายของแจ๊คกระแทกเข้าที่ขมับจนยืนมึน แจ๊คหัวเราะเยาะ แล้วหันหลังเดินหายไป ส่วนขุนเดชทรุดลงอย่างหมดแรง...

ทั้งหมดนั้นคือภาพหลอนจากความวิตกกังวลของขุนเดชเอง

เป็นเวลาที่หลวงลุงมาหาขุนเดชพอดี เห็นสภาพของขุนเดชที่หมดสติแน่นิ่งก็มองอย่างเวทนา

ขุนเดชรู้สึกตัวอีกที พบว่าตัวเองนอนอยู่บนแคร่ที่หน้าบ้าน มีคำปันคอยดูแลอย่างเป็นห่วง ไกลออกไปเห็นหลวงลุงยืนอยู่ที่โขดหิน ขุนเดชลุกไปกราบขอบคุณหลวงลุงที่ช่วยชีวิตตน

“เฮ้อ...ข้าไม่ได้ช่วยอะไรเอ็งเลยนะขุนเดช...เอ็งไม่ได้ถูกใครทำร้าย ทั้งหมดที่เอ็งเห็นและกำลังต่อสู้ มันคือความหวาดกลัว ความแค้น ที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกของเอ็งกับวีรบุรุษบาปต่างหาก”

ขุนเดชชะงักกับคำพูดของหลวงลุง คำปันจึงขอโทษขุนเดช บอกว่าตนจำเป็นต้องเล่าให้หลวงลุงฟังเพราะอยากช่วยให้เขาพ้นจากเวรกรรม หลวงลุงถามว่าขุนเดชโกหกท่านตั้งแต่วันที่กลับมาอยู่ที่ศรีสัชนาลัยแล้วใช่ไหม

“ผมกราบขอขมาหลวงลุงที่ต้องโกหกมาตลอด แต่ชีวิตผมถูกลิขิตให้เป็นทหารพระร่วง ผมถึงเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องเป็นเพชฌฆาตตามเข่นฆ่าพวกคนบาป”

“แล้วถ้าข้าจะขอบิณฑบาตให้เอ็งเลิก...เอ็งจะยอมฟังข้าไหม”

ขุนเดชนิ่งไป คำปันเข้าไปจับแขนเขามองด้วยสายตาวิงวอน...

ooooooo

ที่บ้านคำปัน บัวทองฟังดารากับยงยุทธเล่าเรื่องที่ถูกขุนเดชหลอกให้ไปตามหาโลหะศักดิ์สิทธิ์ด้วยกันในป่าแล้วหัวเราะชอบใจ ดาราเขินบอกว่าจะตามไปเอาเรื่องขุนเดช ยงยุทธบอกว่าตนคงไม่เอาเรื่องขุนเดชหรอก ดารามองขวับถามว่าทำไม ยงยุทธเอาแต่ยิ้ม บัวทองเลยตอบแทนว่า

“ก็ถ้าพี่ขุนเดชไม่เปิดทางให้ หมวดกับอาจารย์จะมีโอกาสปรับความเข้าใจกันเหรอคะ”

ระหว่างนั้นเอง จ่าแท่นเข้ามาถามว่าสองคนกลับมาแล้วหรือ ตกลงเป็นอย่างไรบ้าง ยงยุทธทำหน้ายิ้มๆบอกว่าเรื่องมันยาว จ่าเลยรายงานว่า

“มีข่าวมาว่า ไอ้แจ๊คมันกลับมาที่ศรีสัชนาลัยอีกแล้วครับหมวด” ยงยุทธฟังแล้วตกใจ

ooooooo

ขุนเดชยังนิ่งอยู่แต่สีหน้าเคร่งเครียด จนคำปันรบเร้าให้ตอบหลวงลุง เพราะพวกเราทุกคนไม่อยากเห็นเขาทำบาปกรรมต่อไปอีกแล้ว

“ผมอยากหยุดฆ่าคนครับหลวงลุง” ขุนเดชเอ่ยขึ้น คำปันสีหน้าดีใจมาก พลันก็ชะงักเมื่อขุนเดชพูดต่อ “แต่ถึงวันนี้ผมจะบอกหลวงลุงว่า ผมยอมหยุด แต่บาปกรรมที่ผมทำไว้มันก็ไม่ได้หายไปไหน ยังไงผมก็ต้องตามไปชดใช้ในนรก เพราะฉะนั้น ผมคงทำตามที่หลวงลุงขอบิณฑบาตไม่ได้”

คำปันตัดพ้ออย่างผิดหวังที่อุตส่าห์ให้หลวงลุงมาบิณฑบาตแล้วยังหยุดเขาไม่ได้ หลวงลุงบอกคำปันให้พอได้แล้วเพราะที่ขุนเดชพูดมาคือความจริง ท่านไม่สามารถเปลี่ยนวิถีแห่งความจริงได้ คำปันยังพยายามจะขอร้องอีก ถูกหลวงลุงขัดขึ้นว่า

“ไม่มีใครหลีกหนีเวรกรรมพ้น บาปใดใครก่อมันผู้นั้นย่อมต้องชดใช้ต่อบาป เมื่อขุนเดชคิดว่าตัวเองยอมรับต่อบาป และเห็นว่ามันคือหน้าที่ที่ต้องสานต่อให้จบ อาตมาก็คงไปเปลี่ยนใจขุนเดชไม่ได้”

ขุนเดชเข้าไปกราบแทบเท้าหลวงลุง เอ่ยอย่างมาดมั่น

“ผมกราบขอบคุณหลวงลุงครับ ถ้ามือผมไม่เปื้อนเลือด คนบาปก็จะไม่รู้จักความกลัว” แล้วขุนเดชก็หยิบดาบดำเดินออกไป หลวงลุงมองตามไปเงียบๆ ส่วนคำปันทนไม่ได้ รีบวิ่งตามขุนเดชถามว่าจะไปไหน

“อีกไม่นาน หน้าที่ของผมก็จะจบลงแล้วครับน้า แต่พวกมันแข็งแกร่งมากกว่าที่ผมจะรับมือได้ ผมจำเป็นต้องฝึกเพลงดาบเดือนดับเพิ่มเติมเพื่อไม่ให้มีข้อผิดพลาดอีก”

หลวงลุงเดินตามมาเตือนว่า ท่านเคยได้ยินเรื่องเพลงดาบเดือนดับจากนายเดื่อง เป็นคำเตือนที่ขุนเดชไม่ควรมองข้าม

“ผมทราบครับหลวงลุง” ขุนเดชตอบอย่างมั่นใจ ชักดาบดำออกจากฝัก เพ่งมองด้วยสีหน้าจริงจัง คำปันถามว่าคำเตือนอะไรหรือ ขุนเดชบอกว่า “เพลงดาบเดือนดับเป็นเพลงดาบของเพชฌฆาตโบราณ ผู้ที่ฝึกเพลงดาบนี้ถ้าจิตใจไม่เข้มแข็งพอ จะกลายเป็นผู้เสพติดการฆ่า กระหายเลือดไม่ต่างจากสัตว์ป่าครับน้า”

“ขุนเดช...ความแค้น ความจงเกลียดจงชังของเอ็งต่อคนบาปและวิญญาณของพวกคนบาปที่เอ็งฆ่า มันฝังอยู่ในดาบดำเล่มนี่ ข้าเตือนเอ็งไว้ก่อนว่า ถ้าเอ็งควบคุมไม่ได้ ผลที่จะตามมาจะทำให้เอ็ง...”

“ผมทราบครับ...แต่ผมต้องทำให้ได้ครับหลวงลุง...ผมลาล่ะครับ” ขุนเดชไหว้หลวงลุง มองคำปันเหมือนย้ำการตัดสินใจของตนแล้วเดินออกไป

“ขุนเดช...” คำปันครางออกมาอย่างเจ็บปวด น้ำตา ไหลอาบแก้ม...

ooooooo

กำนันบุญฝึกซ้อมตัวเองเพื่อเตรียมรับมือกับวีรบุรุษบาป โดยสั่งไอ้นะไอ้เนและลูกน้องอีกหลายคนให้รุมกันเข้าชกต่อยตน ไอ้นะไอ้เนลังเลทักท้วงว่ากำนันเพิ่งจะฟื้นจากแผลที่ถูกวีรบุรุษบาปฟัน เกิดพวกตนพลาดพลั้งไปกำนันจะยิ่งแย่

“หมอบอกข้าไม่เป็นอะไรแล้ว” พูดพลางชูมือขวาให้ดู “ส่วนนี่ก็แค่แผลที่โดนนังทิพย์มันกัดแค่นั้น ถ้าพวกเอ็งไม่เข้ามา ข้าจะเอาปืนยิงพวกเอ็งให้ลากเหมือนหมาขาเป๋...เข้ามา!” กำนันสั่งเข้ม ทุกคนเลยต้องลุยเข้าใส่กำนันพร้อมกัน

จังหวะหนึ่งไอ้นะพลาดชกถูกท้องกำนันจนเซไป มันหน้าเสียรีบเข้าไปขอโทษ

“ข้าไม่เป็นไรโว้ย ดี...หนักๆแบบเมื่อกี้นั่นแหละดีแล้ว ข้าต้องพร้อมที่สุด เพราะถ้าข้าเจอไอ้วีรบุรุษบาปอีก ครั้งหน้าจะเป็นการตัดหัวมัน...เข้ามา!!”

ไอ้นะบุกเข้าใส่แต่ถูกกำนันที่กำลังบ้าระห่ำใช้เชิงมวยสุดยอดเล่นงานจนกระเด็นไปสลบเหมือด กำนันท้าไอ้เนที่ยืนเหวออยู่ว่า ถ้าไม่อยากโดนแบบไอ้นะ ก็ต้องงัดฝีมือออกมาให้หมด ไอ้เนบอกว่าถ้าอย่างนั้นตนไม่เกรงใจแล้วนะ แล้วมันก็ลุยเข้าใส่ แต่ก็ถูกกำนันเตะตัดขาล้มเลือดกบปาก กำนันจะตัดสินด้วยหมัดสุดท้าย แต่ก็ต้องง้างหมัดค้างกลางอากาศเมื่อแขนข้างขวาที่ถูกทิพย์กัดมีอาการผิดปกติ

เวลาเดียวกันนั้น ทิพย์ที่กำลังเดินตามหารำพันเข้าไปในห้องพระ เจองูเห่าตัวเขื่องแผ่แม่เบี้ยจ้องเขม็ง ทิพย์ตกใจยืนตัวแข็งทื่อร้องไห้เสียงดังจนรำพันรีบเข้ามาหาถามว่าเป็นอะไร ทิพย์ร้องไห้ชี้ให้ดูบอกว่างูตัวใหญ่ ตนกลัว แต่พอรำพันมองไปก็พบแต่ความว่างเปล่า บอกว่าลูกคงตาฝาดแล้วเรียกขวัญให้

กำนันยกมือข้างขวาค้างอยู่อย่างนั้นจนไอ้นะวิ่งมาถามว่าเป็นอะไร กำนันบอกว่าเจ็บแผลที่ถูกทิพย์กัด มันปวดแสบปวดร้อนเหลือเกิน ไอ้นะจึงสั่งลูกน้องให้ประคองกำนันเข้าบ้าน
รำพันรู้เข้ารีบมาดู พอเปิดผ้าพันแผลออก รำพันมองตะลึง เพราะแผลเล็กๆที่ถูกทิพย์กัดนั้น บัดนี้กลายเป็นแผลกว้างและมีลักษณะคล้ายเกล็ดงู ไอ้นะมาดูอีกคน มันอุทานอย่างตกใจ

“ทำ...ทำไมแผลพ่อกำนันเป็นแบบนี้ล่ะ ดู...ดูเหมือนเกล็ดงูเลยพ่อกำนัน”

กำนันไล่ทุกคนให้ออกไป ความเกรี้ยวกราดของกำนันทำให้ไอ้นะต้องพารำพันออกไป เมื่อกำนันดูแผลที่แขนก็หน้าเครียด สบถลั่น “โธ่เว้ย!!!”

ooooooo

ที่โกดังร้างถูกจัดเป็นเวทีมวยเถื่อน วันนี้ มีนักพนันและนักมวยเถื่อนมากันพร้อม มวยนัดนี้มีแจ๊คสู้กับนักมวยอีกสองคน พวกนักพนันมวยเฮกันลั่น เมื่อนักมวยลงสนาม

นักมวยสองคนที่รุมกันเข้าเล่นงานแจ๊คพร้อมกัน ถูกแจ๊คจับทุ่มจนกระอักเลือดไปคนหนึ่ง อีกคนที่หันไปคว้าไม้คมแฝกมาสู้ ถูกแจ๊คจับไม้คมแฝกหักราวกับหักไม้จิ้มฟัน แล้วจับนักมวยคนนั้นบีบคอตายคามือ

ทันใดนั้น มีเสียงปืนดังขึ้น เสียงนักพนันร้องตะโกน “ตำรวจ!!” คำเดียวเท่านั้น คนทั้งบ่อนก็แตกฮือหนีกันอลหม่าน

ยงยุทธกับจ่าแท่นนำกำลังตำรวจมาจับมวยเถื่อน แจ๊คยังยืนจ้องตำรวจที่เข้ามาเขม็ง ยงยุทธบอกจ่าให้ไปตามจับพวกนักพนันที่หนี จ่าเป็นห่วงถามว่าหมวดจะรับมือมันคนเดียวไหวหรือ เพราะขนาดวีรบุรุษบาปยัง...

“จ่า!!” หมวดตวาดจนจ่าหยุดกึก “นี่เป็นเรื่องของผมกับมัน ทำตามที่ผมสั่ง”

“ระวังตัวด้วยนะครับ” จ่าบอกอย่างเป็นห่วงก่อนวิ่งออกไป

ยงยุทธแตะไกปืน แต่พริบตานั้น แจ๊คปัดถังน้ำใกล้ๆใส่ ยงยุทธผงะหลบ พอมองไปอีกทีแจ๊คก็หายไปแล้ว ยงยุทธรีบวิ่งไล่ตามไปจนถึงโกดังร้าง เขาถือปืนกวาดไปรอบๆ พริบตานั้น แจ๊คโผล่มาปัดปืนกระเด็นแล้วศอกเข้าหน้าอย่างจังจนเลือดกำเดาไหล ยงยุทธเช็ดเลือดกำเดา ถอดเสื้อตัวนอกออก ตั้งท่าเชิงมวยพร้อมสู้

แจ๊คหัวเราะลั่น หักนิ้วดังกร๊อบสะบัดคอแล้วบุกเข้าใส่ทันที ยงยุทธถูกแจ๊คใช้พลังอันมหาศาลเล่นงานจนจุก ถูกมันจับทุ่มเข้าไปในกองไม้แล้วทุกอย่างก็เงียบไป แจ๊คระเบิดหัวเราะคิดว่ายงยุทธคงสิ้นฤทธิ์ไปแล้ว

แต่พอมันจะเดินออก ยงยุทธก็โผล่พรวดขึ้นมา มันแสยะยิ้มชมว่า “เก่งมาก!! แต่ยังไม่พอ”

ยงยุทธคว้าไม้สองท่อนเป็นอาวุธบุกเข้าหวดไม่ยั้ง จนพลิกสถานการณ์เป็นฝ่ายได้เปรียบ แจ๊คโดนไม้ฟาดจนทรุดเลือดกบปาก มันงัดไม้ตาย ตะโกนก้อง “หมัด...สั่ง...ตาย”

“หมัด...ฟ้า...ฟาด” ยงยุทธตะโกนกลบเสียงของมัน แล้วต่างพุ่งเข้าหากัน

“เปรี้ยง!!” ประดับเข้ามายิงปืนขึ้นฟ้า ยงยุทธชะงักหันมอง ประดับยิ้มให้ยงยุทธอย่างมีเลศนัย

ooooooo

เมื่อกลับมาถึงโรงพัก จ่าแท่นได้ยินยงยุทธเล่าว่า แจ็คถูกทางราชการส่งมาตามล่าวีรบุรุษบาปก็แปลกใจ ยงยุทธบอกว่าผู้ใหญ่ยืนยันมาอย่างนี้แล้ว จ่าแท่นยังไม่อยากเชื่อ เพราะแจ๊คมีหมายจับ มันเองต่างหากที่ต้องถูกลากคอเข้าคุก

“เรื่องหมายจับของไอ้แจ๊ค ไอ้ประดับมันเล่นเส้นสายเคลียร์กับทางผู้ใหญ่ มีข้อแลกเปลี่ยนลดโทษของไอ้แจ๊คลงสองในสามเพื่อให้มันมาช่วยราชการตามล่าวีรบุรุษบาป”

“เพราะวีรบุรุษบาปเคยเกือบถูกมันฆ่าใช่ไหมครับหมวด” ยงยุทธพยักหน้ารับ “ผมไม่อยากเชื่อเลยว่ามันจะเล่นกันแบบนี้ ถ้าอิทธิพลมันล้นฟ้า ทั้งที่กฎหมายเขียนด้วยมือ แต่พวกมันกล้าเอาส่วนอื่นลบ ผมว่าเราเลิกเป็นตำรวจกันดีกว่า”

ประดับเดินเข้ามาพอดี มันท้าว่าเอาเลย เพราะพรรคพวกตนรอทำหน้าที่แทนจ่าอยู่แล้ว ตนจะได้ให้มาทำงานที่โรงพัก ที่นี่จะได้มีการเปลี่ยนแปลงบ้าง ยงยุทธบอกจ่าว่าพอได้แล้ว พูดเป็นการเป็นงานว่า

“มันอยากจะใช้เส้นสายบีบบังคับเรายังไงก็ปล่อยให้มันทำไป แต่อย่างเดียวที่มันเอาไปจากเราไม่ได้ก็คือศักดิ์ศรี”

“งั้นแกคงต้องพิสูจน์ฝีมือแข่งกับไอ้แจ๊คหน่อยแล้วยงยุทธ ถ้าแกลากคอวีรบุรุษบาปมาพร้อมกับดาบดำ ของมันไม่ได้ ศักดิ์ศรีแกไม่เหลือแน่” ประดับเอานิ้วจิ้มอกยงยุทธอย่างเหิมเกริม สองเสือจ้องหน้ากันอย่างเอาเรื่อง

กลับถึงบ้านพักตำรวจ ยงยุทธชกกระสอบทรายระบายอารมณ์กดดัน จนดาราถามอย่างเป็นห่วงว่า ที่จ่าแท่นเล่าให้ตนฟังนั้นจริงหรือ ดาราย้ำถามยงยุทธว่า

“เธอจะปล่อยให้พวกประดับตามล่าวีรบุรุษบาปจริงๆเหรอยงยุทธ!!”

“โธ่เว้ย!!” ยงยุทธระดมชกกระสอบทรายอีกหลายหมัดแล้วเอาหัวพิงกระสอบทรายพูดอย่างอัดอั้น “ไม่ใช่จ่าคนเดียวหรอกที่ทนอิทธิพลไม่ได้จนอยากถอดเครื่องแบบทิ้งแล้วหันไปตั้งศาลเตี้ยสู้กับพวกมัน...ผมก็อยากทำอย่างนั้นเหมือนกันนะดารา”

ดาราสงสาร ดึงยงยุทธไปกอดปลอบใจ ถามว่าเขาจะไม่ทำอย่างนั้นใช่ไหม ให้สัญญาสิว่าจะไม่ทำอย่างนั้น ยงยุทธไม่ตอบแต่ขออยู่คนเดียวเงียบๆสักพัก แล้วเดินเข้าบ้านไปเลย ดาราได้แต่มองตามอย่างเป็นห่วง

ooooooo

ด้วยความเป็นห่วงและร้อนใจ ดาราไปหาขุนเดชที่กระท่อม ร้องเรียกก็เงียบ จนคำปันเข้ามาบอกว่าขุนเดชไม่ได้อยู่ที่นี่หรอก

“แล้วขุนเดชไปไหนหรือคะน้าคำปัน” ถามแล้วเห็นคำปันมองหน้าตนแล้วถอนใจ ดารายิ่งกังวลถามอย่างสงสัย “มีอะไรหรือคะน้า...”

ดาราเอะใจ ไปตามหาขุนเดชที่ถ้ำศิลา ปากร้องเรียกขุนเดช แต่โสตประสาทยังแว่วเสียงคำปันที่บอกว่า

“น้าเห็นถึงความกลัวที่อยู่ในแววตาของขุนเดช แต่ทั้งน้าทั้งหลวงลุงก็ไม่สามารถเปลี่ยนใจให้ขุนเดชเลิกได้”

คิดแล้วก็ยิ่งกังวล เดินตามหา ร้องเรียก จิตใต้สำนึกยังแว่วเสียงคำปันพูดอย่างหวาดวิตกว่า

“น้ากลัวเหลือเกินค่ะอาจารย์...ถ้าขุนเดชคิดแต่จะสู้กับพวกมันด้วยไฟแห่งความโกรธแค้น เราอาจจะไม่ได้ขุนเดชคนเดิมกลับมาอีก”

ความห่วงใย กังวล และหวาดหวั่นกับคำบอกเล่า เรื่องขุนเดชของคำปัน ทำให้ดาราเดินตามหาจนทั่วถ้ำศิลา ไม่มีแม้แต่วี่แววว่าขุนเดชมาที่นี่ เธอได้แต่ร้องถามอย่างหมดแรง...

“ขุนเดช...เธออยู่ไหน...”

ooooooo

ที่สุสานโบราณ...

ขุนเดช ที่บอกกับคำปันก่อนลาจากมาว่า “ผมจำเป็นต้องฝึกเพลงดาบเดือนดับเพิ่มเติมเพื่อไม่ให้มีข้อผิดพลาดอีก” มานั่งสมาธิอยู่ท่ามกลางบรรยากาศอันวังเวงน่ากลัว หมอกควันเข้าปกคลุมจางๆ...

ขุนเดชนั่งสมาธิอยู่อย่างนั้น...จนกระทั่งเข้าสู่อีกภวังค์หนึ่ง เขาลืมตาขึ้น หยิบดาบดำที่วางอยู่ตรงหน้า ชักดาบออกจากฝัก หูแว่วเสียงคนเดินมา มองไปเห็นแจ๊คยืนยิ้มร้าย ในมือมีดาบพร้อมสู้

ขุนเดชจิกจ้องเอาเรื่อง ควงดาบดำเข้าสู้กับแจ๊คอย่างบ้าเลือด ฟาดฟันใส่ไม่ยั้ง...

ที่แท้เป็นมโนภาพจากความโกรธแค้นระหว่างการฝึกเพลงดาบเดือนดับของขุนเดชนั่นเอง...เขายังคงควงดาบฟาดฟันอย่างบ้าดีเดือดอยู่คนเดียว เสมือนหนึ่งกำลังต่อสู้เอาเป็นเอาตายกับแจ๊ค ศัตรูตัวฉกาจที่ตัวเอง เป็นกังวล...

ระหว่างฝึกซ้อมดาบเดือนดับนั้น ขุนเดชคำรามอย่างบ้าเลือดตลอดเวลา...

“คนบาปอย่างพวกแกจะต้องตาย...ตายให้หมดไปจากแผ่นดิน...ตาย...ตาย!!”

ฝึกซ้อมฟาดฟันเหมือนอยู่ในวิญญาณนักฆ่าผู้เหี้ยมโหดกระหายเลือดไม่ต่างจากสัตว์ป่า จนกระทั่งพบตัวเองอยู่ในสภาพทรุดโทรม หมดแรง คู่ต่อสู้กลายเป็นกำนันบุญศัตรูคู่อาฆาต ผู้บงการฆ่าพ่อตนในอดีตที่ความแค้นยังฝังอยู่ในหัวใจ!

แต่วันนี้ ขุนเดชกลับถูกกำนันเล่นงานจนย่ำแย่ กำนันก้าวเข้ามาพูดอย่างสมเพชว่า

“เพลงดาบเดือนดับของเอ็งมันมีดีแค่นี้เอง

เหรอวะไอ้ขุนเดช” กำนันเข้ากระชากคอเสื้อขุนเดชขึ้นมาเยาะเย้ยว่า “นี่น่ะเหรอวีรบุรุษบาปที่เล่นงานไอ้สัมฤทธิ์ลูกชายข้า...ถ้าฝีมือเอ็งมีแค่นี้ เอ็งก็อย่าหวังเลยว่าจะหยุดพวกข้าได้”

กำนันจับขุนเดชเหวี่ยงกระเด็นไปหลายตลบ แล้วชักดาบออกมาท้า

“ใช้ดาบดำของเอ็งมาสู้กับข้า...เข้ามา!!”

ขุนเดชเจ็บใจหันไปดึงดาบดำที่ปักอยู่จากพื้นปรี่เข้าไล่ฟันกำนันอย่างบ้าคลั่ง แผดเสียงลั่น

“กำนันบุญ ไอ้พวกคนบาปอย่างแกต้องตาย... ตาย...ตาย!!”

ขุนเดชไล่ฟันกำนันบุญไม่ยั้ง แต่กลับถูกกำนันบุญตวัดดาบดำหลุดจากมือ กระเด็นไปปักที่พื้นเหมือนเดิม ซ้ำยังถูกกำนันกระโดดถีบจนกระเด็นกลิ้ง ปรามาสว่า

“อย่างเอ็งมันไม่ใช่เพชฌฆาตหรอกไอ้ขุนเดช เอ็งมันยังโหดเหี้ยมไม่พอ...พวกที่เอ็งฆ่ามันไป มีแต่พวกกระจอก ข้าต่างหากคือเพชฌฆาต...ที่มาตัดสินไอ้วีรบุรุษบาป”

กำนันถือดาบวิ่งเข้าแทงสุดแรง ขุนเดชสะดุ้งเฮือกทรุดลง กำนันหัวเราะลั่นก่อนเดินหายไป

ขุนเดชฟุบหน้ากับพื้นอย่างอ่อนแรง แต่ยังย้ำบอกตัวเองอย่างมุ่งมั่นอาฆาต...ทระนง!

“ข้า...ข้าคือเพชฌฆาต...ข้าคือทหารพระร่วง ข้าต้องตัดสินคนบาป พวกแกต้องตาย...”

พึมพำความมุ่งมั่น ความแค้น แล้วดวงตาก็ค่อยปิดลงจนแน่นิ่งไป...

ในอีกภวังค์หนึ่ง...ขุนเดชพบตัวเองถูกประดับจับมัดติดกับต้นไม้ส่วนดาบดำปักอยู่ห่างจากตัวไปไม่กี่ก้าว...

ประดับเยาะเย้ยเหยียดหยามสภาพของขุนเดช เมื่อถูกขุนเดชด่า ประดับบอกว่าให้เปลี่ยนคำด่าเป็นอ้อนวอนขอชีวิตเสีย

“ฉันไม่มีวันขอชีวิตจากคนเลวอย่างแก...ดาบดำของฉันจะตัดคอคนบาปอย่างแก”

“หึๆ ดาบดำของแกน่ะหรือ...” ประดับกระชากดาบดำที่ปักบนพื้นขึ้นมาชี้หน้าขุนเดช “ดาบดำของแกเล่มนี้ฉันชอบว่ะ ถึงมันจะเคยใช้จัดการคนของฉันไปแล้วหลายคนแต่ก็ถือว่ามันเป็นอาวุธที่จับแล้วทำให้รู้สึกว่า ฉันคือเพชฌฆาต!”

“ดาบดำอาบไปด้วยเลือดของคนเลว และมันก็รอที่จะลิ้มรสเลือดของแก”

“เลือดฉันเหรอ...ไม่หรอก...เลือดแกต่างหากไอ้ขุนเดช” ประดับยิ้มเหี้ยม มันใช้ดาบดำกรีดที่หน้าขุนเดชช้าๆ หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง

เลือดไหลเป็นทางจากรอยแผลที่ถูกกรีด นั่นยิ่งสร้างความแค้นให้ขุนเดชเป็นทวีคูณ

ประดับเยาะเย้ยว่า ดาบดำที่เคยฆ่าคนอื่นเมื่อโดนเข้ากับตัวเองมันเจ็บแสบดีไหม ขุนเดชจ้องเขม็งตะคอกใส่หน้ามัน

“ฉันไม่รู้สึกเจ็บเลยสักนิด ต่อให้แกเอาดาบดำเสียบทะลุหัวใจของฉัน ความเจ็บปวดจะไม่ทำให้ฉันร้องขอชีวิตจากแกแน่นอน”

ประดับจะทำให้ขุนเดชยอมแพ้ให้ได้ มันเอา

บัวทองมาต่อรอง ขุนเดชยิ่งแค้น สั่งให้มันปล่อยบัวทองแล้วมาตัดสินกับตน บัวทองสะบัดหลุดแล้วตบหน้าประดับเต็มแรง มันยิ้มเหี้ยม บอกขุนเดชว่า

“ดูให้ดีนะไอ้ขุนเดช...แกไม่ใช่เพชฌฆาตคอยตามล่าพวกฉันหรอก แต่แกคือเหยื่อของพวกฉันมากกว่า”

ประดับชักปืนออกมายิงบัวทองต่อหน้าขุนเดช เมื่อบัวทองทรุดลง แจ๊คก็วิ่งมาแกะเชือกที่มัดขุนเดชปล่อยให้วิ่งไปประคองร่างบัวทอง

“บัวทอง...บัวทองต้องไม่เป็นอะไรนะ...อยู่กับพี่นะบัวทอง”

“ฉัน...ฉัน...ฉันรักพี่นะ พี่ขุนเดช” พูดจบ บัวทองก็แน่นิ่งสิ้นใจในอ้อนแขนของขุนเดช

“บัวทอง...” ขุนเดชตะโกนก้องอย่างเจ็บปวดสุดชีวิต...

ประดับกับแจ๊คหัวเราะสะใจแล้วเดินหายไป...

ทั้งหมดนั้น คือมโนภาพที่เกิดจากความโกรธแค้นระหว่างการฝึกเพลงดาบเดือนดับ...ขุนเดชขบกรามแน่น ปากก็ยังพึมพำวนไปวนมาทั้งที่ยังหลับตานั่งสมาธิอยู่ในสุสานร้าง...

“ไอ้คนบาป...พวกเอ็งต้องตาย...ตาย...ตาย!!”

ขุนเดชลืมตาโพลงขึ้นจากภวังค์ที่นั่งสมาธิ แววตาแข็งกร้าว ดุดัน ภาพในอดีตที่พ่อถูกฆ่าตายไปต่อหน้า...ภาพหลวงพ่อสุขโอบอุ้มอบรมเขาแต่นั้นมา...กลับสู่ความนึกคิดอีกครั้ง...

ขุนเดชลุกขึ้น หันไปดึงดาบดำจากฝัก สีหน้าดุดัน เหี้ยมเกรียม ผิดจากขุนเดชคนเดิม คำรามอย่างดุร้าย...

“ข้าคือเพชฌฆาต...ข้ามีหน้าที่ลงทัณฑ์คนบาป... พวกมันต้องตาย...ตาย!! ฮ่าๆๆๆ”

ขุนเดชระเบิดหัวเราะออกมาเหมือนคนขาดสติ เขากลายเป็นเพชฌฆาตที่โหดเหี้ยม ไร้ความปรานีไปแล้ว

ooooooo

ฝ่ายกำนันบุญก็ฝันร้ายน่ากลัว เห็นภาพหลอนจนตัวเองแทบเสียสติ ระแวงทิพย์จนสั่งให้เอาไปอยู่โรงพยาบาลบ้า ผวาเห็นเงาตัวเองมีแววตาเป็นงูตามตัวเป็นเกล็ด จนชักปืนยิงอย่างบ้าคลั่ง

พอสะดุ้งตื่นเหงื่อท่วมหน้า ก็อาละวาดไล่รำพันที่นอนอยู่ด้วยให้กลับห้องตัวเอง สั่งว่าพรุ่งนี้ให้เอาทิพย์ไปอยู่โรงพยาบาลบ้าเลย กำนันหวาดผวาเสียจนเหมือนคนเสียสติ จับรำพันผลักออกจากห้องแล้วปิดประตู มิไยว่ารำพันจะทุบประตูเรียกอย่างไรก็ไม่เปิด

รุ่งเช้าก็วุ่นวายกับการสั่งไอ้นะให้หารถพยาบาลมาเอาทิพย์ไปส่งโรงพยาบาลบ้า ประดับมาเจอถามว่า ยังไม่เลิกวุ่นวายกับลูกสาวปัญญาอ่อนอีกหรือ บอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่อง

กำนันแก้ตัวว่าเพราะตนมีงานใหญ่ต้องรับผิดชอบเลยไม่อยากให้ทิพย์มาเกะกะขวางหูขวางตา ประดับสั่งว่าเรื่องแค่นี้ให้พวกคนงานจัดการก็ได้ ตนมีเรื่องสำคัญต้องใช้ให้ลูกน้องกำนันไปทำ นั่นคือ...

“ล่อไอ้วีรบุรุษบาปให้ออกมา ไอ้แจ๊คจะได้เล่นงานมันแล้วเอาดาบดำของมันมาทำพิธีสัตโลหะบุรุษ”

“ดาบดำของไอ้วีรบุรุษบาป...หมายความว่า...”

“ใช่...ดาบดำของไอ้วีรบุรุษบาปคือโลหะศักดิ์สิทธิ์ชิ้นสุดท้ายที่จะทำให้ฉันเป็นสัตโลหะบุรุษ”

กำนันหูผึ่งขึ้นมาทันที จากนั้นบอกไอ้นะกับไอ้เนว่า

“ดาบดำของวีรบุรุษบาปคือใบเบิกทางที่จะทำให้ข้าได้เป็นสัตโลหะบุรุษ” พูดแล้วกำนันยกแขนข้างขวาที่พันแผลเกล็ดงูขึ้นมาดู พูดอย่างหมายมาด “ทางเดียวที่ข้าจะพ้นจากแรงอาฆาตของไอ้งูเจ้าตัวนั้น คือข้าต้องเป็นสัตโลหะบุรุษให้ได้”

“ไม่ต้องห่วงนะจ๊ะพ่อกำนัน พวกฉันรู้ว่าต้องทำยังไง” ไอ้เนสอพลอ

“ดี...แต่ตอนนี้เราต้องทำตามที่ไอ้ประดับมันสั่งไปก่อน อย่าเพิ่งให้มันสงสัย”

ไอ้นะไอ้เนรับคำแข็งขัน ส่วนกำนันยกแขนขึ้นดูแผลเกล็ดงูอย่างมีความหวัง...

ooooooo

การหายเงียบไปของขุนเดช ทำให้ทุกคนถามหาและตามหาแต่ไม่มีใครเจอ อาจารย์ประทีปเองก็เป็นห่วง เพราะขุนเดชไม่เคยหายไปโดยไม่บอกใคร

“คงไม่มีอะไรหรอกค่ะ ขุนเดชอาจมีธุระส่วนตัวต้องไปจัดการอย่างที่อาจารย์ว่าก็ได้” ดาราพูดไปอย่างนั้นทั้งที่ลึกๆแล้วก็เป็นห่วงขุนเดชไม่น้อย

ขณะนั้นเอง อาจารย์ดำรงประคองคนงานสองคนที่สภาพสะบักสะบอมเข้ามา บอกว่าเกิดปัญหาแล้ว

นั่นคือ ที่พื้นที่โบราณสถานที่อาจารย์กับคนงานกำลังทำงานบูรณะพระพุทธรูปอยู่ ถูกไอ้นะกับไอ้เนพาลูกน้องมีผ้าโพกหน้ามาปล้น ไอ้นะถือปืนเข้ามาตะโกนสั่ง

“ถ้าไม่อยากเจ็บตัว ก็หลบไปให้หมด”

อาจารย์ดำรงกับคนงานพากันถอยออกไป แต่มีคนงานคนหนึ่งไม่ยอม คว้าจอบจะเข้าไปเล่นงานพวกมัน เลยถูกไอ้นะสั่งลูกน้องให้เล่นงานจนหมอบ เท่านั้นไม่พอ ไอ้นะยังส่งสัญญาณให้ลูกน้องซ้อมอาจารย์ดำรงกับคนงาน ส่วนตัวมันเองเข้าไปที่พระพุทธรูป พูดอย่างย่ามใจ

“งามจริงๆ...งามไม่มีที่ติ...เฮ้ย...เอาเศียรพระองค์นี้”

ลูกน้องมันกรูกันไปใช้เลื่อยตัดเศียรพระพุทธรูปจนขาดกลิ้งลงมากับพื้น อาจารย์ดำรงร้องห้ามสุดเสียง เลยถูกพวกมันซ้อมจนหมดสภาพ

ดาราฟังอาจารย์ดำรงเล่าแล้ว เธอด่าอย่างแค้นใจ

“เลว...เลวที่สุด ฉันจะไม่ยอมให้พวกมันขโมยสมบัติของชาติไปเด็ดขาด” พูดแล้วคว้าปืนบนโต๊ะหุนหันออกไป

“อาจารย์ดารา...” อาจารย์ประทีปร้องเรียก แล้วหันบอกอาจารย์ดำรง “คุณพาพวกเราไปอนามัย แล้วรีบแจ้งเรื่องนี้ให้หมวดยงยุทธทราบ ผมจะไปกับอาจารย์ดาราเอง” แล้วอาจารย์ประทีปก็รีบตามดาราไป

ooooooo

ยงยุทธอยู่ที่บ้านคำปัน กำลังสอบถามบัวทองว่าขุนเดชหายไปไหน บัวทองบอกว่าตนไม่รู้เหมือนกัน ยงยุทธไม่เชื่อ พูดเป็นการเป็นงานให้ดูน่าเกรงขามน่าเชื่อถือว่า

“บัวทอง...ฉันมาขอให้เธอช่วยคราวนี้ เพราะต้องการเจอตัวไอ้หมอนั่นก่อนที่พวกมันจะเจอนะ”

“บัวทองทราบค่ะ หมู่นี้บัวทองก็สังหรณ์ใจไม่ดี คิดว่าเวลาแตกหักของเขากับพวกมันคงต้องใกล้เข้ามา”

“นี่แหละบัวทอง เวลาที่พวกมันกับไอ้หมอนั่นจะต้องแตกหักมาถึงแล้ว ถ้าฉันไม่ขัดขวางพวกมัน วีรบุรุษ–บาปไม่รอดเงื้อมมือไอ้แจ๊คเหมือนคราวที่แล้วแน่”

“หมวด...หมวดจะปล่อยให้วีรบุรุษบาปตายไม่ได้นะ” บัวทองตกใจมาก ยงยุทธได้ทีบอกว่าถ้าเช่นนั้นเธอต้องช่วย บัวทองหน้าสลดบอกว่า “แต่บัวทองไม่รู้จริงๆค่ะว่าจะตามหาเขาได้ยังไง”

ทันใดนั้นเอง จ่าแท่นเข้ามาอย่างรีบร้อนบอกว่ารีบไปกันเถอะ ยงยุทธถามว่าเจอตัววีรบุรุษบาปแล้วหรือ

“เปล่าครับ ผมยังไม่ได้เบาะแสของไอ้วีรบุรุษบาป แต่ไอ้เรื่องที่หมวดสังหรณ์ใจน่ะสิครับ...”

“จ่า...พวกมันใช้วิธีนั้นเหรอ”

“ครับ...แถมตอนนี้อาจารย์ดารายังตามไปด้วย จะวุ่นกันไปใหญ่แล้วครับ”

ooooooo

ที่โบราณสถาน...พวกไอ้เนกับไอ้นะที่มีผ้าคลุมหน้า กำลังช่วยกันขนวัตถุโบราณไปขึ้นรถจี๊ปอย่างเร่งรีบ

อาจารย์ประทีปกับดารามาถึง อาจารย์เตือนดาราว่า ระวังตัวด้วย บอกว่าให้ตนไปดีกว่าแล้วเบียดดาราหลบไปอยู่ข้างหลัง แต่พอคะเนกำลังของพวกมันแล้ว อาจารย์บอกว่า

“พวกมันมีกันไม่น้อยเลย...ลำพังเราสองคนคงทำอะไรไม่ได้” แต่ดาราไม่ยอมปล่อยให้มันขนสมบัติของชาติไปต่อหน้าต่อตา อาจารย์ประทีปเสนอว่า “ผมว่ามันเสี่ยงเกินไป รอให้หมวดยงยุทธมาดีกว่า”

ระหว่างนั้น พวกโจรเร่งขนของขึ้นรถเสร็จและพร้อมจะไป ดาราพูดอย่างร้อนใจว่า

“ไม่ทันแล้วค่ะอาจารย์ ถ้าปล่อยพวกมันไป เราไม่ได้ของคืนแน่” พูดแล้ววิ่งออกไปเลย

ดาราถือปืนเข้าไปขู่มันว่า “ลงจากรถให้หมด แล้วไปให้พ้น...ไป!”

ไอ้นะกับไอ้เนลงจากรถ พอเห็นว่าเป็นผู้หญิง มันก็พากันหัวเราะเยาะ ดาราฉุนขาดยิงเปรี้ยง ถูกลูกน้องคนหนึ่งของพวกมันได้รับบาดเจ็บที่หัวไหล่ เธอตะโกนขู่สำทับว่า

“ฉันเอาจริงนะ ถ้าพวกแกยังไม่ไสหัวไปให้พ้นอีกนัดนึงกลางแสกหน้าแน่”

ไอ้นะเห็นดาราเอาจริง มันทำเป็นยอมยกมือขึ้น บอกว่ายอมแล้ว พอเห็นดาราตายใจ มันส่งสัญญาณให้ลูกน้องที่ขับรถบีบแตรเสียงดัง ทำให้ดาราตกใจหันมอง มันพุ่งเข้าแย่งปืนและจับตัวดาราไว้อย่างง่ายดาย พูดเยาะเย้ยว่า

“ขี้ตกใจแบบนี้ คิดจะมาเล่นงานพวกเราเหรอ มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก”

ดาราดิ้นสุดแรง ถูกไอ้นะชกที่ท้องทีเดียวเธอก็ทรุดหมดสติ มันช้อนร่างเธออุ้มไปที่รถจี๊ป

“ปล่อยอาจารย์ดาราเดี๋ยวนี้” อาจารย์ประทีปวิ่งมาช่วย

“วุ่นวายจริงๆเลยเว้ย” ไอ้นะสบถ ไอ้เนบอกว่าเดี๋ยวตนจะจัดการให้เอง “ไม่ต้องถึงกับฆ่ามันหรอกเว้ย หน้าที่ของเราคือล่อไอ้วีรบุรุษบาปให้ออกมา สั่งสอนแค่เบาะๆให้มันเปิดปากบอกวีรบุรุษบาปก็พอ”

อาจารย์ประทีปถูกซ้อมจนสะบักสะบอม เดินกลับเข้าไปในโบราณสถานทรุดลงอย่างหมดแรง วีรบุรุษบาปก้าวเข้ามา อาจารย์ประทีปร้องขอให้ไปช่วยดาราด้วย วีรบุรุษบาปชะงักนิดหนึ่ง แววตาเต็มไปด้วยความโกรธแค้น มองอาจารย์ประทีปแวบหนึ่ง คำรามอย่างดุร้าย

“ข้าคือเพชฌฆาต โทษของคนบาปคือความตาย พวกมันต้องตายทุกคน! หึๆๆ” วีรบุรุษบาปหัวเราะในลำคออย่างโหดเหี้ยมสะใจที่จะได้ฆ่าคน

วีรบุรุษบาปก้าวผ่านอาจารย์ประทีปไป อาจารย์มองตามครางออกมาอย่างแปลกใจ

“วีรบุรุษบาป?”

ooooooo

ขุนเดช ตอนที่ 21

อ่านเรื่องย่อ

ขุนเดช

แนว:

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย:

กำกับการแสดงโดย:

ผลิตโดย:

วัน-เวลาออกอากาศ:

ช่องออกอากาศ:

นักแสดงนำ: