advertisement

ขุนเดช ตอนที่ 15

บทประพันธ์ สุจิตต์ วงษ์เทศ จากบทละครโทรทัศน์ทางช่อง 7 โดย แพรพริมา
6 ก.ค. 2555 14:54

ที่น้ำตก ในสายน้ำที่ไหลเอื่อยๆได้พัดพาร่างของยงยุทธมาที่ริมตลิ่ง เขาพยายามตะเกียกตะกายขึ้นตลิ่งอย่างอ่อนแรง เขากุมท้องที่ถูกแทงพยายามลุกขึ้นเดิน แต่เข่าอ่อนทรุดลงไปอีก

ขณะนั้นเอง วีรบุรุษบาปก้าวเข้ามา ยงยุทธเงยหน้า มองอุทาน “แก!” แล้วยันตัวขึ้นมาตั้งการ์ดเตรียมสู้ทั้งที่ปากซีดหน้าซีดจนเขียว

“คุณไม่มีแรงเหลือแม้แต่จะเดินแล้วนะหมวด” วีรบุรุษบาปบอก ยงยุทธพูดอย่างอหังการว่า ถ้าจะหยุดไม่ให้ตนจับเขาก็มีแต่ต้องฆ่าตนก่อนเท่านั้น วีรบุรุษบาปพูดอย่างเยือกเย็นว่า “หยุดเถอะหมวด...เราไม่ควรจะมาเป็นศัตรูกัน”

“ฉันไม่ญาติดีกับโจร ฆ่าฉันเสียไอ้วีรบุรุษบาป เพราะถ้าแกปล่อยให้ฉันมีชีวิตรอด ฉันจะเป็นฝ่ายตามล่าแก...” วีรบุรุษบาปตัดสินใจชักดาบดำออกมา ยงยุทธมองประกายดาบที่ต้องแสง หัวเราะอย่างสมเพชตัวเอง “ฮ่าๆๆ ฉันไม่กลัวความตาย เพราะฉันได้ทำดีจนวินาทีสุดท้ายแล้ว...ฮ่าๆๆ ฆ่าฉันเลย ไอ้วีรบุรุษบาป ถึงวันนี้ฉันต้องตายด้วยมือของแก แต่กฎหมายจะยังตามล่าแก แกจะต้องหนีไปตลอดชีวิต”

วีรบุรุษบาปชักดาบดำออกมา ปักฉึกลงใกล้ใบหน้ายงยุทธ บอกว่า

“ผมปล่อยให้คุณตายไม่ได้หรอกหมวดยงยุทธ เพราะคุณคือคนเดียวที่ผมจะยอมให้จับ”

พูดแล้ววีรบุรุษบาปค่อยๆถอดหมวก ปลดผ้าขาวม้าที่พันหน้าออก แต่...สายตาของยงยุทธที่จ้องหน้าวีรบุรุษบาปอยู่นั้น...ค่อยๆพร่ามัว เลือนราง จนในที่สุด ดับมืดลงพร้อมกับผ้าขาวม้าที่คาดหน้าขุนเดชถูกปลดออกทั้งผืน...

ooooooo

ที่ถ้ำศิลาในวันต่อมา...

ขณะหมอน้อยกำลังทำแผลให้ยงยุทธอยู่นั้น ขุนเดช ก็พาดารามาถึง เธอตกใจมากเมื่อเห็นยงยุทธนอนหมดสติอยู่บนแท่นหิน หมอน้อยบอกว่าคงต้องรออีกหลายชั่วโมงกว่าจะรู้สึกตัว ขุนเดชถามหมอน้อยว่าอาการไม่ดีเลยหรือ

“แผลที่โดนแทงลึกเอาเรื่องอยู่ แถมยังเสียเลือดไปมากด้วย อาหมอต้องรีบทำความสะอาดแล้วเย็บแผล ถ้าจะพาเขาลงไปตอนนี้ อาหมอไม่แนะนำ ควรจะให้ดีขึ้นกว่านี้ก่อน”

ดารายินดีที่จะอยู่ดูแลยงยุทธที่นี่ ขุนเดชเกรงว่ายงยุทธจะรู้เรื่องของตน เธอรับปากว่าจะไม่ให้ยงยุทธรู้เรื่องของเขา

“ก็ได้...ดีเหมือนกัน ถ้ามันรู้สึกตัวขึ้นมาแล้วเจอเธออยู่ด้วย มันคงดีใจ” ขุนเดชตอบหลังจากนิ่งไปนิดหนึ่ง แล้วจึงออกไปกับหมอน้อย แต่ดาราเรียกไว้ พอเขาหันมา เธอบอก “ขอบใจมากนะ” ขุนเดชยิ้มรับแล้วปล่อยให้ดาราอยู่ดูแลยงยุทธกันตามลำพัง

เมื่อออกมาถึงหน้าถ้ำ หมอน้อยพูดอย่างเข้าใจและชื่นชมขุนเดชว่า

“อารู้ว่าขุนเดชคงเจ็บใจที่รักษาสมบัติโบราณไว้ไม่ได้ แต่การที่ขุนเดชเลือกช่วยชีวิตเพื่อนไว้ ขุนเดชตัดสินใจถูกแล้ว”

“เป้าหมายของพวกมันน่ากลัวมากนะครับอาหมอ ถ้าผมหยุดสัตโลหะบุรุษเสียตั้งแต่วันนี้ไม่ได้...แผ่นดินที่บรรพบุรุษสร้างไว้ให้พวกเราคงถูกทำลายย่อยยับ”

“อารู้ว่ามันยาก แต่หนักหนาสาหัสกว่านี้ บรรพบุรุษเราก็เคยผ่านมาได้แล้ว ขุนเดชกับหมวดยงยุทธก็ต้องทำให้ได้ไม่น้อยหน้าบรรพชน”

“ขอบคุณครับอาหมอ ถ้าอย่างนั้นผมต้องขอโทษด้วยนะครับที่ผมต้อง...” ขุนเดชยกมือไหว้ขอโทษ แม้ไม่ได้บอกว่าจะทำอะไร แต่ก็รู้กันโดยสัญชาตญาณ หมอน้อย บอกว่าตนเข้าใจ ให้ขุนเดชทำตามสบายเลย...

รุ่งขึ้นที่สถานีตำรวจจึงมีเรื่องตื่นเต้น เมื่อบัวทองมาบอกจ่าแท่นว่าดารากับหมอน้อยถูกวีรบุรุษบาปลักพาตัวไป แล้วเอาจดหมายฉบับหนึ่งที่วีรบุรุษบาปทิ้งไว้ให้จ่าดู ใจความว่าหมวดได้รับบาดเจ็บ วีรบุรุษบาปจึงลักพาตัวหมอน้อยกับดาราไปช่วยดูแล

“ถ้าอย่างนั้นก็หายห่วงได้สิคะอาจ่า แสดงว่าเขาไม่ใช่ศัตรู” บัวทองเบาใจ แต่คำปันเสียงแข็งว่า ยังไงวีรบุรุษบาปก็เป็นคนนอกกฎหมายจะให้ตำรวจทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นได้ยังไง

“คำปัน...ความจริง...พี่...พี่นี่แหละที่เป็นคนปล่อยวีรบุรุษบาปไป”

คำปันตกใจแต่บัวทองร้องอย่างดีใจว่า “แบบนี้สิลูกผู้ชายตัวจริง” คำปันตีแขนลูกสาวอย่างขัดใจ

“เอาน่าคำปัน พี่รู้ว่าทำผิดกฎระเบียบ สัญญาเลยว่าครั้งต่อไปพี่จะไม่ทำแบบนี้อีก”

“ก็ไม่ใช่ว่าฉันจะไม่เห็นด้วยกับการกระทำของวีรบุรุษบาปซะทีเดียวหรอกนะพี่จ่า ฉันไม่อยากให้มีคนเลียนแบบพฤติกรรมที่มันไม่ถูกต้อง...โดยเฉพาะ...

ลูกสาวตัวดีของฉันนี่แหละ”

ระหว่างนั้นเอง มีตำรวจเข้ามารายงานว่าพบตัวหมอน้อยแล้ว เมื่อออกไปดูเห็นหมอน้อยถูกมัดและมีผ้าปิดตาเอามาทิ้งไว้ข้างทาง จ่าแท่นถามว่ามันทำอะไรหมอรึเปล่า หมอน้อยบอกว่าเขาแค่ลักพาตัวหมอไปช่วยรักษาอาการบาดเจ็บของหมวดยงยุทธแล้วก็พาออกมา

จ่าถามอย่างเป็นห่วงว่าแล้วตอนนี้ยงยุทธกับดาราอยู่ที่ไหน หมอน้อยบอกว่าอาการของยงยุทธยังไม่ดีดาราเลยต้องอยู่ดูแลก่อน

“แต่จะไว้ใจได้เหรอครับคุณหมอ” จ่ายังเป็นห่วง

“จ่า...ถ้าวีรบุรุษบาปคิดจะปล่อยให้หมวดยงยุทธตาย เขาคงไม่มาลักพาตัวผมไปรักษาหมวดหรอก”

“เห็นไหมแม่ บอกแล้วว่าเขาไม่ใช่คนเลว” บัวทองแทรกขึ้นอย่างภูมิใจ เลยถูกแม่ค้อนให้ขวับหนึ่ง

“เอาล่ะ ถ้าคุณหมอยืนยันว่าหมวดยงยุทธปลอดภัย ผมก็จะได้เบาใจ เพราะยังมีเรื่องสำคัญที่ผมต้องจัดการอีก” จ่าแท่นพูดอย่างสบายใจขึ้น

ooooooo

ทันทีที่กลับมาเจอผกาที่บ้านกำนัน ประดับตบหน้าเธอฉาดใหญ่ ผกาขอโทษทั้งที่เลือดกบปาก ประดับด่าว่า เธอเกือบทำให้วีรบุรุษบาปได้รูปปั้นทองคำไป ทำให้ตนเสียเวลา ทำให้ตนถูกท่านต่อว่า ตบแค่นี้ยังน้อยไปด้วยซ้ำ

กำนันมาขอให้พอเถอะเพราะผกาเองก็สำนึกผิดแล้ว ถูกประดับหาว่ากำนันหลงมารยาผกาเลยออกรับแทน ผกาเจ็บใจหันไปคว้าดาบของกำนันที่แขวนบนผนังมากำแน่น ประดับสะอึกเข้าไปถามว่าจะสู้ตนหรือ ผกาไม่สู้แต่จะให้เขาฆ่าตนเสียเลย ประดับคว้าดาบเหวี่ยงใส่ผกาทันที แต่ถูกกำนันสะอึกออกมาขวาง ดาบจึงอยู่ห่างคอกำนันแค่ฝ่ามือ!

ทันใดนั้นเอง ไอ้เบิ้มก็เข้ามารายงานว่าจ่าแท่นกำลังพาตำรวจมาที่นี่ กำนันบอกว่าจ่าคงมาเรื่องลูกชายตน อย่าเสียเวลาเลยให้ประดับรีบนำรูปปั้นนางรำทองคำไปให้ท่านทำพิธีเถิด ประดับยังปรามให้กำนันจัดการกับสัมฤทธิ์อย่าให้ก่อเรื่องอีก

“ผมมีวิธีแก้ปัญหาแล้ว คุณไม่ต้องห่วง ไอ้สัมฤทธิ์จะไม่ทำให้งานของเราต้องวุ่นวายอีก” กำนันรับปาก พอประดับไป ผกาก็รีบมากุมมือกำนันขอบใจที่ช่วยตน กำนันสะบัดมือออกพูดอย่างไม่พอใจว่า “อย่าให้มีแบบนี้อีกเด็ดขาดนะผกา”

กำนันออกไปรับหน้าจ่าแท่น ปฏิเสธว่าตนไม่รู้ว่าเวลานี้สัมฤทธิ์อยู่ที่ไหน แต่งานนี้จ่าคงต้องเหนื่อยหน่อยเพราะคนอย่างสัมฤทธิ์ไม่ยอมให้จับง่ายๆแน่ จ่าดักคอว่าที่ไม่ยอมน่ะไอ้สัมฤทธิ์หรือพ่อมัน

“จ่าพูดแบบนี้กับผม ผมเอาเรื่องจ่าได้นะ”

“ก็ลองดูสิกำนัน อย่าให้ผมรู้ก็แล้วกันว่า กำนันเอาลูกไปซ่อนไว้ที่ไหน จะเล่นทั้งพ่อทั้งลูกเลย...” จ่าสำทับแล้วนำกำลังกลับ กำนันมองตามจ่าไปอย่างเจ็บใจ

ooooooo

ดาราดูแลยงยุทธจนเขารู้สึกตัวขึ้นมา เขาลุกขึ้นทันที ถามว่าตนมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง พอรู้ว่าวีรบุรุษ-บาปช่วยชีวิตไว้ ยงยุทธก็พูดอย่างอาฆาตว่า คิดว่าช่วยชีวิตตนไว้แล้วต้องติดหนี้บุญคุณกันก็คิดผิด แล้วเดินกุมท้องออกไป

แต่พอไปถึงปากถ้ำก็เจอวีรบุรุษบาปมายืนขวางอยู่ บอกว่าขืนออกไปตอนนี้ก็มีหวังตายอยู่กลางป่าแน่ ยงยุทธตั้งท่าจะสู้กับวีรบุรุษบาป พูดอย่างอาฆาตแค้นว่า

“ต่อให้ฉันเหลือลมหายใจเฮือกสุดท้าย ฉันก็จะไม่หยุดสู้กับแก”

เมื่อพูดอย่างไรก็ไม่อาจหยุดยงยุทธได้ วีรบุรุษบาปจึงใช้ดารามาต่อรอง บอกว่าถ้าเขาไม่เลิกหาเรื่องกับตน ตนก็อาจจะต้องทำร้ายดาราให้เขาหยุด ในที่สุดยงยุทธก็ยอมเพราะเป็นห่วงดารา แต่ก็ยังพูดอย่างพยาบาทว่า ถ้าวีรบุรุษบาปเผลอเมื่อไหร่โดนตนกระชากหน้ากากแน่

ดาราหมั่นไส้ยงยุทธเลยทำแผลให้อย่างกระแทก กระทั้น จนยงยุทธเจื่อนไปเหมือนกัน

ขุนเดชยังยืนรอดาราอยู่ เธอออกมาบ่นกับเขาว่า “คนอะไรไม่รู้ ดื้อ! รั้น!! มันน่าให้บาดทะยักกินตายไปเลย” ขุนเดชบอกว่าเขาเป็นอย่างนี้ตั้งแต่เด็กแล้ว ขนาดหลวงลุงยังเอาไม่อยู่เลย ดาราคาดหวังว่า วีรบุรุษบาปช่วยเขาไว้ครั้งนี้น่าจะทำให้อะไรๆดีขึ้น

“เป็นไปไม่ได้หรอกดารา ถ้ายังจับผมไม่ได้ ผมกับมันก็ต้องเป็นศัตรูกันไปตลอดชีวิต ความเป็นเพื่อนก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะหน้าที่ส่วนหน้าที่ เพื่อนก็ส่วนเพื่อน”

ดาราฟังแล้วเศร้าใจ กลัวว่าถ้าเราพลาดท่าเหมือนคราวที่มันได้รูปปั้นทองคำไปทำพิธี ตนก็คงต้องสูญเสียทุกอย่างไปเพราะไม่สามารถหยุดพวกมันได้ ขุนเดชบอกว่าตนก็เคยกังวลเหมือนเธอ แต่อาหมอพูดถูก อาหมอบอกว่า...

“บรรพบุรุษของเราเคยผ่านเรื่องที่ยากกว่านี้มามาก ซากปรักหักพังก็มีให้เห็น ผมคนนึงล่ะที่ไม่ยอมแพ้ให้แพ้ให้อายบรรพบุรุษ”

“ฉันเข้าใจแล้วขุนเดช ฉันจะไม่ยอมแพ้ เราจะสู้ไปด้วยกัน แต่ก่อนอื่น ฉันต้องรับมือกับตาบ้าหัวดื้อในนั้นเสียก่อนน่ะสิ หึๆคนใจแคบ!!”

ฟังดาราแล้วขุนเดชฉุกคิดอะไรได้ เขาไปที่กระท่อมของจำเริญ เอายาไปให้แม่ของจำเริญ ถามว่าจำเริญยังไม่กลับหรือ นางบอกว่าหายหัวไปหลายวันแล้ว กลัวว่าจะไปมีเรื่อง พูดแล้วเห็นขุนเดชนิ่ง นางยิ่งระแวงถามว่าจำเริญไม่ได้ไปก่อเรื่องอะไรใช่ไหม เพราะกำลังจะบวชให้ตนอยู่

“ใจเย็นเถอะน้า...เอาเป็นว่า ถ้าจำเริญกลับมา บอกให้มันไปหาฉันด้วย”

แต่พอจำเริญกลับมา เขาบอกแม่ว่าตนไม่ไปหาขุนเดช อ้างว่าต้องเตรียมงานบวช นางเตือนสติลูกชายว่า

“ขุนเดชเป็นคนดี ถ้าเอ็งเดือดร้อน ก็มีแต่เขาเท่านั้นที่ช่วยเอ็งได้”

จำเริญฟังแล้วเครียด เพราะตัวเองถูกสัมฤทธิ์ขู่จะฆ่าหาว่าเอาเรื่องของมันไปบอกตำรวจ จำเริญอ้อนวอนอย่าฆ่าตนเลย แม่ตนแก่แล้วไม่มีใครดูแล จะให้ตนทำอะไรตนยอมทุกอย่าง

สัมฤทธิ์จึงให้จำเริญไปลักพาตัวบัวทองมาให้ ไม่ อย่างนั้นแม่เขาจะไม่มีวันได้เห็นชายผ้าเหลืองแน่ ทำให้จำเริญกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ครุ่นคิดหนักใจอยู่คนเดียว

วันนี้ บัวทองทนร้อนใจไม่ได้ ไปหาขุนเดชที่กระท่อมถามว่าทำไมไม่ทุกข์ร้อนเรื่องดาราถูกวีรบุรุษบาปลักพาตัวไปเลย ไม่เห็นออกตามหา ขุนเดชย้อนถามว่า วีรบุรุษบาปไม่ได้พาพวกเขาไปทำร้ายไม่ใช่หรือ บัวทองเองก็เคยเจอมาแล้วไง

ขุนเดชพูดจนบัวทองเขิน บ่นเขาว่า “วีรบุรุษบาปเขาเป็นสุภาพบุรุษ เขาให้เกียรติบัวทอง เขาไม่เคยพูดจาทำร้ายความรู้สึกของบัวทองแม้แต่นิดเดียว” สะบัดจากขุนเดชบอกว่า “ฉันเกลียดพี่ขุนเดช เกลียด...เกลียดที่สุด”

ขุนเดชรั้งบัวทองเข้าไปจนชิด ขอร้องว่า “ถึงพี่จะเป็นคนดีอย่างวีรบุรุษบาปในสายตาของบัวทองไม่ได้ แต่พี่ก็ไม่อยากให้บัวทองเกลียดพี่ เรายังเป็นพี่น้องกันเหมือนเดิมได้ไหม”

“ฉันไม่รู้ว่าทำไมอาจารย์ถึงมารักพี่ ทั้งๆที่หมวดยงยุทธดีกว่าพี่ตั้งเยอะ” บัวทองพูดใส่หน้าแล้วผละไป ขุนเดชได้แต่มองตามหน้าสลด...

ระหว่างบัวทองเดินอยู่หลังวัดนั่นเอง ถูกจำเริญมาดักจับ บัวทองต่อสู้ขัดขืนถูกจำเริญใช้ด้ามดาบกระแทกท้องน้อยจนจุก แล้วบอกบัวทองว่า “ยกโทษให้ฉันด้วยนะบัวทอง ถ้าฉันไม่ทำ...ฉันก็ต้องถูกมันฆ่า”

ขุนเดชได้ยินเสียงบัวทองร้องขอความช่วยเหลือเขาคว้าดาบดำวิ่งไป เจอจำเริญกำลังจะอุ้มบัวทองไป เขาสั่งให้หยุด จำเริญตกใจทิ้งบัวทองแล้ววิ่งหนี ขุนเดชบอกให้บัวทองรอตรงนี้แล้ววิ่งไล่ตามจำเริญไป

จำเริญสู้แบบจนตรอกและไร้ฝีมือ ถูกขุนเดชกระชากหมวกไหมพรมออกจึงรู้ว่าเป็นจำเริญ บัวทองตามมาพอดีขุนเดชหันไปมอง จำเริญฉวยโอกาสนั้นหนีไป

ขุนเดชไม่บอกว่ามันเป็นใคร เขาคาดว่าคงต้องมีคนจ้างมันมาลักพาบัวทองแน่ๆ บัวทองเชื่อว่าต้องเป็นสัมฤทธิ์ เพราะตอนนี้กำลังถูกตำรวจล่าตัวอยู่ มันคงอยากได้ตนไปด้วย ขุนเดชเตือนให้เธอระวังตัวด้วย เพราะสัมฤทธิ์กำลังจนตรอก พูดเปรยๆว่า “เงินมันทำได้ทุกอย่าง แม้แต่จ้างคนดีให้กลายเป็นคนบาปมันก็ทำได้”

จำเริญกลับถึงกระท่อมก็เก็บเสื้อผ้าของแม่บอกว่าจะให้ไปอยู่กับลุง เพราะตนต้องเตรียมบวชจะไม่มีใครดูแลแม่

จากนั้น จำเริญก็ไปหัดสวดมนต์อยู่กับพระลูกวัดที่โบสถ์วัดเกาะน้อย แต่พอขุนเดชมายืนดู มันก็ตื่นตกใจจนสวดมนต์ตะกุกตะกัก ซ้ำยังกระซิบหลวงพี่ที่สวดมนต์ด้วยกัน ขอไปนอนที่กุฏิด้วยอ้างว่าเพื่อจะได้หัดท่องบทสวดมนต์
ขุนเดชไปยืนจ้องจำเริญอยู่ครู่หนึ่งจึงเดินกลับไป

ความดีที่วีรบุรุษบาปช่วยบัวทองไว้ ทำให้ความรู้สึกต่อวีรบุรุษบาปของคำปันเปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว เมื่อยังไม่มีใครจับตัวสัมฤทธิ์มาลงโทษได้ คำปันก็ฝากความหวังไว้กับวีรบุรุษบาปว่า จะจัดการกับสัมฤทธิ์ให้ได้มันจะได้เลิกยุ่งกับบัวทองเสียที

ooooooo

ประดับนำรูปปั้นนางรำทองคำกลับไปที่คฤหาสน์ ของปราชญ์ เจอคุณหญิงกำลังจะออกข้างนอกพอดี คุณหญิงดีใจมากชวนออกไปด้วยกัน บอกว่าอยากไปค้างข้างนอกสักคืน ประดับอ้างว่าตนต้องรีบเอาของที่ท่านสั่งไว้ไปให้ท่านก่อน

คุณหญิงอารมณ์เสียทันทีบ่นว่าเบื่อบ้านนี้เต็มทนแล้ว ปารมีก็ไม่รู้เป็นอะไร เมื่อกี้ก็อ้วกใส่ตนจนเลอะเทอะไปหมด บอกว่าจะเอากลับไปอยู่โรงพยาบาลดีกว่า ประดับรีบขู่ว่าขืนไปไว้ที่โรงพยาบาล ข่าวเรื่องปารมีไปทำแท้งก็กระฉ่อนแน่ บอกคุณหญิงว่าไม่ต้องห่วงเดี๋ยวตนจะไปดูแลเอง

ประดับเข้าไปคุยกับปารมี เธอจะไม่ยอมกินยาที่เขาจัดให้ เพราะกินแล้วยิ่งแย่ ประดับอ้างว่าที่แย่เพราะเธอไม่ยอมพักผ่อน บอกให้กินยาแล้วนอนพักให้มากๆ เขาทั้งขู่ทั้งปลอบว่า

“ถ้าคุณปายังรักผมก็อย่าทำให้ผมต้องลำบากใจไปมากกว่านี้” เพียงเท่านี้ ปารมีก็ยอมกินยาต่อไป พอคุณหญิงรู้ว่าประดับกล่อมปารมีสำเร็จ ก็นึกระแวงว่า ทำไมปารมีจึงเชื่อฟังประดับง่ายนัก

คืนนี้เอง ขุนเดชก็มาหาจำเริญที่นอนอยู่ที่ระเบียงกุฏิหลวงพี่ เขาขู่ว่าถ้าส่งเสียงจะไม่ได้เห็นหน้าแม่อีก จำเริญกราบอ้อนวอนขุนเดชอย่าทำอะไรตนเลย ตนกำลังจะบวชให้แม่ได้เห็นผ้าเหลืองอยู่แล้ว

“เอ็งมันคนใจบาป ทำชั่วแล้วคิดจะใช้ผ้าเหลืองปกป้องความชั่วของตัวเอง”

จำเริญสารภาพผิด บอกขุนเดชว่าความผิดครั้งนี้ถ้าเขาตัดสินลงโทษ ตนก็พร้อมจะรับโทษ แต่ขอให้ตนได้ทำความดีเป็นครั้งสุดท้ายได้ไหม พอขุนเดชนิ่ง จำเริญบอกว่า

“ฉันจะบอกพี่ว่า ไอ้สัมฤทธิ์มันกบดานอยู่ที่ไหน และขอให้ฉันได้บวชเพื่อให้แม่ได้เห็นชายผ้าเหลือง ให้ฉันได้ทดแทนคุณแม่ก่อนตาย เพียงเท่านี้ที่ฉันอยากขอ” พูดแล้วกราบแทบเท้าขุนเดชอย่างอ้อนวอน

ขุนเดชเงื้อดาบดำขึ้นสุดแขน หน้าตาดุดัน จนจำเริญผงะตกใจ

ooooooo

วันต่อมา ขุนเดชไปที่ถ้ำศิลา ยงยุทธยังอาฆาต พอรู้ว่าวีรบุรุษบาปมาก็จะออกไปฟาดฟัน ท้าวีรบุรุษบาปว่าเป็นโอกาสของเขาแล้วจะฆ่าตนก็ฆ่าเสีย ตนยอมตายเสียดีกว่าต้องเสียศักดิ์ศรีให้โจร

“ครั้งนี้ไม่ได้มีเรื่องของศักดิ์ศรีหรือบุญคุณมาเกี่ยวข้อง ผมช่วยหมวดก็เพราะหมวดคือคนเดียวที่ผมจะยอมให้จับ ผมถึงไม่ยอมให้หมวดตาย” ยงยุทธถามว่าทำไมต้องเป็นตน “ก็เพราะผมเชื่อว่า ถ้าถึงวันที่วีรบุรุษบาปต้องปิดฉากไป หน้าที่ของทหารพระร่วง ผู้ปกปักรักษาสมบัติของชาติ จัดการพวกใจบาปด้วยหัวใจบริสุทธิ์ ก็มีแต่หมวดเท่านั้น”

ระหว่างนั้นแว่วเสียงดาราร้องเรียกยงยุทธ วีรบุรุษบาปบอกยงยุทธว่าเขาดีขึ้นมากแล้วให้พาดารากลับไปเถอะ ย้ำว่า

“ผู้หญิงคนนั้นเขารักหมวดมาก รักมากยิ่งกว่าชีวิตตัวเองด้วยซ้ำ”

ยงยุทธแย้งว่าเธอรักคนที่มีอุดมการณ์เดียวกับเขาต่างหาก พอดีดาราออกมา เธอมองยงยุทธที่ยืนอยู่ถามงงๆว่า ออกมาทำอะไร ดีขึ้นแล้วหรือ

“ผมดีขึ้นมากแล้วดารา...ไอ้วีรบุรุษบาปมันไปแล้ว มันบอกให้ผมพาคุณกลับ”

พูดแล้วก็มองหาวีรบุรุษบาปไปรอบๆอย่างไม่หายแปลกใจและสงสัยกับคำพูดของเขาเมื่อครู่นี้...

ooooooo

เมื่อไอ้นะกลับไปหาสัมฤทธิ์โดยไม่มีบัวทองมาด้วย มันโมโหว่าถูกจำเริญหักหลัง ชักปืนออกมาจะไปสั่งสอนจำเริญ

ไอ้เนกำลังไปกรอกน้ำที่ริมลำธาร ถูกวีรบุรุษบาปเล่นงานจนหน้าอาบเลือดหนีกลับไป สัมฤทธิ์ตกใจว่าวีรบุรุษบาปรู้ได้อย่างไรว่าตนซ่อนตัวอยู่ที่นี่ ไม่ทันไร วีรบุรุษบาปก็มายืนจังก้าข้างหน้ามันแล้ว สัมฤทธิ์กระชากคอเสื้อไอ้นะแล้วผลักไปทางวีรบุรุษบาปส่วนตัวมันเองหนีเอาตัวรอด

ไอ้นะชักดาบออกมาประกาศสู้ตาย วีรบุรุษบาปเห็นฝีไม้ลายมือมันแล้วจึงเก็บดาบดำ ใช้มือเปล่าคอยปัดป้องดาบของไอ้นะ แค่นั้นมันก็สะบักสะบอมแล้ว วีรบุรุษบาปทิ้งมันไว้ตรงนั้นแล้วไล่ตามสัมฤทธิ์ไป

ไล่ไปทันสัมฤทธิ์ที่ป่าหิน ต่างชักดาบออกมาปะทะกัน แต่คราวนี้เห็นได้ชัดว่าฝีมือสัมฤทธิ์พัฒนาขึ้นมากเพราะมันไปฝึกปรือมาหมายจะพิฆาตวีรบุรุษบาปให้ได้

แม้สัมฤทธิ์จะเก่งขึ้นมาก แต่สำหรับวีรบุรุษบาปแล้วมันยังอ่อนหัดนัก จึงปักดาบลงพื้นใช้มือเปล่ารับมือกับความบ้าระห่ำของสัมฤทธิ์ จนจับมันหักแขนดังกร๊อบ มันร้องลั่น เล่นลูกไม้อ้อนวอน ขอให้วีรบุรุษบาปอโหสิกรรมให้ตนด้วยเถิด

ไอ้นะหนีกลับไปหากำนันในสภาพหน้าเกรอะกรังไปด้วยเลือด กำนันจึงให้เสือเพิกสหายเก่าไปช่วยลูกชาย

เสือเพิกเก่งกล้าทางอาคม ยืนพนมมือบริกรรมคาถาแล้วเป่าพรวดใส่หุ่นปั้นด้วยดินเหนียวขนาดฝ่ามือ พริบตานั้นเกิดลมกระโชกแรง ครู่เดียวโหงพรายที่ปรากฏตัวในรูปของเมฆหมอกสีดำก็พวยพุ่งเข้าหาวีรบุรุษบาปจนต้องใช้ดาบดำฟาดฟัน จังหวะนั้น เสือเพิกตะโกนให้สัมฤทธิ์รีบหนีไป

วีรบุรุษบาปใช้ดาบดำต่อสู้จนโหงพรายจางหายไป มองไปอีกทีทั้งสัมฤทธิ์และเสือเพิกก็หายไปหมดแล้ว วีรบุรุษบาปได้แต่กำดาบดำแน่นอย่างเจ็บใจ

กำนันขอบใจเสือเพิกที่ช่วยลูกชายไว้ ถามว่าได้จัดการกับวีรบุรุษบาปไปแล้วใช่ไหม

“ยัง...ดาบดำในมือมันไม่ธรรมดา ขนาดโหงพราย ของข้ายังเอาไม่อยู่ แต่ถ้าเจออีกทีละก็ไม่แน่”

ooooooo

ยงยุทธพาดารากลับมาส่งที่บ้านคำปันอย่างปลอดภัย ทุกคนดีใจมาก บัวทองได้ทีชมวีรบุรุษบาปว่า หมอน้อยบอกอยู่แล้วว่าวีรบุรุษบาปไม่ทำอะไรหมวดกับดารา คำปันบ่นว่า อยู่ๆก็มาลักพาตัวกันแบบนี้ใช้ได้ที่ไหน

“เขาจำเป็นต้องทำจ้ะน้า...ถ้าไม่มีใครช่วย ยงยุทธ ก็อาจจะไม่รอดกลับมา” ดาราชี้แจง

“แต่การที่มันปล่อยให้ผมรอดกลับมาได้ มันคิดผิด!” ยงยุทธยังอาฆาตแค้น จนดาราหนักใจ

ยงยุทธหุนหันออกไป ดาราตามมาถามว่าจะไปไหน เขาบอกว่า สัมฤทธิ์ยังลอยนวลอยู่ วีรบุรุษบาปต้องไล่ล่ามันแน่ๆ ตนจะไม่ยอมให้วีรบุรุษบาปชิงตัดหน้าไปจัดการสัมฤทธิ์ ดาราบอกให้เขาพักผ่อนเพราะสุขภาพยังไม่แข็งแรง

“ให้ผมกลับไปนอนพักผ่อนแล้วรอดูมันเที่ยวถือดาบไล่ฆ่าคนน่ะเหรอ ไม่หรอกดารา ตราบใดที่มันไม่หยุด ผมก็ไม่หยุด” ดาราถามว่าวีรบุรุษบาปช่วยเขา ถึงขนาดนี้ทำไมไม่เลิกเกลียดเขาเสียที “ผมไม่มีทางญาติดีกับฆาตกรปากเสียแส่ไม่เข้าเรื่องอย่างมันหรอก”
ดาราเอะใจว่าวีรบุรุษบาปพูดอะไรกับยงยุทธถึงได้ถูกเขาด่าว่าปากเสีย

เมื่อได้คุยกับขุนเดชจึงรู้ว่า เขาเอาเรื่องความรักมาให้ความหวังกับยงยุทธ ขุนเดชบอกเธอว่า

“ขอโทษด้วยนะดารา ลูกผู้ชายทุกคนต้องสู้เพื่อความรักกันทั้งนั้น ผมเลยไม่อยากให้มันหมดไฟเพราะเรื่องที่เราไปโกหกมัน” ดาราติงว่าทำแบบนี้ยงยุทธก็จะยิ่งโกรธแค้นวีรบุรุษบาปมากกว่าเดิม “ปล่อยให้มันแค้นผมไปเถอะ เพราะความโกรธก็คือพลังที่ทำให้สู้ได้ไม่ถอยด้วย”

ดาราฟังแล้วเข้าใจได้ทันทีว่า นี่คือแผนของขุนเดชที่ยั่วให้ยงยุทธโมโหเพื่อให้เขามาทำหน้าที่วีรบุรุษบาปแทนต่อไป ขุนเดชยอมรับว่า “ใช่...ผมเคยบอกคุณว่าผมจะวางมือ แต่กรรมที่ผมทำไว้ สุดท้ายก็ต้องชดใช้กรรมในนรกไม่ต่างจากไอ้โจรบาปที่ถูกผมฆ่า”
“ขุนเดช...เธอคิดว่าเธอจะต้องตาย...” ดาราพึมพำอึ้ง

ooooooo

ปราชญ์เสียหน้ามากที่ถูกนักการเมืองรุ่นลูกมาพูดดูถูกกลางสภา เขาคิดถึงอาจารย์ก้องเกียรติขึ้นมาทันที เมื่อรู้จากประดับว่าเพิ่งเสร็จธุระที่เพชรบูรณ์และกำลังเดินทางมา ก็สั่งประดับให้เอารถไปรับกลับมาอย่างเร่งด่วน

ประดับคิดมักใหญ่ใฝ่สูงหมายทาบรัศมีบารมีของปราชญ์มานานแล้ว ยิ่งเมื่อได้รับแรงยุจากคุณหญิงว่าที่จริงปราชญ์ไม่ได้มีความสามารถอะไรเลย ทุกเรื่องมีแต่รอการตัดสินใจจากประดับทั้งสิ้น ยุแหย่ว่า ถ้าปราชญ์ยอมผลักดันเขา เชื่อว่าประดับต้องยิ่งใหญ่กว่าปราชญ์แน่นอน

ประดับตัดสินใจทำในสิ่งที่แอบคิดมานานทันที สั่งการเบิ้มลับๆ เบิ้มท้วงติงว่าถ้าท่านรู้เรื่องไม่ไว้ชีวิตเขาแน่

“ฉันรู้น่า...งานนี้ฉันต้องเดิมพันครั้งใหญ่ ถ้าไม่เล่นหมดหน้าตักแล้วฉันจะยิ่งใหญ่ได้ยังไง” ประดับตัดสินใจแน่วแน่

ooooooo

สัมฤทธิ์แค้นใจที่ถูกวีรบุรุษบาปกรีดหน้าทำให้ตนกลายเป็นไอ้หน้าบาก เสือเพิกบอกว่า เป็นเสือเป็นโจรอยู่ในป่ามันต้องมีแผลเป็นให้ดูน่าเกรงขาม แต่ไม่ว่าใครจะหว่านล้อมอย่างไร สัมฤทธิ์ก็มุ่งมั่นที่จะต้องแก้แค้นวีรบุรุษบาป กระทั่งเอ่ยปากขอยืมโหงพรายของเสือเพิก เชื่อว่าโหงพรายจะป้องกันตนจากตำรวจได้

“ไม่ได้โว้ย โหงพรายเป็นของข้า ถ้าข้าไม่ตายมันก็ไม่ทำตามคำสั่งใครทั้งนั้น”

สัมฤทธิ์ยังพยายามจะตื๊อ ถูกกำนันสั่งให้หยุด และระหว่างนี้ก็ห้ามออกไปไหนเด็ดขาด

กำนันวางแผนให้เสือสัมฤทธิ์ไปอยู่กับเสือเพิกหวังให้เสือเพิกช่วยฝึกฝีมือให้

“ได้...พรุ่งนี้เช้าข้าจะพามันไปจากที่นี่ เอ็งคงจะไม่ได้เจอหน้ามันอีกนาน แต่เมื่อไหร่ที่มันกลับมาหาเอ็งอีกครั้ง มันอาจจะเก่งกว่าเอ็งแล้วก็ได้” เสือเพิกพูดอย่างมั่นใจ ทำให้กำนันดีใจตบบ่าขอบใจสหายรักแล้วเดินออกจากกระท่อมไป

สัมฤทธิ์แอบฟังอยู่ มันพึมพำอาฆาตว่า

“จะให้ฉันไปโดยไม่ได้แก้แค้นฉันทำไม่ได้หรอกพ่อ อย่างฉันถนัดแต่ล่า ไม่ถนัดหนี”

รุ่งขึ้น เมื่อเสือเพิกมาหาสัมฤทธิ์ที่กระท่อม แต่ไม่เจอตัว ร้องเรียกก็ไม่ตอบรับ เลยสงสัยรีบเดินไปดูในย่ามตัวเองที่แขวนอยู่ ปรากฏว่าหุ่นโหงพรายหายไปแล้ว เสือเพิกสบถอย่างหัวเสีย

“ไอ้เด็กเวรเอ๊ย!”

สัมฤทธิ์ถือหุ่นโหงพรายดินเหนียวมาที่วัด เขม้นมองเข้าไปพึมพำลอดไรฟัน

“ไอ้จำเริญ คิดว่าหนีกูมาบวชแล้วกูจะอโหสิให้มึงเหรอ...ถุย!”

ooooooo

จำเริญบวชให้แม่ได้เห็นชายผ้าเหลือง พร้อมกันนั้นก็เตรียมที่จะรับกรรมที่ก่อไว้ ถือพานพุ่มขอขมาเข้าไปกราบขุนเดช เขารับพานพุ่มมองจำเริญอย่างหนักใจ

“ฉันพร้อมแล้วจ้ะพี่...มันผู้ใดก่อกรรม มันผู้นั้นต้องรับกรรม อย่าให้มีใครหนีกรรมพ้น”

แม่ของจำเริญปลื้มปีติที่ลูกบวชให้ บอกลูกว่าแม่ภูมิใจที่สุดในชีวิต บวชเป็นพระแล้วให้ตั้งใจศึกษาพระธรรม ช่วยสืบสานพุทธศาสนาต่อไป

ระหว่างนั้น ยงยุทธเข้ามาหมายสอบปากคำจำเริญเรื่องช่วยสัมฤทธิ์ลักพาตัวดารากับนักศึกษา ถูกขุนเดชกันไว้ขอให้จำเริญบวชเป็นพระเสร็จก่อน

เมื่อจำเริญบวชเป็นพระแล้ว ยงยุทธเข้าไปสอบถาม ขุนเดชบอกยงยุทธว่า จำเริญไม่ใช่คนที่เขาสงสัย ตนเป็นพยานได้ เพราะตนเป็นคนจัดการเรื่องบวชให้จำเริญ และคนที่กำลังจะบวชไม่มีทางทำเรื่องแบบนี้ได้หรอก

การรับรองของขุนเดช ทำให้ยงยุทธต้องกราบขอโทษพระแล้วกลับไป แต่เมื่อยงยุทธไปแล้ว พระจำเริญขอบใจขุนเดชที่ช่วย  เขาตอบด้วยความเต็มใจว่า

“ท่านยังห่มผ้าเหลืองอยู่ เรื่องโกหกให้เป็นหน้าที่ผมจะดีกว่า”

“แต่ฉันไม่ใช่พระตั้งแต่ตอนที่ฉันก้าวออกมาจากโบสถ์แล้ว ผิดศีลด้วยการโกหกแม่ ตอนนี้ฉันก็คือคนบาปที่ใช้ผ้าเหลืองปกป้องตัวเอง...ตามที่ฉันสัญญากับพี่ไว้ พี่จะตัดสินลงโทษฉันเมื่อไหร่ก็ได้ ฉันไม่หนีไปไหนแน่นอน”

ooooooo

เบิ้มเป็นคนไปรับอาจารย์ก้องเกียรติ แต่พาไปที่โกดังร้าง อาจารย์ก้องเกียรติถามว่า พามาที่นี่ทำไม ตนมีนัดกับปราชญ์ ให้พากลับไปหาท่านเดี๋ยวนี้ เบิ้มชักปืนออกมาสั่งให้ลงจากรถ อาจารย์ก้องเกียรติตกใจ ประดับเดินมาปรามเบิ้มว่า บอกแล้วว่าอย่าทำให้อาจารย์ตกใจ

อาจารย์ก้องเกียรติถามประดับว่า นี่มันเรื่องอะไรกัน ประดับเปิดฉากเจรจาเรื่องธุรกิจกันทันที ปรากฏว่าอาจารย์ก้องเกียรติปฏิเสธยืนยันว่า “ฉันไม่ร่วมมือกับแกหักหลังท่านเด็ดขาด”

โฉมหน้าประดับเปลี่ยนไปทันที ชักปืนออกมายิงขึ้นฟ้า อาจารย์ก้องเกียรติชะงักหน้าเสีย ประดับเสียงเข้มว่า

“ผมสุภาพกับอาจารย์มากที่สุดแล้วนะครับ แต่ถ้าอาจารย์ยังทำหยิ่งใส่ผมอีกละก็...พรุ่งนี้เช้าก็เตรียมอ่านข่าวลูกเมียของอาจารย์ประสบอุบัติเหตุตายสยองทั้งคู่แน่!” พูดแล้วหัวเราะลั่น

ooooooo

ยงยุทธไม่เชื่อที่ขุนเดชรับรองจำเริญ คืนนี้จึงดักตามขุนเดชไป แต่ขุนเดชรู้ตัว ตลบหลังยงยุทธแล้วหายตัวไป

สัมฤทธิ์มาเล่นงานจำเริญที่กุฏิ มันยิงใส่ พระจำเริญหนีกระเซอะกระเซิงไปเจอขุนเดช ขอให้ขุนเดช ลงโทษตน ขุนเดชไม่ทำ บอกว่า

“ข้าไม่ได้มาเอาชีวิตเอ็ง ข้ามาอโหสิกรรมให้เอ็งต่างหาก เมื่อเอ็งสำนึกต่อบาป ข้าก็ควรอภัยให้”

จำเริญขอบใจ แต่ไม่มีใครหนีบาปกรรมพ้น พูดจบก็กระอักเลือดแน่นิ่งไปต่อหน้าขุนเดชทั้งที่ตายังค้างอยู่ ขุนเดชลูบปิดเปลือกตาจำเริญให้หายห่วง แล้วฉีกจีวรเปื้อนเลือดของพระจำเริญมาพันดาบดำ แววตาดุดัน

สัมฤทธิ์ตามหาจำเริญมาเจอวีรบุรุษบาป มันใช้โหงพรายเล่นงานแต่โหงพรายไม่ออก ขณะที่วีรบุรุษบาปชักดาบดำออกมาจะเล่นงานสัมฤทธิ์นั่นเอง เสือเพิกก็ตามมายิงสกัดวีรบุรุษบาปแล้วพาสัมฤทธิ์หนีไป

สัมฤทธิ์บอกให้เสือเพิกไปกำจัดวีรบุรุษบาป เสือเพิกฉุนขาดเข้าไปตบสัมฤทธิ์ไม่ยั้ง ตะคอกใส่

“นี่เอ็งใช้ข้าเหรอ ไอ้เด็กเวร...ข้าเหลืออดกับเอ็งเต็มทนแล้ว ถ้าพ่อกำนันเอ็งไม่ใช่เพื่อนข้าละก็ เอ็งโดนข้าจับส่งให้ไอ้วีรบุรุษบาปมันตัดคอไปแล้ว”

สัมฤทธิ์สามหาวก้าวร้าวเสือเพิกหาว่ากลัววีรบุรุษบาป เสือเพิกกระชากดาบออกมาบอกว่า ถ้าตนไม่สั่งสอนต่อไปจะไม่มีใครกำราบได้ แต่พอเสือเพิกเดินเข้าหาก็ถูกสัมฤทธิ์ยิงพรุนทรุดฮวบ ทั้งยังเยาะเย้ยว่า บอกแล้วว่าที่แท้เสือเพิกก็แค่ไอ้เสือแก่ไร้นํ้ายา ถีบเสือเพิกแล้วแย่งหุ่นโหงพรายมา ประกาศอย่างผยองว่า

“ถ้าข้าฆ่าไอ้วีรบุรุษบาปได้ ชื่อเสียงของข้าก็จะดังกระฉ่อน แม้แต่พ่อข้าก็จะต้องยอมรับว่าข้าคือคนที่เก่งที่สุดของสุโขทัย” ว่าแล้วก็เอาหุ่นโหงพรายขึ้นมาจบ ทันใดนั้น หมอกควันของผีโหงพรายก็ลอยออกมาล้อมรอบสัมฤทธิ์ มันระเบิดหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง “ฮ่ะๆๆ มาเล้ย ไอ้วีรบุรุษบาป คืนนี้แหละ จะเป็นวันตายของแก... ฮ่ะๆๆๆ”

ooooooo

อาจารย์ก้องเกียรติไปถึงคฤหาสน์ของปราชญ์ ถูกต่อว่าที่มาช้า ประดับแก้ต่างว่า เพราะภรรยาของอาจารย์ไม่ค่อยสบาย เลยต้องวุ่นวายพาไปโรงพยาบาล

ปราชญ์เริ่มงานอย่างเร่งด่วน ถามว่าอีกนานไหมกว่าจะหาโลหะศักดิ์สิทธิ์โบราณครบ 7 อย่าง เพื่อทำให้ตนเป็นสัตโลหะบุรุษได้ อาจารย์ก้องเกียรติบอกว่ายังต้องใช้เวลาเลือกโลหะศักดิ์สิทธิ์โบราณที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสม

ปราชญ์เร่งให้ทำให้ได้ในวันนี้พรุ่งนี้ เพราะขืนช้าตนก็จะถูกถอนหงอกจนไม่เหลืออะไรแน่ ขู่ว่าถ้าทำไม่ได้ก็จะทำเรื่องย้ายอาจารย์ไปขุดดินขุดหินในป่า อาจารย์ก้องเกียรติจึงตัดสินใจช่วยทำพิธีเสริมบารมีให้ก่อน ซึ่งก็จะทำให้ท่านมีบารมีเหมือนเป็นจอมคน ปราชญ์เร่งให้ลงมือเลย

อาจารย์ก้องเกียรติบอกว่า พิธีนี้อาจมีผลตามมากับท่านได้ แต่ไม่หนักหนานัก ปราชญ์เร่งให้ทำเลย

แต่พออาจารย์ก้องเกียรติทำพิธี ปราชญ์ก็ร้องอย่างเจ็บปวด อาจารย์ก้องเกียรติบอกว่า การทำพิธีที่สมบูรณ์โดยไม่มีของครบจำนวน ถ้าผู้รับไม่พร้อมที่จะเป็นสัตโลหะบุรุษ แทนที่จะส่งผลดี จะเป็นตรงกันข้าม

ปราชญ์ตกใจถามว่า หมายความว่าอย่างไร พลันก็กระอักเลือดออกมาอย่างรุนแรง จนหมดสติไป ประดับตกใจบอกอาจารย์ก้องเกียรติว่า “อาจารย์...ผมบอกไม่ให้ทำให้ท่านตายไง!”

“ใจเย็นๆ ท่านยังไม่ตายหรอก แต่พอท่านฟื้นขึ้นมานี่สิ...จะยิ่งกว่าตายเสียอีก ทีนี้คุณจะทำอะไรก็ได้ตามที่คุณต้องการ”

“ถ้าอาจารย์ยืนยันอย่างนั้น...ก็เท่ากับว่า ธุรกิจครั้งนี้ของเราเป็นอันจบลงด้วยดี” ประดับยื่นมือออกไป อาจารย์ก้องเกียรติมองนิ่งๆอยู่ครู่หนึ่งจึงจำใจยื่นมือออกไปสัมผัส

ประดับหันมองร่างปราชญ์ที่นอนแน่นิ่งอยู่ ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างเย้ยฟ้าท้าดิน...

“ฮ่าๆๆๆๆๆ!!”

ooooooo

ขุนเดช ตอนที่ 15

อ่านเรื่องย่อ

ขุนเดช

แนว:

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย:

กำกับการแสดงโดย:

ผลิตโดย:

วัน-เวลาออกอากาศ:

ช่องออกอากาศ:

นักแสดงนำ:

นิยายไทยรัฐ
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement